นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

233

ยอดวิวเดือนนี้

15

ยอดวิวรวม


233

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


17
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 มิ.ย. 63 / 22:54 น.
นิยาย {FIC Inazuma eleven} Ŵ¹´¤ѡ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกคนครับ คือตั้งใจอยากจะแต่งเรื่องสั้นดูก่อนบ้างเลยลองทำแนวสู้กันนี่แหละ แน่นอนค่ะว่าใช้ฟิคนี้ก็ต้องสู้ด้วยฟุตบอลอยู่แล้วเอาเป็นว่าต้องตรวจสอบรายละเอียดหนักมากๆจึงเปิดเรื่องไว้ก่อนแล้วค่อยมาลงตามวันที่บอก พยายามทำมากๆมานั่งๆนอนๆตีสามทุกคืนเพราะอันนี้เลย อย่าคิดว่าเราดองเรื่องล่าสุดนะเฟ่ย แต่เราดองจริงๆอิอิ 

โอเคคือเราขายของหน่อย 

เราแต่งจอยด้วยไปหาอ่านกันได้นะ แต่คำหยาบเยอะ คนใสๆไม่ควรเลย เคียวเทนแน่นอนงับแต่ก็มีคู่อื่นด้วย คิกค้าก เหมือนเดิมฮะแนวดราม่า ดราม่าเลยจริมๆ แต่งแนวใสๆละบับปวดหัวกับตนเองเหลือเกิน หรือเพราะเราโรคจิตวะ? ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชมฮะ ฝากด้วย พยายามสุดขีดแล้วเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 มิ.ย. 63 / 22:54


เช้าวันสดใส ณ ห้องประชุมเหล่านักเตะคนเก่งทั้งหลายแหล่ที่ต้องมารวมตัวกันเพื่อวางแผนต่างๆนานาในการแข่งขันครั้งต่อๆไป ทว่าบรรยากาศดันไม่ไปทางเดียวกันกับอากาศเลยนี่สิ บรรยากาศช่างตึงเครียดสุดๆเพราะนี่มันใกล้จะได้เวลาซ้อมแล้วแต่นักเตะอีก11คนกับโค้ชอีก1คนกลับยังไม่มาเลย พวกเขาไปไหนกันนะ

 

“พวกนายซ้อมกันไปก่อนเถอะ” เสียงทุ้มของผู้เป็นโค้ชที่สวมใส่เสื้อสีแดงแขนยาวตัวหนาและกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน มัดรวบผมสีครีมอย่าง’โกเอนจิ ชูยะ’พูดขึ้นไม่ใช่ว่าเขาไม่สงสัยแต่ถ้าหากปล่อยให้รออีกคงไม่ได้ประโยชน์อะไรและเป็นการเสียเวลาเปล่าๆด้วย

“นั่นสิ คงมาสายกันล่ะมั้ง”เสียงทุ้มของโค้ชอีกคนเอกลักษณ์คือแว่นหนาสีเขียว ซึ่งวันนี้เขาแต่งตัวสบายๆหน่อยด้วยเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ชื่อของเขาคือ‘คิโด ยูโตะ’เขาคงหาข้ออ้างไม่ให้เหล่านักเตะทั้ง11ได้เสียสมาธิกันในการซ้อมเพราะรู้ดีว่า11คนที่ยังไม่มาต่างเป็นคนสำคัญของพวกเขาเช่นเดียวกับโค้ชอีก1คนที่ยังคงไม่มา และใช่คนนั้นก็เป็นคนสำคัญของเขาและโกเอนจิด้วยเหมือนกัน

“ครับ!!” เสียงทุ้มของเหล่านักเตะทั้ง11พูดพร้อมกัน ก่อนจะแยกย้ายซ้อมฟุตบอล

 

สีหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้มของชายร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินกำลังสวมปลอกแขนสีแดงไปยังแขนเสื้อซ้ายนั่นเป็นการบอกยศของตนว่าเขาคือกัปตันทีมในตอนนี้ นามของเขาคือ‘สึรุงิ เคียวสุเกะ’ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนที่เย็นชามากจนขนาดที่ว่าพูดในแต่ละวันคนอื่นคงนับคำพูดได้ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไป เพราะคนๆนั้น คนที่ทำให้ชีวิตเขามีชีวิตชีวาขึ้น ทำให้อ่อนโยนขึ้น ทำให้ความเย็นชาของเขาค่อยๆจางหายไป และทำให้เขารัก

นายยังไม่มาอีกหรอ ปกตินายมาเร็วกว่าฉันอีกนะ

 

หมับ!

 

“โย่ว กัปตันเคียว เครียดไปทำไมกันเดี๋ยวก็หมดสนุกหรอก” เสียงทุ้มดูอารมณ์ดีของอีกคนทำให้เจ้าตัวตื่นขึ้นจากภวังค์ เมื่อสึรุงิหันหลังไปมองร่างสูงอีกคน เรือนผมสีขาวแกมฟ้าคลับคล้ายกับมังกรขาว‘ฮาคุริว’เขาได้ชื่อเลยว่าเพื่อนรักของสึรุงิก็นิสัยใจคอคงเข้ากันได้ล่ะมั้ง ถึงแม้น้ำเสียงและสีหน้าของเขาจะแสดงออกว่าเขากำลังดูอารมณ์ดี แต่ลึกๆแล้วหัวใจดวงน้อยของเขากำลังว้าวุ่นอยู่ แต่ถ้าหากไม่ข่มมันไว้คงจะเสียสมาธิเป็นแน่

“อืม” สึรุงิได้แต่ตอบเพียงสั้นๆ นั่นสิเดี๋ยวคนนั้นก็ต้องมาแน่ เขาเชื่อว่าคนนั้นจะไม่ทิ้งเขาไปไหนใช่เขาคงมาสายกันนั่นแหละ

“สึรุงิคุง นายซ้อมไหวมั้ย” เสียงทุ้มของเจ้าของเรือนผมสีฟ้ายาวประบ่า ใบหน้าดูเจ้าเล่ห์ยิ่ง นามของเขาคือ‘คาริยะ มาซากิ’เขาห่วงเพื่อนตัวเองที่ว่าสึรุงิดูซึมแปลกๆ แค่คนนั้นยังไม่มาเนี่ยนะ โอเวอร์ไปหรือเปล่า ไม่สิเขาจะคิดแบบนั้นไม่ได้เพราะคนที่ยังไม่มาก็เป็นคนสำคัญของสึรุงิ เช่นเดียวกับคนอีกคนที่มีความสำคัญต่อเขาเช่นกัน แต่จะให้มายืนซึมเหม่อลอยเล่นฟุตบอลน่ะหรอ บ้าน่านายจะโดนอัดหน้าตายเอานะ

“ไหวสิ” เจ้าตัวตอบแต่น้ำเสียงดูสั่นเครือราวกับว่าเขาจะร้องไห้ยังไงอย่างนั้น อย่านะเคียวสุเกะ อย่าแสดงความอ่อนแอแบบนี้ เขามาสายใช่เคียวสุเกะ หยุดมันอย่าให้มันได้ไหล

“ปกตินายไม่เคยดูอ่อนแอเลยนะ เดี๋ยวพวกเขาคงมากันนั่นแหละ ไปซ้อมกันเถอะ”เสียงทุ้มอ่อนโยนของร่างสูงเรือนผมสีเทาหยักศกนัยน์ตาคมสีเปลือกไม้‘ชินโด ทาคุโตะ’ เขาเป็นอดีตกัปตันและเป็นเกมเมคเกอร์ผู้เชี่ยวชาญการวางแผนต่อกรกับทีมตรงข้ามแลเป็นรุ่นพี่ของสึรุงิ ร่างสูงปลอบใจรุ่นน้องตัวเองพรางยื่นมือมาเพื่อชวนไปซ้อม ชินโดไม่อยากให้สึรุงิเครียดในการซ้อม แต่ลึกๆแล้วกลับคิดว่าการซ้อมฟุตบอลของเขาในตอนเช้าต้องกร่อยเป็นแน่หากไม่ได้ซ้อมกับคนสำคัญ

ไม่เป็นไรหรอกฉันอาจจะเจอนายในห้องเรียนก็ได้

“ตอนนี้ยศของนายคือกัปตันทีมนะ ถ้ากัปตันเครียดแล้วลูกทีมก็พลอยเครียดไปด้วยสิ”เสียงทุ้มของรุ่นพี่อีกคน คนนี้เรียกพี่ใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะเขาอยู่ปีสามแล้ว ทรงผมของเขาดูแปลกตาอย่างมากโดยผมส่วนบนของเขาดูฟูๆแต่ส่วนล่างกับตัดจนเกรียนซะอย่างนั้น ‘ซันโกคุ ไทจิ’ผู้รักษาประตูผู้อ่อนโยนแห่งไรมงเขาเป็นคนที่ดูมีความเป็นผู้ใหญ่สุดๆเลยก็ว่าได้ ก็ใช่สิปีสามจะมาแสดงท่าทีแบบเด็กน้อยได้ไง และอีกอย่างนิสัยแบบนี้เขาเก็บไว้ให้คนๆคนนั้นคนเดียว

 

สึรุงิลอบถอนหายใจเล็กน้อยจริงอย่างซันโกคุว่านั่นแหละถ้ากัปตันเป็นยังไงลูกทีมก็เป็นแบบนั้นด้วย เขาไปประจำที่ก็คือกองหน้านั่นเอง และเสียงนกหวีดจากโกเอนจิก็ดังขึ้นเป็นการส่งสัญญาณให้เริ่มได้โดยมีคนเขี่ยบอลให้สึรุงิก่อนที่เจ้าตัวจะเลี้ยงมันขึ้นไปยังประตู

“ขอล่ะนะ หึ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมแสดงสีหน้าเหมือนตัวร้ายก่อนที่เท้าของเขาจะแย่งลูกบอลมาจากสึรุงิได้อย่างงายดายนั่นทำให้เขาแปลกประหลาดใจอย่างมาก

ฉันแย่งบอลจากนายได้แค่เพียงเพราะเอาเท้าเกลี่ยเนี่ยนะ

‘มินามิซาว่า อัทสึชิ’ เจ้าของเรือนผมสีม่วงที่ตอนนี้ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ จะไม่ให้งงได้ไงสึรุงิเป็นถึงเอสไตรเกอร์มากความสามารถแล้วทำไมพลาดได้ง่ายขนาดนี้

“นายป่วยหรอ” มินามิซาว่าถามรุ่นน้องตัวเองด้วยความเป็นห่วง เพราะเหมือนสึรุงิจะเล่นไม่ได้เต็มที่เลย แต่อย่างไรก็ดีนะที่ทำให้เขาแย่งฟุตบอลจากสึรุงิได้สักที เพราะนานๆทีจะทำได้แบบนี้ แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าคนนั้นเห็นเขาทำได้ด้วย

ถ้านายอยู่ตรงนี้นายคงจะกำลังชื่นชมฉันอยู่แน่ๆ

“เปล่าครับรุ่นพี่ผมสบายดี” สึรุงิปฏิเสธแต่เขาคงรู้อยู่ดีแก่ใจว่ารุ่นน้องคนนี้กำลังโกหกอยู่ ก็นะคนมันไม่อยากพูดปล่อยไปดีกว่ามานั่งเค้นคำถามให้เจ้าตัวหนักใจอีก

ทุกคนกลับไปประจำที่เหมือนเดิมเกมเมื่อครู่พวกเขาขอเริ่มใหม่กันแต่ยังคงให้ฝั่งสึรุงิเป็นคนเขี่ยบอลอยู่ดี

ปี๊ดดด

เสียงนกหวีดส่งสัญญาณของโกเอนจิดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะมีคนเขี่ยบอลให้สึรุงิแล้วเขาก็ส่งบอลไปทางข้างหลังให้กองกลาง

“ไทโย!!” สึรุงิเอ่ยชื่อคนที่จะส่งไปให้เจ้าตัวพยักหน้าแล้วรับลูกมาอยู่ในภายใต้การควบคุม ชื่อของเขาคือไทโย‘อเมมิยะ ไทโย’เด็กหนุ่มร่างสูงเรือนผมสีส้มสว่างและทรงผมดั่งพระอาทิตย์ เขาได้ฉายาว่า เด็กอัจฉริยะในรอบ10ปี เลยทีเดียว

“จงออกมา ร่างอวตารของฉัน เทพสุริยา อพอลโล่” ไทโยเรียกจิตแกร่งหรือก็คือร่างอวตารของตน เงาสีม่วงปรากฏบนแผ่นหลังของเขาก่อนที่เงานั้นมันจะสลายไปกลายเป็นร่างของเทพสุริยา

“ซันไช ฟอสส”ไทโยใช้ท่าไม้ตายร่างอวตารของตนโดยร่ายมือทั้งสองข้างก่อนจะนำมาผสานกันแล้วยกขึ้นไปที่หัว ลงมาด้วยการแยกแขนทั้งสองข้างที่ประสานกันให้แยกออกไปด้านข้าง โดยร่างอวตารก็ทำท่าเช่นเดียวกับเขาก่อนที่ร่างอวตารตนนั้นจะกำมือทั้งสองข้างเข้าหากันและเรียกแสงไปยังฟุตบอลให้ไทโยได้เตะมัน

 

ลูกบอลที่ล้อมรอบไปด้วยลำแสงจากเทพสุริยากำลังตรงดิ่งไปยังประตูตรงข้ามแต่ก็มีร่างสูงกำลังยืนรอรับมันอยู่ เรือนผมสีขาวพลิ้วไหวอย่างเร็วด้วยการเคลื่อนที่ของลูกบอล เขาวิ่งเข้าหาและใช้เท้าเตะมันเพื่อจะยับยั้งไว้แต่เมื่อใช้เท้ารับกำลังนั้นได้สักสองวิบอลก็หยุดลง ‘ซารุ อีวาน’ เขารับลูกเตะของไทโยได้อย่างง่ายดายจริงอยู่ที่เขามีพลังอยู่มาก แต่พลังการเตะของไทโยมันอ่อนเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่การตะลูกของเด็กอัจฉริยะเลยนะ ‘นายยังเก่งเหมือนเดิมเลยนะ ซารุ’เขาชะงักชั่วครู่เมื่อมีเสียงบางอย่างโลดแล่นโสตประสาทเขา

นายอย่ามาเล่นซ่อนแอบสิ ออกมาเถอะนะได้โปรด

ไทโยเบิกตากว้าง เป็นไปไม่ได้นี่พลังของร่างอวตารนะทำไมใช้เท้าหยุดแค่สองวิกลับทำให้ลูกเตะหยุดลงได้ หรือเพราะเขาไม่เต็มที่

‘ไม่เป็นไรนะไทโย ลองใหม่สิ’จู่ๆเสียงในภวังค์ของไทโยก็ผุดขึ้นมาเช่นเดียวกับซารุ มันเป็นเสียงของคนสำคัญที่เขามักจะได้ยินเมื่อเวลาเขาทำอะไรผิดพลาดแล้วคนๆนี้มักจะให้กำลังใจ เขาคุกเข่ากำหญ้าเทียมอย่างแน่น

ปี๊ดดด ปี๊ดดดด

“พอเลยพวกนายไปเรียนกันเถอะ” โกเอนจิเป่านกหวีดขึ้นก่อนจะประกาศให้นักเตะทั้งหมดได้ทราบว่าซ้อมแค่นี้แหละ ขืนซ้อมต่อไปมีหวังเละแน่ๆ พวกเขาจึงเดินออกจากสนามไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้าเรียน

 

เมื่อเวลาพักเที่ยงมาชินโดก็วิ่งตื่นตระหนกมาที่ห้องประชุม เขาเห็นร่างสูงของโค้ชที่กำลังนั่งมองไอแพดกันอยู่ โดยพวกเขาใช้มันในการวางแผนต่างๆของทีม

“โค้ชครับ ผมไม่เห็นรันมารุเข้าเรียน” ก้อนเนื้อที่อกซ้ายเริ่มกระตุกรัวเร็ว คนที่เขารักหายไปไหน นี่มันไม่ใช่มาสายแล้ว

“นายใจเย็นสิ คิริโนะไม่มาก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นก็ไม่มานี่”

“ไม่ครับ กาเซลก็ไม่มา” คิโดหาข้อแย้งเพื่อไม่ให้ชินโดสติขาดไป แต่เมื่อเสียงครืดของประตูเปิดออกเป็นร่างสูงหัวทิวลิปสีแดง‘นางุโมะ ฮารุยะ หรือเบิร์น’เขาเป็นคนเลือดร้อนอย่างมาก ใครมาพูดอะไรไม่เข้าหูนิดหน่อยคนนั้นได้มีเลือดไหลออกจากปากเป็นแน่ แต่การกระทำพวกนี้เริ่มอ่อนลงเมื่อเขาได้เจอะได้เจอคนเย็นชาราวเจ้าชายน้ำแข็ง ใช่เขาเป็นคนดับความร้อนของเบิร์นให้เบาลง และตอนนี้หัวใจเขามันเต้นระห่ำอย่างหนัก

“สองคนเอง”

“ริวจิ ฮายามิก็ไม่มา นี่บังเอิญเกินไปแล้วนะครับ” ร่างสูงเรือนผมสีแดงผิวขาวซีดนิดหน่อย‘คิยามะ ฮิโรโตะ’เขาก้าวขามาพร้อมกับร่างสูงเรือนผมสีดำพร้อมแว่นว่ายน้ำบนหัว ‘ฮามาโนะ ไคจิ’เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน ปกติเขาเป็นคนอารมณ์ดีเอามากๆ แต่นี่คนรักเขาหายไปพร้อมๆกับคนรักคนอื่นๆเลยเนี่ยนะ เขาไม่มีเวลามานั่งอมยิ้มด้วยหรอก!!

ร่างสูงทั้งสองถอนหายใจออกมาพร้อมกัน โค้ชอีกคนที่เป็นคนสำคัญของเขาก็ยังไม่มาเช่นกัน ตอนแรกก็คิดว่าคงลางานแหละ เอ๊ะแต่เดี๋ยวสิปกติจะลาจะทำอะไรคนนั้นก็บอกตลอดเวลานะ นี่มันผิดปกติไปแล้ว

“แจ้งความก็ไม่ได้ ยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย” โกเอนจิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เขาชักเริ่มได้กลิ่นอายความไม่ปกติแล้ว

“ไม่เข้าซ้อมไม่เข้าเรียน พวกรุ่นพี่ก็เหมือนกันใช่ไหม” ฮาคุริวย่างกรายเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับร่างสูงทั้งเจ็ด บ้าจริง!หายไปสิบสองคนเลย พวกเขาไปทำอะไรกันทำไมไร้การส่งข้อความถึง แล้วทำไมต้องไปทั้งสิบสอง

“ช่างเถอะ ออกไปได้แล้วไม่ต้องซ้อม เย็นนี้ด้วย มาอีกทีตอนเช้าละกัน!” คิโดพูด เขาเริ่มอารมณ์แปรปรวนแล้ว นายอยู่ไหน!ทำไมไม่ติดต่อวะ! เขากัดฟันกรอด โกเอนจิได้แต่ลูบหลังปลอบประโลมเพื่อนตัวเอง เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้นอกจากใจเย็นแลข่มอารมณ์ไว้ พวกเขาทั้งสิบเอ็ดพยักหน้ารับก่อนจะพาร่างตัวเองออกจากห้องเพื่อไปหาอะไรทำฆ่าเวลาก่อนจะเรียนคาบบ่าย

 

“เอาไงกันดี” ชินโดเอ่ยถามทั้งสิบคน เขาว่ามันไม่ปกติ ไม่ปกติจริงๆ คนบ้าอะไรมาหายตัวในเวลาพร้อมกัน

“ผมจะลองไปหาเทนมะที่ห้องเช่าพี่อากิดู” สึรุงิเสนอความคิดขึ้นมา ภายในดวงหน้าแสดงสีหน้าความกังกล เขากลัวว่าอาจจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับร่างบางหรือเปล่า ชินโดจึงพยักหน้ารับ

“ไปเข้าเรียนกันเถอะ ลาก่อนนะพวกนาย” ชินโดพูดก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าแล้วสลายกลุ่มกันไป

 

ตอนเย็น

 

“พี่อากิครับ เทนมะอยู่ไหม” สึรุงิยืนอยู่หน้ารั้วบ้านเช่าของอากิที่กำลังกวาดเศษใบไม้อยู่

“ยังไม่เห็นเลยจ้ะ สึรุงิคุงมีอะไรหรอ”

“ห๊ะ!!.…อ๋อเปล่าครับ ขอตัวนะครับ” สึรุงิตกใจกับคำพูดอากิที่บอกว่าไม่อย่างมาก ก่อนจะเก็บอาการเอาไว้แล้วก้มหัวลาให้แล้ววิ่งพรวดออกไปทันที

ฮึก นายไปไหน ทำไมนายไม่บอก เขาคิดในใจ น้ำตาเริ่มก่อตัวเอ่อล้นขึ้นก่อนมันจะไหลไปตามใบหน้าคมคาย เขาเก็บอาการไม่อยู่แล้ว สึรุงิหยุดยืนมองดวงสุริยาสักพัก

ถ้าสวรรค์มีจริง โปรดคุ้มครองเทนมะทีนะครับ

เขาปัดน้ำตาที่ไหลก่อนจะวิ่งต่อไปยังบ้าน

ปังง

“เคียวสุเกะ กินข้….” ไม่ทันที่สาววัยกลางจะพูดจบสึรุงิก็วิ่งขึ้นบันได้เข้าไปห้องนอนซะแล้ว เดี๋ยวนะ ทำไมเคียวสุเกะร้องไห้?

ก๊อกๆ

“เคียวสุเกะกินข้าวเร็วลูก”

“ผมไม่หิวผมอยากอยู่คนเดียว ปล่อยผม” น้ำตาเขาแทบคลั่งเพราะมันไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผู้เป็นมารดาได้แต่สงสัยเหตุผลที่บุตรชายตนร่ำไห้ แต่ลูกเธอยังคงไม่พร้อมที่จะเล่า เธอจึงจำต้องลงไปชั้นล่างด้วยสีหน้าแห่งความห่วงใยตามประสาผู้เป็นแม่ เธอหันมามองประตูห้องลูกชายตนอีกครั้งก่อนจะเดินลงไปชั้นล่าง

 

 

ภายในห้องสีขาวน้ำเงิน บนเตียงเขาที่ตอนนี้เปียกชุ่มด้วยน้ำตาลูกผู้ชาย เขาร้องไห้มานานนับครึ่งชั่วโมงถึงจะหยุด นี่ก็ใกล้เวลาที่จะต้องเขานอนแล้วเขาควรต้องชำระล้างร่างกายหน่อย ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงหยิบผ้าขนหนูเข้าไปอาบน้ำให้สบายตัว เพื่อเตรียมตัวเข้านอน

 

รุ่งเช้า

 

“เคียวสุเกะ ช่วยฉันด้วย”

“เทนมะ”

“นายต้องช่วยฉัน ฉันรักนายนะ”

 

“แฮ่กๆๆ อะไรกัน ฉันฝันร้ายงั้นหรอ” เขาสดุ้งตื่นในเมื่อความฝันเขามันร้ายยิ่ง ภายในฝันเขาเห็นเป็นเทนมะกำลังโดนเมือกสีแดงน่าขยะแขยงกำลังกลืนกินเทนมะไปทั้งร่าง แต่เขากลับยืนบื้อทำอะไรไม่ได้

สึรุงิรีบลุกขึ้นไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจะมุ่งตรงไปยังโรงเรียนและไปอาคารโดมของกีฬาฟุตบอลด้วย

“อรุณสวัสดิ์ครับ” เขาอย่างกรายเข้ามาในห้องประชุมพลันเห็นทุกคนมาก่อนหน้าแล้ว

“มาช้าสุดเลยนะนายเนี่ย” โกเอนจิพูดแต่เจ้าตัวหาได้สนใจคำพูดนั่นไม่ เขาตวัดสายตาไปทั่วห้องราวกับกำลังหาอะไรอยู่

“ยังไม่มากันอีกหรอครับ” สึรุงิเอ่ยถามหาบุคคลที่หายไป ทุกคนตีหน้าเศร้าสร้อยอีกครั้ง นี่พวกเขาหายกันไปจะหนึ่งวันเต็มแล้วนะ

“ช่างเถอะ ไปซ้อมกันดีกว่า” คิโดปัดบรรยากาศความเศร้าหมองออก ถึงแม้เขาจะมีความรู้สึกเหมือนพวกเด็กๆด้วยก็เถอะ

“ครับ” ทุกคนขานรับก่อนจะไปเปลี่ยนเป็นชุดนักฟุตบอลประจำทีมแล้วออกไปยังสนามฟุตบอล

 

พวกเขาซ้อมฟุตบอลกันด้วยอารมณ์เหมือนเมื่อวานเป๊ะๆ ราวกับก็อปปี้แล้ววางไว้ เพราะไม่มีใครเต็มที่ซักคนเลยสักนิด แม้แต่เตะบอลเข้าประตูยังเตะไปข้างสนามได้

แล้วการซ้อมต้องชะงักหยุดลงเมื่อเห็นสิ่งบางอย่างผิดปกติ ใช่พวกเขาเห็นใครบางคนภายใต้ผ้าคลุมสีดำกำลังลอยลงมาตรงหน้าพวกเขา

“พวกไรมงทั้งหลายฉันนาม เคนซากิ ริวอิจิ วันนี้พวกนายต้องสู้กับทีมสุดแกร่งของฉัน ดาร์คฟีนิค” เสียงทุ้มของชายวัยกลางเอ่ยขึ้นก่อนจะเปิดที่คลุมหัวออกเป็นชายเรือนผมสีเขียวเข้มแสกกลาง(หากใครงงก็ไอ้ผู้ชายที่เอาหินเอเลียที่เหลือไปให้พวกคาเซมารุที่ถอนตัวออกไปตอนภาคโรงเรียนเอเลีย ทำให้นุ้งตกอยู่ภายใต้อำนาจมืด)

 

พวกเขายืนงงงวยกันท่วนหน้า ใช่สิไอ้นี่มันเสียสติหรือเปล่าที่จู่ๆมาพร่ำบ้าบออะไรไร้สาระจริงส่วนชื่อทีมนี้พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินมันมาก่อนด้วยโรงเรียนอะไรกัน เคนซากิแสยะยิ้มก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะและมีลำแสงปรากฏอยู่หลังเขา แลมันค่อยๆจางหายไปเหลือเพียงบุคคลปริศนาทั้งสิบสองภายใต้ผ้าคลุมสีดำ

 

“แนะนำตัวหน่อยสิ” เขาแสยะยิ้มอีกครั้งเหมือนมีเลศนัยบางอย่างที่ยากจะคาดเดา แล้วบุคคลปริศนาสองคนก็ก้าวมาข้างหน้าก่อนจะเปิดเผยใบหน้าภายใต้ร่มผ้านี้

!!!

“ฉันเอนโด มาโมรุ โค้ชของดาร์คฟีนิค”

“มัทสึคาเสะ เทนมะ กัปตันของดาร์คฟีนิค”

พวกเขาอึ้งเมื่อภายใต้ร่มผ้านี้เป็นบุคคลของทีมพวกเขา แต่คนที่อึ้งที่สุดคงเป็นโค้ชทั้งสองกับกัปตันอย่างสึรุงิ ร่างบางทั้งสองยิ้มมุมปาก ดวงตาพวกเขาสีแดงทั้งก่ำดั่งปีศาจ

“ไม่จริงใช่ไหม ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เทนมะ” สึรุงิใช้มือหนาบีบอกแกร่งจ้างซ้ายตัวเองเอาไว้ เขาไม่อยากจะเชื่อสิ่งตรงหน้าเลย ทำไมนายมีสีหน้าแบบนี้ล่ะ นี่มันไม่ใช่สีหน้าไร้เดียงสาของนายนี่

“ว่าไง สึรุงิ มาสู้กันดีกว่านะ” เทนมะแสยะยิ้มขึ้น คำพูดที่กรีดหัวใจของร่างสูงคือชื่อที่เทนมะเรียก ทำไมนายเรียกเหมือนเราห่างเหินกัน เขาคิดในใจ เพราะปกติเทนมะมักจะเรียกเขาว่าเคียวสุเกะ แต่ตอนนี้เทนมะกับเรียกนามสกุลเขา

“มาโมรุ….”คิโดและโกเอนจิเอ่ยเรียกคนที่เขารักด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มันไม่จริง นายโกหกใช่ไหม

“หึ” เขาแสยะยิ้มพลางหัวเราะในลำคอ นี่ไม่ใช่เอ็นโด เอ็นโดไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้กับพวกเขา

“เดี๋ยวนะ ถ้าสองคนนี้เป็นโค้ชเอ็นโดกับเทนมะ งั้น…” ชินโดชะงักพูดพลางชี้นิ้วเรียวยาวไปยังบุคคลปริศนาอีกสิบคนที่เหลือ ขอร้องล่ะอย่าเป็นเหมือนที่ฉันคิดเลยนะ

 

บุคคลปริศนาทั้งสิบเปิดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นใบหน้าหวานทั้งสิบ พวกเขามีสีหน้าที่เหมือนกันคือรอยยิ้มชั่วร้ายกับดวงตาทั้งดวงเป็นสีแดงก่ำดั่งปีศาจ

“เปิดเผยใบหน้าแล้วก็แนะนำตัวเขาหน่อยสิ” เคนซากิพูด

“คิริโนะ รันมารุ”

“ชู”

“คาเงยาม่า ฮิคารุ”

“ยูคิมูระ เฮียวกะ”

“เฟย์ รูน”

“มิโดริคาวะ ริวจิ”

“คุรามะ โนริฮิตะ”

“ซูซึโนะ ฟูสุเกะ หรือ กาเซล”

“ฮายามิ ซุรุมาสะ”

“นิชิโซโนะ ชินสุเกะ ผู้รักษาประตู”

ร่างบางทั้งสิบพูดชื่อตัวเองออกมาหมดทุกคน สายตาของเขาจับจ้องไปยังคนรักของพวกเขาแต่ใบหน้ากลับไร้ความรักความห่วงใย มีแต่ความโกรธชัง สายตาพวกเขาเสมือนมีดนับพันเล่นกำลังกรีดกรายหัวใจของพวกร่างสูง ไม่มีสิ่งอื่นใดทำให้พวกเขาเจ็บไปทั้งหัวใจ สึรุงิเข่าอ่อนทรุดลงไปทันทีทำให้เขาอยู่ในท่าชันเข่า นัยน์ตาสั่นระริกเหมือนเขากำลังร้องไห้

“พวกนายต้องแข่ง “

“ถ้าฉันปฏิเสธล่ะ!!” คิโดปฏิเสธหนักแน่นเขาไม่มีทางแข่งกับคนรักตัวเองหรอก ไม่มีทาง!!

“พวกนี้ก็จะตาย เอางั้นก็ได้นะ”

“ตกลงพวกฉันจะแข่งถ้าชนะปล่อยตัวพวกเขาคืนมานะ!” ชินโดพูด เขายอมรับข้อเสนอ ถึงแม้มันอาจจะยากแต่ถ้ารางบางตาย เขาคงจะกลายเป็นคนขี้แพ้ที่แม้แต่คนรักตัวเองก็ยังปกป้องไว้ไม่ได้

“ดี ฉันให้เวลาสิบนาทีในการเตรียมตัว” เคนซากิพูดก่อนจะพาร่างบางทั้งสิบสองไปยังข้างสนาม พวกเขาถอดผ้าคลุมสีดำออกเผยให้เห็นชุดที่กำลังใส่อยู่มันคลับคล้ายคลับคลากับชุดที่พวกร่างสูงใส่มาก ต่างกันเพียงสีเท่านั้น เสื้อสีเหลืองเป็นสีแดง แถบไหล่ถึงปลายแขนเสื้อสีน้ำเงินเป็นสีน้ำตาล กางเกงสีฟ้าเป็นสีดำ ปลายกางเกงสีเหลืองก็เป็นสีแดง

เทนมะใส่ปลอกแขนสีเหลืองแสดงถึงยศกัปตันของทีมดาร์คฟีนิค ก่อนจะผูกเชือกรองเท้าให้เรียบร้อยแล้วไปประจำตำแหน่งคือมิดฟีลหรือกองกลางสึรุงิสังเกตเห็นเป็นสร้อยของทุกคนในทีมดาร์คฟีนิคเป็นจี้สีแดงเรืองแสง หรือนี่คือตัวควบคุมจิตใจพวกเขากัน?

ปี๊ดดดด

เสียงนกหวีดดังขึ้นจากเคนซากิโดยฝั่งไรมงเป็นผู้เขี่ยบอล สึรุงิเขี่ยบอลให้กับฮาคุริวก่อนจะส่งกลับมาหาอีกครั้ง เขาวิ่งฝ่าไปแต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคือทีมดาร์คฟีนิคยืนอยู่กับที่ไร้การเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น เขายังตกใจแต่ก็ต้องวิ่งต่อไปเมื่อถึงประตูจึงทำการใช้ท่าไม้ตาย

“ดิ่งมรณะ!” สึรุงิกลับหัวเตะลูกบอลไปทางประตู ชินสุเกะแสยะยิ้ม ก่อนที่ลูกบอลจะถูกหยุดด้วยใครบางคนนั่นคือเทนมะ ที่เข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้

“ก็ใช้ได้นี่นา แต่ของจริงเริ่มจากนี่ต่างหาก ชู!” เทนมะเอ่ยชมร่างสูงก่อนจะส่งลูกไปให้ร่างบางอีกคน‘ชู’เรือนผมสีดำทมิฬมัดจุกสองข้างปลายขาวแดงกำลังพลิ้วไหวกับพลังตัวเอง

“เถ้าถ่านดำ!!!” ชูพูดชื่อท่าไม้ตายตัวเองพรางเตะลุกบอลที่ครอบงำด้วยสีดำถ่านไปยังประตูฝ่ายตรงข้ามแต่ในระหว่างบอลกำลังตรงดิ่งร่างสูงใครบางคนวิ่งมาตัดหน้าไว้ก่อน

“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไชนิ่งดราก้อน!!” ฮาคุริวเรียกร่างอวตารขึ้นมาจากผืนดิน เป็นร่างของมังกรขาวฉายออร่าสีเหลืองทอง และด้วยแบบนี้ ความสว่างอาจจะดับความมืดลงก็เป็นได้ เขาใช้หน้าแข้งรับลูกเตะของชูไว้แต่พลังของชูมันไม่เหมือนแต่เก่า นี่มันพลังของปีศาจชัดๆ เขาเริ่มจะต้านไม่ไหวกับพลังที่มหาศาลเช่นนี้แล้ว

“อ้าาาา” สุดท้ายเขาก็ต้องเหวี่ยงไปตามแรงลมฟุตบอลพร้อมกับร่างอวตารที่สลายหายไปพลันรีบหันควับไปดูสถานการณ์ต่อลูกบอลที่ครอบงำด้วยพลังของชูกำลังจะเข้าประตูแล้ว ความเร็วของฟุตบอลทำให้ยากต่อการสกัดเอาไว้ ตอนนี้ต้องให้ความหวังกับรุ่นพี่ซันโกคุซะแล้ว

“กำแพงธรณี!” ซันโกคุพูดชื่อท่าไม้ตายก่อนจะมีดินก่อตัวเป็นกำแพงเพื่อขวางกั้นประตู แต่อย่างที่บอกพลังของชูมันมหาศาล เมื่อลูกบอลประทะเข้ากับกำแพงนั่น มันจึงเริ่มค่อยๆเจาะกำแพงเข้ามาเรื่อยๆ ซันโกคุเริ่มแสดงสีหน้าไม่สู้ดีแล้ว

สุดท้ายลูกบอลก็เจาะกำแพงดินเข้าประตูไปจนได้ทำให้ดาร์คฟีนิคขึ้นนำเป็น1-0 เพียงเพราะใช้แค่คนสองคนโดยไม่ต้องต่อบอลทีมน่ะหรอ เกินไปแล้วนี่มันพลังแบบไหนกัน

 

ฮาคุริวรู้สึกถึงเงาบางอย่างมาบดบังดวงอาทิตย์ จึงเงยหน้าขึ้นพบเป็นคนรักของเขา

“เป็นไงล่ะพลังที่สุดยอดของฉัน นายหยุดมันไม่ได้หรอก” จี้สร้อยคอของชูเรืองแสง บ่งบอกถึงการเพิ่มความโกรธเข้าไปอีก ฮาคุริวนัยน์ตาสั่นระริก ไม่จริงชูไม่เคยดูถูกเขา แถมยังเป็นคนสมทบทวีคูณพลังของเขาอีก

ทำไมนายถึงโดนความมืดกันกินหัวใจนายอยู่

เขาไม่เชื่อว่านี่คือชูคนที่เขาแสนรักแสนหวงแหน เขาเชื่อว่าตัวตนจริงของชูต้องอยู่ภายใต้พลังแห่งความมืดนี้

ฉันจะชนะการแข่งเพื่อนาย นายก็ต้องชนะตัวเองเพื่อฉันนะ

 

ทุกคนประจำแต่งแหน่งอีกครั้ง ฮาคุริวเริ่มเขี่ยบอลให้กับสึรุงิ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจส่งบอลไปข้างหลัง คนที่รับคือฮิโรโตะ เขามุ่งตรงไปยังแดนฝั่งตรงข้ามก่อนจะต่อบอลให้ชินโด อีกฝ่ายรับลูกมาแล้วจึงฝ่าแดนต่อไป ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิมผู้เล่นของดาร์คฟีนิคยืนอยู่กับที่ แต่ชินโดหาได้สนใจไม่ เขายังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ

“รู้หน้าที่นะครับ รุ่นพี่คิริโนะ”

“อืม...เดอะมิส” เทนมะเรียกรุ่นพี่หน้าหวานเหมือนมีความบางอย่าง คิริโนะได้ยินเช่นนั้นจึงวิ่งไปยังชินโดก่อนจะปล่อยท่าไม้ตายของเขาออกมาเป็นหมอกคลุมตัวชินโดเอาไว้ ชินโดสับสนแต่ในระหว่างความสับสนนั้นคิริโนะได้เข้ามาตอนไหนก็ไม่ทราบเขาเตะลูกออกมานอกหมอกทิ้งให้ชินโดยืนงงจนหมอกหายไป

“รันมารุ….”

“นี่น่ะหรอเกมเมคเกอร์ กากว่ะ”

คำพูดเมื่อครู่เปรียบเสมือนมีดนับพันกำลังจ้วงอกเขาอยู่ เขายืนนิ่งอึ้งกับคำพูดหยาบคายเช่นนั้น มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อให้ตอนแรกจะเป็นเพื่อนสนิทกันคิริโนะก็ไม่เคยพูดให้ร้ายเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทำไมนายถึงพูดกับฉันแบบนี้ล่ะ รันมารุ

“มิโดริคาวะ!!”เสียงทุ้มหวานตะโกนหาผู้ที่จะส่งบอลไปให้ เขาพยักหน้าก่อนจะรับลูกส่งมาจากคิริโนะแล้ววิ่งตรงไปยังแดนตรงข้าม

“ดาราทลายจักรวาล!” พูดจบลูกบอลก็ถูกครอบด้วยแสงดวงดาวเล็กๆมากมายก่อนจะใช้เท้าเตะมัน แต่ทิศทางบอลมันไม่ใช่ประตูมันแล่นตรงเข้าเบ้าหน้าหล่อเหลาของฮิโรโตะด้วยความแรงเต็มที่จนเจ้าตัวร่างปลิวลงไปนอนกับผืนหญ้าก่อนมันจะอัดซันโกคุให้เข้าประตูไปพร้อมกับลูกบอล

“โอ๊ยยย….ระ…ริวจิ” ร่างสูงใช้มือหนาสัมผัสใบหน้าตัวเองที่ถูกแรงกระแทกจากฟุตบอล มิโดริคาวะเด็กหนุ่มใบหน้าหวานผู้อารมณ์ดีตลอดเวลา บัดนี้เขาได้กระทำในสิ่งที่ฮิโรโตะไม่เชื่อสายตาตนเองแล้ว

“นายทำร้ายฉัน…หรอ”

“อ่อนแอก็แพ้ไป หึ!” เขายกยิ้มมุมปากผิดกับอีกคนที่ทำหน้าทำตาเหมือนคนจะร้องไห้ เขาเจ็บทั้งกายทั้งหัวใจ เกิดมาไม่เคยมีใครกรีดหัวใจเขาได้ขนาดนี้มาก่อน

ตรงนี้มันเจ็บนะนายรู้ไหม ริวจิ

 

“ฮ่าๆๆ กระจอกสิ้นดีเลยว่ะ เริ่มต้นก็สองประตูซะแล้วพวกไรมงเอ๋ย” เคนซากิเค้นเสียงหัวเราะความโฉดชั่วออกมา เขาดูถูกย่ำยีศักดิ์ศรีของไรมง ไอ้เลวนี่พรากคนรักคนอื่นไม่พอยังเหยียบศักดิ์ศรีเขาอีก มันน่านัก!

“ทรมานพวกมันซะ” เสียงทุ้มหวานของเอ็นโดโค้ชของดาร์คฟีนิคเอ่ยด้วยสีหน้าโฉดชั่ว จี้สร้อยคอสีแดงเรืองแสงเป็นการทวีคูณความโกรธเข้าอีก

“มาโมรุ นั่นไม่ใช่คำพูดของโค้ชนะ” คิโดตะโกนหาคนรักตน ใช่เขาสั่งการผิด โค้ชคือผู้แนะนำแนวทางการเล่น ผู้ปลุกใจทีม ไม่ใช่การยุยงให้ทำร้ายฝั่งตรงข้าม

“หุบปากไปซะ ฉันจะพูดอะไรก็เรื่องของฉัน” เขาใช้นิ้วเรียวสวยชี้หน้าร่างสูง สีหน้าแสดงถึงความกรุ่นโกรธ

“พอน่าๆ เดี๋ยวค่อยทะเลาะดีกว่าเนอะ มากดูการแข่งที่น่าสนุกเถอะ คิกๆ” คิโดกัดฟันกรอดกับคำพูดทุเรศพวกนั้น ไอ้เวรเอ้ย พรากคนรักเขาไปไม่พอ ยังยุยงให้พวกเขาจะทะเลาะกันอีก

 

สึรุงิเขี่ยบอลให้ฮาคุริวแต่ยังไม่ทันจะได้วิ่งไปต่อก็รู้สึกเหมือนมีอะไรผ่านเขาด้วยความเร็วสูง มองอีกทีลูกบอลก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกัปตันเทนมะซะแล้ว

“เทนมะ…”

“น่าเบื่อจริงๆ ฉันแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย กระจอกแบบนี้ต้องโดน ย่ะ!!”

“อ้าาาาา” เทนมะพูดเหยียดหยามร่างสูงก่อนจะใช้ลูกบอลเตะอัดท้องเขาให้ปลิวตามแรงบอลแล้วเด้งกลับมาที่เท้า อ่อนแอชะมัด ชิส์

ไรมงทุกคนอึ้งกับการกระทำแสนโหดเหี้ยมของเทนมะ เด็กซื่อบื้อไร้เดียงสากลายเป็นปีศาจเลือดเย็น เพราะเขาทำร้ายได้แม้กระทั่งหัวใจตน!!

“ให้ประตูเล่นหน่อยดีกว่านะทุกคน เอ้า ชินสุเกะ” เทนมะส่งบอลยาวไปยังประตูตัวเองหมายจะให้ประตูเขาได้เตะ ร่างเล็กวิ่งออกมาจากนอกจุดโทษเขาแสยะยิ้มก่อนจะเตะลูกเปล่าตรงมุ่งหน้าเข้าประตูด้วยความเร็วสูงถึงขนาดที่ว่าไม่มีใครมาหยุดลูกของเขาทันเลย บ้าจริง! นี่มันลูกของผู้รักษาประตูนะ

ซันโกคุเตรียมจะรับลูกเตะนั่นเขากระโดดตีลังกาขึ้นไป”กำแพงธรณี!” เขาเรียกท่าไม้ตายอีกรอบกำแพงดินก็ผุดจากดินขึ้นมาบังลูกบอลเอาไว้แต่ทุกอย่างเหมือนเดิมลูกบอลที่อัดพลังเตะเริ่มเจาะกำแพงเข้ามา

“ชะ..ชินสุเกะ” เขาเอ่ยเรียกคนรักตัวเอง ก่อนที่ลูกบอลจะเจาะเข้ามาซัดใบหน้าเขาอย่างจังแล้วเขาประตูไปจนคะแนนตอนนี้เป็น3-0อย่างรวดเร็วทันใจ

“แค่ลูกเตะธรรมดายังรับไม่ได้ น่าสมเพชจังครบ คุณซันโกคุ” ร่างเล็กแสยะยิ้มมุมปากเขาพูดดูถูกซันโกคุเรื่องฝีมือการป้องกันประตู

“ฮึก…โธ่เว้ย” เขาทุ่มมือลงไปที่ผืนหญ้าด้วยท่าคุกเข่า เขาเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถป้องกันประตูได้จนทำให้ดาร์คฟีนิคนำไปแล้วถึงสามแต้มเขาทำให้อัตราการชนะของผองเพื่อนเริ่มห่างไกล

หรือชินสุเกะจะพูดถูก เขามันน่าสมเพช

“ไม่เป็นไรนะทุกคนอย่าเพิ่งท้อ!!พวกนายจะปกป้องคนที่รักไม่ใช่หรอวะ!” เบิร์นฟื้นสติ เมื่อซันโกคุได้ยินที่เบิร์น พูดเขากลับฉุกคิดได้อีกครั้ง

ใช่สิร้องไห้ทำไมกัน เราต้องปกป้องชินสุเกะนะไทจิ!!

“เดี๋ยวนี้พูดอะไรแบบนี้เป็นด้วยหรอ นางุโมะ” เสียงทุ้มหวานเรียบเย็นชาดุจน้ำแข็งเขาจ้องมองใบหน้าคมคายของเบิร์นด้วยสีหน้าเรียบนิ่งพลางยืนกอดอก

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็ฉันจะช่วยนายนะ กาเซล..”

“หยุดพูดจาชวนอ้วกได้ละ ฟังแล้วขนลุก” น้ำเสียงเย็นชากล่าว เบิร์นหยุดนิ่งไปชั่วครู่เขายอมรับว่ากาเซลเป็นคนเย็นชาจริงๆแต่ไม่เคยพูดจาดูหมิ่นหรือให้ร้ายใครเลย ไอ้สร้อยคอนั่นมันทำให้คนรักเขาเป็นคนไม่ดี

“แย่จริงๆเลยนะ เกมการแข่งขันยังไม่จบเลยมาเล่นกันต่อดีกว่า” ใบหน้าเรียบนิ่งแปรผันเป็นใบหน้าความโฉดชั่วก่อนจะเดินกลับประจำตำแหน่งของตนเหมือนเดิม

 

 

เกมเริ่มมาไม่นานลูกบอลก็ตกเป็นฝ่ายของดาร์คฟีนิคโดยผู้ครอบครองคือหนุ่มหน้าหวานผมม่วงนามฮิคารุเขาวิ่งแจ้นด้วยความเร็วและฝ่าศัตรูแต่ละคนไปอย่างง่ายดายสมกับกองหน้าของดาร์คฟีนิคจริงๆ

“ฮิคารุ หึ้ย นักล่า..ตาข่าย” คาริยะวิ่งมาประกบฮิคารุไว้โดยสร้างตาข่ายสีชมพูมาบดบังเส้นทาง ฮิคารุหยุดวิ่งชั่วครู่ก่อนที่เขาจะแสยะยิ้มวิ่งตรงไปทางตะข่ายด้วยความเร็วกว่าเมื่อครู่ ตาข่ายของคาริยะขาดรุ่งริ่งตัวเขาเองก็ปลิวเช่นกันแต่ด้วยการทรงตัวที่ดีเขาจึงไม่ลงไปกองกับพื้น ฮิคารุไม่ได้ดั่งใจจึงเปลี่ยนทิศทางบอลจากประตูไปยังคาริยะ เขาเตะลูกเต็มกำลังอัดคาริยะเต็มเบ้าหน้าทำให้ตอนนี้ลงไปนอนกับพื้นสมใจฮิคารุแล้ว

“ท่าทางแบบนี้ของนายก็ไม่เลวนะคาริยะ” ฮิคารุยิ้มร่า คาริยะชายแห่งความเจ้าเล่ห์นัยน์ตาเขากำลังสั่น ทำไมฮิคารุเรียกเขาห้วนๆแบบนั้น ก่อนที่พวกเขาจะมาคบกันฮิคารุก็ยังเรียกคาริยะด้วยถ้อยคำเพราะๆอย่างคาริยะซัง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะปีเดียวกันก็เถอะ เขาวิ่งควบคุมฟุตบอลต่อไปทิ้งให้คาริยะจมอยู่ห้วงความสับสนและความตะลึง

ฮิคารุคนที่เขารักหายไปไหนกัน??

 

“เปลี่ยนเป้าหมาย” จู่ๆเคนซากิก็พูดประโยคแปลกที่เหมือนจะเข้าใจได้คงมีแต่ฝั่งของดาร์คฟีนิค ทุกคนทีมพยักหน้ารับก่อนที่จี้สร้อยคอของพวกเขาจะเรืองแสงอีกครั้ง เริ่มได้กลิ่นอายของหายนะต่อจากนี้แล้วสิ

 

ฮามาโนะเห็นฮิคารุกำลังยืนนิ่งตามคำสั่งของเคนซากิจึงใช้จังหวะนี้เข้าแย่งฟุตบอลได้สำเร็จจึงมุ่งตรงไปข้างหน้า ฮิคารุไม่ยอมจึงวิ่งแล่นด้วยความเร็วสูงมาประกบหน้าเขาไว้ เห็นทีต้องใช้ท่าไม้ตายซะแล้ว

“ปีแอโร่ โต้คลื่น” เขาเหยียบลูกฟุตบอลก่อนจะมีน้ำวนขึ้นมาจากสนามจึงขึ้นไปทรงตัวบนลูกบอลแล้วบังคับเหมือนโต้คลื่นเป็นทิศทางวงกลมให้ฮิคารุงง แต่หารู้ไม่ว่าแค่ผ่านฮิคารุไปแล้วใช่ว่าเขาจะชนะเลย เทนมะวิ่งพรวดมาแย่งบอลจากฮามาโนะแล้วส่งหลังให้ฮายามิที่คอยรับอยู่ข้างหลัง

ไหนๆก็ไหนๆให้กองหลังสนุกบ้างดีกว่า

“รู้หน้าที่ตัวเองนะ รุ่นพี่ฮายามิ” เขาพูดประโยคคล้ายกับที่พูดกับคิริโนะ หรือว่าหน้าที่ของเขาจะเหมือนกัน!?

“เออน่า ฮึบ..ศูนย์สี่” ร่างบางเรือนผมสีแดงสวมแว่น เขาใช้เท้าเคาะ2รอบ ก่อนกดแรงเท้าลงอย่างแรงแล้วลากไปข้างหลังเมื่อได้จังหวะพอดิบพอดีจึงกระโดดพุ่งหน้าด้วยความเร็ว ผ่านฮามาโนะไปแล้ว

"เห็นหรือยังล่ะ ฝีมือเราน่ะ มันต่างกันนะ...เฟย์!" ฮายามิวิ่งพลางมองหลังมาทางฮามาโนะพลันโอ้อวดให้เห็นความต่างระดับ เขาส่งบอลไปหาเฟย์แล้ว

"ต่อให้เราไม่ใช้ท่าไมตาย ก็คนระดับ ย่ะ!"

"อ้าาา โอ้ยยย" เฟย์ยังพูดเย้ยหยันพร้อมแสยะยิ้ม ฝีเท้าของเขาเตะบอลอัดหน้าทุกคนที่ขวาง เขาหัวเราะเยาะเย้ยพวกอ่อนแอ

"ฉันไม่ยอม เฟย์ไม่ใช่คนที่ร้ายนี่"

"ห้ะ..."

"เฟย์ที่ฉันรักน่ะ เขาไม่ใช่คนแบบนี้ เอาเฟย์คืนมานะ" ซารุเหมือนคนฟิวขาดเพราะคนที่เขารักเขาเทิดทูนไม่ใช่คนแบบนี้ คนเย้ยหยันเพื่อนร่วมทีม มันไม่ใช่เฟย์!! ไม่ใช่เด็ดขาด!!

"ซารุ...กึก..." เฟย์ทำใบหน้าหมองลง แต่จี้สร้อยคอเขาเรืองแสงสีแดงวูบวามเหมือนพยายามจะทำอะไรสักอย่าง

"หึ งั้นช่วยฉันในการส่งบอลสิ!!!!"

"อ้าาาาาาา" ร่างบางไม่รอช้าเตะบอลอัดท้องร่างสูงอย่างจังก่อนมันจะกระเด็นไปหาคุรามะ เขากุมท้องด้วยความเจ็บปวด ทำไมล่ะเฟย์ ที่เราคบกันมาน่ะความรู้สึกของฉันมันส่งไปไม่ถึงนายหรอ ความรู้สึกที่เรียกว่า รัก นายไม่รับรู้มันบ้างเลยหรอ

 

"ออกโรงกันเยอะละ ฉันเอาบ้าง หึ"

"ฉันไม่ยอมหรอก"

มินามิซาว่าเข้ามาสกัดลูกเตะคุรามะเข้าไว้ ลูกบอลอยู่ระหว่างแรงเตะของคนทั้งสอง แต่ดูเหมือนมินามิซาว่าจะเสียเปรียบ บอลเริ่มขยับเข้ามาในทางเขาแล้ว

"โอ้ยยย" สุดท้ายก็สกัดไม่ไหว แรงเตะของคุรามะทวีคูณขึ้นไปเยอะหลังจากไปอยู่ทีมร่วมกับพวกนั้น แค่เท่าเดิมพลังเตะก็เยอะมากแล้วเพราะเขาเป็นศูนย์หน้าของไรมง พอมาอยู่ภายใต้สร้อยอัปมงคลพวกนี้กลับทำให้พลังเขาเพิ่มอีก ไม่ใช่แค่นั้น ตัวตนของคุรามะก็เปลี่ยนไปด้วย

"ทำเป็นเก่งแต่ก็กระจอกสินะ" เขาหันมาแสยะยิ้ม ความจุกไปถึงทรวงอกมันอะไรกัน คำพูดเขาเหมือนเปลวเพลิงนรกกำลังแผดเผาก้อนหัวใจให้กลายเป็นผงถ่าน แม้แต่แรงกระแทกเมื่อครู่ยังไม่เจ็บปวดเท่าหัวใจ

 

ลูกบอลยังอยู่ภายใต้เท้าของคุรามะ ต่อให้ดาร์คฟีนิควิ่งมานานเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยผิดกับไรมงที่เริ่มหมดกำลังเต็มทีแล้ว

"ยูคิมูระ ตานายแล้ว เอ้า เอาให้สนุกล่ะ หึ" คุรามะส่งลูกบอลให้กับเจ้าเด็กหัวน้ำเงิน เขาวิ่งมารับลูกตามคำเรียกก่อนจะวิ่งตรงไปข้างหน้าแล้วอัดบอลใส่ทุกคนที่ขวาง ช่างเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำเสียจริง เขาทำร้ายเพื่อนพ้องแต่กลับยิ้มร่าเหมือนคนสะใจ

"เฮียวกะ หยุดนะ" ไทโยวิ่งมาประกบข้างยูคิมูระไว้ เขายอมรับการกระทำแบบนี้ไม่ได้ มันทำให้คนอื่นเจ็บปกติยูคิมูระไม่เคยทำให้ใครต้องเจ็บแม้กระทั่งภายใน เพราะเขาเป็นคนอ่อนโยนไม่ใช่ป่าเถื่อนแบบนี้

"หึ ลงไปนอนเล่นกับพื้นไป"

"อ๊ะ"

เขาเบียดตัวไทโยให้ทรุดลงไปหาพื้นดั่งคำพูด ก่อนจะเหยียบบอลต่อหน้าไทโยแล้วตั้งท่าเตรียมจะเตะใส่

"มาขวางทางฉันต้องรับมันไป"

"อ้าาาาาา"

เขาอัดบอลเต็มแรงไปกระทบปลายคางคมทำให้ไทโยปลิวตามแรงบอลด้วยท่าเชิดคางขึ้น การกระทำโหดเหี้ยมไร้ปราณีโดยผู้ทำเป็นเด็กผู้อ่อนโยนและคนรัก!! โค้ชทั้งสองอึ้งภาพตรงหน้าที่เห็นอย่างมาก ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้เกิดขึ้น เป็นไปได้ยังไง


"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เทนมะ ปิดฉากซะ!!"

"ครับโค้ชเอ็นโด พวกเรา ปิดฉาก" เสียงทุ้มหวานแข็งกร้าวจากกัปตันหน้าสวย เหมือนพวกเขากำลังจะทำอะไรบางอย่าง และมันไม่ใช่เรื่องดีแน่

"โอ้ววว ฮึบ....ย่าาาา" ทุกคนประสานเสียงก่อนจะกระโดดขึ้นไปท่ามกลางอากาศเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานพลันแผ่รังสีโลหิตออกมาจากกายหยาบ

 

ผู้เล่นไรมงอึ้งกับพลังประหลาดนั่น ขนาดตัวคนเดียวยังต้านแทบไม่ไหวนี่สิบเอ็ดคนจะเอาน้ำยาที่ไหนไปสู้ ไม่สิพลังปีศาจกำลังกัดกินจิตใจคนรักพวกเขาอยู่นะ

"อึก....ทุกคนลุกขึ้นมานะครับ เราจะไม่ยอม" กัปตันสึรุงิปลุกใจทุกคน เขาไม่อยากจะเสียคนๆนี้ไปต่อให้แลกด้วยชีวิต ก็ขอเทนมะคนเดิมกลับมา!!

 

"น่าขำจริงๆ แล้วฉันจะแสดง พลังของดาร์คฟีนิค!!" จากรังสีโลหิตแปรผันเป็นรูปร่างคล้ายนกฟีนิคสีเลือด พลังแห่งความโฉดชั่วหล่อหลอมกันเป็นหนึ่งเดียว เทนมะพาทีมบินไปยังแดนไรมง พลังขนาดนี้พวกเขาคง

"อ้าาาาาาา" เสียงร้องร่างสูงที่โดนแรงพัดจากนกฟีนิคก่อนที่ลูกบอลจะเข้าประตูไป ร่างกายพวกเขาเริ่มสบัดสบอมลงเรื่อยๆแล้ว

"ยอมแพ้ซะ."

"ไม่ ฉันจะไม่ยอมแพ้...กึก...เทนมะนายบอกเองไม่ใช่หรอ เทพีแห่งชัยชนะน่ะชอบคนที่ไม่คิดยอมแพ้" เทนมะพูดน้ำเสียงแข็งกร้าว แต่สึรุงิที่พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเพื่อหวังจะสู้ต่อ ใช่ เขาประกาศแล้วต่อให้ตัวตายก็ขอเทนมะคนเดิมกลับคืนมา สึรุงิพยายามพยายามทำให้เทนมะได้นึกถึงเรื่องราวเก่าๆที่เคยทำมา

"สึรุงิ..."

"นึกให้ออกสิเทนมะ ฟุตบอลที่ทำร้ายคนน่ะมันผิดนะ!!!"

"ฮะ....สึ..เคียวสุเกะ"

ดวงตาของเขาเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเหมือนเดิม น้ำตาของเทนมะไหลมาตอนไหนเจ้าตัวเองก็ยังไม่ทราบ มืออบางสัมผัสแก้มใสตัวเองที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา

"ทำบ้าอะไรกันอยู่วะ กูให้พลังมหาศาลแล้วพวกมึงจะทิ้งมันไปงั้นหรอ" เสียงทุ้มกรุ่นโกรธของเคนซากิที่เห็นสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด เทนมะนิ่งครู่กับคำพูดก่อนฉุกคิดขึ้นได้

"ใช่...พวกฉันได้พลังมากมายมาอยู่ในกำมือ จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้!!"

"โอ้วว...ฮึบ...ย่าา" ดาร์คฟีนิคทำท่าไม้ตายดั่งเดิม สึรุงิประคองกายหยาบของตนให้ลุกขึ้นยืนเขาหันหลังไปหาเพื่อนพ้องไรมงที่นอนคว่ำหมดสภาพกันอยู่

 

"ทุกคนครับ นี่เป็นการแข่งที่กำหนดชะตากรรมคนสำคัญของเรานะครับ อย่ายอมแพ้นะครับ!!" สึรุงิทำหน้าที่กัปตันโดยการปลุกกำลังใจทุกคน ชินโดที่นอนแน่นิ่งจู่ๆก็กำหญ้าแล้วพยายามพยุงร่างกายของตน คนอื่นๆก็ค่อยๆลุกขึ้นมาถึงจะมีเซล้มบ้างแต่เพื่อนคนข้างๆก็มาช่วยพยุงขึ้น

"ทุกคน...."

"อึก...สึรุงินายพูดถูก ถ้าเรายอมแพ้เราก็ไม่สามารถช่วยพวกนั้นได้"

"หึ...พูดได้ดีนี่ กัปตันเคียว"

"สึรุงิ!!"

ชินโดตะโกนพูดเห็นด้วยกับกัปตันก่อนฮาคุริวจะเอ่ยปากชมเพื่อนสนิทตัวเองแล้วตามมาด้วยการเรียกชื่อของเหล่าเพื่อนพ้องในทีม

 

"ไร้สาระ พวกนายไม่มีทางสู้ดาร์คฟีนิคได้หรอก ย่าาาาาา" ทุกอย่างเหมือนเดิมรังสีโลหิตแปรผันเป็นร่างนกฟีนิคก่อนพวกเขาจะตั้งท่าบินกันมา

"ต่อให้สู้ไม่ได้ ฉันก็จะไม่หลบหนี"

"พลังที่อยู่ในกำมือพวกฉัน พวกนายสู้มันไม่ได้หรอก"

"ถ้าไม่ลองพวกเราก็ไม่รู้!! เทนมะนึกถึงคำพูดตัวเองหน่อยเส้ คำพูดจากปากคนรักฟุตบอลอย่างนายน่ะ"

 

 

"สึรุงิ!!!! เอาเลยทุกคนช่วยดาร์คฟีนิคให้จงได้"

"โอ้ว" ไรมงตั้งแถวอย่างน่าประหลาดแต่เมื่อใช้เส้นขีดพวกเขาให้ประติดประต่อกันกลับพบว่าที่ทุกคนยืนอยู่เป็นรูปสายฟ้าเช่นเดียวกับสัญลักษณ์ของทีม ก่อนแสงสีเหลืองจะปรากฏเป็นรูปสายฟ้าตามสันนิษฐาน จากแสงสีเหลืองใต้ฝ่าเท้ากับแปรผันเป็นเหมือนเกราะป้องกันพวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนไว้

 

"จะเทคนิคอะไรก็จะทลวงเข้าไป!! ด้วยพลังแห่งหินอัคนี!!!" เทนมะกล่าวดั่งคำประกาศิต เขาจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาดพลังที่ได้มามันจะไม่สูญเปล่า ไม่มีทาง!

"พลังแห่งผองเพื่อนย่อมชนะทุกสิ่งเหมือนที่นายเคยพูด นึกให้ออกสิ"

"ไร้สาระ พลังแห่งหินอัคนีต่างหากที่สุดยอด"

"ไม่จริง!"

"ฮะ..."

"นายคิดแบบนี้จริงๆน่ะหรอเทนมะ นายกำลังทำให้ฟุตบอลร้องไห้นะ!!"

"ฮะ...ฟุตบอล..ร้องไห้...เพราะฉัน...หรอ" การเคลื่อนไหวของนกฟีนิคหยุดลง เทนมะกลับมามีอาการแปลกเหมือนเดิมคือดวงตาเดี๋ยวแดงเดี๋ยวปกติ เขากำลังสับสน ฟุตบอล....ร้องไห้

"เพราะนายกำลังทำร้ายคนอื่นโดยใช้ฟุตบอล นายที่รักฟุตบอลมันมากกว่าใครๆน่าจะรู้นี่" สึรุงิตะโกนสุดเสียงเขาหวังอย่างยิ่งว่าสิ่งที่เขาพูดจะพอเกลี้ยกล่อมได้ไม่มากก็น้อย

"ฟุตบอล...ฮึก....ร้องไห้หรอ...เคียวสุเกะ"

"หยุดเถอะนะ ถ้าไม่เห็นแก่ฉันก็เห็นแก่ฟุตบอลเถอะ ฉันรักนายนะ ฉันอยากเห็นนายยิ้มมากกว่าโกรธชังคนอื่น" สึรุงิปล่อยน้ำตาไหลรินออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น เขายิ้มให้ร่างบางที่เหมือนน้ำตาจะไหลเช่นกัน

"หยุดเถอะนะ รันมารุ" ชินโดตะโกนเรียกคนรักของเขา ใบหน้าคมดูจริงจังแต่สายตากับแฝงความเศร้าสร้อยเอาไว้ คิริโนะเริ่มมีอาการคล้ายคลึงกับเทนมะเช่นกัน ตาของเขาเดี๋ยวแดงเดี๋ยวปกติ

"ชิน...ทาคุโตะ"

"หยุดเถอะนะพวกเราน่ะรักพวกนายเป็นที่สุดนะ"

"พวกนาย..."

ทุกคนเริ่มมีอาการคล้ายคลึงกับเทนมะและคิริโนะแล้ว น้ำตาใสๆไหลรินจากดวงเนตรจนหยดใส่ผืนหญ้า เคนซากิข้างสนามถึงกับกัดเล็บระบายความโมโห

โถ่ว ไอ้พวกโง่ ทำอะไรกันวะ

 

"เทนมะ ฉันรักนายนะ"

"เคียวสุเกะ...ฮึก...ฉันน่ะก็รักนายเหมือนกัน" สึรุงิพูดคำว่ารักซ้ำแล้วซ้ำเล่าน้ำตาของเขายังคงไหลเป็นสายธารแต่ยังคงไร้เสียงสะอื้น เทนมะเรียกชื่อจริงเขาก่อนจะสะอื้นแล้วพูดความรู้สึกตัวเองเช่นกัน ดวงตาของเขากลับมาเป็นปกติแล้วใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความจริงใจปรากฏกายของหนุ่มหน้าหวานนาม มัทสึคาเสะ เทนมะ

 

เหนือความดีใจยังคงมีสิ่งอื่นที่ยังคงไม่แก้ไข จี้สร้อยคอของเทนมะสั่นอย่างเร็วรัวดั่งแผ่นดินกำลังไหวก่อนมะจะแตกละเอียดเป็นเศษหิน ตัวเทนมะเรืองแสงเป็นสีเขียว เกิดอะไรขึ้น

"เทนมะ!!!"

"อ้าาาาาาาาา" เทนมะกางแขนทำท่าเบ่งพลังบางอย่าง แสงมรกตกระจายไปรอบตัวเทนมะดุจคลื่นวิทยุ ตัวคลื่นกระจายไปยังทุกๆที่ แต่สิ่งที่กระทบกลับเป็นเพียงแค่หินอัคนีบนสร้อยคอของร่างบางทั้งสิบเอ็ด มันแตกละเอียดแลยากที่จะกลับมารูปร่างเหมือนเดิม

ทีมดาร์คฟีนิคยกเว้นเทนมะลอยลงมาสู่ผืนหญ้าด้วยท่าทีตัวอ่อนไร้เรี่ยวไร้แรงเหมือนคนโดนสูบวิญญาณ แล้วจู่ๆก็สลบไปอย่างดื้อๆ มีเพียงแต่เทนมะที่ยังคงลอยอยู่และเอนโดหอบหายใจอย่างหนักเหมือนคนเสียแรงไปเยอะมาก แต่เมื่อร่างบางทุกคนนอนแน่นิ่งเป็นเจ้าชายนิทราแล้ว เทนมะก็ค่อยๆหลับตาแล้วลอยลงมาแต่เมื่อถึงผืนหญ้าก็ทรุดไปในทันที สึรุงิจึงวิ่งไปพยุงร่างบางเอาไว้ก่อน เขายังหลับไม่ได้สติอยู่

 

"มาโมรุ" คิโดและโกเอนจิวิ่งเข้าไปหาร่างบางที่นั่งคุกเข่าหอบหายใจเข้าออกอย่างรัวเร็ว

"ยูโตะ ชูยะ"

"ไหวมั้ย"

"ฮึก...ฉันขอโทษฉันทำอะไรพวกนายไปบ้าง ฉันขอโทษที่ควบคุมมันไม่ได้..ฮึก" เอนโดโผลกอดเข้าหาร่างสูงทั้งสองคน พลางขอโทษซ้ำไปมา

"ไม่เป็นไร นายกลับมาเป็นปกติก็ดีแล้ว" โกเอนจิและคิโดลูบหลังร่างบางเป็นการปลอบปโลม เขาไม่เคยโกรธเคืองร่างบางเลย ขอแค่ร่างบางกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

"รันมารุ" ชินโดวิ่งไปดูอาการแฟนหนุ่มของตนที่นอนแน่นิ่งบนสนามหญ้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ร่างบางยังคงเป็นเจ้าชายนิทราหลังจากถูกพลังแห่งความมืดครอบงำเขาไว้แล้วใช้ร่างกายเขาเป็นเครื่องมือในการทำลายพวกเรา ว่าแต่ตัวการล่ะ

"จะหนีไปไหน...ไอ้สวะเคนซากิ" เบิร์นตวัดสายตามองต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้เป็นแบบนี้แล้วมันกำลังย่องหนีไปตอนที่พวกเขากำลังดูอาการร่างบางกันอยู่ เจ้าของชื่อขนลุกขนพองยันซอกตูดเขาหยุดก้าวขาแล้วค่อยๆหันมา

"ก่อนส่งตำรวจขอสักเปรี้ยง"

"เอาด้วยคน"

"จ๊ากกกกก"

เบิร์นเปิดหมัดชกเข้าที่เบ้าหน้าของเขาจนล้มไปตามแรงต่อก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเป็นนักเตะไรมงยกเว้นชินโดกับซันโกคุที่ไม่เห็นด้วยเรื่องความรุนแรงเท่าไหร่

 

สึรุงิที่กำลังกำชับอ้อมกอดให้เทนมะอยู่เนิ่นนานเทนมะก็เริ่มรู้สึกตัวนิดหน่อย

"แฮ่กๆ เคียวสุเกะ"

"เทนมะ" สึรุงิสดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มหวานเรียกชื่อเขา

"ขอโทษ...นะ ฉันเป็นแฟนที่ไม่ดีเลยเพราะฉันเกือบทำร้..."

"มันไม่ใช่ความผิดนายหรอกนะ และนายเป็นแฟนที่ดีที่สุดแล้ว"

"ฮิ อืมขอโทษและ ฉัน..รัก..นาย..น"

"เทนมะ เทนมะ!!" จู่ๆเทนมะก็หลับลงไปอีกรอบ สึรุงิรีบเอานิ้วเรียวยกให้ขนานกับรูจมูกของเทนมะ การหายใจของเทนมะเชื่องช้าอย่างมากทำให้สึรุแน่นึงไปชั่วครู่ก่อนจะอุ้มร่างบางในท่าเจ้าสาวแล้วสาวเท้าให้เร็วที่สุด

"ไอ้เคียว มึงจะไปไหน" ฮาคุริวที่เพิ่งกระทืบไอ้เลวเสร็จเขาสังเกตุเห็นสึรุงิกำลังวิ่งแจ้นไปที่หนึ่งซึ่งมันออกจากเขตโรงเรียน

"เทนมะกำลังจะตาย กูฝากลาอาจารย์ด้วย ว่ากูลากลับบ้าน" ไม่รอช้ารีบพาร่างบางไปให้เร็วที่สุดโชคดีที่โรงเรียนอยู่ไม่ไกลกับโรงพยาบาลเท่าไหร่วิ่งราวๆห้านาทีก็น่าจะถึง

 

"ผมต้องเอาพวกเขาไปห้องพยาบาล ส่วนเรื่องเคนซากิฝากโค้ชทีนะครับ" ชินโดพูดกับโค้ชคิโดก่อนที่เขาจะเดินไปอุ้มคิริโนะในยามหลับไหลอยู่แล้วพาไปห้องพยาบาลเช่นเดียวกับคนๆอื่น

 

"เข้าคุกไปซะ ไอ้นรก!" คิโดตวาดใส่ไอ้เวรเคนซากิด้วยความโกรธ โกรธที่มันบังอาจทำกับแฟนเขาได้ลงคอ แต่เอนโดใช้มือบางจับไหล่เขาไว้เชิงให้สงบอารมณ์ก่อน เอนโดจ้องเขม็งไปยังเคนซากิ

"ทำไมนายต้องทำแบบนี้กับพวกเรา" เขายิงคำถามใส่ชายวัยกลางตรงหน้า เจ้าตัวก็อ้ำๆอึ้งๆจะตอบดีไม่ตอบดี แต่ถึงยังไงต่อไปนี้เขาคงทำอะไรต่อไม่ได้เพราะเขาจะได้ไปนอนตะแคงในห้องกรงอย่างสบายใจ มั้ง

"ก็ได้ ฉันอยากจะยึดครองโลกด้วยหินอัคนีนี่ เลยคิดว่าถ้าพวกนายแพ้ฉันจะใส่สร้อยที่มีหินนั่นแล้วก็จะจะตกเป็นสาวกขอ...อั่ก!"เคนซากิสาธยายเหตุผลให้ทั้งหมด ก่อนที่คิโดจะกำหมัดฉาดเข้าที่แก้มสาก เขากัดฟันด้วยความโกรธ จะยึดครองโลกยังไม่พอคิดจะใช้พวกเขาเป็นเครื่องมืออีก ไอ้บรรเลย

"งั้นมึงก็ไปนอนเล่นหินอัคนีไรนั่นให้ห้องคุก"

โกเอ็นจิพูดเสียงแข็งก่อนจะง้างหมัดเตรียมใส่อีกคนแต่ทว่าเอ็นโดมารั้งแขนเขาไว้ เขาหันหน้ามาทางร่างบางที่ส่ายหน้าให้เป็นเชิงบอกว่าอย่าทำ

ตำรวจพาตัวเขาขึ้นรถก่อนที่รถจะเคลื่อนที่ออกจากจุดๆนั้นมุ่งตรงสู่โรงพักเพื่อนำเคนซากิไปสอบปากคำ

 

 

"ฉันรู้สึกอ่อนเพลียจัง แค่กๆ" เอ็นโดใช้มือบางก่ายหน้าผาก น้ำเสียงของเขาดูอ่อนแรงจริงๆ คงถูกดูดพลังไปมาก

"ไปห้องพยาบาลก่อนเถอะ"

"นั่นสิคงไม่ไหวแล้วมั้ง"

โกเอ็นจิพูดตามมาด้วยคิโด เขาสองคนช่วยพยุงเอนโดขึ้นกันคนละข้าง ก่อนจะค่อยๆเดินกันไป สงสัยวันนี้พวกเขาต้องเฝ้าร่างบางแล้วล่ะมั้ง

 

 

 

 




ชินโดย่างกรายเข้ามาในห้องนอนของตน สายตาของเขาจับจ้องเพียงร่างบางคนรักของตนที่ยังคงหลับไหลอยู่ เรือนผมชมพูปล่อยยาวสลวย เพราะชินโดเห็นว่าหากรัดรวบอยู่คงไม่สะดวกแก่การนอน

แต่เห็นแบบนี้ก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่านี่มันผู้หญิงชัดๆ

ร่างสูงถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะเดินไปหาร่างบาง จริงๆตอนแรกทุกคนก็ยังอยู่ห้องพยาบาลแหละ แต่ในเมื่อหมดเวลาเรียนแล้วพวกเขาจึงตกลงกันว่าจะพากันมาบ้านของตน อย่างไรก็ตามพวกเขาขอพ่อแม่ร่างบางกันหมดแล้ว ในฐานะคนพวกเขารักขอดูแลร่างบางให้ดีที่สุด

 

ชินโดฟุบนั่งลงข้างร่างบางเขาเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าหวานเอาไว้ออกข้างๆ

 

ดวงตาคิริโนะสั่นทำให้ชินโดสดุ้งเล็กน้อย ร่างบางค่อยๆเปิดเปลือกตาออกอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลมองขึ้นไปยังใบหน้าคมของชินโด

"ทา...คุ...โตะ"

"รันมารุ"

ชินโดพยุงร่างบางขึ้นก่อนจะโผลเข้ากอด ใช่นี่แหละรันมารุตัวจริง น้ำตาเขาเริ่มเพิ่มปริมาณจนไหลรินไปตามแก้มสาก นี่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศร้กเศร้า เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ดีใจจริงๆที่ร่างบางกลับมาเป็นเหมือนเดิม

"ทาคุ...ฮึก..โตะ..ฉันขอโทษ"

"หยุดร้องนะคนดี ฉันไม่โกรธนายหรอก"

ร่างบางก็ปล่อยโฮเหมือนกันแต่ต่างตรงที่ว่าร่างบางมีสะอื้นเล็กน้อยผิดกับชินโดที่แม้จะร้องไห้เหมือนกันแต่ปราศจากเสียงสะอื้นอย่างใด ชินโดผละอ้อมกอดออกก่อนจะค่อยๆจุมพิตตามหน้าผากเนียนใสลงมายังพวงแก้มสองข้าง

"ต่อไปนี้ ฉันจะไม่คลาดสายตานายไปอีก รักนายนะ รันมารุ"

คิริโนะยิ้มบานกับคำพูดแสนอบอุ่นของร่างสูง

"รักนายเช่นเดียวกัน ทาคุโตะ"

 

 

 

 

ร่างสูงในชุดนอนนั่งเท้าคางมองร่างเล็กยามเมื่อเข้าสู่ห้วงนิทราอยู่ เมื่อใดหนอที่ร่างเล็กจะลืมตาขึ้นมามองเขาเสียที เขาจับมือเย็นเฉียบขึ้นมาจับแก้มตัวเอง

ตื่นเถอะนะ ชินสุเกะของพี่

 

"แค่กๆ..."แต่แล้วความประสงค์เขาก็เหมือนจะเป็นจริงเมื่อเสียงไอเข้ามาแทรกความเงียบสงัดภายในห้อง เขารีบลุกขึ้นจ้องไปที่ร่างเล็กเพื่อรอลุ้นในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

"ที่นี่ที่ไหน..."

"บ้านพี่เอง พี่พาชินสุเกะมาพักก่อน"

"พี่.....ไทจิ"

ร่างเล็กค่อยๆลืมตาอย่างแช่มช้าพลันยิงคำถามใส่เพราะความสงสัย ร่างสูงตอบตัวเล็กในทันที ก่อนชินสุเกะจะหันมาตามต้นเสียงก็พบเป็นแฟนหนุ่มตัวเองจึงพูดชื่อจริงๆออกไป

"กลับมาเป็นปกติแล้วสินะ"

"จะไม่กลับได้ไงล่ะครับ ในเมื่อ..."

ร่างสูงยิ้มบานกับนามที่ตัวเล็กเรียก แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงในเมื่อชินสุเกะทำให้เขาสงสัย ร่างเล็กใช้มือบางลูบไล้ท้องไปๆมาๆพลางทำหน้าออดอ้อนมองร่างสูง

"ผมหิวข้าวครับ" ร่างสูงหัวเราะชอบใจก่อนจะพยักหน้าแล้วลุกจากเก้าอี้เดินไปหน้าประตูห้อง เขาหยุดฝีเท้าลงพลันมองมาที่ตัวเล็กบนเตียง

"อยู่นี่....อย่าไปไหนอีกนะ"

 

 

 

"ตื่นหรือยังนะ"

ชายผู้เย็นชาบัดนี้กลับแสดงความอ่อนโยนต่อคนรักของเขาเอง ไม่มีคนอื่นใดที่เคยละลายความเย็นชาเขาได้เลย มีเพียงตัวเล็กที่ไม่เพียงแต่ละลายความเย็นชา หากแต่ตัวเขาเองก็ละลายหัวใจเขาไปด้วย

"อืมมม...อึก!..พี่อัทสึชิ..." ร่างบางครางในลำคอพลันลืมตาอย่างช้า ก่อนจะทำหน้าเหยเกเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บแปล๊บๆที่หัว

"โนริจัง โนริจังตื่นแล้วหรอ" ร่างสูงรีบประคองตัวคุรามะขึ้นในมาท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ร่างบางที่กำลังภาพเบลอๆก็เริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อร่างบางนึกถึงสิ่งที่ตัวเองกระทำไว้สักชั่วครู่ เขารีบเอามือปิดปากตัวเองทันใดพลันน้ำตาได้ไหลริน

"โนริจัง! ร้องไห้ทำไมล่ะ" ร่างสูงรีบโผลเข้ากอดเมื่อเห็นคนรักได้หลั่งน้ำตาออกมา

"ขอโทษครับ ที่ควบคุมมันไม่ได้ ฮึก.."

"มันเกิดไปแล้ว ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก "

คุรามะเงยหน้ามองร่างสูงทั้งน้ำตา รอยยิ้มของความอบอุ่นปรากฏบนใบหน้าร่างสูงผู้ที่เคยได้ชื่อว่า มินามิซาว่าผู้เย็นชาแห่งทีมไรมง

"รักนะครับ โนริจังของอัทสึชิ"

 

 

 

"ริวจิ ยังไม่ตื่นอีกหรอเนี่ย" ฮิโรโตะบ่นพลางเกลี่ยเส้นผมนุ่มที่ปรกใบหน้าไว้

"ฮิโร....โตะ" ร่างบางพึมพำออกมาในขณะที่ตนกำลังหลับอยู่ ร่างสูงจึงรีบลุกขึ้นจ้องพินิจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะใช่อย่างที่หวังไหมนะ

 

"ฮึก..ทำไมฉันถึงทำแบบนั้นกับนายไปกันนะ แย่ชะมัดเลย ฮะๆๆ" เขายังคงพึมพำต่อไปก่อนน้ำใสๆจะไหลออกมาจากใต้ตาเขา

 

มิโดริคาวะค่อยๆลืมตาขึ้นมาก่อนจะปรับทิวทัศน์รอบข้างให้ชัดเจนขึ้น ฮิโรโตะเบิกตากว้างด้วยความดีใจ หวานใจของเขาตื่นขึ้นมาแล้ว

"ริวจิ นายใช่ไหม!?"มือหนาสองข้างบีบเข้าแก้มใสร่างบางทำเอาหน้ายู่ไปเลย แต่ก็น่ารักดี

"ยื่อๆๆ จิ๊...ก็ใช่น่ะสิคิดว่าใครเล่า" เขาหยิบมือหนาออกพลันจิ๊ปากก่อนบ่น

"ริวจิกลับมาแล้ว"

"ฮิๆ......ฮิโรโตะ"

"หืม..??"

"ขอโทษนะ ฮึก ที่ทำแบบนั้นไป ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ" นิ้วเรียวเกลี่ยน้ำใสออกจากใบหน้าหวาน เขาจุมพิตซับน้ำตาให้ อีกคนก็หลับตารับซ้ำผัสแสนอบอุ่น

"ไม่เป็นไรหรอก แค่นายมาเป็นเหมือนเดิม......ฉันก็ไม่รู้จะตอบแทนนายยังไงแล้ว"

 

 

 

กลิ่นไอกรุ่นจากข้าวต้มร้อนๆบนถาดสีดำ คาริยะนำข้าวต้มเดินเข้ามาในห้องแลเอามันไปวางที่โต๊ะ สิ่งใดหนอดลบันดาลให้ใบหน้าความเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อย ร่างบางจะตื่นคราใดก็มิอาจรู้ได้ แต่จะเมื่อใดก็ชั่งเสียเถอะขอเพียงเป็นฮิคารุคนเดิม คนเดิมที่เขารักก็เพียงพอแล้ว

"ตื่นเถอะนะ ฮิคารุ ฮึก.." เขานั่งข้างร่างบางก่อนจะเอนกายท่อนบนลงไปกอดไว้ น้ำตาที่ก่อตัวใต้ตาไหลรินไปตามแก้มสากจนหยดไปยังเปลือกตาฮิคารุ

"มา...ซากิ..คุง" เสียงทุ้มหวานเอ่ยอย่างแหบพร่า คาริยะนิ่งเงียบชั่วครู่ก่อนจะพยุงตัวเองขึ้นมาในท่านั่งปกติพลันมองใบหน้าหวาน ร่างบางลืมตาขึ้นช้าๆมือบางค่อยๆยกขึ้นสัมผัสแก้มสากที่แปดเปื้อนด้วยน้ำตาเขา

"อย่าร้องไห้....เลย มาซากิคงไม่ใช่คนที่...อ่อนแอนะ" สัมผัสแสนอบอุ่นประทับบนแก้มสากของร่างสูง เขายิ้มรื่นแตกต่างจากสีหน้าก่อนร่างบางตื่น ฮิคารุยิ้มนิดๆกับแฟนหนุ่มของตนก่อนจะทำจมูกฟึดฟิดเหมือนได้กลิ่นอะไรหอมๆ

"ฮ่ะๆ ข้ามต้มน่ะ กินไหม"

"กินสิครับบบ จะกินให้หมดชามเลย"

เขาจ้องมองใบหน้าหวานกำลังทานข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อย ต่อให้อายุเท่ากันแต่ความรู้สึกเอ็นดูเหมือนน้อยยี่มันอะไรกัน คาริยะหุบตาลงต่ำอีกครั้งนึง

"ฮิคารุ."

"...." ร่างบางเงยหน้าจากชามข้าวต้มมามองร่างสูงก่อนจะยิ้มร่ากับคำพูดแสนหวานจากปากเขา

"รักนะ"

 

 

 

 

 

"อยากรู้จังว่านายฝันอะไรอยู่" ร่างสูงนั่งข้างเตียงพรางใช้มือหนาค้ำคางไว้ อีกข้างใช้นิ้วเรียวเกลี่ยไปตามรูปหน้า เขาสงสัยจริงๆว่าที่เฟย์ยิ้มตอนหลับแบบนี้ เขากำลังฝันอะไรอยู่ แต่คงไม่ใช่เรื่องพรรค์นั้นแน่นอน เพราะเฟย์ยังใสกว่าที่จะรู้เรื่องเพศศึกษานะ

 

"ขอโทษ...อย่าทิ้งฉันไป" ร่างสูงเอียงคอเล็กน้อย ใยร่างบางละเมอเช่นนั้นแล้วที่ยิ้มตอนหลับคืออะไรล่ะ แล้วใครกันบังอาจมาทิ้งสุดที่รักของเขา ถ้ารู้จะเข้าฝันไปทรมานมันซะ

"สะ..ซารุ" ร่างบางค่อยๆลืมตาก่อนจะพูดชื่อบุคคลตรงหน้า ละค่อยๆชันตัวเองขึ้นในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนโดยมีซารุช่วยด้วย

"ไหวเปล่า"

"ไหวสิ"

ร่างบางอยู่ในอาการสะลึมสะลือเพราะเพิ่งตื่นจากการนอนแทบทั้งวัน สูญเสียพลังงานเยอะๆก็ไม่เห็นจะแปลก ร่างบางแหงนหน้ามองเพดานพรางหันซ้ายหันขวา ร่างสูงจึงแปลกใจกับพฤติกรรมเช่นนี้

"ห้องซารุ...สวยดีนะ" เขากล่าวชมห้องนอนร่างสูง พาเจ้าของห้องยิ้มไปด้วย นี่แหละเฟย์ของเขาเห็นอะไรถูกใจนิดๆหน่อยๆก็ชมไปหมด

"มีอย่างอื่นที่สวยกว่าห้องฉันอีก" ร่างสูงพูด คำจาเขาดูกำกวมแปลกๆชวนให้คนฟังงง เขาจะสื่ออะไร

"หน้านายไง"

 

 

 

 

ไอความเย็นจากไอติมแท่ง เมื่อใดที่ร่างบางตื่น เขาจะให้ไอติมซึ่งเป็นของโปรดปรานนักสำหรับยูคิมูระ แต่หากเขาไม่ตื่น คงเสร็จไทโยเป็นแน่ เขาคิดเช่นนั้น ก่อนจะนำมันไปใส่ตู้เย็นภายในห้อง

"ตื่นได้แล้วน้าาา พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วนะเนี่ย" เขากล่าวปลุกร่างบางถึงเสียงจะดูอารมณ์ดี แต่แววตากลับไปคนละทาง แต่ลึกๆก็แอบลุ้นไว้บ้างว่าร่างบางจะตื่น

 

"แม้พายุหิมะจะถล่ม ฉันก็จะไปหานายให้ได้" ร่างบางละเมอดูพิลึกกึกกือ นัยน์ตาสีฟ้าท้องนภาจับจ้องใบหน้าหวานด้วยความงุนงง ความฝันเช่นใดทำให้ร่างบางละเมอออกมาเช่นนั้นกัน

"เพราะเฮียวกะน่ะ....รักไทโยที่สุดเลยนะ...." เขากล่าวก่อนจะลืมตาขึ้นมาพรางยิ้มหันหน้าไปทางร่างสูง ไทโยใช้มือหนาปิดปากตัวเองด้วยความอึ้ง พลันน้ำตาสีใสเริ่มก่อปริมาณจนไหลรินไปตามใบหน้า

เฮียวกะ...นายจริงๆด้วย

"แล้วไทโยล่ะ รักเฮียวกะไหม?" เขาค่อยๆชันตัวขึ้นก่อนจะยิงคำถามพร้อมยิ้มหน้าบานให้ ร่างสูงรีบวิ่งมาโผลกอดเข้า เสียงสะอื้นร่ำไห้พาเรียกน้ำตาของอีกคน ยูคิมูระกอดตอบแลยิ้มทั้งน้ำตา ความรู้สึกผิดถลาเข้าสู่ห้วงความคิด เมื่อความทรงจำครั้งเมื่อเช้าถูกควบคุมโดยหินอัคนีอะไรนั่นมันทำให้เขาทำร้ายคนรักตัวเอง แต่พอกลับมาเป็นยูคิมูระเหมือนเดิม กลับตลกตัวเองเสียจริง เราทำร้ายคนรักของเราลงคอได้ยังไงกัน เขาคิดก่อนร่างสูงจะหยุดสะอื้นชั่วครู่แล้วตอบคำถามที่เขาได้ถามไว้

"ไทโยน่ะ....รักเฮียวกะมากกว่าสิ่งใดเลย"

 

 

 

 

ร่างสูงก้าวขาเรียวยาวออกมาจากห้องน้ำ ร่างกายชุ่มช่ำไปด้วยหยดน้ำผ้าสีขาวปิดบังกายท่อนล่างไว้ เขาชำเลืองตามองร่างบางก่อนจะเดินไปแต่งตัวให้เรียบร้อยโดยใส่เสื้อยืดสีแดง กางเกงเสมอเข่าสีดำ

"เบิร์น.."

"ตื่นแล้วหรอ"

"อืม"

ร่างบางเหลือบตามองเพดานสีขาวโพลน เขาใช้มือก่ายหน้าผากเนียนใสตัวเองไว้พลันถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ฉันนอนไปนานหรือยัง" น้ำเสียงเรียบนิ่งดูเย็นชาเอ่ยถาม ร่างสูงชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านี่ใช่กาเซลคนเดิมหรือเปล่า

"ตั้งแต่สายๆถึงเย็น"

"ฮะๆๆ นอนกินบ้างกินเมืองแล้วสินะ" แต่แล้วความคิดเบิร์นก็เปลี่ยนไปเมื่อร่างบางหัวเราะแลพูดจาติดตลก คงติดนิสัยกวนส้นทีนมาจากเขาเป็นแน่

"สูญเสียพลังไปเยอะ คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง"

"อืม.....นี่เบิร์น"

"หืม" ร่างสูงเหลือบมองร่างบางที่กำลังชันตัวขึ้นพลันส่งยิ้มน้อยให้เขาอยู่ นัยน์ตาอำพันจ้องใบหน้าหวานด้วยแววตาความสงสัยว่าเรียกเขาทำไมกัน

"ขอโทษนะ" เขากล่าวพลันน้ำตาสีใสคลอเบ้า เบิร์นอ้าปากเล็กน้อย เขาใช้มือหนาลูบกลุ่มผมสีขาวไปมาเสมือนเจ้าของกำลังลูบขนแมวเหมียวอยู่ก่อนจะดันหัวให้ซุกกับอกแกร่งของตน

"เบิร์นไม่โกรธหรอก ไม่ร้องนะๆ" ร่างสูงมอบสัมผัสความอบอุ่นให้ มือหนายังคงลูบไล้ไปตามเส้นผมสีขาวของกาเซลอยู่ ก็จริงอยู่ที่ร่างบางตอนกำลังแข่งพูดจ่าดูแคลนเขาเหลือเกินแต่นั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงเสียหน่อย ใยต้องโกรธร่างบางกันล่ะ

"เดี๋ยวพาไปเที่ยว" ร่างบางรีบผลักตัวเองออกจากอกแกร่งของเบิร์นพลันจดจ้องใบหน้าด้วยแววตาเหมือนจะดีใจ แต่ภายในไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก

"จริงอะ" เขาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง สายตายังคงจ้องมองใบหน้าคมเพื่อเค้นคำตอบออกมา ร่างสูงยิ้มร่าก่อนจะใช้มือหนาลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู

"สำหรับกาเซล...เบิร์นไม่เคยคิดจะโกหกหรอก"

 

 

 

 



ฮามาโนะนอนอ่านหนังสือนิยายแฟนตาซีไปเรื่อยๆเพื่อฆ่าเวลาจนกว่าร่างบางจะตื่น เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าฮายามิต้องตื่นเป็นเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ส่วนอีกสามสิบคงเก็บไว้เผื่อตัวเองหน้าแตกจะได้แก้ต่าง เขาดูสนุกกับมันเอามากๆ ถึงขนาดตั้งแต่เตรียมจัดแจงเอาแว่นสีขาวหนาของฮายามิออกปล่อยจุกผมสีแดงสองข้างด้วย หากร่วมเพลานั้นถึงตอนนี้คงราวๆ2เหยียบสามชั่วโมงได้ อย่างไรก็ตามเขาลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองก็แฟนตาซีไม่แพ้กันที่สามารถเรียกคลื่นจากผืนหญ้าได้

 

"อืมมมม" ร่างบางส่งเสียงครางในลำคอก่อนจะค่อยๆลืมตาอย่างช้า ร่างสูงเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองสนใจจากหน้าหนังสือเป็นใบหน้าร่างบางทันทีพลันยิ้มบานให้

"สายัณสวัสดิ์จ้า" น้ำเสียงร่าเริงกระทบแก้วหูร่างบางทันที พาคนฟังยิ้มน้อยๆไปด้วย สายัณสวัสดิ์งั้นหรอ

"กี่โมงแล้วอะ"

"จะหนึ่งทุ่มแล้ว" ร่างบางเบิกตาโพลงกว้างด้วยความตะลึง โอ้พระเจ้าฉันนอนขนาดนี้เลยหรือนี่ ร่างสูงหัวเราะในความตะลึงของเขา โถ่ เด็กน้อยเอ้ย

"ฉันควรกลับบ้าน.."

"ไม่ได้" ร่างสูงยืนกรานปฏิเสธพรางกอดอกขมวดคิ้ว ร่างบางเองก็มุ่ยหน้าตอบกลับ บรรยากาศควรจะดูตึงเครียดแท้ๆ แต่เปล่าเลย มันเหมือนกับแมวงอนทาสมากกว่านะ

"นายสูญเสียพลังมาก ห้ามทำอะไรหนักเกินไป"

"โถ่ววว แค่กลับบ้านเองงง"

"ซุรุมาสะ!" เสียงทุ้มแข็งกร้าว ใช่เขาไม่ปล่อยให้ร่างบางไปเด็ดขาดนอกจากจะห้ามทำอะไรเกินร่างกายแล้ว ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอีก ยิ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายผู้หญิงอยู่ถ้าโดนฉุดไปเขาจะอยู่ยังไง ยังไงก็ไม่ให้ไปเด็ดขาด ร่างบางก้มหน้ามุดหนีทันที ก็เขาไม่อยากรบกวนนี่นา เขาคิดก่อนจะเงยหน้ามาจดจ้องใบหน้าคมที่ฉายแววความจริงจังอยู่

"สิ่งที่ฉันต้องคำนึงมากที่สุด...คือความปลอดภัยของนายนะ"

 



 

ร่างบางภายใต้ผ้าห่มสีขาวค่อยๆเปิดเปลือกตาออกอย่างแช่มช้าก่อนจะชันตัวเองให้ลุกขึ้นมาอยู่ในท่ากึ่งนั่นกึงนอน นัยน์ตาสีดำทมิฬตวัดไปรอบข้างตัวเองพรางสังเกตได้ทันทีว่าที่แห่งนี้นี่คือห้องที่เขาคุ้นเคยเป็นย่างดี

ห้องนอนฮาคุริวนี่

ร่างบางหันมองด้านข้างตน ร่างสูงเรือนผมสีขาวแกมฟ้าในยามหลับไหลในท่านอนหงาย ความคิดโฉดชั่วเริ่มบังเกิดขึ้นในความคิดของชู เขาง้างมือเล็กน้อยก่อนจะลงใส่ลูกจ้อนเขาอย่างแรง

 

ผลั่วะ!

 

"อ๊ากกกกกก....ชู"

"โย่ว"

ร่างสูงนิ่วหน้าด้วยเจ็บ พลันเบิกตากว้างเมื่อบุคคลที่ตีจ้อนเขาคือบุคคลที่อยากให้ตื่นขึ้นมาที่สุด ร่างบางยิ้มร่าแลดูไม่สะทกสะท้านเท่าใดนัก คงเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขันกระมัง 

"ฮึก.....ชูคนเดิมจริงใช่ไหม" ฮาคุริวน้ำตาคลอเบ้าก่อนถลาเข้าโอบกอดชู เขาจึงกอดตอบ

"ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ....ฉันจะทิ้งนายไปไหนกัน" คำพูดแสนซึ่งจากปากร่างบาง ร่างสูงยังคงร่ำไห้ต่อเนื่อง น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินเปื้อนหลังเสื้อร่างบางจนเปียกชื้น พวกเขากอดกันอยู่เนิ่นนานชูจึงเป็นฝ่ายผละออก

ร่างบางไล่จุมพิตตามสายธารบนใบหน้าคม สันจมูกสวยแตะไปที่แก้มสากก่อนจะสูดเข้าปอด ร่างสูงเบิกตาด้วยความอึ้งอีกครา ผิวขาวเริ่มขึ้นสีแดงดั่งมะเขือเทศสดๆ 

"นายคือทุกอย่าง ฉันไม่ไปไหนหรอก...ฮาคุริว"

 

 

 

1 เดือนต่อมา.....

 



ห้องสีขาวโพลนบวกกลิ่นยาคละคลุ้งไปทั่ว ร่างสูงเรือนผมสีน้ำเงินก้าวเข้ามายังในห้องนั้น ทว่าทุกวิ่งทุกอย่างกลับเหมือนเดิม ไร้เสียงพูดคุยมีเพียงเสียงนกเสียงกา นัยน์ตาสีอำพันจับจ้องร่างบางบนเตียงพรางฉายแววอันเศร้าโศก เมื่อใดหนอที่เขาจักตื่นเสียที นี่ก็หนึ่งเดือนแล้ว คนอื่นๆในอดีตทีมดาร์คฟีนิคก็อาการดีกันหมดแล้วเว้นเสียแต่เขาที่ยังคงเป็นเจ้าชายนิทราที่สง่างามบนเตียงผู้ป่วย ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคนรับผิดชอบทั้งหมดคือสึรุงิ บ้านแทบไม่ได้เข้าเอาแต่จะเฝ้าร่างบางอย่างเดียวเช่นวันนี้



"เคียวกุเกะ" เสียงทุ้มหวานโลดแล่นเข้าโสตประสาท สึรุงิมองไปทางเตียงทันทีแต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม สงสัยหูฝาดเป็นแน่

"เคียวสุเกะ" เสียงทุ้มหวานเอ่ยอีกครา ร่างสูงตัดสินใจเดินไปข้างเตียงเขาก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ แลใช้มือหนาทั้งสองประกบมือบาง

"ตื่นได้หรือยังนะ"

"....."

"ทุกคนยังรอนายนะ"

"......"

"มัทสึคาเสะ เทนมะคนที่เข้มแข็งไปไหนแล้วเนี่ย"

"....."

"ฉันรักนายที่สุดแล้วนะ...ตื่นมาสักทีสิ"

"....."

ยังคงไร้วี่แววเสียงตอบบทสนทนา ร่างบางยังคงนอนหลับตาอย่างสงบนิ่ง แม้แต่กายหยาบยังไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด 


"ปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวก็แย่สิ....ฉันไปซื้อน้ำนะเดี๋ยวมา"


"อย่าไป...."


ร่างสูงลุกขึ้นออกจากเก้าอี้ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง แต่เสียงห้ามดันหยุดฝีเท้าเขาไว้เสียก่อน สึรุงิจึงหันหน้ากลับมาตามต้นเสียง


"ฉันก็รักนายมากที่สุด....ฮึก อย่าไปนะ" ร่างบางขยับริมฝีปากตามคำพูด สึรุงิเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขารีบกลับมาอยู่ข้างเตียงเหมือนเดิม 

แล้วจู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาร่างบางในขณะหลับอยู่ ร่างสูงจึงใช้มือเรียวยาวเกลี่ยน้ำตาออก เปลือกตาที่ปิดตัวลงอยู่นานค่อยๆเปิดออกจนเห็นนัยน์ตาสีฟ้าหม่น สึรุงิเบิกตากว้างอีกรอบด้วยความตกใจแลค่อยๆแปรผันเป็นดีใจ


"เทนมะ...ฟื้นแล้วหรอ"

"อืม...เคียวสุเกะ.....นายดู...ผอมลงนะ" เทนมะใช้มือบางนาบแก้มสากของเขา ความรู้สึกแสนอบอุ่นส่งผ่านจากร่างบางสู่เขา ทำให้เขามั่นใจเป็นแน่ว่านี่คือเทนมะ มัทสึคาเสะ เทนมะ คนเดิม


"นายไม่รู้หรอก ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาฉันทรมานขนาดไหนที่ไม่ได้คุยกับนาย ไม่ได้กอดนาย ไม่ได้หอมแก้ม และไม่ได้จูบนายเลย" ร่างสูงรำพันซะยาวเหยียด คนฟังก็ทำได้แต่เพียงยิ้มรับ 


"ฮะๆๆ ฉันก็ตื่นมาแล้วไง หรือจะให้หลับต่อ ก็ได้นะ"

"หยุดความคิดนั้นเลยนะ"

"จ้ะๆ หยุดแล้วๆ"

"หยุดเลยนะ ฉันจะไปตามหมอ"

"โอเคครับ!"

พวกเขากล่าวเชิงหยอกล้อกันไปมาแต่ฝ่ายที่ยอมแพ้คงเป็นเทนมะ สึรุงิถอนหายใจเล็กน้อยพลันหันหลังให้กับร่างบางที่ชูมือทำรูปโอเคอยู่แล้วเดินไปทางประตูก่อนเขาจะหันหน้ากลับมามองร่างบางอีกครา เขาพูดประโยคที่ทำเอาคนฟังยิ้มบาน


"เทนมะ  รู้ไหมว่าฉันไม่มีนายมันทรมานน่ะ"







"กัปตันคนสวยกลับมาแล้ววว"

"อย่างนี้ต้องฉลองงง"

"ฮี้วววววววว"


บรรยากาศรื่นเริงภายในห้องประชุมเหล่านักเตะ เมื่อกัปตันมัทสึคาเสะ เทนมะย่างกรายเข้ามาในห้องพร้อมแฟนสุดหล่อของเขา

"แหมมม ติดเมียจริงๆเลยนะ" เพื่อนสนิทอย่างฮาคุริวเอ่ยแซวเขาด้วยสีหน้ายียวนกวนประสาทแต่เขาหาได้สนใจไม่ ยังจับมือร่างบางสีหน้าเฉยชาอยู่เลยผิดกับเทนมะที่เขินหน้าแดงถึงใบหูแล้ว

"ยินดีต้อนรับกลับนะเทนมะ" ชินโดกล่าวยินดีข้างกายยังมีร่างบางของคิริโนะนั่งอยู่ด้วยเจ้าตัวก็ยิ้มให้เขาเหมือนกัน

"ครับ" เขาก้มหัวเคารพต่อรุ่นพี่ก่อนจะเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ที่ว่างๆโดยสึรุงิก็มานั่งประกบข้างอีกคน เรียกได้ว่าติดเมียจนไม่สนโลกเลยด้วยซ้ำ



"ฉันสงสัย..." คิโดโค้ชพูดพรางคตวัดสายตามองร่างบางทุกคน คำถามผุดขึ้นมาในหัวกระทันหันแล้วเขาก็ต้องการคำตอบมันด้วย

"พวกนายโดนมนต์ดำของหินอัคนีได้อย่างไง" คำถามถูกยิงใส่ร่างบางทุกคน ร่างบางก้มหัวกันด้วยความรู้สึกผิด มีเพียงแต่เอนโดที่เดินมาหน้าห้องแล้วยิ้มยีฟัน


"ฉันเล่าเอง" โค้ชหน้าสวยอาสาจะเล่า เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วปล่อยเฮือกใหญ่ ก่อนจะเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาประสบมา




"ในตอนเช้าน่ะฉันเตรียมตัวออกมาจากบ้าน ทุกๆอย่างก็ปกติดีเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอมาถึงแถวสนามฟุตบอลริมแม่น้ำฉันเห็นเหมือนเด็กร้องไห้เลยตัดสินใจที่จะเข้าไปดูอาการ แต่มันก็ดึงฉันแล้วใส่จี้สร้อยคอหินนั่นให้แล้วฉันก็หมดสติไปเสียก่อน พอตื่นขึ้นมาก็เห็นพวกนายที่โดนหินนั่นครอบงำอยู่กับฉันด้วย จู่ๆความโกรธมันก็ผุดขึ้นมาในหัวใจโดยที่ฉันควรคุบอะไรมันไม่ได้เลย ทุกๆอย่างมันเลือนรางมากๆ ทั้งจิตใจทั้งร่างกายฉันโดนพวกมันคุมหมดเลย ฮึก" เอนโดสาธยายเป็นเรื่องเป็นราวที่เขาได้พบกับหินอัคนี เมื่อเล่าจบน้ำสีใสก็ไหลไปตามแก้ม โกเอนจิกับคิโดเลยต้องเข้ามาปลอบ


"ยังไงพวกผมก็ขอบคุณทุกคนด้วยนะครับ ที่อุตส่าห์ช่วยพวกเราออกจากความมืดนั่น แล้วก็ขอโทษที่ทุกคนต้องได้รับบาดเจ็บกันนะครับ" เทนมะลุกขึ้นก้มหัวให้กับทุกคน เขาแทบอยากจะทำร้ายตัวเองที่ทำร้ายผองเพื่อนในชมรม แถมยศเขาเองก็คือกัปตันเสียด้วย 


"แค่พวกนายกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ดีแล้วล่ะ" อดีตกัปตันอย่างชินโดกล่าวพรางแขนกอดเอวบางของคิริโนะไว้



"พลังแห่งมิตรภาพของพวกนายช่วยฉันเลยนะ เคียวสุเกะ" ร่างบางหันหน้าไปมองร่างสูงด้วยรอยยิ้ม โดยเจ้าตัวก็ยิ้มนิดๆตอบกลับมาเช่นกัน



"นั่นไม่ถือว่าพลังมิตรภาพหรอก" สึรุงิพูดทำเอาทุกคนในชมรมงงกับคำพูดของเขา ถ้าไม่ใช่พลังมิตรภาพแล้วคืออะไรล่ะ พวกเขาคิด ก่อนจะกลับมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนเดิมพลันร่างสูงทุกคนกอดหอมแฟนตัวเองกันยกใหญ่ ด้วยคำพูดของเขา



"พวกเราทำไปเพราะรักนะ ฉันว่ามันควรเรียกว่าพลังแห่งความรักมากกว่า"



the end 

thx for reading


สวัสดีค่ะขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะฮะ เม้นติเพื่อปรับปรุงได้ตามสบายเลยนะฮะ จะหยาบก็ได้แต่ต้องมีประโยชน์ :)

เพราะไรท์ยังมือใหม่เอามากๆถ้าได้ความคิดเห็นทางบ้านช่วยคนละไม้คนละเม้นคงดีมักๆแน่เลยคร่า


บ๊ะบาย เรื่องฟิคยาวเราไม่ได้ดองนะแค่พักให้สมองโล่งๆแปปนึง เดี๋ยวเค้าชดเชยให้จ้า


จะไม่เม้นให้เค้าหน่อยหรอค้าบบบ เดี๋ยวผมจะรีไรท์นะครับติดการบ้านหนักมาก

ผลงานอื่นๆ ของ เจ๊เอลเมากาว

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น