ยอดวิวรวม

299

ยอดวิวเดือนนี้

16

ยอดวิวรวม


299

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


22
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 พ.ค. 65 / 01:52 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

 

 

- Dabi -

Death

**ปกชั่วคราว**

 

‼มีการสปอยเนื้อหาในมังงะตอนที่ 290 - 350 นะคะ‼

DATE : 14/04/65

NOTE : เนื้อหาต่อไปนี้เกิดจากการตีความตัวตนดาบิในมุมมองของไรท์นะคะ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในต้นฉบับแต่อย่างใด และ คาร์แรกเตอร์ตัวละครอยู่ในสิทธิ์การครอบครองของอาจารย์โคเฮย์ โฮริโคชิซึ่งเป็นผู้เขียนต้นฉบับ My Hero Academia/Boku no Hero Academia

WORDS : 3,366

CHARACTER : 13,605

WARNING

WARNING : Child abuse มีการกล่าวถึงการทารุณกรรมเด็กโดยนัย, Domestic violence มีความรุนแรงในครอบครัว, Death มีการบรรยายถึงการตาย, Emotional abuse การทำร้ายจิตใจ, Manipulate มีการกล่าวถึงการครอบงำความคิด, Mental abuse ใช้ความรุนแรงกดดันจนเกิดบาดแผลทางใจ, Starvation กล่าวถึงความอดอยาก (ไม่เยอะค่ะ ประโยคเดียว), กล่าวถึงอาการ PTSD และภาวะสิ้นยินดีซึ่งเป็นอาการทางจิตหลังผ่านเรื่องรุนแรงต่อจิตใจมา ที่ติดแท็กเกือบทั้งหมดนี่ไม่ได้บรรยายอย่างชัดเจนค่ะ แต่อยากติดไว้เผื่อใครไม่ไหวจริงๆ เนื้อหาก็ไม่ได้ดราม่าขนาดนั้น เราเขียนแนวดราม่าไม่ค่อยเก่งค่ะ(แหะแหะ)

Enjoy reading✨

 

 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 พ.ค. 65 / 01:52


 

❝ ความตาย 

เป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องได้เผชิญหน้าในช่วงสุดท้ายของชีวิต

 

ทุกคนต่างตีความหมายของคำๆ นี้แตกต่างกันออกไป

 

สำหรับบางคน มันคือการพักผ่อนที่สงบสุข

สำหรับบางคน มันคือจุดจบที่ไม่อยากพบเจอ

 

แต่สำหรับเขา มันคือจุดเริ่มต้นของความทรมาน

 

 

 

" โทโดโรกิ โทยะ "

ลูกชายคนโตของโปรฮีโร่อันดับ 2 เอ็นเดเวอร์ ทายาทของตระกูลโทโดโรกิ สืบสายเลือดมาจากตระกูลชิมูระอันโด่งดัง มีครอบครัวที่ร่ำรวยเปี่ยมสุข มีอัตลักษณ์เปลวเพลิงอันแข็งแกร่ง เฉลียวฉลาด เรียนรู้ไวและมีไหวพริบ

นิยามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ

เพราะมันทำให้พ่อรักเขา

แม้ว่าในทุกครั้งที่พ่อพยายามทำให้เขาเข้าใจความรักของพ่อ มันจะทำให้ร่างกายของเขารู้สึกปวดร้าวก็ตาม

แต่พ่อบอกว่าทำแบบนั้นเพราะหวังดี เพราะอยากให้เขาแข็งแกร่ง เพราะปรารถนาให้เขาได้กลายเป็นสุดยอดฮีโร่ที่ก้าวข้ามตำนานที่มีชีวิตอย่างออลไมท์ไปได้

เพราะงั้นมันไม่เป็นไรหรอก

 

ก็พ่อรักเขานี่นา

 

 

 

ผมสีจินเจอร์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวทีละนิด

เหมือนกับกำแพงบางๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับครอบครัว

แต่ก็ไม่เป็นไร

 

ยังไงพ่อก็รักเขาอยู่ดี

 

 

 

กำแพงที่ปิดทับเริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าเขาจะพยายามพังมันเท่าไหร่ กำแพงนี้ก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้อยู่ร่ำไป

ยิ่งเขาพยายามทำลาย มันก็ยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ

และในที่สุด เขาก็ไม่สามารถพังกำแพงนี้และผ่านไปยังอีกฝั่งได้อีกเลย

แม้จะเป็นแบบนั้นแต่โทยะก็รู้ดีว่ากำแพงนี้ยังไม่สมบูรณ์ เขาแค่อาจจะต้องรอเวลาให้มันค่อยๆพังทลายไปเองแบบเดียวกับที่มันก่อตัวขึ้นมา

ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว

 

เพราะพ่อไม่มีทางเลือกนอกจากรักเขา

 

 

 

แต่เวลานั้นไม่ได้มาถึงและไม่มีวันมาถึง

โชโตะ น้องชายคนเล็กของเขามีอัตลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมกว่าเขา เป็นอัตลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบจนแทบจะไร้พ่าย

กำแพงเสร็จสมบูรณ์ในวันนั้น มันไม่มีวันถูกทำลายลง

พ่อไม่ได้กลับบ้านบ่อยเพราะมีงานมากมายต้องทำ แต่กลับทุ่มเทเวลาทั้งวันเพื่อสร้างผลงานชิ้นเอก'ชิ้นใหม่'

 

อ่า ..พ่อไม่มีทางรักเขาอีกแล้วสินะ

 

เพราะเขาคือผลงานที่ล้มเหลวยังไงล่ะ

 

 

 

แต่เพลิงสีฟ้าบนมือที่เต็มไปด้วยรอยไหม้คู่นี้จุดประกายความหวังให้กับเขา

เขาดีใจจนเนื้อเต้น กลับบ้านและขอร้องให้พ่อมาหาเขาที่ตีนเขาเซโกโตะ

 

แต่พ่อไม่ได้มา--ไม่สิ อาจจะแค่ติดธุระเลยมาช้ารึเปล่านะ แม้จะปลอบใจตนเองแบบนั้นแต่ความรู้สึกผิดหวังก็ยังเข้าทับโถม ความรู้สึกอัดอั้นทั้งหมดที่สะสมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาระเบิดออกมาในคราวเดียว

วูบหนึ่งเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่อัตลักษณ์นี้ทรงพลังขึ้น แต่วินาทีถัดมาทำให้รู้ว่าเรื่องดีมักมากับเรื่องร้าย เขาควบคุมเปลวเพลิงนี้ไม่ได้และมันก็เริ่มลุกลาม

เพลิงขนาดใหญ่ส่องแสงสีฟ้าแล่นผ่านฝ่ามือโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ความร้อนของไฟสีฟ้าที่มากกว่าปกติแผ่ออกเป็นวงกว้าง ออกซิเจนที่มีอยู่มากในเวลากลางวันคอยประคองไม่ให้เปลวเพลิงดับลง และเมื่อมันแผ่ขยายจนสุด ต้นไม้แห้งในบริเวณใกล้เคียงก็เริ่มติดไฟ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นเยี่ยม

ไฟมีองค์ประกอบหลักๆ อยู่ 3 สิ่ง นั่นคือ ความร้อน ออกซิเจนและเชื้อเพลิง

และเมื่อองค์ประกอบทั้งหมดอยู่ด้วยกัน การเผาไหม้ก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที โทยะนิ่งค้าง รู้สึกกลัวจับใจ ยิ่งมองเห็นว่าบริเวณโดยรอบกลายเป็นทะเลเพลิงก็ยิ่งกลัว

ในใจเริ่มร่ำร้องระส่ำระส่าย เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร คาดหวังเหลือเกินว่าฮีโร่เพียงหนึ่งเดียวในดวงใจของเขาจะมาถึงที่นี่ทันเวลา ระยะทางจากบ้านมาถึงที่นี่ ถ้าออกมาตามนัดไม่ว่ายังไงก็ทันเวลาแน่

 

"อึก.. พ่อ"

 

จะมาช่วยผมใช่มั้ย...

 

"ผมยัง ฮึก-- ยังไม่อยากตาย..."

 

ใจนึงบอกว่าเขาควรเชื่อใจอีกฝ่ายและรอ แต่อีกใจนึงกลับต่อต้านและสั่งให้เขารีบหาทางออกจากตรงนี้ด้วยตัวเอง ความคิดทั้งสองอย่างตีกันจนตัวแข็งค้าง เขาอยากเชื่อใจพ่อและรอจนอีกฝ่ายมา แต่ความร้อนระดับนี้ทำให้เขาไม่มั่นใจว่าเขาจะอยู่รอดถึงเวลานั้น

กลิ่นไหม้ที่ลอยคลุ้งและควันสีเทาที่ตลบอบอวล จิตใต้สำนึกกู่ร้องให้หนีไปจากเงื้อมมือยมราช เขาจึงพยายามวิ่งฝ่าเปลวเพลิงความร้อนสูงไปโดยปล่อยอัตลักษณ์เปิดทางแต่มันไม่ได้ผลซ้ำยังทำให้ไฟลุกลามเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ทันที่สะเก็ดไฟกระเด็นโดนเสื้อตัวเก่งจนไฟลุก โทยะก็สติแตก

 

"อ้ากก!! คุณพ่อฮะ! ช่วย-ผม--! ฮึก คุณแม่!!"

 

เขากรีดร้องอย่างเจ็บปวด หลับตาวิ่งไปมั่วๆ มือปัดไฟบนเสื้อหวังให้มันดับ พร้อมปล่อยเปลวเพลิงออกไปทุกทิศทางด้วยความสับสน สภาวะอารมณ์ที่ไม่มั่นคงทำให้ไฟที่ปล่อยออกไปมีสีแดงบ้าง สีฟ้าครามบ้าง บางครั้งก็เป็นสีส้ม

 

"ร้อน!! ฮืออ จ--เจ็บ!! ช่วยด้วย! ใครก็ได้!!!"

"ผมไม่อยาก--อ๊าาา! ยังไม่อยากตาย..!"

 

ไฟกำลังมอดไหม้บนตัวเด็กชาย โทยะกรีดร้องหนักกว่าเดิมเมื่อผิวหนังชั้นกำพร้าหลุดออกจนไฟเผาไหม้ผิวหนังชั้นใน เขาพยายามสูดออกซิเจนเข้าปอดเพื่อหายใจแต่สภาพการณ์กลับไม่เป็นใจ สิ่งที่เขาสูดเข้าปอดไปมีอากาศเพียงน้อยนิด

และเขาก็เริ่มหายใจติดขัด ปากเล็กซีดเซียวจึงเผยอออกหวังจะหายใจทางปากแต่เขาก็สำลักควันจนตัวโยน แม้พยายามหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็ทำได้แค่สูดควันเข้าปอด

โทยะตัวสั่นเทาแล้วล้มลงกับพื้น รู้สึกหายใจง่ายขึ้นมาอีกนิด แต่ไฟที่ลุกโชนบนร่างกายก็แผ่ขยายเรื่อยๆจนลามไปถึงพื้นหญ้าแห้งๆ ที่เขานอนคดคู้อยู่ ตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ติดไฟ

 

เขาพยายามเปล่งเสียงกรีดร้องแต่ลำคอแห้งผากกลับไม่อำนวย เขาทำไม่ได้แม้แต่จะกลืนน้ำลายจนมันไหลออกตรงขอบปาก

 

เขาเจ็บปวดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนอยู่เฉยๆ พร้อมดวงตาที่เบิกโพล่งและน้ำตาที่ไหลริน

 

สมองที่ไม่สามารถเค้นหาทางออกจากจุดนี้ได้เอาแต่ฉายภาพวันวานในชีวิตเขา

 

ไม่นะ

 

แม่... 

 

พ่อ...

 

ทุกคน...

 

ดวงตาพร่าเบลอ สติเริ่มเลือนหาย

เสียงไฟลั่นรอบข้างค่อยๆเงียบลง ในหูส่งเสียงวิ้งนั่นทำให้เขารู้ว่านี่คืออาการหูอื้อ

ทั้งๆ ที่เปลวไฟกำลังลุกไหม้บนตัวเขา แต่ในจิตใจกลับค่อยๆ เย็นเยียบ

 

ผมยังไม่อยากตาย... ได้โปรด..

 

..ก็ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้เห็นเลยสักอย่าง...

 

 

 

ความตาย มันก็แค่ร้อนจนกระดูกแทบละลาย

 

หลังจากนั้นก็จะหนาวขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกถึงอะไรอีก

 

 

 

 

ทั้งที่คิดว่าทุกอย่างมันจบแล้ว แต่เขาก็ตื่นมาอีกครั้งในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย กลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคย ร่างกายที่เปลี่ยนไป

เขาร้องไห้ เขาอยากกลับบ้าน แม้ว่าร่างกายของเขามันจะเปลี่ยนไป แม้จะรู้จากเด็กคนอื่นๆว่าเขาหมดสติไปถึงสามปี แม้คุณหมอหน้าตาประหลาดจะบอกว่าเขากลับไปไม่ได้ บอกว่านี่คือครอบครัวใหม่ของเขา หรือต่อให้เขากลับไปก็ไม่อาจเป็นเหมือนเดิมได้ก็ตาม

 

"ฮึก แต่ผมอยากกลับบ้าน..!"

 

อยากไปหาพ่อ

 

อยากขอโทษแม่

 

อยากเจอน้องๆ

 

คุณหมอไม่ยอม

และโทยะก็เลือกเผาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบางส่วนเพื่อก่อความวุ่นวาย แม้ว่าในภายหลังมันจะลุกลามจนไหม้สถานที่นั้นจนหมดก็ตาม

 

ใช่ เขาหนีมา

 

 

และตอนนี้ กำลังยืนอยู่หน้าบ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย

ที่นี่มีกลิ่นอายที่ไม่แตกต่างจากในความทรงจำของเขาเท่าไหร่นัก แต่โทยะก็คาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลง

คาดหวังให้ทุกอย่างดีขึ้น ครอบครัวของพวกเรามีความสุขมากขึ้น พ่อกับแม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง น้องๆ คงเติบโตด้วยความรัก

คาดหวังว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยมีการตายของเขาเป็นจุดเริ่มต้น

 

แต่ภาพโชโตะวัยแปดปีล้มกลิ้งบนพื้นพร้อมส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแทบเท้าเอ็นเดเวอร์ทำให้รู้ว่ามันไม่จริง

 

ชีวิตของเขามันไม่มีค่ามากพอให้อะไรๆ เปลี่ยนแปลง

 

 

 

เขายืนอยู่หน้าป้ายวิญญาณของตนเอง สองมือที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ยกขึ้นประกบระดับเดียวกับคาง

โทยะตายไปแล้ว จากนี้มีเพียงดาบิเท่านั้น

ต่อให้ต้องใช้ร่างกายนี้เป็นเชื้อเพลิง ก็จะแผดเผาทุกสิ่งให้วอดวายไม่มีเหลือ

 

นั่นคือหลักฐานในการมีชีวิตอยู่ของ 'ดาบิ'

 

เสี้ยวขณะนึงตอนกำลังหันหลังออกไป เขาเห็นโทยะวัยสิบสามปีนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่กับพื้นหน้าแท่นบูชาป้ายวิญญาณ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้และมีผ้าพันแผลโชกเลือดมากมายพันรอบตัวขึงไว้เสมือนไม่ต้องการให้ออกไปจากตรงนี้ เด็กนั่นร้องไห้ตัวสั่นเทา

 

" ไม่นะ.. อย่าไปเลยนะ... "

" อย่าทิ้งผมไว้ตรงนี้..! "

 

เสียงสั่นๆ ของโทยะเอ่ยรั้งดาบิ แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกมาจากผ้าพันแผลที่ห้อยระโยงระยางนั่นได้ แวบหนึ่งดาบิคิดว่ามันช่างโง่เง่าสิ้นดี ถ้าผ้าพันแผลมากมายที่รัดตัวโทยะเอาไว้คือสิ่งที่เอ็นเดเวอร์พร่ำบรรจงสลักไว้ในสมอง โทยะก็คงต้องติดอยู่ในนั้นอย่างไม่มีทางหลุดพ้น

 

ในวันนั้น ดาบิเลือกที่จะเดินจากมาด้วยปณิธานแรงกล้า

 

 

 

เขาพยายามใช้ชีวิต

แต่มันไม่ง่ายสำหรับเด็กอายุ 16 ปีที่เพิ่งตื่นจากอาการโคม่า

เขาต้องการแก้แค้นเอ็นเดเวอร์ เพื่อการนั้นเขาต้องแข็งแกร่ง แต่ถ้าจะเก็บตัวฝึกเขาก็ต้องมีปัจจัยพื้นฐานในชีวิตให้พร้อมก่อน

ที่ซุกหัวนอนหลักๆ ของเขาคืออาคารพาณิชย์ร้างแห่งหนึ่งที่เคยได้ยินมาว่าเจ้าของเผาเองเพื่อเอาเงินประกัน(ซึ่งเขาก็ยึดมาจากอันธพาลที่เพิ่งเผาจนเป็นตอตะโก) อาหารก็ต้องคอยหามาจากถังขยะข้างทาง อดอาหารบ้างสองสามวัน หรือไม่ก็รีดไถเงินมาจากโจรที่ผ่านไปผ่านมา เขารู้ว่าโลกนี้ดำเนินได้ด้วยเงินและนั่นคือเหตุผลที่เขากำลังเก็บเงินอยู่

 

รู้งี้หยิบออกมาจากบ้านสักหน่อยก็ดี...

ว่าไปนั่น

 

จริงๆ ไอ้เรื่องที่ซุกหัวนอนมันไม่ใช่เรื่องลำบากขนาดนั้น สิ่งที่ทำให้เขาลำบากมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องตัวเขาเองนี่แหละ ช่วงนี้เขามักเห็นภาพหลอนไม่ก็ฝันถึงเรื่องแย่ๆ ในอดีต บ่อยครั้งที่มันเล่นงานเขาในตอนที่กำลังฝึกหรือสู้อยู่จนเขาเสียเปรียบแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้

เขารู้สึกได้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปในหลายๆ แง่มุมที่ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก เขาเฉยชาต่อทุกสิ่ง แสดงอารมณ์ทางสีหน้าท่าทางน้อยจนแทบต้อง'ฝืน'แสดงออก ไม่ได้รู้สึกชอบในสิ่งที่โทยะชอบอีก เคยคิดตั้งกลุ่มเหล่าของตัวเองขึ้นมาแต่สุดท้ายก็ล้มเลิก หลักๆ คือเพราะเขาไม่ต้องการ เบื่อที่จะต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

 

พวกพ้องอะไรแบบนั้นน่ะ ไม่ต้องการ

 

 

 

แต่ก็เหมือนกลืนน้ำลายตัวเอง

เพราะสุดท้ายก็มาเข้าร่วมสมาพันธ์โง่ๆ นี่ สมาชิกก็คนละที่คนละทาง คนนึงทำตัวเป็นเด็กสามขวบไม่ได้ดั่งใจก็แหกปากโวยวาย คนนึงก็โรตจิตขึ้นสมอง อีกคนก็ไอ้บ้าสองบุคลิก นี่ยังไม่นับนักมายากลกับไอ้กิ้งก่านั่นอีกนะ คนที่สติครบถ้วนที่สุดก็คงมีแค่เขากับคุโรกิรินี่แหละ

 

แต่ถึงจะไม่ได้คาดหวัง มันก็สนุกไม่เลว

 

 

แม้ตอนที่ตัวเขาตื่นจากอาการโคม่าที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจะกำลังสับสนแต่ก็มีสิ่งที่จำได้ไม่ลืม ยกตัวอย่างเช่นเสียงที่ลอดผ่านลำโพงทีวีที่หน้าจอมีแค่อักษร sound only ในแหล่งกบดานสมาพันธ์วิลเลินซึ่งเป็นเสียงเดียวกันกับที่อ้างว่าจะช่วยทำให้เขากลับไปใช้พลังได้ดังเดิม

นั่นทำให้ตอนแรกสุดที่เขาได้รู้เกี่ยวกับ'โนมุ' สิ่งมีชีวิตเทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นศพ เขาก็รู้ได้ทันที

 

ว่านี่แหละคือคำตอบของคำถามที่ว่าช่วยเขาออกมาจากกองเพลิงทำไม

 

 

 

"ถ้าไม่มีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งก็ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่"

"ไฟครึ่งๆ กลางๆ แบบนั้นน่ะ ละลายน้ำแข็งของผมไม่ได้หรอก"

 

ผู้ใช้น้ำแข็งจากกองทัพปลดปล่อยอะไรสักอย่างพูดเอาไว้ ดาบิแสดงออกว่าไม่สนใจเหมือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากคำพูดเหน็บแนมเหล่านั้น

แต่ใจจริงก็หงุดหงิดนิดหน่อย เพราะมันดันไปพ้องกับคำพูดของพ่อเวรคนนึงที่เขาเกลียดหน้าเลยเผลอปล่อยไฟมากกว่าปกติจนโดนมิสเตอร์คอมเพรสโวยวายใส่อยู่ไกลๆ (ซึ่งเขาไม่ได้ยินอ่ะนะ)

หมอนั่นทักเรื่องที่ไฟของเขาจะแผดเผาตัวเขาเอง แต่สิ่งที่หมอนั่นไม่รู้ก็คือร่างกายของเขาในตอนนี้แทบจะใกล้เคียงกับศพจนบางทีก็เผลอคิดไปเหมือนกันว่าเขาอาจจะเป็นลูกครึ่งโนมุ ก็สามปีที่เขาไม่ได้สติเขาก็ไม่รู้นี่นะว่าด็อกเตอร์ทำอะไรกับร่างกายเขาไปบ้าง

เรื่องทุกอย่างจบลงโดยที่สมาพันธ์วิลเลินได้รับแนวรบปลดปล่อยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไทวซ์เอาชนะแผลใจได้ อัตลักษณ์ยัยโรคจิตก็พัฒนาขึ้น ไอ้กิ้งก่าเหมือนจะคลั่งสเตนน้อยลง และชิการาคิขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

อดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ถึงลักษณะนิสัยของชิการาคิในครั้งแรกที่เจอกันและในตอนนี้ เหมือนได้เห็นลูกเสือผงาดกลายเป็นใหญ่ในพงไพรได้

 

 

 

ดาบิปลดเปลื้องซึ่งทุกอย่าง หน้ากากที่สวมมาตลอด ตัวตนที่เก็บงำไว้และไฟแค้นที่ปะทุอย่างรุนแรง

 

อ่า.. โล่งจังนะ

ดูสีหน้านั่นสิ น่าสมเพชอะไรอย่างนี้นะคุณพ่อ

 

เขาหัวเราะ มันนับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ดาบิได้แสดงออกในสิ่งที่อยากแสดงออกและไม่เบื่อหน่ายที่จะแสดงอารมณ์ออกมาตรงๆ มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข

อ้อมกอดที่ไม่ได้มอบให้ใครมากว่าสิบปี เขาคิดว่ามันก็คงอบอุ่นอยู่บ้าง แต่เพราะตอนนี้เขากำลังถูกไฟร้อนสูงแผดเผาจึงไม่สามารถสัมผัสความอบอุ่นนั่นได้ ก็.. มันคงคล้ายๆ กับตอนกอดแม่นั่นแหละ

การต่อสู้จบลง และเป็นอีกครั้งที่ต้องสูญเสียสมาชิกในสมาพันธ์ไปเพื่อเอาตัวรอด ในครั้งแรกที่ค่ายยูเอสเจก็ต้องทิ้งคนอื่นๆ ไว้ ตอนถูกบุกที่กบดานออลฟอร์วันที่เป็นผู้สนับสนุนก็โดนจับ ตอนชิเอะฮัตไซไคก็แม็กเน่ ตอนนี้คือมิสเตอร์คอมเพรส

 

ครั้งต่อไปถ้าเรายังพ่ายแพ้ ใครจะต้องถูกสังเวยคนต่อไปกันนะ

 

 

 

ศึกสุดท้ายมาถึง

ฮีโร่วางแผนมาอย่างดี เขาถูกจับคู่กับโชโตะและไซด์คิกอีกสามคน มันน่าหงุดหงิดที่ไม่ได้สู้กับคนที่เขามีความแค้นด้วยจริงๆ

 

แต่บางทีแบบนี้ก็ไม่เลว

ฆ่าโชโตะก่อนไปตามฆ่าเอ็นเดเวอร์ก็ดีไปอีกแบบ

 

การต่อสู้ของพวกเขาแทบจะพังเมืองจนราบคาบ ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าตำแหน่งไหนเคยเป็นอะไรมาก่อน

แม้จะไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่ดาบิก็คิดว่าเขารู้ขีดจำกัดร่างกายตัวเองดี ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะโจมตีถึงตายในตอนที่น้องชายสุดเพอร์เฟ็คเปิดช่องว่าง ภาพทุกอย่างถูกรันอย่างช้าๆเหมือนถูกทำให้สโลว์โมชั่น

 

" --คินทาโร่ได้รับชื่อใหม่ว่าซากาตะ คินโทกิ เขารำลึกถึงบุญคุณของมารดาจึงได้กลับบ้านเพื่อไปรับมารดามาอยู่ด้วยกัน แล้วทั้งสองก็ได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป.. "

 

จากมุมมองนี้ ดาบิเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของน้องชายที่ค่อยๆ หันมา ฝ่ามือของเขาที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะมีเปลวไฟสีครามแสนภูมิใจลุกโชนกำลังเคลื่อนเข้าไปใกล้

 

" ผ--ผมก้อยากเก่งแบบคินทาโร่บ้าง! "

 

โชโตะค่อยๆ หันมา นัยน์ตาสีเทาข้างเดียวสบกับเขา มือขวาของเด็กตรงหน้าเรียกใช้น้ำแข็งแล้วยกขึ้นมากัน มือซ้ายยกขึ้นแล้วเลื่อนมาทางตัวเขา แต่ทั้งสองฝ่ายก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางโจมตีถึงตัวดาบิได้ก่อน มันอาจเป็นเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ได้

 

" อื้อ พี่ก็เหมือนกัน ..หลังจากนั้นก็มารับคุณแม่ไปด้วยกันเนอะ "

 

มือที่สุกโชนด้วยเปลวเพลิงเคลื่อนเข้าไปใกล้ใบหน้าของน้องชายในสายเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ มือซ้ายของอีกฝ่ายก็เริ่มมีเปลวเพลิงสีฟ้าแบบเดียวกันจากอาการโอเวอร์ฮีทคลุมทั้งมือ

 

" อื้ม! แล้วจามีความสุขตลอดปัยเลย "

 

บทสนทนาสมัยเด็กๆ ในตอนที่อัตลักษณ์ของโชโตะยังไม่ปรากฏดังก้องในหู อาจจะเพราะเสียงนั้นมันรบกวนเขาจึงโจมตีวืดไปไม่กี่คืบจากเป้า ...เพราะงั้นโชโตะจึงกลายเป็นฝ่ายโจมตีถึงตัวเขาก่อน

ไฟร้อนพุ่งใส่แล้วกดดันให้เขากระเด็นออกไปด้วยแรงดันอากาศ หลังเสียงโครมครั้งใหญ่หูก็ดังวิ้งแบบเดียวกับตอนโดนไฟคลอกทีภูกเขาเซโกโตะ

 

"พี่----!?"

"อย่า----! ------นะ!!"

 

ณ วินาทีนั้นเขาก็รับรู้ได้ว่าถึงเวลาตายอีกครั้งแล้ว

 

 

 

เขาเห็นโทยะวัยสิบสามปีนั่งร้องไห้อยู่กับพื้นอีกครั้ง ร่างกายที่มีแต่แผลไฟไหม้สั่นเทาอย่างน่าสงสาร ผ้าพันแผลมากมายพันขึงไว้ เด็กนั่นยังคงพูดประโยคเดิมๆ

 

"ไม่เอานะ! อย่าไปเลยนะ ฮือ ได้โปรด"

"ขอร้องล่ะ กลับมาเถอะ..!"

"...อย่าทิ้งผมไว้ที่นี่..."

 

ดาบิยืนนิ่ง

แล้วค่อยๆ ก้าวไปหาโทยะ

ทุกครั้งที่ดาบิก้าวเท้าเข้าไปหา ผ้าพันแผลสีขาวโชกเลือดนั้นก็ค่อยๆ คลายตัวออก

เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กชายวัยสิบสามปี ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน และสวมกอด

โทยะสะอื้นอยู่พักใหญ่

แล้วกอดตอบดาบิ

 

 

 

ความตาย มันก็แค่ร้อนจนกระดูกแทบละลาย

 

หลังจากนั้นก็จะหนาวขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกถึงอะไรอีก

 

 

 

...แต่ครั้งนี้

 

เหมือนจะอุ่นขึ้นนิดหน่อย...

 

 

 

 


TALK

เมนดาบิก็คือเก็บกดมาก อ่านมังงะตอนล่าสุดแล้วร้องไห้เลยค่ะ ชีวิตคุณพี่จะทรหดอะไรขนาดเน้;-; ก็เลยเอาสตอรี่ชีวิตขุ่นพี่มาเขียนในมุมมองของเรา ไม่ดราม่ามากนะคะเพราะไรท์เขียนแนวนี้ไม่เก่ง (อันนี้คือแต่งมาหลายวันแล้วค่ะ แก้แล้วแก้อีกกว่าจะเสร็จ) ชอบฟิลเขียนให้ตัวตนดาบิแยกจากโทยะอย่างชัดเจนมั่ก

เผื่อใครงงนะคะ ก็คือตอนแรกดาบิไม่คิดจะเข้าไปปลอบโทยะเลยค่ะ เพราะรู้สึกสมเพชที่โทยะยึดติดกับความปรารถนาของเอ็นเดเวอร์ขนาดนั้น ไรท์เลือกใช้ผ้าพันแผลที่พันรอบตัวโทยะแทนความปรารถนาของป๊าเอ็นนั่นแหละค่ะ เสมือนพันธนาการไว้จนดิ้นไปไหนไม่ได้ ซึ่งโทยะก็ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจซะทีเดียว(เพราะยังร้องขอให้ดาบิอยู่ด้วยกัน)

แต่ท้ายที่สุดดาบิก็ยอมเดินเข้าไปหาแล้วกอดโทยะ คลายปมอีกนิดว่าจริงๆแล้วผ้าพันแผลพวกนั้นมันไม่ใช่ความปรารถนาของป๊าเอ็นแต่เป็นความรู้สึกของโทยะที่ยังคงตกค้างในตัวดาบิค่ะ สั้นๆก้คือ ดาบิปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง แต่สุดท้ายก็ยอมรับได้ในการตายครั้งที่สองค่ะ

ในการตีความของเราดาบิคงไม่ได้เกลียดน้องๆ แล้วช็อตการตายครั้งที่สองนี้ก็มาจากความตันล้วนๆ5555455444 ไม่รุ้จะเขียนให้ลงล็อกยังไงก็เลยเขียนให้โดนน้อนโชเผาค่ะแงงงง

เราแอบใส่อาการ PTSD และภาวะสิ้นยินดีไว้ด้วยแหละค่ะแต่ไม่ค่อยชัดมาก หลักๆ คืออยากเขียนให้เฮียดาบิมีอาการทางจิตเฉยๆ ภาพจำที่ออกมาช่วงท้ายก็ไม่ใช่ความบังเอิญนะคะ เป็นอาการทางจิตที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ค่ะ (แค่เวลาออกอาการดาบิจะนิ่งๆ ตลอดเลยไม่มีใครสังเกต)

ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านกันนะคะ

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

×