THE SECRET MISSION BEFORE CHRISTMAS

ตอนที่ 3 : CHAPTER 3 : Is this love?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 ม.ค. 63


Chapter 3 : Is this love? 

 

“สติ๊กเกอร์คู่รักหวานแหววมั้ยจ๊ะสามแผ่นร้อย~” 

“คิดถึงแฟน คิดถึงช็อคโกแลตก็ดีนะครับ ผู้หญิงใครๆก็ชอบช็อคโกแลตทั้งนั้น” 

“ยุคนี้หรือยุคไหนดอกไม้ก็ยังคงคลาสสิคเสมอ ซื้อมั้ยจ๊ะมีให้เลือกตั้งแต่ดอกกุหลาบไปยันดอกบานไม่รู้โรย~” 

“ไม่ดีกว่าค่ะ ขอบคุณ -_-;;” 

“หรือว่าจะเป็นซีดีเพลงจีบหนุ่มก็น่าสนใจนะสาวน้อย ดูท่าแล้วเด็กวัยรุ่นอย่างพวกเธอคงจะชอบอะไรที่...” 

“ฉันไม่ชอบอะไรทั้งนั้นแหละ! จะซีดีเพลง ช็อคโกแลต หรือดอกไม้ตุ๊กตาอะไรบ้าบอฉันก็ไม่สน เอามันไปขายที่อื่นไกลๆฉันได้มั้ยขอร้องล่ะ -*-” แล้วก็เป็นแป้งร่ำที่สุดจะทนกับสารพัดสินค้าของหมู่บ้านวาเลนไทน์ที่ขยันแวะเวียนตามตื๊อมาขายให้เธอและน้องๆเอลฟ์ทั้งสองของเธอถึงที่จนเผลอโพล่งตะโกนเสียงดังออกไปด้วยความหงุดหงิด ชาวบ้านร้านตลาดที่เอาของมามุงขายพวกเธอเมื่อกี้ถึงกับผงะวงแตกฮือ 

“ดุเหมือนลูกหมาแบบนี้ไงยัยหนูนี่ถึงไม่มีแฟน” แป้งร่ำหันไปมองค้อนขวับใส่ตาลุงคนหนึ่งที่กำลังนินทาว่าเธอขมุบขมิบด้วยแววตาขวางทันที จนลุงคนนั้นค่อยๆกลืนน้ำลายเก็บดอกกุหลาบที่จะนำมาขายใส่ตะกร้าด้วยมืออันสั่นเทาเมื่อรับรู้ได้ถึงกระแสอำมหิตที่กำลังแผ่ซ่าน แล้ววิ่งเผ่นแน่บไปจากเธออย่างรวดเร็ว ต่างจากตอนแรกที่จ้องแต่จะขายกุหลาบให้เธออิท่าเดียวลิบลับ 

“ไปขายที่อื่นก็ได้ ระวังนะพวกหนู...มีพี่สาวโหดอย่างนี้น่ะป้าเป็นห่วง กลัวจะงับหัวเด็กๆอย่างพวกเธอเข้าเวลาโมโห” ป้าที่ขายสติ๊กเกอร์ใส่พวกเธอเมื่อกี้หันมากระซิบกระซาบกับเอลฟ์ติพึงและติซวงด้วยน้ำเสียงที่จงใจทำให้เธอได้ยินก่อนจะโกยเผ่นตามาลุงคนนั้นไปอีกคน 

“ใครงับหัวใครฮะป้า! ถ้าเลือกได้หนูจะงับหัวป้านั่นแหละคนแรกเลย!! >[]<*” 

“พะ..พี่แป้ง ^^;;” 

“อะไร? ดึงชายเสื้อันทำไมฮะติพึงก็เห็นๆอยู่ว่า...” 

“ใจเย็นๆก่อนดีกว่านะคะ ลุงกับป้าเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้นก็ได้ ที่นี่ก็เป็นดินแดนที่ใครๆเขาก็มีความรักกันทั้งนั้น” เอลฟ์ติซวงคนพี่เตือนสติแป้งร่ำที่อารมณ์กำลังเดือดปุดๆให้ใจเย็นลงก่อน ขืนปล่อยให้โวยวายเสียงดังแบบนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านวาเลนไทน์คงได้แตกกระเจิงหนีกันไปคนละทิศคนละทางแน่ 

“แต่ฉันไม่มี! แล้วก็ไม่คิดจะมีแบบพวกเขาด้วย! =*= มันดีตรงไหนกับไอ้การที่มีคนให้เราทำตาหวานกะพริบขนตาปิ๊งๆใส่ ให้ดอกไม้ช็อคโกแลตสติ๊กเกอร์ กอดจูบดูแลกันและกันตลอดไป แหวะ! แค่คิดฉันก็เลี่ยนจะตายแล้ว” แป้งร่ำเบ้ปากขณะที่มองดูรอบๆข้างที่มีแต่คู่รักออกมาจับมือเดินเล่นเคียงคู่กันกระหนุงกระหนิงจนดูน่าหมั่นไส้ สองสาวหัวเราะขำ 

“ดูท่าพี่แป้งจะไม่ชอบความรักเอามากๆเลยนะเนี่ย ^^” ติซวงแซว 

“ก็ใช่น่ะสิ เพราะความรักทำให้คนเราคิดแบบคนงี่เง่า แล้วก็ทำตัวงี่เง่า” 

“หนูเองก็คิดเหมือนพี่แป้ง มีความรักแบบพวกเขาแล้วไม่เห็นจะดีตรงไหนเลย” เอลฟ์ติพึงเห็นดีเห็นงามตามพี่คนโตสุดของกลุ่มไปด้วย มีเพียงแค่ติซวงที่ส่ายหน้าเหมือนไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เอลฟ์คนน้องพูดเท่าไหร่ 

“เธอน่ะน่าจะไปคนแรกเลยมั้งติพึง อย่าให้เห็นนะว่าเธอหนีไปมีความรักก่อนฉัน” 

“เหอะ! ไม่มีวัน ฉันเชื่อพี่แป้งว่าความรักมีแต่จะทำให้เราดูแย่แล้วก็งี่เง่าเหมือนกับคนในหมู่บ้านนี้ เธอเองก็ควรจะเชื่ออย่างนั้นเหมือนกันนะติซวง” เอล์ฟคนน้องกล่าวอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนใจ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เอลฟ์ติซวงรู้สึกเชื่อในคำพูดนั้นมากกว่าเดิมแต่อย่างใด 

“แต่ก่อนอื่นเลยฉันว่าเราควรเริ่มหาสิ่งที่พวกเธอกำลังตามหากันก่อนดีกว่า ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ในหมู่บ้านนี้นานๆนักหรอก ยิ่งดูยิ่งน่าขนลุกชะมัด” แป้งร่ำเตือนสติเอลฟ์สองสาวที่กำลังเถียงกันอย่างออกรสออกชาติพลางเอามือไปแตะกลีบกุหลาบสีแดงด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยพบเจอดอกไม้ชนิดนี้มาก่อน เอลฟ์ติซวงเอามือเคาะคางตัวเองอย่างใช้ความคิด 

“นั่นสิ...ต้องทำยังไงนะเราถึงจะรู้ว่าตัวประหลาดที่ขโมยลูกแก้วหิมะแห่งความฝันเราไปบินไปซ่อนตัวทางไหนของหมู่บ้านแล้ว” 

อืม...” ติพึงช่วยพี่สาวคิด “พี่แป้งเป็นจิตวิญญาณของน้ำทุกที่นี่นา อย่างนี้พอจะดูได้มั้ยว่าตัวประหลาดนั่นบินผ่านลำธารหรือแหล่งน้ำสายไหนไปบ้าง” 

“อันที่จริงก็เป็นเรื่องที่ฉันทำได้ง่ายๆเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่ปัญหาเล็กๆมันอยู่ที่ว่าฉันไม่เห็นเจ้าตัวนั้นที่เธอว่าในความทรงจำมาได้ซักพักแล้ว” แป้งร่ำพูดขณะที่ลองหลับตานึกภาพที่ติดอยู่ในส่วนหนึ่งของความทรงจำ ทุกหมู่บ้านมีแหล่งน้ำด้วยกันทั้งนั้น เธอสามารถรับรู้ความทรงจำหรือเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านแหล่งน้ำหรือแม่น้ำเหล่านั้น 

“หมายความว่ายังไงไม่เห็นมาซักพักแล้ว?” 

“อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าตัวประหลาดนางฟ้าน้อยที่ขโมยลูกแก้วหิมาลัยของเธอไปนั่นอาจจะ...” 

“เขาเรียกว่าลูกแก้วหิมะแห่งความฝันต่างหากล่ะคะ -_-^” 

“จะอะไรก็ช่าง แต่เป็นไปได้ว่าพอมันมาถึงหมู่บ้านนี้แล้วมันอาจจะไม่ได้บินเฉียดหรือเข้าใกล้แหล่งน้ำไหนเลยก็ได้ เพราะไม่งั้นมันต้องมีความทรงจำติดอยู่ในหัวฉันเวลานึกบ้างสิ”
แป้งร่ำพยายามหลับตานึกเค้นภาพของนางฟ้าหัวขโมยตัวจิ๋วนั่นที่อาจติดอยู่ในหัว แต่ไม่ว่าเธอจพยายามนึกมากเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี 

“เราต้องรู้ว่าในหมู่บ้านนี้มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำตรงไหนบ้าง” เอลฟ์น้อยติพึงออกความเห็นอย่างครุ่นคิด “ถ้าเรารู้ว่าหมู่บ้านวาเลนไทน์นี้มีแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน ก็เป็นไปได้ที่ว่าพี่แป้งจะเห็นว่านางฟ้าหัวขโมยตัวน้อยนั่นเอาลูกแก้วเราหนีไปไว้ที่ไหนแล้ว” 

“แหล่งน้ำส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่ใกล้ๆกับสิ่งมีชีวิต แต่หมู่บ้านวาเลนไทน์นี่นอกจากผู้คนฉันก็ยังไม่เห็นว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นเลยนะ” ติซวงนั่งยองๆเพราะเริ่มเมื่อยล้าจากการเดินตามหาลูกแก้วมาหลายกิโล แต่ก็ยังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองตามหาซักที 

“ดอกไม้นี่หน้าตาประหลาดพิลึกอย่างที่คนในหมู่บ้านฉันบอกมาจริงๆด้วย” เป็นเสียงของแป้งร่ำที่พูดออกมาถึงประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดอยู่ซักเท่าไหร่ เธอนั่งลงยองๆตามเอลฟ์ติซวงพลางใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หนามแหลมๆของดอกไม้ตรงหน้าพลางเบ้ปากรังเกียจ 

“สีแดงอย่างกับเลือด แถมยังมีหนามแหลมๆน่าเกลียดแทงออกมาจากก้านอีก ใบมันก็หยักๆอย่างกับโดนฟันหนูแทะมาเลย” 

“ดูตรงโน้นสิ เหมือนดอกไม้นี่จะไม่ได้มีแค่สีแดงอย่างเดียวนะ” เอลฟ์ติพึงชี้ไปยังสวนดอกไม้ประหลาดที่อยู่เกือบไกลสุดของเขตหมู่บ้าน เห็นได้ชัดว่ามันเป็นดอกไม้ที่มีหลายสีแต่คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้จะเลือกปลูกเฉพาะสีแดงเป็นส่วนใหญ่เสียมากกว่า ติซวงมองตามที่ติพึงชี้พลางมองสลับกับดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้าแป้งร่ำอย่างใช้ความคิด 

“มันเป็นสิ่งมีชีวิต” เอลฟ์คนพี่พึมพำเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ทำเอาน้องสาวเธอที่กำลังสำรวจดอกไม้กับพี่สาวใส่แว่นคนใหม่ถึงกับมองหน้าเธออย่างมึนงง 

“บ่นอะไรของเธออยู่คนเดียวน่ะ -_-^” 

“ดอกไม้มันเป็นสิ่งมีชีวิต...เพราะว่ามันต้องใช้น้ำในการเจริญเติบโต!” เอลฟ์ติซวงค่อยๆลำดับความคิดตัวเองอย่างดีใจที่ในที่สุดเธอก็นึกอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ซักที ต่างกับติพึงและแป้งร่ำที่ยังเกาหัวแกรกๆไม่เข้าใจกันอยู่สองคน 

“เอ่อ...ฉันไม่ค่อยเก่งวิชาวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ แต่ก็พอรู้ล่ะนะว่าดอกไม้พวกนี้จะโตได้ก็ต่อเมื่อมีน้ำอยู่ใกล้ๆรากของมัน =_=;;” 

“ใช่แล้วพี่แป้ง! สิ่งที่่เราต้องทำก็คือตามหาสถานที่ซักที่หรือสวนดอกไม้ที่ปลูกดอกไม้พวกนี้ เพราะมันจะเป็นกุญแจนำพาเราไปสู่แหล่งน้ำที่เป็นความทรงจำของพี่แป้ง” ติซวงดีดนิ้วเมื่อคิดหาคำตอบไขปริศนาทั้งหมดได้แล้ว เอลฟ์ติพึงที่นิ่งไปก็เริ่มพยักหน้าคิดตามไปด้วย 

“ถ้าเราหาสวนดอกไม้พวกนี้เจอ เราก็จะเจอแหล่งน้ำที่เป็นเหมือนความทรงจำของพี่แป้ง และถ้าพี่แป้งนึกออกว่าเจ้าตัวนั้นเอาลูกแก้วนั้นไปไว้ที่ไหน เราก็จะได้ลูกแก้วหิมะแห่งความฝันของเรากลับคืนมา เธอก็จะได้รู้ว่าความฝันของเธอคืออะไรซักทีเนอะติซวง ><” 

“ฉันก็จะได้ไม่โดนพี่เอลฟ์เจมส์ว่า และพวกเราก็จะไม่โดนซานต้ารานีลงโทษ คริสต์มาสปีนี้จะยังอยู่เหมือนเดิม” 

“ฉันก็จะได้รู้ซักทีว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร ความชอบของฉันคืออะไรกันแน่...” แป้งร่ำกำหมัดด้วยสายตาที่แน่วแน่พลางมองมาที่เอลฟ์น้อยทั้งสอง ทั้งสามคลี่ยิ้มให้กันด้วยสายตาที่เป็นมิตร ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังส่องประกายในเวลาช่วงสายๆของหมู่บ้านราวกับจะบอกว่าความหวังของพวกเธอใกล้จะสำเร็จและเป็นจริงเต็มทีแล้ว เพียงแค่ต้องรอช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น... 

“งั้นเรามาทำภารกิจยุ่งๆนี้ให้เสร็จไปด้วยกันเถอะ!” เอลฟ์ติพึงรวมพลังกับพี่ๆแล้วบอกด้วยเสียงมุ่งมั่น เอลฟ์ติซวงและแป้งร่ำพยักหน้าอย่างเป็นการเป็นงานก่อนที่เอลฟ์คนน้องคนสุดท้องจะคิดอะไรดีๆออก 

“ฉันว่าฉันได้ไอเดียแล้ว ขืนเราสามคนยังตามหาสวนที่ปลูกดอกไม้ประหลาดนี่อย่างไม่มีเป้าหมายไปแบบนี้เรื่อยๆเราคงไม่เจอลูกแก้วทันวันคริสต์มาสแน่ๆ พวกเราจะต้องถามคนอื่นในหมู่บ้านดู...” 

“โอ๊ะโอ~ ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันต้องขอบายคนแรกล่ะ เธอก็เห็นว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ทำหน้ากลัวฉันอย่างกับเห็นตัวก๊อตซิลล่าพ่นไฟได้ถล่มเมือง” แป้งร่ำรีบออกตัวปฏิเสธคนแรกพลางเหลือบตามองผู้คนรอบข้างที่จ้องมองเธอด้วยสายตาหวาดๆว่าเธอจะตวาดอะไรใส่อีก ติซวงหัวเราะ 

“นั่นมันก็เพราะพี่แป้งไปทำตัวน่ากลัวดุเขาเรื่องที่พวกเขามาขายดอกไม้กับสติ๊กเกอร์ให้เราต่างหาก” 

“จะอะไรก็ช่าง เอาเป็นว่าเรื่องนี้ขอผ่านเลยแล้วกัน” พี่สาวคนโตยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ติพึงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบอาสาเพื่อให้งานเสร็จไวมากขึ้น 

“ฉันถามเอง ฉันเก่งเรื่องการตีสนิทกับคน เอาคนนั้นก็ได้ท่าทางน่าจะรู้เรื่องดอกไม้ดี...เอ่อ ขอโทษนะคะพี่ชายยย~ ^0^/” ติพึงยังพูดไม่ทันจบก็รีบทักทายชายคนที่เดินถือดอกไม้ประหลาดที่ว่านั่นผ่านหน้าไปด้วยสีหน้าผูกมิตรสุดๆ ชายที่ว่านั้นหยุดเดินแล้วหันมามองเอลฟ์ตัวน้อยด้วยความสงสัย 

“เอ่อ...มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าเด็กๆ พอดีว่าฉันกำลังยุ่งๆมีธุระต้องรีบไปจัดการซะด้วยสิ” ชายที่ว่านั้นมองช่อดอกไม้ประหลาดสีขาวในมือด้วยสีหน้ากังวลปนเร่งรีบ ดูท่าทางแล้วคงจะมีธุระด่วนที่ต้องรีบไปเคลียร์จริงๆ 

“ฉันรบกวนเวลาพี่ชายไม่นานหรอกจ้ะ ว่าแต่...พี่ชายจะเอาดอกไม้ไปให้คนที่ชอบเหรอจ๊ะ กลิ่นห๊อมหอมมาถึงนี่เลย ><” ติพึงได้ทีจึงรีบถามประจบพูดจาเอาใจเพื่อเข้าเรื่อง เล่นเอาชายแปลกหน้าผู้นั้นถึงกับหน้าแดงพูดจาอึกอักด้วยความเขินอายอยู่พักใหญ่ พอได้เห็นปฏิกริยาเกามือเกาท้ายทอยแก้เขินเช่นนั้นแล้วแป้งร่ำที่เป็นพี่ใหญ่จึงรีบใส่ไฟทันที 

“หน้าแดงอย่างนี้ต้องชอบเขามากแน่ๆเลยใช่มั้ยล่ะ~ ผู้หญิงที่นายเอาดอกไม้ไปให้เขาต้องเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกแน่ๆเลยฉันว่า -.,-” 

“เธอ...เธอพูดจริงเหรอ O_O เขาจะชอบดอกไม้ที่ฉันซื้อให้แน่นะ” หากพิจารณาดูดีๆพี่ชายคนที่ว่าน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแป้งร่ำได้  จึงไม่แปลกที่ทั้งคู่จะใช้สรรพนามอย่างเป็นกันเองมากกว่าเอลฟ์น้อยทั้งสอง 

“อ้าว ก็ต้องจริงอยู่แล้วสิ พี่สาวหนูเขามีความสามารถเรื่องทำนายมองเห็นอนาคตด้วยนะ เธอคงจะมองเห็นอนาคตของพี่ชายกับพี่สาวคนสวยคนนั้นแน่ๆ ถึงได้กล้าพูดออกมาอย่างนี้” เอลฟ์ติซวงโม้ใส่สีตีไข่ลงไปนิดหน่อย แหม...ใครๆก็รู้ว่ามนุษย์น่ะชอบคำชมของคนอื่นและเชื่อเรื่องดูดวงทำนายอนาคตนี่มากแค่ไหน ถ้าพูดออกไปแบบนี้ไม่แน่ว่าแผนการตะล่อมถามของพวกเธออาจจะสำเร็จได้เร็วขึ้นก็ได้ 

“พูดอะไรของเธอเนี่ย ฉันทำได้แค่อ่านความคิดคนเฉยๆนะ เธอพูดไปอย่างนั้นเกิดเขาเอาลายมือมาให้ฉันทำนายดวงจริงแล้วฉันทำนายไม่ตรง ฉันไม่โดนนายนี่ฆ่าหมกหมู่บ้านคนแรกเลยเรอะ!? -_-;” แป้งร่ำอ้อมหลังมาแอบกระซิบกัดฟันขมุบขมิบกับติซวงพลางเหล่ตามองไปที่ชายผู้นั้นที่กำลังทำตาเป็นประกายสนใจกับสิ่งที่พวกเธอพูดขั้นสุด ถ้าเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆล่ะก็เท่ากับว่าหายนะได้มาเยือนแน่ 

“วางใจได้ พี่ชายคนนี้เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดวงของตัวเองขนาดนั้นหรอก เพราะว่าเขามีสิ่งที่เขาสนใจมากกว่าอยู่แล้วล่ะ >_^” เอลฟ์ติซวงพูดอย่างมั่นใจ ชายคนดังกล่าวรีบปรี่ตรงเข้ามาทางแป้งร่ำทันที 

“งั้น...งั้นเธอช่วยทำนายหน่อยได้มั้ยว่าผู้หญิงคนนั้นเขาจะรับรักฉันมั้ยถ้าฉันสารภาพออกไป ฉันควรจะทำไง พูดด้วยคำพูดแบบไหนดีเธอคนนั้นถึงจะชอบ” แววตาของชายแปลกหน้าเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากแป้งร่ำอย่างคนไร้ที่พึ่ง ดูๆไปก็น่าสงสารอยู่หรอกหากเพียงแต่ว่าคนที่จะให้ความช่วยเหลือนั้นดันไม่ถูกกับเรื่องความรักซักเท่าไหร่นี่สิ 

“นาย...ชื่ออาวูใช่มั้ย” 

ธะ...เธอเป็นหมอดูจริงๆด้วยสินะ! เธอรู้จักชื่อฉันได้ไง O_O^” จะบอกว่าอ่านจากความคิดเอานี่ยังทันมั้ยนะ เฮ้อออออ...มนุษย์นะมนุษย์เรื่องเชื่อสิ่งที่งมงายนี่เป็นที่หนึ่งจนน่ากลุ้ม =_= 

“ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะอาวู ว่าผู้หญิงคนนั้นจะรับรักนายแน่ก็ต่อเมื่อนายมีความกล้าและมั่นใจที่จะจีบเธอมากพอ เมื่อใดที่นายกล้าพูดสารภาพรักออกไปอย่างมั่นใจต่อหน้าเธอคนนั้นแบบชัดเจนและฉะฉาน เมื่อนั้นแหละที่เธอจะรับรักนาย...” แป้งร่ำประกาศกร้าวพลางมองสีหน้าวิตกกังวลเหมือนลูกนกของชายตรงหน้าอย่างรู้สึกเห็นใจ เพราะความรักแท้ๆถึงทำให้มนุษย์พวกนี้ต้องมานั่งกังวลกลัดกลุ้มใจกับเรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่อง นี่แหละที่ทำให้เธอเกลียดสิ่งที่เรียกว่าความรักนักหนา 

“ฉันยังมั่นใจไม่พอสินะตอนนี้” 

“ตอบได้เลยว่าไม่...เพราะฉันไม่เห็นมนุษย์ที่มีความมั่นใจคนไหนจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาของวิเศษ” แป้งร่ำหลับตาลงเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่อยู่ในกระแสอารมณ์ของคนตรงหน้า “นายแอบไปซื้อของวิเศษชิ้นนั้นมาเพราะนายไม่แน่ใจว่าจะจีบเธอคนนั้นได้ผลมั้ย แต่ฉันสัมผัสได้ว่าของชิ้นนั้นมันเป็นของที่อันตรายถ้าไม่ใช้มันในทางที่ดี...นายควรทิ้งมันไปซะตั้งแต่ตอนนี้” สีหน้าอาวูดูตกใจและทึ่งกับสิ่งที่เธอพูด 

“ฉันยอมแล้ว...เธอรู้ทุกอย่างที่ฉันคิดและทำจริงๆ” อาวูพูดพลางทำไหล่ตก ก็แหงสิ...เธออ่านสิ่งพวกนี้ได้จากอารมณ์ความกังวลที่อยู่รอบๆตัวเขาทั้งนั้น “ฉันซื้อสิ่งหนึ่งมานอกเหนือจากดอกไม้เพื่อให้ผู้หญิงคนนั้น และ...ฉันไม่แน่ใจว่าควรใช้มันดีหรือเปล่า จนกระทั่งเธอพูดเตือนฉันว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี” 

“อ่าฮะ แล้วพี่อาวูจะทำยังไงกับมันต่อล่ะคะทีนี้” ติพึงกัดช็อคโกแลตบาร์สีชมพูน่ากินที่เก็บได้จากทางเดินเมื่อกี้พร้อมกับถามพี่ชายตรงหน้าไปด้วย คงจะมีพ่อค้าแม่ค้าคุณลุงคุณป้าเมื่อกี้ที่มารุมพวกเธอให้ช่วยซื้อของทำตกเอาไว้ และช่วงสายๆแบบนี้เธอก็หิวจนตาลายเกินกว่าที่จะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยว่าควรกินข้าวก่อนกินของหวาน หรือไม่ควรกินของที่เก็บได้จากข้างทางสุ่มสี่สุ่มห้า และยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ดันมีน้ำใจส่งให้พี่สาวใส่แว่นที่กำลังยืนอธิบายให้กินด้วย เพราะรู้ดีว่าพี่แป้งร่ำคงจะหิวโซไม่ต่างจากเธอหลังจากไม่ได้กินอะไรเลยมาตลอดการเดินทาง 

“ฉันกะว่าจะเอามันไปทิ้งในที่ไกลๆหูไกลๆตาคนหน่อย คนจะได้ไม่ต้องไปเจอหรือเก็บได้” อาวูพูดหลังจากที่ไตร่ตรองมาดีเรียบร้อยแล้ว แป้งร่ำพยักหน้าเห็นด้วยพลางรับช็อคโกแลตจากมือติพึงที่ส่งให้ใส่ปากประทังความหิวตัวเองแล้วพูดต่อ 

“ดีแล้ว ต่อให้ไม่มีของวิเศษอันตรายที่ว่านั่นฉันเชื่อว่านายก็สามารถชนะใจเธอได้แน่นอน” 

“ขอบใจนะ ^^” 

“กินอะไรของเธอน่ะติพึง” เอลฟ์ติซวงดุเอลฟ์คนน้องเสียงแข็งเมื่อเห็นว่าน้องสาวของเธอกำลังกินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้ากร้วมๆในมืออย่างเอร็ดอร่อย ติพึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับใช้มือเช็ดรอยเลอะของช็อคโกแลตสีชมพูแท่งนั้นออกจากปาก 

“ก็ช็อคโกแลตบาร์ไง ฉันอ่านข้อมูลโภชนาการข้างๆห่อมาแล้วมันให้แคลอรี่ต่ำอยู่ถ้าเทียบกับช็อคโกแลตยี่ห้ออื่นๆถุงได้กล้ากินไม่กลัวน้ำหนักจะขึ้นนะเนี่ย -.,-” 

“จริงด้วย พรีเซนเตอร์บนซองก็หน้าตาดีอยู่นะเนี่ย เหมือนจะเป็นวงไอดอลชื่อบังทันกับบีวันเอโฟร์อะไรนี่แหละ ><” แป้งร่ำคลี่รูปซองกล่องช็อคโกแลตบาร์ออกมาดูอย่างชื่นชม 

“ไม่ใช่! ฉันหมายความว่าเธอไปกินของส่งเดชแบบนั้นได้ยังไง ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเราเกิดมันมีพิษขึ้นมาล่ะก็...” ติซวงรีบปัดช็อคโกแลตออกจากมือน้องสาวพลางชำเลืองหันมามองดูแป้งร่ำที่เคี้ยวช็อคโกแลตตุ้ยๆค้างไว้ในปากอีกคน 

อะ..อ้าว ฉันนึกว่าเธอเตรียมมันมาจากบ้านซะอีก นี่เธอเอาอะไรให้ฉันกินเนี่ยตัวเล็ก! +_+” แป้งร่ำโวยวายอ้าปากพะงาบๆแทบจะกลืนช็อคโกแลตี่เคี้ยวอยู่ไม่ลง เอลฟ์ติพึงตัวน้อยทำหน้าจ๋อยเมื่อโดนทั้งติซวงและแป้งร่ำดุ 

“พอดีว่าหนูเก็บมันได้เพราะเห็นมันหล่นอยู่แถวๆนี้ กลัวว่าพี่แป้งจะเดินทางมาหิวๆเลยแบ่งให้กิน... (._.;)”  

“เดี๋ยวก่อน...อย่าบอกนะเธอเก็บเจ้านี่มาจากในพงหญ้าดอกกุหลาบข้างๆ” อาวูชี้ไปที่กอดอกกุหลาบที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆด้วยสีหน้าตกใจ เอลฟ์ติพึงพยักหน้า 

“ก็...ใช่ค่ะ หนูคิดว่ามันไม่น่าจะมีพิษอะไรเพราะมันก็บรรจุอยู่ในห่อดีทุกอย่างนี่นา T^T” 

“มันไม่ได้มีพิษอะไรมากมายหรอก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี” อาวูรีบฉวยกล่องช็อคโกแลตนั่นมาดูอย่างละเอียดอีกทีแล้วก็ต้องพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจอีกรอบ “นี่เป็นช็อคโกแลตที่ฉันซื้อมาเองจากร้านชวนเชื่อแถวๆนี้” 

“อ้าว ในเมื่อมันเป็นของนายแล้วมันจะเป็นของมีพิษได้ไงเล่า!!” แป้งร่ำทำหน้ามุ่ย แต่แล้วก็ต้องอ้าปากค้างอีกครั้งเมื่อเหมือนจะปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่างได้พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา “นะ...นายอย่าบอกนะว่านี่คือของวิเศษที่นายบอกว่าหลงผิดซื้อมาน่ะ TwT;;” 

“ฉันก็ไม่อยากจะบอกเธออย่างนั้น แต่ความจริงแล้วก็คือ...ใช่” อาวูบอกประโยคสุดท้ายด้วยความรู้สึกผิด เล่นเอาแป้งร่ำและติพึงแทบอยากจะล้วงคอเอาช็อคโกแลตที่ว่านั่นออกมาลำไส้ให้รู้แล้วรู้รอด แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าตอนนี้มันย่อยไปอยู่ในกระเพาะอาหารของพวกเธอแล้วก็ตาม 

“พี่อาวูควรจะทิ้งให้มันไกลหูไกลตากว่านี้นะคะ เกิดใครเผลอมากินไม่รู้เรื่องเข้ามันจะกลายเป็นเรื่องยุ่ง” ติซวงมองเอลฟ์คนน้องและแป้งร่ำด้วยสายตากังวลเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้หากช็อคโกแลตที่ว่านี้มันมีพิษอย่างที่อาวูว่าจริง 

“พิษที่พี่ชายว่ามันร้ายแรงขนาดไหนคะ หนูจะมาตายแบบนี้ในหมู่บ้านนี้ไม่ได้!! หนูยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่อยากทำ เปิดร้านตัดเสื้อผ้าก็ยังไม่ทันได้เปิดตามความฝันเลยด้วยซ้ำ T[]T” ติพึงแทบจะนั่งร้องไห้ แป้งร่ำเองก็กุมขมับกลุ้มใจทำหน้าเศร้าไม่แตกต่างกัน 

“ฉันยังไม่เคยเห็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว แถมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมีความฝันอยากทำอะไร” พี่คนโตสุดในสามคนออกความเห็นบ้าง อาวูส่ายหน้าเป็นเชิงปลอบใจ 

“มันไม่ใช่พิษร้ายที่ทำให้ตายหรือเจ็บปวดแบบนั้นหรอก ช็อคโกแลตนี่พอกินไปแล้วคนขายบอกว่ามันจะออกฤทธิ์ภายในห้านาที ฤทธิ์ของมันถ้าให้เปรียบเทียบก็คงคล้ายๆยาเสน่ห์....” อาวูพูดพลางกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก เล่นทำเอาคนที่กินเข้าไปถึงกับทำหน้าสยดสยอง 

“อย่าบอกนะว่าติพึงกับพี่แป้งจะต้องไปตกหลุมรักกับ...” เอลฟ์ติซวงชี้มาที่อาวูด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ ถ้ามันเป็นยาเสน่ห์อย่างที่พี่ชายแปลกหน้าคนนี้บอกจริงก็เป็นไปได้ว่าสองคนนี้อาจจะ.....=[]=^ 

“กรี๊ดวงบังทันนนนนน >[]< วงอะไรไม่รู้ล้อออ~หล่อ วี~ จองกุก นัมจุน ชูก้า โฮซอก จีมิน ซอกจิน~~ พี่แป้งห้ามมาแย่งหนูกรี๊ดเขานะ! โอป้าาาา ไอเลิฟยูโซมัชชช” พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงกรี๊ดกร๊าดของติพึงก็ดังหวีดแหลมขึ้นมาทันที เมื่อติซวงหันกลับไปข้างหลังเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบกับน้องสาวเธอที่กำลังชูซองช็อคโกแลตที่มีรูปพรีเซนเตอร์เป็นนักร้องวงบังทันอะไรนั่นเพื่อหลบแป้งร่ำไม่ให้คว้าได้อย่างหวงแหน ส่วนหญิงสาวที่ใส่แว่นก็ไม่ยอมแพ้ กลับฉวยหยิบเอากล่องช็อคโกแลตที่เป็นรูปอีกวงหนึ่งขึ้นมากรี๊ดกร๊าดแทน 

“เรื่องอะไรฉันจะต้องมาแย่งเธอกรี๊ดด้วยฮะตัวเล็ก ในเมื่อฉันมีวงบีวันเอโฟร์อยู่แล้วในหัวใจดวงน้อยๆ -.,- กงชานโอป้าจ๋าซารางแฮโยยยยย~” ภาพพี่สาวแว่นที่กอดกล่องช็อคโกแลตเสียแน่นและน้องสาวที่คลั่งไคล้ซองใส่ช็อคโกแลตทำให้เอลฟ์ติซวงถึงกับอยากจะทิ้งตัวลงพื้นเป็นลมเสียตั้งแต่ตอนนี้ หากแต่เธอยังนึกขึ้นได้ว่ายังวันคริสต์มาสในปีนี้ต้องพึ่งพาเธอไม่งั้นทุกอย่างคงต้องแย่ไปกว่านี้แน่ๆ... 

“ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะคะพี่อาวู แล้วแบบนี้ติพึงกับพี่แป้งจะหายมั้ย” 

“คนขายบอกว่าช็อคโกแลตลุ่มหลงนี่จะออกฤทธิ์ไปสามวันเต็มๆหากไม่มียาถอนพิษ มันจะทำให้คนที่กินเข้าไปตกหลุมรักใครก็ได้ที่เห็นหน้าเป็นคนแรกในวินาทีแรกที่ยาออกฤทธิ์ ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่พี่กับน้องเธอเห็นซองขนมกับกล่องนั่นเป็นอย่างแรก ไม่งั้นล่ะก็ยุ่งแน่ๆ....” อาวูอธิบายอย่างจนใจเมื่อเห็นสภาพของสองสาวที่ลงไปนอนกอดกล่องและซองช็อคโกแลตกับพื้นพลางทำหน้าตาฝันหวาน ติซวงเกาหัวอย่างร้อนใจ 

“นี่คือนับว่าโชคดีแล้วเหรอคะ สภาพพี่แป้งกับน้องหนูนี่ดูไม่จืดเลย!” 

“ก็ยังดีกว่าให้น้องกับพี่สาวเธอเห็นฉันหรือมนุษย์ที่มีตัวตนจริงๆเป็นคนแรกตอนที่ช็อคโกแลตออกฤทธิ์แล้วกัน” อาวูหันมายิ้มเจื่อนให้กับเอลฟ์ติซวงที่ทำหน้าตาขึงขังกอดอกอยู่ข้างๆ “ทางเดียวที่จะถอนพิษได้เธอต้องใช้กลีบของดอกกุหลาบสีส้ม” 

“ดอกกุกลาบ?” ติซวงทวนชื่อนั้นอย่างไม่เข้าใจ 

“ใช่ ดอกกุหลาบแบบที่ฉันซื้อไปให้ผู้หญิงคนที่ฉันรักแบบนี้ไง มันเป็นดอกไม้ประจำหมู่บ้านเรา เพียงแต่ถ้าใช้เป็นยาถอนพิษต้องใช้เป็นสีส้มเท่านั้น” อาวูพูดอธิบายพลางชูช่อดอกไม้ประหลาดนั้นให้เอลฟ์น้อยติซวงได้ดูเป็นตัวอย่าง มันคือดอกไม้มีหนามชนิดเดียวกับที่เธอ ติพึงและแป้งร่ำกำลังออกตามหานั่นเอง! 

“ละ...แล้วหนูควรจะไปหาดอกกุหลาบสีส้มที่พี่อาวูว่านี่มาถอนพิษจากไหน ขืนติพึงกับพี่แป้งยังไม่หายก่อนคืนนี้พวกเราต้องแย่แน่ๆ” ติซวงรีบถามพร้อมกับมองไปที่สองสาวด้วยความเวทนา ทั้งคู่เหมือนตกอยู่ในเวทมนต์ภวังค์แห่งความรักที่บรรยากาศรอบข้างกลายเป็นสีชมพูไปซะแล้ว 

“ใครจะแย่แต่ฉันไม่แย่ เพราะฉันมีความรักอยู่ในหัวใจฉันจึงไม่โลนลี่ๆๆๆบอยยย~ จริงมั้ยจ๊ะกงชาน” แป้งร่ำหันไปพูดร้องเพลงกับรูปพรีเซนเตอร์ในกล่องช็อคโกแลตเสียงหวาน มีเสียงติพึงร้องเพลงของวงบังทันเสริมขึ้นมาทันที 

“พี่แป้งพูดถูก ยูแคนสต๊อปมีเลิฟวิ่งม๊ายเซลลลลฟ์อะๆอู๊โวววว~ >[]<” 

“-_-;; มองจากสภาพแล้วพี่เห็นหรือยังคะว่าสองคนนี้อาการสาหัสแค่ไหน เรารอให้พิษหายไปเองภายในสามวันโดยที่ไม่จัดการอะไรเลยไม่ได้” ติซวงหันมาสมทบกับอาวูอย่างจริงจัง “พวกเราจะสามารถหาดอกกุหลาบสีส้มได้จากที่ไหนได้บ้าง หนูเห็นที่ขึ้นเองตามหมู่บ้านมีแต่สีแดงทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอ” 

“ดอกกุหลาบสีแดงเป็นดอกกุหลาบชนิดธรรมดาที่หาได้ง่ายที่สุดของหมู่บ้านวาเลนไทน์ ส่วนดอกกุหลาบสีอื่นทุกคนในหมู่บ้านเราจะต้องปลูกเอง สิ่งที่เธอต้องทำก็คือไปซื้อที่ร้านขายดอกไม้เกือบสุดเขตแดนของเมือง บอกเจ้าของร้านคนสวยว่าเธอต้องการดอกกุหลาบสีส้มเอามาถอนพิษช็อคโกแลตลุ่มหลง” อาวูล้วงหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าย่ามให้ติซวง  

“นี่โบชัวร์และแผนที่ของร้าน ฉันช่วยน้องสาวกับพี่สาวเธอได้เท่านี้ ขอโทษด้วยนะแต่ฉันต้องรีบไปแล้ว” 

“ร้านไอริสเลิฟเวอร์อย่างงั้นเหรอ?” ติซวงอ่านตามตัวหนังสือในใบปลิวอย่างละเอียด “แล้วแผนที่นี่จะพาพวกหนูไปที่....” 

ทุกสิ่งกลับกลายเป็นเงียบสงัดไม่เหลือแม้แต่ความวุ่นวายรอบตัว เมื่อหันกลับไปหวังจะถามคนข้างๆเสียหน่อย เอลฟ์ติซวงก็พบว่าอาวูได้หายไปจากตรงนั้นอย่างไร้ร่องรอยอย่างรวดเร็วเสียแล้ว ราวกับว่าพี่ชายผู้นั้นไม่เคยปรากฏกาย ณ สถานที่แห่งนี้มาก่อน ทิ้งไว้แต่เพียงกล่องช็อคโกแลตสีชมพูและซองช็อคโกแลตมหาภัยที่แป้งร่ำและติพึงกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างหลงใหล เอลฟ์คนพี่ที่เห็นภาพนั้นได้แต่ถอนหายใจอย่างท้อแท้สิ้นหวังง 

“หายไปไหนของเขาแล้ว? แล้วนี่ฉันจะไปตามแผนที่นี่ถูกได้ยังไงกันเนี่ยปัดโธ่เอ๊ย T^T” 

“ใครไปตามใครนะ? จองกุกกำลังตามหาฉันอยู่หรือเปล่า O_o” ติพึงหูผึ่งขึ้นมาทันทีหลังจากห่างหายจากบทสนทนาไปเสียนานตั้งแต่โดนพิษจากช็อคโกแลตลุ่มหลงที่กินเข้าไป แป้งร่ำหันมามองตาขวาง 

“จองกุกที่ไหนจะมาตามหาเธอ มีแต่พี่จินยองกับบาโรเท่านั้นแหละที่กำลังตามหาฉัน >///<” 

“เฮ้อ...พวกเธอเนี่ยน้าาา บอกยืนยันว่าจะไม่มีวันเป็นทาสความรักแน่ๆแต่ดันมาโดนยาเสน่ห์แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกันเล่า!” เอลฟ์ติซวงมองทั้งคู่ที่กำลังตกอยู่ในวังวนแห่งความรักด้วยความเวทนา สมองเธอกำลังขบคิดแผนการอย่างหนักเพื่อที่จะกอบกู้ทั้งวันคริสต์มาสและตัวพี่น้องทั้งสองคนของเธอในตอนนี้  

ยิ่งพอติพึงและแป้งร่ำมาเป็นอย่างนี้ทั้งสองคนแผนการเดิมที่จะตามหาลูกแก้วหิมะแห่งความฝันของพวกเธอก็ยากพออยู่แล้ว แล้วตอนนี้ก็ดันต้องมาพ่วงความยากด้วยการตามหาดอกกุหลาบสีส้มจากร้านไอริสเลิฟเวอร์ที่ไม่ได้หากันง่ายๆอีก โชคชะตาทำไมต้องมาเล่นตลกกับพวกเธอในตอนนี้ด้วยนะ Y_Y สองคนนี้คงไม่ยอมเดินทางไปตามหากุหลาบเพื่อถอนพิษกับเธอง่ายๆแน่เพราะจิตใจคงจะจดจ่อกับนักร้องวงบังทันกับบีวันเอโฟร์อะไรนั่นลูกเดียว! เฮ้อ ยิ่งคิดยิ่งปวดสมองชะมัด 

เดี๋ยวนะ...ใจจดจ่อกับแค่บังทันและบีวันเอโฟร์งั้นเหรอ....ใช่แล้วล่ะ!! 

“ไม่มีใครตามหาพวกเธอทั้งจองกุกทั้งจินยองอะไรทั้งนั้นแหละ แต่ฉันจะเป็นคนพาพวกเธอไปหาบังทันกับบีวันเอโฟร์เอง -.,-” ติซวงพูดประกาศกร้าวเสียงดังพลางยืนกอดอกยิ้มกริ่มอย่างเป็นต่อ ต่อหน้าทั้งสองสาวอย่างเจ้าแผนการ ซึ่งมันก็ได้ผลรวดเร็วเกินคาดเพราะเมื่อได้ยินดังนั้นเอลฟ์ติพึงและแป้งร่ำต่างก็พากันปล่อยซองและกล่องช็อคโกแลตร่วงลงจากมือทันทีแล้วรีบวิ่งเข้ามาเกาะแขนเกาะขาเธอหนึบเป็นปลิง 

“เธอจะพาฉันไปหาบังทันจริงๆเหรอติซวง” 

“บีวันเอโฟร์ของฉันอยู่ที่ไหน O_O ฉันจะไปหาพวกเขา!!” 

“ใจเย็นๆกันก่อน ทั้งพี่แป้งทั้งติพึงเลย...” เอลฟ์ติซวงยิ้มอย่างใจเย็นพลางใช้มือแกะนิ้วมือของเอลฟ์คนน้องและพี่สาวแปลกหน้าออกไปจากร่างกาย ให้ตายสิ พลังของช็อคโกแลตลุ่มหลงอะไรนี่ร้ายแรงมากกว่าที่คิดอีกแฮะ “ฉันพาพวกเธอไปเจอบังทันกับบีวันเอโฟร์แน่ๆ เมื่อกี้พี่อาวูบอกว่าสองวงนี้จะไปจัดคอนเสิร์ตกันที่ร้านดอกไม้ไอริสเลิฟเวอร์ 

“จัดคอนเสิร์ตที่ร้านดอกไม้งั้นเหรอ” ติพึงทำตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น ส่วนแป้งร่ำก็รีบรบเร้าอ้อนวอนเธอทันที 

“งั้นก็พาเราไปที่ร้านดอกไม้นั่นสิ เดี๋ยวนี้เลยนะ รีบไปกันเร็วๆๆๆ!!” 

“พวกเธอจะยอมไปร้านดอกไม้นั่นกับฉันจริงๆเหรอ” ติซวงแทบจะเอามือแคะหูอย่างไม่อยากจะเชื่อ อะไรทั้งคู่จะตกหลุมพรางเธอง่ายขนาดนั้น...เท่าที่รู้จักเป็นพี่น้องกันมาติพึงน้องสาวของเธอไม่ใช่คนโง่ที่จะหลงเชื่อคนง่ายโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ ออกจะเจ้าเล่ห์ช่างวางแผนยิ่งกว่าเธอด้วยซ้ำ ยิ่งแป้งร่ำก็ไม่ใช่คนซื่อๆที่จะเห็นดีเห็นงามไปกับคำพูดของคนโดยไม่ได้ไตร่ตรองหรืออ่านความคิดคนคนนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน ถ้าให้เธอเดาตอนนี้พี่แป้งของเธอคงไม่มีสติจนไม่สามารถใช้พลังอ่านความคิดของใครได้แล้วด้วยซ้ำ 

ความรักมันช่างน่ากลัวและทำให้คนตาบอดอย่างที่พี่แป้งร่ำว่าจริงๆ...ตอนนี้เธอเชื่อในคำพูดนั้นสนิทใจเลยล่ะ 

“ก็ถ้ามีบีวันเอโฟร์ที่ไหนฉันก็จะรีบไปที่นั่นในทันใด” แป้งร่ำผายมือฮัมเป็นทำนองราวกับกำลังเล่นมิวสิคคัลอยู่ 

“ฉันเองก็ไม่เคยลังเลที่จะไปทุกที่ ขอแค่มีบังทันอยู่เคียงข้างกันนน~~” 

“เอาล่ะๆ ฉันรู้แล้วว่าพวกเธออยากไปที่ร้านดอกไม้นี่กันมาก -_-;;” ติซวงยกมือห้ามพลางส่ายหัวปลงๆกับความบ้าดาราศิลปินเกาหลีของทั้งคู่ “เรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า เดี๋ยวถ้าคอนเสิร์ตเล่นก่อนพวกเธอก็อดเจอบังทันกับบีวันเอโฟร์นะ” 

“จริงด้วย! O_O ร้านนั่นอยู่ที่ไหนขอฉันดูแผนที่หน่อยซิ” เมื่อได้ยินคำขู่เอลฟ์ติพึงก็รีบแย่งแผนที่ในมือพี่สาวมากางดูด้วยความกระตือรือร้น ติซวงยกมุมปากยิ้มอย่างเหนือชั้นที่สามารถคุมเกมนี้ได้ง่ายกว่าที่คิด ความกระตือรือร้นที่จะเจอนักร้องเกาหลีของทั้งสองจะทำให้เธอไปถึงที่โน่นเพื่อเจอดอกกุหลาบสีส้มเพื่อถอนพิษเร็วขึ้นกว่าเดิม 

“มันอยู่ตรงเกือบสุดเขตแดนของหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการเดินทางหลายชั่วโมงอยู่” ติซวงพูดยั่วเพื่อให้ติพึงและแป้งร่ำเกิดความร้อนรนมากขึ้น ซึ่งก็ได้ผลตามที่คาด...แป้งร่ำกำกล่องช็อคโกแลตอันเท่าฝ่ามือที่มีรูปวงบีวันเอโฟร์เป็นพรีเซนเตอร์ไว้แน่นอย่างมุ่งมั่น 

“งั้นเรารีบออกเดินทางกันเลยสิมัวรออะไรอยู่” 

“ฉันชอบพวกเธอที่มีพลังกระตือรือร้นแบบนี้จังแฮะ -.,-” 

“ไปกันเร็วติซวง! ใครไปถึงคนสุดท้ายคนนั้นเป็นกวางเรนเดียร์หัวเน่า” เสียงเอลฟ์คนน้องที่ตะโกนเร่งและแป้งร่ำที่วิ่งนำไปเกือบอีกเนินเขาทำให้ติซวงแอบอมยิ้มตลกทั้งคู่อยู่เงียบๆ ก่อนจะรีบตั้งสติแล้ววิ่งสุดกำลังตามสองสาวที่นำหน้าเธอไปด้วยการใช้พลังแห่งความรักเป็นแรงขับเคลื่อน 

“รอฉันด้วยสิพวกเธอ!” 

“ไม่รอแล้วววว บีวันเอโฟร์กำลังรอฉันอยู่ไม่เห็นหรือไง” 

“บังทันจ๋าาาา~ เอลฟ์ติพึงแสนน่ารักกำลังจะไปหาแล้ววว >[]<” 

เฮ้อ...ถึงมันจะเป็นการเดินทางไปร้านดอกไม้ที่มีแต่ความรู้สึกแปลกๆ และคนประหลาดๆถึงสองคน แต่ก็ยังดีกว่าหลอกล่อสองคนนี้ไปที่ร้านดอกไม้ไม่สำเร็จล่ะนะ =_= แต่ทำใจได้เลยว่าเธอคงจะต้องได้ยินชื่อวงบังทันและบีวันเอโฟร์อะไรนี่ไปตลอดทางระหว่างที่เดินทางไปร้านดอกไม้ไอริสเลิฟเวอร์แน่ๆ 

การเดินทางไปที่ร้านดอกไม้ไอริสเลิฟเวอร์ที่อาวูแนะนำใช้เวลาเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ก่อนจะมาถึงเยอะมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอลฟ์ติพึงและแป้งร่ำที่แทบจะวิ่งใส่เกียร์ออโต้เหาะมาที่ร้านด้วยความเร็วหนึ่งพันกิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อมาตามหาคนรักของพวกเธอทั้งสอง หรือว่าเป็นเพราะอาวูคำนวณเวลาในตอนแรกผิดกันแน่ ซึ่งลองมาคิดดีๆแล้วติซวงก็เห็นว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุผลแรกเสียมากกว่า  

สรุปแล้วทั้งสามคนใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการเดินเท้า (หรือวิ่งสำหรับติพึงและแป้งร่ำ -_-) พวกเธอทั้งหมดก็มายืนตระหง่านเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้านดอกไม้ไอริสเลิฟเวอร์ที่อยู่เกือบสุดเขตแดนของหมู่บ้านวาเลนไทน์ ร้านดอกไม้ตัวบ้านเล็กจิ๋วคล้ายบ้านเห็ดในการ์ตูน มีประตูทรงโค้งเล็กๆและกระดิ่งที่เป็นระฆังสีทองใบขนาดกลางที่แขวนไว้หน้าประตูร้าน คอยส่งเสียงเตือนเจ้าของร้านที่อยู่ข้างในว่ามีใครแวะมาเยือนร้านแล้วบ้าง รอบบริเวณบ้างมีอาณาเขตพอประมาณสำหรับใช้ปลูกเป็นแปลงดอกกุหลาบสารพัดสีราวกับมีใครนำพรมสายรุ้งมาปูไว้บนดิน ทั้งสีแดงสด สีขาวบริสุทธิ์ ชมพูหวาน เหลืองสดใส มองดูสวยงามร่มรื่นเมื่อประดับไปด้วยไม้นานาพรรณ 

แต่หนึ่งในนั้นที่เอลฟ์ติซวงสนใจยิ่งกว่าสิ่งใดนั่นก็คือดอกกุหลาบสีส้ม.... 

ทำไมที่แปลงปลูกกุหลาบหน้าร้านนี้ไม่เห็นมีแบบสีอื่นๆเลยนะ แล้วเจ้าของร้านจะต้องเก็บเอาดอกกุหลาบสีส้มนี้เอาไปไว้ไหนทำไมกัน 

“ไหนล่ะบังทันของฉันฮะติซวง” เป็นเสียงของเอลฟ์คนน้องที่ปลุกเธออกจากภวังค์การขบคิดพลางชะเง้อคอมองไปยังบ้านหลังน้อยที่เป็นตัวร้านเ้วยความใคร่รู้ แป้งร่ำรีบพูดสมทบทันที 

“บีวันเอโฟร์ของฉันมาที่นี่จริงๆเหรอ ไหนล่ะพวกเขาไปแอบที่ตรงไหน!?” 

“อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่คอนเสิร์ตจะเล่นก็ได้ บางทีเขาอาจจะอยู่กับเจ้าของร้านคนสวยที่พี่อาวูบอกก็ได้นะ มาช่วยฉันหาก่อนเร็ว” เอลฟ์ติซวงพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเกินกว่าที่จะมาต่อปากต่อคำเถียงกับทั้งคู่ก่อนจะรีบตัดบทเดินไปยังหน้าประตูร้าน เธอจ้องลูกระฆังใบจิ๋วสีทองที่แขวนไว้ตรงข้างประตูอย่างครุ่นคิด เป็นไปได้ว่าเจ้าของร้านดอกไม้ที่เธอกำลังตามหาและเป็นกุญแจไขเรื่องทั้งหมดนี้จะอยู่ในร้าน เพราะงั้นเธอต้องลองสั่นระฆังจิ๋วใบนี้ดู 

กริ๋งๆๆ 

“เชิญค่ะลูกค้า” 

ทันทีที่สั่นก็มีเสียงตอบรับหวานๆของหญิงสาววัยรุ่นดังมาจากข้างในประตูบ้านเห็ดที่พวกเธอสามคนกำลังยืนงงในดงกุหลาบกันอยู่ แต่ที่น่าแปลกคือติซวงรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงที่ตอบกลับมานั้นอย่างประหลาดคล้ายกับเคยได้ยินเสียงพูดนี้ติดอยู่ในความทรงจำส่วนลึกของเธอ และเธอกลับมีความรู้สึกมั่นใจมากว่าเสียงที่ตอบเธอนั้นต้องเป็นเจ้าของร้านคนสวยที่พี่อาวูพูดถึงแน่ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่รีรอที่จะผลักบานประตูไม้โอ๊คสีน้ำตาลแก่เข้าไปข้างในพร้อมกับดึงมือแป้งร่ำและติพึงให้เข้ามาดูพร้อมกันทันที 

“ร้านดอกไม้ไอริสเลิฟเวอร์ยินดีต้อนรับค่ะ จะรับดอกกุหลาบหรือดอกไม้ชนิดอื่นเป็นของขวัญให้ให้คนที่คุณรักดีคะ” 

“....!!!” 

ครั้งนี้กลับกลายเป็นเอลฟ์น้อยทั้งสองที่พูดไม่ออกหลังจากที่เห็นภาพตรงหน้า ภาพหญิงสาวผมยาวตัวเล็กคุ้นตาที่สวมผ้ากันเปื้อนยืนหันหลังจัดดอกไม้ใส่แจกัน มีแสงแดดในยามเที่ยงของวันคริสต์มาสส่องลอดหน้าต่างทรงกลมมายังร่างที่กำลังง่วนกับการหาดอกไม้หอมๆสารพัดสีมาประดับตกแต่งในภาชนะ ดูเป็นภาพที่งดงามและดูอ่อนหวานสมคำร่ำลือของพี่อาวูที่บอกว่าเจ้าของร้านนี้เป็นคนสวย...แต่ถ้าจะพูดให้ถูกทั้งหมดล่ะก็...เจ้าของร้านดอกไม้นี้ไม่ใช่คน แต่เป็นเอลฟ์เหมือนกับพวกเธอต่างหาก 

“พี่เอลฟ์ติวาน! O_O” 

“ตะ..ติซวง...ติพึง!!” ใช่แล้ว...พี่สาวเอลฟ์คนสวยที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเธอในตอนนี้ที่แท้คือพี่สาวแท้ๆของพวกเธอที่มาทำงานด้านจัดดอกไม้นี่เอง พอหันกลับมาได้เห็นหน้าพวกเธอเต็มสองตาแล้วพี่เอลฟ์ติวานก็แทบจะปล่อยแจกันที่ถืออยู่ลงพื้นด้วยความตกใจ “พวกเธอมาทำอะไรกันที่นี่น่ะ!? แล้วมาที่นี่ได้ยังไง ออกจากหมู่บ้านมามันอันตรายแค่ไหนรู้มั้ย พวกเธอได้บอกหรือขออนุญาตใครหรือยังฮึ!?” 

“ฉันสิที่ต้องถามพี่ว่าพี่มาทำอะไรที่นี่ ฉันคิดว่าพี่ทำงานจัดช่อดอกโฮลี่อยู่ในหมู่บ้านสโนว์แลนด์ของพวกเราเสียอีก =_=*" ติซวงเท้าสะเอวถามพี่สาวอย่างเอาเรื่อง เอลฟ์ติวานยกมือขึ้นเอาผมทัดหูแก้เขินก่อนจะพูดอธิบายให้น้องๆเข้าใจ 

“ฉันแค่มารับจ๊อบพิเศษนอกสถานที่น่ะ รับจัดแค่ช่อมิสเซิลโทกับดอกโฮลี่ในวันคริสต์มาสทุกปีมันก็น่าเบื่อใช่มั้ยล่ะ แถมการได้มาทำงานในหมู่บ้านนี้ทุกคนก็จำเป็นต้องใช้ดอกไม้เพื่อสารภาพรักกันทุกวันด้วย เพราะงั้นฉันก็เลย...” 

“ออกจากหมู่บ้านคริสต์มาสมาแบบไม่บอกไม่กล่าว -_-*” 

“เธอก็อย่าพูดปรักปรำฉันนาดนั้นสิ ฉันก็ไม่ได้กะจะอยู่ที่นี่ถาวรซักหน่อย” เอลฟ์ติวานแย้งพลางหลบตาลงพื้นอย่างรู้สึกผิด ติซวงหัวเราะแห้งๆพร้อมกับกลอกตามองไปรอบๆร้าน 

“ไม่ได้กะจะมาอยู่ถาวรอะไรกัน ฉันเห็นข้างนอกนั้นพี่ทำแปลงปลูกดอกกุหลาบแถมมีร้านดอกไม้เป็นของตัวเองแล้วด้วย!” 

“พวกเธอสบายกันดีนะ...” เอลฟ์พี่สาวคนรองพูดเสียงจ๋อยเพื่อขัดจังหวะอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นของน้องสาวให้เย็นลง ติซวงเหล่ตามองมายังติพึงและแป้งร่ำก่อนจะหัวเราะออกจมูกดังหึ 

“ฉันสบายดี แต่น้องสาวคนสุดท้องพี่กับพี่สาวร่วมทางคนใหม่ดูท่าทางจะไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่” 

“พวกเขาเป็นอะไร ทำไมฉันรู้สึกว่า...” 

“พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้านประหลาดน่ากลัวนี่แล้วดันไปกินช็อคโกแลตลุ่มหลงเข้าให้น่ะสิ ตอนนี้กลายเป็นว่าฉันต้องอยู่กับคนที่บ้านักร้องเกาหลีถึงสองคนกว่าจะเอาตัวมาที่นี่ได้เนี่ย -*-” เอลฟ์ติซวงเฉลยพลางกระตุกมือติพึงให้รู้สึกตัวหลังจากที่เอาแต่มองหาวงบังทันที่อาจจะแอบอยู่ในซอกร้านที่ไหนซักที่อย่างใจจดจ่อ 

“ไหนล่ะวงบังทัน พี่เอลฟ์ติวานเอาวงบังทันของฉันไปซ่อนไว้ที่ไหน T[]T” 

“โอเค...ฉันพอเข้าใจล่ะ -_-^” ติวานเอามือดันหัวเอลฟ์คนสุดท้องให้หยุดดิ้นคร่ำครวญพลางพูดด้วยสีหน้าปลงตกไม่ต่างจากติซวง “เพราะงั้นเหตุผลที่เธอมาที่นี่ก็คือกลีบกุหลาบสีส้มสำหรับถอนพิษงั้นสิ?” 

“ก็ใช่...แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดหรอก” ติซวงกำลังจะพูดอธิบายแต่ก็โดนแป้งร่ำแทรกขึ้นมากลางวงสนทนาเสียก่อน 

“ฉันไม่ได้ต้องการดอกกุหลาบสีส้ม!! ฉันต้องการวงบีวันเอโฟร์พวกเธอเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดมั้ย เอาวงบีวันเอโฟร์มาให้ฉันเดี๋ยวนี้ TOT” 

“พี่แป้งใจเย็นก่อน เรากำลังคุยเรื่องดอกกุหลาบสีส้มที่จะซื้อให้บีวันเอโฟร์และบังทันก่อนเริ่มคอนเสิร์ตอยู่นี่ไงคะ” ติซวงเข้ามาห้ามอีกคนไว้ไม่ให้แหกปากโวยวายอย่างใจเย็น เมื่อได้ยินดังนั้นจิตวิญญาณแห่งสายน้ำจึงยอมเงียบลงและสงบสติอารมณ์ของตัวเองลงได้แต่โดยดี 

“พี่พูดถูก เราต้องการดอกกุหลาบสีส้มสำหรับถอนพิษช็อคโกแลตลุ่มหลงสำหรับสองคนนี้ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือเราดันไปทำลูกแก้วหิมะแห่งความฝันของพี่เอลฟ์เจมส์หาย” เอลฟ์ติซวงนั่งลงกับเก้าอี้แล้วเริ่มคุยกับพี่สาวอย่างเป็นทางการ ติวานเริ่มมีสีหน้าเครียดขมวดคิ้วตาม 

“ลูกแก้วที่ใช้อ่านความฝันของเด็กดีในวันคริสต์มาสน่ะเหรอ มันหายไปได้ไงก็ซานต้ารานีมอบหมายให้พี่เอลฟ์เจมส์เป็นคนดูแลมันนี่” 

“อ่าฮะ เรื่องมันจะไม่เกิดขึ้นถ้าพี่ชายเราไม่ขี้เกียจเอาลูกแก้วนั้นไปดูแลด้วยตอนที่เลี้ยงรูดอฟแล้วโบ้ยให้หน้าที่นั่นเป็นของฉันกับติพึงแทน =_=” 

“เป็นอย่างนี้นี่เอง ทำไมถึงไม่รู้จักโตกับเขาบ้างซักทีนะ...” เอลฟ์ติวานส่ายหัวอย่างระอากับนิสัยเอลฟ์พี่ชายที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น “แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าถ้าพวกเธอเป็นคนดูแลจริงๆลูกแก้วแห่งความฝันจะหายไปได้ยังไง” 

“มีแมลงปอยักษ์ขโมยมันไป! -*-” เอลฟ์ติพึงที่ไม่ได้พูดถึงประเด็นมีสาระนานพูดอย่างใส่อารมณ์ “นางฟ้าเด็กอะไรไม่รู้บินไวชะมัด ฉันเลยต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่พลัดพรากจากวงบังทันเลยเนี่ยเห็นมั้ย T^T” 

“ตกลงมันเป็นแมลงปอยักษ์หรือนางฟ้าเด็กกันแน่ ยิ่งพูดฉันยิ่งงง” ติวานเอามือเกาหัวแล้วหันมาถามเอาความกับติซวงแทน เพราะดูท่าน่าจะอธิบายเรื่องทั้งหมดได้อย่างรู้เรื่องมากกว่า 

“เป็นนางฟ้าเด็กตัวเล็กๆ แก้มสีชมพูที่มีปีกใสๆบินได้เหมือนแมลงปอยักษ์น่ะ” ติซวงถอนหายใจ ในขณะที่ติวานเมื่อฟังคำพูดของติซวงที่พูดอธิบายแล้วกลับนิ่งครุ่นคิด “จริงๆแล้วฉันอยากได้ลูกแก้วหิมะนั่นเพื่อมาอธิษฐานให้เห็นถึงความฝันของตัวเอง แต่ตอนนี้แค่ได้ลูกแก้วนั่นคืนมาเพื่อให้วันคริสต์มาสในปีนี้ไม่ล่มลงไปฉันก็พอใจแล้ว...” 

“ฉันว่าฉันรู้จักนางฟ้านั่นที่พวกเธอพูดถึงนะ...” เอลฟ์ติวานช้อนสายตาขึ้นมองน้องสาวอย่างจริงจังพลางมองไปที่คนสองคนที่โดนยาเสน่ห์อย่างใคร่ครวญ “แต่ก่อนอื่นเลยเธอควรถอนพิษให้สองสาวนี่ก่อน ฉันจะไปเตรียมกุหลาบสีส้มที่เพาะอยู่หลังร้านมาให้” 

“ใครถอนพิษใคร ฉันไม่ใช่คนป่วยนะ!” แป้งร่ำมองหน้าเอลฟ์ติวานและติซวงสลับกันอย่างไม่ไว้ใจ ทำให้เอลฟ์ติซวงต้องรีบแก้ลำระหว่างที่พี่สาวเดินไปเอากลีบกุหลาบสีส้มมาให้ก่อนที่แผนการจะเสีย 

“คือพี่สาวหนูที่เป็นเจ้าของร้านนี้เขาบอกว่าวงบีวันเอโฟร์กับวงบังทันเขาชอบดอกกุหลาบสีส้มกันมากๆ ก็เลยเตรียมเมนูกลีบดอกกุหลาบสีส้มไว้ให้แฟนๆที่รักเขาได้กินเป็นของว่างระหว่างที่รอเขาจัดคอนเสิร์ตน่ะค่ะ ^^” 

“ว้าว~ บังทันของฉันนี่เป็นคนมีน้ำใจกันจังเลยนะ มีการเตรียมของว่างไว้รอรับแฟนคลับด้วย ><” เอลฟ์ติพึงทำท่าตาลอยเพ้อฝันพลางยิ้มอย่างดีใจ เอลฟ์ติวานที่เพิ่งเตรียมของเสร็จจากหลังร้านวางขวดโหลแก้วใบกระทัดรัดลงบนโต๊ะที่ทั้งหมดนั่งคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ภายในโหลบรรจุกลีบดอกไม้สีส้มสดใสซึ่งติซวงเดาว่าน่าจะเป็นกลีบกุหลาบสีส้มที่ใช้ถอนพิษดูน่ากินมากกว่าจะใช้เป็นยา มืออีกข้างของเธอวางแก้วช็อคโกแลตร้อนควันสีขาวผุยๆลงตรงหน้าติพึงและแป้งร่ำอย่างเป็นมิตร 

“พวกเธอคงจะเดินทางมาเหนื่อยๆ กินนี่รองท้องก่อนสิ  ^^” 

“นี่มัน...อะไรน่ะ หน้าตาดูเหมือนขนมเลย” แป้งร่ำเปิดแง้มฝาขวดโหลแก้วที่ทำจากจุกไม้พลางใช้จมูกสูดกลิ่นข้างในนั้นฟุดฟิด เอลฟ์ติวานยังคงยิ้มอย่างใจเย็น 

“กลีบกุหลาบสีส้มที่คนที่พวกเธอชอบเตรียมไว้ให้ไง มันถูกจัดอันดับให้เป็นเมนูของหวานขึ้นชื่อของหมู่บ้านวาเลนไทน์เลยนะ ใช้โรยกินกับช็อคโกแลตร้อนอุ่นๆจะอร่อยมากเลย แบบนี้..ถ้าพี่ลองกินครั้งหนึ่งแล้วจะติดใจ” ไม่พูดเปล่าแต่เอลฟ์คนพี่ยังลงทุนสาธิตนำกลีบกุหลาบที่ว่านั้นโรยลงไปในถ้วยช็อคโกแลตร้อนของทั้งคู่เป็นตัวอย่างอีกด้วย ติพึงกับแป้งร่ำต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นตาตื่นใจ 

“พี่หมายความว่าวงบังทันตั้งใจเตรียมสิ่งนี้ไว้ให้ฉันและอยากจะให้ฉันลองชิมใช่หรือเปล่า” 

“แน่นอนสิ ^_^” 

“วงบีวันเอโฟร์ก็ด้วยเหรอ?” 

“พวกเขาตั้งใจเลือกเมนูนี้ให้เธอมากๆเลยนะ” เอลฟ์ติวานพูดพร้อมกับนำนิ้วสองนิ้วไขว้ไว้ด้านหลังตัวเอง เธอไม่ชอบตัวเองเวลาต้องมาโกหกใครบ่อยๆแบบนี้เลย แต่เพื่อรักษาติพึงให้หายเธอคงต้องยอมฝืนใจตัวเองเพื่อทำตามหน้าที่พี่สาวที่ดีที่ควรพึงกระทำอย่างไม่มีทางเลือก 

“ว้าว! ถ้างั้นมันต้องเป็นของที่อร่อยมากแน่ๆเลย ฉันกินก่อนล่ะ!!” แป้งร่ำว่าพลางยกกระดกแก้วช็อคโกแลตร้อนตรงหน้าที่ผสมดอกกุหลาบสีส้มดื่มเป็นคนแรก เอลฟ์ติพึงเห็นดังนั้นจึงไม่อยากน้อยหน้ารีบดื่มชิมลิ้มรสเมนูที่ว่านั้นทันทีจนโกโก้ในถ้วยไม่เหลือซักหยดทั้งสองแก้ว เสียงวางแก้วลงบนโต๊ะดังเคร้งหลังจาทกี่ช็อคโกแลตร้อนถูกดื่มจนหมดถ้วยตามด้วยสีหน้าเหมือนคนกำลังมึนงงสับสนของทั้งคู่ ติพึงกะพริบตาปริบๆเหมือนคนเพิ่งได้สติพลางหันไปมองแป้งร่ำที่กำลังสะบัดหน้าตัวเองไล่ความมึนงงลำดับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เช่นกัน 

“นี่....เรามาถึงร้านดอกไม้นี่กันตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ” เป็นพี่สาวสวมแว่นที่ได้สติแล้วถามด้วยน้ำเสียงงุนงงเป็นคนแรก สายตาที่เธอมองเอลฟ์ติวานที่ยืนตรงหน้านั้นมีแต่ความมึนงงและสงสัยเต็มไปหมดจนเอลฟ์ติซวงต้องหัวเราะก๊ากออกมา 

ฮ่าๆ ได้สติแล้วงั้นเหรอพี่แป้ง” 

“เหมือนฉันจะพลาดอะไรไปหลายๆอย่างเลย” แป้งร่ำเอียงคอพลางใช้มือกุมศีรษะตัวเองที่เหมือนมีอะไรมาเต้นตุ้บๆอยู่ในหัวตลอดเวลา ดวงตาที่ยังเหม่อลอยอยู่เล็กน้อยในกรอบแว่นเหล่ไปทางเอลฟ์ติพึงที่อยู่ข้างๆกัน “เธอเองก็เป็นเหมือนฉันใช่มั้ยติพึง” 

“พี่เอลฟ์ติวาน พี่...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เอลฟ์น้องเล็กสุดขยี้ตาเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งตื่นพลางมองภาพพี่สาวตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ติวานถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางใช้แขนทั้งสองข้างโอบน้องไว้ในอ้อมกอดด้วยความดีใจ 

“เธอกลับมาแล้วจริงๆด้วยติพึง” 

“เธอกับพี่แป้งไปกินช็อคโกแลตลุ่มหลงที่พี่อาวูตั้งใจจะซื้อไปให้คนรักกินเข้า ก็เลยโดนยาเสน่ห์เรียกร้องหาแต่วงบังทันกับบีวันเอโฟร์อะไรอยู่นั่นแหละ ฉันก็เลยต้องพาเธอสองคนมารักษาถอนพิษที่นี่แล้วเจอกับพี่เอลฟ์ติวานเข้า” ติซวงได้โอกาสจึงอธิบายให้สองสาวที่กำลังอยู่ในอาการงุนงงอยู่ได้เข้าใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้อย่างละเอียด 

“อ้อ ฉันเหมือนจำได้ลางๆแล้วว่าฉันดันไปกินช็อคโกแลตที่ติพึงส่งมาให้อันนั้นเข้าให้แล้วนายอาวูอะไรนั่นก็เพิ่งมาบอกตอนหลังว่ามันมีพิษ แล้วหลังจากนั้นภาพความทรงจำฉันก็ตัดไปเฉยเลย...-_-*” แป้งร่ำพูดอย่างเจ็บใจ เมื่อหายดีแล้วเธอก็กลับมาเป็นคนพูดบ่นเยอะเหมือนคนแก่อย่างเดิมไม่มีผิด 

“ขอบคุณพี่มากนะติวาน ว่าแต่ทำไมพี่มาอยู่ที่หมู่บ้านประหลาดนี่ได้ล่ะ ฉันคิดว่าพี่จะจัดช่อดอกมิสเซิลโทอยู่ที่...” 

“อย่าเพิ่งถามอะไรมากเลย เอาไว้ฉันจะอธิบายให้เธอฟังระหว่างที่เดินทาง” เอลฟ์ติวานกระชับกระเป๋าพกพาที่สะพายไว้อย่างเตรียมพร้อม ติพึงกับแป้งร่ำยังไม่เลิกทำหน้างงเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก 

“เดินทางงั้นเหรอ? พวกเรากำลังจะไปไหนกัน O_O” 

“หมู่บ้านอีสเตอร์ข้างๆนี่แหละ ฉันจะพาพวกเธอไปตามหาลูกแก้วคืน” ติวานยิ้มพลางเตรียมห่อขนมปังกับอาหารต่างๆใส่ลงในกระเป๋าเอาไว้กินระหว่างทาง เอลฟ์ติซวงย่องเข้ามากระซิบข้างหูทั้งคู่อย่างดีใจ 

“พี่เอลฟ์ติวานรู้แล้วล่ะว่านางฟ้าจิ๋วองค์นั้นอยู่ที่ไหน ><” 

“....” 

“เราจะไปเอาลูกแก้วหิมะแห่งความฝันคืนแล้วกอบกู้วันคริสต์มาสในคืนนี้กัน!”




TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #6 Santa? Ranee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 18:57

    เกรี้ยวกราดเหลือเกิ๊นนนน

    #6
    0
  2. #3 Nu vang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 17:34

    รอตอนต่อไปค่ะ

    #3
    0