THE SECRET MISSION BEFORE CHRISTMAS

ตอนที่ 2 : CHAPTER 2 : November Full moon Shine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ธ.ค. 62


Chapter 2 : November full moon shine 

 

“ตะ..ติซวง....” 

“เธอเรียกฉันรอบนี้เป็นรอบที่ยี่สิบเจ็ดแล้วนะติพึง ถ้ากลัวนักก็จับหลังฉันไว้แน่นๆ -*-” เอลฟ์ติซวงดุน้องสาวขี้กลัวด้วยเสียงเบาๆพร้อมกับจับมือเล็กๆที่เหงื่ออกจนชุ่มของเอลฟ์ติพึงเอามาวางไว้บนบ่าตัวเองให้สิ้นเรื่องสิ้นราว 

ตอนนี้เธอและติพึงกำลังเดินลัดเลาะผ่านหมู่บ้านลอยกระทงของประเทศไทยไปตามทางแม่น้ำสายเล็กๆในหมู่บ้านหลังจากที่ข้ามสะพานมาจากหมู่บ้านสโนว์แลนด์ประเทศนิวซีแลนด์ของพวกเธอได้ซักพัก แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวสยดสยองอย่างที่ติพึงเล่าซักอย่าง มีแนวโน้มคาดว่าน้องสาวของเธออาจจะขี้กลัวจนมโนไปเองว่าหมู่บ้านนี้มีผีกระสืออย่างที่เคยเข้าใจมาตลอด 

“เธอไม่รู้สึกเหรอว่าที่นี่มันเงียบๆวังเวงแปลกๆชอบกลน่ะ” เอลฟ์ติพึงเบะปากพลางซุกหน้ากับหลังพี่สาวเสียแน่น ดูท่าว่าคงจะกลัวหมู่บ้านนี้อย่างที่พูดจริงๆ 

“มันไม่มีทางเงียบหรอกเพราะเธอเล่นบ่นอะไรงึมงำใส่ฉันไม่หยุดแบบนี้ไง” 

“พระจันทร์เต็มดวงแบบนี้จะมีมนุษย์หมาป่าออกมาหรือเปล่า หระ...หรือว่าอาจจะเป็นผีกระหังก็ได้นะเธอว่ามั้ย เรากลับบ้านกันเถอะ TOT” ติพึงคร่ำครวญไม่เลิก 

“สิ่งเดียวที่จะออกมาก็คือพี่สาวที่พร้อมจะงับหัวเธอถ้าเธอไม่ยอมหยุดพูดจาไร้สาระแบบนี้ต่างหากล่ะตัวเล็ก ^^”” 

“....” 

ทุกอย่างนิ่งสงัด ไม่มีใครเคลื่อนไหวแม้แต่สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆตลอดการเดินทาง ติพึงที่นิ่งช็อคไปหลังจากที่ได้ยินเสียงผู้หญิงปริศนาที่พูดประโยคนั้น หรือแม้แต่ติซวงที่เคยก้าวเดินนำหน้าน้องสาวฉับๆเองก็ถึงกับชะงักไปเช่นกัน... 

“มะ..เมื่อกี้เธอเป็นคนพูดเหรอติซะ..ซวง ^^;;” เอลฟ์ติพึงตัวน้อยขาสั่นพั่บๆ 

“เปล่านะ ฉันไม่ได้เป็นคนพูด” ติซวงรีบส่ายหน้าปฏิเสธพลางมองซ้ายมองขวาด้วยความระแวง 

“เธอไม่ได้พูด ฉันไม่ได้พูด ละ..แล้วใครกันที่เป็นคนพูด” 

“ฉันเอง” 

“!!!!!” 

สัมผัสจากมือเย็นๆปริศนาที่สะกิดไหล่เอลฟ์ติพึงทำให้ขนแขนของเอลฟ์สองพี่น้องลุกู่ไปทั้งตัว บรรยากาศในคืนแสนเงียบสงัด แสงจันทร์สลัวๆที่ส่องทอประกายจากพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าที่หมือนกระดาษสีดำมืดสนิททำให้พอฉายให้เห็นเสี้ยวใบหน้าของหญิงสาววัยรุ่นตัดผมสั้นที่ยืนหน้านิ่งจับไหล่เอลฟ์คนน้องอยู่ข้างหลัง ผมหน้าม้าของหญิงสาวคนนั้นปิดระเปลือกตาซะแทบมิดจนเกือบไม่เห็นลูกตาข้างในว่าลักษณะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือหญิงสาวคนที่จับหัวไหล่น้องสาวเธออยู่นั้นสวมแว่นตาหนาเตอะกรอบกลมสีดำคล้ายแฮร์รี่ พอตเตอร์เวอร์ชั่นผู้หญิงแสดง แถมที่ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ใส่เสื้อคอกระเช้าลูกไม้สีเหลือง นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้ม และคล้องพวงมาลัยดอกมะลิไว้ที่ข้อมือด้านซ้ายอีกซะด้วย 

สวัสดี~ (^___^)/ 

กรี๊ดดดดดดดดด!!! ผีกระสือ!!! T[]T เอลฟ์ติพึงสะดุ้งโหยงรีบปัดมือของผู้หญิงคนนั้นออกจากไหล่ตัวเองแล้ววิ่งเผ่นแน่บหลับตาปี๋มาหลบอยู่ข้างหลังติซวงหลังจากที่แหกปากโวยวายด้วยความตกใจสุดขีด ติซวงยังคงมองหน้าผู้หญิงคนนั้นค้างขณะที่อ้าปากพะงาบๆด้วยความช็อคไม่แพ้กัน พระเยซูเจ้าโปรดช่วยคุ้มครองลูกจากผีไทยตนนี้ด้วยเถิดดดดดดดด!!! 

ไหนไหนผีกระสือเหรอ ผีกระสืออยู่ไหนล่ะ!? ฉันเองก็ไม่ชอบผีเหมือนกันพาฉันออกไปที!! O_O! สิ่งมีชีวิตลึกลับตรงหน้าตกใจวิ่งหนีตามเมื่อเห็นเอลฟ์ติพึงโวยวายด้วยความตกใจราวกับคนเสียสติ และยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งทำให้เอลฟ์น้อยติพึงจอมขี้กลัวขวัญเสียมากกว่าเดิม 

ฮืออออ อย่าตามมาหลอกหลอนฉันเล เรามันก็นับถือคนละศาสนากัน มาหลอกคนข้ามศาสนาแบบนี้ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษบ้างหรือไงนะ ติพึงซุกหน้าลงกับหลังเอลฟ์พี่สาวพลางยกมือไหว้ปะหลกๆ จะสวดมนต์แบบศาสนาพุทธไล่ผีก็ดันสวดไม่เป็นอีกซวยจริงๆเลย T_T;; 

เดี๋ยว เธอหมายถึงผีที่ไหนกันเนี่ยฉันยังไม่เห็นอะไรผ่านมาทางนี้เลย เมื่อเห็นว่าถามจากเอลฟ์คนน้องไม่ได้ผลหญิงผมสั้นใส่แว่นคนนั้นจึงหันมาถามเอาความกับเอลฟ์พี่สาวอย่างติซวงเอง ซึ่งก็อยู่ในสภาพที่หวาดกลัวไม่ได้ต่างจากคนน้องสักเท่าไหร่ มือที่สั่นระริกยกขึ้นชี้ไปที่ตัวหญิงสาวปริศนาตรงหน้าอย่างเหลืออด 

ก็หมายถึงเธอนั่นแหละ ผีก็อยู่ส่วนผีคนก็อยู่ส่วนคน ฉะ..ฉันอาจจะไม่ได้พกพระมามีแต่ไม้กางเขนเธอเลยไม่กลัว ตะ...แต่ว่าถ้ากลับไปที่หมู่บ้านสโนว์แลนด์เมื่อไหร่ฉันจะทำบุญให้เธอแน่นอน ไปที่ชอบๆเถอะ ฮืออออ T^T  

ไปกันใหญ่แล้วฉันเนี่ยนะเป็นผี เอาส่วนไหนมามองเนี่ย ฉันก็ออกจะสวยเช้งวับหุ่นดีขนาดนี้ 

“....” คำพูดติดตลกนั้นทำให้เอลฟ์ติซวงค่อยๆลืมตามองภาพคนตรงหน้าที่กำลังสำรวจหุ่นตัวเองอย่างหน้าขบขันดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรอย่างครุ่นคิดพิจารณา หญิงแว่นปริศนาคนนั้นน่าจะอายุมากกว่าเธอราวๆ 5-6 ปีได้ เพียงแต่รูปร่างที่เป็นเหมือนมนุษย์จึงทำให้ดูตัวโตกว่าเอลฟ์อย่างพวกเธอเป็นธรรมดา 

ติพึง พี่เขาไม่ใช่ผีหรอกลืมตาได้แล้ว อย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลย ติซวงสะกิดเรียกน้องสาวที่กำลังตัวสั่นงึกๆกอดเธอแน่นหลับตาปี๋ให้ได้สติ เอลฟ์ติพึงค่อยๆหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยเชื่อใจเท่าไหร่นัก 

“แน่ใจได้ยังไงว่าไม่ใช่ผี มือก็เย็นเจี๊ยบ แถมคนดีๆที่ไหนจะออกมาเดินเล่นในป่าริมแม่น้ำตอนกลางคืนแบบนี้กันล่ะ” 

“อันที่จริงจะว่าไปเธอก็พูดถูก...ฉันไม่ใช่มนุษย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องเป็นผีซักหน่อยนี่ -_-” พี่สาวแฮร์รี่ พอตเตอร์เวอร์ชั่นไทยคนนั้นจิ๊ปากเหมือนเหนื่อยหน่ายที่จะต้องอธิบายเล็กน้อย “ฉันเป็น...อ่า...จะพูดยังไงให้พวกเธอเข้าใจง่ายๆดีนะ ฉันเป็นเหมือนกับจิตวิญญาณของแม่น้ำในหมู่บ้านลอยกระทงของประเทศไทย ชื่อแป้งร่ำ” 

“พี่กำลังจะบอกว่าพี่เป็นผีพรายน้ำอย่างนั้นหรือเปล่า!” เอลฟ์ติซวงสะดุ้งเฮือกอีกรอบ หากแต่โดนหญิงสาวแปลกหน้าโบกไม้โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธเสียก่อน 

“ไม่ใช่!! -*- กะแล้วว่าอธิบายไปพวกเธอก็ไม่เข้าใจ จิตวิญญาณแม่น้ำก็เป็นเหมือนกับผู้พิทักษ์ของลำน้ำ เหมือนเป็นผู้ดูแลปกปักรักษาแม่น้ำน่ะพวกเธอเข้าใจหรือยัง” ตอนนี้เลยกลายเป็นแป้งร่ำที่กอดอกทำหน้ามุ่ยแทนเอลฟ์สองสาวแทน มาหาว่าเธอเป็นผีพรายน้ำได้ยังไงกันเด็กพวกนี้ ฮึ่ย! 

“อ๋ออออ~ เป็นเหมือนเทวดานางฟ้าที่ดูแลแม่น้ำใช่มั้ยคะ *0*” เอลฟ์ติพึงตาลุกวาวคล้ายว่าเริ่มจะหายหวาดกลัวสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว 

“ก็คล้ายๆแบบนั้น แต่เอาเป็นว่าฉันไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายอย่างที่พวกเธอเข้าใจในตอนแรกแน่นอน” 

“แต่มือพี่เย็นเจี๊ยบอย่างกับคนตายเลยนี่ มาจับไหล่ฉันไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ฉันก็ตกใจน่ะสิ” ติพึงน้อยบุ้ยปากอย่างขัดใจ ในขณะที่แป้งร่ำเอามือลูบท้ายทอยตัวเองเขินๆพลางหัวเราะแห้ง 

“ก็ฉันเป็นจิตวิญญาณของแม่น้ำนี่นา มือเย็นแบบนี้ก็ไม่เห็นแปลกเลย ^^;;” 

“น้องสาวของหนูคิดว่าพี่เป็นผีกระสือน่ะค่ะ” เอลฟ์ติซวงออกตัวพูดแทนน้องสาวบ้าง “เธอกำลังขวัญอ่อนเรื่องผีสางในหมู่บ้านมากไปหน่อยอย่าไปถือสาเธอเลย” 

“โอ๊ยฉันไม่ถือหรอก ใครๆก็เอาแต่คิดว่าฉันเป็นผีจนฉันไม่กล้าปรากฏตัวให้ใครในหมู่บ้านนี้เห็นแล้ว” แป้งร่ำโบกมือส่ายหัวเป็นเชิงว่าช่างมัน พร้อมกับดันแว่นตาขึ้นให้อยู่ในระดับสายตา “นานๆทีฉันจะเห็นนักท่องเที่ยวหรือคนแปลกหน้าจากต่างหมู่บ้านเข้ามาชมหมู่บ้านเรา พวกเธอนับว่ามีบุญมากเลยนะที่ฉันปรากฏตัวให้เห็นเนี่ย” ผู้ที่อ้างตัวเองเป็นจิตวิญญาณคุยโวเสียยกใหญ่ 

“เรื่องนั้นฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่หรอกค่ะ =_=;;” 

“หมู่บ้านนี้มีผีกระสือจริงๆนะ ฉันเคยเห็นกับตามาแล้ว” เอลฟ์น้อยติพึงยังคงยืนยันเสียงแข็ง เธอไม่ยอมเชื่อง่ายๆหรอกว่าหมู่บ้านนี้ไม่มีสิ่งเร้นลับอยู่จริงเพียงแค่เพราะหญิงสาวแปลกหน้าที่เพิ่งมาใหม่เป็นคนพูด 

“ได้ยินว่าพวกเธอมาจากหมู่บ้านสโนว์แลนด์งั้นเหรอเมื่อกี้ที่บอก” แป้งร่ำเปลี่ยนเรื่องพลางหมุนพวงมาลัยที่คล้องอยู่กับข้อมือตัวเองเล่น “คงจะไม่รู้จักกระทงของที่นี่เวลาลอยจุดไฟล่ะสิท่า” 

“หนูรู้แค่ว่ากระทงทำมาจากต้นกล้วย ใบตอง แล้วก็ดอกไม้” ติพึงตอบเสียงอ้อมแอ้ม 

“ที่เธอพูดมามันก็ถูก แต่ยังไม่ครบซะทีเดียว ขาดธูปกับเทียนที่ใช้จุดเพื่อขอขมาแล้วก็ขอบคุณฉันนั่นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในเทศกาลนี้มากเลยนะ” แป้งร่ำยิ้มกว้างพลางยืดตัวตรงอย่างภาคภูมิใจ 

“คนจะต้องจุดไฟจากธูปเทียนเพื่อขอโทษกับขอบคุณพี่ทำไมกัน?” ติซวงขมวดคิ้วสงสัย 

“อ้าว ก็เพราะพวกมนุษย์น่ะใช้ประโยชน์จากแม่น้ำตั้งมากมายน่ะสิ เวลาอาบน้ำก็มาตักที่ฉัน เวลาหิวน้ำก็ใช้ฉันดื่มแก้กระหายจะทำอาหาร ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ทุกคนก็จำเป็นต้องใช้ฉันในการดำรงชีวิต” แป้งร่ำพูดอธิบายอย่างชิลๆพลางนั่งแปะก้นลงกับริมฝั่งแม่น้ำ เท้าที่โผล่พ้นโจงกระเบนนั้นเอาจุ่มลงกับแม่น้ำคล้ายเพื่อผ่อนคลายตัวเอง 

“แล้วที่พวกมนุษย์ต้องขอโทษพี่นี่เรื่อง....?” 

“มนุษย์น่ะเป็นจอมทำลายล้างพอๆกับทุกสิ่งที่เขาสร้างมานั่นแหละจำไว้ให้แม่นเลย บางครั้งที่เขาใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ เขาก็เผลอทำให้แม่น้ำเสียหายโดยไม่รู้ตัว” แป้งร่ำยักไหล่อย่างเศร้าๆ แต่สีหน้าที่แสดงออกมาดูก็รู้ว่าเธอชินกับเรื่องที่เล่ามาเสียแล้ว “เพราะงั้นเวลาที่พวกเขาทำกระทงเพื่อเอามาลอย พวกเขาก็เลยต้องใส่ดอกไม้ แล้วก็จุดธูปเทียนเพื่อขอบคุณแล้วก็ขอโทษฉันไง” 

“อย่างนี้นี่เอง หนูก็คิดว่าที่กระทงต้องจุดไฟก็เพื่อส่องทางไม่ให้ไปชนกับอะไรซะอีก” 

ฮ่าๆ ช่างคิดดีนี่” แป้งร่ำหัวเราะกับความคิดของเอลฟ์คนน้อง “ดูนั่นสิ มนุษย์กำลังเอากระทงมาลอยล่ะ ฉันชอบกระทงที่ทำจากกะลามะพร้าวของคนนั้นจัง อันกระจิ๊ดริดดูน่ารักดี ><” 

“ว้าว ที่แท้ไฟที่เธอคิดว่าเป็นแสงไฟจากกระสือก็คือแสงไฟจากเทียนในกระทงนี่เองติพึง ฉันบอกแล้วว่าผีกระสือไม่มีจริง” เอลฟ์ติซวงแซวน้องที่กำลังก้มหน้างุดด้วยความอายจากการตื่นตูมของตัวเอง 

“รู้แล้วล่ะน่า -3- ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาฉันก็คงไม่มีวันเชื่อหรอก” เอลฟ์ติพึงตอบอย่างไว้ฟอร์มพลางเหล่ตาหันไปดูพี่สาวปริศนาที่กำลังตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าปรบมือชอบอกชอบใจกับกระทงสวยๆหลายใบที่มนุษย์นำมาลอยอย่างตลก เมื่อกี้พี่สาวคนนี้แนะนำตัวเองว่าชื่ออะไรนะ อ้อ...น่าจะแป้งร่ำอะไรซักอย่างล่ะมั้ง 

“นี่พี่แป้งร่ำ อย่างนี้พี่ก็ได้เห็นคนทำกระทงน่ารักให้พี่แบบนี้ทุกคืนเลยล่ะสิ ชีวิตน่าอิจฉาจัง”  ติซวงหันไปหาเรื่องคุยกับเพื่อนคนใหม่ที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูมนุษย์ลอยกระทงอยู่บนฝั่งแม่น้ำอีกฟากหนึ่ง 

“ใครบอก ฉันเบื่อจะตายที่ต้องมาดูเทศกาลอะไรแบบนี้ซ้ำๆทุกคืน =_=” 

“อ้าว เมื่อกี้หนูก็เห็นพี่ดูตื่นเต้นกับกระทงกะลามะพร้าวอยู่เลยนี่!” เอลฟ์ติพึงแย้งขึ้นมาบ้าง 

“เธอเห็นอะไรบนฟ้าโน่นมั้ย นั่นเขาเรียกว่าพระจันทร์เต็มดวง...ที่นี่ถูกตั้งค่าเวลาให้เป็นเวลากลางคืนอยู่ตลอดเวลา ท้องฟ้าเดิมๆ ดวงจันทร์ก็ดวงเดิม ชีวิตฉันเกิดมายังไม่เคยได้เห็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเลยรู้มั้ยเพราะลอยกระทงต้องลอยในคืนวันเพ็ญเดือน 12 ที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น” แป้งร่ำใช้เท้าเปล่าๆของตัวเองเตะดินทรายเล่นด้วยความเซ็ง 

“โอ้โห ฟังดูน่าซ้ำซากจริงๆด้วย -0-” ติซวงเห็นพ้อง 

“หรือจะพูดให้ถูกพระอาทิตย์หรือช่วงเวลาที่ดอกไม้บานฉันก็ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ ฉันไม่น่าเกิดมาในหมู่บ้านลอยกระทงบ้าๆนี่เลย ชีวิตน่าเบื่อชะมัด! -*-” สายตาที่อยู่ภายใต้กรอบแว่นนั้นขุ่นๆเหมือนคนที่กำลังหงุดหงิดไม่พอใจ แต่แล้วเมื่อเหล่มองมายังพวกเธอสายตาเจ้าเล่ห์นั้นก็ดูเป็นประกายสดใสมากขึ้น 

“ที่โน่นเทศกาลคริสต์มาสสนุกหรือเปล่า?” 

“มีแต่หิมะ ของขวัญ ซานต้า และงานที่ต้องทำล้นมือทั้งปีทั้งชาติ” เอลฟ์ติพึงออกความเห็นถึงหมู่บ้านตัวเองบ้าง “แต่ก็นะ...เด็กๆดีใจเวลาได้ของขวัญที่พวกเราทำ พวกเรานั่งทำของเล่นกันทั้งปี ใช้เวลาทั้งชีวิตมอบความสุขให้คนอื่นทั้งที่ยังไม่รู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร” 

“โอ้...ฟังดูแย่กว่าฉันอีกแฮะ =[]= แต่ฉันเองก็อยากเห็นหิมะนะ” แป้งร่ำอ้าปากหวอ 

“เพราะงั้นเราถึงได้มาที่นี่เพื่อมาตามหาความฝันของพวกเราไงล่ะ” ติซวงสรุปรวบยอด เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้น้องสาวของเธอเป็นคนอธิบายต่ออีกนิดล่ะก็...คืนวันคริสต์มาสพวกเธอก็คงยังหาลูกแก้วหิมะเห็นความฝันไม่เจอแน่ๆ 

“อันที่จริงหนูเจอความฝันของหนูแล้ว แต่ติซวงยังไม่เจอ -_-*” ติพึงรีบแก้ให้ถูก “คืออย่างนี้เรื่องมันยาวน่ะ แต่พี่แป้งร่ำพอจะเห็น....” 

“เธอสองคนกำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่ใช่มั้ย ^^” แป้งร่ำพูดแทรกพลางคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ตั้งแต่ติพึงยังพูดไม่ทันจบ ทำเอาเอลฟ์สองสาวถึงกับอ้าปากค้างด้วยความช็อค 

“พะ...พี่รู้ได้ยังไง?” 

“นั่นสิ หนูสงสัยตั้งแต่ที่พี่รู้ว่าหนูกำลังคิดอะไรก่อนที่พี่จะปรากฏตัวออกมาครั้งแรกแล้ว พี่รู้ได้ไงว่าหนูกำลังหงุดหงิดที่ติพึงพูดเยอะ?” 

“นี่เธอหงุดหงิดจนอยากงับหัวฉันอย่างที่พี่แป้งร่ำพูดจริงอ่ะ =_=;” ติพึงส่งสายตาพิฆาตใส่พี่สาวในขณะที่ถามแต่ติซวงก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก เพราะเธอกำลังจดจ่อรอคำตอบจากพี่สาวตรงหน้าด้วยความอยากรู้จนไม่ได้ฟังเสียงโวยวายของน้องสาวเลยแม้แต่น้อย 

“ความสามารถพิเศษของจิตวิญญาณแห่งแม่น้ำอย่างฉันก็คือการอ่านใจคนไงล่ะ” แป้งร่ำอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา “เหมือนกับที่พวกเธอเป็นเอลฟ์และมีความสามารถในการสร้างสรรค์ของขวัญต่างๆให้เด็กๆ 

“แต่ความสามารถพี่แป้งร่ำดูเท่ระเบิดกว่าพวกเราเยอะเลย อย่าบอกนะว่าพี่สามารถอ่านใจคนได้ทุกคนเลย O_O” ติพึงรีบซักด้วยความใคร่รู้อีกคน แป้งร่ำกลอกตาขึ้นข้างบนในตอนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักในการนึก 

“ก็ไม่ทุกคนหรอก อันที่จริงมันคือการเข้าใจถึงความคิดคนๆหนึ่งมากกว่า ฉันเกิดเป็นแม่น้ำ...จิตของแม่น้ำเชื่อมโยงกับคำอธิษฐานของมนุษย์เวลาที่มาลอยกระทง บางคนก็มาลอยกระทงเพื่อระบายสิ่งที่ค้างคาอัดอั้นอยู่ในใจออกไปให้พ้นตัว...ตัวเองจะได้สบายใจขึ้น ฉันเองก็มีหน้าที่รับฟังสิ่งเหล่านั้นที่มนุษย์ไม่สบายใจจนอยากจะบอกใครซักคน เพราะงั้นฉันจึงมักเข้าใจความรู้สึกหรือความคิดของมนุษย์ที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ลึกๆในบางเรื่อง” แป้งร่ำอธิบายเสียยาวเหยียดเพื่อให้เอลฟ์น้อยสองสาวได้เข้าใจ 

“อย่างนี้นี่เอง ฟังดูน่ามหัศจรรย์จัง” เอลฟ์ติซวงพยักหน้าหงึกๆหลังจากที่ได้ทำความเข้าใจในสิ่งที่อีกคนได้พูดอธิบายไปแล้ว 

“บางอย่างที่พวกเธอกำลังตามหาฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษ แล้วจะมีแสงเป็นประกายเหมือนเกล็ดหิมะด้วยเวลาที่ขอพร” 

“ถูกเผง! พี่แป้งร่ำรู้เรื่องพวกนี้ได้จากความรู้สึกของพวกเรางั้นเหรอ” 

“ใช่ ฉันรู้สึกได้จากอารมณ์กังวลของพวกเธอที่อยู่ในใจ มันรุนแรงมากเพราะน่าจะเกี่ยวกับเรื่องคนในครอบครัวที่ฝากฝังให้เธอดูแลสิ่งนี้” แป้งร่ำพูดพลางเอามือดันแว่นตาที่ตกลงมาอยู่ที่ปลายจมูกอย่างครุ่นคิด เอลฟ์ติซวงรีบพยักหน้า 

“พี่แป้งร่ำพูดถูก พี่ชายของพวกเราเอาเราตายแน่ถ้ารู้ว่าลูกแก้วนั่นหายไป ซานต้ารานีคงจะปลดพี่เอลฟ์เจมส์ออกจากตำแหน่งคนดูแลรูดอฟถาวรแล้วพี่เอลฟ์เจมส์ก็จะมาคิดบัญชีกับพวกเราอีกที ;--;” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น มีเอลฟ์ติพึงผู้เป็นน้องสาวทำท่าเบะปากอยู่ข้างๆ 

“เอ่อ...คำถามแรกเลยนะ รู้ว่าเสียมารยาทแต่จะผิดมั้ยถ้าฉันจะถามว่ารูดอฟคือใคร? -_-^” 

“รูดอฟเป็นกวางเรนเดียร์นำทางรถลากเลื่อนส่งของขวัญให้เด็กๆในวันคริสต์มาสของซานต้ารานี พี่เอลฟ์เจมส์ที่เป็นพี่ชายของเราเป็นคนดูแลมัน แต่แน่นอนว่าพี่เขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่เลี้ยงกวาง ลูกแก้วหิมะแห่งความฝันที่ติซวงทำหายไปพี่เอลฟ์เจมส์ก็เป็นคนดูแลมันเหมือนกัน” ติพึงทำหน้าที่อธิบายเรื่องทั้งหมดนี้แทนพี่สาวที่กำลังฟุ้งซ่านกับบทลงโทษที่กำลังจะเกิดภายในไม่ช้าหากพวกเธอหาลูกแก้วหิมะแห่งความฝันไม่เจอ 

“อ่าฮะ ตอนนี้เหมือนว่าฉันจะงงกว่าเดิมอีก =_=” แป้งร่ำเกาหัว “พี่ชายเธอดูแลลูกแก้วอะไรนั่น ลูกแก้วนั่นหาย แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเธอ” 

“ก็เพราะพี่เขาโบ้ยให้เราเป็นคนดูแลแทนไง T^T” เอลฟ์ติซวงโพล่งออกมาอย่างอัดอั้นทำเอาแป้งร่ำและเอลฟ์ติพึงแอบสะดุ้งตกใจเบาๆ “พี่เขาโยนงานให้พวกเราสองคนดูแลลูกแก้วหิมะแห่งความฝัน อันที่จริงหนูก็เกือบจะได้แอบใช้มันอธิษฐานเพื่อค้นหาความฝันของตัวเองถ้าไม่มีนางฟ้าน้อยประหลาดตัวนั้นมาขโมยลูกแก้วจากบ้านต้นไม้เราไป และตอนนี้เราก็กำลังตามหานางฟ้าที่ว่านั่นแบบเลื่อนลอยมากๆ หนูมองไม่เห็นทางที่จะหามันเจอเลยซักกะนิด” 

เอลฟ์ติซวงพูดเสียงท้ออย่างหมดหวังพร้อมกับซุกตัวเอาหน้าซบลงกับเข่าดูน่าสงสาร ดึกดื่นมืดค่ำแถมอยู่ต่างถิ่นแบบนี้เธอไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตอนนี้ที่หมู่บ้านสโนว์แลนด์ของเธอเป็นเวลาเท่าไหร่ จะกลับไปทันวันคริสต์มาสหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วนางฟ้าประหลาดองค์นั้นเอาลูกแก้วเธอไปไว้ที่ไหนแล้ว... 

“เมื่อกี้เธอพูดว่า...นางฟ้างั้นเหรอที่ขโมยลูกแก้วเธอมา?” แป้งร่ำหรี่ตาอย่างไม่ค่อยจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินสักเท่าไหร่ 

“นางฟ้าจิ๋วน่ะค่ะ ตัวเท่าเด็กอายุไม่เกินขวบหนึ่งได้” ติพึงพูดเสริม “หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดูดีอยู่หรอก แต่นอกจากจะนิสัยขี้ขโมยแล้วยังบินหนีไวชะมัด” 

“ฉันว่าฉันเหมือนเห็นอะไรที่เธอพูดผ่านมาทางนี้อยู่นะก่อนที่พวกเธอจะมาเดินริมแม่น้ำนี่ได้พักหนึ่ง แต่ตอนนั้นฉันไม่ทันได้ดูว่าเป็นตัวอะไรกันแน่ เห็นแค่ว่าปีกใสๆเหมือนตัวแมลงปอยักษ์ยังไงอย่างงั้นแหละ” แป้งร่ำเอามือเคาะแก้มเป็นจังหวะระว่างที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เอลฟ์สองพี่น้องดูมีท่าทีตาโตดูสนอกสนใจขึ้นมาทันทีหลังจากที่เธอได้พูด 

“เขาบินไปทางไหนพี่แป้งร่ำพอจะเห็นมั้ยคะ หนูจะขอบคุณมากถ้าพี่จำได้แล้วช่วยบอกทางเรา” เอลฟ์ติซวงบอกอย่างเกรงใจที่ต้องมาถามอะไรซอกแซกกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักไม่นาน 

“ดูเหมือนจะบินไปที่หมู่บ้านวาเลนไทน์ทางโน้นแหนะ พวกเธอจะตามเข้าไปเหรอฉันว่ามันไม่ใช่ที่ที่จะเหมาะกับเด็กเท่าไหร่หรอกนะ -_-;”  

แป้งร่ำออกความเห็นเมื่อลองมาคิดดีๆอย่างถ้วนถี่อีกทีแล้ว หมู่บ้านวาเลนไทน์ที่อยู่ข้างๆหมู่บ้านลอยกระทงของเธอใครๆต่างก็รู้ว่าเป็นดินแดนที่แสนหวานและอันตรายมากขนาดไหน ถึงขนาดที่ผู้คนในหมู่บ้านเธอที่เคยหลงเข้าไปยังแทบวิ่งป่าราบออกมาไม่ทัน ทั้งน่ากลัว ทั้งน่าสยดสยอง มีแต่คู่รักหวานชื่นออกมาแสดงความรักต่อกันเต็มไปหมด ยังไม่นับดอกไม้ประหลาดสีแดง สีขาว สีชมพู สีเหลืองกลีบเป็นชั้นๆมีหนามน่าเกลียดขึ้นตามก้านอีกนะ +__+ อึ๋ย~ แค่คิดก็น่ากลัวจะแย่แล้ว! 

“ฟังดูแล้วหนูว่ามันก็คงไม่น่ากลัวไปมากกว่าหมู่บ้านที่นี่หรอก” เอลฟ์ติพึงมองไปยังป่ารอบตัวด้วยความขนลุกไม่หาย ลมเย็นๆกับสถานที่วังเวงแบบนี้ แถมยังถูกตั้งค่าให้เป็นเวลากลางคืนอยู่ตลอดเวลา มีแต่พระจันทร์เต็มดวงกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยผ่านแม่น้ำแสนนิ่งสงบ มองยังไงก็ดูน่ากลัวกว่าหมู่บ้านวาเลนไทน์ที่พวกเธอกำลังจะไปเห็นๆ 

“แน่ใจนะว่าพวกเธอไปกันเองได้ ให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ยจะได้ช่วยตามหาได้ไวขึ้น” แป้งร่ำรีบเสนอตัวแต่กลับโดนเอลฟ์ติซวงสวนขึ้นอย่างรู้ทันเสียก่อน 

“พี่แป้งร่ำอยากจะออกไปเที่ยวนอกหมู่บ้านล่ะสิ อย่าแกล้งทำเป็นอ้างว่าอยากช่วยพวกเราไปหน่อยเลย” 

“จะว่าไปมันก็ใช่...แต่ฉันอยากขอลองอธิษฐานกับลูกแก้วหิมะที่เธอว่าดู” แป้งร่ำยิ้มแหยๆบอกเสียงอ่อยพอบอกถึงเรื่องผลประโยชน์ที่อยากได้ ติซวงขมวดคิ้วงงๆ 

“อธิษฐานทำไมคะ?” 

“ก็...ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าความฝันของตัวเองคืออะไร ฉันติดแหง็กอยู่ที่นี่มาตั้งหลายร้อยกว่าปีจนฉันไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าฉันถนัดอะไรหรือชอบทำสิ่งไหนบ้าง และถ้าเธอเจอลูกแก้วของเธอเมื่อไหร่ฉันก็อยากจะลองถามลูกแก้วนั้นดูว่าความฝันของฉันคืออะไร พวกเธอจะช่วยทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงได้มั้ยล่ะ” แป้งร่ำยิ้มหวานใส่เอลฟ์สองสาวอย่างเอาใจ ติซวงและติพึงมองหน้ากันอย่างชั่งใจอยู่นานก่อนจะพยักหน้าออกมาพร้อมกัน 

“ก็ได้ พวกเรายอมให้พี่ช่วยเราก็ได้ค่ะ” 

“เย้! ^0^ พวกเธอใจดีที่สุ...” 

“แต่มีข้อแม้ว่าพี่แป้งร่ำจะต้องให้พวกเรายืมกระทงของพี่เป็นการตอบแทนก่อน” เอลฟ์ติซวงต่อรองอย่างชาญฉลาด แป้งร่ำเอียงคอสีหน้าฉงนสงสัย 

“กระทงของฉัน? พวกเธอจะอยากได้กระทงของฉันไปทำไมกัน” 

“พวกหนูจะเอามาลอยความเครียดตอนนี้ให้หายไปพร้อมกับสายน้ำ แล้วก็จะเอามาอธิษฐาน ขอให้ภารกิจตามหาลูกแก้วหิมะแห่งความฝันของพวกเราสำเร็จก่อนวันคริสต์มาสด้วย” เอลฟ์ติซวงบอกถึงแผนการอันแสนฉลาดแยบยลของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ แป้งร่ำส่ายหัวยิ้มน้อยๆอย่างปลงๆ 

“เจ้าเล่ห์จริงๆพวกเธอนี่ แต่เชื่อมือฉันเถอะว่าฉันจะเนรมิตกระทงให้พวกเธอเอาให้สวยที่สุดเท่าที่ประเพณีนี้เคยมีมาเลย! เอาเป็นกระทงฝังเพชรทำเหมือนเค้กงานราดครีมลงบนหน้าเยอะๆฉันก็ทำให้พวกเธอได้” 

“เอาที่มีดอกไม้เยอะๆแล้วก็มีเทียนตรงกลางสว่างๆด้วยนะคะ หนูชอบดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมๆ ><” เอลฟ์ติพึงตัวน้อยปรบมือชอบใจ เอลฟ์ติซวงคนพี่ส่ายหน้าพลางบอกว่า 

“เอาแค่เล็กๆก็พอ พวกเราไม่อยากให้แม่น้ำสกปรกแล้วทำลายแม่น้ำไปมากกว่านี้เหมือนมนุษย์จอมทำลายล้างที่พี่เล่า” 

“เข้าใจคิดนี่ ถ้างั้นเอาเป็นกระทงกะลามะพร้าวแบบที่ฉันชอบแล้วกัน” พูดจบกระทงกะลามะพร้าวใบจิ๋วที่มีเทียบส่องแสงสว่างสีเหลืองนวลตาอยู่ตรงกลาง และมีกลีบดอกไม้ประดับหลากสีข้างกลิ่นหอมฟุ้งอยู่ข้างในก็ปรากฏขึ้นบนมือของแป้งร่ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ราวกับมีเวทมนต์ เอลฟ์ทั้งสองยิ้มดีใจก่อนจะนำกระทงใบเล็กที่ว่านั้นไปอธิษฐานเตรียมลอยลงกับสายน้ำไหลเย็น 

“ขอให้เรื่องวุ่นๆที่เกิดขึ้นนี้ผ่านไปได้ด้วยดี” เป็นเสียงพูดของติซวงที่กำลังอธิษฐานขอพรอย่างตั้งใจ 

“และขอให้ครอบครัวของพวกเราได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันในวันคริสต์มาสนี้ด้วยเถอะ” และเสียงของติพึงที่หลับตาอธิษฐานต่อจากเอลฟ์คนพี่ ทั้งคู่ปล่อยมือจากกระทงปล่อยให้กะลาใบจิ๋วนั้นค่อยๆลอยตามสายน้ำไปพร้อมกับดวงไฟจากแสงเทียนดวงใหญ่ที่ค่อยๆเล็กริบหรี่ลงเรื่อยๆตามระยะทางที่กระทงลอยออกไปไกลจากเดิมจนสุดสายตา 

“สบายใจกันขึ้นหรือยัง” แป้งร่ำถาม 

“ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่งเลย รู้สึกเหมือนบางอย่างมันโล่งออกไปแบบบอกไม่ถูก” เอลฟ์ติพึงตอบพลางเอามือปัดดินทรายที่เลอะกางเกงออกให้เรียบร้อย แป้งร่ำช่วยดึงมือเอลฟ์น้อยทั้งสองให้ลุกขึ้นยืนจากตลิ่งที่ชันแถวริมน้ำก่อนจะพูดขึ้นเบาๆว่า 

“มันดีขึ้นเพราะฉันรับเอาความรู้สึกกังวลของพวกเธอสองคนเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่จำไว้นะ...คำอธิษฐานที่เธอขอจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อพวกเธอสองคนลงมือทำอย่างตั้งใจและเต็มที่เท่านั้น” 

“....” 

“ไม่ต้องทำหน้าเหวอไป -_-;; ขืนฉันทำคำอธิษฐานของมนุษย์ให้เป็นจริงได้ทุกอย่างฉันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับยักษ์จีนี่ในตะเกียงวิเศษน่ะสิ เพราะงั้นส่วนหนึ่งมันก็ต้องขึ้นอยู่กับพวกเธอลงมือทำเอง ฉันก็มีส่วนช่วยด้วยนิดหน่อย” แป้งร่ำเน้นเสียงตรงคำว่านิดหน่อยพลางใช้มือทำท่าประกอบ เอลฟ์ติซวงและติพึงถอนหายใจยาว 

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก พวกเราเองก็จะพยายามหาลูกแก้วให้เจออย่างเต็มที่เหมือนกัน คริสต์มาสปีนี้ฝากไว้ในมือพวกเราแล้ว...” เอลฟ์ติซวงพูดด้วยสีหน้าเหมือนพยายามให้กำลังใจตัวเอง 

“งั้นจะรอช้าอะไรล่ะ รีบไปกันดีกว่าก่อนที่วันคริสต์มาสจะมาถึง ฉันจะเป็นคนนำทางไปเองเพราะฉันโตสุดแล้วก็ตัวใหญ่สุด ^__^” แป้งร่ำอาสาพลางรีบขึ้นมาเดินอยู่ข้างๆเอลฟ์ตัวจิ๋วทั้งสอง ติพึงยิ้มพลางกุมมือพี่สาวคนใหม่ไว้แน่นอย่างร่าเริงในขณะที่เดินแกว่งแขวนไป เธอรู้สึกนึกชอบพี่สาวคนนี้ขึ้นมาซะแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะแป้งร่ำดูมีพลังวิเศษอะไรหลายอย่างที่พวกเธอทำไม่ได้จนดูน่าตื่นตาตื่ใจไปหมด 

“คุยกันมาตั้งนานแถมยังต้องเดินทางกันตั้งไกลอีก เรายังไม่ได้แนะนำตัวกับพี่เลย หนูชื่อว่า....” 

“เธอชื่อว่าติพึงและพี่สาวเธอคนนั้นชื่อติซวง” แป้งร่ำชิงตอบซะก่อนพลางกุมมือเอลฟ์ตัวน้อยที่เย็นเฉียบจากความหนาวเย็นเอาไว้ให้อุ่น ตอนนี้พวกเธอกำลังจะเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านวาเลนไทน์ที่แสนน่ากลัวตรงหน้าแล้ว ให้ตายสิทำไมเธอต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องพรรค์นี้ด้วยนะอยู่ดีไม่ว่าดี -_- 

“ชะ..ใช่ หนูเคยบอกพี่แป้งแล้วเหรอ O_O” 

“เปล่า ฉันอ่านความคิดความรู้สึกเธอได้ตั้งแต่เดินทางข้ามสะพานตรงนั้นมาแล้ว” 

“อ้อลืมไปสนิทเลยว่าพี่ทำความเข้าใจกับความคิดคนอื่นได้ดี แล้วทำไมพี่ถึงบอกว่าไม่ชอบหมู่บ้านวาเลนไทน์งั้นเหรอ” ติพึงน้อยยังคงไม่เลิกซักถาม 

“ก็เพราะว่าฉันไม่ชอบเรื่องอะไรพวกนี้น่ะสิ มันมุ้งมิ้งน่ารำคาญชะมัดเวลานึกถึง เนี่ยแค่คิดขนฉันยังลุกซู่ซ่าไปทั้งตัวเลยเห็นหรือเปล่า” แป้งร่ำตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เวลาที่นึกถึงสิ่งที่อยู่ในความคิด 

“เอ๊ะ...ในหมู่บ้านวาเลนไทน์มีอะไรที่มุ้งมิ้งน่ารำคาญขนาดนั้นเลยเหรอ?” เป็นเสียงติซวงที่เป็นฝ่ายถามด้วยความสงสัยบ้าง แป้งร่ำกลอกตาใส่หนึ่งตลบก่อนจะตัดบทไปง่ายๆ 

“ช่างเถอะ เดี๋ยวพอไปถึงหมู่บ้านนั้นพวกเธอก็รู้เองล่ะน่า” 

“....”  

เด็กก็แบบนี้แหละ...ไม่รู้ซะแล้วว่า ‘ความรัก’ น่ะ จัดเป็นสิ่งที่สวยงามและน่ารำคาญมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก เฮ้อ...รู้สึกโชคดีชะมัดที่ฉันไม่ได้เกิดในหมู่บ้านนั้น -_- ไม่งั้นฉันคงได้ทำตัวตลกเที่ยวให้ดอกไม้ ช็อคโกแลต ติดสติ๊กเกอร์รูปหัวใจโง่ๆให้คนอื่นแบบคนในหมู่บ้านวาเลนไทน์อะไรนั่น แต่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ฉันก็จะต้องเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านประหลาดนั่นแล้วนี่นา....นี่มันฝันร้ายสำหรับแป้งร่ำชัดๆเลยให้ตายสิ! ฮือ T_T 




TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6 ความคิดเห็น

  1. #5 Santa? Ranee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 18:53

    น่าสนใจ​ คุณได้ไป​ต่อ​

    #5
    0
  2. #2 Nu vang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 17:28

    จะมีหมู่บ้าน ไวท์,ฮาโลวีน อะไรแบบนี้โผล่มาไหมเนี่ย

    #2
    0