[FIC B1A4] A TREASURE OF METEOROLOGICAL PEARL

ตอนที่ 1 : Interlude

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ย. 60

               

Interlude




            50 แบรอน

            ถุงเงินเก่าขาดวิ่นถูกวางกระแทกลงบนไม้โอ๊คขนาดใหญ่ บ่งบอกได้ถึงอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นของเจ้าของถุงเหรียญเงินหนักอึ้งถุงนั้นว่าคงไม่พอใจเท่าไหร่นักที่จะต้องยกของชิ้นนั้นให้เป็นของพนันแก่ฝ่ายตรงข้าม

ชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวที่นั่งดูดควันซิการ์ราคาถูกชายตามองปฏิกริยาของฝ่ายตรงข้ามที่ดูหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างใจเย็น นิ้วมือที่เคยใช้เคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะช้าๆค่อยเลื่อนเข้าคีบซิการ์แท่งใหญ่ให้ออกจากริมฝีปาก ควันหนาตาสีขาวบางเบาลอยฟุ้งไปทั่วสถานที่อโคจรที่ดูเงียบหูลงถนัดตาในยามวิกาลที่ควรครึกครื้นเช่นนี้ เพียงแต่เขารู้ว่าการละเล่นตรงหน้าคงพอจะทำให้แขกในร้านทุกคนเงียบกริบและหันมาให้ความสนใจกับมันได้

“เลือกเองนะ” ประกายตาวับวามเหมือนหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ฉายแสงเล็ดรอดออกมาจากเงามืดทะมึนของปีกหมวกที่ใช้สวมอำพรางหน้าตา ริมฝีปากนั้นฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอ่ยเสียงทุ้มรื่นหูที่ถ้าฟังดูดีๆแล้วช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลย

“รับคำท้า”

“กัปตะ

“มือใหม่อย่างเอ็งยังลงเล่นไม่ได้หรอกไอ้น้องชาย ไว้วันหลังพัฒนาฝีมือดีเมื่อไหร่ข้าถึงจะให้เอ็งเล่น” เพียงแค่คำทักท้วงบางอย่างเกือบหลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มตาตี่ที่เป็นลูกสมุนขนาบอยู่ข้างกาย น้ำเสียงใจเย็นนั้นก็รีบขัดขึ้นเสียก่อนพลางส่งสายตาที่สามารถประมวลผลได้เป็นความหมายเดียวว่า อย่าหลุดเรียกด้วยคำคำนั้นอีก”

“ฝีมือเจ้ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ บาโธโลมิว” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เหมือนหมีขาวอีกคนที่มีแววตาใจดีส่งยิ้มพลางตบไหล่เตือนสติเด็กหนุ่มที่เกือบทำเสียงานไปแล้วรอบหนึ่งพลางเรียกชื่อเสียงเน้นย้ำ “กว่าจะสู้เทียบชั้นกับท่านเจเรมี่ได้ข้าว่ายังต้องฝึกฝนกันอีกนาน”

“เจเรมี่?” เด็กหนุ่มคนนั้นเลิกคิ้วเข้มบนใบหน้าคมคายขึ้นอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเท่าไหร่นัก ร่างสูงที่นั่งอัดควันซิการ์เข้าปอดจึงได้วางไพ่ลงก่อนจะกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์จ้องหน้าเขา

“เจ้าลืมชื่อข้าที่เป็นพี่ชายแท้ๆของเจ้าไปแล้วหรือไง”

อะเอ่อใช่ ท่านเจเรมี่” เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าซีดเผือดพอๆกับน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างยำเกรง “และข้าคือบาโธโลมิว”

“นึกได้เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องพาเจ้าไปที่โรงหมออีก ขายขี้หน้าชาวบ้านในเมืองจะแย่” ชายหนุ่มปริศนายังคงแง้มไพ่ในมือดูอย่างชำนาญพลางเงยหน้าขึ้นเพื่อสบสายตาของชาวบ้านที่มามุงดูและกำลังฟังบทสนทนาของพวกเขาด้วยความสงสัย

“น้องชายข้ามักจะมีความคิดความอ่านเพี้ยนไม่สมประกอบ เพราะแบบนี้ข้าถึงไม่อยากพาออกมานอกบ้านเท่าไหร่” เสียงนุ่มหูนั้นยังคงพูดจาปลิ้นปล้อนไปเรื่อยเปื่อยสร้างบทละครที่แสนรื่นเริงใจให้แขกในร้านฟัง “วันดีคืนตื่นมายังจำชื่อตัวเองไม่ได้เลย ข้าต้องสอนให้อ่านเขียนหนังสือใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น”

ท่าทีที่วางสบายราวกับกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านของตนทำให้สาวๆในร้านจ้องหนุ่มปริศนาผู้นี้ไม่วางสายตา ทุกกริยาท่าทางที่คล่องแคล่วตั้งแต่การสับไพ่ สูดควันซิการ์เข้าปอด ค่อยๆพ่นควันนั้นออกจากวงปากหนาแบบคนใจเย็น เล่ห์เหลี่ยมสายตาที่ดูแพรวพราวเจ้าเล่ห์รู้ทันคนแม้จะถูกปีกเงาจากหมวกอำพรางหน้าตาให้เห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่นัก แต่คงสามารถเดาได้ไม่ยากเท่าไหร่ว่าคงเป็นหนุ่มวัยกลางคนที่หน้าตาดีอยู่ไม่น้อย

4 โพธิ์ดำ” เสียงทุ้มนั้นพูดพลางแง้มการ์ดในมือออกให้ดูจนหมดพลางวางมันลงกับไพ่ใบอื่นๆกองโต๊ะ “ฉันชนะ เกมโอเวอร์ หมดเวลาสนุกแล้วสิ” มือขาวนั้นคว้าถุงเงินนั้นไปอย่างรวดเร็วพลางจะลุกขึ้นออกจากโต๊ะทันที แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามร้องทักท้วงด้วยความอันธพาลที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกเสียจาก

“เห้ย! มันจะเป็นไปได้ไงวะชนะ 5 ตารวด อย่ามาคิดเล่นตุกติกกับพวกข้าดีกว่าน่า” หนุ่มร่างบึกบึนตัวดำทมิฬเหม็นกลิ่นสาบกายคว้าแขวนของชายร่างสูงเอาไว้ มุมปากเจ้าตัวนั้นคลี่ยิ้มออกแล้วหันมายักไหล่ใส่แบบฉบับคนกะล่อน

“ต้องการอะไรจากข้าอีก?

“เล่นกันอีกซักตา คราวนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เอ็งเล่นตุกติกคลาดสายตาแน่ไอ้หน้าอ่อน”

“นี่พี่ชาย” น้ำเสียงนั้นดูกลั้วขำจนหน้าหมั่นไส้กับความหยิ่งทะนงตัว “ก็เห็นๆกันอยู่ทั้งร้านว่าข้าชนะ ถ้าจะเล่นแพ้แล้วชวนตีไม่รู้จักเลิกอย่างนี้ใครเล่นด้วยก็หมดสนุกแน่ล่ะ แต่ว่าเงินห้าร้อยแบรอนสามถุงเนี้ย….

…!

“ตอนนี้มันเป็นของข้าหมดแล้ว รู้เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง ^^” เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มฉาบแวววาวบนใบหน้าของคู่อริชัดเจนขนาดนี้ เสียงพ่นลมหายใจหัวเราะด้วยความขบขันดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ชายปริศนาพราวเสน่ห์จะกวักมือเรียกเด็กหนุ่มและสมุนที่ขนาบข้างกายทั้งสองคนให้ลุกขึ้นยืนตาม

“ไปเว้ยน้องรัก ร้อยห้าสิบแบรอนคงพอจ่ายค่าหมอให้เจ้าทั้งเดือนแน่บาโธโล” เสียงรื่นเริงนั้นแผ่วเบาขาดหายไปอย่างว่องไวปานสายลม เพียงแค่เพราะกระบอกปืนของสมุนฝ่ายตรงข้ามที่ยกขึ้นมาขู่จ่อตรงหน้าผากในระยะประชิด เสียงแขกเหรื่อในร้านบาร์พากันอุทานร้องวี้ดว้ายกันด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ต่างจากคนเสี่ยงโดนกระบอกปืนเป่าหัวอยู่รอมร่อที่ยังคงเลิกคิ้วยิ้มแฉ่งฟันขาวเข้าสู้พลางยกมือขึ้นเดินถอยหลังช้าๆ

“ปืนนั่นมันลั่นได้นะพี่ชาย…^^

“เออ แล้วมันก็จะลั่นใส่หัวเอ็งแน่ถ้าเอ็งไม่ยอมส่งเงินสามถุงนั่นของข้าคืนมา”

“อ๊ะๆ~ หรือถ้าจะพูดให้ถูกตอนนี้มันก็คือเงินของพี่ชาย ที่ตกเป็นของข้าจากการแพ้พนัน” คนถูกคุกคามโบกนิ้วสับขาหลอกพลางส่งถุงเงินให้กับชายหนุ่มร่างสูงเหมือนหมีขาวอีกคนที่อยู่ด้านหลังให้ถือคนละถุงสองถุง

“ไอ้นี่มันกวนตี” กระบอกปืนนั้นจ่อเข้ามาประชิดหน้าผากจนดันให้ปีกหมวกกว้างที่ใส่อำพรางหน้านั้นเลิกขึ้น เผยให้เห็นเค้าโครงหน้าคมคายเฉกเช่นบุรุษที่ซ่อนเร้นไว้ในเงามืดมานานให้กระจ่างชัดขึ้นใต้แสงเทียนที่ริบหรี่ในบ่อนพนัน คนถือปืนหรี่ตาพลางจ้องพิจารณาใบหน้าเหมือนสุนัขจิ้งจอกของหนุ่มปริศนาตรงหน้าที่ยิ้มหน้าตายอย่างหนักก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว

“เอ็งนี่มันหน้าตาคุ้นนะ”

“เคยเจอที่บ่อนไหนกันมาก่อนมั้ยวะ?

“ข้าคงหน้าเหมือนพ่อของพี่ชายล่ะมั้ง ^^

…!!??

“เผ่นเว้ย!” สิ้นเสียงทุ้มนุ่มหูที่ตะโกนบอกลูกน้องอีกสองคนของตัวเอง ร่างสูงโปร่งตรงหน้าก็ตวัดดาบที่เหน็บเอวขึ้นมาเกี่ยวกระบอกปืนที่จ่ออยู่ตรงหน้าผากตัวเองให้ออกไปอย่างว่องไว กว่าจะรู้ตัวว่าเสียรู้ให้แก่ชายปริศนาตรงหน้าร่างกำยำบึกบึนก็โดนสองเท้าของร่างสูงที่ห้อยตัวขึ้นไปบนเสาบ่อนพนันถีบเสียเต็มแรงจนหงายหลังล้มตึง  สมุนอีกสองคนรีบจัดการหิ้วเงินกันคนละถุงแล้วชักดาบของตัวเองวิ่งหนีออกจากร้านอย่างรวดเร็ว แขกเหรื่อในบาร์ที่จับวงกันลุ้นกับการพนันตรงหน้าอยู่นานหวีดร้องฮือฮาด้วยความทึ่งตกใจและตื่นตระหนกเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง

ไม่ได้ทึ่งกับฝีมือการต่อสู่ที่คล่องแคล่วและวาจาที่ตลบแตลงของอีกฝ่ายเสียทีเดียวหรอก แต่เป็นเพราะใบหน้าที่เพิ่งถูกเปิดเผยภายใต้หมวกใบเก่งที่ซ่อนอำพรางหน้าอยู่นานสองนานของชายปริศนาที่สวมเสื้อคลุมกรุยกรายตัวยาวนั่นก็คือ

“ไอ้พวกโจรสลัดเลทซ์ฟลาย!” คนที่ถูกกระโดดถีบเมื่อกี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นพลางกุมท้องที่จุกเสียดของตนเองด้วยความเจ็บปวดไม่หาย ดวงตาเจ้าเล่ห์เหมือนสุนัขจิ้งจอกขยิบเป็นประกายระยิบระยับพร้อมกล่าวอำลาด้วยน้ำเสียงกวนอารมณ์

“รู้สึกยินดีที่เรือของข้าเป็นที่ขนานนามกระฉ่อนเลื่องลือระบือไกลเช่นนี้ ^__^

“ไอ้จินยอง! -*- ไปอั้ก ไปเรียกทหารในวังมา ข้าเจอตัวหัวหน้ามัน” เสียงห้าวนั้นตะโกนสั่งผู้คนบริเวณนั้นให้ปฏิบัติตาม ดวงตาเรียวรีนั้นคลี่ยิ้มทางสายตาอีกครั้งพลางส่งเสียงอุทานที่ดูปลิ้นปล้อนไม่สมจริง

“โอ้ต้อนรับข้าโหดจัง หมดเวลาสนุกแล้วสิ -0-;;

“ใครยืนอยู่เฉยๆก็จับมันสิวะ ยืนบื้อทำเกาะสีชังอะไร!!” ผู้คนที่เริ่มรายล้อมเริ่มรุมเข้ามาหาร่างสูงที่ยืนจังก้าอยู่ตรงนั้นอย่างบ้าคลั่งราวกับอุปาทานหมู่ หนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งที่ถือกระดาษตามล่าประกาศจับที่วาดรูปใบหน้าเขาเด่นตระหง่านกลางกระดาษพร้อมลงชื่อและเงินรางวัลค่าหัวเสร็จสรรพ

“ค่าหัวหนึ่งพันแบรอน ใครไม่เอาข้าเอาล่ะเว้ย! รวยเละไม่รู้เรื่อง”

“จะว่าไปเขาวาดหน้าข้าไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ตาข้าตี่ขนาดนั้นเลยเหรอพวกเจ้าว่ามั้ย -__-” จินยองว่างึมงำพลางเบี่ยงตัวหลบชายร่างเตี้ยและผู้คนที่รุมจ้องจะเล่นงานเขาอย่างสบายๆพลางชักดาบขึ้นมาป้องกันตัวจากพวกทหารจากในวังที่เพิ่งตามมาสมทบอย่างคล่องแคล่ว คมดาบตวัดฉวัดเฉวียนเฉียดใบหน้าหล่อเหลาไปหลายต่อหลายครั้งหากแต่ก็พลาดไปโดนถังเบียร์ข้างหลังเสียทุกครั้งราวกับเหล่าทหารพวกนั้นช่างไร้ฝีมือ จินยองหลบไปทางอื่นได้อย่างว่องไวหวุดหวิดพลางเอาแก้วมารองเบียร์ที่ไหลออกมาจากถังอย่างคล่องแคล่วแล้วชนกับแก้วแขกชายชราที่เป็นแขกของร้านอย่างอารมณ์ดี

“รื่นเริงกันหน่อยพี่ชาย ^^

“กัปตัน!” เสียงชินอูและบาโรที่หลบหนีไปได้เมื่อกี้ตะโกนเรียกเขาจากอีกฝั่งหนึ่งทางด้านหลังร้าน ส่งผลทำให้ตอนนี้ทั้งสองกลายเป็นจุดเด่นน่าเพ่งเล็งแทนจินยองทั้งที

“ไม่ได้ตัวหัวหน้างั้นล่าเอาตัวลูกน้องมันไปให้วังก็ได้วะ ค่าหัวไม่เท่าหัวหน้าแต่ใครจับมันได้ก่อนก็ได้ค่าหัวมันไปก่อน” แกนนำชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายแล้วหันมายิ้มกริ่มกับลูกสมุนทั้งสองที่หน้าซีดเผือดแทน บาโรในชุดกะลาสีหนุ่มน้อยตาเหลือกพลางสะกิดแขนพี่ใหญ่ชินอูยิกๆ

“ซวยแล้วไง O_O ท่านชินอูจะไปตะโกนเรียกกัปตันโจ่งแจ้งแบบนั้นทำไมเนี่ย!

“อยู่กับข้าเจ้าจงสบายใจเสมือนเช่นอยู่กับกัปตันจินยอง ^^” ชินอูว่าอย่างสุขุมพร้อมกับส่งมีดพกแกะสลักเล็กๆโยนให้บาโรรับ กะลาสีเด็กหนุ่มรับมาอย่างเก้ๆกังๆด้วยท่าทีหวาดเสียวไม่คล่องแคล่วชำนาญเฉกเช่นผู้ที่ถูกฝึกหัดมาหลายปี

“ท่านชินอู ท่านอยากกินแครอทแกะสลักฝีมือข้างั้นเหรอ -0-;;

“เจ้าสู้กับพวกชาวบ้านด้านนั้น ข้าจะรับมือกับพวกทหารในวังฝั่งนี้เอง” เสียงนุ่มว่าอย่างสงบเยือกเย็นอย่างไม่ได้ใส่ใจกับถ้อยคำไร้สาระของลูกน้องอีกคนเท่าไหร่นัก หากแต่ห้าวหาญในท่วงท่าพร้อมกับชักดาบคมสีเงินวาวขนาดกลางในฝักที่เหน็บไว้กับกางเกงตัวเองขึ้นมาต่อสู้กับเหล่าทหารของวังที่กรูเข้ามาอย่างเชี่ยวชาญ ขายาวเตะตวัดสกัดคู่ต่อสู้พร้อมจับทุ่มร่างเหล่าทหารชั้นเลวอย่างมีชั้นเชิงลงทีละคนสองคน บาโรที่ยืนนิ่งรอรับชะตากรรมของตัวเองตัวสั่นพั่บๆ

“ท่านก็พูดได้ง่ายๆสิ ท่านฝีมือดีเชิงชั้นการต่อสู้เท่าๆกับกัปตันนี่!

“หรือเจ้าอยากเปลี่ยนมาสู้กับทหารในวังแทนชาวบ้านต๊อกต๋อยพวกนั้น?” ชินอูเลิกคิ้วขึ้นพร้อมตวัดดาบเฉือนเนื้อคู่ต่อสู้ที่แอบโจมตีทางด้านหลังได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง บาโรมองกลุ่มชาวบ้านที่ลุกฮือกรูกันมาทางเขาพร้อมกับอาวุธในมือด้วยอาการกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก

“ด้วยมีดพกเล่มเดียวหรือท่าน? T^T

“ระวังอย่าให้พวกมันเอาถุงเงินไปได้ล่ะ งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเจ้าอาจได้คำชมจากกัปตัน” ชินอูกล่าวเพียงแค่นั้นก็กระโดดหลบทหารยามที่หมายจะเอาดาบฟันเขาพลางถือถุงเงินวิ่งล่อไปอีกทาง บาโรกำถุงเงินในมือตัวเองแน่นพลางหันไปประจันหน้าก็เหล่าชาวบ้านที่แห่เข้ามา

“เอาวะ ทำให้กัปตันภูมิใจซักครั้ง”

“ข้าจะจับไอ้หน้ากระรอกนั่นเองพวกเอ็งอย่ามาแย่งข้าสิโว้ย”

“ข้าเห็นมันก่อน ค่าหัวไอ้หน้ากระรอกนั่นต้องเป็นของข้า!!” เสียงชาวบ้านโต้เถียงกันอย่างดุเดือขณะที่กรูมาที่บาโรอย่างรวดเร็ว บาโรเหงื่อแตกพลั่กพลางถอยวิ่งหนี มือก็หันไปขว้างมีดพกเพียงเล่มเดียวที่เป็นอาวุธติดตัวมาไปส่งๆ ไม่แปลกที่มันจะพลาดไปเจาะถังเบียร์ชั้นดีในร้านจนไหลแตกพลั่กราวกับท่อประปาที่ไร้ทางระบาย ชาวบ้านหนึ่งในนั้นหันมายิ้มเยาะหัวเราะกะลาสีฝีมือด้อยดังก๊ากชุดใหญ่

“ฝีมือกระจอกแบบนี้กลับไปให้กัปตันเอ็งหัดใหม่เหอะว่ะ เกิดเป็นโจรสลัดจริงหรือเปล่าวะเนี่ยโคตรเสียชาติเกิดเลย ฮ่าๆ”

T_T อึก...ลาก่อน” บาโรจุดไฟแช็กที่ใช้พกติดตัวไว้สูบบุหรี่ตลอดแล้วหย่อนกะระยะโยนไปทางถังเบียร์ที่รั่ว ชาวบ้านที่ไล่ล่าที่เริ่มเดาสถานการณ์ได้ถึงกับถอยหลังลุกฮือ

“เห้ย O_O! อะ..ไอ้หน้ากระรอก”

“บ๊ายบาย TwT” บาโรโบกมือลาพลางวิ่งโกยแน่บไม่คิดชีวิตไปอีกทางที่เป็นจุดนัดพบที่เขานัดกับชินอูและจินยอง เสียงเปลวไฟลุกดังพรึ่บจากทางด้านหลังร้านที่วิ่งจากมาทำให้เขาแน่ใจโดยไม่ต้องกลับไปมองให้เสียสมาธิ แอลกอฮอลเจือจางระดับนั้นไม่อาจทำให้ทั้งร้านระเบิดตู้มกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้แน่ มือหนาโอบกระชับถุงเงินเก่าๆที่ใกล้ขาดรอมร่ออย่างหวงแหนขณะที่วิ่งไปหอบไปอย่างแน่นหนากันไม่ให้ใครหน้าไหนมาฉกชิงไปได้ตามคำสั่งของชินอู หากแต่

แควกกกกกกก~

แกร๊งๆๆๆ

“ชิบหาย! ซวยจริงเว้ย! TOT” ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เป็นใจอำนวยทางให้กะลาสีฝึกหัดเท่าไหร่นัก เศษถุงเก่าๆเส็งเคร็งนั่นดันทนรับน้ำหนักของเหรียญหนักอึ้งที่บรรจุเอาไว้ไม่ไหวจนกลิ้งหลุนๆออกมานอกถุงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทางจนยากที่จะเก็บ แต่กระนั้นกะลาสีบาโรก็ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ด้วยการลงไปก้มเก็บเหรียญทองเหล่านั้นด้วยความร้อนรนเพราะก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ไล่ตามเขามาไม่ลดละเช่นกัน

“อย่าหนีซะให้ยากเลยไอ้พวกโจรสลัดขยะสังคม! -*-

“ห้า หก เจ็ดเหรียญ

“บาโร!” ชินอูที่หนีขึ้นไปอยู่บนเรือโจรสลัดเรียบร้อยแล้วตะโกนเรียกลูกน้องฝึกหัดของตัวเองที่มัวแต่ทำตัวงุ่นง่านนับเหรียญบนพื้นไม่เข้าเรื่อง แม้ว่าความตายจะมาจ่ออยู่ตรงหน้ารอมร่อ

“ไป!” เสียงเด็ดขาดของกัปตันที่โหนตัวด้วยเชือกบนเสากระโดงเรือขึ้นมาบนท่าเรือเร่งเขา บาโรมองสายตาของผู้เป็นนายพลางกล่าวขอโทษระล่ำระลัก

“กัปตัน ข้าเพิ่งนับได้แค่

“ข้าบอกให้ไป เจ้ายึกยักไม่เป็นท่าตรงนี้เราจะตายกันทั้งลำ”

“แต่

จินยองไม่รอช้ารีบหิ้วตัวลูกน้องตัวดีแล้วยิงปืนตะขอเชือกให้เกี่ยวกับเสากระโดงเรือเช่นเดิม กล้ามแขนแน่นยกโหนตัวหลบหลีกคันลูกศรปืนผาหน้าไม้ของชาวบ้านมาได้หวุดหวิดแล้วหย่อนตัวลงบนเรือลำตระหง่านใหญ่ของตัวเองอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับจอมโจรที่บุกปล้นหมู่บ้านในยามราตรี เสียงเฉียบขาดออกคำสั่งทันทีที่ทั้งบาโรและตนเองกลับมาที่เรือได้อย่างปลอดภัยแล้ว

“ถอนสมอ!

ไม่รอให้ชักช้าไปกว่านั้น เรือ Let’s fly ลำใหญ่ก็กางใบกระพือรับสายลมยามค่ำคืนที่พัดฉิว รูปหัวกระโหลกสีเหลืองมะนาวสะท้อนแสงที่มีดวงตาเป็นรูปหัวใจคลี่เด่นเป็นสง่าแทนสัญลักษณ์ของเรือโจรสลัดที่ยิ่งใหญ่ปราดเปรียวที่สุดในประวัติกาลที่เคยจารึกเอาไว้ สมอเรือถูกถอนออกจากลำน้ำท่าเรืออย่างรวดเร็วทันทีที่กัปตันผู้เป็นใหญ่ในเรือออกคำสั่งแล้วออกจากท่าน้ำหมู่บ้านที่ลุกเป็นไฟได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงของประกายเปลวไฟที่ไหม้ประกายวาววับทั้งหมู่บ้านไว้ด้านหลัง แสงที่ดูสยดสยองน่าหวาดกลัวนั้นเล็กหรี่ลงเรื่อยๆเมื่อเรือเริ่มแล่นออกทะเลมาได้ไกลพอสมควร เนิ่นนานกว่าจะเริ่มมีคนในลำเรือเริ่มต้นเอ่ยคำสนทนา

“ท่านพ่อ” หนุ่มน้อยแก้มโตใสปลั่งรีบวิ่งปรี่เข้ามากอดผู้เป็นบิดาที่เพิ่งกลับขึ้นเรือมาได้อย่างปลอดภัยเสียเต็มรัก จินยองยิ้มตอบพลางโอบแขนกอดรัดเด็กน้อยแรกรุ่นร่างฟูนุ่มนิ่มตอบอย่างนึกหมั่นเขี้ยว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและความกังวลนั้นทิ้งไว้บนฝั่งเสียหมดสิ้นแล้วตั้งแต่ได้ตระกองกอดลูกผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของตนเอง

“ข้าปลอดภัยดีซานดึล ทำไมเจ้าต้องทำเสียงกังวลเช่นนี้ทุกครั้งที่ข้ากลับมาด้วยนะ”

“น่ากลัวเหลือเกิน ข้าเห็นไฟลุกไหม้จากหมู่บ้านบนฝั่ง ท่านพ่อกับคนอื่นๆปลอดภัยดีใช่หรือไม่” ดวงหน้าขาวและน้ำเสียงใสซื่อที่เอ่ยถามนั้นหากใครได้ยินคงอดเอ็นดูไม่ได้ เพราะแบบนี้เขาถึงได้หวงแหนซานดึลยิ่งกว่าสมบัติทุกชิ้นบนเรือลำนี้ที่ได้จากการปล้นมา

“ชาบาโรเป็นผู้กระทำความหายนะครั้งนี้” จินยองว่านิ่งๆพลางปรายตาไปยังผู้ที่ถูกคาดโทษอยู่ในขณะนี้ บาโรกระพริบตาปริบๆด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้เป็นนายผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

“กัปตัน ข้าอยากขอโอกาสแก้

“ครั้งหน้าส่งกะลาสีผู้อื่นออกปล้นสะดมภ์กับข้าแทนชาบาโร ไม่มีคำว่าครั้งหน้าสำหรับเจ้าอีกแล้ว ข้าให้โอกาสเจ้ามามากเกินพอ วันนี้เจ้าเกือบหลุดเรียกข้าว่ากัปตันต่อหน้าชาวบ้านทั้งบ่อน”

…!” อีกแล้วงั้นเหรอ….ที่ฝีมือที่ไม่ได้เรื่องของเขาทำให้เพื่อนโจรสลัดต้องเดือดร้อนทั้งลำเรือ อีกแล้วงั้นเหรอที่ความเลินเล่อของเขาต้องทำให้ผู้เป็นนายผิดหวัง

“แต่บาโรก็ยังกลับมาได้อย่างปลอดภัยนี่นะ ^^” เพียงแค่เสียงเล็กๆที่กล่าวปลอบเขาเพียงเสียงเดียวก็เป็นเหมือนกับสายน้ำที่ปลอบประโลมจิตใจที่เหี่ยวเฉาได้ชั้นดี บาโรมองดวงตาที่เป็นประกายสุกใสของคุณหนูซานดึลด้วยความซาบซึ้งน้ำใจแล้วกล่าวขอบคุณ

“ครับ คุณหนู” หากจ้องมองดีๆประกายตาของกะลาสีผู้ต่ำต้อยนั้นอัดแน่นไปด้วยความรักและห่วงหาอาธรณ์ร่างนุ่มนิ่มที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของกัปตันอย่างเห็นได้ชัดเจน จินยองมองประกายแววตาเช่นนั้นออกและพยายามจะเบี่ยงสายตาแสดงความไม่ใส่ใจด้วยการเปลี่ยนเรื่องถามไปอีกประเด็น

“วันนี้ปล้นสะดมภ์จากบ่อนมาได้มาเท่าไหร่ชินอู”

“ห้าสิบแบรอนสองถุงของข้าแล้วก็กัปตันที่ปล้นมาได้ แล้วก็เจ็ดแบรอนของชาบาโรที่เก็บมาได้จากห้าสิบแบรอนที่ทำหล่นที่ท่าเรือตอนถุงขาด” ชินอูกล่าวเนิบๆด้วยน้ำเสียงที่ดูกังวลลึกๆว่าลูกน้องของตนเองจะโดนตำหนิจากผู้เป็นนายอีกหรือไม่

“รวมหนึ่งร้อยเจ็ดแบรอนถ้วน?

“ครับกัปตัน”

“ยังเพียงพอสำหรับเลี้ยงลูกเรือทั้งลำได้สามวัน” จินยองกล่าวอย่างเคร่งเครียดก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังห้องทำงานของตัวเองแล้วปิดประตูลงเมื่อพูดประโยคสุดท้ายกับชินดงอูเสร็จสรรพ

“พรุ่งนี้เช้าเราจะมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก ปล้นสะดมภ์หาบุปผาแห่งเกาะอะควา สืบเสาะหาไข่มุกสีเงินมาครอบครองตามแผนที่ที่ได้มา” นัยน์ตาเจ้าเล่ห์เหมือนหมาจิ้งจอกนั้นทอแสงริบหรี่ลงพร้อมกับบานประตูที่แง้มปิดให้แคบลง “เราต้องได้ครอบครองในสิ่งที่เราต้องการ”

“ครับกัปตัน” สิ้นเสียงน้อมรับคำสั่งของชินดงอูบานประตูนั้นก็ปิดลง จินยองเดินอาดๆมายังโต๊ะทำงานของตัวเองที่มีทั้งลูกโลกและแผนที่เก่าคร่ำครึกางไว้ระเกะระกะเต็มโต๊ะ ดวงตาเรียวเล็กกวาดสายตาหาเข็มทิศที่มีคำโบราณสลักอักษรอยู่พลางหยิบมันขึ้นมาพินิจพิจารณาอย่างถ้วนถี่ เข็มทิศนี้เขาเพิ่งได้มาจากการขุดหาสมบัติที่ซ่อนไว้ในหุบเขาหัวกะโหลกเมื่อปีที่แล้ว มันบอกเล่าถึงตำนานไข่มุกสีเงินที่สามารถควบคุมดินฟ้าอากาศได้ตามต้องการ ซึ่งต้องใช้สิ่งของทั้ง 3 สิ่งหากต้องการจะตามหาไข่มุกวิเศษที่ว่านั้น

เริ่มจากอย่างแรกนี่แหละน้ำหวานจากบุปผาแห่งเกาะอะควาอย่างนั้นเหรอ ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย

ความสนุกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วสิ ไว้พรุ่งนี้เช้าเราคงจะได้เจอกัน แล้วจะได้รู้ว่าบุปผาแห่งเกาะนั้นจะงดงามเพียใด

 

 

ASHLEY          
T
B
  

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น

  1. #3 bambboo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 00:13
    เย่ๆเรื่องใหม่มาแล้ว เนื้อหาน่าติดตาม แปลกใหม่อีกแล้วววว ดึลลี่น่ารักอีกแล้ว บาหลงดอกฟ้าซะแล้ว เอาใจเชียร์ทั้งคู่????
    #3
    0
  2. #1 myfoX (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 / 22:15
    ฮืออ ในที่สุดไรท์ก็เปิดเรื่องใหม่สักที ตอนอ่านๆอยู่ได้กลิ่นทะเล ลอยมาเลยค่ะ เรื่องนี้มันดูแปลกใหม่มาก ชอบบบ
    บาโร่ ฉันรู้นะเธอคิดอะไรอยู่เธอคิดจะแอ้มลูกกัปตันใช่มั้ย เรีื่องนี้ดึลน่ารักมากกก หลงเลย พี่จินยองดูโหดๆนะ ทำไมพี่ไม่อ่อนโยน
    #1
    0