คนสุดท้าย [YAOI]

ตอนที่ 5 : คนสุดท้าย : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    22 พ.ย. 63

 

 

คนสุดท้าย : 4

 

 

IRIS PART :

หลังจากที่มาร์โลว์กลับมาในช่วงเย็น พี่รัชช์กับมารุตก็พากันกลับไปพักผ่อน พวกเขาอยู่เป็นเพื่อนผมมาทั้งวันแล้ว แม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากแต่ผมก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศระหว่างเราสามคนมันดีขึ้น ในตอนนี้ก็เป็นช่วงหกโมงเย็นนิด ๆ ท้องฟ้าตอนดวงอาทิตย์ใกล้ตกดินชวนให้รู้สึกเหงาแปลก ๆ ผมนั่งเหม่อมองออกไปทางนอกหน้าต่าง คำถามที่ว่าผมจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดีนั้นวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา แต่ผมกลับหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

“คุณ/นาย” ผมที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพังในห้องพักฟื้นพิเศษนี้ก็หันไปหาใครอีกคนซึ่งมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่มาร์โลว์ก็เอ่ยเรียกผมเหมือนกัน

“คุณพูดก่อน” ผมพยักพเยิดหน้าให้เขาเป็นคนพูดก่อน เพราะเรื่องของผมมันไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นัก

“เป็นยังไงบ้าง?” เขาถามเสียงนุ่มพร้อมกับลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินเข้ามาหาผม

“ไม่เป็นอะไรแล้ว” ผมหลุบตาลงต่ำ ดูจากสายตาที่มาร์โลว์มองมาที่ผมแล้ว งานนี้ผมโดนด่าแน่

“หนีฉันทำไม?” ผิดจากที่คิดที่ไหน มาร์โลว์เดินมายืนกอดอกมองผมด้วยสายตาดุ ๆ แต่ในความดุนั้นก็เหมือนจะมีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ผมรู้สึกได้ว่ามาร์โลว์แตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่ผมเคยพบมา จริง ๆ คนที่แปลกที่สุดในชีวิตผมก็น่าจะเป็นพี่รัชช์แหละ ผมคิดว่ามาร์โลว์มีบางส่วนที่คล้ายกับพี่รัชช์ แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่แตกต่างกันมาก ภายนอกมาร์โลว์ดูเป็นคนดุ ๆ น่ากลัว แต่ภายในเขาอ่อนโยนมาก เป็นสุภาพบุรุษและใจดี

“ผมไม่ได้หนี” ผมเถียงกลับทันควัน 

“ให้โอกาสพูดใหม่” แล้วก็โดนมาร์โลว์ตวัดสายตาใส่ แค่เขาทำหน้านิ่ง ๆ ผมก็รับรู้ได้แล้วว่าเขากำลังต่อว่าผมในใจอยู่

“ผมแค่อยากกลับบ้าน” ผมอ้อมแอ้มตอบกลับไม่เต็มเสียง ผมไม่มีทางยอมรับง่าย ๆ แน่ว่าผมหนีเขา ถ้ายอมรับไปตรง ๆ ผมนี่ End Game เลยนะ ใครจะไปยอมรับกันล่ะ

“หลังจากนี้ ห้ามหนี ห้ามหาย ต้องอยู่กับฉัน เท่านั้น” เขาสั่งเสียงเข้มพร้อมเชยปลายคางของผมขึ้นให้มองสบตากับเขา 

“อือ” ผมขานรับเสียงออกไปด้วยอาการเหม่อลอย สายตาจับจ้องอยู่ที่ดวงตาคู่สวยของมาร์โลว์ นี่เป็นอีกครั้งที่ผมถูกมาร์โลว์สะกดด้วยสายตา ท่าทางที่ดูเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็กนั่นมันอะไรกัน แล้วทำไมต้องยกยิ้มมุมปากแบบนั้นด้วย เขาไม่รู้หรือไงว่าตัวเองหล่อขนาดไหนน่ะ?

ทำยังไงดี ผมแพ้มาร์โลว์อีกแล้ว

“อยากได้อะไรก็บอก ฉันจะหามาให้” เขาระบายยิ้มบางที่ดูอ่อนโยนและน่าหลงใหล ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยผิวแก้มของผมแผ่วเบา มาร์โลว์ไม่ได้ละสายตาออกไปจากใบหน้าของผมเลย ยิ่งสบตายิ่งหวั่นไหว ใจผมเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน กลัวว่าเขาจะรู้ว่าผมเริ่มมีใจให้กับเขาแล้ว

“ผมอยากกินนมรสสตอเบอร์รี่!” ผมโพล่งออกมาเสียงดังเพื่อแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่ได้ ผมจะปล่อยให้มาร์โลว์มาทำให้ผมหวั่นไหวไปมากกว่านี้ไม่ได้ ผมเพิ่งรู้จักกับเขาเองนะ ผมจะใจง่ายไม่ได้ 

สมองสั่งห้ามแต่ใจมันร้องว่า…ได้!

“เดี๋ยวให้คนซื้อมาให้” คิ้วเรียวได้รูปขมวดเข้าหากันเล็กน้อยคล้ายแปลกใจกับท่าทางของผม แต่มาร์โลว์ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาพยักหน้ารับแล้วผละตัวออกไป

“ผมอยากกินตอนนี้” ผมร้องแย้งด้วยท่าทีที่รนราน ผมไม่รู้จะทำยังไงให้มาร์โลว์ออกไปห่าง ๆ ตอนนี้ผมต้องการเวลาในการตั้งสติ ผมอยากอยู่เพียงลำพัง มาร์โลว์กำลังทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง

“รอแปบ” คนตัวสูงเอ่ยบอกเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ผมพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ขืนมาร์โลว์ยังรุกผมไม่เลิกแบบนี้ผมได้สติแตกแน่ แต่ก่อนที่สติจะแตก ใจผมน่าจะแตกก่อน แต่จริง ๆ แล้วผมก็ใจแตกมานานแล้วนะ ก็ไม่รู้ว่าผมจะกังวลอะไร ยกสองมือขึ้นประกบสองข้างแก้มที่กำลังแผ่ไอร้อนออกมา หน้าร้อนขนาดนี้มันต้องแดงด้วยแน่ ๆ เลย มาร์โลว์จะดูออกไหมว่าผมเขินเขา? ไม่สิ ใครดูไม่ออกก็โง่แล้ว อาการผมออกชัดเจนขนาดนี้

ให้ตายสิ! น่าอายจังเลย

ผมพยายามตั้งสติและปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แต่มันก็ยาก เพราะหลังจากนี้ยังไงผมก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมาร์โลว์ แม้เขาจะไม่ได้พูดว่าจะนอนเฝ้าผม แต่เขาก็เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาพร้อมแล้ว คืนนี้เขานอนเฝ้าผมแน่ ๆ ยิ่งคิดใจผมก็ยิ่งสั่นไหว เขาดีกับผมมาก มากจนผมไม่สามารถสั่งห้ามใจตัวเองได้ 

มาร์โลว์เป็นตัวอันตรายต่อหัวใจและความรู้สึกของผมจริง ๆ

ผ่านไปเพียงแค่ 10 หรือ 15 นาทีมาร์โลว์ก็กลับเข้ามาพร้อมนมสตอเบอร์รี่ 1 ขวด และข้าวกล่อง ดูเหมือนว่ามาร์โลว์จะยังไม่ได้กินข้าวนะครับ เขาเปิดขวดนมเสียบหลอดแล้วยื่นมาให้ผม การใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกประทับใจไม่น้อยเลย ผมเอ่ยขอบคุณเขาแล้วยื่นมือไปรับขวดนมมาถือดื่มเอง กินไปได้ไม่ถึงครึ่งขวดผมก็กินต่อไม่ไหวแล้ว ก็มาร์โลว์เล่นซื้อขวดใหญ่มาให้แบบนี้ผมจะไปกินหมดได้ยังไงกัน

นี่เขาไม่ได้ประชดผมใช่ไหม?

มาร์โลว์เดินมาหยิบขวดนมของผมไปเก็บ พอเห็นว่าผมทำท่าจะลงจากเตียงเขาก็รีบเดินเข้ามาประคอง ไม่ต้องถามอีกฝ่ายก็รู้ว่าผมต้องการอะไร มาร์โลว์ส่งผมเข้าห้องน้ำแล้วเขาก็ยืนรออยู่ข้างนอก ผมล้างหน้าแปรงฟันเตรียมจะนอน ไม่รู้ว่าจะนอนหลับไหม แต่ผมจะพยายามนอนให้หลับ เปิดประตูห้องน้ำมาก็เจอกับมาร์โลว์ยืนพิงกำแพงอยู่ เขาเข้ามาประคองพาผมเดินกลับไปที่เตียงคนไข้ แล้วเราก็มองหน้ากันนิ่ง ๆ ไม่มีใครพูดอะไร ต่างฝ่ายต่างมองกันอยู่อย่างนั้น มาร์โลว์เลิกคิ้วขึ้นสูงเหมือนต้องการจะถามว่าผมมองหน้าเขาทำไม

“คุณ” ผมเอ่ยเรียกเขาเสียงแผ่ว 

“อยากได้อะไรอีกไหม?” ริมฝีปากเรียวได้รูปขยับยิ้มบางเบาที่มุมปาก

“อยู่กับผมนะ” เพียงแค่สบตากันหัวสมองของผมมันก็ว่างเปล่า ลืมไปแล้วถึงสิ่งที่อยากจะถามกลับกลายเป็นว่าดันพูดสิ่งที่ใจนึกคิดออกไปแทน พอนึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไปผมก็เตรียมคิดหาคำพูดใหม่แต่ยังไม่ที่จะได้แก้คำอะไรมาร์โลว์ก็ขยับเข้ามาหา เขายื่นมือมาจับแขนของผมข้างหนึ่งแล้วดึงเข้าหาตัวเขา ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราชนกัน มาร์โลว์เอียงหัวเล็กน้อยก่อนจะทาบทับริมฝีปากลงมา

“คุณ! จูบผมทำไม!?” แม้จะเป็นเพียงการสัมผัสเพียงแผ่วเบาแต่นั่นก็คือจูบ! มาร์โลว์จูบผม จูบโดยไม่มีเหตุผล

“มันเขี้ยวว่ะ” เขาพึมพำเสียงเบาพร้อมยกมือขึ้นบีบแก้มทั้งสองข้างของผมแรง ๆ จนหน้าผมบู้บี้ไปหมด

“โรคจิต!” ผมเอนตัวหนีแต่มาร์โลว์ก็ดึงผมเข้าไปกอดเอาไว้หลวม ๆ 

“มีผัวแล้ว อย่าดื้อ เข้าใจไหม?” เขาว่าเสียงดุพร้อมก้มหน้าเข้ามาใกล้

“ไม่เข้าใจ” ผมเชิดหน้าใส่ ไม่สนใจสายตาดุ ๆ ที่จ้องมองมา

“จับปล้ำนะ” อีกฝ่ายกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดแก้มทำเอาผมเสียวสันหลังวาบ ภาพความทรงจำในคืนนั้นไหลย้อนกลับเข้ามา

“เข้าใจแล้ว ๆ” ผมรีบร้องตอบรับแล้วขยับตัวออกห่างจากคนตัวสูง  มาร์โลว์ที่เห็นท่าทางของผมก็ถึงกับหัวเราะขำ ผมเลยมองค้อนไปทีด้วยความหมั่นไส้ สนุกมากหรือไงมาแกล้งให้คนอื่นเขาใจเต้นแรงแบบนี้ ถ้าผมหัวใจวายขึ้นมาจะทำยังไง!

 

 

 

 

 

“คุณจะพาผมไปไหน?” ผมมองออกไปทางนอกกระจกรถ วันนี้ผมได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว มาร์โลว์บอกแค่ว่าจะพาผมไปอยู่กับเขา ตอนแรกผมก็นึกว่าจะไปอยู่ที่คอนโดฯ ที่เขาเคคยพาผมไป แต่พอมองเส้นทางดูแล้วมันกลับไม่ใช่

“สนาม LW รู้จักไหม?” เขาหันมามองหน้าผมแวบหนึ่งก่อนจะหีนกลับไปมองทางข้างหน้าเหมือนเดิม

“อือ” ผมขานรับเสียงแผ่ว ในหัวก็ขบคิดไปด้วยว่าทำไมถึงต้องพาไปที่นั่น สนาม LW เป็นสนามแข่งรถเถื่อน เปิดอย่างผิดกฎหมาย แต่อยู่ได้เพราะเส้นใหญ่ ผมเคยไปอยู่หลายครั้งเพราะตามมารุตไป เมื่อก่อนมารุตก็ชอบไปแข่งรถที่สนาม LW บ่อย ๆ 

“เป็นอะไร?” มาร์โลว์ที่เห็นผมเงียบไปก็หันมาถาม

“ผม…รู้สึกแปลก ๆ” ผมเม้มปากบีบมือตัวเองแน่น ไม่รู้เลยว่าชีวิตของผมหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป

เพราะกลัวตายผมถึงได้ตามมาร์โลว์มา อย่างน้อยถ้าผมอยู่กับมาร์โลว์ผมก็จะมีชีวิตที่ดี มีที่นอน มีข้าวกิน และมีคนดูแล แต่ถ้าผมหนีไปตามลำพังอาจเจอเข้ากับนิโคล แล้วชีวิตของผมก็คงไม่ต่างจากตกนรก นิโคลมันชั่วช้า ผมยังจำได้ดีวินาทีที่ตัวเองถูกนิโคลซ้อม มันเจ็บปวดมาก แต่ผมก็เอาคืนโดยการเอาไม้ฟาดและเอากระถางตต้นไม้ทุ่มใส่ เชื่อเถอะว่าต้องใช้เวลารักษาระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่ได้มีแต่ผมที่ต้องแอดมิท นิโคลเองก็น่าจะเย็บหลายเข็ม

“เดี๋ยวก็ชิน” มาร์โลว์พูดออกมาสั้น ๆ เขาทำเหมือนไม่ได้สนใจอาการวิตกกังวลของผม แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ฝ่ามืออุ่นร้อนเลื่อนมาจับมือของผมที่บีบเข้าหากันแน่นอยู่บนตัก มาร์โลว์ดึงมือของผมให้แยกออกจากกันแล้วเป็นฝ่ายสอดมือเข้ามาประสานกับมือของผม ปลายนิ้วโป้งลูบหลังมือของผมเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ผมมองตามการกระทำเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เต้นถี่รัว ความรู้สึกดีที่มีต่อเขาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่มาร์โลว์แสดงออกมันทำให้ผมหวั่นไหวและคิดไปไกล

ขับรถมาสักพักก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ ถึงสนาม LW จะเปิดอย่างผิดกฎหมาย แต่สนามนี้ไม่ได้กระจอกนะครับ ที่นี่ใหญ่โตและสวยงามทันสมัย ก็แน่ล่ะ รายได้ต่อวันดีแบบที่ทำงานทั้งชีวิตก็ยังมีเงินเก็บไม่เท่ามันก็ต้องตกแต่งให้ดูดีหน่อย มาร์โลว์ขับเลยสนามเข้าไปทางด้านใน ผ่านสำนักงานของสนามจนไปเจอกับกำแพงสีขาวที่สูงสักประมาณ 4-5 เมตร ด้านหน้ามีประตูเหล็กขนาดใหญ่ เมื่อขับรถผ่านประตูเหล็กไปแล้วก็จะเจอลานกว้างที่กว้างมาก ๆ สองข้างทางใช้เป็นที่จอดรถ มีทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ พอขับเข้ามาอีกก็พบกับประตูรั้วสีดำที่สูงและใหญ่มาก ข้างในนี้เหมือนจะเป็นส่วนของบ้านพัก ซึ่งมีห้องแถวเรียงติดกันเยอะแยะเต็มไปหมด มีโรงจอดรถขนาดใหญ่อยู่ด้านในใกล้กับบ้านเดี่ยวที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ผมมองสถานที่รอบ ๆ ด้วยความสนใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าด้านในของสนามจะมีบ้านคนอยู่ด้วย

“เฮีย” ทันทีที่มาร์โลว์จอดรถแล้วก้าวออกไปก็มีคนวิ่งเข้ามาหาเขาทันที มาร์โลว์เดินอ้อมมาทางฝั่งของผม เขาเปิดประตูรถให้ผมแล้วประคองให้เดินเข้าไปในบ้าน

“เอาของไปเก็บที่ห้องกู” ตอนที่กำลังจะเดินผ่านผู้ชายคนที่วิ่งออกมาหามาร์โลว์เมื่อกี้ คนตัวสูงก็โยนกุญแจรถให้ดับอีกฝ่าย ผู้ชายคนนั้นรับกุญแจรถไปแล้วเดินไปที่รถอย่างว่าง่าย นั่นลูกน้องมาร์โลว์เหรอ?

“หายไปไม่กี่วันพาเด็กเข้าบ้านแล้วว่ะ” เดินเข้ามายังไม่ทันพ้นธรณีประตูก็มีเสียงร้องทักดังขึ้นมาพร้อมกับที่มีใครบางคนเดินออกมา ผมมองอีกฝ่ายด้วยความตกใจและตกตะลึง ผู้ชายคนนี้หน้าเหมือนมาร์โลว์มาก 

“เหมือนมึงนั่นแหละ ติดเมีย” มาร์โลว์ตวัดสายตาไปมองอีกฝ่ายแล้วพาผมเดินเข้ามาข้างในบ้านโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ก็มีเมียให้ติด” คนที่หน้าเหมือนมาร์โลว์คนนั้นไหวไหล่ก่อนจะกระตุกนิ้มที่มุมปากด้วยท่าทางที่กวนประสาท ถึงจะหน้าเหมือนกันยังไงแต่บุคลิกนี่ต่างกันมาก เหมือนเจ้าชายกับปีศาจ แน่นอนว่ามาร์โลว์เป็นเจ้าชาย คงไม่ต้องบอกนะว่าใครจะเป็นปีศาจ

“กูก็มีเหมือนกัน” คนตัวสูงข้างตัวผมสวนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ แต่คำพูดที่พาดพิงมาถึงผมก็ทำเอาผมสะดุ้งตกใจเบา ๆ 

“จะยืนคุยกันอีกนานไหม?” เสียงทุ้มดุดังขึ้นมาพร้อมกับที่มีใครบางคนเดินออกมาจากห้องอะไรสักอย่าง ผมเดาว่าน่าจะห้องนั่งเล่นนะ 

“สะ สวัสดีครับ” ผมเกร็งไปหมดจนแทบลืมหายใจ ผู้ชายคนที่เพิ่งเดินมาเมื่อกี้หน้าเหมือนพี่รัชช์มาก มากชนิดที่ถ้าบอกว่าเป็นฝาแฝดกับพี่รัชช์ผมก็เชื่อนะ

“กูชื่อเร็กซ์ นี่แฟนกูมาวิน เป็นน้องชายเฮียมาร์โลว์” เขาแนะนำตัวเองแล้วหันไปยังคนที่หน้าเหมือนมาร์โลว์ ถึงว่าล่ะหน้าเหมือนกันเกิน ที่แท้ก็พี่น้องกันนี่เอง พระเจ้าช่างสรรสร้างจริง ๆ 

“อะ ไอ ไอริสครับ” ผมแนะนำตัวเสียงสั่น คนชื่อเร็กซ์นี่น่ากลัวมาก แค่ทำหน้านิ่ง ๆ ผมก็กลัวจนไม่กล้าสบตาแล้ว

“ไม่ต้องกลัวกูขนาดนั้น กูเป็นพี่ชายรัชช์ และกูรู้จักมึง” อีกฝ่ายยกมือขึ้นกอดอกพร้อมกระตุกยิ้มที่มุมปาก ท่าทางดูร้ายกาจ 

“คะ ครับ” ผมขานรับได้ไม่เต็มเสียงนัก แค่เร็กซ์มองหน้าผมนิ่ง ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนถูกเขาเอามีดมาจ่อคอ แล้วผมก็เพิ่งมานึกขึ้นได้ เร็กซ์คือรุ่นพี่ที่สนิทของมารุต สองพี่น้องมาร์โลว์และมาวินเป็นเจ้าของสนาม LW ผมเคยเจอพวกเขาเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังไม่ได้คบกับมารุต ผมถูกเพื่อนชวนให้มาดูแข่งรถแล้วผมก็เห็นสามคนนี้อยู่อีกฝั่งหนึ่งของสนาม และช่วงที่ผมคบกับมารุตก็มีโอกาสได้เจอกับเร็กซ์และมาวิน แต่ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจเลยทำให้จำไม่ได้

“พาเมียเฮียไปพักเถอะ ไอ้โช ดูแลซ้อมึงด้วย” มาวินพยักพเยิดหน้าไปทางบันไดบ้านก่อนจะหันมาสั่งกับผู้ชายคคนที่มาร์โลว์ใช้ให้ไปยกกระเป๋าเข้ามา

“ครับ” คนชื่อโชรับคำแล้วก้าวไว ๆ ขึ้นชั้นสองของบ้านไป

“ซ้อ!?” แต่ผมที่ได้ยินคำแปลก ๆ ก็ร้องเสียงหลงหันมองหน้าคนนั้นคนนี้เลิ่กลั่ก

“ทำใจเถอะ กูก็โดนเรียกแบบนี้แหละ” เร็กซ์พยักหน้าให้ผมด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูปลงตก

“กูพาไอริสไปพักก่อน ฝากพวกมึงดูสนามทีนะ” มาร์โลว์หันไปคุยกับน้องชายของตัวเอง

“เออน่า จะไปไหนก็ไปเถอะ” มาวินยกมือไล่มือไม่สนใจ มาร์โลว์ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพาผมเดินขึ้นมายังชั้นสอง บ้านหลังนี้กว้างกว่าที่คิด ชั้นสองมีห้องนอนอยู่หลายห้อง มาร์โลว์พาผมเดินเข้ามายังห้องด้านในสุด

“นี่ห้องคุณเหรอ?” พอเข้ามาข้างในผมก็เจอกับห้องโล่ง ๆ จะว่าไงดีล่ะ นี่มันสไตล์มินิมอลหรือเปล่า เฟอร์นิเจอร์น้อยแต่ดูดีมีสไตล์ ก็เหมาะกับเจ้าของห้องดี

“อืม นายอยู่ที่นี่นะ” มาร์โลว์พาผมเดินมานั่งที่เตียงนอน

“ผมอยู่ได้เหรอ?” ผมมองด้วยความสงสัย 

“มันเป็นบ้านนายแล้ว” คนตัวสูงนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าผมก่อนจะยกมือขึ้นประคองใบหน้าของผมไว้ด้วยท่าทางทะนุถนอมอ่อนโยน

“คุณ…จะให้ผมอยู่ถึงเมื่อไหร่?” ผมหลุบตาลงต่ำ มาร์โลว์ดีกับผมมากจนบางครั้งผมก็กลัวว่านี่อาจเป็นเพียงแค่ฝันดีในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้ววันหนึ่งมันก็จะหายไป

“นายเป็นเมียฉันนะ คิดจะไปไหนหรือไง?” เขาขมวดคิ้วตีหน้าดุใส่

“คุณจริงจังกับมันเหรอ?” ผมหยุดคิดแล้วเอ่ยถามออกไปตรง ๆ ผมไม่รู้ว่ามาร์โลว์มองเรื่องของผมกับเขายังไง เขาจริงจังหรือแค่ทำไปอย่างนั้น

“แล้วฉันดูล้อเล่นหรือไง?” อีกฝ่ายย้อนถามกลับมาหน้านิ่ง แววตตาดูไม่พอใจกับคำถามเมื่อกี้นี้

“ผม…” ผมพูดอะไรไม่ออก ผมเดาใจเขาไม่ถูก มาร์โลว์ไม่ได้ดูเหมือนล้อเล่น แต่ผมก็ไม่รู่ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องของเรามากขนาดไหน

“นอนพักเถอะ” เหมือนมาร์โลว์จะขุ่นเคืองในใจเล็ก ๆ เขาลุกขึ้นยืนแล้วดันให้ผมเอนตัวลงไปนอนบนเตียง

“ที่คุณพูด คุณคิดอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ?” ก่อนที่มาร์โลว์จะเดินไปผมก็รีบลุกขึ้นแล้วคว้าข้อมือของเขาเอาไว้ก่อน

“ฉันจะรับผิดชอบนาย อยู่ที่นี่ในสถานะเมียฉันแล้วฉันจะดูแลนายอย่างดี” มาร์โลว์นั่งลงที่ขอบเตียงแล้วดึงผมเข้าไปกอด เหมือนเขาจะรู้ว่าผมต้องการความชัดเจน เขาเลยพูดและแสดงออกแบบนั้น

“ผมทำอะไรได้บ้าง?” ผมเงยหน้ามองเขา รู้สึกดีที่มาร์โลว์แคร์ผมมากขนาดนี้ ในช่วงเวลาที่ผมโดดเดี่ยวและอ่อนแอ มาร์โลว์ก็เข้ามาเป็นหลักยึดให้กับผม แม้ความสัมพันธ์ของเราจะเกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจ แต่เรื่องราวระหว่างเราต่อจากนี้มันจะเกิดขึ้นเพราะความตั้งใจของมาร์โลว์

และผม

“อยากทำอะไรก็ทำ” เขาว่าออกมาอย่างนั้น 

“ไม่เข้าใจ” ผมเบะปากน้อย ๆ เขาหมายความตามนั้นจริง ๆ หรือแค่กวนประสาทกันแน่?

“ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นทำงาน” 

“ทำไม?” ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่เข้าใจ

“ฉันมีเงิน แค่เมียคนเดียวฉันเลี้ยงได้ ไม่ต้องให้เมียทำงานให้เหนื่อยหรอก” เขาพูดออกมานิ่ง ๆ ดูไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร ก็รู้นะว่ารวย แต่พูดแบบนี้มันไม่ดูน่าหมั่นไส้เกินไปหน่อยเหรอ?

“…” ผมเบะปากคว่ำยิ่งกว่าเดิม เอาแต่เรียกผมว่าเมีย ๆ อยู่ได้ จะย้ำอะไรนักหนาก็ไม่รู้

“ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ หิวข้าวไหม?” พอเห็นผมเงียบมาร์โลว์ก็ยกมือขึ้นดีดหน้าผากผมเบา ๆ แล้วพาเปลี่ยนเรื่อง

“หิว” ผมพยักหน้ารับ อยู่โรงพยาบาลผมไม่เจริญอาหารเลย ทำไมเขาไม่จ้างเชฟกระทะเหล็กมาทำอาหารให้คนไข้บ้างนะ

“เดี๋ยวให้คนยกขึ้นมาให้” เขาพูดพร้อมกับผละตัวลุกขึ้นยืน

“ผมลงไปกินข้างล่างก็ได้” ผมรีบลุกตามไปติด ๆ ถึงมาร์โลว์จะมีลูกน้องที่สามารถใช้งานได้แต่ผมก็ไม่กล้าให้ใครมาทำนั่นทำนี่ให้หรอก ผมไม่ใช่เจ้านายของพวกเขา แล้วผมก็ไม่ชินด้วย

“อืม” มาร์โลว์ไม่ได้แย้งอะไรเราเลยพากันเดินลงมาข้างล่างทั้งที่เพิ่งขึ้นไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

 

“เฮีย!” ระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่กับมาร์โลว์ก็มีเสียงร้องดังขึ้นมาจากทางหน้าบ้าน ไม่นานก็มีคนวิ่งเข้ามาเกาะที่โต๊ะกินข้าว

“อะไร?” มาร์โลว์ปรายหางตาไปมอง ถ้าจำไม่ผิดคนนี้น่าจะชื่อโชล่ะมั้ง

“ทำไมซ้อน่ารักจัง?” อีกฝ่ายว่าพร้อมหันมาฉีกยิ้มกว้างจนจาหยีให้กับผม พอได้รับคำชมตรง ๆ ผมก็รู้สึกเก้อเขินขึ้นมาทันที ถึงจะรู้ดีว่าตัวเองน่ารัก(มาก)แต่พอมีคนมาชมให้ได้ยินก็รู้สึกเขินเหมือนกันนะครับ

“ไอ้โช” มาร์โลว์วางช้อนในมือลงแล้วตวัดสายตาไปมองโชด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ

“แฮร่! ก็ซ้อน่ารักจริง ๆ นี่” โชยิ้มเผล่ออกมาก่อนจะกระโดดถอยออกห่างจากโต๊ะกินข้าวไป

“กวนตีนแล้วมึง แล้วนี่วินกับเร็กซ์ไปไหน?” มาร์โลว์ส่ายหัวเบา ๆ กับท่าทางของลูกน้อง แต่เขาก็ไม่ได้ดุหรือต่อว่าอะไรอีกฝ่าย ดูเหมือนเจ้านายกับลูกน้องของที่นี่จะสนิทกันมาก ดูไม่คอยเหมือนนายจ้างกับลูกจ้าง เหมือนพี่น้องกันมากกว่า

“ไปทำงานไงเฮีย” อีกฝ่ายตอบกลับมาทำเอามาร์โลว์นิ่งไปพักหนึ่ง เหมือนมาร์โลว์จะลืมไปว่าตนเองนั้นใช้ให้น้องชายไปดูแลงานแทน ผมขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย แค่ตอนอายุ 25 ปีนี่ยังขนาดนี้ ถ้าถึง 30 ปีนี่ไม่ลืมบ้านเลขที่เลยเหรอ? นี่ถือว่าเป็นปัญหาของเมียเด็กที่มีผัวแก่หรือเปล่านะ?

“ไอริส นี่เตโช มีอะไรก็เรียกใช้มันนะ” มาร์โลว์ที่เห็นผมนั่งมองหน้าเขาอยู่ก็เอ่ยเรียกเพื่อแนะนำคนของเขาให้ผมได้รู้จัก

“คะ ครับ” ผมยิ้มแห้ง แม้คนที่ชื่อเตโชจะฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรส่งมาให้ก็เถอะ ใครจะกล้าไปใช้คนอื่นกัน ถึงในชีวิตนี้ผมจะเคยมาแม่บ้านคอยดูแลนั่นนี่ให้ แต่มันต่างจากตอนนี้ลิบลับเลยนะ

“กินเยอะ ๆ หัวโตตัวลีบหมดแล้ว” มาร์โลว์ตักกับข้าวมาใส่จานผมที่เอาแต่นั่งมองหน้าโชจนลืมกินข้าว

“ผมไม่ได้หัวโตนะ” ผมก้มมองผัดผักในจานข้าวแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาเถียงอีกฝ่ายเสียงแข็ง หยาบคายมากเลยนะ อย่างผมนี่เรียกว่าหุ่นดี ไม่ได้หัวโตตัวลีบอย่างที่มาร์โลว์พูดเสียหน่อย

“เถียง?” คนตัวสูงเลิกคิ้วมองหน้าผมนิ่ง ๆ 

“ฮึ่ย!” ผมอยากจะสวนกลับไปแต่ก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดีเลยทำได้แค่ฮึดฮัดกับตัวเอง มาร์โลว์ที่เห็นผมโต้ตอบเขาไม่ได้ก็หัวเราชอบใจใหญ่

น่าโมโหจริง ๆ เลย!

 

 

 

 

 

เมื่อตกดึกปัญหาใหญ่ก็มาเยือน ไม่ได้มีบทหวาดเสียวระหว่่งผมกับมาร์โลว์แต่อย่างใด มาร์โลว์ดีกับผมมาก สุภาพบุรุษ และน่ารัก ใช่! มาร์โลว์น่ารักมาก เขาถามผมว่าสะดวกใจที่จะนอนเตียงเดียวกับเขาไหม ถ้าผมไม่โอเคเขาจะเอาที่นอนปิคนิคมากางนอนที่ข้าง ๆ เตียงนอน ซึ่งผมไม่ได้มีปัญหาตรงนั้น เตียงนอนของมาร์โลว์มันกว่าพอที่จะให้เราทั้งคู่แบ่งฝั่งกันนอนได้ คืนนี้ผมกับมาร์โลว์จึงนอนบนเตียงเดียวกัน

“เป็นอะไร?” ผมที่พลิกตัวไปมาหาท่านอนที่เหมาะสมไม่ได้ก็แอบสะดุ้งเบา ๆ เมื่อมาร์โลว์ที่นอนหันหลังให้อยู่นั้นพลิกตัวมาถาม

“เปล่า” ผมปฏิเสธเสียงแผ่ว

“ไอริส” มาร์โลว์เรียกผมเสียงนิ่ง แม้ภายในห้องจะมืดสนิท แต่ดวงตาที่ชินกับความมืดแล้วก็พอจะทำให้ผมเห็นหน้าของมาร์โลว์อยู่บ้าง หรือต่อให้มองไม่เห็นผมก็สามารถนึกใบหน้าของมาร์โลว์ออก เขารู้ว่าผมโกหก และเขาก็กำลังตีหน้าดุใส่ผมอยู่

“ผมแค่แปลกที่” มันเป็นเรื่องปกติที่ผมจะนอนไม่หลับ เวลาเราไปค้างคืนที่ไหนพอแปลกที่ก็มักจะนอนไม่หลับ หมอนและเตียงนอนหรือแม้แต่บรรยากาศก็แตกต่างจากห้องนอนของตัวเอง ความไม่คุ้นชินทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและมีอาการกังวลใจเล็ก ๆ

“ขยับมานี่” เขาพูดพร้อมพยักหน้าให้เบา ๆ

“หืม?” ผมขานรับด้วยความมึนงง แต่ก็ยังไม่ยอมขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย

“ขยับมา” เขาย้ำอีกครั้งเสียงดุ

“อะ อือ” ผมจำต้องขยับเข้าไปหาตามที่มาร์โลว์สั่งอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ทำตามก็จะโดนดุอีก มาร์โลว์ถึงจะใจดีแต่เวลาหงุดหงิดหรือไม่พอใจอะไรนี่ก็น่ากลัวเอาเรื่องเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นไม่เสี่ยงดีกว่า

หมับ!

“กอดทำไม?” ทันทีที่ผมขยับตัวเข้าไปใกล้มาร์โลว์ก็ยื่นแขนมาตวัดรัดรอบเอวของผมแล้วดึงเข้าหาตัว หัวของผมขึ้นไปเกยหนุนแขนอีกข้างของเขา ผมในตอนนี้ตกอยู่ในอ้อมกอดของมาร์โลว์ไปโดยปริยาย

“นอน” เขาพูดสั้น ๆ พร้อมดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ผม

“ตะ…” ผมกำลังจะร้องแย้ง มาร์โลว์เป็นคนขี้ร้อน แอร์ในห้องนี้จึงถูกเปิดในอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำ ส่วนผมเป็นคนขี้หนาว ซึ่งสู้กับแอร์ในห้องนี้ไม่ได้ เดือดร้อนมาร์โลว์ที่ต้องหอบเอาผ้าห่มหนา ๆ มากางไว้บนเตียงเพื่อให้ผมได้ใช้ห่มหลาย ๆ ผืน

“นอน” มาร์โลว์พูดขัดขึ้นพร้อมกับดันหัวผมให้มุดเข้าไปซุกซบกับหน้าอกของเขา ผมเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวว่ามันจะรบกวนมาร์โลว์ ผมไม่รู้ว่าเขายังไม่หลับหรือหลับไปแล้วแต่ตื่นเพราะผมพลิกตัวไปมาไม่ยอมนอนเสียที มาร์โลว์คงรำคาญแหละถึงได้ทำแบบนี้(เหรอ?) 

แต่จะว่าไป ถูกกอดแบบนี้ก็อุ่นดีเหมือนกันเนอะ ผ้าห่มพวกนั้นคงไม่จำเป็นแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูห้องปลุกให้ผมที่ยังคงหลับใหลอยู่ตื่นขึ้นมา หันมองพื้นที่บนเตียงข้างตัวก็พบแต่ความว่างเปล่า ห้องน้ำก็เปิดประตูแง้มเอาไว้อยู่ มาร์โลว์ไม่ได้อยู่ในห้อง ผมลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแล้วเดินหาวปากกว้างไปเปิดประตูห้องนอน

แกร๊ก!

“อรุณสวัสดิ์ครับ ซ้อใหญ่” เปิดประตูปุ๊บก็มีเสียงร้องทักดังขึ้นปั๊บ

“อะ อือ” ผมขานตอบด้วยท่าทางที่ยังคงงัวเงียอยู่ แอบตกใจเล็ก ๆ ที่โชมาทักทายแบบนี้ 

ไม่ชินเท่าไหร่ แต่อยู่ ๆ ไปก็น่าจะชินเองแหละ

“ข้าวเช้าเสร็จแล้วนะครับ” โชฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร ตั้งแต่ที่ได้เจอกันเมื่อวานผมก็เห็นโชยิ้มตลอด ยังไม่เคยเห็นเขาทำหน้าโมโหหรือหงุดหงิดเลย

“อ่า แล้ว…นี่มาร์โลว์ไปไหน?” ผมพยักหน้ารับ ลูกน้องของมาร์โลว์นี่ก็น่ารักดีนะ ใส่ใจผมดีจริง ๆ 

“ออกไปบริษัทครับ สาย ๆ เดี๋ยวกลับมา” จริงสิ มาร์โลว์มีงานต้องทำนี่นา ผมลืมไปได้ยังไงนะ

“อ้อ ขอล้างหน้าก่อนนะ” 

“ตามสบายเลยครับ” 

พูดจบโชก็เดินออกไป ผมปิดประตูแล้วเข้ามาอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ มาร์โลว์สั่งให้คนซื้อเสื้อผ้ามาให้ผม 3-4 ชุดเพื่อใส่แก้ขัดไปก่อน ถ้าอะไรมันเข้าที่เข้าทางแล้วก็ว่ากันอีกที แอบแปลกใจที่เสื้อผ้าพวกนี้มันเป็นไซส์เดียวกันกับที่ผมใส่อยู่ ลูกน้องของมาร์โลว์ไม่มีทางรู้ไซส์เสื้อผ้าของผมแน่ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นมาร์โลว์สินะ เขาแอบดูไซส์เสื้อผ้าของผมหรือกะขนาดเอากันนะ?

บ้าน่า! ไม่ว่าจะแบบไหนมันก็น่าอายทั้งคู่นั่นแหละ!

ผู้ชายคนนี้ทำเสน่ห์ใส่ผมหรือเปล่า? ไม่ว่าเขาจะทำอะไรให้ผมก็ชอบและประทับใจหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมาร์โลว์มันโคตรจะดีต่อใจเลยแล้วถ้าวันหนึ่งผมตกหลุมรักเขาขึ้นมาจริง ๆ มันจะเป็นยังไงนะ?

มาร์โลว์จะรู้สึกหวั่นไหวเหมือนที่ผมเป็นหรือเปล่า?

ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อคืนผมสามารถหลับสนิทได้ ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่ความจริงก็คือเพราะอ้อมกอดของมาร์โลว์ผมถึงได้นอนหลับได้ ความอบอุ่น ความอ่อนโยน และความใจดีของมาร์โลว์กล่อมให้ผมหลับไปพร้อมกับความรู้สึกที่สบายใจ ปลอดภัย และอบอุ่น การกระทำเหล่านี้พอจะให้ผมเหมารวมเป็นความรักได้หรือเปล่า? 

จริง ๆ แล้วมาร์โลว์เองก็ชอบผมหรือแค่ทำเพื่อรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเราในคืนนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ผมก็ขอเห็นแก่ตัวยึดมาร์โลว์เอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ไม่สิ ผมไม่ได้มองว่ามาร์โลว์เป็นสิ่งของ แต่เขาเป็นของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น ในเมื่อมาร์โลว์เรียกผมว่าเมีย และคนรอบตัวของเขาก็รู้จักผมในสถานะซ้อใหญ่ของสนาม LW นั่นเท่ากับว่าผมมีสิทธิ์ในตัวของมาร์โลว์ทุกอย่าง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มาร์โลว์กลายเป็นโลกใบใหม่ที่ผมพยายามตามหามาตลอดทั้งชีวิต แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผมก็อยากที่จะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดี ๆ นี้เอาไว้ หากวันข้างหน้าผมต้องสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป อย่างน้อยผมก็เคยได้พบเจอกับสิ่งดี ๆ ที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

 

 

 

 

---------------------------------------

 

 

 

 

ทุกคนคะ เรากลับมาแล้วค่ะ ขอโทษจริง ๆ ที่หายไปนาน พอดีคุณพ่อเราเข้าโรงพยาบาลมาจะ 2 เดือนแล้วค่ะ ผ่าตัดไป 3 รอบ ยุ่งมากเลย เรากับแม่ต้องผลัดกันไปเฝ้าเลยทำให้ไม่มีเวลาเขียนนิยายเลยค่ะ เราเพิ่งจะกลับมาอยู่บ้านแบบยาว ๆ เมื่ออาทิตย์ก่อนถึงเพิ่งมีเวลาเขียนนิยายต่อ 

วันนี้เอามาลงให้อ่านก่อนนะคะ ยังไม่ได้รีไรท์ มาแบบดิบ ๆ สด ๆ เลยค่ะ คำผิดน่าจะเยอะและถ้าอ่านตรงไหนมึน ๆ งง ๆ ก็ขออภัยด้วยนะคะ  

อีกเรื่องค่ะ เราไม่เลิกเขียนนิยายนะคะ ไม่ต้องกลัว 

ไม่เลิก! ถ้าเลิกแล้วเราจะเอาอะไรกิน! 

หยอกค่ะ ๆ คิดถึงทุกคนมาก ๆ เลยค่ะ หลังจากนี้จะตั้งใจทำงานนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #8 Galaxypyn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 10:23
    รอเสมอออ~
    #8
    0