คนสุดท้าย [YAOI]

ตอนที่ 4 : คนสุดท้าย : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    18 ต.ค. 63

 

 

คนสุดท้าย : 3

 

 

IRIS PART :

ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ แต่ทันทีที่รู้สึกตัว ผมก็รับรู้ได้ว่าตนเองนั้นยังไม่ตาย ก่อนที่จะลืมตาขึ้นผมนึกย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้านี้ คิดและทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมหนีออกมาจากคอนโดฯ ของมาร์โลว์ กลับไปที่บ้านพ่อกับแม่แล้วก็เจอกับลูกน้องของนิโคล ผมวิ่งหนีสุดกำลังจนไปเจอกับ…พี่รัชช์

“พี่รัชช์ รุต” ผมลืมตาตื่นขึ้น และภาพแรกที่ผมได้เห็นก็คือใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทวดาของพี่รัชช์ ผมเจอกับพี่รัชช์จริง ๆ ด้วย แต่พี่รัชช์ไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว ข้างหลังของเขาก็มีมารุตที่เป็นคนรักของพี่รัชช์ และเป็นแฟนเก่าของผม 

“เป็นยังไงบ้าง?” พี่รัชช์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ยอมรับว่าตกใจ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าถ้าเจอพี่รัชช์ที่ไหนก็จะต้องเจอมารุตที่นั่นด้วย แต่ช่วงเวลาหลายเดือนที่เราไม่ได้เจอกันมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่กล้าที่จะสู้หน้าใครได้อีก มารุตจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ผมนั่งเงียบหลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบตากับอดีตคนรัก ทั้งกลัวและรู้สึกผิด

“เจ็บไปทั้งตัวเลยครับ” ผมมองหน้าพี่รัชช์แล้วตอบกลับเสียงแผ่วเบา ไม่รู้ว่าทำไมพอได้เห็นหน้าพี่รัชช์แล้วผมก็อยากจะร้องไห้ออกมา อาจเป็นเพราะผมรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่กับพี่รัชช์ 

“ดื่มน้ำไหม?” พี่รัชช์ยังคงใจดีกับผมไม่เคยเปลี่ยน

“ครับ” ผมพยักหน้าตอบรับแล้วขยับลุกขึ้นนั่งในตอนที่พี่รัชช์หันไปรินน้ำให้ มารุตยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่แม้แต่จะหันมาสนใจผม เขาไม่ยอมมองหน้าผมเลยด้วยซ้ำ

“รุต ไปตามหมอที บอกว่าไอริสฟื้นแล้ว” พี่รัชช์ที่เหมือนจะรู้ว่าท่าทางของมารุตและผมนั้นแปลกไปจากทุกทีก็หันไปบอกกับแฟนของตัวเอง

“ครับ” ซึ่งมารุตก็ตอบรับทันทีไม่มีอิดออด

“พี่รัชช์ช่วยผมไว้อีกแล้ว” หลังจากที่มารุตเดินออกจากห้องพักฟื้นของผมไปบรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปด้วย

ผมลอบถอนหายใจแผ่วเบา เมื่อกี้เผลอเกร็งตัวจนเกือบลืมหายใจ มารุตเวลาที่จริงจังน่ะน่ากลัวที่สุดเลย แม้เราจะเคยคบหากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากมารุตก็คือเขาเป็นคนที่รักใครรักจริง และถ้าได้เกลียดใครล่ะก็เขาจะไม่แม้แต่ปรายหางตามอง ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสงสารหรือเห็นใจ ผมไม่รู้ว่าถูกมารุตเกลียดไปหรือยัง แต่ที่แน่ ๆ ระหว่างผมกับเขามันแตกหักกันไปตั้งนานแล้ว

“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย นอนพักเถอะนะ” พี่รัชช์ยกยิ้มอ่อนโยน 

“ครับ” ผมตอบรับอย่างว่าง่าย พี่รัชช์ประคองผมให้ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ผมเอาแต่จ้องมองพี่รัชช์ด้วยความชื่นชม ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาหล่อเหลา แต่นิสัยของเขาก็ยังดีมากอีกด้วย พี่รัชช์มักใจดีกับคนอื่นอยู่เสมอ ดีมากจนบางครั้งเขาก็ถูกความใจดีเหล่านั้นย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขา หลายคนหาผลประโยชน์จากความดีที่พี่รัชช์มี ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 

แต่เชื่อเถอะว่าตอนนี้ผมสำนึกผิดแล้วจริง ๆ

ไม่นานมารุตก็เดินกลับเข้ามา แอบเห็นว่าอีกฝ่ายชักสิหน้าไม่พอใจใส่ ผมไม่ได้หันไปมองตรง ๆ เพราะไม่กล้าสู้หน้า หมอและพยาบาลเดินเข้ามาซักถามอาการ ใช้เวลาสักพักก็ตรวจเสร็จเรียบร้อย หมอเชิญให้พี่รัชช์กับมารุตเดินออกไปคุยกันข้างนอก ระหว่างนั้นผมก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่รู้ว่าตอนนี้มาร์โลว์จะกำลังทำอะไรอยู่ เขาจะโกรธที่ผมหนีออกมาหรือเปล่านะ

แต่จะว่าไป ผมก็ยังพอจะมีโชคอยู่บ้าง มาร์โลว์เป็นคนดี แม้จะขี้บังคับไปสักหน่อย แต่เขาก็ดีกับผมมาก ไหนจะได้กลับมาเจอกับพี่รัชช์อีก ผมถูกพี่รัชช์ช่วยชีวิตไว้สองครั้งแล้ว สมกับฉายาคุณรัชช์คนดี ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเจอใครที่แสนดีแบบนี้มาก่อนเลย พอคิดย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ผมก็อดที่จะรู้สึกแย่ไม่ได้ ผมทำผิดกับพี่รัชช์เอาไว้มาก

“เป็นยังไงบ้าง?” เสียงทุ้มหวานของพี่รัชช์ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิด

“ผมยังไหว” ผมหันไปยกยิ้มบาง ๆ ให้กับอีกฝ่าย จะว่าไป เป็นผมนี่ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ

“เจ็บมากเลยใช่ไหม?” พี่รัชช์ไล่สายตามองไปตามร่างกายของผมที่มีรอยฟกช้ำอยู่เต็มไปหมด รอยพวกนี้ก็เกิดจากไอ้ลุงเหี้ยแล้วก็ไอ้นิโคลนั่นแหละครับ วันที่ไปหานิโคลผมโดนลุงตบตีไปหลายที เมื่อคืนก็โดนนิโคลกระทืบเกือบตาย 

“ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมไว้” ผมยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพี่รัชช์จากใจจริง ถ้าไม่ได้ผู้ชายคนนี้ช่วยเอาไว้ ชีวิตของผมคงไม่ต่างจากตกนรก

“ถามได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?” พี่รัชช์ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ เขามองสบตาผมคล้ายกับต้องการค้นหาบางอย่างในแววตาของผม

“…” ผมหลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบตากับพี่รัชช์ ผมไม่รู้ว่าควรพูดเรื่องที่เกิดขึ้นออกไปดีไหม ถึงผมกับพี่รัชช์จะรู้จักกัน แต่เราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น อีกอย่างผมก็รู้สึกแย่เกินกว่าที่จะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของผม เพียงแค่ไม่กี่เดือนชีวิตของผมก็ผกผันราวกับว่ากำลังจะตกลงไปในจุดที่ต่ำที่สุด

“ถ้ายังไม่อยากเล่า…” พี่รัชช์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นผมไม่พูดอะไร

“ผมไม่อยากนึกถึงมัน” ผมแข็งใจเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย หัวใจของผมมันสั่นไหว และขอบตาก็ร้อนผ่าว 

ตลอดหลายเดือนมานี้ผมพยายามเข้มแข็ง ผมต้องต่อสู้มาเพียงลำพัง ผมไม่มีที่พึ่งไม่มีที่พักพิง พอได้กลับมาเจอกับพี่รัชช์อีกครั้ง ความอ่อนโยนของเขาก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เพราะพี่รัชช์เป็นอย่างนี้ผมถึงได้ชอบเขา จนถึงตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ แต่ผมชอบในแบบที่ชื่นชมมากกว่า เรื่องชมชอบในเชิงชู้สาวนั้นไม่มีหรอก ผมตัดใจไปนานแล้ว ก็ตั้งแต่วันที่มารุตมาหานั่นแหละ ผมปล่อยวางเรื่องของมารุตกับพี่รัชช์มานานแล้ว ตอนนี้ก็ค่อนข้างจะปลง

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมากนะ” พี่รัชช์พยักหน้ายกยิ้มอย่างเข้าใจ

“ถ้าผมพร้อม ผมจะเล่าให้พี่รัชช์ฟังนะครับ” ผมรู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถแบกรับปัญหาต่าง ๆ เพียงลำพังได้ อย่างน้อยผมก็อยากที่จะเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่มันคงยังไม่ใช่ตอนนี้ ในวันข้างหน้าผมจะเล่าให้พี่รัชช์ฟังว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ผมไว้ใจและเชื่อใจพี่รัชช์ เพราะตอนนี้ผมไม่เหลือใครแล้ว ผมไม่ได้ติดต่อกับกลุ่มเพื่อน ผมไม่ได้เล่าให้พวกเขาฟังและก็ไม่มีใครพยายามตามหาหรือติดต่อหาผม

“อื้อ” พี่รัชช์ยังคงมอบรอยยิ้มให้ผมอยู่ มือเรียวบางยื่นมาลูบแก้มผมแผ่วเบาคล้ายกับต้องการจะปลอบประโลมหัวใจและร่างกายที่บอบช้ำนี้ ผมเอียงใบหน้าซบเข้ากับฝ่ามืออุ่นแล้วยกมือขึ้นทาบทับหลังมือของอีกฝ่าย 

นี่คือสิ่งที่ผมโหยหามาตลอดหลายปี 

หลังจากที่พ่อกับแม่จากไป ชีวิตผมก็เคว้งคว้าง ตอนนั้นแม้จะมีมารุต แต่ทั้งผมและเขาเราต่างก็ยังเด็กกันทั้งคู่ มารุตไม่ใช่ความอบอุ่นที่ผมปรารถนา เขาไม่ใช่คนที่จะทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยหรือสบายใจได้เมื่ออยู่ใกล้ ๆ เขาเป็นเพียงคนที่ผมรัก แต่ไม่ใช่คนที่ผมจะฝากชีวิตไว้ด้วย เราเข้ากันไม่ได้ เรื่องนั้นทั้งผมและเขาต่างก็รู้กันดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เราก็ยังดันทุรังคบกันมาได้ตั้ง 2 ปี มันบ้ามาก พยายามแทบตาย สุดท้ายก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่ามารุตจะคบกับพี่รัชช์ได้ พวกเขาดูแตกต่าง ก็คงจะเหมือนแม่เหล็กละมั้ง เมื่อขั้วลบกับขั้วบวกมาเจอกัน ก็จะดึงดูดเข้าหากัน 

ชักอิจฉามารุตแล้วสิ ทำไมถึงได้คนดี ๆ อย่างพี่รัชช์ไปครอบครองเสียได้นะ

“มารุตไปไหนเหรอครับ?” เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามารุตไม่ได้เดินกลับเข้ามาพร้อมพี่รัชช์ผมก็ลืมตาขึ้นแล้วปล่อยมือพี่รัชช์ให้เป็นอิสระ ถ้ามารุตมาเห็นว่าผมแอบจับมือแฟนเขาผมจะต้องโดนฆ่าหมกโถส้วมแน่ ๆ 

“ไปซื้อกาแฟน่ะ ไอริสอยากได้อะไรไหม?” พี่รัชช์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคนรักของตัวเองหายไป พอตั้งสติได้เขาก็ถามผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

“ไม่ครับ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ตอนนี้ผมไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นแหละ

“แล้วจะบอกที่บ้านไหม? พวกเขาน่าจะเป็นห่วงอยู่นะ” พี่รัชช์ถามขึ้นหลังจากที่เงียบไปพักหนึ่ง บรรยากาศระหว่างเราออกจะกระอักกระอ่วนนิดหน่อย ก็ผมเป็นแฟนเก่าของมารุตนี่ แล้วพี่รัชช์ก็เป็นแฟนใหม่ของมารุต ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่รัชช์เลยดูแปลก ๆ ไปสักหน่อย

“ไม่ต้องหรอกครับ บอกไปก็เท่านั้น” จริง ๆ แล้วผมยังมีญาติคนอื่นอยู่อีก ผมมีพี่สาว แต่เธอไม่ต้องการผม ไอร่าย้ายไปอยู่เยอรมันตั้งแต่ที่พ่อกับแม่เสีย งานศพของป้า ไอร่าก็ไม่มา แม้ผมจะขอร้องให้เธอกลับมา แต่ไอร่าก็บอกว่าเธอไม่มีความเกี่ยวข้องกับผมอีกต่อไปแล้ว

“…” พี่รัชช์นิ่งเงียบเพราะทำตัวไม่ถูก เห็นแบบนั้นแล้วก็อดที่จะเอ็นดูอีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งผมและพี่รัชช์ต่างมีระยะห่างระหว่างกันอยู่มาก เราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่สามารถสรรหาเรื่องมากมายมาคุยกันได้ตลอดเวลา 

“พี่รัชช์อยู่เป็นเพื่อนผมได้ไหมครับ?” ผมยกขาทั้งสองข้างขึ้นมานั่งกอดเข่าเอาไว้แล้วเอนหน้าลงไปซบที่หัวเข่ามองจ้องไปยังใบหน้าเรียวสวยได้รูปของพี่รัชช์ ผู้ชายคนนี้ทำให้คนเกือบทั้งมหา’ลัยต้องอกหัก คนชอบพี่รัชช์เยอะมาก แต่ใครจะคิดล่ะว่าเจ้าชายผู้แสนดีอย่างคุณรัชช์จะมาลงเอยกับผู้ชายดิบเถื่อนอย่างมารุตได้ 

“ได้สิ แต่ไอริสยังไม่ได้บอกพี่เลยนะว่าหายไปไหนมา?” พี่รัชช์ยกยิ้มใจดี

“มารุตไม่ได้เล่าอะไรให้พี่รัชช์ฟังเลยเหรอครับ?” ผมชะงักนิ่งไปพักหนึ่ง ทำไมพี่รัชช์ถึงได้ถามแบบนี้? หรือว่าพี่รัชช์จะยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น? มิน่าล่ะ เพราะไม่รู้ถึงการกระทำของผม พี่รัชช์เลยยังใจดีกับผมอยู่

“ไม่ มีอะไรเหรอ?” พี่รัชช์มีสีหน้าที่แปลกใจและสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“ขอโทษนะครับ พี่รัชช์” ผมเม้มปากแน่นยกมือขึ้นไหว้ขอโทษพี่รัชช์ นี่เป็นโอกาสที่ผมจะได้พูดขอโทษและสารภาพบาปกับพี่รัชช์ด้วยตัวเอง แม้จะกลัวถูกเกลียด แต่ผมก็จะพูดทุกเรื่องที่เคยได้กระทำเอาไว้

“ขอโทษ? เรื่องอะไร?” พี่รัชช์ย้อนถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ

“ทุกเรื่องที่ผมทำไม่ดีกับพี่ ปล่อยลมยาง กรีดรถ เอาเลือดสัตว์ไปสาดใส่ล็อกเกอร์ แล้วก็ขังพี่รัชช์ไว้ในห้องน้ำ ผมขอโทษครับ” ผมพูดถึงการกระทำทั้งหมดที่ได้ทำไม่ดีเอาไว้ พูดออกไปแล้ว และผมก็รู้สึกเกลียดชังตัวเองในอดีตไม่น้อยเลย ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมคิดอะไร ทำไมถึงได้ทำร้ายคนที่แสนดีแบบนี้ได้นะ แต่ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ผมไม่สามารถแยกพี่รัชช์กับมารุตออกจากกันได้ 

“…” พี่รัชช์นิ่งเงียบไปเหมือนจะตกใจไม่น้อยเลยกับคำสารภาพความผิดทั้งหมดของผม

“พี่รัชช์…” ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วเบาเมื่อเห็นพี่รัชช์เงียบไปนาน

“เพราะมารุตเหรอ?” พี่รัชช์มองสบตากับผม

“…” ผมนิ่งเงียบเพราะพูดอะไรไม่ออก จะให้พูดได้ยังไงว่าไม่ใช่แค่เพราะมารุต แต่เป็นเพราะพี่รัชช์ด้วย ผมในตอนนั้นเอาแต่ใจ และดื้อรั้น ผมทำทุกอย่างตามที่ตัวเองต้องการ ผมอยากครอบครองพี่รัชช์ ผมก็สร้างเรื่องข่มขู่ให้พี่รัชช์กลัวเพื่อที่จะได้ตีตัวออกห่างจากมารุต แต่เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์และหึงหวงมารุตอยู่ ผมก็สร้างสถานการณ์ให้มารุตกับพี่รัชช์ผิดใจกัน เพื่อที่ทั้งสองจะได้แตกหักและแยกจากกัน แล้วผมก็จะได้เข้าไปแทรกในความสัมพันธ์ของพวกเขา ผมทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องอะไร แต่เมื่อผมลองกลับมาคิดดูดี ๆ แล้ว ผมเหมือนคนโง่ที่หลงวนเวียนอยู่ในวังวนของความสเน่หา แท้จริงแล้วผมอาจจะไม่ได้รักใครเลยนอกจากตัวเอง เพราะทุกการกระทำล้วนเกิดขึ้นจากอารมณ์และความต้องการของผม ทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร แย่จริง ๆ เลย

“เรื่องมันผ่านมาแล้ว ก็ให้มันแล้วกันไปเถอะเนอะ” หลังจากที่เงียบไปนานพี่รัชช์ก็พูดขึ้นมา

“พี่รัชช์ไม่โกรธผมเหรอครับ?” ยอมรับว่าอดที่จะอึ้งและทึ่งกับความคิดของคนตรงหน้าไม่ได้ ผมนึกว่าจะโดนพี่รัชช์ต่อยหน้าแล้ว แต่ที่ไหนได้พี่รัชช์กลับดูไม่แยแสและปล่อยผ่านไปเสียอย่างนั้น

“พี่ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ เอาเป็นว่า ช่างมันเถอะ” แม้ลึก ๆ จะดูสับสนและรู้สึกแย่แต่พี่รัชช์ก็ไม่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น 

“พี่ใจดีกับทุกคนเสมอ ผมขอโทษที่ทำร้ายพี่ แล้วก็ขอบคุณที่พี่ช่วยผม ขอบคุณที่ไม่เกลียดคนอย่างผม” ผมยกมือไหว้ขอโทษค้างไว้ ปากก็พูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งพี่รัชช์ดีกับผมมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดและเกลียดชังการกระทำของตัวเอง ถึงผมจะไม่ได้ทำให้พี่รัชช์เจ็บตัว แต่ผมได้ทำลายความเชื่อใจที่พี่รัชช์มีต่อผมไปแล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ผมยังจะสามารถเรียกพี่รัชช์ว่าพี่ได้อีกหรือเปล่า

“คนเราน่ะทำผิดพลาดได้เสมอนั่นแหละ ไม่มีใครไม่เคยเป็นตัวร้ายในชีวิตคนอื่นหรอกนะ เราทุกคนสามารถทำสิ่งที่ผิดพลาดและเป็นคนเลวในเรื่องราวของคนอื่นได้เสมอ” พี่รัชช์ขยับยิ้มบางเบาที่มุมปาก ร้อมยื่นมือมาลูบหัวผมแผ่วเบา

“ผมอยากให้พี่รัชช์รู้ว่าผมรู้สึกผิดและสำนึกผิดแล้วจริง ๆ” ครั้งนี้ผมมองสบตากับพี่รัชช์ตรง ๆ ถ่ายทอดความรู้สึกผิดที่มาจากใจจริงให้อีกฝ่ายได้เห็นผ่านแววตา เคยได้ยินมาว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ในตอนนี้ผมได้เผยความรู้สึกให้พี่รัชช์ได้เห็นแล้ว ถึงผมจะไม่ใช่คนดี แต่ผมก็มีสามัญสำนึกและความละอายใจอยู่เหมือนกัน

“พี่ยกโทษให้” พี่รัชช์กล่าวออกมาเสียงทุ้มนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน ไม่มีร่องรอยของความโกรธเคืองหรือไม่พอใจให้ได้เห็นบนใบหน้า แววตา ท่าทาง หรือน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย

“ขอบคุณครับ” ผมยกยิ้มด้วยความดีใจ สิ่งที่พี่รัชช์แสดงออกมานั้นยิ่งทำให้ผมชื่นชอบและชื่นชมเขามากขึ้นกว่าเดิม ผมรู้จักพี่รัชช์ดีระดับหนึ่ง เขาไม่ใช่พวกขี้ใจอ่อนหรือขี้สงสาร เขาจะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าสมควร ทั้งผมและมารุตต่างใช้หัวใจกับความรู้สึกในการตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ แต่นั่นไม่ใช่กับพี่รัชช์ พี่รัชช์เป็นคนฉลาด เกือบทุกเรื่องในชีวิตพี่รัชช์ใช้สมองเป็นตัวช่วยตัดสินใจมากกว่าความรู้สึกหรือหัวใจ ผมคิดว่าพี่รัชช์ในตอนนี้คงจะไม่อยากเอาเรื่องที่ผ่านมาแล้วมานั่งคิดหรือสนใจให้ค่า มันกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ และเรื่องก็ผ่านมานานพอที่จะไม่รู้สึกโกรธหรือเกลียดอะไรแล้ว เพราะอย่างนั้นพี่รัชช์ถึงยอมอภัยให้กับผมได้ง่าย ๆ 

“ที่ลาออกจากมหา’ลัย เป็นเพราะมารุตด้วยหรือเปล่า?” พี่รัชช์เอ่ยถามออกมาโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

“…” ผมนั่งเม้มปากเงียบไม่กล้าพูดอะไร เพราะถ้าตอบออกไปตามความจริง พี่รัชช์กับมารุตอาจทะเลาะกันได้ ผมไม่ได้มั่นหน้ามั่นใจว่าพี่รัชช์จะไปต่อว่ามารุตให้ผม แต่เพราะพี่รัชช์เรียนกฎหมาย เขายึดถือความยุติธรรมเป็นหลัก แน่นอนว่าการกระทำของมารุตที่พูดจาข่มขู่และบีบบังคับให้ผมต้องพาตัวเองออกไปจากมหา’ลัยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และในฐานะคนที่เรียนกฎหมาย พี่รัชช์ย่อมยอมรับไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ผมปฏิเสธ พี่รัชช์ก็คงไม่เชื่อ คนฉลาด ๆ อย่างพี่รัชช์ต้องดูออกอยู่แล้วว่าผมโกหก

“ไอริส” พี่รัชช์เรียกผมอีกครั้ง ดูเหมือนว่าพี่รัชช์เองก็จะไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ถึงผมไม่พูดแต่พี่รัชช์ก็คงจะไปเค้นถามจากมารุต ดีไม่ดีคุยกันไม่เข้าใจอาจทำให้ทะเลาะกันก็ได้ ผมไม่อยากเป็นฉนวนปัญหาของคู่รักรุตรัชช์หรอกนะครับ

“ผม…ต้องทำเพื่อรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง” ผมพึมพำออกมาเสียงเบา ผมไม่โกรธหรือกล่าวโทษมารุตเรื่องบีบบังคับให้ผมต้องออกจากมหา’ลัยหรอกนะ เพราะผมถือว่านั่นคือบทลงโทษที่ผมควรได้รับ หากพูดกันตามตรงแล้ว นี่คือวิธีที่ปราณีผมมากที่สุดแล้ว บุญแค่ไหนแล้วที่มารุตยังปล่อยให้ผมใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข 

แต่ว่านะ 

พี่รัชช์เวลาทำหน้าดุนี่หล่อมาก หล่อจนใจสั่นเลย ผมต้องทำยังไงถึงจะห้ามใจตัวเองไม่ให้หวั่นไหวไปกับแฟนของชาวบ้านนะ ผมควรทำยังไงดี พี่รัชช์ดีขนาดนี้จะไม่ให้ผมเผลอใจไปกับเขาได้ยังไงกัน อยากตะโกนดัง ๆ ว่า ‘แต่งครับ!’ แต่ก็กลัวแฟนเขาจะมากระทืบไส้แตก ตัวผมก็แค่นี้ สู้แรงมารุตไม่ได้หรอก

“เข้าใจแล้ว พักผ่อนเถอะนะ” พี่รัชช์ดูจะไม่ติดใจเอาความอะไร ปากบอกว่าเข้าใจ และเขาก็เข้าใจอย่างที่พูดจริง ๆ 

“ครับ” ผมมีบางอย่างที่อยากจะพูด แต่ก็คิดได้ว่าไม่พูดจะดีกว่า ผมตอบรับสั้น ๆ แล้วเอนตัวลงนอนโดยที่มีพี่รัชช์ประคองอยู่ข้าง ๆ 

ภายในห้องเงียบสนิทเมื่อบทสนทนาของเราทั้งคู่จบลง ทั้งผมและพี่รัชช์ต่างก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เราต้องการเวลาที่จะได้คิดทบทวน ใจจริงผมอยากจะขอไม่ให้พี่รัชช์ไปพูดเรื่องนี้กับมารุต เพราะผมกลัวพวกเขาจะทะเลาะกัน แต่คิดไปคิดมา เรื่องระหว่างพวกเขาผมไม่ควรเข้าไปยุ่ง พี่รัชช์เองก็คงมีคำถามที่อยากจะถามคนรักของตัวเอง และมารุตก็อาจจะมีเรื่องที่อยากบอกกับพี่รัชช์ ผมเข้าใจมารุตนะว่าที่ผ่านมาที่เขาไม่ยอมบอกความจริงของเรื่องนี้ก็เพราะกลัวพี่รัชช์รู้สึกแย่ มารุตกลัวว่าพี่รัชช์จะรู้สึกผิดหวังในตัวผม ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ว่าจะช้าหรือเร็วพี่รัชช์ก็ต้องรู้ ไม่มีใครปิดเรื่องนี้เป็นความลับได้ตลอด แต่การมารู้ทีหลังก็อาจจะทำให้ความรู้สึกหรือมุมมองในเรื่องนั้นแตกต่างออกไปจากที่ควรจะเป็น จากที่ควรจะเกลียดก็ปล่อยผ่านเพราะเรื่องมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว 

ผมเองก็ติดหนี้มารุตไว้มาก เพราะความรักและความอ่อนโยนที่เขามีต่อพี่รัชช์เลยทำให้ผมไม่ถูกพี่รัชช์เกลียด หากพี่รัชช์รู้ความจริงตั้งแต่เมื่อตอนนั้น ผมคงได้ถูกซัดหน้าแหกไปแล้ว เห็นตัวบาง ๆ สุภาพเรียบร้อยแบบนี้แต่โหดเอาเรื่องอยู่นะ ถ้าอยากรู้ว่าพี่รัชช์โหดและดุแค่ไหนก็ลองไปถามมารุตดูสิครับ

“พี่รัชช์” เสียงพูดคุยที่ดังอยู่ข้างเตียงปลุกให้ผมรู้สึกตัวตื่น และเมื่อลืมตาขึ้นผมก็เจอกับพี่รัชช์และมารุต

“ไอริส” เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้น 

“คุณ!” อาการงัวเงียของผมกระเด็นหายไปทันทีเมื่อเห็นว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ของผม

“ตกใจอะไรขนาดนั้น?” มาร์โลว์ขมวดคิ้วมองคล้ายไม่พอใจ ก็ถูกแล้วล่ะ เขาก็ต้องไม่พอใจอยู่แล้วเพราะผมหนีเขามานี่

“มาได้ยังไง?” ยอมรับว่าตกใจมาก ไม่คิดว่ามาร์โลว์จะหาผมเจอ มันเกินคาด ผมเริ่มระแวงแล้วสิ มาร์โลว์ดูไม่ใช่คนธรรมดา ก็รู้ว่าเขารวย แต่การจะตามหาคนคนหนึ่งมันไม่ง่ายเลยนะ เขารู้จักเพียงแค่ชื่อของผมเท่านั้น แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าผมเข้าโรงพยาบาล?

“แค่ตามหาเมียมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉันหรอกนะ” เขาเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงมองสบตาผมด้วยท่าทางที่เรียบนิ่งดูสุขุม หากแต่แววตาของเขากลับเป็นประกายแลดูเจ้าเล่ห์ชอบกล

“ผมไม่ใช่เมียคุณ!” ผมรีบร้องแย้งเสียงหลง เพียงแค่ได้ยินคำว่าเมียหน้าของผมก็เห่อร้อนไปทั้งหน้า และคิดว่าอีกไม่นานมันคงจะลามไปถึงลำคอด้วย ผมไม่รู้เลยว่าควรรู้สึกอย่างไรกับคำพูดของเขาระหว่างโกรธกับเขิน 

โกรธหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ น่ะเขินนำโด่งมาแล้ว

“ไอริส!” ชั่วพริบตาใบหน้าหล่อเหลาของมาร์โลว์ก็แปรเปลี่ยนเป็นดุดันและน่ากลัวทันทีที่ผมพูดจบ มาร์โลว์ร้องเรียกผมเสียงเข้ม ดวงตาเรียวคมฉายชัดถึงความไม่พอใจ

“มาร์โลว์ พวกเราขออยู่กับไอริสสักพัก” มารุตพูดขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องพักฟื้นนี้เริ่มกระอักกระอ่วน 

“ได้ ฉันจะออกไปทำธุระ แต่ถ้าฉันกลับมาไม่เจอไอริสล่ะก็ พวกนายโดนแน่” ไม่น่าเชื่อว่ามาร์โลว์จะยอมง่าย ๆเขาดูใจเย็นกว่าที่เห็นมาก ผมนึกว่าเขาจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงโวยวายหรือเล่นบทโหดเหมือนนายหัวหฤษฎิ์ในจำเลยรัก แต่มาร์โลว์ก็คือมาร์โลว์ ถึงจะยอมให้ผมได้อยู่กับพี่รัชช์และมารุตตามลำพัง แต่ก็ไม่วายพูดจาข่มขู่ใส่คนอื่นอีก นิสัยไม่ดีเลย

“รู้แล้ว” มารุตตอบรับเสียงแข็ง โดยปกติแล้วมารุตมีนิสัยที่ค่อนข้างแข็งกระด้าง เขาไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่งหรือพูดจาข่มขู่ มาร์โลว์ก็คงจะพอดูออก เขาไม่ได้พูดอะไรต่อทำเพียงแค่หันมามองหน้าผมก่อนจะเดินออกจากห้องพักฟื้นของผมไป

ผมออกจะเกร็งไม่น้อยเลย ตกใจที่ตื่นขึ้นมาแล้วเจอมาร์โลว์แบบนี้ ไม่คิดว่าเขาจะหาผมเจอได้ง่าย ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ชาตินี้ผมคงหนีมาร์โลว์ไม่พ้นหรอก

“พี่รัชช์ครับ” ผมร้องเรียกพี่รัชช์ที่มองตามแผ่นหลังของมาร์โลว์ไปจนกระทั่งอีกฝ่ายออกจากห้องไป ผมคิดว่าพี่รัชช์คงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับมาร์โลว์ ซึ่งผมเองก็มีคำถามที่อยากจะถามมาร์โลว์เหมือนกัน

“พร้อมจะเล่าไหม?” พี่รัชช์หันมามองสบตากับผม ท่าทางแบบนี้เหมือนผมกำลังโดนพี่รัชช์ดุ ผมต้องการตัวช่วย แต่ในห้องนี้เหลือเพียงแค่มารุต เหลือบตามองอดีตคนรักแวบหนึ่งแล้วก็ต้องหลุบตาลงต่ำอย่างไว 

ผมเคยบอกไปหรือยังว่าเวลาที่อารมณ์ไม่ดีมารุตจะเป็นคนที่น่ากลัวและดุร้ายมาก ในสายตาของผม(และใครอีกหลาย ๆ คน)ต่างเห็นพ้องต้องกันว่ามารุตมีลักษณะนิสัยคล้ายกับสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน พินสเชอร์ โดยลักษณะนิสัยของสุนัขสายพันธุ์นี้จะมีท่าทางที่ดุดัน แข็งแรง สง่างาม มีความกระตือรือร้น ปราดเปรียว และทะนงตัว แต่ก็รักและซื่อสัตย์กับเจ้าของมาก เป็นสายพันธุ์ที่ฝึกง่ายและเรียนรู้ไว กลับกันก็มีความดื้อรั้นอยู่ด้วย ซึ่งผมคิดว่านิสัยเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างจากมารุตเลย 

มารุตนี่โดเบอร์แมน พินสเชอร์ชัด ๆ 

“ผมไม่ได้เป็นอะไรกับเขา” ผมตอบกลับเสียงแผ่วเบา อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าพูดออกมาได้ไม่เต็มเสียงเต็มคำสักเท่าไหร่นัก

“พูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้หน่อย” มารุตว่าเสียงดุ ดูจากสีหน้าและฟังจากน้ำเสียงแล้ว มารุตเริ่มจะหงุดหงิดแล้วล่ะครับ

“มัน…มันก็แค่ความผิดพลาด…” เมื่อนึกย้อนกลับไปในคืนนั้นใจผมก็เจ็บแปลบขึ้นมา แม้จะรู้ว่าลุงเขยของตัวเองเป็นคนไม่ดี แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเอาผมไปขายแลกเงินแบบนี้ วันนั้นผมกลัวมาก นิโคลได้สร้างบาดแผลขึ้นในใจของผม ถึงจะรอดจากคืนนั้นมาได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป นิโคลคงไม่ปล่อยผมไปง่าย ๆ ไม่อย่างนั้นลูกน้องของเขาคงไม่ไปอยู่ที่บ้านของผมหรอก

“เขาทำร้ายไอริสหรือเปล่า?” พี่รัชช์ถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงและกังวล

“ไม่ใช่เขา” ผมส่ายหน้าเบา ๆ ถึงมาร์โลว์จะดูน่ากลัว แต่เขาเป็นคนที่ดีมาก

“แล้วคนที่ทำคือใคร?” พี่รัชช์และมารุตหันมองหน้ากันด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินคำตอบของผม

“เป็นพวกเจ้าหนี้ของลุงผมน่ะ” ผมพึมพำเสียงเบา รอยที่ไอ้ลุงเหี้ยตบตียังไม่ทันจะหายดีดันมาเจอยำตีนจากนิโคลอีก สงสัยคงแค้นที่ผมเอาขวดเหล้าฟาดหัวไปครั้งก่อน ถ้ารู้ว่าจะโดนเอาคืน ผมน่าจะเล่นให้หนักกว่านี้

“…” พี่รัชช์มีสีหน้าที่ดูสงสัย ซึ่งมารุตเองก็ไม่ต่างกัน

“อยากให้พวกเราช่วยอะไรไหม?” หลังจากที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบพักหนึ่งพี่รัชช์ก็เอ่ยถามขึ้นมา

“ผม…ไม่รู้” ในช่วงเวลานี้ผมสับสนและเหนื่อยล้า ผมไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรหรือควรจะอยากได้อะไร ผมไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ผมไม่อยากเป็นภาระใคร แม้จะยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิต แต่คิดว่านอนคิดสักคืนสองคืนก็น่าจะนึกออก

“กับมาร์โลว์ จะไปอยู่กับเขาไหม?” เป็นคำถามที่ตอบยากจังเลย

“มาร์โลว์เอาแต่ใจ ถึงผมไม่อยากไปยังไงเขาก็ต้องบังคับผมให้ไปอยู่กับเขาให้ได้อยู่ดี” การที่ได้เจอกับมาร์โลว์ในวันนี้มันก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนแล้วว่ามาร์โลว์ไม่มีทางปล่อยผมไปแน่ และถ้ามาร์โลว์ตามหาผมเจอได้ง่ายดายอย่างนี้ อีกไม่นานนิโคลก็ต้องรู้ที่อยู่ของผม การไปอยู่กับมาร์โลว์อาจทำให้ผมปลอดภัยได้มากกว่าอยู่เพียงลำพัง

“เราไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับไอบ้าง แต่ถ้าไอมีปัญหาก็บอกพวกเรานะ” ในที่สุดมารุตก็ยอมพูดดี ๆ กับผมแล้ว แม้จะยังมีท่าทีและน้ำเสียงที่ดูห่างเหินแต่แค่นี้ผมก็ดีใจจนน้ำตาจะไหลแล้ว ผมกับมารุตรู้จักกันมานาน ถึงจะเลิกกันแต่ผมก็ไม่ได้อยากให้เขาหายไปจากชีวิต ไม่ได้อาลัยอาวรณ์ แต่มารุตเป็นคนดี ผมไม่อยากเสียงคนดี ๆ อย่างเขาไป ผมยังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต ในฐานะเพื่อนหรือพี่ชาย แต่มารุตอาจจไม่คิดอย่างนั้น นี่มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวของผม

“เรา…ถ้าเราพร้อม เราจะบอกพี่รัชช์กับรุตนะ” ผมมองสบตากับมารุต ชั่งใจอยู่นานว่าจะพูดขอให้เขายกโทษให้ดีไหม แต่แล้วผมก็ไม่ได้พูดมันออกไป เพราะผมขี้ขลาดเกินไป

“มาร์โลว์เป็นคนยังไงเหรอ?” พี่รัชช์ที่รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มจะกระอักกระอ่วนก็ชวนผมคุยขึ้น 

“เขาก็ดีครับ แต่เอาแต่ใจไปหน่อย” พอถูกถามถึงมาร์โลว์หัวใจผมก็มักจะเต้นถี่รัวอยู่เสมอ แค่ได้ยินชื่อก็ทำผมหน้าร้อนผ่าวไปถึงลำคอ 

เขินใช่ไหม? อาการแบบนี้เรียกเขินใช่หรือเปล่า?

“เขาจะดีกับไอริสใช่ไหม?” พี่รัชช์หันไปมองหน้ามารุต จากท่าทีเมื่อกี้นี้เหมือนว่ามารุตจะรู้จักกับมาร์โลว์นะครับ ผมเองก็รู้สึกเหมือนจะคุ้นหน้ามาร์โลว์อยู่เหมือนกัน แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน เป็นไปได้เหรอที่ผมเคยเจอคนหล่อขนาดนี้แล้วจะจำไม่ได้น่ะ? แต่ก็จำไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ

“ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวให้มาวินกับเร็กซ์ช่วยดูให้อีกแรงนะ” มารุตพูดปลอบพี่รัชช์เสียงนุ่มพร้อมยกมือขึ้นบีบไหล่บางแผ่วเบา ผมเหลือกตามองค้อนใส่แฟนเก่าของตัวเองโดยที่ไม่มีใครเห็น ตอนคบกับผมยังไม่เห็นอ่อนโยนขนาดนี้เลย แล้วฟังน้ำเสียงที่คุยกับพี่รัชช์สิ เสียงแปดเสียงเก้า สมกับเป็นมารุตร้อยมาตรฐาน ไม่แปลกใจเลยทำไมคนถึงหมั่นไส้ ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ผมจะไปสมัครเป็นแอดมินเพจแอนตี้มารุต!

“อื้อ” พี่รัชช์พยักหน้ารับแต่แววตาก็ยังคงดูกังวลอยู่ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาพูดถึงใครหรือพูดเรื่องอะไรกันอยู่แต่จากที่ฟัง ๆ ดูแล้วก็น่าจะเกี่ยวกับผมด้วย

“ขอบคุณพี่รัชช์กับมารุตนะครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณรุ่นพี่ทั้งสองจากใจจริง บอกตามตรงว่าซึ้งใจและปลาบปลื้มมาก จะมีสักกี่คนที่ถูกแฟนใหม่ของแฟนเก่าช่วยชีวิตเอาไว้ มิหนำซ้ำแฟนเก่าก็ยังมาเยี่ยมเยียนอีก ประทับใจจนน้ำตาซึมเลย นี่มันความสัมพันธ์อะไรกันนะ?

“ไม่เป็นไรหรอก” พี่รัชช์ยกยิ้มบาง ผมรู้ดีอยู่แล้วว่าพี่รัชช์จะต้องตอบกลับแนว ๆ นี้ ก็นิสัยของพี่รัชช์นั่นแหละ เขาช่วยคนด้วยความเต็มใจตลอด แสนดีที่หนึ่งเลยคนนี้น่ะ

“พี่รัชช์ครับ” ผมร้องเรียกอีกฝ่ายเสียงหวาน ไหน ๆ ก็มีโอกาสแล้ว ผมขอใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้หน่อยก็แล้วกัน

“ครับ?” พี่รัชช์ขานรับงง ๆ

“มาหาผมบ่อย ๆ ได้ไหมครับ?” ผมเอ่ยถามด้วยความหวัง ผมเจ็บแบบนี้แถมยังไม่มีญาติพี่น้องหรือเพื่อนมาดูแล พี่รัชช์ก็น่าจะเห็นใจผมบ้างแหละ

“…” ทันทีที่ได้ยินผมถามพี่รัชช์จบมารุตก็หันขวับมาจ้องหน้าผมเขม็ง 

เดี๋ยวก่อน! 

ผมไม่ได้จะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรให้พวกเขานะ ผมแค่เหงาเท่านั้นเอง เรื่องพี่รัชช์กับมารุตนี่ผมตัดใจและทำใจไปตั้งนานแล้ว แต่ในช่วงเวลานี้ ผมก็อยากได้คนที่เชื่อใจและไว้ใจได้มาอยู่ใกล้ ๆ แน่นอนว่าผมไว้ใจพี่รัชช์ และเชื่อใจมารุต ผมอยากให้พวกเขาทั้งคู่มาอยู่กับผมในช่วงเวลาที่ผมสับสนและอ่อนแอ ผมผ่านเรื่องเลวร้ายมาเยอะต่อสู้กับความอ่อนแอของตัวเองมาก็มาก แต่ผมก็ยังไม่เข้มแข็งมากพอที่จะก้าวข้ามผ่านเรื่องที่เพิ่งประสบในตอนนี้

“ได้ไหมรุต?” พี่รัชช์หันไปขอความเห็นจากคนรักของตัวเองพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ท่าทางของพี่รัชช์นี่ดูออกเลยนะครับว่าเป็นพวกที่ขี้เล่นขี้แกล้ง และเขาก็น่าจะชอบหยอกล้อแฟนตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

“เราจะพารัชช์ไปหาไอบ่อย ๆ” มารุตใช้เวลาอยู่นานในการขบคิดหาคำตอบ แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ยอมพยักหน้าตอบตกลงออกมา

“ขอบคุณนะ” ผมยกยิ้มด้วยความดีใจ แม้ในใจจะยังคงมีเรื่องมากมายซุกซ่อนอยู่ แต่พอรู้ว่าจะไม่ถูกทอดทิ้งให้ต้องเดียวดาย ผมก็รู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาทันที

 

---------------------------------------

 

 

เรายังไม่ได้รีไรท์นะคะ อาจมีคำผิดหรือประโยคที่งงงวยก็ขออภัยด้วย

หลายคนอาจเหนื่อยหรือท้อใจกับบางเรื่อง แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราขอเป็นกำลังใจให้

และขอใช้นิยายของเราเยียวยาความรู้สึกของทุกคน

เราหวังว่าทุกคนจะมีความสุขหลังจากที่ได้อ่านนิยายของเรา

ขอบคุณค่ะ 

ฝากเพจของเราด้วยนะคะ

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #7 kmmmmmm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 07:12
    สู้ๆนะคะ ไอริสเธอเขินนน
    #7
    0