รักได้ไหม..พี่ชายที่รัก

ตอนที่ 10 : สมการชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ก.พ. 58

             
พลอยปภัสยืนมองบ้านสีขาวกึ่งไม้กึ่งปูน มีสนามหญ้าสีเขียวล้อมรอบอยู่หน้าบ้าน รอบบริเวณมีต้นไม้ต้นใหญ่ที่พ่อเคยปลูก และหลายต้นเป็นต้นไม้ต้นใหม่ที่เพิ่งปลูกขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ หลายสิ่งหลายอย่างในบ้านกำลังเปลี่ยนไป ทั้งคนที่เข้ามาอยู่อาศัย และข้าวของเครื่องใช้ที่เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับคนในบ้าน  แต่ไม่ว่า สภาพภายในหรือภายนอกของบ้านจะเปลี่ยนไปอย่างไร บ้านรังอุ่น ก็ยังเป็นบ้านที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้อยู่อาศัย ทั้งผู้ที่เข้ามาอยู่ตั้งแต่แรก หรือกระทั่ง ผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามา

             
เด็กหญิงเดินไปที่ ต้นไม้ ต้นเล็ก ที่มองเห็นว่า เพิ่งปลูก ต้นโมกต้นน้อย ยังไม่มีดอกส่งกลิ่นหอมขจรขจาย ผิดกับต้นไม้ต้นใหญ่ที่พ่อปลูกไว้ เด็กหญิงมองต้นไม้ในสนามหญ้าบ้าน ด้วยความรู้สึก คิดถึงผู้ปลูกจับหัวจิตหัวใจ

             
“เวลานี้ ถ้าพ่ออยู่บนฟ้า น้องพลอยอยากบอกพ่อว่า น้องพลอยคิดถึงพ่อ คิดถึงพ่อมากเหลือเกินค่ะ”

 

           
เด็กหญิงเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังเก่าแต่บรรยากาศหลายอย่างแผกไป หลายครั้งที่เธออดไม่ได้ที่จะนำพ่อมาเปรียบเทียบกับลุงชินกี พ่อเป็นคนพูดน้อยต่อยหนักและจะเลือกปฎิบัติแล้วค่อยพูด เธอยังจำได้ ในวันวาเลนไทน์ ที่พ่อลงมือปลูกดอกแก้วให้แม่ แทนการให้ ดอกกุหลาบช่อโต ที่จัดไว้อย่างสวยงาม เมื่อแม่ถาม พ่อก็บอกสั้นๆง่ายๆว่า พ่อปลูกต้นแก้วให้แม่ เพราะแม่ คือ แก้วตาดวงใจของพ่อ

            
เด็กหญิงมองลุงชินกี บุคลิกหลายอย่าง คล้ายพ่อ ลุงชินกี ยิ้มง่าย หัวเราะเสียงดัง และนั่นทำให้เธอได้เห็นรอยยิ้มที่เคยหายไปของแม่ ดีแล้วไม่ใช่หรือ ที่แม่ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง

         
รถยนต์คันเล็กกระทัดรัดสีดำแล่นผ่านประตูรั้วสีขาวเข้ามาตามถนนที่ทอดยาวเลียบสนามหญ้าและพุ่มไม้ดอกไม้ประดับต้นเล็กต้นใหญ่ คนขับรถหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปจอดในโรงรถทางขวามือของบ้านเคียงกับรถที่จอดอยู่ก่อนหน้าอีกคัน

               
“น้องพลอยพี่โอซองมาแล้วล่ะมั้งลูก เอ้าแล้วใครเปิดตูรั้วให้พี่เขาล่ะเนี่ย”

             
“เขามีมือ เปิดเองได้หนิคะแม่” พลอยปภัสพูดจบก็เดินเลี่ยงเข้าไปในครัวเปิดตู้เย็นเหมือนจะหาของกินที่วางอยู่ในนั้น ไม่ได้อยากรู้เรื่องสักนิด ที่ไปคุยเรื่องเป็น ดารา นายแบบ พลอยปภัส พยายามส่องหาขนมที่มองเห็นอยู่ แต่ยังไม่คิดจะหยิบออกมา

              
“เป็นอย่างไรบ้าง โอซอง ไปคุยกับโมเดลลิ่งมาวันนี้” ชินกีหันไปทักบุตรชายที่เดินเข้ามาในบ้าน

              
“ครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มตอบกลับสั้นๆ ก่อนหันไปยกมือสวัสดี อรนภัส อย่างสุภาพ ตามธรรมเนียมไทย เขาเดินมาทรุดตัวลงนั่ง

               
“ทางนั้นให้ผมเซ็นต์เอกสารสัญญาเป็นคนในสังกัดของเขา ผมยังไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดเนื้อหาภาษาไทย ก็เลยขอเขามาให้ คุณอาอรช่วยดูรายละเอียดให้ครับ”

              
“อ้าวเหรอคะ มาค่ะ อาช่วยดูให้”

           
อรนภัสรับเอกสารที่โอซองส่งให้ มาอ่านทีละบรรทัดอย่างตั้งใจ คราวนี้คนที่ยืนอยู่หน้าตู้เย็น ปิดประตูตู้ แล้วเลียบๆเคียงเดินมานั่งจุ๊มปุ๊ก หยิบหนังสือการ์ตูนส์ทำทีเป็นอ่านแบบไม่อยากรู้อยากเห็น รายละเอียดเนื้อหาในสัญญานั่นเท่าไหร่นัก

              
“หลักๆก็จะเป็นผลตอบแทนในการรับงานต่างๆซึ่งจะมีการหักเปอร์เซ็นต์ ความรับผิดชอบในการทำงาน ทางต้นสังกัดมีหน้าที่ หางานให้กับศิลปิน การประกันภัย และเรื่องการบอกเลิกสัญญา ถ้าศิลปินหรือต้นสังกัดทำความเสื่อมเสียให้กัน สามารถยกเลิกสัญญาได้...ไม่มีสิ่งใดผิดปรตินะคะ เขาเขียนไว้ครอบคลุมละเอียดดีทีเดียวค่ะ ไม่มีฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบต่อกัน สัญญานี้ระบุไว้เป็นเวลา ห้าปีนะคะนับจากวันที่เซ็นต์สัญญา”

              
“เป็นไงน้องพลอย จะมีพี่ชายเป็นดาราแล้วนะ”อรนภัสโยกศีรษะบุตรสาวด้วยความเอ็นดู

                 
พลอยปภัสวางหนังสือการ์ตูนส์ที่แกล้งทำทีแกล้งถืออ่านบนโต๊ะ มองหน้า คนตัวสูง ผิวขาว จะกลายเป็นดาราจริงๆแล้วหรือนี่...พี่ชายของฉัน
เด็กหญิงละสายตาจากใบหน้า คนจะเป็นดาราแล้วหันไปสบตาผู้เป็นแม่

             
“ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับพลอยเลยนี่คะแม่”

              
ทั้งที่รู้ดีว่า คำพูดที่ตอบกลับไปทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้น รู้สึกแย่ แต่ เธอก็เลือกที่จะพูดไปแล้ว

              “เสียดายจัง กะว่า จะพาไปวันที่ได้ถ่ายแบบวันแรกซักหน่อย รู้สึกว่า จะได้ถ่ายคู่กับ ต้อม ศิศิมา”

             
ต้อม ศิศิมา นักแสดง และนักร้องวัยรุ่นหญิงชื่อดัง ที่มีภาพลักษณ์ แก่นห้าว เป็นศิลปินอีกคนในสังกัดที่เขากำลังจะเข้าไปร่วมชะตากรรม และเป็นศิลปินที่เขาเคยเห็นภาพโปสเตอร์ ติดไว้ที่ผนังห้องนอนของ เจ้าตัวดีที่ตอนนี้ ร้องเสียงหลงด้วยความตื่นเต้นแบบไม่มีอาการเก็บอาการแม้แต่น้อย

 

           
เย็นวันนั้นเรื่องของต้อม ศศิมา เรื่องของการ์ตูนส์เล่มใหม่ที่ยังอ่านค้างไว้อยู่ เรื่องของคนที่จะได้เป็นดารา เรื่องแม่ พ่อ และลุงชินกี ดูเหมือนว่าจะหายไปในหัวสมองของเด็กหญิงที่กำลังนั่งทำหน้าเครียด จ้องมอง แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ที่วางอยู่เบื้องหน้า นับตั้งแต่เริ่มทำ จนกระทั่งถึงเวลานี้ ก็น่าจะร่วมครึ่งชั่วโมงได้แล้ว

            
นี่คือชีวิตของนักเรียนไทย ที่ต้องผจญกับปัญหาคนิต คิดไม่ตก ตีไม่แตก ลองถ้าเป็นภาษาอังกฤษ สังคม ภาษาไทย เธอหลับตาทำยังได้ แต่นี่ คณิตศาสตร์ ขนาดที่เบิกตากว้างโพลงเต็มเบ้าก็ยังคงค้างเติ่งที่ ข้อเดิม

            
“ทำไมมันยาก ยาก ยากแบบนี้”คนคิดไม่ตก อยากจะหัวโหม่งหนังสือ เผื่อว่าตัวเลขทั้งหลายจะกระจายเข้าไปทำปฏิกริยากับสมองแล้วแสดงผลลัพภ์ออกมา

           
คนเป็นพี่มองคนเป็นน้องทำหน้ายุ่งยับย่นคิ้วทั้งสองข้างจะมาผูกติดกันได้เป็นปมจึงเดินเข้ามาวนๆเวียน บริเวณที่น้องสาวนั่งหน้าเครียดอยู่ ทางด้านหลังแล้วชะโงกหน้ามอง แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์แบบที่คนนั่งอยู่ไม่ทันรู้ตัว

          
“ให้พี่ช่วยสอนไหม”

          
“ไม่ต้อง...ทำได้”เสียงตอบกลับประโยคแรงแข็งขืนแต่ประโยคต่อมากลับเบาหวินจนคนฟังอดที่จะกลั้นหัวเราะเจ้าตัวดี แทบไม่อยู่ เพราะคนที่บอกว่า ทำได้ ก้มหน้างุดๆ ทำทีจะเขียนคำตอบแต่ก็ค้างไว้อยู่แบบเดิม
คราวนี้คนเป็นพี่ ไม่รีรอ เดินตรงไปลากเก้าอี้ เพื่อมานั่งใกล้ๆแล้วสอนน้อง

          
“แบบฝึกหัดการแก้สมการเหรอ....โบซอกรู้ไหมว่าการแก้สมการเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์...รู้ไหมเพราะอะไร” คนที่บอกว่าจะสอน พอมานั่งใกล้ๆไม่เห็นจะสอนกลับพูดอะไรแปลก

           
“พูดอะไร...ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย”

           
“ก็เพราะการแก้สมการไม่มีหลักตายตัวยังไงล่ะ”

           
“พี่พูดไทย ให้คนไทยเข้าใจได้ไหมไม่เห็นจะเข้าใจเลย”

            
“อ่ะงั้นดูนี่นะ
y/2 + 6 = 10 รู้ไหมว่าเราสามารถแก้สมการได้อย่างน้อยกี่วิธี”

            
“หนึ่งวิธีมั้ง”

             
“ทำยังไง ไหนลองทำให้พี่ดูหน่อยสิ”

             
“ก็เริ่มด้วย เอา 6 ไปลบทั้งสองข้างแบบนี้
y/2 + 6 6 = 10 6 ซึ่งก็จะได้เป็น y/2 = 4 ทีนี้ ก็เอา 2 คูณ ทั้งสองข้าง ได้เป็น 2 x y/2 = 2 x 4 ก็จะได้ y = 8

             
“แต่มันก็มีวิธีการแก้อีกแบบนะคือการเอา 2 ไปคูณทั้งสองข้างเลย ดูนะด้านซ้ายของสมการคือ y/2 + 6 เพราะฉะนั้น เวลาคูณ ก็ต้องคูณทั้งหมด ถ้าโบซอกกลัวว่าจะงง ก็อาจใส่เครื่องหมายวงเล็บไว้ก่อนก็ได้ แบบนี้

 (y/2 + 6) แล้วก็เอา 2 คูณ ก็จะได้ (y/2 + 6) x 2 = 10 x 2 ไหนลองหาคำตอบให้พี่ดูหน่อยสิ”

            
“ไม่เห็นจะยากก็จะได้
y+ 12 = 20 ดังนั้น y = 8 นั่นเอง

             
“ใช่ แล้วโบซอกดูสิ วิธีไหน น่าจะง่ายกว่ากัน จำไว้นะการจะเอาตัวเลขอะไร ไปทำอะไร ต้องคิดเสมอว่าเมื่อทำไปแล้ว มันจะต้องทำให้งานขั้นต่อไปง่ายขึ้นหรือไม่ ทำอะไรต้องคิดก่อนทำพูดง่ายๆคือคิดล่วงหน้าก่อนที่จะเริ่มลงมือ นั่นคือกฎข้อแรกของการแก้สมการ แล้วกฎที่สองรู้ไหมอะไร”

             
“ไม่รู้อ่ะ” เด็กหญิงนัยนืตาแป๋ว ส่ายศรีษะหงึกหงักไปมา

             
“ส่วนกฏข้อที่สองคือ อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก อย่างข้อนี้ตัวเลขที่พัวพันอยู่กับตัวแปร แต่ไม่ได้ คูณ หรือหารอยู่กับตัวแปรนั้น ต้องถูกกำจัดออกให้หมดก่อน เป็นอันดับแรก อย่างสมการ y/2 + 6 = 10

เลข +6 ไม่ใช่ตัวที่คูณหรือหาร อยู่กับ y เพราะฉะนั้น เราก็ต้องจัดการกับเลข +6 ก่อนเป็นอันดับแรก” เลขคณิตคิดไม่ตกเมื่อชั่วโมงที่ผ่าน กลายเป็นเรื่องง่ายในทันที เมื่อมีคนสอน อธิบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

                
“ใช่แล้ว...เก่งมาก...แบบนั้นแล่ะ”คนเป็นพี่เริ่มปล่อยให้คนเป็นน้องได้คิดและทำแบบฝึกหัดด้วยตนเองโดยที่คอยมองอยู่ห่างๆและพูดให้กำลังจนกระทั่งคนเป็นน้องทำแบบฝึกหัดมาถึงข้อสุดท้ายเก็บสมุดลงหนังสือ แล้วหันหน้ามามอง

                
“ขอบคุณนะที่ช่วยสอนน่ะ”

               
 
“พี่เป็นพี่ ช่วยได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว...รู้ไหมล่ะ”

               
สำหรับสองคนพี่น้องเรื่องศาสตร์และศิลป์ในการแก้สมการที่คนพี่สอนก็ยังเป็นสิ่งที่คนเป็นน้องเก็บมานึกถึงตลอดเวลา แม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม กฎข้อแรก คิดก่อนลงมือทำ และกฏข้อที่สองอย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เพราะในชีวิตจริงไม่สามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการใช้สมการ เรื่องยุ่งๆหลายอย่างจึงเกิดขึ้น เพราะในชีวิตจริง ตัวแปร มันมีมาก จนแก้สมการไม่ทัน             

 

3 ความคิดเห็น