I am real | ฉัน... คือฉัน

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 Complete 130%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,906
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 728 ครั้ง
    6 เม.ย. 64






บทที่ 4







   

หนึ่งปีต่อมา...


“วิวาห์จ๋า...” 


เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียกแสนหวานของธนู ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นก็หยิบสมุดเลกเชอร์ของตัวเองส่งให้กับเพื่อนอย่างทุกที 


“ขอบคุณครับ” รับไปแล้วยกมือขึ้นท่วมหัว


“หัดเข้าเรียนบ้างนะมึง” ไอ้ธนูเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้าเรียนคาบที่เป็นการบรรยายสักเท่าไรนัก จะเจอหน้ามันก็ตอนที่เป็นวันที่มีวิชาเรียนภาคปฏิบัตินั่นแหละ แต่มันเป็นคนที่ไม่เข้าเรียนแล้วสอบได้เกือบเต็มทุกคาบ ต่างกับพวกที่นั่งหน้าสลอนอยู่ในห้อง ที่แม้แต่ทำให้ผ่านครึ่งยังยากเย็น


“ทราบแล้วครับแม่”


“ทราบเป็นรอบที่ล้านอะมึง ทราบแล้วก็นู่น...ตะแล้ดแต๊ดแต๋อยู่ร้านเหล้า ไอ้ฉิบหาย!” เป็นดินสอที่พูดขึ้นมาบ้าง ก็อย่างที่ดินสอว่านั่นแหละ ไอ้ธนูเพื่อนฉันเนี่ยมีสโลแกนว่า เรียนไม่เข้า เหล้าไม่ขาดทุกคนรู้ พ่อแม่รู้ ไอ้ธนูมันมีงานอดิเรกคือการกินเหล้า


“บ่นจังวะ ทีไอ้สายไม่เห็นมีใครบ่น”


“ก็มันเข้าเรียน”


“ทีมันไม่เข้าเรียนพวกมึงไม่เห็นบ่นเลย”


“นาน ๆ ทีมันจะไม่เข้า แต่มึงอะไม่เข้าทุกคาบ!” ธนูถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อเจอความจริงกระแทกเข้าที่กลางหน้าผาก “แล้วนี่ไอ้สายมันไปขี้ถึงไหน หายไปเป็นชั่วโมงแล้วนะ ไปขี้หรือไปล้างไส้กูถามจริง”


“คิดถึงเค้าเหรอจ๊ะดินสอ” พูดถึงผีผีก็โผล่มาทันที ทำหน้ากรุ้มกริ่มขนาดนี้รู้เลยว่ามันไม่ได้ไปขี้หรอก มันไปปี้มากกว่า “พอดีว่าส้วมเต็ม กูเลยไปช่วยเขาดูดส้วมมา”


“ไอ้ตอแหล!” ธนูที่ทนการแถของเพื่อนไม่ไหวก็เอ่ยปากด่า “ไปดูดส้วมหรือไปดูดนมเอาให้แน่”


“ส้วมรสนม”


“ขึ้นเรียนเหอะ เดี๋ยวลุงเก่งแกล็อกห้อง” ลุงเก่งที่ฉันพูดถึงก็คืออาจารย์เก่งกาจ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวะฯ สาขาคอมพิวเตอร์ บอกเลยว่าอาจารย์แกโหดที่สุดในสาขาแล้ว ไอ้ธนูมันเลยโผล่มาเรียนวิชานี้ไง


พวกฉันขนกันขึ้นมาบนห้องเรียนแล้วนั่งลงที่ประจำ นอกจากพวกฉันก็มีเพื่อนร่วมคลาสอีกเกือบสามสิบชีวิต นั่งลงกับที่ได้ไม่นานอาจารย์เก่งกาจก็เข้ามาในห้อง กวาดสายตามองพวกฉันก่อนจะหันไปล็อกประตูห้องดัง กริ๊กแล้วเดินไปนั่งหลังโต๊ะที่อยู่ด้านหน้า จากนั้นก็เริ่มเช็กชื่อ...


ใช้เวลาเรียนอยู่ร่วมสามชั่วโมงอาจารย์ก็ปล่อย วินาทีที่อาจารย์บอกเลิกคลาสนั้นเพื่อนในคลาสก็ถอนหายใจกันออกมาเฮือกใหญ่ วิชานี้มันเปลืองพลังงานชีวิตมาก ๆ 


ถามว่าเปลืองแค่ไหน...ก็ดูจากสภาพไอ้ธนู ขนาดมันเก่งหน้ามันยังเหมือนคนเรียนไม่รู้เรื่องเลย


“ฮัลโหล” ฉันละสายตาจากไอ้ธนูไปมองดินสอแทน เห็นเพื่อนรับโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิดแล้วก็อดจะสงสัยไม่ได้ “ก็บอกว่าไม่ไปไง ดินจะกลับบ้าน!


“มันคุยกับใครวะ” สายฟ้าที่เก็บของเรียบร้อยแล้วลุกขึ้นมาสะกิดถามฉัน


“ไม่...”


“ไม่รู้?


“ไม่เสือก”


“ไอ้สัตว์ งั้นกูกลับแล้วนะ เจอกันพรุ่งนี้”


“เออ” พยักหน้ารับแล้วมองตามหลังเพื่อนทั้งสองคนที่เดินออกไปจากห้อง ส่วนตัวเองก็เก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย ก่อนจะหันไปหาดินสอที่ตอนนี้ทุบโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง


“เป็นไรวะ”


“ไอ้พี่ทัดมันให้กูเข้าไปหาที่ ม. มันอะดิ”


“ก็ไปดิ”


“กูไม่อยากไปเจอเพื่อนมันอะ!” สงสัยจะเป็นเพื่อนพี่มันที่ชื่อซาน ดินสอมันเคยบ่นให้ฟังว่าไอ้พี่ซานอะไรนี่ชอบกวนตีนมัน พอกวนมาก ๆ ดินสอมันก็หงุดหงิดแล้วพานไม่ชอบขี้หน้าไปโดยปริยาย “มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ กูไม่อยากไปคนเดียวอะ กลัวโดนดักทุบ”


“พี่มึงก็อยู่นะได้ข่าว ใครมันจะกล้ามาทุบมึง”


“ไอ้ห่าพี่ซานนั่นไง”


“กัดกันมาก ๆ เดี๋ยวก็ได้กัน”


“ตบปากล้านที!” ชี้หน้าสั่งแล้วทำตาโตใส่ 


ฉันมองท่าทางของเพื่อนด้วยความขบขัน หรือบางทีฉันควรจะไปกับมัน จะได้เห็นสักทีว่าพี่ซานอะไรของมันหน้าตาเป็นยังไง เผื่อว่าบางทีฉันจะได้ช่วยชงให้ 


“ข้อหาที่ปากเสีย มึงต้องไป ม. นู้นกับกูนะวิวาห์”


“เออ ๆ กลัวมึงโดนทุบหรอกนะเลยไป” ว่าจบก็หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย หยิบหนังสือขึ้นมาถือไว้เสมออก จากนั้นก็เดินตามแรงดึงของดินสอออกมาจากห้องเรียน 


เราสองคนตรงมายังลานจอดรถของคณะ แยกกันไปขึ้นรถ แล้วขับตามตูดกันมาที่ LU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่พี่ของดินสอเรียนอยู่


เมื่อเข้าเขตมหาวิทยาลัย ฉันก็ขับรถตามดินสอมาเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัย ดูจากป้ายหน้างานก็พบว่าวันนี้เวลาหกโมงตรงจะมีคอนเสิร์ตการกุศลของมหาวิทยาลัย จัดโดยนักศึกษาของทุกคณะ ค่าบัตรเข้าก็เขียนติดป้ายไว้ คิดว่าบัตรคงเต็มแล้วแน่ ๆ บางวงที่ขึ้นโชว์ก็เคยแข่งกับวงของฉันตอนอยู่ปีหนึ่งด้วย


“พี่มึงนัดไว้ที่นี่เหรอ”


“เออดิ วงแม่งจะขึ้นเล่น เลยให้กูมาเอาของไปให้แม่แทน”


“แป๊บเดียวแหละมั้ง แค่เอาของแล้วก็กลับ”


“สาธุเถอะ กูมาแต่ละทีไอ้พี่ซานแม่งยื้อกูไว้เป็นชั่วโมง!


“เขารัก เขาชอบ เขาก็อยากอยู่ด้วยเป็นธรรมดา”


“กูจะได้ตบปากมึงจริง ๆ สินะวิวาห์”


“เขินแล้วก็ใช้กำลัง” 


สุดท้ายฉันก็โดนดินสอมันตีเข้ามาที่ไหล่สองสามที จากนั้นเราทั้งสองก็เดินเข้ามาด้านในของสนามกีฬา นักศึกษาบางคนที่เดินผ่านก็มองพวกเราด้วยสีหน้าสงสัย 


ก็ไม่แปลกหรอกนะ...คณะวิศวะของที่นี่นั้นมีเสื้อช็อปสีกรมท่า ส่วนเสื้อช็อปของพวกฉันที่กำลังใส่อยู่นั้นเป็นสีแดงเลือดหมู


“อ้าว นึกว่าใคร...” เสียงทักจากทางด้านซ้ายมือทำให้ดินสอมันชะงัก เพื่อนฉันมันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปทางผู้ชายคนนั้น บางทีผู้ชายคนนี้อาจจะเป็นพี่ซานของมัน “หน้าบูดเชียว”


“พาดินไปหาพี่ทัดเลย”


“รีบจังอะเรา” พูดกับดินสอก่อนจะเบี่ยงหน้ามามองที่ฉัน พี่ซานเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น 


ทำไมเหรอ...ตอนนี้หน้าฉันมันมีอะไรติดอยู่หรือไง 


“ไม่เจอนานเลยน้องวิเวียน”


“คะ?


“ทำเป็นจำไม่ได้” 


รู้จักกับวิเวียน


ช่างเถอะ จะคิดว่าเป็นวิเวียนก็ได้ เพราะยังไงเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องรู้จักกันขนาดนั้น 


“มันรู้ไหมเนี่ยว่าเรามา”


พี่ซาน...” ดินสอที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉันเรียกชื่อพี่ชายตรงหน้าขึ้นมา จากนั้นมันก็เหลือบมองหน้าฉันอย่างรู้สึกผิด แต่มีอะไรที่มันต้องรู้สึกผิดกัน แค่เขาทักว่าฉันคือวิเวียนเนี่ยนะ


“ช่างเถอะมึง” ฉันร้องบอกเพื่อน


“มึงจะไม่บอกใช่ไหม” ดินสอเข้ามากระซิบ


“อือ ปล่อยไปแบบนี้แหละ”


“ไปหลังเวทีดีกว่าเนาะ ใกล้ได้เวลาซ้อมแล้ว” 


ฉันกับดินสอเดินตามพี่ซานมาที่หลังเวทีขนาดใหญ่ เข้ามาได้ฉันก็ไหว้พี่ชายของเพื่อนที่ยังคงมองฉันอย่างสงสัยเหมือนเดิม แต่ฉันก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป แล้วเลือกที่จะไหว้เพื่อนพี่เขาที่อยู่หลังเวทีจนครบทุกคน...


แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ดินสอว่า พี่ซานไม่ยอมปล่อยให้พวกเรากลับง่าย ๆ เรียกรั้งไว้ให้นั่งดูพวกเขาซ้อมจนได้


“ไอ้ซาน ไอ้รบมันอยู่ไหนแล้ว”


“แป๊บ” พี่ซานบอกเพื่อนก่อนจะเดินออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอก ไม่นานก็กลับเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด “รถชนกันว่ะ น่าจะมาขึ้นซ้อมไม่ทัน มันให้เราซ้อมไปก่อนเลย”


“มึงจะบ้าหรือเปล่า ขึ้นแบบไม่มีมือกลองเนี่ยนะ”


“ไปยืมคนคณะอื่นมาเล่นให้ก่อนดีป่ะวะ เรียกคนอื่นมาก็ไม่ทันแล้ว”


“แล้วจะเอาไงกันดี”


จึก จึก


ระหว่างที่ทุกคนกำลังตึงเครียด ดินสอมันก็จิ้มเข้าที่ต้นแขนฉันสองที ก่อนกวักมือเรียกให้ฉันเอียงหูเข้าไปหา จากนั้นก็บอกเล่าบางสิ่งบางอย่างออกมา “กูขอโทษนะมึง กูลืมไปว่าเพื่อนพี่บรรทัดมีพี่นักรบด้วยอะ”


“นักรบ?” ฉันทวนชื่อ “คนที่มีความสัมพันธ์กับวิเวียน?


“อือ” พยักหน้ารับอย่างรู้สึกผิด “กลับกันเถอะ กูไม่อยากให้มึงเจอพี่เขา”


“กลับก็กลับ” เพราะยังไงซะ...ฉันก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเจอนายนักรบอะไรนั่นอยู่แล้ว 


ไม่แน่นะ ถ้าเจอหน้ากันฉันอาจจะสติแตกแล้วเข้าไปต่อยหน้าไอ้คนที่ทำให้น้องสาวฉันหายไปก็ได้


“ดิน ช่วยพี่หน่อย” แต่ก่อนจะได้กลับพี่บรรทัดก็ร้องขอให้น้องสาวช่วยขึ้นมาก่อน “ช่วยหน่อย”


“ช่วยไรล่ะ ดินจะกลับแล้ว”


“เพื่อนดินตีกลองเป็นใช่ไหม พูดให้หน่อย”


“พี่รู้ได้ไง” เมื่อดินสอถามพี่บรรทัดก็ถอนหายใจออกมา มองเลยไปด้านหลังพวกฉันแล้วก็เอาแต่เงียบ “ดินจะกลับแล้ว ไอ้วาห์มันก็จะกลับแล้ว”


“บอกเพื่อนให้หน่อย”


“นี่พี่ทัด...”


“ขนาดนี้แล้วขอเองเลยไหมคะ” เอ่ยแซวอย่างไม่คิดอะไร ก็จริงไหมล่ะ จะขอให้ฉันช่วยแต่ดันบอกผ่านดินสอ ซึ่งฉันก็ยืนอยู่ข้าง ๆ เนี่ย “แต่ว่าวาห์จะกลับแล้ว”


“ช่วยหน่อย เพื่อนพี่มาไม่ทัน”


“ไม่เอางี้ดิพี่ทัด” ดินสอพูดกับพี่ชายตัวเองด้วยความไม่ชอบใจ แต่พี่บรรทัดก็เหมือนอยากได้ความช่วยเหลือจากฉันจริง ๆ


...เขาบอกว่านายนักรบมาไม่ทัน ถ้าอย่างนั้นฉันก็อาจจะไม่ได้เจอกับเขา


“ก็ได้ค่ะ” ถ้าไม่เจอก็ไม่มีปัญหา ปัญหารถชนไม่ใช่ว่าจะจัดการได้ภายในนาทีสองนาที “แต่ถ้าเล่นเสร็จห้ามรั้งไว้นะ”


“ได้ ขอบใจมาก” จากนั้นพี่บรรทัดก็ยื่นรายการเพลงมาให้ โชคดีที่พวกพี่เขาเลือกเพลงเล่นที่ค่อนข้างเก่าฉันเลยเล่นได้ ไม่อย่างนั้นก็คงจะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน


“จะดีเหรอมึง”


“เขาคงมาไม่ทัน ไม่เจอกันหรอกมั้ง”


“ถ้าเจออะ?” ยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่บันไดเพื่อเตรียมขึ้นเวที


...ถ้าเจอกันจริง ๆ ฉันค่อยพิจารณาอีกที ถ้าเขาไม่มายุ่งวุ่นวายเพราะคิดว่าฉันเป็นวิเวียนฉันก็จะนิ่ง แต่ถ้าไม่ใช่ตามนั้น ก็คิดสดเลยแล้วกันว่าจะทำยังไงกับตัวปัญหาดี




เมื่อถึงคิวที่วงขึ้นซ้อมฉันก็เดินขึ้นไปบนเวทีอย่างมั่นคง มือกระชับไม้กลองแล้วนั่งลงหลังกลองชุด ตอนนี้ฉันเป็นจุดสนใจของนักศึกษาที่เป็นสตาฟในงานมาก นอกจากชุดที่ใส่จะต่างกันแล้ว ฉันก็ยังไม่ใช่มือกลองตัวจริงด้วย


“คนนั้นเด็ก GU ไม่ใช่เหรอวะ กูจำช็อปได้”


“เออ แล้วทำไมขึ้นไปตีกลองแทนพี่นักรบวะ”


“พี่นักรบเป็นอะไรหรือเปล่าวะ”


ฉันเมินเสียงซุบซิบที่ค่อนข้างจะดังของสองนักศึกษาที่นี่ ก่อนจะเริ่มให้จังหวะแล้วตีกลองตามจังหวะของเพลง 


เมื่ออยู่กับกลองฉันก็ดูจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ ก็ได้ทำในสิ่งที่ชอบใครบ้างจะไม่มีความสุข มีบางจังหวะที่พวกพี่เขาหันมามองแล้วอมยิ้มส่งมาให้ ฉันก็งงไปดิ อยู่ดี ๆ มายิ้มให้...


พิลึกอยู่เหมือนกันนะรุ่นพี่พวกนี้ 


เมื่อเข้าสู่เพลงที่สามหางตาฉันก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ดินสอตรงขอบเวที 


คนนี้สินะ...


คนที่เป็นมือกลองของวง 


คนที่ชื่อนักรบนั่นน่






“ตีกลองมันดีนะเรา” พี่ซานเอ่ยชมเมื่อลงมาจากเวที ฉันที่โดนชมก็ทำเพียงส่งยิ้มให้ตามมารยาท จากนั้นก็เดินเข้าไปหาดินสอที่เตรียมกระเป๋าไว้ให้แล้ว


“เหงื่อชุ่มเลยมึง”


“ก็ร้อน กลับเหอะ...” ตอบกลับแล้วชวนเพื่อนทันที 


ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแล้ว มันรู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้ ไม่ชอบสายตาที่นายนักรบนั่นมองมาเลย


“เออ” ตอบรับฉันก่อนจะเดินเข้าไปคุยกับพี่ชายตัวเองสองสามคำ จากนั้นก็เดินมาควงแขนฉันแล้วพากันออกมาจากด้านหลังเวที แต่เดินมาได้ไม่เท่าไรดินสอมันก็หยุดชะงัก “มึง...กูลืมว่าไอ้พี่ซานมันขโมยกุญแจรถกูไป มึงกลับไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวกูเข้าไปเอาเอง มึงจะได้ไม่ต้องเจอหน้าพี่นักรบ”


“อือ ไว้เจอกันที่ ม. พรุ่งนี้นะ”


“บ๊ายบายนะมึง”


“อือ” พยักหน้าก่อนจะมองตามหลังมันจนหายกลับเข้าไปด้านหลังเวที 

ต่อมาก็หันหลังกลับแล้วเดินออกจากสนามมายังลานจอดรถ ขณะที่ล้วงมือหมายจะหยิบกุญแจรถในกระเป๋าเสื้อ แขนฉันก็โดนฉุดไว้ด้วยฝีมือของใครบางคน      
              
“ไม่เจอนานนะ สบายดี?” เขาดูจะมีความสุขมากเลยนะ ดูไม่ทุกข์ร้อนกับการเข้ามาทักทายผู้หญิงคนที่เขาเขี่ยทิ้งเลยสักนิด...

คงจะทำบ่อยสิท่า 

“ถามไม่ตอบ?


พึ่บ!


สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม ล้วงเอากุญแจรถออกมาแล้วปลดล็อก


“วิเวียน?” ฉันถอนหายใจออกมาแล้วมองหน้าเขาอย่างไม่ชอบใจ 


บอกได้เลยว่า โคตรไม่ชอบขี้หน้ามันเลย 


วิเวียนมันชอบไปได้ยังไงวะ นอกจากหน้าตาแล้ว ดูก็รู้ว่าสันดานไม่ดี 


“เก่งดีนี่”


“...”


“ไม่วิ่งตามฉันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว?” 


กลอกตามองบนใส่เขา ก่อนจะขึ้นมานั่งบนรถ สตาร์ตเครื่องยนต์ มองหน้าเขาผ่านกระจกที่ติดฟิล์มมืดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถอยรถออกจากที่จอดแล้วขับออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปรับลดความเร็วตามสมควร...


น่ารำคาญฉิบหาย

 




วันต่อมา...          
              

ฉันมาเรียนด้วยสภาพร่างกายที่สดชื่นต่างกับเพื่อนอีกสามคนที่เดินหาวเข้าห้องมากันเลย พวกนี้นอนดึกจนติดเป็นนิสัย แต่จะว่าพวกมันก็ไม่ได้หรอกเพราะว่าฉันก็เป็นเหมือนกัน แค่เมื่อวานง่วงนอนเร็วไปหน่อยก็เท่านั้น


“สดชื่นจังวะมึง” ดินสอทิ้งตัวนั่งลงข้างกันแล้วทักขึ้น


“เมื่อคืนนอนเร็ว”


“ดีอะ กูติดซีรีส์อยู่ ดูยันเช้าเลย หนังสืออ่านไปแค่สองหน้า”


“ส่วนกูก็ตีป้อมเพลิน”


“ระวังแม่มึงจะตีหัวแตกตอนเกรดออกนะไอ้คุณสายฟ้า” ได้ยินดินสอพูดสายฟ้ามันก็ขนลุกเกรียว 


ฉันจำได้ว่าตอนปีหนึ่งเทอมสองไอ้สายฟ้ามันได้เกรด D มาหนึ่งตัว เรียกว่าอีกไม่กี่คะแนนก็ F แล้ว ที่เป็นแบบนั้นเพราะมันมัวแต่เล่นเกม ไม่สนใจอ่านหนังสือ แม่มันเลยโทรมาด่าจนมันหูอื้อไปเลย


“จุ๊ ๆ อย่าเอาของสูงมาเล่น”


“แล้วมึงล่ะธนู ทำไมง่วง”


“ถามเหมือนปกติกูตื่นมาเรียนคาบเช้าอะวิวาห์” ไอ้ฉันก็ลืมไปว่าถ้าไม่มีควิซหรือไม่มีอะไรสำคัญไอ้ธนูมันก็ไม่ตื่นขึ้นมาหรอก บางทีมาเข้าคลาสตอนเหลืออีกสิบนาทีสุดท้ายก็มี 


ถึงคะแนนสอบมันจะได้เยอะ แต่คะแนนพิศวาสนี่ติดลบนะจะบอกให้ 


“พูดแล้วก็ง่วง กูไม่น่าตื่นมาเอาคะแนนเท่าขี้มดเลย”


“จะกลับก็ได้นะ” ฉันว่า


“ไม่ทันแล้วไหมล่ะมึง” 


คุยเล่นกันได้ไม่เท่าไร อาจารย์ก็เดินถือเอกสารเข้ามากองโต ก่อนจะเอ่ยปากบอกให้พวกฉันนั่งแยกกันแล้วแจกกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบ หลังทำควิซเสร็จก็เริ่มเรียนต่อ ส่วนคะแนนอาจารย์จะแจ้งให้ทราบกันหลังสอนเสร็จ แจ้งในแชตกลุ่มของนักศึกษานั่นแหละ เอาให้อายกันถ้วนหน้า




หลังจากเรียนเสร็จพวกฉันก็ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่แคนทีนของคณะ ที่บัดนี้บรรจุนักศึกคณะวิศวะไว้แน่นขนัด นอกจากนี้ก็ยังมีคณะข้างเคียง ขณะที่ห่างกันเป็นโยชน์อีกประปราย คณะฉันชอบมีสาว ๆ มาส่องหนุ่มน่ะ มานั่งมองแล้วก็ซุบซิบกับเพื่อน ต่อมาก็เขินแล้วบิดไปบิดมาให้เห็น


“วิวาห์ พี่เอาขนมมาฝาก”


“ขอบคุณค่ะ” ขอบคุณแล้วยื่นมือไปรับขนมจากรุ่นพี่ต่างคณะอย่าง พี่เปอร์ หนุ่มหล่อจากคณะนิติศาสตร์ 


ไม่ใช่ไม่รู้ว่ารุ่นพี่คนนี้มาขายขนมจีบ และฉันเองก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับอะไร ถ้ามันจะใช่ วันที่พี่เขาเอ่ยปากขอคบฉันก็คงจะตอบตกลง แต่ถ้าไม่ใช่ ก็คงจะปฏิเสธอย่างนิ่มนวลเพื่อไม่ให้เขาเสียความรู้สึกมาก 


“พี่เปอร์มานานแล้วเหรอคะ”


“สักพักแล้วครับ แต่วันนี้พี่อยู่ด้วยไม่ได้นะ พี่มีธุระนิดหน่อย”


“ค่ะ พี่ไปทำธุระเถอะ”


“งั้นเอาไว้คอลกันนะ” ฉันพยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นโบกลา


เมื่อพี่เปอร์เดินหายไปแล้ว ฉันก็ได้รับสายตากรุ้มกริ่มจากเพื่อนทั้งสามคน ดังนั้นเลยส่งสายตาให้พวกมันไปซื้อข้าวซื้อน้ำมากินก่อนที่จะหมดเวลาพัก ส่วนตัวเองก็ฝากสายฟ้าซื้อแล้วนั่งเฝ้าโต๊ะ 


ระหว่างนั่งรอเพื่อนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นอย่างทุกที เช็กความเป็นไปภายในมหาวิทยาลัย ข่าวสารบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งดูวิดีโอสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวน้อย


ฉันมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง เอาไว้นางอารมณ์ดีแล้วฉันจะแนะนำให้รู้จักก็แล้วกัน 


นั่งเล่นโทรศัพท์ไม่นานนักธนูก็เป็นคนแรกที่กลับมาที่โต๊ะ ไม่นานดินสอกับสายฟ้าก็ทยอยมาทีละคน พวกเรานั่งกินข้าวไปคุยกันไปตามปกติ ไม่ได้เคร่งเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารขนาดนั้น แต่ถ้าอยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ยิ่งถ้าอยู่วังกับท่านยายล่ะก็...มารยาทต้องจัดเต็มเหมือนกัน


“เมื่อไหร่มึงจะเลิกกินยานี่วะ” สายฟ้าถามเมื่อเห็นกล่องยาในกระป๋า 


“ทำไมอะ”             
              

“เห็นมึงกินมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ถามว่ายาอะไรก็ไม่บอก” ก็อย่างที่สายฟ้าว่านั่นแหละ ฉันไม่เคยบอกเพื่อนว่าตัวเองกำลังประสบปัญหาอะไร จะมีก็แต่ดินสอที่รู้เรื่องนี้ดี 


ส่วนยาที่กินเนี่ยก็เป็นยาต้านซึมเศร้าที่กินก่อนนอน ฉันพกไว้เผื่อฉุกเฉินเวลาไปค้างอ้างแรมที่อื่นเฉย ๆ ซึ่งอีกเดี๋ยวฉันก็ได้เลิกกินแล้ว หมอบอกว่าอาการฉันดีขึ้นมากแล้ว ที่เหลือก็แค่พยายามดูแลตัวเองให้มาก พยายามอย่าเครียด หางานอดิเรกทำ แล้วก็ห้ามใครมาสะกิดสิ่งที่อยู่ภายในใจของฉันอีก


“เดี๋ยวก็เลิกกินแล้ว”


“หายแล้วเหรอวะ”


“อือ หายแล้ว”


หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จก็พากันมานั่งเล่นที่ใต้ตึกคณะเพื่อรอเข้าเรียนภาคปฏิบัติในคาบบ่าย วันนี้มีเรียนเขียนโปรแกรม ไม่รู้ว่าจะทำงานที่อาจารย์สั่งเสร็จเร็วหรือเปล่า ถ้าเสร็จเร็วก็ได้กลับไปพักเร็ว แต่ถ้าไม่เสร็จก็ต้องอยู่ทำต่อให้เสร็จ


“ฮัลโหล” ฉันเงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วมองดินสอ สีหน้ากับน้ำเสียงตอนรับโทรศัพท์ดูหงุดหงิดไม่น้อย 


ให้เดาไหม...ถ้าไม่ใช่พี่บรรทัด ก็ต้องเป็นพี่ซานของมันแน่ 


“ไอ้พี่ซาน! ถ้าจะกวนประสาทก็วางไปเลยนะ”


...ซื้อหวยไม่เห็นถูกอย่างนี้บ้างวะ


“ไม่เอา ไม่ต้องมาเลย” พี่ซานจะมาหามันเหรอ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นอยากจะมา “ไม่กิน! แต่ถ้าจะให้ก็ฝากพี่บรรทัดเอาไปให้ที่บ้านก็ได้”


“ดูเหมือนจะไม่ได้ เพราะพี่มาแล้ว”


“เฮ้ย!” ดินสอร้องออกมาเมื่อหันไปมองตามเสียงทางด้านหลังก็พบกับพี่ซานที่ถือถุงขนมอยู่สองสามถุง 


ฉันกับเพื่อนอีกสองคนยกมือไหว้คนมาใหม่ ก่อนจะหันกลับมาสนใจเรื่องของตัวเอง ส่วนไอ้ดินก็ให้จัดการกับพี่ซานของมันไป


“กูไปฉี่แป๊บ” 


นั่งมาสักพักฉันก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำจึงบอกเพื่อนไว้ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมมาเข้าห้องน้ำที่หลังตึก รีบจัดการกับธุระของตัวเองให้เสร็จแล้วออกมาล้างไม้ล้างมือให้สะอาด ก่อนจะเดินออกมานอกห้องน้ำ


หมับ!


“เหี้ยไรวะ!” สบถออกมาเสียงดังเมื่อโดนฉุดแขนให้เดินตาม 


ฉันมองเจ้าของเสื้อช็อปสีกรมท่าด้วยความไม่ชอบใจ ก่อนจะสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม แต่ครั้งนี้มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อวาน เพราะเขาไม่ยอมปล่อย 


“ไอ้บ้านี่ ปล่อยฉัน!


“พูดได้แล้ว?” เขาหยุดเดินแล้วหันกลับมาพูดกับฉันก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง มองดูแล้วก็เห็นแต่ความกวนอวัยวะเบื้องล่าง  มือที่จับแขนฉันอยู่ก็คลายลง และจังหวะนั้นฉันก็สะบัดแขนออกแล้วหันหลังให้เขา เตรียมตัวเดินกลับไปหาเพื่อนที่โต๊ะ แต่แล้วเขาก็ไวกว่า ดึงแขนฉันไว้ก่อนที่ฉันจะได้เดินจากไป “วิเวียน?


สูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้นมา


“หันมาคุยกันก่อนวิเวียน”


“ฉันไม่ใช่วิเวียน!” พูดกับเขาเสียงดัง ก่อนจะสะบัดแขนออกอีกครั้ง


“เล่นตลกอะไร”


“หน้าฉันเหมือนคนกำลังเล่นตลกมากนักเหรอ” ถามเขากลับอย่างกวนเบื้องล่างไม่แพ้กัน “ฟังนะ ฉันไม่ใช่วิเวียน”


“แล้วเธอเป็นใคร”


“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกนาย”


“โกรธฉัน?” ฉันมองคนตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่าย 


ฉันไม่เข้าใจว่าเขาจะเข้ามายุ่งกับฉันทำไม ถ้าคิดว่าฉันคือวิเวียนคนที่เขาเขี่ยทิ้งไปแล้ว เขาก็ไม่น่าจะเข้ามายุ่งกับฉันนะ เพราะตอนนั้นวิเวียนก็ทำเขาวุ่นวายอยู่เหมือนกัน


“ฉันต้องโกรธอะไรนาย ในเมื่อฉันไม่ใช่วิเวียน”


“แน่ใจเหรอ” พูดแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้ จากนั้นก็โน้มหน้ามาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจกรุ่นร้อน 


ฉันสบตากับดวงตาแข็งกร้าวของคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ จังหวะที่เขาทำท่าจะเข้ามาใกล้มากกว่าที่เป็นอยู่ก็ผลักเขาออกห่าง ก่อนจะตวัดมือกระทบกับใบหน้าที่ฉัน ไม่ถูกชะตา นั่นด้วยแรงทั้งหมดที่มี 


แน่นอนว่าเขาปากแตก เลือดไหลลงมาถึงคาง...


“กล้ามากนะ เคยบอกแล้วว่าอย่าล้ำเส้น”


“ใครกันแน่ที่เป็นคนล้ำเส้น” ตอบกลับเขาอย่างไม่เกรงกลัว จะเป็นใครใหญ่มาจากไหนก็ช่าง ถ้ากล้ามาวอแว ฉันก็กล้าต่อกรกับเขาเหมือนกัน...


อย่าลืมสิว่าฉันไม่ใช่วิเวียน 


“จะบอกให้เอาบุญนะ คนที่นายเรียกหาน่ะมันไม่ใช่ฉัน”


“ถ้างั้นวิเวียนอยู่ไหน”


“ตายไปแล้ว...” พูดพร้อมกับมองคนตรงหน้าอย่างเจ็บปวด ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ไล่ความรู้สึกนั้นออกไปให้เหลือแต่ความแข็งกร้าว “ถ้าอยากเจอมากก็ตายตามมันไปสิ”


“จับได้เมื่อไหร่ว่าเธอคือวิเวียนฉันเอาตายแน่”


“หึ มันไม่เคยบอกอะไรนายเลยเหรอ” นายนักรบขมวดคิ้วมุ่น ฉันว่าวิเวียนมันทำอะไรสักอย่างก่อนจะเรียกฉันออกมานะ “ไม่สิ...มันน่าจะบอก แต่นายไม่เคยสนใจเองต่างหาก”


“วิวาห์! อาจารย์จะเข้าแล้วโว้ย!” เสียงธนูดังขึ้นจากทางด้านหลัง


“อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉันอีก ฉันไม่นิยมทำความรู้จักกับคนแบบนาย”


“คนแบบฉันมันทำไม”


ใช้สายตามองเขาหัวจรดเท้า ก่อนจะกลับขึ้นไปมองหน้าเขา แล้วพูดออกมาอย่างไม่ยินดียินร้าย “...คิดเอาเอง”     


ฉันมองนายนักรบที่นิ่งค้างทิ้งทายก่อนจะเดินออกมา ธนูที่ยืนรออยู่ก็มองมาอย่างงุนงง ฉันเลยควงแขนมันแล้วดึงให้เดินตามมาที่ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์


“มึงรู้จักคนนั้นด้วยเหรอ เขาไม่ได้อยู่ ม. เรานี่”


“ไม่เชิงรู้จัก พอดีเมื่อวานไปช่วยเขาตีกลองนิดหน่อย” ตอบเลี่ยง ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่ของตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้ธนูมันถามอะไรต่อ ส่วนดินสอมันก็มองมาที่ฉันอย่างเป็นห่วง แสดงว่าไอ้พี่ซานอะไรนั่นต้องรั้งดินสอไว้ไม่ให้มาหาฉันแน่ เพราะพี่ชายคนนั้นก็รู้อยู่แล้วว่าวิเวียนกับนายนักรบมีความสัมพันธ์กันยังไง



ตลอดทั้งภาคบ่ายฉันนั่งเรียนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว งานที่อาจารย์สั่งให้ทำในคาบฉันก็ทำได้อย่างล่าช้า เพราะเจอไอ้บ้านั่นแท้ ๆ เลย ถ้าไม่เจอเขา การเรียนของฉันคงจะมีความสุขกว่านี้


“วันนี้มึงทำช้าจังวะวิวาห์ กูว่าจะลอกสักน่อย”


“สมองก็มีทำไมไม่หัดทำเองวะสาย”


“ก็ขี้เกียจไง”


“ตลอดอะมึง”


“น่า...ไว้กูใช้สมองตอนสอบก็ได้” มันก็อย่างนี้ทุกที พอผลสอบออกมาก็แทบเอาไปโยนทิ้งแม่น้ำ “เย็นนี้ไปแดกเหล้ากัน ไหน ๆ พรุ่งนี้ก็วันหยุด”


“เอาดิ”


“หืม?” เพื่อนทั้งสามคนร้องออกมาเมื่อครั้งนี้ฉันตอบรับอย่างรวดเร็ว 


ก็วันนี้อารมณ์ไม่ดี ฉันเลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยู่บ้านคนเดียวก็มีแต่จะหดหู่เปล่า ๆ


“ทำไมรอบนี้ไว” ธนูถามขึ้นมา


“ถามมากเดี๋ยวกูก็ไม่ไปซะหรอก”


“โอเคครับ ผมไม่ถามแล้วก็ได้ครับแม่” มันว่าก่อนจะกอดคอฉันเดินออกมาจากห้องปฏิบัติการ เราทั้งสี่คนเดินลัดเลาะมาจนถึงลานจอดรถก่อนจะแยกย้ายกันกลับ 


เรานัดกันอีกทีตอนสองทุ่มตรงที่ ซ้อมคอซึ่งเป็นร้านเหล้ากึ่งผับ เป็นที่ประจำที่พวกเราไปใช้บริการ ลูกค้าของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาที่อยู่ละแวกนี้



เมี้ยว ~


เมื่อฉันเปิดประตูเข้ามาภายในตัวบ้าน แมวเปอร์เซียสีขาวนามว่า วุ้น ก็เข้ามาพันแข้งพันขา ฉันย่อตัวลงไปอุ้มเจ้าวุ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะใช้เท้าปิดประตูบ้าน เดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาแล้วเล่นกับวุ้นอยู่สักพักใหญ่ ก่อนจะเข้าไปนอนพักในห้อง ตื่นมาอีกทีค่อยหาอะไรรองท้องแล้วเตรียมตัวไปเที่ยวกับเพื่อน


ตุบ!


นอนหลับไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็สะดุ้งตื่นเมื่อเจ้าวุ้นกระโดดขึ้นมาบนเตียง ก่อนจะขึ้นมาบนตัวแล้วใช้อุ้งเท้าแตะลงบนใบหน้าฉันจนตื่น จากนั้นเจ้าแมวแสนรู้ก็กระโดดขึ้นไปที่โต๊ะวางของข้างเตียง ใช้อุ้งเท้าแตะลงบนโทรศัพท์ที่ส่องแสงของฉันเพื่อเป็นการบอกว่ามีสายเรียกเข้า...


ลืมไปว่าปิดเสียงไว้ตั้งแต่เข้าเรียน ถ้าวุ้นไม่มาปลุกก็คงไม่รู้ว่ามีคนโทรมาจนกว่าจะตื่นและจับโทรศัพท์


“ขอบใจมากนะเจ้านาย” ทาสผู้นี้ซาบซึ้งใจเป็นที่สุด


เมี้ยว ~


ตอบรับแล้วก็กระโดดลงจากโต๊ะมาหาฉันที่นั่งอยู่บนเตียง ฉันละสายตาจากวุ้นไปยังโทรศัพท์ หยิบขึ้นมาดูก็ปรากฏว่าเป็นเบอร์แปลกที่ถูกกดรับสายเรียบร้อยแล้ว 


สงสัยเมื่อครู่นี้ที่วุ้นแตะโทรศัพท์ อุ้งเท้าเล็กน่าเอ็นดูนั่นคงไปโดนปุ่มรับอย่างสุดวิสัย 


ดังนั้นจึงเอาขึ้นมาแนบหูเพื่อไม่ให้เสียมารยาท


“ฮัลโหล...”


[เสียงแหบเชียวนะ]


“ใครคะ?


[นักรบ]


ติ๊ด!


ตัดสายทิ้งทันทีที่รู้ว่าปลายสายเป็นใคร นี่เขาไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของฉันมาจากไหน จำได้ว่าเบอร์เก่าที่วิเวียนใช้ฉันเก็บลงกล่องไปแล้ว จะว่าเอามาจากดินสอก็เป็นไปไม่ได้ เพื่อนของฉันไม่มีทางให้เบอร์โทรศัพท์ฉันกับใครแน่ โดนเฉพาะคนที่มีประเด็นกันตั้งแต่ในอดีตอย่างนายนักรบ


เมี้ยว ~


ก้มมองเจ้าวุ้นที่ส่งเสียงเรียก ก่อนจะเหลือบไปมองโทรศัพท์ในมือที่ส่องแสงขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเบอร์เดียวกันกับที่นายนักรบใช้โทรมาเมื่อสักครู่นี้ แน่นอนว่ารอบนี้ฉันไม่รับสายแน่


“ถ้าเบอร์นี้โทรมาอีกให้กดสีแดงนะ” พูดพร้อมกับสาธิตให้ดู “เข้าใจตรงกันแล้วนะเจ้านาย”


เมี้ยว ~   
              

“น่ารักมาก” สิ่งมีชีวิตขี้อ้อนแบบนี้...ฉันแพ้จริง ๆ นะ ตอนซื้อมาเลี้ยงใหม่ ๆ ยังกลัวอยู่ว่าวุ้นจะเป็นแมวหยิ่ง แต่โชคดีที่ไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้ทำผัดกะเพราแมวเปอร์เซียตั้งแต่วันแรกที่ได้มา


ไม่กี่นาทีต่อมาฉันก็เข้าไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น เอาอาหารแมวเปียกมาป้อนเจ้าตัวน่ารัก จากนั้นก็เข้าครัวแล้วหยิบอาหารแช่แข็งมาอุ่นกินรองท้อง ก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัว


ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าฉันก็จัดการตัวเองเสร็จ ยังเหลืออีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด ดังนั้นฉันจึงหยิบไอแพดขึ้นมาเปิดซีรีส์ที่ดูค้างไว้ก่อนหน้า ดูไปดูมา มองเวลาก็พบว่ามันจะถึงเวลานัดแล้ว ดังนั้นจึงปิดไอแพด ปิดไฟอะไรให้เรียบร้อย จากนั้นก็เดินมาขึ้นรถแล้วขับออกมาจากบ้าน


ก่อนจะถึงร้านดินสอมันก็โทรมาตาม แต่ว่าฉันไม่ได้รับหรอกเพราะมันอีกแค่แยกเดียวก็จะถึงร้านแล้ว ดังนั้นเมื่อมาถึงร้านเหล้าฉันก็รีบไปตรวจบัตร แล้วมุ่งตรงไปยังโต๊ะประจำที่เพื่อนจองไว้ทันที 


ซ้อมคอเป็นร้านขนาดใหญ่ที่เปิดเป็นสองชั้น ซึ่งแน่นอนว่าชั้นสองนั้นแพงกว่าชั้นหนึ่งมากโข แถมแต่ละโซนก็แบ่งไว้ชัดเจน การบริการก็ต่างกัน ส่วนมากคนที่นั่งดื่มบนชั้นสองจะเป็นพวกชอบความเป็นส่วนตัว ส่วนชั้นแรกก็เอาไว้ดิ้น...


“นัดสองทุ่ม...” เมื่อถึงโต๊ะไอ้สายก็เริ่มเปิดประเด็นการแซะฉัน


“แต่ถึงสองทุ่มสี่สิบห้า” ตามด้วยธนูที่ส่งสายตาดุ ๆ ให้


“ดีกว่าไม่มา” ฉันเองก็ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ จะถึงกี่โมงฉันก็มาอยู่ดี บุญแค่ไหนแล้วที่ไม่เบี้ยวนัดพวกมันแล้วนอนอยู่บ้าน ทั้ง ๆ ที่ตบปากรับคำไว้อย่างดี


“พวกพี่เปอร์อยู่ชั้นบนอะ จะขึ้นไปทักป่ะ”


“ไม่อะ”


“เพราะเดี๋ยวพี่มันก็ลงมาหามึงใช่ไหม”


ยักคิ้วให้ดินสออย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนจะรับแก้วเหล้าที่ชงโดยฝีมือของธนูมายกขึ้นจิบแก้กระหาย ดูจากสีก็พอรู้ว่ามันจงใจชงให้ดื่มแบบเข้ม ๆ พอดื่มเข้าไปก็ร้อนคอทันที 


กลัวเพื่อนไม่เมามั้ง...ชงแบบนี้ก็จับกรอกปากทั้งขวดเลยเถอะ


“เฮ้ยไอ้ดิน นั่นพี่มึงป่ะ”


“ไหน?” ดินสอชะเง้อคอมองตามสายฟ้า ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “ก็ไหนว่าวันนี้ไม่ออกเที่ยวที่ไหนไงวะ”


“ก็มาแล้วนี่ ชวนมานั่งด้วยกันเลยแล้วกัน” ยังไม่ทันได้ห้ามปรามกัน ไอ้ธนูก็เดินดุ่ม ๆ ไปหาพวกพี่บรรทัดแล้วชี้นิ้วมาทางพวกฉัน พี่บรรทัดไปขอความเห็นจากเพื่อนเขา ก่อนจะพยักหน้าตอบรับคำชวนของไอ้ธนู 


ณ จุดจุดนี้นะคะ 


อยากตบกบาลเพื่อนมากค่ะ!



สองนาทีต่อมาโต๊ะฉันก็เต็มไปด้วยผู้คน ฉันนั่งข้างดินสอและสายฟ้า หัวโต๊ะคือพี่บรรทัด ฝั่งตรงข้ามคือพี่ซาน นายนักรบ และไอ้ธนู เหมือนจงใจนั่งตรงกับฉันยังไงก็ไม่รู้นะนายนักรบน่ะ


“ออกมาไงให้แม่ไม่ตี?” พี่บรรทัดเอ่ยถามน้องสาวที่นั่งอยู่เยื้องกัน


“ใส่ชุดวอร์มออกมาไง”


“นิสัย”


“กูสั่งเพิ่มนะ” พี่ซานโพล่งขึ้นมาก่อนจะยกมือเรียกพนักงาน จากนั้นก็สั่งนั่นสั่งนี่อยู่สักพัก ยื่นบัตรเครดิตให้เป็นค่าเครื่องดื่ม ก่อนจะหันกลับมากวาดสายตามองทั้งโต๊ะแล้วฉันหยุดลงที่ฉัน...“สวยขึ้นนะวิเวียน”


“เวรเถอะไอ้พี่ซาน...” เป็นดินสอที่สบถขึ้นมา


“วิเวียนอะไรพี่” สายฟ้าท้วงอย่างสงสัย ไอ้เพื่อนชายสองตัวของฉันก็นั่งงงไปเลยดิ เพราะทั้งโต๊ะไม่มีคนชื่อวิเวียนอย่างที่คนมาใหม่ร้องทัก “จำผิดเหรอครับ”


“จะพูดอีกแค่ครั้งเดียวนะคะ...” พูดขึ้นแล้วจ้องตรงไปยังพี่ซาน “ฉันชื่อวิวาห์...ไม่ได้ชื่อวิเวียน”


“เปลี่ยนชื่อเหรอ”


...ดักดานจริงคนพวกนี้


“ไอ้พี่ซาน! เลิกถามมากสักที”


“ก็พี่สงสัย”


“จะสงสัยอะไรมากมาย” ถลึงตาใส่คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วหันมามองฉันที่จิบเครื่องดื่มในมือแล้วมองไปรอบร้าน ถึงเสียงดนตรีจะดัง แต่ฉันก็ได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาจากดินสอชัดเจน “วิเวียนเป็นแฝดน้องของวิวาห์ แต่มันไม่อยู่แล้ว อย่าไปพูดถึงได้ไหม ขอร้องเลย...”


“พี่ไม่รู้” พี่ซานเอ่ยขึ้นมาอย่างรู้สึกผิด “พี่ขอโทษครับวิวาห์”            

“ค่ะ” รับคำขอโทษไว้แต่โดยดี เพราะฉันก็ไม่ได้คิดจะโกรธหรือโมโหอะไรจริงจังขนาดนั้น ฉันแค่ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าฉันเป็นวิเวียน เพราะฉันก็คือฉัน


พึ่บ


จังหวะที่ทั้งโต๊ะกำลังเงียบ ร่างฉันก็ถูกกักขังโดยฝีมือของใครบางคน เอียงหน้าไปมองก็พบว่าเป็นพี่เปอร์ที่กำลังอมยิ้มส่งมาให้ เวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัยพี่เปอร์ไม่เคยรุ่มร่ามหรือทำให้ฉันดูไม่ดี แต่ถ้าอยู่ในที่แบบนี้การถึงเนื้อถึงตัวมันก็มีกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดจนรับไม่ได้


“มานานยังครับ”


“สักพักค่ะ”


“พี่เปอร์หวัดดีค่ะ”


“หวัดดีพี่”


“หวัดดีครับเด็ก ๆ” เงยหน้าขึ้นมารับไหว้พวกเพื่อนฉัน ก่อนจะส่งสายตาไปทักทายรุ่นพี่ต่างมหาวิทยาลัยของดินสอ การปรากฏตัวของพี่เปอร์นั้นเป็นที่สนใจของรุ่นพี่ร่วมโต๊ะทั้งสามคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนายนักรบที่จ้องมองพี่เปอร์ไม่วางตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว “แนะนำหน่อยสิวิวาห์”


“นั่นพี่บรรทัดพี่ชายดินสอ พี่ซาน กับ...”


“กับพี่นักรบเป็นเพื่อนพี่บรรทัดค่ะ” ดินสอคงเห็นว่าฉันไม่สะดวกใจที่จะเอ่ยถึงบุคคลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเลยพูดกับพี่เปอร์แทน จากนั้นก็พูดกับพี่เปอร์ต่อ “นั่งด้วยกันไหมคะพี่เปอร์ ยังนั่งได้อีกที่นะ”


“อยากนั่งกับวิวาห์มากกว่าครับ” ในความหมายก็คือพี่เปอร์อยากนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับฉันมากกว่าจะนั่งเก้าอี้เดี่ยว ๆ 


ครั้งหนึ่งฉันเคยต้องนั่งตักพี่เปอร์ด้วยความจำเป็น จำได้ว่าตอนนั้นโต๊ะเต็ม ระหว่างรอพนักงานไปเอาเก้าอี้ฉันก็ถูกพี่เปอร์ดึงไปนั่งตัก แต่นั่นมันก็ไม่กี่นาที ก่อนที่พนักงานจะเอาเก้าอี้มาให้เท่านั้น


“ไม่ดีนะพี่เปอร์ เดี๋ยวก็โดนเก้าอี้ทุ่มหัวหรอก”


“ใครจะทุ่ม? ดินสอเหรอ?


“คนที่พี่อยากให้นั่งตักอะ”


“ดุขนาดนั้นเลยเหรอเรา” โน้มตัวลงมาถามฉันอย่างหยอกล้อ


“ลองดูไหม”


“ฮ่า ๆ พี่ลองขึ้นมาจริง ๆ แล้วจะยุ่งนะ”


“เหม็นความรักว่ะ” สายฟ้าพูดขึ้นก่อนจะขยับก้นไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างอีกตัวที่หัวโต๊ะ พี่เปอร์เลยได้โอกาสนั่งลงข้าง ๆ ฉัน มือหนาข้างหนึ่งก็เท้าไว้กับเบาะเก้าอี้ของฉัน การกระทำของพี่เปอร์นั้นเสมือนการโอบกลาย ๆ


ไม่กี่นาทีต่อมาพนักงานที่พี่ซานสั่งเครื่องดื่มด้วยก็นำของมาให้ที่โต๊ะ พี่ซานสั่งเหล้านอกดีกรีแรงมาสี่กลม ซึ่งมันเยอะเกินจำนวนคน ไม่รู้ว่าปกติพวกพี่เขาสั่งแบบนี้อยู่แล้วหรือสั่งเผื่อพวกฉันด้วย แต่ของพวกฉันก็สองกลมแล้วนะ แค่นี้ก็เดินเป๋แล้ว ขืนดื่มกับพวกพี่เขาอีกคงได้นอนที่ร้าน


“สั่งมาอาบเหรอพี่ซาน”


“กลัวพี่เมาเหรอ”


“กลัวได้เก็บศพมากกว่า”


“หึ ๆ ของแค่นี้ไม่เมาหรอกน่า”


“จ้า พ่อคอทองแดง” เมื่อเจอคำประชดของดินสอพี่ซานก็ยิ้มกริ่ม ดูก็รู้ว่าพี่ซานน่ะจีบเพื่อนฉัน พี่ชายของดินสออย่างพี่บรรทัดก็น่าจะรู้เหมือนกัน แต่ดูไม่หวงน้องสาวสักเท่าไร บางทีเพื่อนเขาอาจจะไว้ใจได้กว่าที่เห็นภายนอก





นั่งดื่มมาสักพักฉันก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา ดังนั้นจึงสะกิดบอกดินสอก่อนจะลุกออกมาจากโต๊ะพร้อมพี่เปอร์ รุ่นพี่ต่างคณะคนนี้จะกลับขึ้นไปนั่งที่โต๊ะกับเพื่อนแล้วน่ะ เห็นว่าโทรมาตามหลายรอบแล้ว ซึ่งฉันก็เห็นด้วยกับการที่พี่เขาจะขึ้นไปนั่งดื่มกับเพื่อนเหมือนเดิม อยู่กับพวกฉันก็ไม่ค่อยสนุกหรอกวันนี้ เพราะมีแขกไม่ได้รับเชิญนั่งอยู่ด้วย จากที่คิดจะมาปลดปล่อย ฉันดันทุกข์กว่าเดิมอีกตอนนี้


“แยกกันตรงนี้เลยนะพี่เปอร์”


“ไม่ให้พี่ไปส่งเข้าห้องน้ำก่อนเหรอ”


“วาห์หลับตาเดินยังไปถูกเลยเถอะ”


“งั้นก็ดูแลตัวเองดี ๆ ถ้าเมาแล้วจะกลับก็บอก เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง”


“ค่ะ” เมื่อฉันตอบรับ พี่เปอร์ก็ยกมือขึ้นจับหัวฉันแล้วโยกไปซ้ายทีขวาที ก่อนจะโบกมือไล่ให้ฉันไปเข้าห้องน้ำ 


ฉันเองก็ทำตามอย่างว่าง่าย หันหลังให้พี่เปอร์แล้วมุ่งตรงมายังห้องน้ำดังที่หมายมาดไว้ ต่อแถวรอได้ไม่นานนักก็ถึงคิวของฉัน หลังเสร็จธุระก็ล้างมือให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ก่อนจะออกจากห้องน้ำแล้วเดินกลับโต๊ะตามซอยแคบ


กึก


ระหว่างทางกลับฉันก็โดนขวางด้วยฝีมือของชายคนหนึ่ง ทิศทางของเขาคือห้องน้ำ ทิศทางของฉันคือโต๊ะที่มีเพื่อนนั่งรออยู่ ดังนั้นเราสองคนจึงต้องประจันหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ทางเดินมันจะแคบ แต่มันก็พอให้คนสองคนเดินสวนกันไปได้ แต่นายคนนี้เลือกที่จะมาขวางฉันแทนที่จะเดินผ่านกันไป


ฉันขยับซ้าย เขาขยับตาม 


ฉันขยับขวา เขาก็ขยับตาม


...แบบนี้แถวบ้านเรียกกวนตีน


“ชิ!” เมื่อฉันส่งเสียงร้องอย่างไม่พอใจ ชายตรงหน้าก็กระตุกยิ้มขึ้นอย่างกวนเบื้องล่างราวกับว่าเขาประสบความสำเร็จในการก่อกวนฉัน ก่อนจะเดินผ่านฉันไปยังห้องน้ำ ฉันหันไปมองตามอย่างไม่ชอบใจนัก


จงใจกวนประสาทกันสินะนายนักรบ...






Complete  130%






Talk



อาการมันเป็นยังไงคะนักรบ

วอแวเขาไม่เลิกเลยนะเธอ

โดนตบไปทีหนึ่งสงสัยยังไม่พอ

คงต้องเจออะไรที่มันแรงกว่านี้

จัดหนักให้เข้าโรงพยาบาลเลยเป็นไงคะวิวาห์




สำหรับใครที่รอ E-book อยู่นะคะ

ตอนนี้มีโปรโมชันพิเศษ

จากราคาปกติ 459 บาท ลดเหลือ 400 บาท

จำนวน 680 หน้า A5

ประมาณ 186,246 คำ

ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 25 เมษยน นี้เท่านั้น

**ดำเนินการพิสูจน์อักษรแล้ว**



Thumbnail Seller Link
I am real ฉันคือฉัน
Departure
www.mebmarket.com
“เธอ...หลอกฉัน”“ฉันมีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำแบบนั้น”“น้องเธอตายไปตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้วไม่ใช่? แล้วคนที่อยู่กับฉันเม...
Get it now








Character






รูปภาพจาก Pinterest

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 728 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

447 ความคิดเห็น

  1. #239 Memew888 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 09:20
    นักรบเป็นอะไรของเธอคะ เป็นงงปะ
    #239
    0
  2. #196 4786_1303 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 00:34
    จะเอาพี่เปอร์เป็นพระเอกกกกกกกกกก
    #196
    0
  3. #170 mielovekie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2564 / 01:30
    อาการเป็นยังไงไหนบอกมาสิ555
    #170
    0
  4. #169 ttut12345678 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 21:27

    พบคนโดนเมิน555
    #169
    0
  5. #168 MinimalJ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 20:05

    สนใจอะดิ

    #168
    0
  6. #167 Rich99 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 19:50
    คนถูกเมิน ชิ
    #167
    0
  7. #166 G'DayCutie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 19:27

    เป็นไรมากป่าว
    #166
    0
  8. #165 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 19:25
    กวนเนอะ
    #165
    0
  9. #164 Panther Navy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 19:22
    อะไรเอ่ยพ่อคุณ
    #164
    0
  10. #163 Exquisite Pain (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 13:01

    รอออออออออ
    #163
    0
  11. #162 natty2338 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 07:32
    จะชอบกันตอนไหนเนี้ย แบบนี้ ลุ้นนนน
    #162
    0
  12. #161 firstzy93 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 00:32
    จะมายุ่งอีกทำไม
    #161
    0
  13. #159 D3d4 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 21:19
    เกลียดพระเอก
    #159
    0
  14. #158 kekenoynaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 20:39
    มาวอแวทำไมเนี่ย
    #158
    0
  15. #157 Panther Navy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 20:37
    เเซ่บหลายยยย
    #157
    0
  16. #156 Rich99 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 08:43
    สมน้ำหน้านักรบ อน่าแรง ข้องขนาดไหนต้องตามมาหาที่ มอ ชิ
    #156
    0
  17. #155 natty2338 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 07:00
    คู่กัดกันละทีนี้ จะหวงน้อง รอตอนต่อไป😍😍
    #155
    0
  18. #154 kekenoynaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 01:55
    ศีลเสมอค่ะ👏👏👏
    #154
    0
  19. #153 MinimalJ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 23:42

    กร้าวใจมากวิวาห์

    ฮืออออ หลงรักนาง นางโซหลัว

    #153
    0
  20. #152 mielovekie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 21:33
    สะใจสุด55
    #152
    0
  21. #151 marshamallow (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 20:43
    แส่บบบบบบ//สูดปาก
    #151
    0
  22. #150 NutNook (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 20:30
    ได้ใจมากลูกวิวาห์
    #150
    0
  23. #149 ik_momo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 20:00
    เจ๋งมาก มองตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดยอดไปเลยวิวาห์👍
    #149
    0
  24. #148 nung221 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 19:59
    สะใจเป็นบ้า
    #148
    0
  25. #147 D3d4 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 19:49
    ตบมือชิคะ
    #147
    0