กลรักพยัคฆ์ร้าย (Re write)

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1660
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 พ.ค. 61

ตอนที่ 2

 

 

                “ไม่คิดจะไปไหนเหรอครับ?”

                เสียงทะเล้นของธาวินที่เอ่ยถาม เรียกให้เจ้าของร่างสูงที่กำลังยืนปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตรงข้อมือถึงกับชะงัก ก่อนพยัคฆ์พลจะหันมาส่ายหน้าน้อยๆพร้อมรอยยิ้มเป็นเชิงปฏิเสธ เพราะรู้ความหมายในเชิงลึกของประโยคนั้นดีว่ามันคืออะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องผู้หญิง

                “ไม่ละไม่มีอารมณ์”

                ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วหยิบรีโมททีวีเข้ามาไว้ในมือจากนั้นกดเปิดจอทีวีสี่เหลี่ยมที่กำลังส่งสัญญาณภาพข่าวของสำนักข่าวชื่อดัง ไม่สนใจกับสีหน้าท่าทีเหรอหราแปลกใจของธาวิน ที่กำลังจ้องมองผู้เป็นนายอย่างเขาด้วยแววตาแปลกใจ ปรกติเขาไม่ค่อยปฏิเสธเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ หากแต่วันนี้พยัคฆ์กลับไม่มีอารมณ์หรือกะจิตกะใจจะสนใจผู้หญิงคนไหนไม่ว่าแม่คุณพวกนั้นจะร้อนแรงแค่ไหนก็ตามนอกเสียจาก... จู่ๆดวงหน้าจิ้มลิ้มกับนัยน์ตากลมสวยคู่นั้นก็โผล่แว้บเข้ามาในห้วงความคิดของชายหนุ่ม รูปร่างบอบบางแบบนั้น ท่าทีแบบนั้น และรสนิยมแบบนั้น ถ้าหากเขาได้ลิ้มลองซักครั้งมันจะเป็นเช่นไรจะร้อนแรงหรือว่าแปลกใหม่ขนาดไหนกันเชียว

                “อย่าบอกนะครับว่าที่ไม่มีอารมณ์เพราะ... ”

ไม่รู้ชายหนุ่มเผลอลอบยิ้มโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า หากเมื่อธาวินสังเกตเห็นท่าทีนี้ของเขา เจ้าคนชอบแหย่คนนี้ก็โพลงขึ้นมาเสียงดัง ทำเอาคนที่กำลังจมกับความคิดโลดโผนถึงกับชะงัก หันมามองคนสนิทที่เริ่มชักสีหน้าแหยงๆออกมา

“เพราะอะไรละ ที่แกคิดนะ”

“เพราะ... แม่สาวนักตีฉิ่งคนนั้นรึเปล่าครับ??”

คราวนี้คนถูกซักกลับไม่ตอบ นอกเสียจากเลิกคิ้วสูงกึ่งแปลกใจ พลันริมฝีปากบางนั่นก็หยักโค้งเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มเรียบๆ จากนั้นร่างสูงจึงผุดลุกขึ้น แล้วเดินไปหาคนสนิท ชายหนุ่มมาหยุดยืนแน่นิ่งตรงหน้าอีกฝ่าย ก่อนธาวินจะสะดุ้งเฮือกพร้อมก้มหน้าห่อไหล่อย่างหวั่นๆ เมื่อเห็นผู้เป็นนายวาดมือเข้าหาพร้อมกับ...

“ถ้ารู้ว่าฉันอยากได้อะไรขนาดนี้ แล้วทำไมแกไม่ไปหามาให้ละ”  พยัคฆ์พลวาดมือหนาลงบนไหล่ของคนสนิท ก่อนจะออกแรงบีบไหล่นั้นแรงๆทีหนึ่ง แล้วเดินผละห่างฟุบหายเข้าไปในห้องนอน ท่ามกลางเสียงร้องตอบกลับของอีกฝ่ายที่ดังไล่หลังมา

“ถ้าแม่สาวนั่นเหมือนผู้หญิงทั่วไปก็ดีซิครับ แต่นี่เธอนิยมผู้หญิงไม่ได้ชอบผู้ชายมีทางเดียวที่จะทำได้ก็คงต้องโปะยาสลบเอาเท่านั้นแหละ”

“งั้นแกก็ไปทำซะซิ”

“คุณขาล!” ธาวินเค้นเสียงเรียกชื่อผู้เป็นนายเสียงสูง เมื่อเห็นว่าร่างสูงที่ฟุบหายเข้าไปในห้องนั้นชะโงหน้าพร้อมร่างเปลือยท่อนบนโผล่พ้นขอบประตูออกมาสั่งเขาเสียงดุ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะขลุกขลักในลำคอดังตามมา

ธาวินมองประตูห้องที่แง้มเปิดไว้แล้วก็ต้องส่ายหน้า ก่อนจะหันกลับมามองหน้าเพื่อนสนิทอย่างอาเกาที่เพิ่งเดินเข้ามาในคอนโด หลังจากเงียบหายไปทำงานตามที่พยัคฆ์พลสั่ง ท่าทีกังวลและสีหน้าย่นยุ่งของเพื่อนร่วมงานนั้นเรียกให้บุรุษหนุ่ม ผมยาวรูปร่างสูงใหญ่นั้นขมวดคิ้วเคร่งด้วยความแปลกใจ เกิดอะไรช่วงที่เขาไม่อยู่ ไอ้เจ้าธาวินถึงได้ชักสีหน้าอิหลักอิเหลื่ออกมาแบบนี้

“เกิดอะไรขึ้น??” เขาถามเสียงสูง ขณะเดินถือซองเอกสารสีน้ำตาลไปวางไว้ที่โต๊ะกระจกตัวเล็กหน้าชุดโซฟาสีเทากลางห้อง

“ก็จะอะไรซะอีกละ คุณขาลนะซิเกิดอยากลองของแปลกขึ้นมา”

“ของแปลก?” อาเกาทวนคำนั้นเสียงสูง เลิกคิ้วเข้มอย่างแปลกใจ ยามปรกติเวลาอยู่กับธาวินและพยัคฆ์เขาจะปล่อยตัวตนสบายๆไม่เคร่งขรึมเหมือนอยู่ต่อหน้าคนอื่น ดังนั้นพอสบโอกาสในเวลาแบบนี้คนที่เหนื่อยกับการปั้นหน้าถึงกับต้องชักสีหน้าเหรอหราแปลกใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

                “ก็ใช่นะซิ แกจำผู้หญิงหน้าร้านอาหารตอนกลางวันได้ไหม ยัยสาวตีฉิ่งคนนั้นนะ อาเฮียแกอยากได้คนนั้นแหละ”

                “จะบ้าเหรอ คนต้องห้ามแบบนั้นน่ะนะ คุณขาลเขาคิดอะไรของเขาอยู่ว่ะ”

                “เออนั่นแหละ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้ทำหน้าอย่างที่แกเห็นนี่ไง” ธาวินสบถเสียงบ่นยาวเหยียด ขณะจ้องมองใบหน้าตาติดกังวลของเพื่อนร่วมงาน

                “ไอ้เรื่องเป็นคนต้องห้ามนะมันไม่เท่าไหร่ แต่ดันเป็นพวกรสนิยมไม้ป่าเดียวกันนี่ซิ ฉันละเครียด”

                “ไม่ใช่แค่แกหรอกที่เครียด ฉันเองก็เริ่มจะเครียดแล้วเหมือนกัน” บ่นออกมาเสียงเครียดได้เท่านั้นธาวินก็ต้องถอนหายใจอย่างวิตก ก่อนชายหนุ่มจะหันไปถามเพื่อนสนิทถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ดูจะทำให้พวกเขาเครียดไม่ต่างกัน

“เอ่อแล้วงานที่คุณขาลสั่งไว้นะเป็นไง ได้เรื่องบ้างไหม?”

 “ได้แล้ว ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดแล้ว” อาเกามองหน้าเพื่อนสนิท พร้อมกับส่งสายตาไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลตรงหน้า

“แล้วแกได้ดูข้างในรึยัง?”

ชายหนุ่มส่ายหน้าหวือ ก่อนจะปฏิเสธเพื่อนรักออกไปเสียงเรียบ “ยังข้อมูลพวกนี้เพิ่งมาถึงมือฉันเมื่อช่วงเย็น อีกอย่างนั่นก็เป็นเอกสารสำคัญของคุณขาลฉันไม่มีสิทธิ์ดูถ้าเจ้านายไม่อนุญาต”

“เออก็จริงของแกวะ”

“ฉันว่าแกเลิกห่วงเรื่องนี้แล้วเอาเวลาไปห่วงเรื่องผู้หญิงคนนั้นดีกว่า”

“ผู้หญิงคนนั้น?” ธาวินทวนคำของอีกฝ่าย พอเห็นอาเกาพยักหน้ารับแต่ยังไม่ตอบอะไรออกมาเขาจึงซักต่อ “คนไหน?”

“ก็ยัยนักข่าวที่แกบอกว่าคุณขาลสนใจไง เราสองคนจะต้องกันผู้หญิงคนนั้นออกห่างคุณขาลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จะให้ยัยนั่นอยู่ใกล้คุณขาลไม่ได้ไม่งั้นละก็ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแน่”

“นั่นซินะปัญหาใหญ่ได้เกิดขึ้นแน่ๆ”

ธาวินอุทานออกมาเสียงเรียบก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อรักชั่วอึดใจ จากนั้นเสียงผ่อนลมหายใจหนักๆก็ดังหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของคนทั้งคู่ พร้อมๆกับความเครียดที่เริ่มจู่โจม ถึงไม่อยากจะให้เข้าใกล้ แต่จู่ๆคนอย่างพยัคฆ์เอ่ยปากอยากได้ขึ้นมาเองเป็นครั้งแรกแบบนี้ เห็นทีว่างานนี้พวกเขาคงจะเลี่ยงกับปัญหาใหญ่ที่จะตามมาไม่ได้ซะแล้ว

 

                 “สุดท้ายแล้วเราก็คว้าน้ำเหลวอีกตามเคย”

                “นั่นซิ รูปก็ไม่ได้ แถมหน้าก็ไม่เห็น อะไรมันจะแย่ไปกว่านี้อีกไหม?”

                ทั้งพระพายบ่นออกมาเสียงเหนื่อย ขณะทิ้งร่างฟุบหน้าลงบนโต๊ะทำงานรกรุงรังของตนเอง ก่อนสองสาวจะเอียงคอเอียงดวงหน้าหันไปมองอีกฝ่ายซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆติดกัน วันนี้พวกเธอทั้งสองถูกพักงานจากเจ๊ริชชี่ให้ทำสรุปรายงานข่าวช่วยแผนกข่าวสังคมเรื่องการไปร่วมเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ยี่ห้อดังของ นายอติเทพ อัศวพานิชย์ เจ้าของกลุ่มบริษัทขนส่งรายใหญ่อันดับต้นๆของไทย

                “แถมเราต้องมานั่งสรุปข่าวอีตาบ้าหน้าตาพิลึกๆนี่อีกด้วย”

                พระพายบ่นเสียงแข็ง ขณะหยิบรูปภาพประกอบการสรุปหัวข้อข่าวมาดู พร้อมกับเบ้ปากับความรู้สึกไม่ถูกชะตากับเจ้าของดวงหน้าในรูปนี้ จากนั้นเสียงผ่อนลมหายใจหนักก็เริ่มเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ขณะหญิงสาวไล่สายตากวาดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับชายหนุ่มในภาพและรายละเอียดธุรกิจปลีกย่อยของเขาทุกอย่าง นี่ถ้าเปลี่ยนจากให้เธอทำสรุปข่าวเขาเป็นการไปตามสืบตามเก็บภาพของเขา พระพายคิดว่ามันคงจะทำให้เธอรู้สึกดีกว่านี้แน่ เพราะอย่างน้อยเธอก็อาจจะฟลุคได้ข้อมูลข่าวลับๆของเขาบ้าง ก็แหมผู้ชายคนนี้นะภายนอกอาจจะดูหล่อเนี๊ยบและมีหน้ามีตาในสังคม แต่ก็ยังมีข่าวเล็ดลอดออกมาอยู่ว่าธุรกิจและเม็ดเงินส่วนใหญ่ที่เขาได้มานั้นมันค่อนข้างจะสกปรกไม่น้อยแต่ถึงจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาแบบนั้น กลับไม่มีหลักฐานอะไรที่จะชี้ชัดได้ว่าผู้ชายคนนี้ทำเรื่องชั่วๆจริง เพราะอย่างนั้นพระพายเลยสนใจจนอยากจะตามสืบและทำข่าวเรื่องเขามากกว่าอะไร

                “นายอติเทพ อัศวพานิชย์ ผู้บริหารหนุ่มเดอะนิวไลน์ลอจิสติกส์ธุรกิจขนส่งสินค้ารายใหญ่ของเมืองไทย  อายุสามสิบห้าสถานะโสดเป็นลูกชายคนเดียวไม่มีพี่น้อง เคยได้รับการโหวตให้ติดอันดับหนึ่งในห้านักธุรกิจน่ากอดแห่งปี อี๋ หน้าตาพิลึกแบบนี้เนี่ยนะ”

                “เฮ้ๆ หน้าตาพิลึกตรงไหน หมอนี่หน้าตาดีใช่ย่อยเลยนะ ไม่รู้เหรอว่าเขาเคยได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในห้านักธุรกิจหนุ่มน่ากอดแห่งปีนะ” เสียงทักท้วงของต้นกล้านักข่าวหนุ่มประจำฝ่ายข่าวสังคมที่จู่ๆก็โผล่หน้าเข้ามา เกยคางกับพนักกั้นพร้อมหยิบภาพถ่ายในมือพรพายขึ้นไปดู เรียกให้คนที่กำลังซักสีหน้าแหยงๆ ต้องผงกหัวพยุงกายลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าเขาด้วยสายตาดุๆ

                “นายมาทำอะไรเนี่ย”

                “มาดูไงว่าพวกเธอทำงานไปถึงไหนแล้ว หรือว่ามัวแต่เอาเวลามาพลอดรักกัน” ต้นกล้าชะโงกดวงหน้าข้ามพนักกั้นขึ้นมามองสองสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มขัน แต่สำหรับคนฟังนั้นไม่ได้ขำขันไปกับเขาซักนิด

                “อยากโดนต่อยนักเหรอเหรอที่พูดแบบนี้” คราวนี้คนโพลงหาใช่พระพายไม่ แต่กลับเป็นเฟื่องลดาที่กำลังชักสีหน้าโมโหไม่สบอารมณ์ใส่อีกฝ่าย

                “โว้ๆ อะไรจะดุขนาดนี้ ฉันแค่แวะมาดูพวกเธอทำงานเฉยๆ”

                “ถ้าจะมาแค่กวนประสาทแล้วแหย่ให้ไอ้เฟื่องมันโกรธละก็ ฉันแนะนำให้นายกลับไปนั่งที่โต๊ะนายเหมือนเดิมนะต้นก่อนนายจะได้กินแต่ข้าวต้มหลังจากนี้”

                “อะไรของพวกเธอกันเนี่ย” ต้นกล้าอุทานออกมาเสียงสูง เมื่อจู่ๆพระพายก็แย้งขึ้นมา พร้อมสำทับแนะนำเขาให้ออกห่างก่อนชายหนุ่มจะเบ้ปากอย่างไม่ชอบใจ

                “ฉันรึอุตสาห์หวังดีหอบงานใหม่มาให้ทำแทนงานน่าเบื่อเดิมนี่ซะหน่อย แต่แม่คุณดันไล่แบบนี้ ฉันกลับก็ได้”

                ครั้นได้ยินคำว่างานใหม่ที่พึ่งหลุดออกจากปากของต้นกล้า และอาการเอี้ยวตัวตั้งท่าเดินพาร่างสูงกลับที่นั่งนั้น ทำเอาพระพายที่ตั้งสติได้ ต้องรีบร้องทักท้วงเขาเอาไว้ก่อน ก็เมื่อกี้นายต้นบอกว่ามีงานใหม่มาให้ทำแทนงานน่าเบื่อนี่ ถ้าขืนเธอปล่อยให้เขาไปตอนนี้เธอคงได้ติดแหงกอยู่กับงานสรุปข่าวนี่ไปอีกหลายวันแน่

                “นายอย่าเพิ่งไปไหนต้น... โอเคๆพวกฉันขอโทษพอใจนายรึยัง”

                แค่ได้ยินเสียงหวานเอ่ยขอโทษ คนที่ตั้งท่าจะเดินหนีจึงต้องรีบหันกลับมามองหญิงสาวด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะทำสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา

                “อืม... ขอคิดดูก่อน”

                “นายต้น”

                “โอเคๆ ยอมแล้วๆพอใจรึยัง” คราวนี้คนที่เคยเป็นฝ่ายขู่ ต้องกลายเป็นฝ่ายลนลานแทน เมื่อจู่ๆเสียงเข้มของเฟื่องลดาก็ดังขึ้น พร้อมๆกับร่างบางที่กำลังผุดยืนเท้าสะเอวจ้องหน้าเขาตาเขียวเสียงแข็ง

                “ที่นายบอกว่างานใหม่นะ มันงานอะไร”

                ต้นกล้าชักสีหน้าเคร่งขรึมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งกับคำถามของเฟื่องลดา ก่อนชายหนุ่มจะยกมือขึ้นลูบคางมนอย่างครุ่นคิดแล้วหันมามองหน้าสองสาวด้วยแววตาแพรวพราว เรื่องอะไรเขาจะยอมเสียดุลการค้าโง่ๆ จะเผยอะไรให้มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันบ้าง

                “ตกลงกันก่อน ว่าถ้าฉันบอกเฟื่องจะยอมไปกินข้าวกลางวันกับฉันหนึ่งมื้อ” คราวนี้คนถูกอ้างชื่อขึ้นมาทำตาโตอ้าปากหวอ ก่อนหญิงสาวจะขบเม้มริมฝีปากแน่นอย่างนึกโมโหกับข้อเสนอบ้าๆของคนตรงหน้านี้

                “ใช่เรื่องเหรอ ฝันหวานไปเถอะดีเท่าไหร่แล้วที่ตอนนี้ฉันไม่ต่อยหน้านาย ยังมีหน้ามายื่นข้อเสนอบ้าบอนั่นอีก”

                “อ้าว บ้าบอที่ไหน นี่เรื่องงานสำคัญเลยนะ ก็ฉันเห็นพวกเธอเครียดเรื่องที่ทำงานให้เจ๊ริชชี่พังไม่เป็นท่า เลยไปหางานมาให้ใหม่ แต่ดันมาเจอคำด่าตอบกลับแบบนี้ฉันไม่ช่วยแล้วก็ได้”

                ต้นกล้าสบถบ่นยาวเหยียดออกมาอย่างเหลืออด เมื่อจู่ๆแม่สาวที่เขาแอบชอบดันแหกปากโวยวายก่นด่าเขาออกมาแบบไม่ยั้ง แถมยังข่มขู่เขาด้วยคำพูดน่ากลัว คนที่ถือไพ่เหนือกว่าจึงต้องแสร้งตีเนียนทำสีหน้าน้อยใจตัดพ้อออกมา และเหมือนมันจะใช้ได้ผล เพราะทันทีที่ได้ยินเขาพูดจบ คนที่มีอิทธิพลต่อเฟื่องลดาอย่างพระพายก็เอ่ยท้วงขึ้น และนั่นมันทำให้คนที่เคยหน้าหมุ่ยต้องเผลอฉีกยิ้มกว้าง ก็นะอยากจะเปลี่ยนใจสาววายให้กลับมามองผู้ชายทั้งที บางทีเขาก็ต้องลองเสี่ยงดูหน่อย

                “งั้นฉันขอฟังก่อนว่าเรื่องที่นายจะบอกนะมันสำคัญขนาดไหน และถ้ามันสำคัญจริงๆฉันจะยอมให้ไอ้เฟื่องไปกินข้าวกับนายได้มื้อหนึ่ง แต่ถ้าเรื่องนั้นมันไม่สำคัญละก็...” พระพายเว้นคำพูดสุดท้ายเอาไว้ก่อนจะจ้องหน้ามองต้นกล้าด้วยสายตาเย็นเยียบ

                “ไม่ใช่ไอ้เฟื่องคนเดียวหรอกที่จะต่อยนายปากแตก ฉันเองนี่ละจะต่อยนายด้วยอีกคน”

                คราวนี้คนที่เคยยื่นข้อเสนออย่างต้นกล้าต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืนๆกับคำขู่อาฆาต และสายตาจริงจังของสองสาวตรงหน้า ไม่รู้ว่าเขาคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ ที่เลือกใช้วิธีนี้เพื่อหาโอกาสเปลี่ยนใจเฟื่องลดา เพราะดูจากสถานการณ์แล้วคนที่กำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบนะมันดูจะเป็นเขาซะมากกว่านี่ซิ คิดได้แค่นั้นชายหนุ่มก็ต้องถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มกล่าวเรื่องทุกอย่างให้สองสาวฟัง

                “โอเคๆ เรื่องสำคัญที่ฉันจะบอกก็คือ ฉันเพิ่งได้รับแจ้งจากพี่ริชชี่มาว่าให้หาคนไปเก็บข้อมูลและทำข่าว นักธุรกิจหนุ่มจากฮ่องกงที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมืองไทยเมื่อวันสองวันก่อน แล้วประจวบเหมาะพอดีกับที่เธอสองคนกำลังอยู่ในช่วงว่างงาน ฉันก็เลยขอข่าวนี้มาให้... กะจะให้เธอสองคนช่วยทำงานนี้ให้หน่อย”

                “แล้วไอ้นักธุรกิจที่ว่าเนี่ย เขาคือใคร?” พระพายทวนคำย้อนถามคนตรงหน้าด้วยแววสงสัยใคร่รู้ ไหนๆก็จะให้เธอทำงานนี้ทั้งที เธอก็ขอรู้หน่อยละกันว่า “เป้าหมาย” คนนี้นะเขาเป็นใครมาจากไหน

                “นายพยัคฆ์พล วรารัตน์ นักธุรกิจลูกครึ่งไทยฮ่องกง เจ้าของกลุ่มธุรกิจหยางเฟย”

 

 “แกว่าคนเยอะไปไหม”           

นั่นซิ แค่งานเปิดตัวบริษัทขนส่งสินค้ารายใหม่ ทำไมถึงได้มีนักข่าวมาซะเยอะแยะแบบนี้

น้ำเสียงหวานที่กำลังสบถบ่นและดวงหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังงอเง้าเบ้ปากอย่างไม่ชอบใจนั้น เรียกให้เฟื่องลดาที่เห็นกิริยาท่าทีของเพื่อนรักต้องถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเริ่มอธิบายรายละเอียดทุกอย่างให้พระพายฟังเป็นรอบที่สิบอีกครั้ง  เพราะนับตั้งแต่ออกมาจากตึกสำนักข่าวแม่เพื่อนรักตัวดีคนนี้ก็เอาแต่บ่นบ่นบ่นไม่รู้จะบ่นอะไรกันนักกันหนา โดยเฉพาะเวลาเห็นรูปถ่ายของผู้ชายที่ชื่อ ‘พยัคฆ์พล’ คนนั้น คนคนเดียวกันกับเจ้านายของผู้ชายหน้าดุที่ส่งสายตาอาฆาตให้เธอที่หน้าร้านอาหารกลางห้างเมื่อไม่กี่วันก่อนคนที่เธอจำได้ติดตา แม้กระทั่งกับตอนนี้

            “ก็นะ ผู้ชายคนนี้กำลังเป็นที่จับตามองขนาดไหนแกก็น่าจะรู้ ไม่อย่างนั้นพวกนักข่าวทั้งหลายคงไม่รุมทึ้งเขาแบบนี้หรอก ที่สำคัญใครๆก็อยากสัมภาษณ์และทำสกู๊ปข่าวของเขากันหมด เพราะนอกจากเขาจะเก่งรอบด้านแล้วเขายังเป็นผู้ชายที่หล่อมากด้วยเฟื่องลดาลากเสียงประโยคสุดท้ายยาวเหยียดทำทีเป็นไม่สนใจสายตาอาฆาตที่กำลังมองมาและนั่นทำให้พระพายต้อเบ้ปากพร้อมทำหน้าขยะแขยงออกมา

            “แอวะ หล่อตายละหน้าแบบนี้มองไปทางไหนก็เจอ

            “เออน่าก็หน้าแบบนี้แหละว่าแต่แกเหอะเลิกบ่นแล้วไปทำงานได้แล้วเดี๋ยวก็โดนเจ๊ริชชี่บ่นอีกหรอก

            “รู้แล้วๆ งั้นเราก็รีบเข้าไปด้านในกันได้แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันสัมภาษณ์เอา

            “อื้ม... แต่เดี๋ยวพระพาย” เสียงของเฟื่องลดาที่ร้องทัก เรียกให้เท้าเรียวเล็กที่กำลังก้าวเดินชะงัก ก่อนคนถูกทักนั้นจะรีบหันดวงหน้ากลับมาเลิกคิ้วสูงมองเธอด้วยแววตาแปลกใจ

            “อะไรเหรอ?”

            “งานนี้แกไปบันทึกเสียงเขานะ ส่วนรูปฉันจะเป็นคนถ่ายเอง

            “อ้าวทำไมละคราวนี้พระพายต้องทำหน้าตื่นร้องถามเสียงสูงกับการตัดสินใจของเฟื่องลดา ที่จู่ๆก็ยัดเยียดการบันทึกเสียงนั้นให้เธอแล้วตัวเองกลับเป็นคนไปถ่ายรูปซะเอง

            “เพราะฉันไม่อยากให้งานนี้พลาดเหมือนงานที่แล้วยังไงละ เพราะถ้าแกไม่ได้เสียงสัมภาษณ์ของเขา อย่างน้อยๆเราก็ยังมีรูปเขามาไว้ทำข่าวเข้าใจ๋

          “แต่...

            “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น รีบเข้าไปซะฉันยังไม่อยากซวยเพราะแกอีกครั้นเห็นว่าพระพายมีท่าทีอิดออดและอยากจะแย้ง เฟื่องลดาจึงรีบฉวยโอกาสที่เพื่อนรักไม่ทันได้ตั้งตัวใช้สองมือบางผลักดันแผ่นหลังบางในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยกั๊กยีนส์ตัวเก่งนั้นให้เดินเข้าไปในงานแถลงข่าวทันที

             “ไป๋หู่ สำหรับผมไม่ถือว่าเป็นบริษัทใหม่ครับ แต่เป็นเพียงบริษัทย่อยที่ขยายและเติบโตออกมาจากกลุ่ม ซุ หลิง ที่เปรียบเสมือนเทพผู้พิทักษ์ทั้งสี่ของจีนครับ

            “งั้นก็แสดงว่าคุณพยัคฆ์พลจะใช้เมืองไทยเป็นฐานการขนส่งสินค้าต่อจากสิงค์โปรใช่ไหมคะ?”

            “ก็ประมาณนั้นครับ ตอนนี้ ซุ หลิง กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวและขยายฐานการขนส่งให้ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชีย และจะขยายให้ทั่วทั้งยุโรป ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มศูนย์กระจายและขนส่งสินค้าให้กว้างขึ้น เพราะทุกวันนี้บริษัทชั้นนำหลายแห่งทั้งในยุโรปหรือแม้เอเชียเองต่างมุ่งเน้นขยายฐานการผลิตสินค้าส่วนใหญ่มาที่ฝั่งเอเชียอาคเนย์ซะส่วนใหญ่ การจะกลายเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งด้านนี้ได้เราจึงต้องมีฐานไว้รองรับการขยายตัวนี้ด้วยครับ

            ดวงหน้าคมคร้ามที่กำลังแต้มยิ้ม และเสียงทุ้มเข้มของ เป้าหมายในขณะนี้ ที่กำลังตอบคำถามนักข่าวอย่างสุภาพและมีหลักการนั้นทำเอาคนที่กำลังยืนเบียดเสียดกับนักข่าวคนอื่นๆอย่างพระพายถึงกับเบ้ปาก ยิ่งนึกไปถึงประวัติและข้อมูลของเขาที่ได้มาจากต้นกล้า หญิงสาวก็ยิ่งนึกหมั่นไส้เขานัก โถโถโถ พูดพล่ามยกเหตุผลมาซะยาวเหยียดแต่พอเอาเข้าจริง มันก็คือการขยายอำนาจของพวกมาเฟียว่างั้นเถอะ ทำเป็นพูดดีไปแบบนั้นว่าอยากขยายฐานธุรกิจขนส่งสินค้าให้ครอบคลุม แล้วไอ้ที่ขนส่งนะขนส่งสินค้าจริงรึเปล่าหรือว่าขนส่งของผิดกฎหมายกันแน่ก็ไม่รู้

            เพราะความรู้สึกหมั่นไส้และอะไรบางอย่างที่ตะขวิดตะขวางใจกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้านั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ จู่ๆในช่วงจังหวะหนึ่งที่พยัคฆ์พลให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของเคไลน์นิวส์ พระพายที่เหมือนจะเก็บงำอาการที่นี้อยู่ในอกจึงโพลงประโยคที่คันยุบยิบในอกออกมา และนั่นทำให้คนที่กำลังส่งยิ้มหวานให้ช่างภาพและกล้องนับสิบๆตัวถึงกับเลิกคิ้วสูง เสหันดวงหน้านั้นกลับมามองที่เธอแทบจะทันที

            “แล้วจริงไหมคะ ที่ว่าตัวตนจริงๆของ ซุ หลิง อย่าง หยางเฟย นอกจากจะเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่แล้วยังเป็นพวกกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียอย่างที่เขาล่ำลือกัน?”

            เสียงเล็กใสที่จู่ๆก็ร้องถามขึ้น เหมือนจะหยุดเสียงอื้ออึงของนักข่าวและผู้คนไปชั่วขณะ ไม่เพียงแต่สายตาของผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในละแวกนั้น ทว่ายังรวมไปถึงเฟื่องลดาและคนสนิทของพยัคฆ์พลอีกสองคนล้วนหันมาจับจ้องมองยังดวงหน้าจิ้มลิ้มของนักข่าวสาวร่างเล็กที่กำลังยื่นเครื่องบันทึกเสียงในมือเข้าหาดวงหน้าคมคร้ามของเจ้าของงานด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน แววตานั้นหรือก็มาดมั่นไม่หวั่นเกรง

            พยัคฆ์พลหันหันกลับมาสบมองดวงหน้าของคนที่พึ่งโพลงคำถามที่เหมือนรู้ลึกเกี่ยวกับตัวเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ ก่อนคิ้วเข้มนั้นจะเลิกขึ้นสูงขณะจ้องหน้าหญิงสาวไม่กระพริบตา

            ครั้นเห็นอีกฝ่ายยังไม่ตอบอะไรออกมา พระพายก็เหมือนจะยิ่งได้ใจหญิงสาวจึงกดยิ้มเหนือมุมปากและเริ่มประโยคคำถามที่หวังจะไล่ต้อนอีกฝ่ายให้เข้าล็อคของเธอ ก็นะยิ่งเห็นเขาอึ้งแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ยิ่งสนุกเข้าแล้วซิ เพราะยิ่งเห็นอาการเขาแบบนี้เหมือนทุกอย่างมันจะยิ่งเข้าเค้าอย่างที่ต้นกล้าเปรยให้เธอฟังเอาไว้ก่อนจะออกมาจากตึกของสำนักข่าวซะแล้ว

                “พยัคฆ์พล วรารัตน์ เขาเป็นลูกครึ่งไทยฮ่องกง เป็นผู้นำและผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มการค้า หยางเฟย หรืออีกในชื่อหนึ่งก็คือกลุ่มบริษัทขนส่ง ซุ หลิง หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของฮ่องกง ตอนนี้เขาพึ่งเดินทางมาเมืองไทย เพื่อมาเปิดตัวบริษัท ไป๋หู่ บริษัทขนส่งสินค้าในเครือ ซุ หลิง ก็อย่างที่รู้ๆกันในแวดวงสังคมและธุรกิจตอนนี้ ว่านายหน้าหล่อพยัคฆ์พลนี่ค่อนข้างจะเป็นที่จับตามองในสังคมธุรกิจในขณะนี้มาก เพราะนอกจากเขานะมีเครือธุรกิจที่ลงทุนอยู่ทั่วทั้งเกาะฮ่องกงโดยเฉพาะธุรกิจขนส่งสินค้าที่ดูจะเป็นตัวธุรกิจหลักและเป็นตัวที่สร้างกำไรอีกทั้งรายได้ให้เขาแล้ว เขายังมีเครือข่ายธุรกิจในไทยเยอะไม่เบาด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของคลับหรูอย่างเดอะโฮลี่อีกด้วย แต่ก็อย่างว่าแหละนะถึงจะเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง แถมยังเป็นเจ้าของเครือข่ายธุรกิจใหญ่ยักแบบนั้นมันก็แค่ชื่อเสียงในวงสังคมหรูหราฉากหน้าทั้งนั้น เบื้องลึกนะใครๆก็รู้ว่านายนี่เป็นพวกมาเฟีย แล้วพวกมาเฟียนะไม่มีใครหน้าไหนทำเรื่องสะอาดถูกกฎหมายกันหรอก ไม่อยู่ในกลุ่มธุรกิจมืดก็เป็นพวกกลุ่มธุรกิจสีเทา ไม่งั้นก็คงไม่มีทั้งอำนาจและเงินทองล้นมือแบบนี้”

                “แล้วธุรกิจที่หยางเฟยทำซะส่วนใหญ่ ก็ไม่ใช่ธุรกิจที่ขาวสะอาดนัก แต่เป็นธุรกิจในกลุ่มสีเทาด้วย”

                พยัคฆ์พลเลิกคิ้วสูงมองหญิงสาวอยู่ชั่วครู่จากนั้นดวงหน้าคมคายนั้นก็พลันฉายยิ้มกว้างแพรวพราว ก่อนชายหนุ่มจะก้มตัวชะโงกหน้าหันเข้ามาเผชิญหน้ากับหญิงสาวหมายจะตอบคำถามเธอ แต่ทว่าคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกายอย่างอาเกากลับเดินพาร่างสูงของเขาเข้ามาขวางผู้เป็นนายไว้ก่อน

                “ขอโทษด้วยครับ คือคำถามนี้ค่อนข้างจะ...”

                “ไม่เป็นไรอาเกา ฉันจะตอบคำถามนี้เอง”

                “แต่คุณขาลครับ” อาเกาพยายามค้านห้ามผู้เป็นนาย เมื่อเห็นพยัคฆ์เอื้อมมือมารั้งไหล่หนาเขาไว้ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เขาติดกังวล ผู้หญิงพวกนี้จะนำปัญหามาให้อย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิดจริงๆ

                “ฉันบอกว่าจะจัดการเองก็คือจัดการเอง”

                “ครับคุณขาล” รับคำผู้เป็นนายอย่างไม่เต็มใจนัก ในที่สุดอาก็จำต้องยอมถอยห่างออกมา และเปิดโอกาสให้พยัคฆ์พลได้เผชิญหน้ากับผู้หญิงอันตรายตัวปัญหาตรงนี้

                ครั้นเห็นว่าคนสนิทยอมถอยห่างอย่างจำยอมแล้ว พยัคฆ์พลก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆกับความระแวดระวังของอาเกาคนนี้ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าจ้องตาหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง ยิ่งมองและนึกไปถึงดวงหน้าของเธอยามกล่าวถามเขาด้วยคำพูดฉะฉาน และสายตาแน่วแน่เด็ดเดี่ยวไม่หวั่นเกรงต่อใคร พยัคฆ์พลก็ยิ่งรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ยิ่งน่าสนใจมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ไม่คิดว่าการที่เขายอมเดินทางมางานน่าเบื่อนี่ เพื่อมาตอบคำถามบทสัมภาษณ์แสนจะงี่เง่าและน่าปวดหัวจะทำให้เขาพบกับของที่เขาอยากได้โดยบังเอิญ เพราะในขณะที่พยัคฆ์พละกำลังยืนอยู่ท่ามกลางนักข่าวนับสิบๆคนที่กำลังทำตัวเหมือนแร้งที่กำลังรุมทึ้งซากเขาอยู่นั้น จู่ๆสายตาคมของเขาก็แลเห็นร่างเล็กบอบบางและดวงหน้าที่เอาแต่วนเวียนอยู่ในหัวเขาคนนั้นคนซึ่งกำลังมุดตัวเบียดเสียดกลุ่มฝูงชนเข้ามา จนกระทั่งมาประชิดตัวประชิดหน้าเขาแล้วในตอนนี้ และแทบจะทันทีที่เขาได้มีโอกาสเหลือบสายตามาจ้องมองดวงหน้านี้ให้ชัดๆเต็มๆตานั้น จู่ๆแม่สาวตัวดีก็โพลงประโยคที่แสนจะหนักอึ้งราวกับหมัดฮุกของนักมวยออกมาและต่อยเข้าใส่เขาแบบไม่ยั้งอีกด้วย

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพยัคฆ์พลกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นแกรงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามชายหนุ่มกลับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในขณะนี้ อะไรบางอย่างที่นอกจากจะดูสนุกและท้าทายแล้วยังกระตุ้นต่อมการอยากเอาชนะของเขาให้ตื่นขึ้น เขาไม่รู้หรอกว่า แม่สาวคนนี้เธอไปรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเขามา แต่จากคำพูดคำถามของเธอนั้นดูท่าแล้ว ผู้หญิงคนนี้คงคิดจะเริ่มเล่นเกมไล่ล่าเหยื่อกับเขากระมัง แต่เธอคงเลือกคนเล่นด้วยผิดคนซะแล้วมั้ง แต่ก็เอาเถอะในเมื่อเธออยากเล่นเกมไล่ต้อนนักเขาก็จะจัดให้เธอรู้ซะบ้างว่าการ “ไล่ต้อน” ของจริงของนักล่าน่ะมันเป็นยังไง

                “หยางเฟยของเราเป็นกลุ่มการค้าขนาดใหญ่และมีอิทธิพลมากในฮ่องกงก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำเรื่องต่ำๆพวกนั้น รบกวนคุณนักข่าวช่วยกรองข่าวก่อนสัมภาษณ์ด้วยนะครับ ผมไม่รู้ว่าข่าวกรองที่คุณได้มันมาจากไหน แต่ที่ผมบอกได้คงมีแค่ประโยคนี้นะครับ เหยี่ยวข่าวของคุณนี่นอกจากจะมั่วแล้วยังมโนได้เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ”

                “...”

                คราวนี้คนปากเก่งเมื่อก่อนหน้าได้แต่ขบเม้มริมฝีปากอิ่มของตนเองไว้แน่นเพื่อระงับกระจุกความโกรธและความอายที่กำลังก่อตัวขึ้นในอกหญิงสาว ยิ่งมองเห็นสายตาท้าทายและรอยยิ้มแพรวพราวอย่างคนเหนือกว่าของเขาหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกแค้นหนัก นึกคาดโทษเขาเอาไว้ ซักวันเถอะเธอจะกระชากหน้ากากเขาแล้วเอาคำสบประมาทนี้ตอกกลับเขาคืนให้ได้ นายพยัคฆ์พล

 

                “ให้ตายซิฉันอยากฆ่าไอ้นั่น ไอ้บ้าคนนั้น”

                หลังจากเสร็จจากการสัมภาษณ์และการเปิดตัว ไป๋หู่ ลอจิสติกส์ดำเนินไปได้ด้วยดีจนกระทั่งจบงานเปิดตัวและเสร็จสิ้นงานแถลงข่าว นักข่าวอย่างพระพายและคนอื่นๆจึงเริ่มทยอยกลับออกจากงานเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเองในงานอื่นๆต่อ ทว่าคนที่โพลงประเด็นสัมภาษณ์แสนเผ็ดร้อนในงานอย่างพระพายกลับเลือกที่จะมานั่งหลบมุมอยู่ด้านหลังซึ่งติดกับลานจอดรถของเจ้าของงาน ก่อนจะแผดเสียงร้องร้องที่อัดอั้นตันใจแบบเมื่อกี้ออกมา

                ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเธอถึงหนีมาหลบอยู่นี่นะเหรอ? ก็ถ้านั่นมันไม่ใช่เพราะ... เธอรู้สึกอับอายกับการโดนผู้ชายคนนั้นตอกกลับชนิดหน้าแตกหมอไม่รับเย็บจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้วน่ะซิ แล้วไหนจะสายตาและรอยยิ้มเหยียดหยามของนักข่าวคนอื่นๆที่คอยจ้องมองมาที่เธอนั้น ยิ่งทำให้พระพายนึกโมโหจนแทบคลั่ง หลังจากนี้ไม่ว่าจะต้องไปตามสืบหรือไปเสาะหาข้อมูลจากไหนก็ตาม พระพายคิดว่าเธอจะต้องหาทางแฉเบื้องหลังของผู้ชายร้ายๆอย่างนายพยัคฆ์พลนี่ให้ได้คอยดู

                “ก็แล้วใครใช้ให้แกไปโพลงถามเขาโต้งๆแบบนั้นละ ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่โดนลูกน้องเขาเอาปืนมายิงโป้งเข้าที่หัวนะ”

                “ก็ใครจะไปรู้ละ ว่าอีตานี่จะเหลี่ยมจัดขนาดนี้” พระพายอ้อมแอ้มบ่นเสียงอุบอิบก่อนจะชันเข่าขึ้นกอดแล้วซุกดวงหน้าลงกับสองเข่ามนๆนั้นอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี

                “แล้วนี่ฉันจะเอาหน้าไปไว้ไหนละเนี่ย โดนเขาตอบซะหน้าหงายขนาดนี้ กลับไปมีหวังเจ๊ริชชี่บ่นฉันหูไหม้อีกแน่ๆ”

                “ทำใจเถอะพราย ยังไงวันนี้แกกับฉันยังไงก็ไม่รอดแน่ๆ”

“ฮือ... ทำไมชีวิตฉันช่วงนี้ถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้ จะไม่มีเรื่องอะไรดีๆเข้ามาในชีวิตหน่อยเหรอ” พระพายโอดครวญออกมาด้วยน้ำเสียงรันทดใจได้เท่านั้น ร่างเล็กก็โผเข้าหาเฟื่องลดา ก่อนหญิงสาวจะวาดแขนโอบรอบเอวเพื่อนรักเอาไว้ พร้อมซุกดวงหน้าจิ้มลิ้มนั่นกับอกเพื่อน

“เอาน่า เดี๋ยววันหยุดนี้ฉันจะพาแกไปรดน้ำมนต์ซักเก้าวัดปัดเป่าชีวิตเองเลิกโวยวายเถอะ”

เฟื่องลดาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับกิริยาท่าทีของพระพาย แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังยกมือและท่อนแขนเรียวมาโอบปลอบเพื่อนรักไว้อย่างหลวมๆ โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำทั้งหมดของพวกเธอนั้น ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของใครบางคนหมดแล้ว

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

249 ความคิดเห็น

  1. #249 Pam NPP (@pampampamela) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 14:25
    นางน่าเบื่อนะ ทำตัวเองทั้งนั้น นี้เหรอนักข่าว นางทำตัวให้นักข่าวคนอื่นๆเสียหมด อารมณ์ก็ร้อยเกีนไป ไม่มีเหตุผลอะไรเลย อคติจิงๆนะ
    #249
    0
  2. #245 Meatavee Bungbrakearti (@meapang) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:31
    ทำตัวเองไม่ใช่หรือ พระพายนะ กลายเป็นคนไม่มีเหตุมีผลอคติใส่แหล่งข่าว
    #245
    0
  3. #22 สู้ๆไรท์เตอร์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:02
    นี้หละคู่ปรับที่ 1 ของแกนายขาล
    #22
    0
  4. #13 Little (@peypey) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 / 10:53
    หลานแสบมาก
    #13
    0