ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    13 มิ.ย. 60

               

ตอนที่ 1


             สนใจเหรอครับคุณขาล?”

เสียงทุ้มเข้มของธาวินคนสนิทอีกคนที่นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามซึ่งทักขึ้นมานั้น เรียกให้เจ้าของร่างสูงที่กำลังนั่งเท้าคางจ้องมองหญิงสาวรูปร่างเล็กบอบบางสองคนซึ่งกำลังนั่งดูแลกันไม่ห่างนั้นถึงกับชะงัก ใบหน้าคมคร้ามนั้นวกหันกลับมามองคนสนิทก่อนจะเลิกคิ้วสูงกับคำถามและแววตากรุมกริ่มของลูกน้อง พยัคฆ์พลไม่ตอบอะไรออกมาชายหนุ่มทำเพียงกดยิ้มเหนือมุมปาก แล้วหันกลับไปมองดวงหน้าเล็กนั่นอย่างสนใจ  ใช่เขาสนใจจริงๆ แต่สนใจเพราะอะไรละ จะว่าเธอสวยหรือก็ไม่ใช่ เพราะอดีตคู่ควงของเขาแต่ละคนสวยเฉียบกว่านี้ตั้งมากมาย ทว่า กับผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆตรงหน้าคนนี้พยัคฆ์พลกลับรู้สึกว่าเธอ “น่าสนใจ” อย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นพอหาคำอธิบายให้กับตนเองไม่ได้ว่าทำไมเขาจึงสรุปเอาง่ายๆแค่ว่า เหตุผลที่เขาสนใจเธอนั้นอาจจะเป็นเพราะเรื่องรสนิยมทางเพศของเธอกระมัง

             แต่สนใจไปก็เท่านั้นแหละครับ ดูท่าแล้วแม่สาวน้อยคนนั้นคงจะเมินเจ้านายชนิดแค่หางตาก็ยังไม่ปรายมองเลยด้วยซ้ำ

            เสียงเอ่ยปรามของธาวินเหมือนจะฉุดเรียกสติของพยัคฆ์พลให้กลับเข้าที่ ชายหนุ่มละสายตาจากหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะเหลือบหันกลับมามองยังคนสนิท

            “รู้ดีซะจริงนะแก

            “ก็แหมคุณขาลเล่นมองไม่กระพริบตาซะขนาดนั้น แถมสองสาวก็เล่นสวีทหวานกันซะไม่บอกก็รู้ว่าเป็นพวกชอบ “ตีฉิ่ง””

            คนพูดทำหน้าจริงจังก่อนจะพยักพเยิดไปยังดวงหน้าจิ้มลิ้มนั่น พร้อมกับยกมือขึ้นประกบกันทำท่าทางฮึบฮับขยับมือขยับไหล่ประกอบ ทำเอาคนมองหัวเราะคลุกคลักในลำคอกับท่าทีนี้ของลูกน้อง

            “แต่แบบนี้ก็น่าสนไม่ใช่เหรอ การลองทำให้ผู้หญิงประเภทนี้เปลี่ยนใจหันกลับมามองผู้ชายตามสัญชาติญาณเดิมคงจะน่าสนุกไม่น้อย

            “อี๋ คุณขาลคงไม่คิดจะ....

            “อย่าว่าแต่ทำเลยครับแค่คิดก็ไม่สมควรแล้ว ผู้หญิงสองคนนั้นเป็นตัวอันตรายสำหรับพวกเรา เป็นคนที่เราควรจะอยู่ห่างให้มากที่สุด

            คราวนี้คนที่เอาแต่เงียบและมักจะพูดน้อยอย่างอาเกา ถึงกับเอ่ยประโยคขัดใจผู้เป็นนายยาวเหยียด พร้อมสายตาคมดุดันที่จ้องมองแผ่นหลังบางของสองสาวที่กำลังคุยกันกระหนุงกระหนิงตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ ด้วยเพราะสถานะของสองสาวที่เขาได้รู้มานั้น ค่อนข้างที่จะเป็นอันตรายต่อสถานะและงานของพวกเขาอย่างยิ่ง

            “หมายความว่ายังไงกันว่ะอาเกาที่นายบอกว่าสองสาวนี่เป็นตัวอันตรายแค่คู่รักเลสเบี้ยนตัวเล็กๆเนี่ยนะ?”

            “สองคนนั่นเป็นนักข่าว นายไม่ได้สังเกตกระเป๋ากับสัญลักษณ์ตรงกระเป๋ากล้องนั่นรึไง “

            “เอ๋??” ธาวินร้องอุทานเสียงสูง ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดคนสนิทให้กับพยัคฆ์พลเหมือนกับตนเอง ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างเล็กบางของสองสาวตรงหน้า ที่กำลังนั่งหยอกล้อยกมือเกลี่ยม้วนปอยผมของกันและกันด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ขณะใช้สายตาคมเพ่งพินิจกระเป๋าสะพายใบเล็กกะทัดรัดซึ่งมีตราสัญลักษณ์ภาษาอังกฤษ ของสำนักข่าวชื่อดังของเมืองไทย

            “คนของเดอะนิวส์งั้นเหรอ?” ธาวินทวนชื่อที่ได้เห็นเสียงเบา ก่อนจะหันมามองหน้าผู้เป็นนายที่ยังคงตีสีหน้านิ่งไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรแม้แต่น้อย

          “เพราะงั้นฉันถึงได้บอกว่าอันตรายยังไงละ พวกนักข่าวนะปากสว่างขนาดไหนนายน่าจะรู้ ยิ่งกับคนที่อยู่ในวงการสีเทาแบบเรายิ่งอันตราย ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะแฉและพาความวิบัติอะไรมาให้บ้างธาวินพยักหน้าหงึกหงักรับคำพูดของเพื่อนหันไปมองดวงหน้าจิ้มลิ้มน่ามองทีดูหน้าผู้เป็นนายที กระนั้นเสียงผ่อนลมหายใจหนักๆจึงดังลอดขึ้นมา

            “แบบนี้ เห็นทีคุณขาลคงต้องดับเครื่องตั้งแต่จุดสตาร์ทแล้วละครับ

            “คิดว่าเหตุผลแค่นี้ฉันจะสนงั้นเหรอ...

            “คุณขาลคงจะไม่...สองหนุ่มเพื่อนรักถึงกับอุทานเสียงสูง มองผู้เป็นนายที่กำลังหยัดกายลุกขึ้นยืน ด้วยใบหน้าแต้มยิ้มไร้ความกังวลตามแบบฉบับของพยัคฆ์พลรอยยิ้มที่ไม่มีใครจะคาดเดาได้ว่าเขากำลังซ่อนความคิดดีๆหรือความคิดร้ายๆเอาไว้ภายใน และเพราะรอยยิ้มแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครต้องขยาดและหวาดกลัวมานักต่อนักแล้ว รอยยิ้มของมัจจุราช

            “ไม่รู้รึไงว่าฉันชอบอะไรที่มันท้าทาย ยิ่งอันตรายและยิ่งท้าทายนะมันยิ่งสนุกรู้ไหม

            หันกลับมากล่าวกับคนสนิทด้วยรอยยิ้มกว้าง ทว่านัยน์ตาแพรวพราวได้เพียงเท่านั้น พยัคฆ์พลก็เดินพาร่างสูงของตนเองออกมาจากร้านอาหาร แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะเหลือบหันไปมองยังร่างเล็กสองร่างที่นั่งคลอเคลียร์กันอยู่ด้านหน้าของตัวร้าน สบกับจังหวะที่ดวงหน้าเล็กของหญิงสาวร่างบางที่เขา ‘สนใจ’ คนนั้นหันมามอง 

             นัยน์ตาทั้งสองสบกันนิ่ง อาจจะไม่ใช่เวลาที่นานนักหากมันก็คงจะนานพอที่พยัคฆ์พลจะมีเวลาเพ่งพินิจดวงหน้านั้นชัดๆ ก่อนริมฝีปากบางจะกระตุกโค้งหยักเป็นรอยยิ้มคมคาย ส่งยิ้มยั่วเป็นสัญญาณเชิงเชื้อเชิญหญิงสาวได้เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเดินหันร่างสูงผละห่างออกไปท่ามกลางคนสนิทสองคนที่เดินไล่หลังไม่ห่าง พร้อมกันนั้นคนที่เดินรั้งท้ายและค่อนข้างจะระแวดระวังกับทุกอย่าง อย่าง อาเกาก็ไม่ลืมที่จะเหลือบหันมามองสองสาวที่กำลังมองตามพวกเขาด้วยแววตาคาดดุราวกับจะส่งสัญญาณเตือนพวกเธอเอาไว้ว่าถ้ากล้ายุ่งย่ามกับพวกเขาเมื่อไหร่ เขาไม่เอาพวกเธอไว้แน่

            พระพายและเฟื่องลดาได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของบุรุษทั้งสามที่พวกเธอได้เห็นเมื่อซักครู่ด้วยความสงสัยแปลกใจ ยิ่งกับท่าทีการส่งสายตาและสีหน้าดุๆราวกับจะขู่ฆ่าของผู้ชายผมยาวร่างสูงคนสุดท้ายนั่นแล้ว ทำเอาเฟื่องลดาอดที่จะรู้สึกหงุดหงิดและหมั่นไส้ในอกไม่ได้ ไอ้หน้าดุๆนั่นนะมันไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ทรงผมยาวรุงรังแม้จะถูกรวบมัดไว้ด้านหลังกับโครงหน้าที่มีไรหนวดครึ้มตรงใต้คางนั้น...อื้อหือ...ดูยังไงก็โจรชัดๆ! เห็นแล้วอยากจะโทรเรียกหนึ่งเก้าหนึ่งให้มาตรงนี้ซะจริงๆ

            แววตาแพรวพราวและรอยยิ้มคมคายทว่าฉายแววยั่วยวนในตัว ของชายหนุ่มซึ่งเดินออกมาจากร้านอาหารเป็นคนแรก และดูเหมือนเป็น ‘เจ้านาย’ ของผู้ชายอีกสองคนด้านหลังนั้น สร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้กับพระพายอย่างประหลาด



            “อาขาล”

            เสียงเล็กใส และร่างเล็กของเด็กชาย ธีรภัทร และ ธีรพิชญ์ บุตรชายคนโตและคนรองของภาคีวุฒิและเมษิยาที่กำลังวิ่งปราดเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มกว้างนั้น เรียกให้เจ้าของร่างสูงที่กำลังก้าวเดินเข้ามาในส่วนห้องโถงของบ้านบริบรูณ์ฑิทักษ์ถึงกับฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะทรุดกายนั่งยองๆ พร้อมเอื้อมมือหนาขยี้กลุ่มผมนุ่มทักทายเด็กชายวัยสิบสาม และสิบสองปีทั้งสองที่กำลังยกมือประนมไหว้ผู้เป็นอา

            “ไงบีหนึ่ง บีสอง ไม่เจอกันตั้งหลายปีโตขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย กลายเป็นหนุ่มกันแล้วซิ”

            “ปีนี้ ภัทรขึ้นม.ต้นแล้วครับ”

            “พิชญ์เองก็ขึ้น ป.หกแล้วด้วย”  สองเด็กชายฉีกยิ้มกว้างตอบผู้เป็นอาอย่างภูมิอกภูมิใจ พยัคฆ์พลได้แต่ฉีกยิ้มกว้างให้กับหนุ่มน้อยทั้งสอง ก่อนจะเลิกคิ้วกวาดสายตามองหาร่างเล็กอีกร่างที่ควรจะอยู่ร่วมกับผู้เป็นพี่ทั้งสอง ลูกสาวคนเล็กของเฮียวุฒิน้องสาวฝาแฝดของธีรพิชญ์ ยัยตัวแสบ ธัญพิชชาไปอยู่ไหน?

            “แล้วนี่  บีสามไปไหนซะละ ทำไมอาไม่ยักกะเห็น ปกติพวกเราตามน้องแจไม่ใช่เหรอ วันนี้ทำไมถึงห่างน้องได้ละ”

            “ยัยพริ้มอยู่กับแม่ครับ” ผู้เป็นพี่ใหญ่อย่างธีรภัทรตอบผู้เป็นอาก่อน จะชี้นิ้วเรียวเล็กให้ผู้เป็นอาหันไปดูยังสวนด้านหลังของตัวบ้าน พยัคฆ์พลจึงทำหน้าหงึกหงักรับคำหลานชายทั้งสอง ทว่าเสียงทุ้มเข้มแสนคุ้นเคยที่กล่าวขัดขึ้นมานั้น ก็เรียกให้เขาต้องรีบหันไปมอง แล้วรอยยิ้มแพรวพราวฉายกว้างเต็มดวงหน้าเมื่อพยัคฆ์พลได้เห็นใบหน้าบึ้งตึงไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย

            “แกมาเมืองไทยทำไม แม่แกยอมให้ออกจากฮ่องกงได้แล้วเหรอ”

            “ก็แหม...ผมสามสิบสามแล้วนะครับไม่ใช่เด็กเล็กๆที่จะถูกกักบริเวณไปจนตาย ผมมาทำธุระครับเฮียไม่ได้มาเล่นซักหน่อย”

คนตอบเบ้ปากด้วยสีหน้างอเง้าแต่ประกายตานั้นแพรวพราวเสียจนภาคีวุฒินึกหมั่นไส้อยากหาอะไรมาฟาดใบหน้ากวนๆตรงหน้านี้นัก แม้จะโตเป็นชายหนุ่มภูมิฐานเต็มตัวแล้ว แต่กระนั้นพยัคฆ์พลก็ยังไม่เลิกนิสัยขี้เล่น ชอบกวนประสาท โดยเฉพาะกับพี่ชายอย่างเขาแบบนี้

“โตจนจะเป็นพ่อคนได้อยู่แล้ว แต่ยังทำตัวกวนประสาทเหมือนเด็กวัยรุ่นแบบนี้ ฉันละเหนื่อยใจแทนแม่แกจริงๆไอ้ขาล”
myhora
          “เหนื่อยใจทำไมครับเฮีย แม่ผมยังไม่เห็นบ่นเหมือนเฮียเลย”

“ไม่ใช่ไม่บ่น แต่เพราะแม่แกเขาเอือมระอาจนไม่รู้จะพูดยังไงกับแกแล้วต่างหาก ฉันละเชื่อเลยผู้หญิงโชคร้ายที่ไหนวะจะมาตกระกำลำบากเผลอตัวมาเป็นเมียมาเป็นแม่ของลูกแก นึกแล้วสงสารแทนจริงๆ”

“อ้าวเฮียไหงพูดงั้นละครับ ต้องบอกว่าดีใจหรือโชคดีซิครับที่จะได้ผู้ชายหล่อๆแถมยังเก่งแบบผม มาเป็นสามีเป็นพ่อพันธ์ พูดแบบนี้ผมเสียเซลฟ์นะครับเนี่ย”

“ไอ้นี่ ที่ฉันบอกว่าโชคร้ายกับสงสารนะมันถูกแล้ว กับคนอย่างแกเนี่ยนะแค่นี้ฉันว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ ให้ตายตกนรกไปยังจะดีซะะกว่าต้องมาทนทุกข์ปวดประสาทปวดสมองกับคนอย่างแก”

“โธ่เฮีย...”

“ทำไมพูดแบบนั้นกับน้องละคะ คุณวุฒิ”

“เจ๊เมย์”

“แม่”  ทั้งพยัคฆ์พลและหนุ่มน้อย ธีรภัทร ธีรพิชญ์ ต่างอุทานออกมาเสียงสูง ครั้นได้ยินเสียง และเห็นร่างสวยสมส่วนของคุณแม่ลูกสามทว่ายังสวยอย่างเมษิยาที่กำลังเดินจูงมือเล็กเรียวของบุตรสาวคนเล็กวัยสิบสองเข้ามาในส่วนของห้องโถงใหญ่กลางบ้าน ใบหน้าผู้เป็นแม่นั้นแต้มยิ้มหวานละมุน ทว่าคนลูกนั้น กลับนิ่งเรียบ เรียบผิดวิสัยเด็กผู้หญิงวัยนี้ที่ควรจะยิ้มร่าและเล่นหัวเหมือนเด็กทั่วไปและเพราะแบบนี้ทั้งธีรภัทรและธีรพิชญ์ถึงได้ติดน้องสาวแจยิ่งกว่าอะไร

แล้วก็เพราะแบบนี้นี่ละถึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมพยัคฆ์พลถึงเรียกเด็กหญิง ธัญพิชชา ว่ายัยตัวแสบ เพราะเด็กหญิงที่ชอบทำหน้านิ่งๆเหมือนซอมบี้คนนี้นั้น ภายนอกอาจจะดูเป็นเด็กเรียบร้อยไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ทว่าตัวตนจริงๆแล้วน่ากลัวกว่าที่เห็น ครั้นนึกไปถึงความร้ายกาจของ ยัยหนูพริ้ม ที่เคยทำไว้กับเขา พยัคฆ์พลก็รู้สึกขยาดขึ้นมาในอก พร้อมๆกับเหตุการณ์ที่เขาเคยพาเธอเข้าบ้านผีสิงเมื่อสองปีก่อนหมายจะแกล้งให้เธอกลัวและร้องไห้ออกมาซักครั้ง แต่กลับเป็นเขาที่โดนยัยตัวร้ายแอบตลบหลังขังไว้ในบ้านผีสิงนั่นแทน กว่าจะออกมาได้พยัคฆ์พลก็ต้องรอเจ้าหน้าที่อยู่นานเกือบครึ่งวัน ครั้นพออกมาสิ่งแรกที่เขาได้เห็นจากดวงหน้าเรียวเล็กทว่าเฉยเมยนี้ คือรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งผ่านมาให้เขาอย่างท้าทาย

ไหมละ..อายุแค่นี้แต่สมองของเด็กสาวกลับเฉียบขาดจนเขาเองยังทึ่ง แถมยังเอาคืนเขาได้แบบถึงพริกถึงขิง เพราะไม่ใช่แค่โดนธัญพิชชาขังไว้ในบ้านผีสิงเท่านั้น แต่เขายังโดนเจ้าหล่อนหลอกล่อให้ขึ้นไปบนรถไฟเหาะบอกว่าทำรองเท้าหล่นหายอยู่บนนั้น ครั้นเขาขึ้นไปจะหาให้เจ้าตัวที่เป็นคนชวนก็ดันกระโดดหวือลงมาแล้วจัดการดึงสายรัดล็อคตัวเขาไว้ให้ค้างเติ่งอยู่บนเบาะของรถไฟเหาะเพียงคนเดียว แถมยังทิ้งเขาไว้อยู่อย่างนั้นแล้วเดินหายไปจับจูงแขนพี่ชายกลับบ้าน ไม่สนแม้แต่จะหันกลับมามองอาอย่างเขาเลยซักนิด

            “ไงคนสวยไม่เจอกันตั้งสองปี โตขึ้นเยอะนี่เรา”

            “อาเองก็แก่ขึ้นนะ ดูซิรอยตีกายาวเป็นหางว่าวเลย” คนตัวเล็กกว่าพูดด้วยสีหน้านิ่งๆ ก่อนจะเอียงคอย่นคิ้วแล้วกล่าวยกนิ้วเรียวชี้เข้าที่ใบหน้าคมเข้มของผู้เป็นอา และนั่นทำเอาพยัคฆ์พลถึงกับอ้าปากเหวอชักสีหน้าไม่ถูกกับประโยคตอบกลับเจ็บแสบของเด็กหญิง ท่ามกลางอาการกลั้นหัวเราะขลุกขลักของผู้เป็นพ่อ

            “ตายแล้วหนูพริ้ม ทำไมพูดแบบนั้นกับคุณอาเขาละลูก”

            เมษิยาร้องอุทานเสียงหลงกับคำพูดและท่าทีของบุตรสาวก่อนจะรีบยกมือขึ้นป้องปากแม่หนูน้อย เด็กหญิงเอียงคอช้อนดวงหน้าแงหนมองผู้เป็นแม่ ก่อนจะหันมามองผู้เป็นอา มือเรียวเล็กยกขึ้นมาแกะมือบางของผู้เป็นแม่ออก ก่อนจะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้พยัคฆ์พลหน้าเหวออีกครั้ง

            “ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าสามสิบสาม หนูคิดว่าอาอายุเท่าพ่อซะอีก”

            แม้จะกล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีนิ่งๆ ทว่ามุมปากเล็กเป็นกระจับนั้นกลับแอบกระตุกยิ้มหยันอย่างท้าทายมาให้ ทำให้พยัคฆ์พลรู้ได้ในทันทีว่าเขาโดนยัยหนูนี่เล่นงานเข้าซะแล้ว

            “พริ้ม” เสียงผู้เป็นแม่ที่เรียกชื่ออย่างคาดดุ เรียกให้ริมฝีปากอิ่มนั้นหุบนิ่ง ก่อนจะหันไปมองพี่ชายทั้งสองคน

            “ไปเล่นหลังบ้านกันเถอะ พี่ภัทร พี่พิชญ์”

            “อื้ม” สองพี่น้องพยักหน้ารับคำน้องสาวอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินเข้าไปจูงแขนของธัญพิชชาคนละข้าง พร้อมกันนั้นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างพี่ชายจึงเดินนำเด็กชายทั้งสองผละห่างออกมาจากห้องโถง ตรงไปยังสวนหลังบ้านทันที แต่กระนั้นดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้มก็มิวายเหลือบหันกลับมามองอาหนุ่มคู่อริ พร้อมกับกระตุกรอยยิ้มเหนือมุมปากอย่างผู้ชะ

            เมษิยาได้แต่มองตามร่างเล็กของบุตรสาวและบุตรชายซึ่งเดินหายลับตาไปแล้วด้วยสีหน้าหนักใจ โดยเฉพาะกับบุตรสาวคนเล็กอย่าง ธัญพิชชา ที่ดูจะได้นิสัยนิ่งเงียบมาจากผู้เป็นตาแบบนี้แถมยังชอบต่อล้อต่อเถียงกับอาหนุ่มอย่างพยัคฆ์พลซะยิ่งกว่าใคร

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พยัคฆ์พลก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานสาวอย่างธัญพิชชาถึงได้ดูเงียบขรึมผิดจากผู้เป็นพี่ทั้งสองที่ช่างจ้อยิ่งนัก จะว่าได้เชื้อมาจากพ่อและแม่หรือก็เปล่า เพราะสองคนนั้นไม่ใช่คนเงียบขรึมแบบนี้ออกจะพูดมากด้วยซ้ำ หรือจะได้เชื้อมาจากผู้เป็นตา ครั้นนึกถึงดวงหน้าของชายสูงวัยที่แสนจะเงียบขรึมและเด็ดขาดอย่างท่านโคเฮ พยัคฆ์พลก็ต้องรีบส่ายหน้าหวือ จะเป็นไปได้เร้อที่เด็กอย่าง ธัญพิชชาจะได้เชื้อแบบนั้นมาจากผู้เป็นตา ทั้งๆที่อยู่กันคนละฝากโลก ไม่ได้อยู่ร่วมบ้านกันเหมือนผู้เป็นปู่และย่าอย่างคุณลุงภควัฒน์และคุณป้าณัฐนิชาของเขา แม้จะไปหากันทุกๆเดือนก็ตาม

            “แล้วนี่ แกบอกมาทำธุระ ธุระเรื่องอะไร คงไม่ใช่เรื่องก่อความวุ่นวายให้ฉันอีกหรอกนะ”

            “ฮ่าๆ จะเป็นแบบนั้นได้ไงละครับ ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับเฮีย ไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีกหรอก” พยัคฆ์พลตอบพี่ชายพร้อมหัวเราะลั่น

            “ไม่ทำเรื่องแบบนั้นแต่หนักกว่านั้นใช่ไหม?” คราวนี้ผู้เป็นพี่เค้นเสียงดุเสียจนอีกฝ่ายต้องหุบปาก แล้วหันมาส่งยิ้มหวานให้

            “จะไปทำอย่างนั้นได้ยังไงละครับเฮีย”

            “ให้มันจริงเถอะ..แล้วนี่ไอ้ธุระที่แกว่านะมันธุระเรื่องอะไร ถ้าเหตุผลมันไม่มากพอฉันจะโทรบอกพี่ชมพู่ให้มาลากคอแกกลับฮ่องกงแน่”

            คราวนี้พยัคฆ์พลมองหน้าผู้เป็นพี่ชายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะกล่าวถึงสาเหตุที่เขามาเมืองไทย สาเหตุและคำตอบที่ทำให้ผู้เป็นพี่อย่างภาคีวุฒินิ่งเงียบไปเช่นกัน

            “ผมมาจัดการปัญหาเรื่องนายอติเทพและพวกหลานหลง”

            “ถ้าเรื่องที่แกสันนิฐานมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ฉันว่าแกต้องรีบหาทางจัดการแล้วละ ถึงธุรกิจที่หยางเฟยทำไม่ได้ขาวสะอาดขนาดนั้น แต่ที่ผ่านมาพวกเราก็ไม่เคยล้ำเส้นเข้าไปยุ่งเรื่องต่ำๆแบบนั้นซักครั้ง”

            น้ำเสียงนิ่งเรียบและสีหน้าเคร่งขรึมของภาคีวุฒิ เรียกให้ร่างสูงที่เคยนั่งขาไขว่ห้างพิงพนักโซฟาต้องรั้งตัวหยัดกายวาดท่อนขาทั้งสองให้กลับมาอยู่ในท่าที่เรียบร้อยและเคร่งขรึมมากกว่าเดิม สองมือหนาประสานกันอย่างหลวมๆขณะเขาใช้สายตาคมจ้องดวงหน้าของผู้เป็นพี่

            “เพราะแบบนี้ผมถึงต้องมาที่นี่ด้วยตัวเองยังไงละครับ ถ้าไม่รีบจัดการกับพวกนั้นตอนนี้ เห็นทีพื้นที่ของเราจะกลายเป็นแหล่งขนถ่ายยาเสพติดแล้วก็อาวุธสงครามผิดกฎหมายของไอ้พวกนั้นแน่”

            “แล้วนี่ แกคิดจะจัดการยังไง ดูท่าคราวนี้พวกหลานหลงจะไม่ยอมรามือง่ายๆเหมือนกัน ทั้งๆที่โดนเราดัดหลังไปแล้วตั้งหลายครั้ง”

            “ก็ต้องลองดูครับ ผมหาทางออกไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาแบบหนักๆ หรือเอาแค่พอสั่งสอนให้พวกนั้นสำนึกซะก่อนว่าไม่ควรก้าวก่ายในเขตของเรา แต่ถ้าเสนอทางเลือกดีๆให้แล้วยังไม่รักดี ผมก็คงต้องทำให้พวกนั้นได้สำนึกซะบ้างว่าหายนะของจริงมันเป็นยังไง”

            “เออเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของแกไปแล้ว จะทำอะไรก็คิดตรองให้ดีซะก่อนละอย่าทำให้กรุงเทพลุกเป็นไฟเหมือนที่ฮ่องกงเป็นพอ แค่นี้ธุรกิจที่นี่ก็เริ่มจะย่ำแย่มากพอแล้ว อีกอย่างที่นี่ไม่ใช่ฮ่องกง ถึงอิทธิพลเราจะมีเยอะขนาดไหนแต่มันก็ไม่ครอบคลุมหมดทุกที่หรอกนะเข้าใจไหม”

            “คร้าบๆ...แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเฮีย ผมก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้หรอก” พยัคฆ์พลขานตอบรับผู้เป็นพี่เสียงยาวก่อนจะเอนตัวพิงโซฟา อย่างผ่อนคลาย พร้อมประโยครั้งท้ายที่ทำให้พี่ชายโมโหจนต้องปาหมอนอิงลอยหวือเข้ากระแทกหน้าอีกฝ่าย

            “โอ้ยเฮีย”

            “แกกล้าพูดมาได้นะ  แล้วไม่เพราะฉันรึไงแกถึงได้มีทุกอย่างในมือแบบนี้ หัดสำนึกบุญคุณแล้วขอบคุณซะบ้าง”

            “แล้วใครใช้ให้เฮียทิ้งหน้าที่ตัวเองแล้วหนีมาอยู่นี่กันเล่า ผมไม่ได้อยากรับซักหน่อย” พยัคฆ์พลตอบกลับเสียงสูง ขณะหยิบหมอนอิงเงื้อมขึ้นบัง เมื่อเห็นว่าภาคีวุฒิตั้งท่าจะหยิบหนังสือนิทานเล่มเล็กของลูกสาวปาเข้าใส่

            “เลิกเถียงกันเป็นเด็กๆเถอะคะคุณวุฒิ เดี๋ยวลูกก็เลียนแบบเอาหรอก” เมษิยาที่เพิ่งเดินเข้ามาในส่วนของห้องนั่งเล่น เอ่ยปรามสามีเสียงดุ หญิงสาวทรุดกายนั่งลงข้างๆสามีอย่างภาคีวุฒิ ก่อนจะเอื้อมมือบางไปรับแก้วน้ำและจานผลไม้จากเด็กรับใช้ แล้วเลื่อนแก้วพร้อมจานเหล่านั้นให้ทั้งคู่

            “ขอบคุณครับเจ๊” พยัคฆ์พลหันมาฉีกยิ้มกว้างขอบคุณพี่สะใภ้ ก่อนจะเอื้อมมือหนามาหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม กระนั้นก็ยังมิวายที่จะเอ่ยแซวพี่สะใภ้ที่ยังดูสวยไม่สร่าง

            “ผ่านไปตั้งหลายปี เจ๊ยังสวยเช้งเหมือนเดิมเลยนะ ไม่บอกแทบไม่รู้นะเนี่ยว่าลูกสามแล้ว”

            เมษิยาไม่ตอบอะไรชายหนุ่ม หล่อนเพียงยิ้มบางๆให้กับพยัคฆ์พลก่อนจะเอื้อมหยิบจานผลไม้มาวางไว้บนตัก แล้วจิ้มผลไม้ชิ้นหนึ่งนั้นให้สามี

            “โอ๊ยเลี่ยน อะไรจะเลี่ยนขนาดนี้เนี่ย มิน่าละหวานกันขนาดนี้ลูกถึงได้ดกนัก”

            “ไอ้ขาล”

            “คุณวุฒิคะ” เมษิยารีบเอ่ยปราม เมื่อเห็นว่าภาคีวุฒิเริ่มจะตบะแตกระงับโทสะไม่ไหวกับการหยอกเหย้าและประโยคค่อนแขวะของพยัคฆ์พล แม้จะไม่ชอบใจที่ถูกห้ามแต่เมื่อได้เห็นแววตาดุๆแกมบังคับของภรรยา ภาคีวุฒิจึงต้องยอมสงบอารมณ์แล้วหันกลับมาถามน้องชายด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด

            “แล้วนี่ แกจะอยู่เมืองไทยนานแค่ไหน” คำถามของภาคีวุฒิเรียกให้มือหนาที่กำลังยกแก้วน้ำชะงัก ก่อนพยัคฆ์พลจะหันกลับมาสบตามองหน้าพี่ชายด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน

            “ก็คงซักพัก จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะจบละครับ แต่เห็นทีครั้งนี้น่าจะนานหน่อย”

            “แล้วจะพักไหน ที่บ้านนี้ไหมฉันจะได้ให้เด็กมันจัดห้องให้” คนถูกถามนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกไปถึงเรื่องที่ภาคีวุฒิเคยบอกกล่าวตอนที่กำลังเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เมื่อเห็นเขาถามถึงผู้สูงวัยของบ้าน พร้อมกันนั้นก็นึกไปถึงใบหน้าประมุขของบ้านหลังนี้ ที่ตอนนี้คงกำลังเดินทางไปที่ญี่ปุ่นเพื่อเยี่ยมหลานๆ แล้วจู่ๆใบหน้าขัดหูขัดตาของใครคนนั้นที่กำลังส่งยิ้มหยันมาให้ก็ผุดขึ้นซ้อนตามมา ทำเอาพยัคฆ์พลต้องรีบเบ้ปากขับไล่ความคิดเหล่านั้นออกไปจากหัว แล้วรีบหันกลับมาสนใจตอบคำถามของพี่ชายเสียงดัง

            “ไม่ละครับ ตอนแรกผมก็คิดจะมาพักที่บ้านใหญ่เหมือนกัน แต่แม่นิกับลุงวัฒน์ไม่อยู่แบบนี้ คงจะไม่ดีกว่า...” พยัคฆ์พลเว้นจังหวะในการพูด ก่อนจะมองหน้าพี่ชายและพี่สะใภ้ด้วยแววตาแพรวพราว

            “ไม่อยากเป็นก้างขวางคอขัดจังหวะเฮียผลิตลูกกับเจ๊”

             “โอ้ย” แล้วหนังสือที่เคยอยู่ในมือภาคีวุฒิเมื่อก่อนหน้า ก็ลอยหวือเข้าใส่หน้าพยัคฆ์พลจนได้ พร้อมกันนั้นเสียงก่นด่ายาวเหยียด และเสียงร้องปรามของเมษิยาก็เริ่มดังลั่นทั่วทั้งห้องนั่งเล่นราวกับมหรสพชุดใหญ่

            เสียงอึกทึกครึกโครมที่ดังลอดผ่านออกมาจากตัวบ้าน เรียกให้ชายหนุ่มต่างบุคลิกสองคนที่กำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ตรงส่วนด้านหลังของบ้านหันมามองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้าอย่างระอาใจกับฝีมือการก่อกวนของผู้เป็นนายที่มักจะทำให้คนน่ากลัวอย่างภาคีวุฒิอาละวาดได้เป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ เรื่องกวนประสาทพี่ชายไม่มีใครเกินเจ้านายพวกเขาละ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

249 ความคิดเห็น