กลพิชิตรักแม่ทัพร้าย สนพ.Romantic Publishing

ตอนที่ 18 : บทที่ ๑๐ ปลดผนึกหัวใจ (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    6 เม.ย. 64



บทที่ ๑๐ ปลดผนึกหัวใจ


ตอนที่ ๒



“ช่างเถอะ ไม่ต้องโมโหแล้วเซียวไห่หลงลูบหลังนางเบา ๆ คล้ายปลอบประโลม เห็นคนในอ้อมกอดมีสีหน้านิ่งงันแววตาแฝงดื้อรั้น มือใหญ่จับเชยปลายคางเรียวขึ้นสบสายตาคม จ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง เอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน ตัวโง่งม จากนี้ข้าจะปกป้องเจ้าเอง และจะไม่ยอมให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้อีก

ไยท่านอ๋องต้องทำเช่นนี้ด้วยเพคะนางขมวดคิ้ว กะพริบตาขึ้นลง

เซียวไห่หลงยิ่งมองดวงตาคู่นี้ก็ยิ่งรู้สึกหลงใหล เขาโน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตบนหน้าผากนางแผ่วเบา แล้วเอ่ยน้ำเสียงทุ้มแผ่วอ่อนโยน เพราะเป็นเจ้า...

หัวใจไป๋พิงถิงดุจขนนกล่องลอยในอากาศ จิตใจที่แสนจะตึงเครียดผ่อนคลายลงเช่นเดียวกับความอ่อนโยนของเขาทำให้หัวสมองของนางพลันสับสน

เซียวไห่หลงจ้องมองดวงหน้าเล็กของนาง อมยิ้มแล้วโน้มตัวหยิบกล่องไม้ในตู้ข้างหัวเตียงวางลงบนฝ่ามือเรียวขาว พยักหน้าเร่งเร้าให้นางเปิดดูสิ่งของที่อยู่ข้างใน

ไป๋พิงถิงเงยหน้าขึ้น กะพริบตางุนงง ของสิ่งนี้คือ...

เซียวไห่หลงยิ้มอ่อน “เจ้าลองเปิดดูเถิด”

ไป๋พิงถิงขมวดคิ้ว นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกตะลึง “แมลงปอสานหญ้าแห้ง!

นางคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมอบมันให้กับคนผู้หนึ่ง แม้จะจดจำใบหน้าของเขามิได้ แต่แววตาโศกเศร้าเจ็บปวดคู่นั้นนางกลับไม่เคยลืมเลือน ร่างกายที่ราวกับไร้วิญญาณสั่นเทาคล้ายแบกความสิ้นหวังไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นในตอนนั้นนางคิดอยากปลอบโยน นึกอยากฉุดรั้งคนผู้นั้นขึ้นมาจากบ่อโคลนเล็ก ๆ ที่เกือบจะฝังร่างเขาให้จมอยู่ในความมืดมิด

เงียบงันไปครู่หนึ่งกว่าจะค้นหาเสียงพบ นางต้องกดข่มหัวใจไม่ให้เต้นแรงจนกระเด็นกระดอนออกมา

“หรือว่า...”

ไม่รอให้นางเอ่ยจบ เซียวไห่หลงกุมมือเรียวขาวของนางยกขึ้นปลดหน้ากาก ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใบหน้านี้ คิ้วและนัยน์ตาเช่นนี้ ไป๋พิงถิงพลันตกตะลึงเบิกตากว้าง “เป็นท่าน!

เซียวไห่หลงพยักหน้า แววตาทอดมองคนตัวเล็กอ่อนโยนยิ่ง

“เช่นนี้เอง หม่อมฉันถึงรู้สึกคุ้นนัยน์ตาคู่นี้ยิ่งนัก” ไป๋พิงถิงนิ่งอึ้ง แต่เพียงครู่เดียวในใจพลันกระจ่างแจ้ง นางดึงมือเรียวเล็กกลับ ตวัดสายตาค้อนทีหนึ่ง นอกจากคนผู้นี้จะคอยกลั่นแกล้งก่อกวนรุกล้ำหัวใจนาง ยังทำตัวใกล้ชิดล่อลวงใจด้วยความอ่อนโยน แม้โกรธขึ้งกลับบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกในยามนี้เป็นเช่นไร

“โกรธหรือ?...”

“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” ไป๋พิงถิงกัดฟันปั้นหน้าแย้มยิ้ม

เซียวไห่หลงส่ายศีรษะกลั้นขำ เอ่ยหยอกเย้า “ตัวโง่งม ดวงตาคู่นี้ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นความคิดในใจเจ้าได้”

ไป๋พิงถิงถลึงตาโตใส่เขา ใบหน้าแดงก่ำในพริบตา

อากัปกิริยาแง่งอนของคนในอ้อมกอด เซียวไห่หลงกลับคิดว่าช่างน่าเอ็นดูยิ่ง เขายิ้มละมุนพลางกุมมือนางไว้แล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน เดิมข้าคิดจะรอให้เจ้าค่อย ๆ จดจำข้าได้เอง หรือต่อให้มีแต่ข้าที่จำเจ้าได้ก็ไม่เป็นไร

ไป๋พิงถิงพลันรู้สึกว่าหัวใจท่วมท้นด้วยไออุ่น ประหนึ่งน้ำแข็งในใจถูกละลายให้กลายเป็นน้ำ ถ้อยคำมากมายที่คิดอยากเอ่ยแต่แรกติดอยู่ในลำคอ สุดท้ายคล้ายลำคอตีบตันกล่าวคำใดไม่ออก เพียงจ้องมองนิ่งงันอยู่เช่นนั้น เนินนาน...

ขณะที่ผู้หนึ่งเพียรพยายามทลายกำแพงน้ำแข็งในใจหญิงสาวให้พังทลาย อีกผู้หนึ่งกลับปิดหัวใจตนเองแน่นหนามาตลอดแม้แต่สายลมยังไม่ยอมให้ลอดผ่าน เมื่อตั้งปณิธานเอาไว้แล้ว ลมหายใจของนางล้วนมีไว้เพื่อแก้แค้น ชั่วชีวิตนี้นางจึงไม่คิดสร้างพันธะผูกพันกับผู้ใด รังแต่จะเป็นโซ่ตรวนที่คล้องเกี่ยวรัดรึงจนคลายไม่ออก  

ที่สุดนางเลือกที่จะหลบเลี่ยงสายตาดุจคมมีดเพ่งพิศมองลึกให้ถึงกระดูก ปิดเปลือกตาลงไม่กล่าวคำใด ถึงอย่างนั้นกลับเผลอไผลปล่อยจิตใจล่องลอยดุจก้อนเมฆสีขุ่น ค่อย ๆ เอียงศีรษะแนบชิดแผ่นอกกว้างโดยไม่รู้ตัว ซึมซับไออุ่นจากอ้อมกอดแกร่งที่กำซาบเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ ล่วงเข้าสู่นิทราไปอีกครั้ง

เช้าตรู่วันต่อมามีหิมะตกโปรยปราย ดูเหมือนจะย่างเข้าฤดูเหมันต์แล้ว

ร่างเล็กขยับตัวอย่างเกียจคร้าน ดวงตากลมสะลึมสะลือปรือตามองไส้เทียนสีขาวมอดดับเหลือไว้เพียงควันสีขาวขุ่นที่พวยพุ่งออกมาเลือนราง ในห้องมีแสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามารำไร ลมสายหนึ่งไม่รู้พัดโชยเข้ามาจากที่ใด กระทบร่างบอบบางหนาวเย็นจนสั่นสะท้าน

ไป๋พิงถิงขยับตัวเล็กน้อยก็ให้รู้สึกเจ็บระบมทั่วสรรพางค์กาย คิ้วเรียวขมวดมุ่น นิ่วหน้าครางออกมาเบา ๆ อย่างสุดกลั้น ยางพิษรากไม้สมุนไพรช่างรุนแรงนัก ทำนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด เคราะห์ดีที่พิษถูกขับออกได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ราวกับมีหนอนชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง เจ็บแสบคันไปทั่วร่างกาย แต่กระนั้นก็คิดไม่ถึงว่าอ๋องเซียวจะนำขี้ผื้งป่ายาล้ำค่าที่คนธรรมดายากจะมีไว้ใช้ได้ ทาลงบนรอยบวมแดงให้นาง

ยามหวนคิดถึงตอนที่เขาทาขี้ผึ้งบนร่างกึ่งเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าชิ้นน้อยปิดบังเรือนกาย ซ้ำยังนวดคลึงบริเวณบวมแดงเบา ๆ ดวงหน้าแดงซ่านก้มหน้าอย่างเขินอาย แทบอยากกลั้นหายใจตายไปเสียเดี๋ยวนั้น ทว่าคนสมควรตายกลับหัวเราะชอบใจ วุ่นวายอยู่เกือบค่อนคืนจึงยอมจากไป นางได้แต่ข่มกลั้นความอับอายขดกายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหน้า โผล่พ้นเพียงดวงตาถลึงมองอย่างขุ่นเคืองใจ

ไป๋พิงถิงสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป กัดฟันฝืนขยับกาย ปลายเท้าเล็กไม่ทันได้แตะลงบนพื้นอันเย็นเยียบร่างสูงของใครบางคนที่ไม่รู้พุ่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด พริบตาเดียวก็รวบร่างของนางไว้ ตระกองกอดไว้ในอ้อมแขนอันแข็งแรงดุจเหล็กกล้า

เซียวไห่หลงจ้องมองคนในอ้อมกอดแกร่ง คิ้วเข้มขมวดขึ้นอย่างไม่ชอบใจ เอ่ยถามน้ำเสียงตำหนิแฝงอ่อนใจ ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรงดี ไยจึงไม่พักผ่อนให้มากหน่อย

“หม่อมฉัน...” นางคิดเอ่ยโต้แย้งครึ่งคำกลับนัยน์ตาอ่อนโยนคู่นี้ของเขาเขาทำให้สับสน สติพร่าเลือนลืมสิ้นถ้อยคำนับร้อยพันที่เตรียมจะเอ่ยก่อนหน้า

เซียวไห่หลงยกมือใหญ่ขึ้นจับปอยผมยาวสลวยขึ้นทัดเก็บไว้หลังใบหู ใบหน้าคมโน้มลงต่ำกดปลายจมูกโด่งลงบนหน้าผากนูนขาว เห็นเปลือกตาบางขยับไหวระริก แพขนตาโค้งงอนดุจปีผีเสื้อกระพือไหว ดวงหน้างามแดงก่ำไม่อาจเก็บซ่อนอากัปกิริยาขวยเขินก็กลั้นขำ

“ท่านอ๋อง...” ไป๋พิงถิงรวบรวมสติที่แตกกระเจิงกลับคืน เม้มริมฝีปากแน่นก่อนพรั่งพรูความในใจออกมา “ปล่อยหม่อมฉันเถิดเพคะ”

“ตัวโง่งม เมื่อครู่ข้ารับเจ้าไว้ไม่ทันอาจทำให้บาดเจ็บถึงกระดูกไปแล้ว” เซียวไห่หลงกดมุมปากยิ้ม แววตากระเพื่อมไหวคล้ายมีคลื่นเล็ก ๆ ก่อตัวบนผิวน้ำสงบนิ่ง นึกหวนถึงภาพนางยามเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส ก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาครามครัน ส่งผลให้ความเงียบงันเข้าคลี่คลุมร่างของคนทั้งคู่

ไป๋พิงถิงมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย ขยับตัวอย่างอึดอัดด้วยไม่คุ้นชินท่าทางของเขาเช่นนี้ “ท่านอ๋อง โปรดให้คนส่งหม่อมฉันกลับเรือนเถิดเพคะ ป่านนี้แม่นมคง...”

เซียวไห่หลงใช้หลังฝ่ามืออุ่นลูบดวงหน้าเล็กขาวซีดของนางอย่างเบามือ พลางเอ่ย “นับแต่เจ้าเผยตัว ที่แห่งนั้นไม่ปลอดภัยอีกแล้ว” กล่าวจบสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมทันที หากประโยคต่อมาราวกับต้องการย้ำเตือนนาง “แผนลอบสังหารย่อมใช้ไม่ได้เป็นครั้งที่สอง คนผู้นั้นเปรียบเสมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ส่วนเจ้าเป็นเพียงกระต่ายน้อยหลงทาง ต่อให้หดหัวไม่โผล่หางเสนาบดีเหยียนย่อมมีสารพัดวิธีที่จะบีบบังคับให้เจ้ายอมเผยตัวออกมา”

ดวงตาคู่งามฉายความสับสน บบดวงหน้ามีแววขึ้งเคียดอย่างสุดระงับ อ๋องเซียวกล่าวไม่ผิด เพียงแต่แผนทั้งหมดผิดเพี้ยนมิใช่เป็นเขาที่ยื่นมือมาเข้าสอดแต่แรกหรอกหรือ นางจึงขโมยไก่ไม่ได้ยังเสียข้าวสารให้เขาอีกกำมือ10 กลายเป็นรากไม้ที่สลับไขว้กันไปมา11

อากัปกริยาของนางไม่อาจเล็ดลอดดวงตาคมกริบ เซียวไห่หลงกดมุมปากยิ้ม ไม่รอให้นางใคร่ครวญสิ่งใดรีบลงมือกวนนำให้ขุ่น มือใหญ่ยกขึ้นเชยปลายคางเรียวให้เงยขึ้นสบประสานนัยน์ตาคม รอยยิ้มจาง ๆ ผุดบนเรียวปากหยักเกินงามของบุรุษล่อลวงใจกระต่ายน้อยให้ลุ่มหลง

รู้เช่นนี้แล้ว เจ้าคิดทำอย่างไรต่อไป

ไป๋พิงถิงเม้มปากแน่น เก็บซ่อนความหวั่นไหวในดวงตาจนมิด ยามนี้นางคล้ายหลับตาเดินในที่มืด ด้วยไม่อาจใช้บุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้บีบบังให้ยอมช่วยเหลือตนได้ ทว่าใจคนนั้นไซร้ กล่าวได้ว่ามีความโลภโมโทสันเป็นที่ตั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวนางเอง ดังนั้นทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ ใช่คิดจะไขว่คว้าก็ไขว่คว้าเอาไว้ได้ ล้วนมีค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย

นางกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาทอประกายมุ่งมั่นราวกับคิดตกและเอ่ยขึ้น “หากว่า...หม่อมฉันคิดอาจหาญทวงคำมั่นสัญญาที่ท่านอ๋องเคยลั่นวาจาไว้”

นัยน์ตาคมมีประกายวับวาวฉายขึ้นวูบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มเจ้าเล่ห์ประหนึ่งว่าสามารถล่อลวงกระต่ายน้อยให้ตกหลุมพรางที่เพียรขุดล่อมาตั้งแต่ต้น แน่นอนว่านางไม่รู้ และไม่มีทางรู้ว่าหัวใจเขาร้อนรนเจียนคลั่ง แทบรอคอยคำตอบไม่ไหว ที่สุดกระต่ายน้อยจอมดื้อรั้นก็ไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง รู้ทั้งรู้ว่าหน้าผ่ากลับไม่ลังเลที่จะกระโดดลงมา

สีหน้าใต้หน้ากากเงินลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ความทุ่มเทของเขาที่หมายจะให้นางยอมเปิดใจ ด้วยรู้ว่านางเลือกที่จะปิดหัวใจตนเองอย่างแน่นหนา เพื่อให้ได้แก้แค้นและทวงความยุติธรรมให้กับตระกูล ลืมนึกถึงกระทั่งความสุขของตนเอง แม้แต่ความตายยังไม่คิดกริ่งเกรง ช่างเป็นสตรีทีใจแข็งเกินไปแล้ว  

เซียวไห่หลงปฏิเสธมิได้ว่าตนเองรู้สึกปวดใจทุกคราที่เห็นนางแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเย็นชา ภายนอกคล้ายน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ลึกลงในใจกลับอ่อนแอเปราะบาง คิดถึงตรงนี้มือใหญ่พลันสอดรัดรึงรอบเอวบอบบางไว้แนบแน่น มุมปากมีรอยยิ้มละมุนอ่อนโยน แล้วโน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตบนหน้าผากขาวมน จมูกและเปลือกตา จากนั้นจึงยื่นมือใหญ่ออกไปข้างหน้านาง พลางเอ่ยว่า ข้าปรารถนาที่จะเป็นไฟอันร้อนแรงละลายน้ำแข็งในหัวใจเจ้า ขอเพียงเจ้ายอมเปิดใจ ภายใต้ปีกที่แข็งแกร่งคู่นี้จะคอยคุ้มแดดกันฝน และปกป้องดูแลเจ้าตลอดไป

“ท่านอ๋อง...” ไป๋พิงถิงแทบค้นหาเสียงไม่เจอ

น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นข้างหูนาง ต่อให้ใจแข็งดั่งศิลาได้ยินวาจาหวานล้ำ ท่าทีแสดงออกอย่างอ่อนโยนของบุรุษเหนือสามัญ สตรีใดบ้างหัวใจไม่สั่นคลอน ดวงหน้าเล็กแดงเรื่ออีกครั้ง ไป๋พิงถิงสูดกลิ่นหิมะจาง ๆ ที่พัดโชยเข้ามาพร้อมลมเหมันต์เข้าเต็มปอดกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นแม้แต่น้อย เหนือสิ่งอื่นใดหัวใจของนางคล้ายถูกมือใหญ่คู่นี้ปลดผนึก เพียงแต่...

เขา...บุรุษสูงศักดิ์ ส่วนนางเป็นเพียงหญิงสาวจากตระกูลล่มสลาย มีหรือจะก้าวเดินไปบนเส้นทางเดียวกันได้

หรือบางที นางควรปล่อยให้เป็นไปตามสวรรค์ลิขิตชะตาฟ้ากำหนดใช่หรือไม่

ไป๋พิงถิงไม่รู้ว่าเหตุใดถึงยื่นมือเรียวขาวออกไป แต่ยามวางลงบนฝ่ามือใหญ่กลับแผ่ซ่านไออุ่นค่อย ๆ แล่นเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมโตจ้องมองนัยน์ตาคมกริบภายใต้หน้ากากสีเงินเนิ่นนานกว่าจะเอ่ยโพล่งออกไป “หม่อมฉันเปรียบดั่งนกน้อยไร้รั้ง เปียกปอนฝนหนาวสั่นเพียงแค่ลมเหมันต์พัดโชยบางเบา บัดนี้ได้ท่านอ๋องเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ให้ร่วมเงา ท่านเปรียบดั่งแสงสุดท้ายที่หม่อมฉันเอื้อมไขว่คว้าไว้ วันหน้าหากมีลมพายุพัดโหมดังคลื่นซัดสาด หม่อมฉันขอบังอาจหลบอยู่ใต้ปีกอันแข็งแกร่งคู่นี้ได้หรือไม่เพคะ...”

“ย่อมได้” เซียวไห่หลงกุมมือเรียวขาวของนางไว้แนบแน่น โน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตแผ่วเบาบนหน้าผากขาว มน มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังบอบบางอย่างแผ่วเบาครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าก้นบึ้งนัยน์ตากลับเอ่อล้นสะท้อนประกายออกมา

ความจริง เขาคิดไม่ถึงว่านางจะกล้าเผยความในใจออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้  ทว่าคำตอบของนางประหนึ่งพิรุณโปรยปรายลงบนพื้นดินที่แห้งแล้งให้พลิกฟื้นกลับคืนสู่ความเขียวขจีอีกครั้ง หัวใจแกร่งอวลอิ่มเอมราวกับของล้ำค่าสูญหายได้กลับคืน นัยน์ตาคมฉายความวาบหวาม ความปรารถนาในใจที่เก็บกลั้นเอาไว้ราวกับเขื่อนแตกล้นทะลักออกมา ส่งผลให้บรรยากาศรอบข้างร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ

เซียวไห่หลงมองนางอย่างลึกซึ้งยิ่ง แล้วรั้งร่างเล็กไว้ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่ง พลางใช้ยกมือใหญ่ขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสลวยเงางามของนางอย่างเคยชิน ความหวานล้ำคลี่คลุม เขาหมายจะโน้มใบหน้าลงจุมพิตกลีบปากอิ่มแดงสดเย้ายวน ทันใดนั้นด้านนอกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองที ตามด้วยเสียงแหบทุ้มของชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

“ท่านอ๋อง”

คิ้วเข้มขมวดขึ้นอย่างไม่พอใจ น้ำเสียงยามเอ่ยจึงแข็งกระด้าง อื้ม!

อันจือพ่อบ้านวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางปาดเหงื่อชื้นข้างขมับ ลอบคิดในใจ ต้องไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอนว่าบุรุษเคร่งขรึมเย็นชา อยู่ท่ามกลางสนามรบท่านอ๋องเปรียบเสมือนปีศาจร้ายพรากผลาญชีวิตศัตรูอย่างไร้ปรานี จะเป็นคนเดียวกับท่านอ๋องผู้อ่อนโยนในยามนี้

อันจือส่ายหน้าคล้ายไม่เชื่อ จากนั้นก็กระแอมไอสองทีค้อมศีรษะเอ่ยรายงาน “ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านอ๋องเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้ารู้แล้ว” เซียวไห่หลงจ้องมองดวงหน้างามอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนตัดใจปล่อยร่างนุ่มนิ่มออกจากอ้อมกอดแกร่ง ประเดี๋ยวข้าจะต้องเข้าวังก่อน เรื่องอื่นใดเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล เพียงรอข้ากลับมา...”

ไป๋พิงถิงพยักหน้าเชื่อฟัง ดวงตากระจ่างใสดุจสายน้ำจ้องมองแผ่นหลังกว้างดุจขุนเขา ร่างสูงในชุดอาภรณ์สีดำสูงสง่าผึ่งผาย จู่ ๆ กลางอกก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ กระทั่งร่างสูงจากไปไกลแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมหัวใจนางอีกครั้ง

10อุปมาว่า นอกจากจะไม่ได้ผลประโยชน์ที่ต้องการแล้วยังสูญเสียอย่างอื่นไปอีก

11อุปมาว่า เรื่องราวที่สลับซับซ้อนยุ่งยาก

************************

หนึ่งหัวใจ หนึ่งคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น