คัดลอกลิงก์เเล้ว

บันทึกการฝึกงานในNGOเพื่อสิทธิของกลุ่มLGBTในตูนิเซีย

ปี 2019 เรามาฝึกงานที่ L’Association Shams ซึ่งเป็น NGO แอตทิวิสต์ที่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในตูนิเซีย แบ่งเป็นสองหัวข้อ ได้แก่ การใช้ชีวิตและท่องเที่ยวในตูนิเซีย และภาพรวมสั้นๆของสถานการณ์ทางกฎหมายและสังคมของกลุ่มLGBTค่ะ

ยอดวิวรวม

9

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


9

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 พ.ค. 63 / 13:38 น.
นิยาย ѹ֡ý֡ҹNGOԷԢͧLGBT㹵ٹ บันทึกการฝึกงานในNGOเพื่อสิทธิของกลุ่มLGBTในตูนิเซีย | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีค่ะ หลังจากที่เราเขียนแนะนำการสมัครฝึกงานในต่างประเทศไว้ (United Nations และ NGO) ตอนนี้จบการฝึกงานแล้ว จึงอยากมาเขียนเล่าประสบการณ์การฝึกงานที่ L’Association Shams ซึ่งเป็น NGO activist ที่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในตูนิเซียตั้งแต่ต้นเดือนเมษาเลยอยากเขียนบันทึกเก็บไว้ แบ่งเป็นสองหัวข้อ ได้แก่ การใช้ชีวิตและท่องเที่ยวในตูนิเซีย และภาพรวมสั้นๆของสถานการณ์ทางกฎหมายและสังคมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในตูนีเซีย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่คิดอยากทำงานภาคประชาสังคมหรือเป็นนักเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศค่ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 พ.ค. 63 / 13:38


เรามาฝึกงานที่ L’Association Shams ซึ่งเป็น NGO แอตทิวิสต์ที่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในตูนิเซียตั้งแต่ต้นเดือนเมษาเลยอยากเขียนบันทึกเก็บไว้ แบ่งเป็นสองหัวข้อ ได้แก่ การใช้ชีวิตและท่องเที่ยวในตูนิเซีย และภาพรวมสั้นๆของสถานการณ์ทางกฎหมายและสังคมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในตูนีเซีย

1.) การใช้ชีวิตและท่องเที่ยวในตูนิเซีย

ตูนิเซียเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาเหนืออยู่ไม่ไกลจากอิตาลี, ฝรั่งเศส ใช้สกุลเงินเรียกว่าดินาร์ (1 ดินาร์ = 13 บาท) ใช้ภาษาฝรั่งเศสและอาหรับเนื่องจากเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส เราแชร์บ้าน Airbnb กับคนตูนิเซียที่เป็นผู้ประสานงานจัดงานเทศการดนตรี/ศิลปะ และนักโบราณคดีชาวอิตาลี โดยอยู่เมืองตูนิสซึ่งเป็นเมืองหลวง

สิ่งที่ท้าทายในการปรับตัว:

การโก่งราคาสินค้า, การต้องระมัดระวังของมีค่าตลอดเวลา, การคุกคามทางเพศโดยคนแปลกหน้าบนถนน/รถโดยสาร, เห็นความรุนแรงต่างๆในชีวิตประจำวัน ฯลฯ ผู้คนอารมณ์ขึ้นลงง่าย พูดจาตรงๆใส่กันเหมือนหงุดหงิดตลอดเวลา แต่ก็หัวเราะเสียงดังด้วย รถบีบแตรทักทายกันบ่อย

สิ่งที่ประทับใจ:

  1. ทัศนียภาพที่หลากหลาย

มีโซนที่สวยงาม
 

มีโซนที่ถ้าเดินคนเดียวตอนกลางคืนจะหวั่นๆ

 

2. อาหารอร่อยผสมรสจัดๆแบบเอเชียและเลี่ยนๆ มันเนย ชีส มันฝรั่งแบบตะวันตก

 

3. ค่าครองชีพถูกเช่น การเดินทาง แท๊กซี่เริ่มที่ 7 บาท รถแทรมทั่วเมือง 13 บาท รถตู้ 130 บาทข้ามไปได้หลายเมืองด้วยความเร็ว 150+km/h เหมือนได้เล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกไปในตัว

4. สังคมค่อนข้างเปิดกว้าง

แม้จะเป็นประเทศมุสลิมแต่ก็มีผู้คนดื่มแอลกอฮอลล์ สูบบุหรี่ ทานหมู ใส่บิกินี่ที่ชายหาดได้ และก็มีคนที่เคร่งศาสนาซึ่งก็อยู่ร่วมกับคนประเภทแรกได้ อีกทั้งมีวิถีชีวิตที่น่าสนใจ เช่น คนที่นี่นิยมไปอาบน้ำรวมในสถานที่เรียกว่า Hamam ตอนแรกคิดว่าจะเหมือนออนเซ็น แต่จริงๆเหมือนซาวน่าใหญ่ๆเป็นเขาวงกต มีหลายๆห้อง แต่ละห้องมีก๊อกน้ำร้อน และถังน้ำตั้งเยอะๆ (แต่ก็ยังมีคนทะเลาะแย่งถังน้ำกัน หงุดหงิดก็หนีไปห้องอื่น ฮา) และมีบริการขัดผิวซึ่งใช้ถุงมือสำหรับ Hamam โดยเฉพาะ แต่เหมือนเป็นการทรมานหน่อยๆเพราะขัดกันแรงมาก ใครไปด้วยกันก็ผัดกันขัด

5. แหล่งท่องเที่ยวดีงาม 

เป็นครั้งแรกที่เราออกไปเที่ยวหลายๆวันคนเดียว เปลี่ยนเมืองไปเรื่อยๆไปทางใต้เพราะอยากไปทะเลทราย แต่เนื่องจากไม่มีรถสาธารณะไปถึงทะเลทราย หลังจากเราเที่ยวไปถึงเมืองSousse เลยไปร่วมกับกรุ๊ปทัวร์ที่มีเพื่อนร่วมทางอีกสี่คนมาจากกรีซและแคนาดา โดยแต่ละคนก็เร่ร่อนไปทำงานประเทศอื่นเหมือนกันเลยมีเรื่องราวมาแลกเปลี่ยนกันมากมาย

ด้านล่างเป็นภาพรวมๆเที่ยวในเมือง, เดินขึ้นเขา Oasis ที่Chebika และ Metlaoui และไปเที่ยวที่ถ่ายทำ Star Wars (แต่เราไม่เคยดูและไม่เข้าใจเวลาเค้าอธิบายฉากต่างๆ ><)

 

 

 

ภาพระหว่างทางขับไปทะเลทรายหลายชั่วโมง เป็นภูมิประเทศที่แปลกตามากสำหรับเรา ไม่เคยคิดว่าจะมีพื้นที่ที่มีทรายได้เยอะขนาดนี้มาก่อน เจออูฐเดินข้างทางเรื่อยๆ ส่วนห้องน้ำที่ตั้งอยู่ริมถนนตามทะเลทรายก็จะเป็นแบบในรูปทั้งหมดเลย

 

ตอนกลางคืนก็พักแบบเต้นท์ มีสระน้ำให้เล่น ก่อกองไฟ มีคณะตีกลองให้คนออกมาเต้น อาหารเย็นคือซุปที่อยู่ในหม้อดินและผิงกองไฟ พอสุกแล้วก็เทออกใส่ภาชนะ

 

 

ได้ชมทะเลทรายทั้งสามแบบ

Photo:

  หนึ่ง: ใช้รถนำเที่ยวซึ่งขับผาดโผนมาก (รูปจากเว็บ)

สอง: ขี่อูฐ แปลกดีแต่ก็สงสาร เหมือนช้างที่ไทย ไม่อยากสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ใช้สัตว์ อูฐที่เห็นเป็นฝูงกลางทะเลทรายเป็น domestic camel หมดเลย แต่เจ้าของเลี้ยงปล่อยๆ

สาม: ขับรถ 4*4 อันนี้ชอบมากเพราะเข้าไปในทะเลทรายได้ลึกและเร็วอีกทั้งบังคับเองได้ ตอนแรกก็กลัวเพราะทางค่อนข้างชันเป็นเนินต่อๆกัน จะขับช้าๆก็ไม่ได้เพราะต้องรักษาความเร็วและระยะห่างกับคนอื่น แต่ก็ไม่อันตรายเท่าไหร่เพราะถ้าบังเอิญไปติดหล่มทรายก็มีเจ้าหน้าที่มาช่วย ได้เห็นฝูงอูฐใกล้ชิด และเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินพอดี

 

 

ส่วนที่ประทับใจที่สุดของทริปก็คือการไปเห็นชุมชมต่างๆ โดยเฉพาะชาว Berbers ซึ่งเป็น ethnic group อาศัยในประเทศต่างๆในทวีปแอฟริกาเหนือ แม้ที่ตั้งชุมชนเหล่านี้จะอยู่แบบแยกตัวโดดเดี่ยวในหุบเขา ก็ยังมีมัสยิดและโรงเรียน บ้านที่ให้นักท่องเที่ยวแบบเราเข้าไปพูดคุยก็ต้อบรับอย่างดีมาก

 

 

5. มิตรภาพดีๆ

 

เรามาถึงประเทศนี้แบบกังวลเพราะไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ช่วงปรับตัวแรกๆก็พยายามตามหาคนไทย ติดต่อกงศุล แต่คนที่ทำงานที่กงศุลก็เป็นคนตูนิเซียซึ่งเค้าก็คงดูออกว่าเราคิดถึงบ้านหนักก็เลยเชิญเราไปทานข้าวด้วยตอนเอกอัครราชฑูตไทยประจำโมร็อกโกมาเยือนตูนิเซีย

หลังจากนั้น เราก็พยายามเข้าสังคม ใครชวนไปไหนก็ไป เช่นบ้านครอบครัวเพื่อนๆ กลุ่มแลกเปลี่ยนภาษา (พยายามเรียนภาษาอาหรับตูนิเซียแต่ไม่ค่อยสำเร็จ) และก็ได้พบกับกัลยาณมิตรมากมายไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัวเพื่อนสนิทตูนิเซียคนนึงซึ่งดีกับเรามากทั้งบ้าน  ช่วงถือศีลอดที่ร้านค้า สำนักงานต่างๆปิดประมาณบ่ายสอง ผู้คนกลับบ้านไปทำอาหารเย็นมื้อใหญ่ทานพร้อมหน้ากัน เราก็ไปทานข้าวและอยู่เล่นกับครอบครัวนี้เกือบทุกวัน เป็นครอบครัวใหญ่มีอาม่า อาเจ็ก ฯลฯอยู่ด้วยซึ่งแม้กับบางคนจะมีกำแพงภาษา นั่นก็ไม่เป็นอุปสรรคให้เรารับรู้ถึงความปราถนาดีของเค้า พวกเค้าบอกเราเสมอว่า เธอมีครอบครัวอยู่ที่นี่แล้วนะ/เธอก็เหมือนลูกสาวคนนึงนะ เรานึกชีวิตเราในตูนิเซียโดยปราศจากครอบครัวนี้ไม่ออกเลย

6. ได้เปิดมุมมองในการทำงาน

งานที่เราได้รับมอบหมายให้ทำมีหลากหลาย ตั้งแต่สัมภาษณ์เหยื่อที่เป็นเกย์ เป็นเอดส์ ซึ่งติดคุกและโดนซ้อมทรมาน เพื่อช่วยเตรียมเอกสารในการขอลี้ภัย ช่วยเตรียมงาน pride (แต่เป็นงานเลี้ยงส่วนตัวที่แขกที่มาต้องถูกเชิญล่วงหน้าเท่านั้น มีกฎห้ามถ่ายรูป ไม่ได้มีขบวนพาเหลดสาธารณะ) จัดทำรายงานซึ่งทำให้รู้ว่าข้อมูลที่หาได้จากแหล่งข่าวต่างๆหลายๆครั้งก็เชื่อถือไม่ได้ มีการบิดเบือนและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดความน่าเชื่อถือของนักกิจกรรม ได้เข้าฟังเสวนาและงานรณรงค์ต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประสบการณ์ที่ประทับใจคือการได้ทำงานกับคนที่หลากหลาย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศแต่ใส่ใจเรื่องนี้ โดยมาก พวกเขามีเพื่อนๆที่เป็นคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศเลยรู้สึกเข้าเห็นใจและตระหนักถึงความไม่ยุติธรรมต่างๆที่เพื่อนๆของพวกเขาต้องเผชิญ นอกจากนี้ การทำงานในNGO ลักษณะนี้ก็ต้องอาศัยบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน ไม่ใช่แค่นักกฎหมาย แต่ยังต้องมีนักจัดกิจกรรม นักจัดรายการวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ คนทำบัญชี หาแหล่งเงินสนับสนุน ฯลฯ มีคนนึงที่เราประทับใจคือเค้าจบนิติศาสตร์บูรณาการกับวารสารศาสตร์ มีทีมช่างกล้อง และเดินทางไปถ่ายทำประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศ ตอนมาไทยก็ทำเรื่องโรฮิงญา ก่อนหน้านั้นทำเรื่องโสเภณีเด็กที่ประเทศ Sierra Leone และตอนนี้ก็มาทำประเด็นความหลากหลายทางเพศในประเทศอาหรับมุสลิมเช่นตูนิเซีย โมร็อคโค แอลจีเรีย ทำให้ได้เห็นว่าคนเรียนจบกฎหมายสามารถทำงานได้หลากหลาย น่าสนใจ

นอกจากนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้วตอนฝึกงานที่ศาล ICTY ซึ่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ก็มีความแตกต่างหลายอย่าง เช่น

  • ความเป็นระบบระเบียบ: แน่นอนว่า UN ก็ต้องมีระบบจัดการที่ดีกว่า มี bureaucracy สูง สภาพแวดล้อมดี มี training ต่างๆ เวลาทำงานแน่นอน ชุดสุภาพ บอกกับที่ตั้งที่อยู่ประเทศเนเธอแลนด์ ชีวิตก็มีระเบียบและ eco-friendly สุดๆ ในขณะที่เราไปทำงานที่ NGO นี้วันแรก Directorใส่ยีนส์ สูบบุหรี่ และต่างหูแฟชั่นมาต้อนรับเราพร้อมกับเลขา (แฟนเพศเดียวกันของเค้า) เราเป็นเอเลี่ยนใส่เสื้อเชิ้ตคนเดียวในสำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในตึกแถว เวลาทำงานอิสระ นับไป 9 ชั่วโมงเอง ถ้าเป็นรายงานก็ทำที่ไหนก็ได้ ไม่มีรูปแบบเอกสารตายตัว ไม่มี
  • ลักษณะงาน: เนื่องจาก ICTY มีลักษณะเป็นศาลจัดการกับข้อเท็จจริงที่เป็นอดีตไปแล้ว (การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในดินแดนอดีตยูโกสลาเวียตั้งแต่ ค.ศ. 1991 เหยื่อส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้ว) จึงมีลักษณะ passive ในความเห็นเรา ในขณะที่ NGO ซึ่งต่อสู้เพื่อสิทธิของคนที่มีความหลากหลายทางเพศมีความ active เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจ ให้ความช่วยเหลือกับคนที่ยังเจอการถูกคุกคามอยู่ในปัจจุบัน มีความสนุกสนาน แพชชั่นในหมู่นักกิจกรรม อารมณ์เหมือนในหนังเรื่อง 120 Beats Per Minute ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับนักกลุ่มกิจกรรมที่รณรงค์เรื่องการป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน
  • ความเสี่ยง: นักกิจกรรมด้านนี้ในประเทศhomophobicอย่างตูนิเซียที่เลือกจะออกสื่อก็เอาชีวิตตัวเองลงไปเสี่ยง เหมือนเช่นที่ Directior ของNGO ที่เราทำอยู่เคยโดนทำร้ายร่างกายหลายครั้ง ได้รับจดหมายขู่ฆ่า4,000+ฉบับ ส่วนตัว President เองซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของตูนิเซียด้วยก็โดนยัดข้อหา เคยติดคุกเพราะเป็นเกย์ แต่เค้าก็ยังทำงานด้านนี้อย่างต่อเนื่องด้วยเฉพาะการเป็นทนายความรับต่อสู้ให้กับจำเลยที่เป็นเกย์และโดนข้อหา sodomy ล่าสุดก็เดินทางไปรับรางวัล prix Idaho France pour la libertéที่ปารีส

สำหรับเรา การได้ฝึกงานทั้งสองแบบก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่าทั้งคู่ จึงรู้สึกขอบคุณโอกาสดังกล่าวและได้เขียนเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครฝึกงานไว้ในลิ้งค์นี้ แนะนำการสมัครฝึกงาน  เผื่อมีผู้อ่านที่สนใจ ซึ่งจะเห็นว่าถ้าหาข้อมูลเยอะๆ ล่วงหน้านานๆ ยื่นกระจัดกระจายแบบเรา โดนปฏิเสธก็มุทะลุสมัครที่อื่นอีก 55 ก็จะหาที่ฝึกงานได้ไม่ยากเลย :)

7. ได้เห็นความซับซ้อนของการกีดกัน

เราเห็นว่าคนคนหนึ่งมีหลายมิติ คนที่มีความหลากหลายทางเพศแต่ละคนก็แตกต่างกันและอาจโดนเลือกปฏิบัติคนละรูปแบบแตกต่างกันไป เช่นคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศที่ตูนิเซียส่วนใหญ่เท่าที่เรารู้จักจะไม่เคร่งศาสนา ไม่ถือศีลอด เพราะรู้สึกเจ็บปวดกับศาสนาอิสลามที่ไม่ยอมพวกเขาและเห็นว่าอิสลามเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด homophobia โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี Imam (ผู้นำในศาสนาอิสลาม) หลายคนที่เทศน์ในมัสยิดโดยบอกว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลาม สมควรตายด้วยการถูกโยนมาจากที่สูง ฯลฯ ดังนั้นคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่เป็นคนเคร่งศาสนา ยังเรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิมก็เจอกับการโดนกีดกันจากคนหลากหลายทางเพศอื่นๆที่ไม่นับถือศาสนาก็ได้ คนหลากหลายทางเพศผิวสี ยากจน อยู่แอฟริกาก็ไม่ได้ถูกกีดกันในแบบเดียวกับคนหลากหลายทางเพศผิวขาว ฐานะดี ในยุโรปเป็นต้น ทำให้นึกถึงคอนเซป intersectionality ที่เกิดในบริบทของ third-wave feminism เมื่อก่อนเราก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ identity politics ที่จัดกลุ่มคนแบ่งออกเป็นออกเป็น ผู้กดขี่ที่มีสิทธิพิเศษ กับ ผู้ถูกกดขี่/คนชายขอบในบริบทต่างๆของสังคม เรารู้สึกว่ามันเป็นการเหมารวมเกินไปและกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกัน แต่ตอนนี้เราเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจการกีดกันที่คนๆนึงต้องเผชิญได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

นอกจากนี้ มันทำให้เรานึกถึงการแปะป้ายเลเบิล LGBTQIA ++ ที่ดูจะเป็น terminology ที่ขยายออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเราเห็นว่ามันก็เหมือนกับเรื่อง identity politics ที่ตราบใดที่ยังมีการเลือกปฏิบัติ อคติ และความไม่เข้าใจจากสังคม สิ่งนี้ก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศได้ใช้เพื่อเข้าใจตัวเองและอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเขา การกีดกันในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเองก็มีอีกหลายรูปแบบ เช่น เกย์แมนๆอาจเหยียดเกย์ที่ดูเป็นผู้หญิง เลสเบี้ยนงงกับกับผู้หญิงที่ดูเป็นทอมแต่ดันชอบผู้ชาย คนที่มีเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในแต่ละวัน เราเห็นว่าปัจจุบันการสร้างความเข้าใจไม่ควรหยุดแค่ LGBT แต่ควรเน้นเรื่อง fluidity (ความลื่นไหล เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ตายตัวของความหลากหลายทางเพศ), ความไม่เกี่ยวข้องกันของ 5 องค์ประกอบ (biological sex, sexual identity, sexual orientation, romantic attraction, sexual attraction) และการหลุดจากกรอบการมองว่าโลกนี้มีแค่สองเพศ (gender binary) สำหรับเรา การสร้างความเข้าใจและลดอคติต่างๆที่สังคมยังมีต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นสำคัญไม่แพ้เรื่องกฎหมาย การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ห้องน้ำ คำสรรพนาม ฯลฯ เราเลยเขียนแชร์มุมมองของเราไว้ในโน้ต แบ่งปันกำลังใจแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

8. ปรับทัศนคติ

การมาอยู่ตูนีเซียเขย่าชุดความคิด ความเชื่อเราหลายอย่าง เรามาอยู่แรกๆยอมรับว่ากลัวศาสนาอิสลาม (Islamophobia) เพราะเจอเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยดี เช่นเห็นผู้ชายทำร้ายผู้หญิงกลางถนน เราเองก็โดนวิ่งราวโทรศัพท์ โดนล็อคตัว พ่นอาหารใส่หน้า และค้นตัวเพื่อหาของมีค่ากลางวันแสกๆโดยคนรอบข้างที่เห็นได้แต่นั่งดูเฉยๆ  ซึ่งก็สอดคล้องกับวาทกรรมต่างๆที่ได้ยินได้ฟังมาว่าศาสนาอิสลามเหยียดผู้หญิง เกย์ มุสลิมหัวรุนแรง ก่อการร้าย ฯลฯ แต่เมื่อเราได้สนิทกับคนมุสลิมมากขึ้น ได้ฟังเค้าพูดถึงสิ่งที่อยู่ในคำสอนจริงๆ และฟังข่าว/ประวัติศาสตร์ นโยบายต่างประเทศของประเทศตะวันตก โดยมุมมองของคนมุสลิม ก็พบว่าเราต่างหากที่มีอคติ ทุกศาสนาก็มีสาวกที่อ้างว่าทำในนามศาสนาทั้งๆที่ทำตรงข้ามกับสิ่งที่ศาสดาสอนทั้งนั้น หลายคนบอกเราว่าภาษาอาหรับที่อยู่ในคัมภีร์เองมีความซับซ้อน คนก็ตีความกันไปในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น คนที่ไม่รู้ภาษาอาหรับก็ยิ่งตีความผิดเพี้ยนไปอีก และคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่เราเจอนั้นใจกว้างและมีความปัจเจกนิยมมากที่สุดเท่าที่เราเจอเลย คือไม่ตัดสินการกระทำของบุคคลอื่น แม้จะไม่เห็นด้วยก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของบุคคลนั้นกับพระเจ้าเอง ในขณะที่สังคมอื่นๆเรามักจะเจอคนยัดเยียดกรอบความเชื่อ นิยามความดีต่างๆมาให้อยู่บ่อยครั้ง  ทำให้เราตั้งใจว่าต่อจากนี้เราจะพยายามสำรวจตัวเอง ไม่ไปเหมารวมประสบการณ์ของเราเข้ากับอคติใดๆที่เราอาจมีอยู่โดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ เราก็เห็นว่าเหตุการณ์ที่ไม่ดีต่างๆที่เราเจอ ความหงุดหงิดคับข้องใจของผู้คน มิจฉาชีพต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่มาจากปัจจัยอื่นๆโดนเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนปฏิวัติ คนหนุ่มสาวเรียนจบแต่ไม่มีงานทำ ภาคธุรกิจอ่อนแอ รัฐไม่สร้างงานแต่ใช้วิธีสนับสนุนให้คนต่างชาติมาลงทุนโดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การให้เครดิตกู้ยืม การครอบครองที่ดิน ฯลฯ เพื่อหวังว่าบริษัทต่างชาติจะช่วยสร้างงานให้กับคนตูนิเซีย  นโยบายนี้มีมาตั้งแต่สมัยตูนิเซียเพิ่งเป็นเอกราชจากประเทศอาณานิคมคือฝรั่งเศส Habib Bourguiba ซึ่งเป็นประธานาธิบดีขณะนั้นจึงออกกฎหมาย loi d’Avril 1972   เพื่อลดการว่างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คนตูนิเซีย(เท่าที่เราได้คุย)เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างประเทศได้เปรียบกว่านักลงทุนตูนิเซียในตลาด เริ่มธุรกิจได้ง่าย อีกทั้งกอบโกยผลประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ผลิตสินค้าในตูนิเซียแล้วส่งออกไปยังประเทศของตน ทำกำไรมหาศาลแล้วก็จากไป ผลผลิตไม่ได้อยู่ในประเทศตูนิเซีย

อีกปัญหาสำคัญและดูจะเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาในทุกๆด้านของประเทศตูนิเซียที่ทุกคนบอกตรงกันก็คือการคอร์รัปชัน เล่นพรรคเล่นพวก ที่อยู่ในทุกๆภาคส่วนของสังคม ทั้งการศึกษา การทำงาน การเมือง ฯลฯ คนตูนิเซียรู้สึกว่าสมัยเผด็จการ Ben Ali การกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆรวมอยู่กับตระกูลนี้ แต่หลังปฏิวัติ ผลประโยชน์และการเล่นพรรคเล่นพวกต่างๆแผ่ขยายในหมู่นักการเมือง ข้าราชการในวงกว้างขึ้นอย่างมหาศาล หาคนที่จะทำเพื่อประเทศจริงๆยาก เราก็ให้กำลังใจว่าไทยปฏิวัติมาตั้งแต่ ค.ศ. 1932 ยังตะกุกตะกักมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ตูนิเซียผ่านไปยังไม่ถึง 10 ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการผุดขึ้นของ NGO สิทธิมนุษยชนต่างๆที่ค่อนข้างแอคทีฟ

 

2.) สถานการณ์ทางกฎหมายและสังคมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในตูนีเซีย 

ประเทศตูนิเซียเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย (ปฏิวัติดอกมะลิ) เมื่อปี 2011 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มีการรับรองสิทธิเสรีภาพรวมถึงความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายและการไม่เลือกปฏิบัติเมื่อปี 2014 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติก็ยังไม่สามารถอ้างยันสิทธิเสรีภาพต่างๆได้เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังมีตุลาการไม่ครบองค์คณะ สถานการณ์การเมืองยังมีความวุ่นวาย ทั้งนี้ แม้จะเป็นประเทศอาหรับมุสลิมโดยรัฐธรรมนูญรับรองให้อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ระบบกฎหมายของตูนิเซียก็ไม่ได้อิงกับกฎหมายอิสลาม (Sharia Law) มีการให้ผู้ชายจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงได้คนเดียว (monogamy) ให้สิทธิภรรยาฟ้องสามีเป็นจำเลยในคดีข่มขืน, ทำร้ายร่างกาย

ในเรื่องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศนั้น ประมวลกฎหมายอาญาของตูนิเซียมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 บทบัญญัติ ได้แก่ มาตรา 230 ที่ลงโทษการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ตกทอดมาสมัยยังเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส (น่าสนใจว่าประมวลภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า sodomie คือสื่อถึงเพศชายเท่านั้น แต่ประมวลภาษาอาหรับเติมเพศหญิงไปด้วย และเมื่อการตีความขัดกัน กฎหมายกำหนดให้ยึดประมวลภาษาอาหรับ) แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะมีเฉพาะแต่เกย์ที่โดนจับตามมาตรานี้โดยอาศัยหลักฐานจากการตรวจทางทวาร (anal examination) ซึ่งทำโดยแพทย์เพื่อพิสูจน์ว่ามีการร่วมเพศเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเพิ่งเกิดหรือไม่ วิธีการดังกล่าวถูกประนามโดยประชาคมระหว่างประเทศว่าเป็นการทรมาน (ละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯที่ประเทศตูนิเซียเองก็ได้ให้สัตยาบันไว้) และไม่มีความน่าเชื่อถือทางการแพทย์ การกระทำผิดตามมาตรานี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึงสามปีโดยเป็นดุลพินิจของศาลว่าจะลงโทษหนักเบาต่างกันในแต่ละกรณี ทั้งนี้ กลุ่มคนรักเพศเดียวกันเห็นว่าเหมือนเป็นการจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากการลงโทษไม่ได้ทำให้เพศวิถีของตนเปลี่ยน ตนจึงเสี่ยงต่อการถูกจับเข้าคุกซ้ำอีกตลอดทั้งชีวิต  นอกจากนี้ยังมีอีกสองมาตราคือ มาตรา 226 และมาตรา 226 ทวิที่บัญญัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน, การกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล โดยบทบัญญัติดังกล่าวถูกใช้อย่างอำเภอใจเพื่อลงโทษคนข้ามเพศที่แสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ เช่นผู้ชายที่แต่งตัวหรือมีท่าทางแบบผู้หญิง การแสดงความรักต่อกันในที่สาธารณธะ ฯลฯ

การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศนั้นไม่ได้มีอยู่แค่ในกฎหมายแต่ยังสะท้อนอยู่ในสถาบันครอบครัวและสังคมอีกด้วย เกย์มักจะถูกครอบครัวไล่ออกจากบ้าน ตัดความสัมพันธ์หรือแม้กระทั่งขู่ฆ่า ในขณะที่เลสเบี้ยนอาจถูกครอบครัวบังคับแต่งงานกับผู้ชายหรือถูกข่มขืนเพื่อแก้ไขเพศวิถี คนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศที่แสดงตนอย่างเปิดเผยมักถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกลั่นแกล้ง แต่มักไม่กล้าไปแจ้งความเนื่องจากอาจถูกตำรวจสงสัยในท่าทาง พฤติกรรมและถูกดำเนินคดีเพราะเหตุแห่งเพศวิถีของตนทั้งนี้ ซึ่งช่วงระหว่างสืบสวนสอบสวนจะกระทบสิทธิในความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งจากการถูกค้นบ้าน, ดักฟังโทรศัพท์, ประวัติการคุยแชท และถ้าโดนดำเนินคดีแล้วจะมีการระบุข้อหาดังกล่าวในประวัติอาชญากรเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อไปยื่นสมัครงานมักจะโดนนายจ้างปฏิเสธหลังจากเช็คประวัติอาชญากร

NGO ที่เราฝึกงานอยู่เป็นสมาคมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในด้านคดี การลี้ภัย ให้ที่หลบภัยและให้การเยียวยาทางจิตใจ และมีภารกิจสำคัญในการกดดันรัฐบาลให้ยกเลิกมาตรา 230 และยกเลิกการตรวจทางทวาร โดยอาศัยการเสนอรายงานสถานการณ์และขอการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ สถานฑูต มูลนิธิต่างๆ และจากประชาชนในประเทศผ่านการรณรงค์สร้างความเข้าใจต่างๆ เช่นเทศการหนัง/การแสดง การจัดเสวนา ฯลฯ ทำให้ปัจจุบันการตรวจทวารต้องได้รับความยินยอมจากผู้ต้องสงสัยก่อน แต่ในทางปฏิบัติถ้าผู้ต้องสงสัยที่ปฏิเสธการตรวจก็จะเจอตำรวจพูดกดดัน ขู่ว่าจะทำให้ถูกสันนิษฐานว่าเป็นเกย์ วีดีโอจากยูทูปด้านล่างเป็นสารคดีซึ่งทำขึ้นโดยสมาคมที่รวบรวมคำบอกเล่าต่างๆของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (มีซับภาษาอังกฤษ)

 

สรุป: ถ้ามีคนถามว่าอยู่ตูนิเซียเป็นอย่างไรบ้าง เราก็จะตอบไม่ค่อยถูก เพราะ 2 เดือนที่ผ่านมา เราเหมือนมี love-hate relationship กับประเทศนี้ ขึ้นอยู่กับว่าโดนถามตอนไหน เพราะความรู้สึกสวิงมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเวลาย้ายประเทศ เรามักมีเป้าหมายว่าจะปรับตัวให้ได้เร็วที่สุด วัดความสำเร็จจากการที่จัดการทุกอย่างได้ลงตัวเป็นไปตามแผนที่วางไว้เป๊ะๆ แต่ตูนิเซียทำให้คนperfectionistแบบเราเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะเราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้วแต่มันมีหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด คำปลอบใจต่างๆที่เคยใช้ได้ว่า เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น/ผ่านไป ว่าเราเข้มแข็งพอที่จะผ่านไปได้ ปรับใช้กับชีวิตช่วงนี้ยากเพราะความเป็นจริงคือเราเจอยังความท้าทายอยู่ทุกวัน แล้วเราก็จัดการไม่ค่อยได้ โดนหลอกซ้ำๆ หวั่นไหวกับความรุนแรงต่างๆที่ประสบ จนมีคนๆนึงบอกเราว่า 'อ่อนแอบ้างก็ได้นะ' ว่ามันโอเคที่จะรู้สึกไม่โอเคและแสดงออกมา ว่ามันโอเคที่เราจะไม่เป็นมิตรกับใครถ้ามันทำให้ลำบากใจ ว่ามันโอเคที่เราจะผีเข้าผีออกปรับตัวได้บ้างไม่ได้บ้างและขี้บ่น เมื่อตกตะกอนคำแนะนำของเค้า เราก็เหมือนได้ปลดล็อคตัวเอง มีความสุขเบาสบายมากขึ้น เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าความคาดหวังและแผนการต่างๆในชีวิตที่เราตั้งไว้มันก็จะพังเพื่อให้เราสร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม แล้วก็จะพังอีก ปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นใหม่อีกไปเรื่อยๆ เปลี่ยนคำอธิษฐานจากอยากเจอคนดีๆ เรื่องราวดีๆ เป็น ขอให้ทุกประสบการณ์ที่เราเจอได้สอนอะไรกับเรา แล้วเรากลับพบว่าบทเรียน(ราคาแพงบ้าง ถูกบ้าง)ส่วนใหญ่ที่เราได้รับก็เกิดเรื่องราวต่างๆที่ทำให้เราผิดหวัง ช้อค เสียใจนั้นแหละ ถ้าชีวิตเราเต็มไปด้วยการได้รับความเกื้อหนุนจุนเจือเหมือนตอนฝึกงานครั้งที่แล้วกับตอนเรียนโทที่ค่อนข้างโดนสปอย  เราคงเปราะบางอยู่แต่ใน comfort zone ไม่ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากเท่านี้ และเห็นค่าซาบซึ้งกับความเกื้อหนุนข้างต้น จึงรู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาตลอดช่วง 2 เดือนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ขอบคุณตูนิเซียที่เป็นเหมือน boot camp ฝึกเราเข้าสู่วัยเบญจเพศ ;)

ผลงานอื่นๆ ของ +คนมีฝัน+

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น