~It's Because of Inernet~ - ~It's Because of Inernet~ นิยาย ~It's Because of Inernet~ : Dek-D.com - Writer

    ~It's Because of Inernet~

    ฝนเจอคนหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต เธอต้องการจะฆ่าเขา เธอจะทำได้สำเร็จหรอไม่

    ผู้เข้าชมรวม

    118

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    0

    ผู้เข้าชมรวม


    118

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  ซึ้งกินใจ
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  13 พ.ค. 51 / 14:17 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ
      ทุกวันหลังเลิกเรียนวิมลจะต้องเข้ามาเล่นอินเตอร์เน็ตที่ร้านหลังโรงเรียน T วันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวัน แต่ก่อนเลิกเรียน อาจารย์วิชาเคมีสั่งให้เธอช่วยเตรียมการทดลองที่จะทำขึ้นในวันพรุ่งนี้ การทดลองที่ว่าต้องใช้สารไซยาไนด์เพื่อเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเร็วขึ้น อาจารย์ของเธอบอกว่าสารนี้สามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ถ้าเข้าสู่เส้นเลือด ความรู้นี้ไม่ใช่ความรู้ใหม่สำหรับเธอเลย เพราะเธอชอบอ่านโคนันและนิยายสืบสวนเป็นชีวิตจิตใจ วิมลเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอาจารย์จะบอกเธอทำไม ทั้งที่การเตรียมสารไซยาไนด์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดสักหน่อย อาจารย์เธอเหมือนกับจะอ่านความคิดของเธออกเมื่อเห็นเธอทำสีหน้างงๆ และหัวเราะแปลกๆ จึงบอกเธอว่าที่ครูบอกก็เผื่อว่าเธอจะไดเป็นหมอ จะได้รู้ว่าสารนี้แหละที่ทำให้ตายได้เร็วที่สุด วิมลเองขณะคิดถึงเรื่องที่อาจารย์พูดขณะกำลังเปิดคอมพิวเตอร์ เธอก็รู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นช้าลง มันคงคล้ายกับอาการที่บางคนรู้สึกอยากจะอาเจียนเมื่ออ่านนิยายที่มีการฆ่ากัน หรือ เวลาบางคนนึกถึงเลือดแล้วหน้ามืดไปชั่วครู่ ช่างมันเถอะ เธอคิด หลังจากเปิดโปรแกรมสนทนาทางอินเตอร์เน็ตขึ้นมาแล้ว เธอก็เอนหลังบนเก้าอี้ที่นุ่มสบายและหลับตาลงรอให้โปรแกรมเริ่มทำงาน มานั่งคิดดู ถ้าวันนั้นเธอไม่ไปที่ร้านอินเตอร์เน็ตวันนั้น เธอคงไม่ต้องเจอกับเรื่องต่างๆภายหลัง วิมลเข้าเว็บหาเพื่อนทางอินเตอร์เน็ต สังคมปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วกับการคุยกันโดยที่ไม่เห็นหน้า วิมลรู้จักกับโปรแกรมนี้มาตั้งแต่ตอนที่เธออยู่ชั้นมัธยมสาม เธอเคยมีนัดกับคนที่เธอไม่เคยแม้แต่เห็นหน้าครั้งแรกเมื่อเธออายุ 16 ครั้งนั้นเป็นเสมือนประสบการณ์ที่ทำให้เธอต้องมีครั้งต่อไปคล้ายกับการสูบบุหรี่ ไม่มีใครเคยคิด แม้แต่ตัววิมลเอง ว่าเธอจะมีแฟนคนแรกเป็นผู้ชายที่อายุสามสิบ เธอเองก็ไม่รู้ว่าเขาอายุมากขนาดที่เรียกกว่าพี่ไม่ได้เพราะผู้ชายคนนี้หลอกเธอว่าเขาอายุสิบเจ็ด นอกจากนี้ยังเอารูปของเด็กหนุ่มมาหลอกเธออีก วิมลรู้ความจริงเมื่อเธอนัดเจอกับเขา แต่โชคดีว่าต่อมามีกล้องทางอินเตอร์เน็ตทำให้การหลอกทำได้ยากขึ้น เธอพบเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งหน้าตาดีในสายตาของเธอ เขาเรียนอยู่โรงเรียน A วิมลเองก็ชื่นชอบนักเรียนโรงเรียนนี้โดยส่วนตัวอยู่แล้ว ทำให้การพูดคุยระหว่างทั้งสองราบรื่น เธอกำลังหาแฟนอยู่ เช่นเดียวกับเขา ทำให้ทั้งคู่คุยกันแล้วสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หลังจากคุยกันเกือบสองชั่วโมง เธอก็ให้เบอร์โทรศัพท์แก่เขา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความเลวร้าย เขาชื่อต้น เธอชื่อฝน ทั้งสองคนรู้จักกันไม่นานก็ตกลงเป็นแฟนกัน บางคนอาจคิดว่าการคุยกันเพียงไม่กี่วันแล้วตกลงใจเป็นแฟนกันเป็นเรื่องแปลก แต่ถ้าใครเคยอยู่ในโลกไซเบอร์ก็จะรู้ว่ามันคือเรื่องธรรมดา บางคนคุยกันเพียงไม่กี่คำ ก็ตกลงคบหากัน แต่แน่นอนว่าอะไรที่ได้มาอย่างง่ายๆก็มักจะหายไปง่ายๆเช่นกัน คนเหล่านี้จึงไม่ค่อยคบหากันจริงๆจังๆ ทั้งที่ปากก็บอกอยู่ว่าอยากหาคนจริงใจ ผู้แต่งเองก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มา และผู้แต่งก็พิสูจน์แล้วว่าคำพูดดังกล่าวเป็นจริง กมลหรือฝนนัดเจอกับต้นวันหนึ่งหลังจากที่เธอคุยกับเขามาหนึ่งอาทิตย์ที่ห้าง P แน่นอนว่าเธอต้องตื่นเต้น ไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็นหน้าเขา แต่เธอกลัวเขาจะไม่ชอบเธอ ถึงเขาเคยเห็นรูปเธอแล้วก็ตามแต่เธอก็ยังประหม่าอยู่ดี เธอรู้ตัวเองว่าเธอเป็นคนที่ถ้ามองในรูปถ่าย เธอจะดูดี แต่ตัวจริงๆของเธอไม่ใช่เช่นนั้น ฝนนัดเจอต้นเวลาบ่ายสี่โมงของวันอังคาร แต่ด้วยโรงเรียนของเธออยู่ใกล้ห้าง P เธอจึงไปถึงก่อนเวลานัดประมาณสิบห้านาที เธอยืนในชุดนักเรียนรอออยู่หน้าลิฟท์ ในมือถือดอกกุหลาบสีแดง ที่เธอต้องทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะต้นบอกกับเธอไว้ว่าให้ทำอะไรซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้เขารู้ว่านี่คือฝน ฝนก็เป็นคนเสนอเองว่าเธอจะถือดอกกุหลาบสีแดง ต้นบอกกับเธอว่าเธอเป็นคนที่โรแมนติกมาก สิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจกับความคิดของตัวเองมาก เธอรู้สึกเหมือนเธอเอาชนะเขาได้ เธอรู้สึกเหมือนเขาต้องยอมเธอแน่ๆ แต่สิ่งที่เธอคาดไว้กลับเปลี่ยนเป็นสิ่งตรงกันข้าม เมื่อต้นมาถึงเขาก็เดินเข้ามาหาฝนอย่างไม่ลังเล “เราต้องไปซื้อของให้แม่น่ะ” ต้นพูด “ซื้ออะไรล่ะ เราไปด้วยได้ไหม” ฝนพูดอย่างอายๆ “ไม่เป็นไรหรอก เราไปเองก็ได้” ฝนรู้ในทันทีว่าเธอกำลังจะโดนทิ้ง เธอเคยเจอคนอย่างต้นมานักต่อนักแล้ว แต่กับต้นเธอรู้สึกรักเขามากกว่าคนอื่น เธอจึงรู้สึดเหมือนหัวใจจะขาดออก อย่างไรก็ตามเธอเป็นคนเก็บอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างดี เธอจึงบอกกับต้นไปว่า “ถ้าอย่างนั้นเรากลับก่อนนะ” เธอคิดว่ามันไม่สำคัญแล้วถ้าเธอจะขอให้เขาโทรหาเธอ เพราะเขากำลังจะจากเธอไปแล้ว แล้วต้นก็เดินลงบันไดเลื่อนไปท่ามกลางกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ฝนกลับเป็นคนที่ต้องเสียใจ เธอเดินออกจากห้างอย่างช้าๆ ก้มมองดูพื้น เธออยากจะร้องไห้ตรงนั้นเลย แต่เธอก็ทำไม่ได้ เธอต้องเก็บความเสียใจเอาไว้ เย็นวันนั้น เธอกลับมานั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ของเธอที่บ้านและเปิดดูประวัติการสนทนาระหว่างเธอกับต้น เธอมองสิ่งที่เธอเคยพูดกับต้น ทำไมตอนนั้นเราถึงบอกรักมันไปได้นะ เธอคิด ฝนเห็นคำพูดต่างๆที่หวานและซึ้ง ทำไมเวลานั้นต้นถึงรักเธอมาก ต้นพูดขนาดว่าเขาอยากพาเธอไปเที่ยวที่คอนโดของเขา ทุกคืนตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาต้นจะบอกฝันดีกับฝนเสมอ แต่นั่นคืออดีตไปแล้ว ตอนนี้ต้นหายไปจากชีวิตของเธอแล้ว ทันใดนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นที่อยู่ของต้นซึ่งเธอเคยขอเอาไว้ตอนที่เธอถามเขาว่าถ้าโทรศัพท์ของต้นหายไป เธอควรจะทำอย่างไร และต้นก็ให้ที่อยู่มา ความคิดหนึ่งแล่นวูบเข้ามาในหัวเธอ โอ มันน่ากลัวเหลือเกิน เธอคิดอยากจะฆ่าต้น “ใช่แล้ว ฆ่ามันให้ตายก่อนที่มันจะไปทำให้คนอื่นเสียใจอีก หึๆ เราจะได้เป็นเหมือนผู้รักษาความถูกต้องไง ก็ในเมื่อโลกไม่มีบทลงโทษคนอย่างต้นนี่ แล้วเราจะปล่อยมันไปได้อย่างไง ต้องมีใครสักคนทำให้มันรู้ถึงผลกรรมของมัน และคนคนนั้นก็ต้องเป็นเรา” ฝนคิด ดวงตาของเธอเลื่อนลอยเสมือนศพที่ไร้ความรู้สึก ในห้องนอนของเธอไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงนิ้วชี้สัมผัสกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ซึ่งเกิดจากการที่เธอเคาะเท่านั้น คืนนั้นฝนใช้เวลานั่งคิดวางแผนฆ่าต้นจนเกือบเที่ยงคืน “ฉันควรจะทำไงดี ถ้าฉันจะฆ่าเขา ฉันก็ต้องทำโดยที่ไม่ให้ถูกใครจับได้ แล้วฉันจะทำวิธีไหนดีล่ะ ถ้าฉันเอามีดแทงเขาตรงๆ ถึงแม้ฉันจะทำในที่ลับตา แต่ก็ต้องกำจัดรอยเลือดอยู่ดี ไม่ได้ๆ ฉันจะเอาปืนยิงเขาก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่ ไม่มีทางหาปืนได้ง่ายขนาดนั้นหรอก นอกจากนี้ยังต้องกำจัดหลักฐานอีกตั้งเยอะ” ฝนคิดไม่ออกจนกระทั่งเธอนึกถึงอะไรบางอย่าง “ใช่แล้ว ไซยาไนด์ไง เขาจะได้ตายอย่าสงบ แต่เดี๋ยวก่อน แล้วถ้าแพทย์พบล่ะว่ามีไซยไนด์ในเลือดเขาล่ะ ตำรวจก็ต้องสงสัยสิว่าเป็นการฆาตกรรม ฮ่าๆๆ ใครจะรู้ว่าเราเป็นผู้ต้องสงสัยล่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะฆ่าเขา ใครจะรู้จักเราและยังรู้อีกว่าเราเกี่ยวข้องกับเขา มีคนอื่นมากมายที่อาจจะอยากฆ่าเขา แต่ตำรวจไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นเรา” เธอรู้สึกตื่นเต้นกับความคิดนี้มากคล้ายว่าเธอได้ชัยชนะบางอย่างมาจนเธออยากจะกระโดดร้องด้วยความดีใจ ฝนนอนหลับไปคืนนั้นด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ากลัวที่สุดของเธอ เย็นวันพุธสองอาทิตย์ต่อมาฝนแอบเข้าไปในห้องทดลองวิชาเคมี เธอมองรอบๆห้องเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเธอแล้วจึงเดินตรงไปที่ตู้ที่เขียนว่า ‘ระวัง สารเคมีอันตราย’ สายตาของเธอมองหาคำว่าไซยาไนด์ที่แปะอยู่กับขวดซึ่งภายในบรรจุสารสีใสไว้ ในที่สุดเธอก็เจอ เธอหยิบมันออกมาและนำขวดใหม่ซึ่งใส่น้ำเปล่าและติดคำว่าไซยาไนด์ซึ่งเธอได้เตรียมไว้วางไว้แทนที่ เราช่างฉลาดเสียจริง เธอคิด ฝนเดินออกจากโรงเรียนโดยมีไซยาไนด์อยู่ในกระเป๋าของเธอ เธอนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีหนึ่งเพื่อจะนั่งรถเมล์ต่อไปยังบ้านของต้น วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่ต้นจะได้มีลมหายใจ เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธออยากจะทำหน้าที่นี้ให้สำเร็จโดยเร็ว แต่เมื่อฝนนั่งรถเมล์มาลงที่ป้ายหน้าซอยของบ้านต้น เธอกลับรู้สึกตรงข้ามกัน เธอกลัว กลัวว่าเธอจะถูกตำรวจจับได้ “เดี๋ยวก่อน” เธอคิด “เมื่อคืนเราก็คิดแล้วนี่ว่ามีทางหรอกที่จะมีคนรู้ว่าเราอยากจะฆ่าต้น” ฝนเอามือแตะหน้าผากตัวเองแล้วจึงรู้สึกตัวเธอเย็นอย่างมาก เธอคิดว่าเลือดคงไม่ได้ไปเลี้ยงสมองเธอ สติของเธอเริ่มเลือนลาง เธอไม่อาจทนได้อีกแล้ว แค่นึกถึงการฆ่าคน เธอก็รับไม่ได้แล้ว โอ ทำไมเธอถึงคิดจะทำเรื่องอย่างนี้นะ ฝนหมดสติไปขณะเดินเข้าซอยบ้านต้น “ฝน เป็นอย่างไงบ้าง” เสียงหนึ่งซึ่งฝนเคยได้ยินเรียกฝน ฝนตื่นขึ้นแล้วพบว่าเธออยู่ในห้องหนึ่ง มีโปสเตอร์นักฟุตบอลแปะอยู่เต็มผนังห้อง รอบข้างเธอมีผู้หญิงหนึ่งคน และเด็กชายอีกคน เด็กคนนั้นคือต้นนั่นเอง “เธอสลบอยู่หน้าบ้านเรา แม่เราเห็นเลยพาเข้ามาในบ้าน” ต้นอธิบาย “พูดอะไรอย่างนั้น ลูกเองต่างหากที่เห็นเธอ” ต้นยิ้มอย่างเขินๆ “ฉัน…ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณแม่ต้น ตอนนี้ฉันดีขึ้นแล้วค่ะ” “แล้วเธอมาทำอะไรที่บ้านเรา มีธุระอะไรหรือเปล่า” ฝนเงียบ มองหน้าต้น ชายผู้ที่เธอเคยคิดจะฆ่า ชายที่เธอเกลียดชังและไม่ต้องการให้เขามีชีวิตต่อไป ณ บัดนี้เขากลับเป็นคนช่วยเธอ ทำไมต้องมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วย มันคือความขัดแย้งอย่างเด่นชัดในจิตใจของเธอ ใจหนึ่งเธอก็อยากกำจัดเขาไปจากโลกเสีย แต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากจะขอบคุณเขา ฝนรู้ว่าเธอยังรู้สึกดีกับเขาอยู่ และบางทีต้นอาจจะยังรู้สึกดีกับฝนอยู่ก็เป็นได้ วันนั้นต้นส่งเธอนั่งรถเมล์กลับบ้าน ระหว่างเธอเดินเข้าบ้าน ฝนก็หยิบขวดไซยาไนด์ในกระเป๋าออกมาและมองดู “ฉันคงไม่ต้องใช้มันอีกแล้วล่ะ ชีวิตทุกคนมีคุณค่า ต้นอาจทำไม่ดีที่ทิ้งเราไปวันนั้น แต่เราก็ตัดสินว่าเขาเป็นคนไม่ดีไม่ได้หรอก” เธอโยนขวดทิ้งลงถังขยะแล้วเดินเข้าบ้านก่อนไปอาบน้ำและเล่นอินเทอร์เน็ตเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×