[ปรมาจารย์ลัทธิมาร] พันธวิญญาณข้ามภพ (OC)

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 กลองต้องสาปตระกูลฮั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,956
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 226 ครั้ง
    10 ส.ค. 62







     ในคืนนั้น


      

     ฟิ้วววว กริ๊งงงง~



     เสียงกระดิ่งแว่วตามลมในระหว่างที่ฉันกำลังจะคลานขึ้นเตียง กระบี่ที่วางไว้บนหัวนั้นสั่นระริกก่อนที่มันจะนิ่งเหมือนเดิม


     "...ตาฝาดเหรอ?" ฉันพูดพึมพำกับตัวเองก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระบี่มา มือพลิกมันด้วยความแปลกใจ



     กริ๊งง กึกๆๆ!


     เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับกระบี่ที่ขยับอีกครั้งไม่ได้อุปทานไปเองแน่! มันขยับเองจริงๆด้วย


     ดา...ชักกระบี่


     ชิ้งงงงงงงง ฟิ้ววววว


     ทันที่ชักกระบี่ออกจากฝักลวดลายใบไม้นั้นส่องแสงสีเขียวอ่อน ก่อนจะลอยขึ้นตรงหน้าฉันที่นั่งอึ้งมองกระบี่ที่ยังคงส่องแสง 

     "เสียงนี่...เฟยหง?"

     "ใช่แล้ว" 

     ร่างโปร่งแสงปรากฏกายออกมาใบหน้างดงามของเจ้าของร่างในชุดขาวล้วนและปล่อยผมสยาย ยกยิ้มบางราวกับยินดีที่ได้พบ

     "เธอยังไม่ไปเกิดเหรอ?" เจ้าหล่อนส่ายหน้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

     "ข้ายังไปเกิดไม่ได้...ข้าไม่รู้จะทำเช่นไร นอกจากว่าจะติดตามเจ้ามา"

     "ด้วยการสิงในกระบี่ฉันเนี่ยนะ?"

     "ถูกต้อง...ข้าอยากขอโทษเจ้า"

     "เรื่องอะไรล่ะ? ถ้าเรื่องที่จู่ๆเธอให้ฉันสิงร่างเธอเนี่ย ฉันหายโกรธแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณนะ ที่ทำให้ฉันไม่ลืมชื่อของตัวเอง" เฟยหงเงยหน้าขึ้นมองฉันแล้วยิ้มมุมปากบางๆจนแทบจะมองไม่เห็น

     "..."

     "แต่ฉันสงสัย? เธอให้ฉันมาสิงร่างได้ยังไงกันวงแหวนที่สละร่างก็ไม่เห็นมี"

     "ข้าเขียนไว้เป็นวงเล็กๆบนพื้นแล้วท่องคาถา เงื่อนไขคือการอัญเชิญวิญญาณภพอื่นที่ตายพร้อมกับข้า วันเดียวกัน เวลาเดียวกันมาสิงสู่ และตัวเจ้าคือผู้ที่ใกล้เคียงกับเวลาที่ข้าตายมากที่สุด"

     "แล้วที่ให้แก้แค้นนี่ ไม่ใช่ตระกูลเทียนทั้งหมด แต่แค่สองพี่น้องนั่นน่ะเหรอ?"

     "ถูกแล้ว ประมุขเทียน และฮูหยินดีกับข้ามาก ข้าอกตัญญูไม่ลงหรอก" หล่อนพยักหน้าแล้วพูดความในใจออกมา ฉันก็พยักหน้าหงึกอย่างเข้าใจแล้วก็โล่งใจที่เธอไม่ได้พาลลงถึงคนอื่น

     แต่มีสิ่งที่ฉันสงสัย...สงสัยมากๆเลยด้วย

     "ทำไมเธอถึงรู้วิชามารได้ล่ะ?"

     "...นั่นเป็นจุดเริ่มต้น"

     "จุดเริ่มต้น? จุดเริ่มต้นของอะไร?"

     "เจ้าคงอ่านบันทึกของข้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าตระกูลของข้านั้นถูกพวกปีศาจล้างบาง" ฉันพยักหน้าหงึกๆแล้วฟังเธอเล่าต่อ

     "แท้จริงแล้วไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเหล่าเซียนที่กวาดต้อนตระกูลของข้า สังหารแม้กระทั่งเด็กแรกเกิด ท่านพ่อ ข้าและท่านแม่ที่อุ้มท้องน้องของข้านั้นหนีมาจนถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ที่นั่นเป็นที่หลบภัยของตระกูลเรา แต่ทว่าเหล่าเซียนต่างทำลายม่านพลังนั้น ท่านพ่อของข้าตายเพื่อใช้จินตานที่มีทั้งหมดปิดปากถ้ำเอาไว้"

     "ทำไม...พวกเขาล้างบางตระกูลของพวกเธอทำไมกัน?" ดวงตาคู่สวยหลุบมองต่ำ ก่อนจะช้อนขึ้นสบมองฉัน

     "ข้าจะให้เจ้าได้เห็นเอง ดา...วันที่หมู่บ้านของข้าที่มีแต่เถ้าถ่าน"





     พรึ่บ!!!




     แค่พริบตาเดียวรอบตัวฉันก็มีแต่ทะเลเพลิงที่กำลังโหมไหม้หมู่บ้านแห่งหนึ่งท่ามกลางหุบเขา เสียงกรีดร้องของผู้คนนั้นดังโหยหวนไปทั่วบริเวณราวกับเป็นวันวิปโยค


     "นี่มัน..."

     "นี่เป็นภาพในความทรงจำของข้าเมื่อ 17 ปีก่อน" เฟยหงตอบ ก่อนที่ภาพจะเปลี่ยนมาเป็นกลางป่าโดยมีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านฉันไปอย่างรวดเร็ว

     วูบ!!


     "แฮ่กๆ ท่านประมุข ฮูหยินหลิว หนีไปขอรับ!!" เสียงของชายที่สวมเครื่องแบบสีเขียวหันกลับไปยังทางที่ตนหนีมา

     "ไม่! อย่าคิดเอาชีวิตไปทิ้งเช่นนั้น เจ้าสู้พวกเขาไม่ได้หรอก" ร่างสูงของชายคนหนึ่งคว้าแขนของศิษย์คนนั้นไว้แล้วพยายามกระชากให้ตามพวกตนไป

     ชายคนนั้นสวมเครื่องแบบเต็มยศสีเขียวเหมือนทิวไผ่สด ใบหน้าหล่อคมคายฉายแววจริงจังในมือนั้นถือกระบี่สีเขียวเข้มไว้ ตัวดาบนั้นเคลือบไปด้วยโลหิต


     "คนๆนั้น..."

     "ท่านพ่อของข้า ประมุขแห่งตระกูลหลิว หลิวซื่อเฉียน...."

     "เธอเป็นคนตระกูลหลิวงั้นเหรอ?" เฟยหงพยักหน้าก่อนจะมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาโศกเศร้า

     "ข้ารู้! แต่ว่าอย่างน้อย...ขอให้พวกท่านประมุขหนีไปได้ก็พอ ตัวข้ามิต้องการสิ่งใดแล้ว ขอใช้ชีวิตนี้รับใช้ตระกูลหลิวตราบจนชีวีข้าจะสลาย" เด็กหนุ่มอายุราวสิบกว่าๆพูดขึ้น มือนั้นกำกระบี่ของตนไว้แน่น

     "ต้าไป๋! ได้โปรด อย่าเอาชีวิตมาทิ้งกับพวกข้าเลย เจ้าหนีไปเถอะ" หญิงสาวคนหนึ่งพูดเสริมชายหนุ่ม ร่างบางระหงอุ้มท้องโตเดินกลับมา พร้อมกับเด็กสาวคนหนึ่ง

     "ฮูหยินหลิว ข้าน้อยมิอาจจะทำเช่นนั้นได้....ข้าทรยศผู้ที่ให้ข้าวให้น้ำข้าทุกวันมิได้" เด็กหนุ่มที่ชื่อต้าไป๋ค้านเสียงแข็งแม้หญิงสาวผู้เป็นฮูหยินจะขอร้องก็ตาม

     ใบหน้างดงามของนางนั้นสะกดตาฉันไว้อยู่หลายนาที เธอคนนั้นงามหมดจดจนจะเรียกว่าเป็นเทพธิดาอวตารลงมาก็ได้ ราวกับสวรรค์ได้สรรค์สร้างเธอคนนั้นลงมาโดยเฉพาะ

     "เธอคนนั้น..."

     "นางชื่อ หลิวมู่ผิงเป็นแม่ของข้า" ฉันฟังคำตอบก่อนจะเบนไปมองเด็กสาวที่อายุประมาณ 14 -15 ปี  แต่ดวงตาก็ต้องแทบถลนเมื่อเห็นว่าใบหน้าของเด็กสาวคนนั้น 

     คือคนที่ยืนอยู่ข้างๆฉันในตอนนี้!!    

     "ฟ เฟยหง?" ใช่ เธอคนนั้นหน้าเหมือนเฟยหงมาก เหมือนจนคิดว่าอาจจะเป็นคนๆเดียวกัน

     "ใช่ นั่นคือข้า"

     "แต่ทำไมล่ะ?! ก็เธอตายตอนอายุเท่านี้นี่นา..แต่นี่มันอดีตตั้งสิบกว่าปีเลยนะ!" ฉันแย้งเสียงแข็งด้วยความไม่เข้าใจ แต่เธอนั้นเพียงแค่มองฉันก่อนที่ดวงหน้าผินหันมามองก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะหายไป


     ปรากฏภาพใหม่ในถ้ำ ใบหน้างามของฮูหยินหลิวจับบ่าเด็กสาวแล้วร้องไห้


     "อภัยให้แม่ด้วยนะ อาหยิน! อภัยให้แม่ด้วย...."

     "...ลูกทราบดีท่านแม่ ลูกสมัครใจเอง" ร่างบางตรงหน้ายิ้มให้หญิงสาวก่อนจะก้มลงลูบหน้าท้องนูนป่องของมารดา

     "พี่อยากเจอหน้าเจ้าจัง...น้องของพี่ ขอโทษด้วยที่คงทำเช่นนั้นมิได้แล้ว" เด็กสาวว่าก่อนจะหมุนตัวและขึ้นบนยอดถ้ำไปยังแท่นหินที่แกะสลักรูปของเทพธิดาองค์หนึ่ง


     ส่วนหญิงสาวอุ้มท้องของมือข้างหนึ่งถือกระบี่เดินออกไปด้านนอกจนลับตา


    

     ตุบ!



     ร่างบางจุดเทียนและประสานมือขึ้นตรงหน้า โค้งคำนับก้มกราบแล้วเงยสบมองรูปปั้น ดวงตาฉายแววเจ็บปวดรวดร้าวอย่างถึงที่สุด



     ตูมมมมมม!!



     เสียงดังอึกทึกจนร่างบางสะดุ้งแล้วหันไปยังทางออก เสียงกระบี่ฟาดฟันกันจนแสบแก้วหู วาจาหนึ่งโพล่งขึ้นชวนใจสลาย


     "ฮูหยินหลิวตายแล้ว! หาตัวคุณหนูให้เจอ!!"


     น้ำตาเด็กสาวไหลอาบแก้ม ราวกับโลกทั้งใบได้พังทลายลงตรงหน้า มือไม้อ่อนเรี่ยวแรง แม้แต่เสียงสะอื้นก็ยังไม่มี


     "อยู่นั่น! จับตัวนางไว้!!" เหล่าเซียนชี้มายังแท่นก่อนจะปรี่เข้ามาหา

     "ขอขมาต่อหน้าเทพธิดาและเหล่าบรรพชนตระกูลหลิว....โปรดอภัยให้กับการกระทำของข้าด้วยเถอะ


     ริมฝีปากบางเอ่ยพึมพำด้วยดวงตาที่ดูเลื่อนลอยมือเรียวกำแน่นจนเล็บจิกกรีดเนื้อหนังจนเลือดอาบฝ่ามือและหยดลงพื้นนองเป็นจุดๆ


     "ขอให้รับรู้เจตจำนงของข้า ....นับจากนี้ไป" ควันสีดำพวงพุ่งออกมาจากหยดเลือดที่ฝ่ามือ และจากพื้นหิน 


     เหล่าเซียนทั้งหลายต่างล้อมปิดทางหนีและแทงกระบี่เข้ามาพร้อมกับ ดวงตาสีดำขลับส่องแสงเจือสีมรกตสว่างวาบ และเสียงประกาศกร้าวดังกังวานไปทั่วบริเวณ









"หลิวฟางหยินคนนี้ ขอหันหลังให้กับวิถีแห่งเซียน!!"























     โครมมมม!!!











     "โอ๊ย....เจ็บๆๆ" ฉันสะดุ้งตื่นเพราะตกเตียง พบว่ายามนี้ใกล้จะเช้าแล้ว ร่างผุดลุกขึ้นลูบที่ก้นกบป้อยๆน้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวดก่อนจะมองไปรอบห้องที่มีแสงสลัวจากด้านนอก


     หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?


     "ฟูหยาง...เจ้าตื่นหรือยัง" เสียงเรียกของจิ่งอี๋ดังหน้าห้อง จึงรีบผุดลุกขึ้นแต่งตัวแล้วออกมาเปิดประตูให้กับพวกเขา

     ฟืดดด ตึก!


     "พี่ซือจุย พี่จิ่งอี๋ ยังไม่ถึงเวลาเรียนไม่ใช่หรือ?" ทั้งสองส่ายหน้าก่อนจะยื่นจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ ฉันเอียงคอสงสัยแล้วถามกลับไป

     "อะไร?"

     "มีจดหมายร้องเรียน...ให้เราไปปราบปีศาจ ท่านอาจารย์บอกให้พวกข้าพาเจ้าไปด้วย" ฉันเลิ่กคิ้วมองทั้งสองก่อนจะแย้ง

     "ต แต่ว่าข้ายังไม่---"

     "เป็นประสบการณ์ จากการทดสอบเมื่อวันก่อน...พวกผู้อาวุโสได้เข้าประชุมเพื่อให้เจ้าเป็นคนของตระกูลหลาน" เรื่องราวสุดอึ้งในรอบวันทำฉันตาสว่างแทบทันที

     "หา?"

     "ตอนนี้ผู้อาวุโสกำลังปรึกษากันอยู่ เจ้าคงไม่รู้ว่าวันที่มีการทดสอบ มีจดหมายจากประมุขเทียนส่งมาที่สำนัก"

     "จดหมาย? ทำไมข้าไม่รู้เรื่องเลยล่ะ"

     "มันเป็นจดหมายที่ส่งถึงท่านอาจารย์หลาน เนื้อความเขียนว่าสองพี่น้องตระกูลเทียนกำลังปองร้ายเจ้า จึงหวังฝากให้ตระกูลหลานเลี้ยงดูแทน" มือฉันกำแน่นจนชายเสื้อยับย่น ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าฉันไม่อยากเป็นทายาทสกุลหลาน

    ไม่ใช่เพราะไม่ชอบกฏทั้งสามพันกว่าข้อ แต่ว่าเพราะเราไม่เหมาะกับสกุลใหญ่แบบนี้จริงๆ ถึงแม้จะอยากขอบคุณประมุขเทียนที่เป็นห่วง แต่ฉันก็ยังกังวลอยู่ดี

     "..."

     "ฟูหยาง ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่...หลังจากจบภารกิจนี้แล้วจะแวะไปที่ตระกูลเทียนไหม?" จิ่งอี๋เหมือนอ่านสีหน้าของฉันออกจึงพูดเพื่อปลอบใจ 

     "ข้าไปได้เหรอ?" ซือจุยถอนหายใจแล้วพยักหน้ายิ้มๆ รอยยิ้มของทั้งสองทำให้ฉันเบาใจลงบ้างก่อนจะพยักหน้ารับแล้วหมุนตัวกลับไปหยิบเสี่ยวเฟยออกมาขนาบข้าวเอวแล้วออกเดินทาง










     ระหว่างขี่กระบี่ไปยังที่หมายซือจุยก็อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจครั้งนี้ให้ฟัง ได้ความคร่าวๆว่า หมู่บ้านของตระกูลฮั้นนั้นกำลังจะมีเทศกาลเพื่อขอบคุณผลผลิตประจำปี เป็นเทศกาลที่ขึ้นชื่อและมีคนหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวมากมาย แต่ว่าในการซ้อมการแสดงกลับเกิดเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น

     "กลองต้องสาป?" ฉันเลิ่กคิ้วเมื่อจิ่งอี๋พูดขึ้น พวกเขามีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยเพราะตามเงื่อนไขของปรมจารย์อี๋หลิง หรือก็คือเว่ยอิงตั้งไว้นั้น คือ 7 วัน ต่อหนึ่งศพจะยังไม่ถือเป็นวิญญาณร้าย
     
     "เมื่อสัปดาห์ก่อนระหว่างที่ซ้อมการแสดง จู่ๆก็จะเกิดไฟไหม้ที่โรงฝึกนั้น...เป็นเช่นนี้มาตลอดจนใกล้จะถึงงานเทศกาลพอทุกอย่างหยุดลง ทุกคนต่างก็ได้บาดแผลไม่แขนหักก็ขาหัก หรือสาหัสที่สุดคือคุณชายใหญ่ไฟคลอกแขน"

     "แต่ไม่มีใครตาย...ข้าว่าแปลกๆนะ" ฉันว่าเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเพราะเคยอ่านพวกนิยาย หรือมหนังผีคล้ายๆแนวนี้อยู่ด้วย

     "ใช่ เราถึงต้องไปตรวจสอบด้วยตัวเอง พวกเราก็ต้องระวังตัวด้วย...พวกศพเดินได้นั้นอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านตระกูลฮั้นนัก"

     ทั้งฉันและจิ่งอี๋พยักหน้ารับคำของซือจุย ถ้าในเรื่องฝีมือและปัญญาซือจุยนั้นถือว่าเป็นคนที่ฉลาด และรอบคอบมากที่สุด

     "ลงกันเถอะ เรามาถึงแล้ว"

     "อืม" พวกเราทั้งสามค่อยๆลงที่หน้าบ้านของตระกูลฮั้น ทันทีที่พวกเรามาถึงคนของตระกูลฮั้นก็รีบวิ่งไปบอกผู้เป็นนายทันที ไม่นานก็มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาด้วยสีหน้าตระหนกแล้วรีบโค้งคำนับพวกเรา พวกเราก็โค้งคำนับกลับ

     "ช เชิญท่านทั้งสามข้างในเลยครับ" พวกเขาผายมือให้เราเข้ามาด้านใน ทันทีที่ก้าวเข้ามากลิ่นถ่านไหม้อ่อนๆลอยโชยมาตามลม จนรู้สึกขัดๆเวลาหายใจ โชคยังดีที่กลิ่นไม่แรงนักจึงไม่ได้ใส่ใจ


     พวกเขาเลี้ยงน้ำชาต้อนรับตามมารยาทแล้วพูดคุยกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่คนที่ตอบจะเป็นซือจุยและจิ่งอี๋เสียมากกว่าเพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการปราบผีมากกว่าฉัน ฉันก็ได้แต่นั่งดื่มชาและกินขนมอ่อนไปพลางมองรอบๆ

     "เรามีธรรมเนียมหลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้ว จะจัดเทศกาลเพื่อฉลอง...แต่ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนระหว่างที่ลูกชายคนโตของข้ากำลังฝึกซ้อมการแสดง ตอนแรกก็แสดงได้อย่างราบรื่นแต่พอถึงช่วงสำคัญ จู่ๆไฟก็เกิดลุกไหม้ขึ้นมา ไม่ว่าจะทำอย่างไรไฟก็ไม่ยอมดับ..." ฮูหยินฮั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นต่อเหตุการณ์

     "แล้วตอนนี้..."

     "มือและแขนทั้งสองไหม้อย่างรุนแรง คงตีกลองปีนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้เลยจะให้คนรองไปตีแทนค่ะ" ฉันนั่งฟังแม้สายตาจะมองออกไปยังด้านนอกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่มันแปลกๆ

     "เราจะพาท่านไปดูกลองนั่น ได้โปรดช่วยตรวจสอบด้วยเถอะค่ะ...นำทางพวกเขาไปที่โรงฝึก" พวกเราลุกขึ้นก่อนจะเดินไปยังโรงฝึก 


     ตึงๆๆ!!

     เสียงกลองดังออกมาจากโรงฝึกก่อนที่เราจะเปิดเข้าไป ทุกอย่างนั้นหยุดชะงักก่อนที่คนด้านในจะหันมามองพวกเราดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและดีใจ

     "ท่านเซียนนี่!"

     "เอาล่ะ เด็กๆพวกเจ้าออกไปก่อน พวกท่านเซียนจะต้องตรวจสอบ" ทุกคนทำตามอย่างว่าง่ายก่อนจะทยอยเดินออกไปจากห้องพัก กลองใบหนึ่งตั้งตระง่านบนแท่นสูง ลวดลายและรูปร่างของมันนั้นน่าดึงดูดจริงๆ

     "กลองนี้หรือขอรับ?"

     "ใช่เจ้าค่ะ" 

     ภายนอกเหมือนกลองหนังธรรมดาทั่วไป ตัวไม้นั้นสลักด้วยลวดลายของพืชทางการเกษตรและสัตว์ต่างๆดูสวยงามและแฝงไปด้วยเรื่องราว ซือจุยและจิ่งอี๋เดินเข้าไปสัมผัสใกล้ๆ ในระหว่างนั้นฉันเลยเปิดบทสนทนากับฮูหยิน

     "ฮูหยินฮั้น ข้าขอถามสักหน่อยจะได้หรือไม่?" เจ้าหล่อนพยักหน้าตั้งใจฟัง

     "ท่านมีบุตรและบุตรีรวมกันกี่คนเจ้าคะ?"

     "ข้ามีทั้งหมด 5 คนเจ้าค่ะ เป็นชาย 2 หญิง 3 ตามทำเนียมของเราแล้วหากว่าทายาทคนโตไม่สามารถตีกลองได้ ก็ต้องให้คนรองเป็นคนตีแทน ก็คืออาหมิงซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าค่ะ"

     "...แล้วตอนนี้พวกท่านซ้อมอย่างไรเจ้าคะ?"

     "ใช้กลองสำรองแทนเจ้าค่ะ" ฉันพยักหน้าเข้าใจก่อนที่นางจะขอตัวไปดูแลบุตรชายของตน ก่อนที่พวกเราจะตั้งค่ายกลดักวิญญาณและรอเวลาค่ำ

     "ฟูหยาง เจ้าสงสัยอะไรอย่างนั้นเหรอ?" ระหว่างตรวจตราซือจุยก็เอ่ยถามขึ้น ฉันที่นั่งมองพวกเขาซ้อมการแสดงจึงละสายตาแล้วตอบคำถาม

     "ข้าแค่อยากรู้เฉยๆ มิได้มีอะไรหรอกพี่ซือจุย...ว่าแต่พวกพี่รู้สึกหรือเปล่า? ตั้งแต่เข้ามาในบ้านหลังนี้"

     "เจ้าจะบอกว่ากลิ่นไหม้ใช่ไหม?" ฉันพยักหน้าแล้วหันไปมองเหล่าคนที่กำลังแสดง จมูกมันยังจำกลิ่นนั้นได้ดี...กลิ่นไหม้ของไม้มันคุ้นเคยมาก

     "มันมิได้เหม็นรุนแรง กลิ่นมันเคล้าๆกับถ่านที่กำลังวอดเสียมากกว่า...มันอบอวลไปทั่วบ้านหลังนี้ แต่คนบ้านนี้กลับไม่มีใครพูดถึงมันเลย ข้าว่ามันแปลกๆนะ"

     "...รอดูคืนนี้เถอะ"













     ณ อวิ๋นเซินปู้จือฉู่

 
     หลานฉีเหรินถอนหายใจพลางนั่งมองผ้าคาดหน้าผากที่อยู่ในกล่องไม้อย่างดีด้วยความหนักใจ มือหนาลูบเคราของตนแล้วพิจารณาเหตุผลไปมาหลายครั้ง

     "ท่านอา...ตกลงแล้วได้ความเป็นอย่างไรบ้าง?" หลานฮวั่น หรือ หลานซีเฉินประมุขคนปัจจุบันของตระกูลหลานเอ่ยถามผู้อาวุโสที่ยังคงนั่งนิ่ง โดยมีหลายวั่งจีนั่งอยู่อีกฝั่งของตน

     "คุณสมบัติของนางมีเพียงพอที่จะได้รับ แต่ทว่า...ข้ากลับไม่เข้าใจ" ดวงตาคมหลุบมองผ้าคาดหน้าผากอีกคราก่อนจะปิดฝาลง

     "..."

     "เพราะเหตุใดผ้าคาดหน้าผากนี้จึงได้ปฏิเสธนาง"












เห่อๆ  ไม่มีไรมาก

เม้น-กัน-หน่อย!!


ความสุขของเตี้ย = การเห็นรีดเดอร์อินกับฟิค และเม้นมาให้อ่าน








ขอแค่นี้จริงๆ กราบล่ะค่ะ



รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 226 ครั้ง

740 ความคิดเห็น

  1. #392 juiilann (@juiilann) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 13:10
    คิดตามแล้วแต่คิดไม่ออก แฮร่
    #392
    0
  2. #333 LWLookwai (@LWLookwai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 13:42
    เอ~ เพราะว่าเข่าสายมารหรอ? เเต่น้องเป็นคนละคนกันนะคนละดวงจิตกัน เค้านับด้วยหรอ? งือออมีปมอีกแล้ว
    #333
    0
  3. #108 KazukiRei (@benjarath) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 18:41
    เพราะเข้าสู่สายมาร?
    แต่ตอนนี้วิญญาณที่อยู่ในร่างไม่ใช่คนเดิมแล้วหนิ นับด้วยเหรอ ไม่ได้ดูที่จิตวิญญาณ?
    #108
    1
    • #108-1 Phatusanime (@phatcharaluk) (จากตอนที่ 6)
      17 สิงหาคม 2562 / 18:42
      ก็เป็นปริศนาต่อปัยยย
      #108-1
  4. #85 Maidii (@New48lew41) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 00:10

    อัพทุกวันเสาร์ รอ 7 วัน ทำไมรู้สึกนานเหมือน 7 เดือน555
    #85
    0
  5. #83 polytome (@polytome) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 12:35
    อาจเพราะหันหลังสู้วิถีมารผ้าคาดหน้าผากเลยปฏิเสธ
    #83
    0
  6. #82 CHECK224 (@Pear224) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 12:16
    อ่าวๆๆๆทำไมผ้าคาดหน้าผากปฏิเสธล่ะเฮ้ย
    #82
    0
  7. #81 Reconcile -. (@SunFox) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 12:00
    เพิ่มวันอัพได้ม้ายยยยยยย
    #81
    0
  8. #80 Natacha_i-sen (@sroyson47) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 07:51
    เดามั่ว ที่ผ้าคาดปฏิเสธน้องเพราะน้องหันหลังให้วิธีเซียนแล้วรึเปล่า หรือเพราะใจจริงๆของน้องม่ต้องการเข้าร่วมตระกูลใหญ่ยุแล้ว?
    ปล.จะลงแดงตาย เมื่อไหร่จะถึงวันเสาาา
    #80
    3
    • #80-1 Phatusanime (@phatcharaluk) (จากตอนที่ 6)
      10 สิงหาคม 2562 / 08:29
      ก็วันนี้ไงตัวเอ๊งงง
      #80-1
  9. #79 EngEnglish (@EngEnglish) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 06:37
    ผ้าคาดหัวปฎิเสธเพราะนางเข้าสู่ทางสายมารใช่มะ??
    #79
    0
  10. #78 nilo. (@Nimu_32196) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 01:57

    รออออค่ะ
    #78
    0
  11. #77 DukDik C. (@CCHOMC) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 00:19

    สู้ๆนาาาาาา
    #77
    0