คัดลอกลิงก์เเล้ว

TRYING To [SherlockxJohn] #Johnlock

โดย @sinnerstyx

นี่คือบันทึกของผมอีกฉบับหนึ่ง เรื่องราวแปลกประหลาดในหลายๆ คดีที่ผมและเชอร์ล็อค โฮล์มส์สหายของผมได้ทำร่วมกันยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ผมเขียนถึงอยู่นี้ มันช่างเป็นเรื่องราวประจำวันที่ทำให้ผมหยุดคิดถึง

ยอดวิวรวม

167

ยอดวิวเดือนนี้

11

ยอดวิวรวม


167

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


9
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 ก.พ. 63 / 20:55 น.
นิยาย TRYING To [SherlockxJohn] #Johnlock TRYING To [SherlockxJohn] #Johnlock | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

นี่คือบันทึกของผมอีกฉบับหนึ่ง 

เรื่องราวที่แปลกประหลาดในหลายๆ คดีที่ผมและเชอร์ล็อค โฮล์มส์สหายของผมได้ทำร่วมกัน

ยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ผมเขียนถึงอยู่นี้ 

มันช่างเป็นเรื่องราวประจำวันที่ทำให้ผมหยุดคิดถึงมันไม่ได้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 ก.พ. 63 / 20:55


 

TRYING TO … Sherlock x John

#Freebatch #Johnlock

 


 

นี่คือบันทึกของผมอีกฉบับหนึ่ง เรื่องราวที่แปลกประหลาดในหลายๆ คดีที่ผมและเชอร์ล็อค โฮล์มส์สหายของผมได้ทำร่วมกันยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ผมเขียนถึงอยู่นี้ มันช่างเป็นเรื่องราวประจำวันที่ทำให้ผมหยุดคิดถึงมันไม่ได้ มันไม่ใช่คดีสืบสวนอะไร แต่มันก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งตอนนี้ผมกำลังเขียนบันทึกลงในสมุดโน้ตเล่มหนึ่งหวังว่าจะเก็บไว้อ่านเองในอนาคต เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในวันเดียวเมื่อนานมาแล้ว และผมไม่อาจนำมันลงเผยแพร่ในบล็อกของผมได้จริงๆ


 

เช้ามืดวันนั้นเป็นวันที่อากาศดีที่สุดวันหนึ่งในกรุงลอนดอนแห่งนี้ ผมตื่นนอนขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินกลับไปกลับมาจากห้องนั่งเล่นบ้านเลขที่221B ซึ่งผมคาดเดาได้ว่าดังมาจากเพื่อนของผมเองที่บางวันเขาก็ตื่นเช้าเสียจนดูผิดปกติหรือไม่ก็ไม่ได้นอนมาตลอดคืน ผมลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวและเดินออกมายังห้องที่เราสองคนใช้นั่งเล่นและรับคดีแปลกประหลาดต่างๆ จากลูกค้า


 

สายตาผมกวาดมองรอบห้องแต่ไม่พบสิ่งใดแปลกไปนอกจากร่างสูงของชายคนหนึ่งที่นอนยืดยาวอยู่บนโซฟา ใบหน้าตอบเล็กน้อยของเขานิ่งสงบแต่แฝงด้วยวี่แววของภยันตรายที่ผมรับรู้ได้ ศีรษะที่มีผมหยิกยักศกสีดำของเขาเอียงเล็กน้อยขณะวางพิงจนที่เท้าแขน แขนยาวของเขาข้างหนึ่งวางอยู่บนหน้าท้องส่วนอีกข้างห้อยตกลงบนพื้น ในมือกำปืนกระบอกหนึ่งไว้หลวมๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตขาวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำ และกางเกงขายาวสีดำ


 

เชอร์ล็อคโฮล์มส์เอนศีรษะมาทางผมพร้อมค่อยๆ ปรือตาขึ้น เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใครเขาก็กลับไปสู่สภาพเดิม ผมยอมรับว่ารู้สึกหวาดหวั่นใจมากทีเดียวกับท่าทีของเพื่อนคนนี้ เมื่อความเบื่อหน่ายครอบคลุมเขาอย่างเต็มที่ก็ไม่มีอะไรในบ้านหลังนี้จะอันตรายไปกว่านี้อีกแล้ว ผมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะที่รกไปด้วยข้าวของ เปิดโน๊ตบุ๊คขึ้นระหว่างรอเวลาอาหารเช้า ผมคงจะพิมพ์อะไรได้สักเล็กน้อยสำหรับลงบล็อกเกี่ยวกับเรื่องราวของเรา


 

ทันใดนั้นเชอร์ล็อคก็ขยับตัวเล็กน้อย ขาสองข้างขยับไขว้กันตามด้วยเสียงถอนหายยืดยาวแสดงถึงความหงุดหงิดที่เขาไม่ได้ใช้งานสมองอันปราดเปรื่องเป็นระยะเวลานานๆ ความขยันทำงานจนผิดธรรมดาของเพื่อนผมคนนี้สร้างความประหลาดใจแก่ผมได้ตลอดเวลา มือที่ถือปืนของเขาเริ่มขยับเล็กน้อย และผมก็ทนความประหวั่นในใจตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป


 

“ให้ตาย เก็บปืนทีเถอะ เชอร์ล็อค” ผมพูดเสียงแข็ง แต่เขากลับไม่ว่าใดๆ ออกมาแล้วโยนปืนมาทางผมทันทีที่พูดจบประโยค ผมรับไว้แล้วถอดกระสุนออกก่อนจะเก็บมันเข้าลิ้นชักไป


 

เพื่อนร่วมห้องผมยังคงนอนด้วยท่าทางเกียจคร้านถึงที่สุดต่อไป ดวงตาหรี่ปรือที่ดูเคลิ้มฝันยิ่งทวีความอันตรายมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลายังคงผ่านไปแบบนี้ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองกังวลอย่างถึงที่สุดว่าจะมีบางอย่างปะทุขึ้นในเร็วๆ นี้ตามลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของสหายผม


 

เวลาผ่านไปจนแสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ สาดเข้ามาในห้องมากขึ้น ผมที่นั่งอยู่บนโต๊ะพร้อมกับแก้วชาใบเล็กๆ ข้างตัว การนั่งจิบชายามเช้าแบบนี้ช่วยให้สงบจิตสงบใจได้เยอะทีเดียว ขณะที่ผมกำลังพิมพ์บล็อกเกี่ยวกับคดีล่าสุดของเราเมื่อราวๆ สองสัปดาห์ก่อน สายตาก็เหลือบไปมองอีกคนในห้องเป็นระยะ


 

เชอร์ล็อค โฮล์มส์ที่ตอนนี้นอนอ่านนิตยสารอยู่บนโซฟา เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามจะหาอะไรมาคลายความเบื่อนี้ลงแต่นิตยสารก็ดูไม่เหมาะกับเขาเอาซะเลย ไม่นานเขาก็ขยับปากพึมพำบางอย่างออกมา คล้ายจะพึมพำกับตัวเองมากกว่าเจตนาจะให้ผมได้ยิน


 

สุดท้ายความหวั่นวิตกของผมก็บีบให้ต้องชวนเขาคุย “ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยเหรอ”


 

“ใช่...” เชอร์ล็อคตอบเสียงเนือยๆ ท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรงนั่นช่างขัดกับตัวเขาเวลาตามกลิ่นอาชญากรจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเขาคือเชอร์ล็อค โฮล์มส์ผู้นั้นจริงๆ เ“ผมน่าจะไปเป็นอาชญากรนะ”


 

“โอ้ นั่นไม่ดีเลยล่ะ”


 

“ทำไมล่ะ” เขาวางนิตยสารในมือลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำใสใจจริง “ดูสิ อะไรจะน่าเบื่อไปกว่ากรุงลอนดอนที่เงียบสงบ ไร้ชีวิตชีวา ไม่รู้ว่าชั้นเรียนอาชญากรรมมัวทำอะไรอยู่ ดีนะที่ผมไม่ได้เรียน เป็นผมคงเบื่อตาย”


 

เขาพูดบ่นยืดยาวออกมาพร้อมเหวี่ยงเล่มนิตยสารในมือไปมา


 

“ดูสิ” เขาพูด “ในนี้มีแต่ข่าวดาราคบกัน ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าการมีแฟนมันดีตรงไหน”


 

“อย่างคุณไม่เข้าใจหรอก” ผมบอกเขาจากใจจริง


 

“คุณ!”


 

“หะ..” ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขาชี้นิ้วมาทางผม และทำสีหน้าจริงจังขึ้นมา


 

“คุณคบคนอื่นมาตั้งเยอะแยะ บอกข้อดีมันได้รึเปล่าล่ะ”


 

ผมยักไหล่เล็กน้อยกับคำพูดนั่น “บอกไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก” ผมตอบเขา “กระชุ่มกระชวยมั้ง คุณคงเรียกงั้น”


 

เชอร์ล็อคหันหน้ากลับไปเฝ้ามองเพดานอย่างใจลอยอย่างเดิม “ไม่เห็นน่าสนใจ ความกระชุ่มกระชวยที่แท้จริงคือการออกตามกลิ่นอาชญากรผู้ชาญฉลาดต่างหาก คุณรู้ไหมเวลาได้สัมผัสกับปริศนาที่ยากจะแก้และแปลกประหลาดนั่นแหละที่มีผลต่อจิตใจผมนัก เซ็กซี่กว่ากันตั้งเยอะ”


 

“อื้ม” ผมร้องพลางยกชาขึ้นมาจิบ “ก็สมเป็นคุณดี”


 

เชอร์ล็อค โฮล์มส์โยนนิตยสารข้ามห้องไปอย่างไม่ใยดีแล้วคว้าหนังสือพิมพ์ที่เขากองไว้บนพื้นมาพลิกดูพร้อมพร่ำบ่นพึมพำออกมาเป็นระยะเมื่อไม่เจอข่าวที่น่าสนใจ เขาเปลี่ยนหนังสือพิมพ์ฉบับแล้วฉบับเล่าโดยดูแค่คอลัมน์บางคอลัมน์เท่านั้น จนเลยเวลาอาหารเช้าเขาก็ล้มเลิกแล้วเปลี่ยนไปทำการทดลองเคมีที่ตัวเองชื่นชอบ ผมออกไปซื้อของข้างนอกหลังจากนั้น เพราะของในตู้เย็นใกล้หมดแล้ว กอปรกับการทดลองที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงของสหายผมด้วย


 

เมื่อผมกลับเข้ามาอีกทีก็พบเขาไปนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้นวมแล้ว ขาของเขายืดยาวออกมาข้างหน้า สีหน้าถมึงทึงบอกบุญไม่รับ


 

“คุณยังไม่หายเบื่ออีกเหรอ”


 

เชอร์ล็อคส่ายศีรษะเบาๆ แล้วถอนหายใจออกมาก่อนกวาดตามองผมแวบหนึ่ง “คุณไปเจอใครมา”


 

“..หา”


 

เขาปิดหนังสือแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าที่สดใสขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ใช้มันสมองที่มีอยู่ “อะไรจะทำให้ชายโสดที่เพิ่งออกจากบ้านด้วยอารมณ์และสีหน้าหม่นๆ กลับเข้ามาด้วยใบหน้าที่สดใสขึ้น แล้วดูแจ็คเก็ตสิ ก่อนออกไปมันไม่ได้ถูกจัดอย่างดีขนาดนั้นด้วยความรีบร้อน คุณพยายามตบๆ รอยยับและจัดมันให้เข้าที่เข้าทางรวมถึงจัดคอปกเชิ้ตให้ดีเพื่อเข้าหาใครสักคน ซึ่งบอกได้ทันทีว่าต้องเป็นผู้หญิง มีกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยออกมาด้วย”


 

“แล้วอะไรอีก”


 

เขาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะพูดต่ออย่างรวดเร็ว “รองเท้าคุณมันเปื้อนฝุ่นเล็กน้อยแสดงว่าคุณไม่ได้นั่งรถแท็กซี่กลับอย่างที่ควรจะเป็น คุณเดินกลับกับใครสักคน และมือข้างหนึ่งของคุณล้วงกระเป๋าอยู่ตลอด มีอาการกระสับกระส่ายนิดหน่อยคล้ายกำลังเก็บอะไรบางอย่างไว้ข้างใน ผมเห็นมันแวบหนึ่งเดาว่ามันคือใบเสร็จที่คุณขอให้เธอคนนั้นจดเบอร์ไว้ให้”


 

ผมชักกระดาษใบเล็กๆ ออกมาชูให้เขาดู “ใช่ เธอน่ารักดีน่ะ” ผมบอกเขาถึงจะรู้สึกทึ่งกับความสามารถนั่นมากขนาดไหนแต่ผมก็อดหงุดหงิดบ้างไม่ได้ “ผมเจอเธอตอนกำลังจะโบกแท็กซี่กลับ ผมเลยตัดสินใจเดินไปหาเธอ เราเดินคุยกันมาตลอดทางกลับจนแยกกันตรงหัวมุมถนนนั่น ใช่..ผมจับมือเธอนิดหน่อย”


 

เชอร์ล็อคเชิดใบหน้าขึ้นแล้วปล่อยให้ร่างกายเลื่อนไหลลงมาเล็กน้อย วางศีรษะลงบนพนักเก้าอี้นวมเตี้ยๆ แล้วเริ่มบ่นเสียงเบาๆ “อีกแล้ว นั่นไง ทำไมคนเราถึงยึดติดกับอะไรพวกนี้นักนะ”


 

“ว่าไงนะ”


 

“มัน-ไร้-สา-ระ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกตั้งเยอะ อารมณ์พวกนี้มีผลต่อการใช้เหตุผลของมนุษย์เรา”


 

“คุณเข้าไม่ถึงมันหรอก”


 

“ใช่...” เขาพูดพลางค่อยๆ หลับตาลง มือยกขึ้นปลายนิ้วแตะกันอยู่ใต้คาง เขาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายนาทีจนผมคิดว่าเขาหลับไปแล้วถ้าไม่เห็นเขาขยับปากอุบอิบพึมพำตามเดิม ผมเก็บของแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเองตรงข้ามกับเขา เปิดหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้อ่าน แล้วจู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาในหัว


 

“จริงสิ ทำไมคุณไม่ลองคบกับใครสักคนดูล่ะ”


 

เชอร์ล็อคลืมตาแล้วมองมาที่ผม “คุณว่าไงนะ”


 

“คุณกำลังเบื่อนี่ ก็ลองไปเข้าหาใครสักคนลองเป็นแฟนกันวันหนึ่ง เอาแบบที่คุณทำก็ได้ แบบว่า...เข้าหาคนเพื่อข้อมูลในการสืบสวนน่ะ”


 

เขาขยับกายขึ้นนั่งดีๆ บนเก้าอี้นวม ผมจึงพูดต่ออีกนิด “คุณจะได้รู้ว่าเวลามีแฟนมันรู้สึกยังไง”


 

“คุณไง” เขาโพล่งขึ้นมากะทันหัน พร้อมปรบมือเสียงดัง


 

“หา!” ผมอุทานสุดเสียง “เห็นแก่พระเจ้าเถอะ! ทำไมต้องผม”


 

“คุณว่าง แล้วผมก็เบื่อ ออกจะชัดเจน” เขาตอบ น้ำเสียงบอกว่าชัดเจนดีแล้ว “อีกอย่างใครจะมาอยู่กับผมได้”


 

“แต่ผมเป็นผู้ชาย”


 

“โอ้ นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก ใช่ไหมล่ะ” เขาพูดรัวเร็วจนผมพูดแทรกไม่ทัน


 

“แล้วคนอื่นจะมองยังไง!”


 

“ใครจะไปสนกันล่ะ ข้างนอกนั่นมีคนตั้งหลายรูปแบบ เหมือนกับเหตุอาชญากรรมที่หลายหลากไปด้วยวิธีการและเหตุจูงใจนั่นแหละ”


 

เขาพูดพร้อมลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมแล้วคว้าสูทมาสวม ตามด้วยผ้าพันคอและโค้ทตัวใหญ่ของเขา


 

“คุณจะไปไหน” ผมถามเขาด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด


 

“คุณก็แต่งตัวสิ” เชอร์ล็อคเร่งเร้าผมด้วยเสียงที่สูงขึ้นเล็กน้อย พร้อมทำมือให้ผมลุกขึ้น


 

“คุณ...จะไปไหน” ผมถามย้ำเขาอีกที ยอมรับว่าตัวเองเริ่มรู้สึกหวาดๆ ขึ้นมาแล้วเมื่อเอ่ยข้อเสนอแนะบ้าบอนั่นให้เขาไป


 

เชอร์ล็อค โฮล์มส์ฉีกยิ้มหวานให้ผมอย่างที่เขามักจะทำเวลาได้รับคดีแปลกๆ มาไว้ในมือ นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก


 


 

“เดท”


 


 


 


 

พวกเราออกจากถนนเบเกอร์มาด้วยกันสองคน เดินตามทางเท้าไปเรื่อยๆ เหมือนคราวเดินเล่นปกติของเรา แต่เห็นได้ชัดว่าเชอร์ล็อคพยายามใส่ใจผมมากขึ้นตามที่ผมให้คำแนะนำไปว่าคู่รักส่วนใหญ่มักจะทำแบบนั้น เขาเดินจับมือกับผม มันให้ความรู้สึกเขินอายนิดๆ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้


 

จากจุดนี้ทำให้ผมรู้ว่าถ้าเชอร์ล็อค โฮล์มส์จะทำตัวดีๆ น่าคบหาและอ่อนโยนก็ทำได้เหมือนกัน แถมยังออกมาดีเกินคาดอีกด้วย ถึงมันจะดูไม่ใช่ธรรมชาติของเขาก็ตามที ถ้าผมเป็นผู้หญิงก็คงจะชอบเขาในตอนนี้ไปแล้ว แต่ยังไงซะแทบทั้งหมดก็แค่การเสแสร้ง และเจ้าตัวเองก็ดูไม่เข้าถึงอารมณ์ใดๆ เอาซะเลย


 

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายแล้ว ตัวผมเองก็รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยจึงชวนเขาแวะร้านอาหารกัน เราทั้งคู่เลยมานั่งทานอาหารกลางวันกันในร้านเล็กๆ ไม่ได้พูดคุยอะไรกันระหว่างรอ จนอาหารเสิร์ฟผมก็เห็นว่ามันมีแค่จานเดียว ผมได้แต่รับจานมาแล้วมองหน้าสหายอย่างงงๆ แล้วนึกได้ว่าตอนสั่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้เปิดปากอะไรนี่นา


 

“คุณไม่กิน?” ผมถามเขา


 

“ผมไม่หิว”


 

“งั้นเหรอ” ผมจบบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้นแล้วนั่งกินไปคนเดียว เหลือบมองใบหน้าขาวแฝงความเฉลียวฉลาดนั่นเป็นระยะ หลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจตักของในจานขึ้นมาคำหนึ่งเล็กๆ ก่อนจะยื่นไปทางเขาด้วยท่าทีชั่งใจเล็กน้อย


 

ตามคาด เชอร์ล็อคหันมามองผมด้วยแววตาสงสัย เขามองช้อนและหน้าผมสลับกันอย่างน่าขัน


 

“อะไร”


 

“คนปกติ...ทั่วไป...” ผมพูด “บางทีเขาก็ทำกัน”


 

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างที่ผมเดาว่าเขาคงตั้งคำถามได้ร้อยแปดข้อในหัวถึงสาเหตุของการกระทำนี้ ผมรู้ว่าเขาเคยเห็นมาบ้างอยู่แล้วแต่คงไม่เข้าใจถึงการกระทำเหล่านั้นหรอก เชอร์ล็อคทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาให้ผมป้อนแต่โดยดี


 

“เป็นไง”


 

“งั้นๆ ”


 

“อย่าไปพูดให้เจ้าของร้านได้ยินนะ” ผมพูดพลางชี้ช้อนไปทางเขา แล้วกินส่วนของตัวเองไปเงียบๆ


 

เราออกจากร้านตอนประมาณบ่ายสามโมง ด้วยอากาศที่ดีเป็นพิเศษของวันเราเลยเดินเล่นเรื่อยเฉื่อยกันอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง จนเชอร์ล็อคออกปากชวนผมไปดูการแสดงดนตรีที่โรงละคร กว่าจะออกมาก็เป็นเวลาสองชั่วโมงไปแล้ว ระหว่างทางเดินกลับเชอร์ล็อคจ้อไม่หยุดเลยทีเดียว เขาเล่าเรื่องไวโอลินให้ผมฟังตลอดทาง น่าแปลกใจมากว่าเขาคือคนเดียวกันกับชายผู้เบื่อโลกที่ผมเห็นเมื่อเช้านี้ พอบทจะพูดขึ้นมาเชอร์ล็อค โฮล์มส์ก็สามารถพูดคุยยืดยาวได้ไม่หยุดเหมือนกัน มองอีกแง่ก็ถือเป็นมุมที่ดูน่ารักดี


 

น่ารักเหรอ ผมนึกขำเล็กน้อยกับความคิดตัวเอง ภาพตอนเราทำคดีเดียวกันผุดขึ้นในหัวผมมากมาย ยิ่งนึกก็ยิ่งรู้สึกว่าคำว่าน่ารักช่างห่างไกลจากสหายคนนี้เหลือเกิน หรือนิสัยที่ช่างทรมานผู้ร่วมพักอาศัยของเขาก็ล้วนไม่ใกล้เคียงกับคำนั้นเท่าไร


 

ตอนนั้นผมคงจะคิดจนเผลอเหม่อลอยไป เพราะจู่ๆ เชอร์ล็อคก็บีบมือผมแน่นแล้วเรียกชื่อผมจนตัวผมเองสะดุ้งตกใจอย่างแรง ผมหันรีหันขวางนึกว่ามีอะไรผิดปกติไป สติผมตอนนั้นหลุดกระเจิงไปชั่วขณะ ผมเห็นเชอร์ล็อคหยุดเดินกะทันหัน แล้วขาผมก็ไปสะดุดกับขาของเขาจนร่างกายซวนเซไป


 

ผมคงจะล้มหน้าทิ่มไปแล้วหากไม่ใช่เพราะว่าแขนยาวๆ ของเขาคว้าตัวผมไว้แล้วพยุงขึ้น ผมรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อยกับการถูกแตะเนื้อต้องตัวอย่างแนบชิดและหุนหันพลันแล่นแบบนั้น ทั้งกลิ่นของเชอร์ล็อคที่โชยออกมาและความรู้สึกแปลกๆ ตอนที่เขาโอบตัวผมไว้ราวกับกำลังกอด ผมเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นสายตาคมกริบของเขาจ้องมองลงมา มันอยู่ใกล้ใบหน้าผมมาก


 

มือของผมทำหน้าที่ของมันเองอัตโนมัติ โดยการผลักเขาออกเบาๆ แล้วผละตัวออกมา เชอร์ล็อคยืนดูผมด้วยท่าทีงุนงง


 

“โทษที...ขอโทษ..ผม..เอ่อ...โทษที” ผมบอกเขา


 

“คุณหน้าซีดๆ นะ จอห์น”


 

“แค่..แค่ตกใจน่ะ โทษที”


 

เชอร์ล็อคครางออกมาเบาๆ มือยกขึ้นแตะคางอย่างครุ่นคิด “แต่ตอนนี้คุณหน้าแดงแล้ว”


 

“อย่ามายุ่งน่า!” ผมตะโกนบอกเขา ความรู้สึกในตัวมันสับสนไปหมดในเวลานั้น ทั้งเขินอาย หงุดหงิด ใบหน้าก็รู้สึกร้อนผะผ่าว ผมหันขวับแล้วก้าวขาเดินหนีเขาอย่างรวดเร็ว ผมได้ยินเสียงเขาตะโกนเรียกผมไล่หลังมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตามมาอย่างไม่รีบร้อนนัก


 

“เดี๋ยว จอห์น” เชอร์ล็อคพูด แต่ผมไม่สนอะไรแล้ว! “คุณบอกว่าพวกคนปกติ...จะเดินด้วยกันไม่ใช่เหรอ”

“หนวกหูน่าเชอร์ล็อค!!”


 


 


 


 

“แล้ว...”


 

ผมลากเสียงยาวเล็กน้อยตอนที่เรานั่งลงในร้านอาหารอีกร้านตอนเวลาหนึ่งทุ่ม


 

“ทำไมเรามาที่นี่ล่ะ”


 

เชอร์ล็อคไม่ตอบผม แต่ที่นี่คือร้านอาหารที่เราเคยมาด้วยกันตอนทำคดีแรกของเราสองคน วันแรกที่ผมได้รู้จักกับเขา วันนั้นเป็นวันที่ผมไม่เคยลืมไปจากชีวิตเลย ผมเคยเขียนคดีนั้นลงบล็อกด้วยชื่อ A study in pink แต่ดูเหมือนเพื่อนของผมจะไม่ชอบชื่อนั้นสักเท่าไร


 

เจ้าของร้านร่างใหญ่คนเดิมเดินเข้ามาหาเราด้วยใบหน้ายิ้มมีเลศนัยก่อนจะวางใบเมนูลงบนโต๊ะ


 

“ไง เชอร์ล็อค นี่เมนูสำหรับคุณและคู่เดทคุณ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี เชอร์ล็อคยิ้มแล้วจับมือเขาเขย่าเบาๆ


 

“ใช่ เรามาเดทกัน” เชอร์ล็อคพูดหน้านิ่งๆ แต่เจ้าของร้านกลับยิ้มพร้อมเหล่ตามองเขา ในขณะที่ผมนั้นแทบจะนั่งอ้าปากค้างไปแล้ว


 

“มุกนี้เจ๋ง ยินดีด้วยนะครับ คุณหมอ”


 

“เขาไม่แฟนผม”


 

แต่เจ้าของร้านดูเหมือนจะไม่ใส่ใจอะไรกับคำพูดผม เหมือนกับผมแค่พูดกับอากาศรอบตัวเฉยๆ จนเมื่อเขากลับมาพร้อมจานข้าวและเทียนแบบที่เขาเคยเอามาให้เราทั้งคู่เมื่อครั้งอดีต ผมที่รู้สึกเหนื่อยจะพูดแล้วจึงนั่งกินไปเงียบๆ


 

“เชอร์ล็อค” ผมเรียกเพื่อนผมที่ตอนนี้กำลังนั่งจัดการอาหารของตัวเอง “เราแค่แกล้งเป็นแฟนกัน”


 

“อาฮะ” เขาตอบรับ “คุณกินนี่ไหม”


 

ผมมองดูช้อนที่ตักแครอทขึ้นมาของเขา หนำซ้ำยังยื่นมาทางผมอีกต่างหาก คาดว่าเขาคงเดาความคิดผมได้


 

“ผมไม่ได้ไม่ชอบกินแล้วให้คุณกินแทนหรอก” เขาวางช้อนคืนแล้วตักข้าวในจานขึ้นมาคำหนึ่งแทน


 

“เมื่อเช้าคุณยังไม่กินเลย” ผมถามด้วยความสงสัยเล็กน้อยปนเปกับความอยากยืดเวลา “ทำไมตอนนี้คุณกินล่ะ”


 

“ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า ผมหิวโซเลยล่ะ เดินมาทั้งวันโดยไม่มีงานทำเพื่อกระตุ้นพลังงานในตัว ผมก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน แถมให้อีกข้อคือเมื่อคืนผมไม่ได้นอนด้วย”


 

ที่เขาอธิบายเสริมมาตอนท้ายนั้นผมไม่แปลกใจเลย เพราะสำหรับคนตื่นสายอย่างเขา คงหายากที่ผมจะตื่นมาตอนเช้ามืดแล้วเจอร่างสูงๆ นอนเหยียดยาวกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บนโซฟา นอกเสียจากเมื่อคืนเขาไม่ได้นอนเลย ผมไม่ได้ถามเขาว่าทำอะไรอยู่เมื่อคืนและเดาเอาเองว่าอาจจะทำการทดลองเคมีที่เขารักเพื่อแก้เบื่อ


 

ระหว่างที่คิดอยู่นั้นเชอร์ล็อคก็เลื่อนช้อนเข้ามาใกล้ๆ ผม ผมเบือนหน้าหนีตามสัญชาตญาณเล็กน้อยแล้วสบตาเขา ใบหน้าฉลาดหลักแหลมนั่นนิ่งเสียจนผมกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก พอผมนิ่งไปเขาก็เลื่อนมือเข้ามาใกล้อีก


 

“ไม่เอาน่า” ผมปรามเขา “น่าอายออก”


 

เชอร์ล็อคเลิกคิ้วเล็กน้อย “เมื่อกลางวันผมยังยอมเลย”


 

“งั้นผมขอถามอะไรหน่อย”


 

เขาพยักหน้า


 

“คุณเข้าถึงอารมณ์ของการเทคแคร์คนอื่นแบบนี้ในฐานะแฟนบ้างรึยัง”


 

เชอร์ล็อคส่ายหน้าเบาๆ “ไม่”


 

“อีตาบ้องตื้น”


 

ผมพูดเบาๆ แล้วยอมกินข้าวในช้อนนั่น สายตาผมเหลือบไปเห็นเชอร์ล็อคยิ้มให้ผมบางๆ ก่อนจะกลับสู่อารมณ์ปกติของเขา หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างช้าๆ เรานั่งกินมื้อค่ำกันจนอิ่มแล้วค่อยกลับมาถนนเบเกอร์ เราเดินจับมือกันมาตลอดทางกลับ น่าเหลือเชื่อที่มันอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


 

ผมต้องบ้าแน่ๆ ที่ดันรู้สึกแบบนี้กับเพื่อนร่วมงานตัวเอง แต่อากาศที่เย็นลงของยามราตรีก็ทำให้ผมเลิกรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้ เมื่อเราสองคนกลับมายังห้องนั่งเล่นเชอร์ล็อคก็พยายามอย่างหนักที่จะตามผมมาอาบน้ำด้วย สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ไปเพราะผมคว้าปืนของเขาเองมาจ่อเข้าที่หน้าเขา ดูเหมือนเขาจะไม่ดื้อเท่าไรถ้าเอาปืนจี้


 

จวบจนราวสามทุ่มหลังจากที่เชอร์ล็อคเลือกจะเล่นไวโอลินให้ผมฟัง เขาวางเครื่องดนตรีชิ้นโปรดลงแล้วมานั่งดูทีวีด้วยกันกับผมบนโซฟา ผมสงสัยเหลือเกินว่าจิตใจของเขาตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เชอร์ล็อค โฮล์มส์ที่ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรที่ไร้หัวใจ รู้สึกยังไงกับการนั่งจับมือใครสันคนในยามกลางคืนที่เงียบสงัด


 

แล้วความคิดอยากให้เขารู้สึกดีกับผมก็ผุดขึ้นเล็กๆในใจ ทำไมผมถึงรู้สึกอย่างนั้นกันนะ นี่ผมคงจะฟุ้งซ่านหรือสติฟั่นเฟืองไปแล้วแน่ๆ


 

“คุณ...” ผมตัดสินใจชวนเขาคุย “เข้าใจอะไรบ้างรึยัง”


 

“ไม่...”


 

ผมพยักหน้าเล็กน้อย “ผมก็ไม่”


 

“ยังไง” เขาถามผม


 

“ไม่รู้สิ” ผมตอบพลางยักไหล่ รู้สึกได้ว่าเขากำลังจ้องผมเขม็ง “อาจจะเพราะเราเป็นเพื่อนกันมั้ง ผมเลยไม่รู้สึกอะไรเท่าไร”


 

เชอร์ล็อคบีบมือผมแน่นขึ้นจนผมรู้สึกได้ “ผมไม่เข้าใจหรอก”


 

“สักวันคุณจะเข้าใจ” ผมหันไปบอกเขาจากใจจริง แต่เขากลับเชิดริมฝีปากแล้วครางอือ


 

ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง ผมขยับนิดๆ หน่อยๆ ด้วยความอึดอัด มือของพวกเรายังจับกันไว้อย่างนั้น สายตาผมแม้จะมองไปยังทีวีที่ฉายอยู่ตรงหน้า แต่ความคิดผมกลับทอดยาวไปไกลยังที่ไหนสักแห่ง ถ้าเป็นคู่รักกัน ตอนนี้เราคงจูบกัน... ผมรีบปัดความคิดชั่วร้ายทั้งหมดในหัวออกทันที ความรู้สึกผิดบาปจุกขึ้นมาในอก นี่ผมคิดอะไรกับเพื่อนของผมกัน ทำไมผมถึงคิดอะไรที่ไม่ซื่อสัตย์อย่างนั้นลงไปได้


 

ด้วยความเขินอายหรืออะไรก็ตามผมหันมองหน้าของเชอร์ล็อคที่สงบนิ่งเป็นปกติ ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกถึงการจับจ้องจากผมเลยด้วยซ้ำ นัยน์ตาสีฟ้าเขียวของเขาจ้องมองไปข้างหน้าแต่ผมดูออกว่าเขากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดตัวเอง ใบหน้ายาวและแก้มที่ตอบเล็กน้อยยังคงแสดงความฉลาดหลักแหลมออกมาเหมือนเคย ริมฝีปากของเขาดึงดูดความสนใจของผมขึ้นมาในวินาทีนั้น


 

ตอนนั้นราวกับมีปิศาจบางตัวเข้าสิงผม หรือผมเกิดวิปลาสขึ้นมาก็ไม่ทราบ จู่ๆ ใจของผมก็เต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ เสียงทีวีที่เปิดไว้เหมือนดังมาจากที่ไกลๆ ผมค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าใกล้สหายที่นั่งข้างๆ กัน พึมพำเรียกชื่อเขาเบาๆ


 

“เชอร์ล็อค...”


 

แน่นอน เขาหันมาตามคำเรียกของผมด้วยใบหน้าที่แสดงความสงสัยแวบหนึ่งก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความตกใจผสมประหลาดใจ กว่าผมจะรู้ตัวก็พบว่าผมกำลังจูบเขาอยู่ ริมฝีปากของเราแนบกันสนิท เชอร์ล็อคเบิกตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะประคองสติตัวเองได้แล้วจึงหลุบตาลง


 

ผมกลับยิ่งรู้สึกแปลกใจยิ่งกว่าเมื่อเขาไม่ได้ต่อต้านใดๆ จนเมื่อผมผละตัวออกมาเขากลับดึงแขนผมให้โน้มเข้าหาอีกครั้ง กลีบปากนุ่มๆ ของเขาที่ขนาบลงมาช่างละมุนยิ่งกว่าอะไร ผมสงสัยเหลือเกินว่าเขาเคยจูบใครมาก่อนรึเปล่า ผมไม่มีวันลืมความรู้สึกนั้นได้จนทุกวันนี้ ชั่วขณะหนึ่งสติสัมปชัญญะผมหลุดลอยไปไกลก่อนจะกลับมาเมื่อเชอร์ล็อคผละจูบออกไปแล้ว ผมรีบปล่อยมือเขาทันทีแล้วยกมือขึ้นปิดปากแน่น


 

“ข..ขอโทษ มัน...” ผมพูดตะกุกตะกัก ผมรู้สึกผิดกับเขามากจนไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี ควรจะรู้สึกโกรธตัวเองหรือเขินที่ทำแบบนั้นก่อนกันดี


 

ทว่าเชอร์ล็อค โฮล์มส์ยังคงสีหน้านิ่งเฉยไม่แยแสตามเดิม คิ้วของเขาย่นเข้าหากัน “ผมไม่รู้สึกอะไรเลย”


 

“ห้ะ”


 

“ผมคงจูบใครก็ได้ แต่ถามหาความเข้าถึงในอารมณ์พิศวาสกับตัวเองไม่ได้เลย”


 

“...หมายความว่ายังไง”


 

เชอร์ล็อคลุกขึ้นยืน “คนปกติมักจะจูบกันบ่อยๆ นี่ แสดงความรัก? แล้วเป็นยังไงต่อ ใจเต้น? กระชุ่มกระชวยหัวใจ? คุณใช้คำว่าอย่างนั้นใช่ไหม แต่นี่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ชีพจรคุณก็ปกติ ไม่ได้เต้นแรงขึ้นแต่อย่างใด ผมไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละ อาจจะเพราะผมปิดกั้นตัวเองจากอารมณ์พวกนี้หรือเปล่า”


 

ผมพอจะจับจุดบางอย่างจากการที่เขาดึงแขนผมได้แล้ว “ก็เราแค่แกล้งคบกันนิ ผมผิดเองที่เสนอคุณไปแบบนั้น ช่างเถอะ ผมว่ามันคงไม่ได้ผลหรอก และมันก็บ้าบอมากด้วย อีกอย่างยังไงคุณกับผมก็เป็นเพื่อนกันคงไม่มีวันได้ผลหรอก”


 

เชอร์ล็อคเม้มปากอย่างครุ่นคิด “ก็ดี ผมจะทดลองอะไรสักอย่าง ขอเตือนคุณเรื่องกลิ่นเหม็นเป็นการล่วงหน้า”


 

“ไปเลย” ผมไล่เขา แล้วเอนหลัง “แล้วคุณอย่าไปทดลองจูบชาวบ้านเขาล่ะ”


 

เชอร์ล็อคที่เดินเข้าห้องครัวไปชะโงกหน้ากลับมา “ทำไมล่ะ”


 

“คุณมันบ้องตื้น!!”


 

เขาทำสีหน้างงตอบกลับมาแล้วผลุบเข้าไปในห้อง ผมถอนหายใจออกมายาวๆ แล้วนั่งดูทีวีไปเงียบๆ แล้วจมลงไปในความคิดของตัวเอง คิดถึงสัมผัสบนริมฝีปากเมื่อครู่นี้


 

นับว่าโชคดีที่ชั่ววินาทีนั้นผมครองสติของตัวเองไว้ได้ทันและเพราะผมกำลังเคลิ้มฝันมันเลยไม่ถูกเชอร์ล็อคจับได้ว่าจริงๆ แล้วผมตกใจและตื่นเต้นขนาดไหน แต่ชีพจรของเพื่อนสนิทผมที่จับได้นี่สิ มันเต้นรัวและระทึกมากเลย แต่ดูท่าเขาจะไม่รู้สึกตัวแฮะ


 


 


 

ฉันจะบอกนายดีไหมนะ เชอร์ล็อค


 


 


 


 

END


 


 


 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ @sinnerstyx

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 กันยายน 2563 / 21:50
    ชอบมากคะ เเต่งอีกนะะ
    #3
    0
  2. วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 18:13
    เป็นฟิคคุณภาพที่แทบไม่มีการหลุดoocเลยค่ะ ชอบมากในความสามารถคงความเป็นตัวละครเอาไว้ได้ แอแง
    #2
    1
    • 11 มีนาคม 2563 / 18:05
      ขอบคุณมากเลยค่า พยายามโดยพยายามไม่ OOC ที่สุดจริงๆ แหละค่ะ 555555
      #2-1
  3. #1 Min
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 22:38

    ดีมากเลยคะะะะะ เเงงงงง ชอบมากกกก

    #1
    1