คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย The last memorial (Kim Mikyeong x Bae Juhyun)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



ความทรงจำครั้งสุดท้าย
.
.
.


เนื้อเรื่อง อัปเดต 7 ก.ค. 63 / 21:10


 

 

ฉันลืมตาตื่น สีฟ้า สิ่งแรกที่มองเห็น ใช้สองแขนยันตัวเองขึ้นนั่ง สายลมเอื่อยแผ่วพัดผ่านตัว หันมองรอบข้างด้วยความทรงจำที่ว่างเปล่า ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวที่มีดอกคัตเตอร์สีขาวขึ้นแซม ต้นไม้ใหญ่ยืนอย่างโดดเดี่ยว ที่นี่มันที่ไหน และฉันเป็นใคร 

 

ลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังไม่เข้าใจ รู้เพียงว่าต้องเดิน เดินไปเรื่อย ๆ 

 

ทำไมถึงต้องเดิน

 

ก้มมองเท้าเปล่ากำลังเหยียบย่ำไปบนพื้นหญ้า มันว่างเปล่าและไม่เข้าใจ เพราะมัวแต่ก้มมองเท้า ไม่ได้มองไปข้างหน้าจึงไม่ได้เห็นว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป

 

หยุด ฉันหยุดเดินเมื่อสิ่งที่ปรากฏในการมองเห็นมันเปลี่ยนไป พื้นสีเทาไม่อ่อนนุ่มเหมือนพื้นเขียวขจีเมื่อครู่ เรียวคิ้วย่นเข้าหากัน เงยหน้าชึ้นมองจึงได้รู้ว่ารอบข้างมันเปลี่ยนไป สถานที่ที่เหมือนจะคุ้นเคย แต่ ฉันจำมันไม่ได้ หันกลับไปมองทางที่เพิ่งจากมา ทุ่งหญ้านั่นหายไปแล้ว

 

ไม่เข้าใจ.. ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย

 

ฉันเริ่มเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง เท้าสวยเหยียบลงไปในพื้นที่มีน้ำขัง น้ำ? ฉันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มันไม่ใช่สีฟ้าเหมือนอย่างชื่อของมัน แต่เป็นสีเทาทมึฬและมีหยาดน้ำร่วงลงมา 

 

ฉันเพิ่งรู้ว่าฝนกำลังตกอยู่

 

ผู้คนเดินผ่านกันไปอย่างไม่สนใจ บางคนใช้ร่มช่วยปกป้องตัวเองจากหยดน้ำฟ้า บางคนยกกระเป๋าขึ้นมาบังศีรษะ หรือบางคนก็เดินเฉย ๆ อย่างไม่ได้ใส่ใจว่าตัวเองจะเปียกปอน ฉันก็เหมือนกัน แต่ต่างกันที่..ฉันไม่เปียก

 

ทำไมฉันถึงไม่เปียก

 

ฉันก้าวต่อไป ไม่รู้ว่ามาไกลแค่ไหนแล้ว ภาพเบื้องหน้าที่มองเห็นฉันรู้ว่ามันคืออะไร ‘ป้ายรอรถประจำทาง’ ภายใต้พื้นที่จำกัดมีคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่ พวกเขาคงอาศัยที่แห่งนี้ในการหลบฝน

 

ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นว่าคนเหล่านั้นมีท่าทีแปลกไป เหมือนกำลังตกใจอะไรสักอย่าง จับจ้องกันไปในทิศทางเดียวจนฉันต้องมองตาม

 

ใครสักคนนั่งคุกเข่ากลางสายฝนบนถนนนั่น เสียงร้องไห้แข่งกับสายฝนฟังดูเหมือนจะขาดใจ ภาพถัดไปที่มองเห็น คือมีใครอีกคนนอนแน่นิ่งอยู่ ฉันพอจะเข้าในใจสถานการณ์นี้

 

ฉันรู้สึกเศร้าใจ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่การจากไปของใครสักคนก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอยู่ดี

 

เสียงไซเรนดังแว่วมา ฉันหันไปมอง รถสีขาวที่มีไฟสีแดง-น้ำเงินบนหลังคาขับผ่านฉันไปและจอดลงตรงที่นั่น ฉันยืนมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสงบ แต่เสียงร้องไห้นั้นเสียดแทงใจฉันจนเจ็บปวด ฉันกำลังร้องไห้ไปพร้อม ๆ กับเธอ

 

ใครคนหนึ่งเดินเข้าไปพยุงเธอให้ลุกขึ้นยืน ให้หลีกทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ เธอขืนตัวไม่อยากจากไปไหน อยากกอดร่างนั้นไว้ให้นานที่สุด

 

วินาทีใครคนนั้นกำลังพาตัวเธอให้ถอยห่าง วินาทีที่ฉันกำลังจะมองเห็นใบหน้าของผู้โชคร้าย

 

“โอ๊ย!!!” 

 

ฉันปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับว่ามันกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ จนยืนไม่ไหวล้มลงบนพื้นที่แข็งและเย็นชื้น ไม่นานความมืดมิดก็เข้ามาแทนที่ทุกอย่าง

.

.

.

ฉันลืมตาตื่น สีฟ้า สิ่งแรกที่มองเห็น ใช้สองแขนยันตัวเองขึ้นนั่ง สายลมเอื่อยแผ่วพัดผ่านตัว หันมองรอบข้างด้วยความทรงจำที่ว่างเปล่า ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวที่มีดอกคัตเตอร์สีขาวขึ้นแซม ต้นไม้ใหญ่ยืนอย่างโดดเดี่ยว ที่นี่มันที่ไหน และฉันเป็นใคร 

 

ฉันรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่จำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่หรือไม่

 

นั่งไปก็ไม่อาจทำให้จำอะไรได้ขึ้นมา ฉันคิดว่าตัวเองควรจะลุกขึ้นยืนและเดินออกจากที่นี่ไป ทำไมฉันจึงคิดแบบนี้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฉันเดินไปตามทางที่สมองสั่งซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะพาฉันไปที่ไหน แค่ต้องเดินไปเรื่อย ๆ ก้มมองเท้าเปล่าที่ไร้สิ่งป้องกัน ซึ่งมันก็ไม่ได้จำเป็นสักเท่าไหร่ในเมื่อพื้นหญ้าพวกนี้คงไม่มีทางสร้างความเจ็บปวดแก้เท้าฉันได้

 

พื้นหญ้า..งั้นเหรอ ดวงตาเบิกกว้าง เปลี่ยนจุดโฟกัสจากเท้าขาวไปเป็นด้านข้าง มันไม่ใช่สีเขียวอย่างที่ควรจะเป็น กลับกันมันกลายเป็นพื้นสีเทาและแข็งสาก ฉันงุนงง เมื่อครู่นี้ยังอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ตัดสินใจกลับหลังหันไปมองก็เหมือนว่าดวงตาจะยิ่งเบิกกว้างเข้าไปอีก ในเมื่อสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือสิ่งปลูกสร้างรูปทรงต่าง ๆ สภาพแวดล้อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 

เป็นไปได้ยังไง

 

ฉันเดินต่อไปด้วยความไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง แต่สมองสั่งให้ฉันต้องเดินต่อไป ดูเหมือนไม่มีใครจะสังเกตเห็นฉัน พวกเขาต่างเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ ราวกับว่าฉัน ไม่มีตัวตน 

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่และระยะทางมันไกลแค่ไหนจากจุดเริ่ม ฉันหยุดลงที่ป้ายรถประจำทาง อย่างไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนต่อ แม้แต่ผู้สั่งการร่างกายก็กลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความคิดใด ๆ

 

ฉันมองรอบตัว ลมพัดแผ่วเบา เมฆฝนเริ่มก่อตัวเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนคงจะตก มีใครคนหนึ่งเดินผ่านฉันไปกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ เรียกให้ฉันต้องหันไปมอง เธอใส่ชุดสีดำ ในมือมีช่อดอกไม้ และยืนสงบนิ่งตรงเสาสัญญาณไฟ

 

ฉันไม่รู้จักเธอ ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ฉันกลับจดจ้องสายตาไปยังเธอผู้นั้น แม้ไม่เห็นหน้าฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอกำลังเศร้าสร้อย มือเล็กวางดอกไม้สีขาวที่เสาสัญญาณต้นนั้น เพื่ออะไรกัน? ฉันไม่อาจรู้ได้ ฉันแทบไม่รู้อะไรเลย

 

หัวใจสั่นรัวอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ฉันยังคงสับสนและไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง เหมือนกับว่าทุกอย่างที่รับรู้ผ่านโสตประสาททั้งหลายมันไหลผ่านสมองแล้วผ่านเลยไป แผนกคิดวิเคราะห์ไม่ได้ดักจับมันไว้เพื่อมาพินิจพิเคราะห์ตามกระบวนการอย่างที่ควรจะเป็น

 

ฉันรู้ว่าสิ่งรอบ ๆ ตัวคืออะไร หากแต่สิ่งที่ไม่มีเลยคือ ความทรงจำ

 

เธอคนนั้นลุกยืนขึ้นและกำลังจะหันมา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาการปวดหัวจู่โจมฉันอย่างรุนแรงจนทรุดตัวลง ภาพตรงหน้าค่อย ๆ เลือนราง แล้วความมืดมิดก็เข้ามาแทนที่

.

.

.

ฉันลืมตาตื่น สีฟ้า สิ่งแรกที่มองเห็น ใช้สองแขนยันตัวเองขึ้นนั่ง สายลมเอื่อยแผ่วพัดผ่านตัว หันมองรอบข้างด้วยความทรงจำที่ว่างเปล่า ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวที่มีดอกคัตเตอร์สีขาวขึ้นแซม ต้นไม้ใหญ่ยืนอย่างโดดเดี่ยว ที่นี่มันที่ไหน และฉันเป็นใคร

 

เหมือนจะคุ้นเคย แต่ก็ไม่ใช่ ในความทรงจำไม่มีอะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย อันที่จริง มันไม่มีอะไรในหัวเลยด้วยซ้ำ

 

ลุกขึ้นทั้งที่ยังไม่เข้าใจอะไรแล้วเริ่มออกเดินไปข้างหน้า อีกแล้วเหรอ? ความรู้สึกคุ้นเคยนี่มันคืออะไรกัน เดจาวู แบบนั้นใช่หรือเปล่า

 

เท้าเปลือยเปล่ารับสัมผัสอ่อนนุ่มจากพื้นหญ้า ฉันมองไปรอบ ๆ ทุ่งสีเขียวขาวสุดลูกหูลูกตาอย่างไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เงยหน้ามองท้องฟ้าสดใสมีปุยเมฆลอยเป็นกลุ่ม สว่าง แต่ไร้ซึ่งดวงอาทิตย์ 

 

ฉันคิดว่าตัวเองต้องเดิน แล้วฉันก็เริ่มออกเดิน ไม่รู้หรอกว่าจะต้องเดินไปทางไหน แต่ฉันแค่ต้องเดินไปข้างหน้า เดินไปเรื่อย ๆ พร้อมกับความไม่เข้าใจและความทรงจำที่ว่างเปล่า

 

ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว

 

กี่ครั้งแล้วก็ไม่อาจนับที่รู้สึกคุ้นเคยกับการกระทำของตัวเอง คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง และคุ้นเคยกับภาพที่มองเห็นตรงหน้า

 

ฉันกำลังยืนมองผู้หญิงคนหนึ่งวางดอกไม้สีขาวที่โคนเสาสัญญาณไฟข้ามถนนท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปราย น่าแปลกที่ฉันไม่รู้สึกถึงหยดน้ำที่กระทบร่างกาย ดั่งว่ามันทะลุผ่านตัวฉันไป

 

น่าแปลกที่ไม่มีใครสนใจตัวฉันที่ยืนอยู่กลางสายฝน ดั่งว่าฉันไม่มีตัวตน

 

เธอคนนั้นลุกขึ้นยืน ในวินาทีที่เธอหันกลับมาทางที่ฉันยืนอยู่ ฉันก็ถูกอาการปวดแล่นเข้าจู่โจมที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนเกินจะทนไหว เข่าสองข้างทรุดลงกับพื้น มือข้างหนึ่งกุมหัวอย่างกับว่ามันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดนี้ได้ มืออีกข้างยันตัวเองเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป

 

ครืนนนนน นนน น

 

เสียงฟ้าคำรามก้อง ลมกระโชกแรงจนฉันแทบทรงตัวไม่อยู่ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสายฝนที่มากกว่าเดิม ฉันฝืนตัวเงยหน้าขึ้นมองเมฆทมึฬที่อยู่เหนือหัว หยดน้ำกระทบใบหน้า ทำไมกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้สึกถึงมัน แต่คราวนี้กลับต่างออกไป ฉันไม่เข้าใจเลย

 

ฝนทวีความแรงดั่งต้องการฆ่าฉันให้ตายด้วยสายน้ำนี้ อาการปวดยังคงอยู่ไม่ได้ทุเลาาลง ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ไม่อาจต้านทานสิ่งใดได้ไหว เปลือกตาปิดลง แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท

 

 

ฉันลืมตาตื่น สิ่งแรกที่ปรากฎในสายตาคือท้องฟ้าที่ถูกฉาบด้วยสีส้ม คิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ใช่สีฟ้าเหมือนชื่อของมัน สองแขนยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบตัวแล้วก็รู้สึกแปลกใจ ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ แล้วที่นี่..คือที่ไหนกัน

 

ฉันจำได้ว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองอยู่บนถนนเส้นหนึ่ง ฝนกำลังตก ฉันปวดหัวและล้มลง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาฉันกลับมาอยู่ที่นี่ มันเป็นไปได้ยังไง 

 

ฉันยืนขึ้นและมองสำรวจรอบตัวอีกครั้ง ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมรอบตัวแต่ก็ยังมีแสงพอที่จะให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ แผ่นหินเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ฉันเดินตรงไปที่นั่น

 

ฉันไม่รู้หรอกว่าทำไปทำไม รู้แค่ว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้น และฉันจะต้องไป ฉันเดินไปพร้อม ๆ กับความทรงจำที่ว่างเปล่า

 

‘KIM MINKYEONG’ ป้ายหินสลักไว้เช่นนั้น

 

ฉันมองช่อดอกไม้สีขาว มันช่างคล้ายกับดอกไม้สีขาวที่เสาสัญญาณไฟข้ามถนนนั้น ดอกไม้ที่ผู้หญิงชุดดำคนนั้นเป็นคนวางไว้

 

ผู้หญิงคนนั้น เหรอ

 

ฉันหันไปมองตรงที่ดูเหมือนจะเป็นประตูทางออก เธอคนนั้นกำลังเดินลับสายตาจากฉันไป แม้จะเห็นเพียงด้านหลังไกล ๆ แต่ฉันจำไม่ผิดแน่ เธอคือคนเดียวกัน

 

หันกลับมาสนใจแผ่นหินตรงหน้า ฉันไม่รู้หรอกว่าเจ้าของมันคือใคร แต่ฉันกลับรู้สึกเศร้าสร้อย และโดดเดี่ยว ลมพัดแผ่วเบา บางอย่างกระทบกับแผ่นหินจนเรียกสายตาของฉันให้มองไปที่มัน สร้อยที่คล้องแหวนเงินสองวง น่าแปลกที่ลมเพียงแผ่วเบากลับทำให้มันสั่นไหว

 

ฉันนั่งลงต่อหน้าแผ่นหินสลัก ยื่นมือหวังจะจับแหวนสองวงนั้นมาดู แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อฉันปวดศีรษะขึ้นมาอีกครั้ง มันรุนแรงจนเกินจะทนไหว รู้สึกได้ว่ามันหนักกว่าตอนก่อนที่จะตื่นมาที่นี่เสียอีก 

 

ฉันล้มลง แล้วรอบตัวก็มืดสนิท อีกครั้ง

.

.

.

.

.

.

“มาอีกแล้วเหรอ”

 

ฉันสะดุ้งหันไปมองเจ้าของประโยค ก่อนจะหันซ้ายมองขวาเผื่อว่าเธอจะไม่ได้เอ่ยทักทายฉัน แต่ก็ไม่มีใคร นั่นทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจที่หล่อนมองเห็นฉัน ก่อนจะลืมตาตื่นมาที่นี่ฉันอยู่อีกสถานที่หนึ่ง ทว่าเมื่อฉันล้มลงกลางสายฝนบนถนน ฉันก็ลืมตาตื่นมาที่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป นั่นก็พอจะทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใคร

 

แล้วฉันก็เดินมาที่นี่ หน้าป้ายหินสลัก

 

“คุณคุยกับฉันเหรอ”

 

“ใช่สิ ก็ที่นี่มีแต่เรา”

 

“คุณ.. เห็นฉันด้วยเหรอ”

 

เธอไม่ตอบแต่ยิ้มให้ฉัน

 

“ว่าแต่ ที่คุณถามฉันว่ามาอีกแล้วเหรอ มันหมายความว่ายังไง”

 

“ก็ตามอย่างที่พูด”

 

ฉันขมวดคิ้วเพราะความสงสัยในคำพูดนั้น ฉันเคยมาที่นี่อย่างนั้นเหรอ ทำไมฉันจำไม่ได้เลย ความทรงจำมันว่างเปล่าไปหมด

 

“อ่า จำไม่ได้เลยสินะ”

 

ฉันไม่ตอบแต่พยักหน้าเบา ๆ ซึ่งคนตรงหน้าก็ทำแบบเดียวกัน คล้ายกับตอบรับว่าเข้าใจแล้ว

 

“ฉันอยู่ที่นี่มานานแล้ว”

 

“นาน? คุณเป็นคนดูแลที่นี่เหรอ”

 

“ก็ไม่เชิง ฉันเป็นคนแรกถูกฝังอยู่ที่นี่น่ะ นู่นไงหลุมของฉัน แถวแรกเลย”

 

ฉันเบิกตาโพลง หันขวับไปจ้องหน้าเธออย่างตกใจ ที่เธอพูดเมื่อกี๊ มันหมายความว่า..

 

“คะ คะ คะ คุณ ปะ ปะ เป็น ผะ ผะ ผะ ผีเหรอ”

 

“ตกใจทำไม เธอเองก็เป็นผี”

 

เออว่ะ ใช่.. ฉันจะตกใจทำไมในเมื่อฉันเองก็เป็นแบบเธอ ถึงฉันจะจำอะไรไม่ได้แต่ฉันก็พอจะรู้ว่าตัวเองไม่มีชีวิต เป็นเพียงวิญญาณที่ไม่รู้ว่าร่างกายหายไปไหน เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันก็กลับมาทำตัวเป็นปกติอีกครั้ง

 

“คุณช่วยบอกได้มั้ยว่าทำไมคุณถึงทักฉันแบบนั้น”

 

เธอพยักหน้ารับ ฉันเห็นเธอลอบถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่ามันออกมา

 

“ฉันอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว น่าจะร้อยปีได้ด้วยซ้ำ และฉันอยู่ที่นี่มาตลอด เพราะงั้นฉันเลยรู้หมดว่าใครบ้างที่มาที่นี่ ทั้งมนุษย์ ทั้งเจ้าของร่างที่นอนอยู่ในหลุม”

 

ฉันยืนฟังเธอเงียบ ๆ สายตาของเธอทอดยาวไกลเหมือนไม่ได้โฟกัสอะไร ฉันจึงได้แค่มองเสี้ยวหน้าของอีกคนเท่านั้น

 

“และหนึ่งในนั้นก็คือเธอ--” คนพูดผินหน้ามามองฉันก่อนจะเล่าต่อ “--ในวันที่เธอถูกฝัง ฉันก็มายืนดูอยู่ห่าง ๆ วันนั้นฉันไม่เห็นเธอหรอก จะเห็นก็แต่คนที่มาเยี่ยมเธอ น่าแปลกนะที่ฉันไม่เคยเห็นเธอเลยสักครั้ง จนเมื่อ 5 ปีก่อน”

 

“5 ปีงั้นเหรอ”

 

“ใช่ ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นก็เป็นวันเดียวกันกับที่ผู้หญิงคนนั้นมาเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกัน เจ้าของแหวนนี่น่ะ ดู ๆ แล้วคงจะเป็นคนรักเธอล่ะมั้ง”

 

คนเล่าพยักเพยิดไปทางแหวนที่ว่า ให้ฉันต้องมองตาม คนรัก งั้นเหรอ 

 

“ฉันจะเห็นหล่อนมาบ่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงเย็น เหมือนแค่มาดูพระอาทิตย์ตกแล้วก็กลับ ตอนนั้นฉันยังแอบอิจฉาเลยนะที่เธอมีคนมาหา ต่างกันกับฉันที่ไม่มีใครมานานมากแล้ว”

 

น้ำเสียงนั้นติดเศร้าเล็กน้อย

 

“แล้วก็อย่างที่ฉันบอก วันนี้ของเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ฉันเห็นหล่อนเป็นครั้งสุดท้าย แล้วฉันก็เห็นเธอ ตั้งแต่วันนั้น ทุก ๆ ปี ฉันจะเห็นเธอมายืนอยู่ที่ตรงนี้ หน้าหลุมของเธอ ในวันนี้ วันที่เธอตาย”

 

ฉันอึ้งเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ฟัง ร่างของฉันนอนอยู่ที่นี่งั้นเหรอ มิน่าล่ะฉันถึงได้รู้สึกเศร้า เหงาและโดดเดี่ยว เพราะแบบนี้นี่เอง

 

“ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ความทรงจำมันว่างเปล่าไปหมด ฉันลืมตาตื่นในทุ่งหญ้า แล้วอยู่ดี ๆ ฉันก็ไปยืนตากฝนบนถนนเส้นนึง แล้วฉันก็มาที่นี่”

 

ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมเราชั่วครู่ จากสิ่งที่เธอเล่านั่นหมายความว่าฉันเคยมาที่นี่ แบบนี้เองสินะฉันถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับการกระทำทั้งที่ความทรงจำมันว่างเปล่า

 

“วิญญาณทุกดวงเป็นอย่างนี้กันหมดเลยเหรอ”

 

“เธอเห็นฉันเป็นมั้ยล่ะ” คนพูดชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

 

“แล้วทำไม..”

 

“อืมม ต่างกรรมต่างวาระอะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง วิญญาณแต่ละดวงก็มีวิถีที่แตกต่างกันไป บางดวงเอาแต่นั่งอยู่บนหลุมของตัวเองจนกระทั่งสลาย ฉันเองก็เอาแต่วนเวียนอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน แต่ก็ไม่ดับสิ้น หรืออย่างเธอเองที่วนมาปีละครั้งอย่างไร้ความทรงจำ”

 

ฉันพยักหน้าเป็นอันเข้าใจ ดวงตาสั่นระริกจ้องมองแหวนเงินที่ดูจากสภาพแล้วบ่งบอกว่ามันอยู่ตรงนี้มาแสนนาน 

 

และดูท่าว่ามันคงจะอยู่แบบนี้ตลอดไป

 

“โอ๊ย!!!” 

 

ฉันร้องออกมาเมื่อรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงอีกแล้ว ก่อนลืมตาขึ้นที่นี่ฉันก็ปวดแบบนี้จนหมดสติไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน สติของฉันกำลังจะพร่าเลือน อีกไม่นานฉันก็คงไม่รับรู้สิ่งใด และตื่นขึ้นมาใหม่ ใต้ท้องฟ้าบนทุ่งหญ้าสีเขียวขจี

.

.

ร่างเล็กมองภาพคน..ไม่สิ มองภาพวิญญาณที่กำลังทุรนทุรายตรงหน้า อีกครั้งกับภาพนี้ที่เธอต้องเห็น จะว่าชินแล้วก็ได้

 

ไม่นานวิญญาณนั้นก็ถูกสายลมพัดพาหายไป ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบ วังเวง

 

คิม แทยอน มองแผ่นหินสลักตรงหน้า มองพื้นที่ปราศจากดอกไม้มาสักพักใหญ่แล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนที่อยู่จะต้องใช้ชีวิตต่อไป อีกไม่นานหลุมนี้ก็คงจะถูกลืมเลือน ไร้คนแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน เฉกเช่นเดียวกับหลุมอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่ พร้อมกับที่หล่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำของใครหลาย ๆ คน

 

ผู้ดูแลตัวเล็กถอนหายใจเล็กน้อย ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลา หล่อนก็ยังคงมาปรากฎตัวที่นี่ทุกปี และเธอเองก็คงเดินมาทักทายและเล่าเรื่องราวให้หล่อนฟังเหมือนอย่างทุกที 

 

 

เมื่อวันเวลาเดินไปข้างหน้ากระทั่งเวียนมาบรรจบ 

คิม มินกยองก็จะมาปรากฎตัวตรงนี้อีกครั้ง 

พร้อมกับความทรงจำที่ว่างเปล่า

.

.

.

ฉันลืมตาตื่น สีฟ้า สิ่งแรกที่มองเห็น ใช้สองแขนยันตัวเองขึ้นนั่ง สายลมเอื่อยแผ่วพัดผ่านตัว หันมองรอบข้างด้วยความทรงจำที่ว่างเปล่า ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวที่มีดอกคัตเตอร์สีขาวขึ้นแซม ต้นไม้ใหญ่ยืนอย่างโดดเดี่ยว ที่นี่มันที่ไหน และฉันเป็นใคร

 

 

||END||

 

.

.

.

 

Amsterdam, Netherlands, 2022

 

“ให้ตายเถอะ ฝนตกเนี่ยนะ”

 

ริมฝีปากบางบ่นพึมพำเป็นภาษาบ้านเกิดพลางปัดเนื้อตัวที่มีน้ำเกาะอยู่ โชคดีที่เธอวิ่งเข้ามาหลบใต้ชายคานี้ได้ทันไม่อย่างนั้นคงเปียกไปมากกว่านี้ แต่ก็คงโทษธรรมชาติไม่ได้ซะทีเดียวในเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนแล้วว่าช่วงสองถึงสามวันนี้จะมีฝนตก เป็นเธอเองที่ลืมเอาร่มออกมาด้วย

 

พลิกข้อมือสวยดูเวลาก็ต้องร้อนใจ ในเมื่อเธอกำลังจะไปทำงานสาย ร่างบางไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องวิ่งฝ่าฝนนี้ไป เอาเถอะ แม้เธอจะเกลียดฝนมากแค่ไหนแต่มันก็ไม่มีทางเลือก มือเรียวยกกระเป๋าขึ้นเหนือศีรษะหวังให้ช่วยกันหยดน้ำที่จะตกใส่ ก่อนจะออกวิ่ง

 

 

 ปึก!

 

“Sorry, sorry”

 

ดูเหมือนว่าเธอจะวิ่งชนใหล่ใครสักคน โชคดีที่เธอไม่ล้มลงส่วนอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้างเธอก็ไม่ได้หันไปสนใจเขาเสียเท่าไหร่เพราะความรีบ แต่ก็ยังมีมารยาทพอที่จะเอ่ยคำขอโทษออกไป

                

 

มือเรียวหยิบบัตรพนักงานในกระเป๋าถือที่ไม่ได้ถูกปิด รู้สึกถึงความแปลกไปในกระเป๋า ดวงตาสวยเบิกขึ้นเมื่อพบว่ากระเป๋าเงินหายไป ตีอกชกหัวก่นด่าตัวเองในใจว่าช่างสะเพร่าเหลือเกินที่ไม่ปิดกระเป๋าให้ดี และถ้าให้เดามันคงจะหล่นระหว่างทางที่เธอวิ่งมา 

 

“ให้ตายสิ ยัยจูฮยอนเอ๊ยยย”

 

ยืนงุ่นง่านสับสนระหว่างการจะเดินเข้าตึกเพื่อเข้าไปทำงานหรือจะเดินย้อนกลับไปหากระเป๋าเงินก่อนดี

 

“เอ่อ ขอโทษนะคะ นี่กระเป๋าเงินของคุณใช่มั้ย”

 

กระเป๋าเงินสีม่วงถูกยื่นเข้ามาอยู่ในสายตา ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าเป็นของเธอแน่ ๆ มือเรียวรีบหยิบมาด้วยความดีใจจนลืมมองหน้าคนที่เก็บได้เสียสนิท ว่าแต่..คนเกาหลีงั้นเหรอ

 

เบ จูฮยอน รีบเงยหน้ามองเขาทันทีที่นึกขึ้นได้ แล้วเธอก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้สบตากับคนตัวสูงตรงหน้า 

 

“ขอโทษนะคะที่ถือวิสาสะดูข้อมูลในกระเป๋าเงินของคุณ เลยรู้ว่าคุณเป็นคนเกาหลีเหมือนกัน”

 

เขาเอ่ยขอโทษที่เสียมารยาท หากแต่เจ้าของกระเป๋าเงินเจ้าปัญหายังคงยืนนิ่ง ในสมองของเธอมันว่างเปล่าไปหมดนับตั้งแต่ได้สบกับดวงตาคู่นี้ คล้ายโลกมันหยุดหมุนไปชั่วขณะ โครงหน้า แววตา สันจมูก ริมฝีปากที่กำลังฉีกยิ้ม 

 

ไม่ผิดแน่ ๆ คนที่เธอคิดถึงอยู่เสมอมา

 

คนตัวสูงเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อคนตรงหน้ายังคงนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น จึงได้แต่ยิ้มแก้เก้อ และคิดว่าหากแนะนำตัวให้รู้จักกันไว้คงไม่เสียหายอะไร นาน ๆ ทีจะได้เจอคนเกาหลีเหมือนกัน

                

“ฉัน คิม โรอา ค่ะ”

 

 

 

- Begin again -

ผลงานอื่นๆ ของ p_sone99

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 14:37

    กรี๊ดดดดด ไม่นึกว่าจะมีภาคต่อ นี่ต้องกลับไปอ่านWestern skyเลย ความรู้สึกมันจะได้ต่อเนื่องกัน


    การตายจากสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ว่าเศร้าแล้ว สำหรับคนที่ตายไปแล้วก็ไม่ต่างกัน

    ส่วนตอนจบเราไม่รู้หรอกว่า คิม โรอา คือคนเดียวกับ คิม มินกยอง หรือเป็นแค่คนหน้าเหมือน แต่สำหรับเราจบแบบนี้ถือว่าแฮปปี้ที่สุดแล้วค่ะ

    #1
    0