นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

นิยาย Western Sky (Kim Minkyeong x Bae Juhyun)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


WESTERN SKY









วันที่เรารักกัน วันที่เราจากกันไป
วันที่แสนเศร้า ที่แม้แต่ฟ้ายังร้องไห้
เธอทิ้งฉันไปท่ามกลางสายฝน
ราวกับเธอพร้อมจะไปอยู่แล้ว
Thai trans. ROSETRANQ

--------------------------------------------------------------





====================================================================================
มาชะแว้บอีกหนึ่งเรื่อง ไม่ใช่เพราะว่าขยันอะไรนะคะ
แต่เรื่องนี้ดองไว้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษศจิกายนปีที่แล้ว เพิ่งจะเขียนได้จบนี่แหละค่ะ
ยังคงสไตล์มนุดถ้ำ คือเป็นฟิคจากเพลง คราวนี้ก็ Western Sky เวอร์ชั้น IOI นั่นเองค่ะ
ฟังครั้งแรกก็ชอบมาก หาความหมายดูก็เศร้าดี ตรงใจเสียเหลือเกิน
ยิ่งท่อนไฮโน๊ตของสองโวคอลเซจอง ยอนจอง ยิ่งปาดใจ ไม่แต่งยังไงไหว
ส่วนคู่เอกทีแรกวางตัวไว้แค่มินกยองค่ะ แต่ในระหว่างการเฟ้นหาคู่ให้พิกยองเป็นเวลาถึงสามวัน
Dispatch ก็ได้ปล่อยรูปไอรีนเซ็ตปกฟิคนี้พอดีค่ะ แว้บแรกที่เห็นรูปที่เอามาทำเป็นปก
ก็รู้ได้ทันทีว่าบทนี้ต้องไอรีนเท่านั้น (เวอร์ไป) ก็เลยลงเอยที่ทั้งสองคน

คอมเมนต์ติชม หรือเข้าไปพูดคุยในทวิตเตอร์ #ฟิคในถ้ำ ได้นะคะ
ขอบคุณผู้อ่านทุกๆท่านค่ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 27 มี.ค. 61 / 02:49



Seoul - September, 2017

 

ในช่วงปลายฤดูร้อนที่มีฝนตกปรอยปรายตลอดทั้งวันแบบนี้ บางคนเลือกที่จะอยู่ในบ้านมากกว่าที่จะออกมาสัมผัสบรรยากาศที่เฉอะแฉะ แต่บางคนเลือกที่จะออกมานั่งคาเฟ่เล็ก ๆ เหม่อมองสายฝนและผู้คนที่เดินผ่านไปมา ใบหน้าสวยจัดนั่งเท้าคางกับเคาน์เตอร์บาร์ริมหน้าต่างของร้านที่เป็นกระจกใสบานใหญ่ หยดน้ำเกาะข้างแก้วทรงสูง น้ำแข็งเริ่มละลายจนกลายเป็นน้ำบ่งบอกว่ามันไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าของมาสักพักแล้ว


     เบ จูฮยอน ไม่ชอบฝนตก เพราะมันทำให้เธอรู้สึก เศร้า

     เบ จูฮยอน ไม่ชอบฝนตก เพราะมันพราก คนรัก ของเธอไป

     แต่เธอชอบมองสายฝน เพราะมันทำให้ ความคิดถึง ของเธอ ชัดเจน

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

May, 2011

 

[ฮะ...]

“อยู่ไหนแล้วเนี่ย ฉันถึงหน้าร้านแล้ว”

ไม่ต้องรอให้ปลายสายได้เอ่ยทักทาย คิม มินกยองก็จัดการกรอกเสียงตัวเองลงไปอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองผ่านกระจกใสของประตูหน้าร้านกาแฟซึ่งเป็นจุดนัดหมายอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าคนที่นัดไว้ยังไม่มาจริง ๆ

 

[เข้าไปรอเลย กำลังจะถึง]

“ให้เร็วเลยโดยอน นี่ฉันอุตส่าห์ถ่อมาหาถึงหน้ามหาลัยแกเลยนะ ให้รอได้ไงวะ”

[ก็อาจารย์ปล่อยเลทอ่ะ แกอย่าบ่นมากน่า ถึงแล้วก็เข้าไปหาที่นั่งรอไป๊]

“เออๆๆ”


วางสายเพื่อนรักที่นัดกันเสียดิบดีว่าห้ามสายเด็ดขาดแต่มิวายต้องได้โทรตามด้วยอารมณ์หงุดหงิดนิดไม้น้อย ให้ตายสิเธออุตส่าห์วิ่งมาตั้งสามป้ายรถเมล์เชียวนะ แถมมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนก็อยู่ห่างไปอีกฝั่งของโซล กลัวอีกฝ่ายจะต้องรอนานจึงตัดสินใจลงก่อนถึงที่หมายเพราะรถติดยาวเหยียด คิดว่าเพื่อนคงมารออยู่ก่อนแล้ว แต่ดูดู๊ดู.. สุดท้ายเธอก็ต้องมารออยู่ดี

 

ถอนหายใจหนัก ๆ ไปเสียหนึ่งทีก่อนจะพาตัวเองเข้าไปรอในร้านที่ตกแต่งได้อย่างลงตัว แม้จะดูเป็นร้านเล็ก ๆ แต่การจัดวางโต๊ะ ตู้ เคาน์เตอร์ และของตกแต่งอื่นกลับไม่รู้สึกว่าเกะกะหรือแน่นจนเกินไป คนในร้านค่อนข้างบางตาทำให้หาที่นั่งได้ไม่ยากนัก

 

คิม มินกยองเลือกที่นั่งติดผนังอิฐสีน้ำตาลแดงไม่ห่างจากประตูมากนัก เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนมาถึงจะต้องมองเห็นเธอโดยที่ไม่ต้องเสียเวลามองหาแน่นอน หยิบหนังสือการ์ตูนเรื่องโปรดขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา เครื่องดื่มถูกนำมาเสิร์ฟให้ลิ้มลองหลังจากนั่งลงไม่ถึงสองนาที รสชาตินับว่าไม่เลวนัก ออกจะอร่อยถูกปากด้วยซ้ำไป ถ้าไม่ติดว่าอยู่ไกลเธออาจจะขอสมัครเป็นลูกค้าประจำ

 

เงยหน้าจากหนังสือเมื่อโทรศัพท์เครื่องบางบนโต๊ะส่งเสียงเรียก เป็นข้อความจากเพื่อนคนดีคนเดิมที่บอกว่าให้รออีกหน่อย เจ้าตัวกำลังเร่งมาแล้ว ดูดน้ำที่เหลือค่อนแก้วพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ  ร้านจนสายตาไปสะดุดกับหญิงสาวที่นั่งโต๊ะติดกับกระจกหน้าร้าน หล่อนเท้าคางเหม่อมองไปที่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ เห็นได้เพียงเสี้ยวหน้าก็รู้ได้ว่าเป็นคนที่สวยจัด สวยจนคนมองต้องลืมหายใจ สวยจนสงสัยว่าเป็นนางฟ้าจำแลงกายมาหรือไร หรืออาจเพราะสวยเกินไป นางฟ้าตนอื่นจึงไล่ลงจากสวรรค์ อยากจะเข้าไปทำความรู้จักแต่ก็นึกประหม่า ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง สกิลเกี้ยวพาราสีสาวน้อยใหญ่ที่ติดตัวมาดูเลือนหายไปหมดสิ้น ไม่ต้องถึงขั้นเป็นแฟนกันก็พร้อมจะถอดเขี้ยวเล็บจิ้งจอกแห่งป่าใหญ่กลายเป็นสุนัขตัวน้อยขี้อ้อน หากเจ้าของคือหญิงสาวที่กำลังอยู่ในสายตา

 

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย ~

 

 

“มองอะไรอยู่!!!”

“เห้ย!

 

การทักทายจากผู้มาใหม่ทำเอาคนที่กำลังตกในภวังค์แห่งรักแรกพบสะดุ้งตกใจจนอุทานออกมาเสียอย่างมาดแมนขัดกับหน้าตาอันสะสวย เพราะเสียงนั้นเบามากทั้งร้านที่มีอยู่ไม่กี่คนจึงพร้อมใจกันหันมามอง ดุเจ้าเพื่อนตัวดีที่เล่นอะไรไม่รู้เรื่องรู้ราว สายตาก็ยังแอบมองไปยังที่เดิมเผื่อหล่อนจะหันมองมา แต่อนิจจา... ดูเหมือนหล่อนไม่ได้สนใจโลกรอบตัวใด ๆ จนนึกแอบสงสัยว่าในหูฟังสีขาวนั่น เสียงเพลงมันดังเท่าใดกัน

 

ตลอดเวลาการสนทนากับเพื่อนสนิท มินกยองไม่ได้มีสมาธิจดจ่อกับการสนทนานั้นสักเท่าไหร่ สายตาแอบลอบมองไปยังหญิงสาวที่โต๊ะริมกระจกหน้าร้านนั่นบ่อย ๆ จนคนที่นั่งตรงข้ามจับสังเกตได้และมองตามไป โป๊ะเชะ! เพื่อนเธอสนใจหญิงสาวคนสวยคนนั้นแน่นอน

 

“ชอบเหรอ”

“เออ –” ชอบ ชอบมาก “– เห้ย” อีกครั้งกับการอุทานแบบนี้หลังจากที่สมองประมวลผลจากคำถามเพื่อนสนิทเมื่อครู่ได้สำเร็จ


“แหนะๆๆ ชอบก็จีบเลยสิ” หรี่ตามองคนตัวสูงกว่าที่แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ รู้ว่าอยากรู้จักหล่อนใจจะขาดแต่ติดอย่างเดียว ...ป๊อด


“บ้าเหรอ ยังไม่รู้จักกัน..เลย” ท้ายประโยคนั่นเบาลงพร้อมกับหน้าหงอย ๆ เบื่อความขี้ขลาดของตัวเอง เพราะแบบนี้ไงถึงได้ทำความรักล่องลอยไปหลายหน

 

 

คิม โดยอนลอบมองอาการที่เพื่อนเป็นอยู่แบบนั้นเพียงเสี้ยววิก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีสีขาวปีกงอกจากหลัง มือซ้ายที่วางอยู่บนโต๊ะปรากฏคันธนูพร้อมลูกศร เอาล่ะ! ได้เวลาของกามเทพโดโดจยูจะต้องแผลงศรรักไปปักอกคนสวยเพื่อให้เพื่อนได้สมหวัง ร่างเพรียวพาตัวเองไปยังโต๊ะเป้าหมายทันทีให้คนไม่กล้าได้แต่มองตามตาปริบ ๆ

 

ไม่รู้หรอกว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่ดูแล้วเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน ใช้เวลาเพียงไม่นานเจ้าเพื่อนตัวดีก็เดินยิ้มแฉ่งกลับมา เจ้าของโต๊ะมองตามแขกที่ไม่ได้รับเชิญจนสายตาได้มาบรรจบกับคนที่มองอยู่ก่อนแล้ว มินกยองตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลน ไร้ความคิดใด ๆ เหมือนลืมหายใจไปชั่วขณะ กว่าจะรู้ตัวว่าควรส่งยิ้มกลับไป หล่อนก็หันกลับไปอยู่ในโลกส่วนตัวเสียแล้ว

 

กามเทพจำเป็นนั่งลงที่เดิม จิบน้ำ เหล่มองเพื่อนอย่างไว้เชิง รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงอยากรู้เต็มแก่แล้วหล่ะว่าเธอกับหล่อนคุยอะไรกันบ้าง

 

“นั่นน่ะ รุ่นพี่เบ จูฮยอน เศรษฐศาสตร์ปี 3 รุ่นพี่ฉันเอง”

“ห้ะ”

“ไม่ต้องห้ะ ต้องหาแล้ว ถ้าชอบก็ไปรู้จักซะ ไม่ต้องกลัวอะไร เธอโสด”

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

“อ้าว มินกยอง เจอกันอีกแล้วนะคะ”

“อ่า ค่ะ บังเอิญผ่านมาแถวนี้”

คำทักทายทำเอาคนที่เพิ่งวิ่งเข้ามาในจุดรอรถประจำทางต้องรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที ใบหน้าสวยจัดกับรอยยิ้มหวาน ๆ นั่นทำเอาหน้าเธอขึ้นสี ตอบกลับอย่างเคอะเขินเหมือนทุกครั้งที่เจอกันให้คนอายุมากกว่าต้องยิ้มขำอย่างเอ็นดู

 

หลังจากวันนั้นก็ดูเหมือนฟ้าเป็นใจให้มินกยองพบกับนางในฝันอีกหลายครั้ง ทั้งตั้งใจและบังเอิญ ต้องขอบคุณที่โดยอนรู้จักหล่อนเป็นการส่วนตัวอยู่ก่อนแล้ว เธอจึงได้ทำความรู้จัก ได้พูดคุย ...ได้นั่งร่วมโต๊ะกันในร้านกาแฟ

 

ป้ายรถประจำทางที่มีเพียงหลังคาไม่พอจะให้หลบพายุฝนที่เตรียมตัวกระหน่ำอีกระลอกใหญ่ ไม่รู้ว่าองค์เทพเจ้าซุสทรงกริ้วโกรธเรื่องใดหรือมีใครขโมยสายฟ้าไปจากพระองค์อีก ท้องฟ้าคำราม เมฆทมึฬก้อนโตเคลื่อนที่เข้าปกคลุมจนท้องฟ้าเริ่มมืดมิด ต้นไม้ ใบไม้ไหวเอนตามแรงลม คนตัวสูงเห็นท่าไม่ดี ขืนยังอยู่ตรงนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับการไปยืนกลางสายฝนนั่น หาที่หลบใหม่เป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ท่าจะดีเสียกว่า

 

“ดูเหมือนฝนจะแรงขึ้นนะคะ เราไปหาที่หลบใหม่กันดีมั้ย”

“พี่ก็ว่าก็ดีนะคะ ยืนอยู่ตรงนี้คงได้เปียกกันแน่”

 

เบ จูฮยอนเห็นด้วยกับคนด้านข้าง เมื่อได้ลองมองไปบนท้องฟ้า ไม่อยากจะเสี่ยงว่าระหว่างรถประจำทางที่เธอกำลังรอกับสายฝนระลอกใหญ่อะไรจะมาถึงก่อนกัน มือบางหยิบร่มพับสีเข้มออกจากกระเป๋าที่ช่วงนี้เธอพกติดตัวประจำเนื่องจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ทำให้เธอต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ แต่ดูว่าอีกคนจะไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อหล่อนได้เตรียมตัวยกเสื้อคลุมขึ้นเหนือศีรษะเหมือนตอนกับที่วิ่งเข้ามาไม่มีผิด จะปล่อยให้เป็นแบบนี้เธอก็ทนไม่ได้เพราะในตอนนี้สายฝนได้ลงเม็ดหนากว่าตอนแรกเสียอีก

 

“เข้ามาในร่มกับพี่เถอะค่ะ เสื้อนั่นกันฝนไม่ได้หรอก”

“ให้เค้าถือนะคะ”

 

ร่มคันเล็กอาจไม่เพียงพอจะให้คนทั้งสองหลบฝนได้ทั้งหมด เป็นคนเด็กกว่าที่ยอมไหล่เปียกเพื่อให้อีกคนได้หลบพ้น หยาดน้ำฝนหล่นมาไม่ขาดสายและทวีความแรงขึ้นอีก สองร่างเดินเคียงเริ่มเบียดไหล่จนกระทั่งมินกยองเดินซ้อนอยู่ข้างหลังอีกคน ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมา มีเพียงรอยยิ้มที่ระบายบนใบหน้า กับความสุขที่เต็มล้นในหัวใจ

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

August, 2014

 

สิ้นเสียงการบอกเลิกคลาสเรียน ร่างสูงรีบกวาดทุกอย่างลงกระเป๋าจนเพื่อนสนิทที่นั่งข้างกันอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

 

“แกจะรีบไปไหนวะ”

“นัดจูฮยอนไว้อ่ะ ไม่อยากสาย--” ปากตอบคำถามแต่มือไม้ก็สาละวนกับการจัดเรียงของให้เข้าที่ รูดซิปปิดด้วยความเร็วแสง ก่อนจะหันไปบอกลาคนข้าง ๆ “--ไปแล้วนะ”

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ คิม มินกยองก็รีบพุ่งตัวออกจากห้องทันทีประหนึ่งว่าถ้ารีรออีกนิดห้องนี้จะระเบิดตัวเอง ทิ้งให้คังคยองวอนทำได้แค่มองตามแล้วหัวเราะกับท่าทีนั้น แต่เมื่อพลิกข้อมือเพื่อดูเวลาก็พบว่าตัวเองต้องรีบเก็บของลงกระเป๋าเพราะกำลังจะไปรับแฟนตัวเองสายแล้วเช่นกัน

 

แฮ่ก ๆ ๆ

 

หอบเหนื่อยจนตัวโยนเพราะระยะทางจากตึกเรียนไปยังจุดหมายนั้น หากใช้การเดินก็กินเวลาราวๆ 30 นาที สำหรับคนที่เร่งรีบเลือกร่นเวลาด้วยการวิ่งแบบคนร่างสูงนี้ ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที แต่ก็ต้องแลกกับอาการเหนื่อยจนขาสั่น แทบจะเป็นลมเสียให้ได้ ยืนปรับลมหายใจและจัดการตัวเองเพียงชั่วครู่ มือเรียวยาวก็จัดการผลักประตูพาตัวเองเข้าไปด้านใน กวาดสายตามองหาคนที่มารออยู่ก่อนแล้วเพียงไม่นานก็เจอ หล่อนนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ริมหน้าต่างที่เป็นกระจกใสบานใหญ่

 

ที่ประจำของเราสองคน

 

 

เดินไปสั่งเครื่องดื่มสุดโปรดก่อนจะพาตัวเองเดินไปนั่งเก้าอี้ว่างข้าง ๆ คนรัก ที่ดูเหมือนจะยังไม่รับรู้ถึงการมาของเธอเลย หล่อนยังคงนั่งเท้าคางเหม่อมองออกไปนอกร้านอย่างที่ชอบทำ ปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลงจากโทรศัพท์เครื่องบางผ่านหูฟังสีขาวที่เสียบอยู่กับหู ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง คนมาใหม่เองก็เลือกที่จะไม่สะกิดหรือทักทายอะไร ทำเพียงเท้าศีรษะไว้กับแขนที่ยกขึ้นมาวางบนบาร์ไม้ มองซีกหน้าของอีกคนก็เท่านั้น

 

ไล้สายตาคมตั้งแต่คิ้วสวย จมูกโด่งเป็นสัน จนมาหยุดที่ปากอิ่มสีชมพู อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองนี่ช่างโชคดีที่ได้คน ๆ นี้มาอยู่ข้างกาย ไม่ว่าจะหน้าตาที่สวยจัด หรือนิสัยที่น่ารักจนต้องเอ็นดู ชวนให้ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะคบกันมาถึงสองปีแล้ว แต่มินกยองก็ยังรู้สึกว่า

           

ในทุก ๆ วัน คือวันแรกที่รักกัน

            ในทุก ๆ ครั้งที่เจอกัน คือเดทแรกของสองเรา

 

 

“ย๊า!!!!!” สะดุ้งสุดตัวพร้อมเสียงโวยวายเมื่อหันไปเห็นใบหน้าทะเล้นของใครบางคนที่ยื่นมาซะเกือบชิด ให้ตายเถอะ เธอขี้ตกใจมากแค่ไหนอีกฝ่ายก็รู้ นี่ถ้าตกใจจนตกเก้าอี้ขึ้นมา สาบานได้เลยว่าเธอจะบิดหูคนขี้แกล้งให้ขาดติดมือเลยคอยดู

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” คนตัวสูงหัวเราะชอบใจที่แกล้งคนรักได้ แม้จะโดนฝ่ามือพิฆาตรัวมาสองสามที แต่ก็ดูจะไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย

 

“อ้าว ๆ อย่าเพิ่งตีกัน” ดั่งเสียงระฆังให้สัญญาณหมดยก เมื่อเจ้าของร้านพ่วงตำแหน่งบาริสต้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้า VIP ด้วยตัวเอง

 

“ขอบคุณค่ะพี่หิน” เอ่ยขอบคุณพร้อมสรรพนามที่คนถูกเรียกอยากจะเขกกะโหลกคนกวนประสาทสักที เพราะเจ้าเด็กนี่ทำเอาคนอื่นทๆ ก็พลอยเรียกเธอว่าพี่หินไปด้วย แต่ก็เฉพาะคนที่สนิทกันเท่านั้นแหละนะ เสร็จภารกิจ เจ้าของร้านจึงแยกตัวออกไปปล่อยให้คู่รักได้สวีทหวานกันต่อ

 

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่” เมื่อปรับอารมณ์ให้หายตกใจแล้วก็ถามไถ่ให้คลายสงสัย มองสำรวจอีกฝ่ายไปด้วย หวังว่าเพียงว่าหล่อนจะไม่รีบจนวิ่งฝ่าฝนมาเหมือนที่ชอบทำ แต่ผมยาวที่มีหยดน้ำเกาะและเสื้อมีรอยเปียกก็บ่งบอกได้ดีว่าสิ่งที่หวังมันไม่เป็นจริง ...ชอบทำให้เป็นห่วงอยู่เรื่อย

 

“ตั้งแต่นาซ่าส่งอะพอลโล่ 11 ไปดวงจันทร์แล้ว” กวนเสร็จก็ยิ้มแฉ่งไปอีกหนึ่งที ให้คนที่กำลังยุ่งอยู่กับการจัดผมเผ้าเธอต้องละมือมาจิ้มหน้าผากแล้วยันให้หงายจนแทบตกเก้าอี้

 

“ไม่กวนสักวันจะอยู่ไม่ได้เหรอ” ส่งค้อนให้เด็กจอมกวนที่ขยันกวนประสาทได้ทุกวี่ทุกวัน จนเหนื่อยใจ

 

“ไม่ได้อ่ะ เหมือนจะขาดใจตาย” ตอบด้วยความหน้าตาเฉย ซึ่งนั่นทำให้คนฟังรู้สึกมือกระตุกอย่างไรชอบกล

 

“ดี งั้นตายไปเลย” ไม่ว่าเปล่า สองมือสวยก็จัดการคว้าคอยาวนั่นทันที ออกแรงบีบเบา ๆ เขย่ารัวเหมือนกำลังเสี่ยงเซียมซีจนผู้เคราะห์ร้ายหัวสั่นหัวคลอน

 

“แค่กๆๆ พะ พอแล้ว ๆ ยอมแล้ว” ยกสองมือขอสงบศึก คนสวยถึงได้ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ

 

สงครามจบแล้วก็ได้เวลาหันมาสนใจน้ำกับขนมเสียที แม้จะตั้งใจกับการกินมากแค่ไหน แต่หูก็ยังฟังคนรักที่กำลังพูดบ่นอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเรื่องที่ชอบฝ่าฝนมา หรือเรื่องที่ไม่ชอบพกร่มทั้ง ๆ ที่รู้ว่าช่วงนี้ฝนจะตกทุกวัน อันที่จริงก็นับไม่ได้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่โดนบ่นเรื่องนี้ แต่ก็หาฟังไม่ ยังคงทำแบบเดิมไปตามปกติ เคยให้เหตุผลกับคนรักไปแล้วว่ามันเกะกะ ไม่สะดวก แต่นั่นแหละ โดนบ่นอีกเป็นสองเท่า

 

ใช้เวลาในคาเฟ่อีกพักใหญ่ก็ถึงเวลาของมื้อเย็นพอดี เมนูในวันนี้คงหนีไม่พ้นเนื้อย่างอันเป็นของโปรดของคนเด็กกว่า เมื่อได้ข้อตกลงคู่รักก็มุ่งตรงไปยังที่หมายแห่งใหม่ทันที ทั้งคู่เลือกใช้การเดินเท้าแทนที่จะเอาเวลาไปทิ้งบนท้องถนนที่รถติดยาว อากาศเย็นชื้นจากฝนที่ยังคงโปรยเม็ดอยู่ทำให้การเลือกใช้การเดินทางด้วยวิธีนี้ก็ดูไม่เลวนัก

 

สองร่างเดินเคียงข้างกันใต้ร่มสีดำคันใหญ่ที่เบ จูฮยอนเป็นเจ้าของ ส่วนหน้าที่ถือร่มตกเป็นของคนตัวสูงกว่าตามปกติ รอยยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อต่างฝ่ายต่างเล่าเรื่องนู้นนี้ให้กันฟัง บางทีก็หัวเราะร่วนเมื่อเรื่องนั้นสุดแสนจะตลก เรียกได้ว่าตลอดทางมีแต่ความสุขเติมเต็มในหัวใจ ดั่งคำสัญญาที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน

 

ในทุก ๆ วันของเรา จะเติมเต็มความสุขให้มากที่สุด

 

ใช้เวลาเพียงสิบกว่านาทีก็ถึงร้านเนื้อย่างเจ้าประจำที่มาบ่อยจนแทบจะกลายเป็นลูกค้าวีไอพี รอไม่นานอาหารที่สั่งก็วางเต็มโต๊ะจนยากจะเชื่อว่าผู้หญิงสองคนจะกินมันหมด แต่เชื่อเถอะ ลำพังมินกยองคนเดียวก็จัดการเกือบหมดแล้ว สมฉายา ไททั่นที่กลุ่มเพื่อนตั้งให้คู่กับคยองวอน

 

ใช้เวลาตรงนี้ไปอีกพักใหญ่ก็ได้เวลาต้องจากกันแล้ว เพราะสภาพอากาศไม่อำนวยทั้งคู่จึงเลือกที่จะกลับที่พักมากกว่าจะไปที่อื่นต่อ สองคนแยกกันที่ป้ายรถประจำทางไม่ได้มีใครต้องไปส่งใคร ต่างฝ่ายต่างไปตามทางของตัวเองพร้อมกับหอบหัวใจที่เปี่ยมด้วยความสุขกลับไปด้วย

 

 

หากถามว่าคู่รักคู่นี้เคยมีทะเลาะกันบ้างไหม? แน่นอนว่าต้องมีบ้างเพียงแต่พวกเธอไม่ปล่อยมันไว้นานเลย ทุกปัญหาถูกจัดการอย่างเร็วที่สุด การพูดกันอย่างตรงไปตรงมา การไว้ใจ การเข้าใจ การใส่ใจ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลอมรวมเป็นความรักที่แข็งแกร่ง จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นคู่รักที่หลายๆ คนบอกว่าน่าอิจฉาที่สุดแล้ว

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

September, 2015

 

ซ่า!!~

 

ฝนที่ตกพรำตั้งแต่ช่วงสายของวัน จู่ ๆ ก็เทลงมาเสียห่าใหญ่ ทำเอาคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถประจำทางต้องรีบวิ่งเข้าไปหลบใต้หลังคาจุดรอรถแทบไม่ทัน ไม่มีสัญญาณเตือนว่าพายุฝนจะทวีความแรงขึ้นเช่นนี้ ปลายทางอยู่ห่างออกไปเพียงอีกฟากของถนน ที่นั่นมีใครคนนึงกำลังรอเธออยู่ ใครที่เธอไม่ได้เจอมาเกือบหนึ่งเดือน ใครที่เธอคิดถึงจับใจจนนับวันรอจะได้พบไม่ไหวแล้ว

 

ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ทว่าไม่เคยต้องห่างกันถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แค่ไม่ได้พบหน้าหากแต่เวลาจะพูดคุยยังแทบไม่มี ถึงกระนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ไม่ได้ลดทอนลงแต่อย่างใด

 

คิม มินกยองพลิกข้อมือสวยดูเวลา ผ่านไปสิบกว่านาทีแล้วฝนยังไม่มีทีท่าจะหยุดหรือซาลง ใจร้อนรนอยากพบหน้าคนรักใจจะขาด หล่อนมารออยู่ก่อนนานแล้ว เธอไม่อยากจะให้หล่อนต้องรออีกต่อไปและใจเธอก็ไม่อยากจะรอแล้วด้วย เหลือบมองไฟสัญญาณข้ามถนนที่กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวในอีกไม่กี่อึดใจ

 

ขายาวพาตัวเองออกวิ่งทันทีที่ได้สัญญาณ เพราะฝนที่ตกหนักทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นแย่ลงไป ไม่เพียงกับคนตัวสูงที่กำลังวิ่งอยู่นี้ หากแต่เจ้าของรถคันหรูที่กำลังเหยียบคันเร่งมาด้วยความเร็วก็ไม่ทันนึกว่าจะมีใครวิ่งลงมากลางถนนเช่นกัน

 

กว่าจะรู้ตัวว่ามีรถกำลังแล่นมา

กว่าจะเห็นว่ามีร่างของใครกลางสายฝนบนถนนสีเทา

 

สายฝนได้ชะล้างหนึ่งชีวิตที่แน่นิ่ง

ดวงอาทิตย์นำพาหนึ่งดวงวิญญาณลาลับขอบฟ้าไปพร้อมกัน

 

 -------------------------------------------------------------------------------------------

 

Present (September, 2017)

 

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำหลังจากเพิ่งจะได้อิสระจากเมฆก้อนใหญ่ที่บดบังมาตลอดทั้งวัน ยังไม่ทันได้ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ภารกิจในวันนี้ก็หมดลงไปเสียแล้ว ทั่วบริเวณพร่างไปด้วยหยดน้ำ พื้นหญ้าชื้นแฉะ

 

“วันนี้เกือบไม่ได้มาแล้วรู้มั้ย ฝนตกไม่หยุดเลย เกลียดชะมัด” เสียงหวานบ่นขึ้นขณะที่มือข้างหนึ่งสาละวนกับการกวาดน้ำบนแท่นหินอ่อนออก ส่วนมืออีกข้างกอดช่อดอกไม้สีขาวเอาไว้

 

“พี่ชอบฝนก็เพราะเธอ เกลียดฝนก็เพราะเธอ” ใช่.. เพราะสายฝนนำพาความรักมาให้เธอ และพรากคนรักของเธอไป

 

“พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ดูสิ สวยเนอะ” จัดท่าทางให้ตัวเองได้นั่งลงในที่ประจำ เอนไหล่พิงป้ายหินอ่อนที่สลักชื่อผู้เป็นเจ้าของที่นี่ ไม่มีการเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ เบ จูฮยอนทำเพียงนั่งเหม่อมองพระอาทิตย์เงียบ ๆ อย่างที่ชอบทำกับคนรักเมื่อตอนที่เขายังอยู่ ทั้งสองคนมักจะดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันเสมอ เพราะคนที่นอนอยู่ตรงนี้นั้นชอบดู..สุสานของเขาจึงหันไปยังที่นั่น

 

“รู้ใช่มั้ย ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน” ปล่อยให้รอบข้างสงัดชั่วครู่ แสงอาทิตย์กำลังจะหมดลง ถึงเวลาที่ควรต้องไปแล้ว มันไม่ใช่แค่การกลับไปและมาใหม่ในวันข้างหน้า หากแต่มันคือการจากไปชั่วนิรันดร์

 

“คืนนี้พี่ต้องไปแล้ว พี่จะดูแลตัวเองอย่างดี มีชีวิตอย่างมีความสุข” เอ่ยคำมั่นให้ท้องฟ้าและแสงที่กำลังจะลาลับเป็นพยาน ชีวิตใหม่ที่อีกซีกโลก เธอจะมีความสุขให้มากที่สุดเหมือนที่เขาเคยพูดไว้เสมอว่าอยากให้เธอมีแต่ความสุข

 

มือบางวางช่อดอกไม้สีขาวในอ้อมกอด ถอดสร้อยคอที่คล้องแหวนสีเงินสองวงเอาไว้นำไปแขวนที่ป้ายหิน หลับตาบรรจงจูบตัวอักษรสีทอง “M” ..แช่เนิ่นนาน

 

หยาดน้ำตาไหลลงอาบแก้มเพราะรู้ดีว่านี่คือครั้งสุดท้าย..ที่เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ

 

ถอนจูบอย่างอ้อยอิ่ง ชันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอ่ยคำลา ...ตลอดกาล

 

“ลาก่อนค่ะ ที่รัก”

 

 

 

...ใช้ชีวิตทุกวันที่มี เพื่อคิดถึงเธอตลอดไป

ผลงานอื่นๆ ของ p_sone99

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น