นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ความรักที่ท่านอาเล็กมีให้ข้านั้น ไม่ใช่เรื่องโกหก

ข้าเชื่อเสมอมาว่าความรักและความอ่อนโยนที่ท่านอาเล็กมีให้กับข้านั้นไม่ใช่เรื่องโกหก

ยอดวิวรวม

168

ยอดวิวเดือนนี้

17

ยอดวิวรวม


168

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 ก.ย. 63 / 01:44 น.
นิยาย ѡҹҹ ͧˡ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    

      ข้าเชื่อเสมอมาว่าความรัก และความอ่อนโยนที่ท่านอาเล็กมีให้กับข้านั้นไม่ใช่เรื่องโกหก ต่อให้ใครจะว่าร้ายหรือเห็นเขาเป็นคนเลวยังไงข้าไม่สน คนพวกนั้นไม่มีสิทธิ์ คนพวกนั้นไม่ได้รู้จักท่านอาเล็กในแบบที่ข้ารู้จักด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ข้ารู้ก็คือ ท่านอาเล็กนั้นรักข้าจากใจจริง....ข้าเอง...ก็รักท่านอาเล็กเช่นกัน............








ท่านอา...









ข้าคิดถึงท่าน...









__________________________________________________________

เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 ก.ย. 63 / 01:44


 

 

 

 

 

หลังเหตุการโศกนาฏกรรมที่วัดกวงอิน ไม่มีค่ำคืนไหนเลยที่ข้านั้นจะได้หลับอย่างเป็นสุข ภาพของบุคคลที่ข้านั้นเคราพรักคนนั้นก็จะปรากฎขึ้นมาในความฝัน บุคคลที่ตั้งแต่ข้าจำความได้ ก็คอยดูแล และอยู่เคียงข้างข้ามาโดยตลอดที่นอกจากท่านน้าแล้ว ก็มีบุคคลนี้เท่านั้นที่เข้าใจข้าที่สุด

 

 

ท่านอาเล็ก

 

 

บุรษรูปงามในอาภรณ์สกุนจินลวดลายโบตั๋นเกร็ดหิมะสีเหลืองทอง สวมหมวกทรงสูง รอยแต้มสีแดงที่กลางหน้าผาก เวลายิ้มมักมีเอกลักษณ์เป็นรอยลักยิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง รอยยิ้มนั้นมักมอบมาให้ข้ามาโดยตลอด ถึงจะมีบ้างบางครั้งที่ท่านอาเล็กจะทำหน้าดุใส่ข้าเวลาข้าทำผิด แต่ใบหน้าดุนั้นแทบไม่ได้ครึ่งนึงของท่านน้าเลยสักนิด

 

และทุกครั้งที่ข้านั้นโดนท่านน้าดุ ข้าก็จะวิ่งไปแอบที่ข้างหลังท่านอาเล็ก ที่ๆข้าคิดว่าปลอดภัยที่สุด และท่านอาก็จะคอยห้ามปรามท่านน้าไม่ให้ดุข้า และมันก็จะจบลงเหมือนเดิมตรงที่ท่านน้าจะบ่นใส่ท่านอาว่า…

 

'เจ้าก็เอาแต่ตามใจเขาจนไม่รู้จักโต!'

 

‘คิดว่าแอบหลังเขาแล้วจะรอดหรือ! เป็นลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับ!’

 

'ยังรู้ว่าต้องเรียกข้าว่าท่านน้าอยู่สินะ!'

 

 

หรือประโยชน์อีกมากมายที่ท่านน้าจะมาบ่นใส่ แต่อารมณ์โกรธโมโหร้ายของเขานั้นแทบจะหายไปเมื่อท่านอาเล็กออกมารับหน้า และคุยกับท่านน้าเพียงไม่กี่ประโยชน์

 

'เด็กก็ดื้อเช่นนี้ละ'

 

แผ่นหลังของท่านอานั้นคอยปกป้องข้ามาโดยตลอด ทุกครั้งที่ข้าโดนท่านน้าดุข้ามักจะวิ่งไปแอบแล้วแกะชายเสื้อของท่านอาเเน่น

 

 

 

 

 

 

แต่บัดนี้ แผ่นหลังนั้น ไม่มีอีกแล้ว….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาจากความฝันขอบตาของข้านั้นจะมีคราบน้ำตาที่หลงเหลือจากการร้องไห้ และเมื่อรู้ว่าตนเองนั้นร้องไห้ด้วยเหตุผลเช่นไร น้ำตาก็จะไหลออกมาอีก

 

 

 

'อาหลิง…ลูกผู้ชายจักไม่เสียน้ำตาง่ายๆ เช่นนั้น หยุดร้องเถอะนะ'

 

 

 

 

‘ท่านอา…ถ้าท่านยังอยู่…ก็คงจะพูดกับข้าเช่นนี้สินะ…’

 

 

 

 

ภาพ และคำพูดของท่านอาเล็กที่เคยบอกกับข้าผลุดขึ้นมา มือที่แสนอ่อนโยนที่ยื่นมาเช็ดคราบน้ำตาให้นั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน แต่บัดนี้มือคู่นั้นไม่มีอีกแล้ว ข้ายกมือขึ้นมาปาดน้ำตาออกไปอย่างลวกๆก่อนที่จะลุกไปชำระกายแล้วแต่งตัวพร้อมกับไปทำตามหน้าที่ของประมุขตระกูล

 

ข้าได้ขึ้นเป็นประมุขในภายหลังเหตุการ์ที่วัดกวนอินโดยได้รับความช่วยเหลือจากท่านน้าทั้งสอง ท่านน้าเจียงเฉิง ท่านน้าเว่นอิง การขึ้นเป็นประมุขนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย นั้นทำให้ชีวิตประจำวันของข้านั้นเปลี่ยนไปตลอกการ จากที่สามารถออกไปล่าราตรี หรืออกไปปราบพวกภูตผี ก็ทำไม่ได้ดั่งใจเหมือนแต่ก่อน

 

แม้แต่สหายจากตระกูลหลาน อย่างหลานซือจุย กับ หลานจินอี๋ โอการที่จะได้พบกันหรือพูดคุยหรือออกไปล่าราตรี ก็ทำไม่ได้ดั่งใจ เพราะคำว่าภาระหน้าที่นั้นมันค้ำคอ

 

 

 

‘อาหลิงข้าต้องสะสารงาน และปรึงษาหารือกับประมุขหลาน แต่ถ้าข้าทำทุกอย่างเสร็จหมดแล้วข้าจักอยู่กับเจ้านะ’

 

 

ภาพของท่านอาเล็กที่สะสางงานทั้งในตระกูล และนอกแล้วไหนจะต้องมีปรึกษาหารือกับประมุขหลานอีก ที่ข้าไม่รู้ทำไม เขาถึงมาอยู่จินหลิงไถเป็นเดือนๆเพื่อปรึกษากับท่านอา ทั้งที่เวลามีประชุมรวมประมุขทุกตระกูลก็น่าจะคุยกันจบเรื่องไปได้แล้วแท้ๆ

 

 

ตัวข้าในวัยเยาว์เวลานอนฝันร้ายก็มักจะวิ่งออกจากห้องแล้วรีบไปหาท่านอาที่หอเกร็ดทอง เพราะตัวข้านั้นรู้ว่าเวลาดึกดื่นเช่นนี้ท่านอาไม่น่าจะหลับ แต่ยังคงนั่งทำงานอยู่เป็นแน่

 

‘อาหลิง? ทำไมเจ้าถึง……ฝันร้ายสินะ มานี่สิ’

 

ท่านอาเล็กจะละออกจากงานที่ทำอยู่แล้วมาปลอบข้าพร้อมกับพาข้ากลับไปเข้านอนแล้วท่านอาก็จะอยู่กับข้าจนหลับไป หรือไม่ในบางทีที่ข้าไม่ยอมกลับไปนอน ข้าก็จะมานั่งตักท่านอาแล้วนั่งดูเขาทำงานเอกสารมากมายที่อยู่ตรงหน้าจนข้านั้นหลับไป

 

ในตอนนั้นข้าไม่เข้าใจว่าทำไมท่านอาถึงไม่หลับไม่นอนต้องมานั่งสะสางงานมากมายหล่าวนี้ด้วย ท่านอา ท่านทำมันทั้งหมดได้อย่างไรกัน แล้วมันก็ออกมาดีเสียด้วย เทียบกันแล้วเมื่อข้าได้มาทำงานตรงนี้ แถบไม่ได้ครึ่งนึงของท่านเลยด้วยซ้ำ 

 

 

โฮ่ง!

 

 

“เซียนจื่อ?”

 

เสียงของเซียนจื่อดังขึ้นมาเรียกให้ข้ากลับมาหลังจากที่หวนนึงถึงเรื่องในอดีต เมื่อรู้สึกตัวนั้นทำให้ข้ารู้ว่าตนเองนั่นนั่งนิ่งอยู่หน้าเอกสารงานพวกนี้มานานแค่ไหนกันแล้ว เพราะถ้าข้ายังเหม่อลอยอยู่เช่นนี้ งานหล่าวนี้คงจะไม่มีวันเสร็จสิ้นเสียที

 

“ขอบใจเจ้าที่เตือนข้านะเซียนจื่อ”

 

 

พักหลังมานี้ข้าเองก็ไม่ค่อนมีเวลาให้กับเซียนจื่อเหมือนแต่ก่อนเช่นกัน ถ้าเป็นทุกทีข้ามักจะพามันออกไปวิ่งเล่นหรือออกไปล่าราตรีด้วยกันอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้เวลาที่จะได้ทำอะไรหล่าวนั้นแทบไม่มี แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเซียนจื่อก็มักจะคอบตามติดข้าไม่ไปไหน คอยอยู่ข้างๆข้า เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว

 

 

เซียนจื่อ….ตั้งแต่เหตุการครั้งนั้น ทุกครั้งที่ข้าเห็นเจ้า มันทำให้เข้าถึงนึงเหตุการเมื่อครั้งอดีตเสมอ…

 

 

 

 

 

 

 

 

โครม!! ตึง!! ตัง!!

 

 

 

เสียงร้องไห้ฟูมฟายพร้อมกันเสียงทำลายข้าวของภายในห้องของคุณชายตัวน้อยดังไม่หยุด ตั้งแต่ที่คุณชายน้อยพึ่งไปมีเรื่องมากับหล่าวศิษย์เด็กในตระกูลมา เหตุก็เพราะจินหลิงกำลังซ้อมกระบี่อยู่แต่พลาดล้มไม่เป็นท่า กลุ่มเด็กหล่าวนั้นจึงล้อเลียนเขา พร้อมก็แย่งกระบี่ไปแล้วพูดจี้ใจดำว่า 

 

 

จินหลิงเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่

 

 

นั้นจึงเป็นสาเหตุของการทะเลอะวิวาท ถึงแม้จินหลิงจะสามารถเอาชนะเด็กหล่าวนั้นได้จนเลือดตกยางออกแต่นั้นก็ทำให้หล่าวแม่ๆของเด็กพวกนั้นแทบจะต่อว่าจินหลิง และด้วยความปากแข็งและไม่ยอมคนที่ได้จากพ่อ และน้ามาเต็มๆนั้นจึงทำให้จินหลิงเผลอพูดอย่างอวดดีไปว่า

 

‘ข้า…ข้าอยากจักตีใครจักทำไม พวกเจ้าอย่ามายุ่ง หึ!’

 

ทั้งที่ใจจริงแล้วไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย และเพราะไม่ได้พูดว่าเพราะอะไรถึงต้องทะเลอะกับลูกๆของพวกนาง หล่าวแม่ๆนั้นจึงพูดกับจินหลิงไปว่า จินหลินนั้นไม่รู้ความ

 

 เพราะแบบนั้นทั้งถูกกลั่นแกล้ง แล้วจี้ใจดำเรื่องพ่อแม่แล้วยังไม่พอ ยังไม่มีใครเข้าใจเขาอีก นั้นจึงทำให้จินหลิงกลับมาที่ห้องแล้วร้องไห้พร้อมกับทำลายข้าวของ จนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไปถึงหูของจินกวงเหยา

 

และเมื่อจินกวงเหยามาถึงที่ห้องของจินหลิงหล่าวข้ารับใช้นั้นต่างโล่งใจขึ้นมาเมื่อผู้ที่จะสามารถหยุดอารมณ์ร้ายของคุณชายน้อยของพวกเขาได้มาถึงแล้ว

 

‘ท่านประมุขขอรับ’

‘จินหลิงอยู่ข้างในหรือ?’

‘ขอรับ ดูเหมือนว่าคุณชายน้อย…น่าจักไปมีเรื่องกับใครมาอีกแล้ว’

 

ข้ารับใช้เล่าเหตุการคราวๆที่เกิดขึ้นให้ประมุขฟังก่อนที่จะหลีกทางให้เขาเข้าไป จินกวงเหยาแอบถอนหายใจเล็กน้อยกับอาการเลือดร้อนทำลายข้าวของแบบนี้ จินหลินนั้นได้เลือดท่านน้าของเขามาเต็มๆเลย

 

มือบางของจินกวงเหยาเดินประตูเข้าไปไม่ถึงครึ่งก็-

 

เพลิง!!

 

แจกันสวยงามราคาแพงถูกปามาตกตรงหน้าจินกวงเหยาจนเกือบจะโดนเท้า ตามมาด้วยเสียงร้องโวยวายปนเสียงสะอื้น

 

‘จินหลิงเกิดอะไรขึ้น?’

‘ท่านไม่ต้องมายุ่ง!!’

 

เมื่อเปิดประตูเข้ามาสภาพห้องนอนนั้นแทบดูไม่ได้ เตียงยัยยู่ยี่ หมอนตกกระจายข้าวของกระจัดกระจายเต็มพื้น โครมไฟกระดาษบางอันมีรอยขาด ข้าวของที่ทำจากแก้วหรือเซรามิกนั้นแตกอย่างไม่มีชิ้นดี

 

‘ก้าวร้าวจริง ทำคนตกอกตกใจแย่’

 

จินหลิงไม่สนใจก่อนที่จะเริ่มทำลายข้าวของอีกครั้ง จินกวงเหยามองภาพนั้นก่อนที่จะแอบขำเบาๆในใจว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นไม่ผิดจริงๆ หลานชายคนนี้นิสัยเลือดร้อนเหมือนน้าของเขาไม่ทึผิดจริงๆ

 

‘ก็ได้ๆ พอเถอะ ข้าไม่ยุ่ง’

 

จินกวงเหยาพูดทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนที่จะเดินออกไป เมื่อเขาเดินออกไปเสียงร้องไห้ฟูมฟายแล้วทำลายข้าวของก็ยังคงไม่หยุด หล่าวข้ารับใช้มองประมุขของตนที่เดินออกมาโดยที่ไม่ทำอะไรเลยสักอย่างกับคุณชายน้อยของพวกตน

 

‘เอ่อ ท่านประมุข จักไม่ทำอะไรเลยหรือขอรับ’

 

‘ตอนนี้อาหลิงคงไม่ฟังใครหลอกปล่อยเขาเอาไว้สักพักเถิด พวกเจ้าก็ไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว’

‘ขอรับ’

 

 

 

 

 

ตกเย็น

 

 

 

 

หลังจากผ่านเวลาไปพักใหญ่ๆจนตะวันไกล้จะตกดิน เสียงดังโวยวายในห้องก็เงียบลงเหลือแต่เสียงสะอึกสะอื้นของจินหลิงที่นั่งกอดเข่าอยู่ในห้อง ถึงแม้จะมีพวกข้ารับใช้มาเคาะประตูเพื่อนำอาหารมาให้ แต่จินหลิงก็ไม่รับมาสักอย่างแล้วใล่พวกเขาไปให้หมด จนตอนนี้ท้องของเขาก็เริ่มร้องแล้ว

 

 

ก็อกๆ!

 

 

'ไม่ต้องมาตื้อข้า!ข้าบอกไม่กิน!ข้าวเช้าก็ไม่!ข้าวเที่ยงก็ไม่!ข้าวเย็นข้าก็ไม่กิน!!'

 

เมื่อมีเสียงเคาะประตูอีกครั้งดังขึ้นจินหลิงคิดว่าคงจะเป็นข้ารับใช้เอาข้าวแล้วอาหารมาให้ แต่ด้วยทิฐิสูงเขาก็ไม่ยอมกินข้าว ถึงแม้ว่าท้องจะร้องเสียงดังมากก็ตามที จินหลังไม่สนใจทั้งเสียงเคาะประตูหรือเสียงท้องร้องของตนเองกลับไปนั่งก้มหน้ากอดเข่า จะร้องไห้อีกคราว

 

 

แต่ก่อนที่เสียงร้องไห้ของจินหลิงจะดังขึ้นกับถูกแทนที่ด้วยอีกเสียงนึง…

 

 

 

โฮ่งๆ!

 

 

 

จินหลิงหยุดร้องไห้ในทันทีก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่ตนเสียง ภาพที่คุณชายน้อยเห็นก็คือ ลูกหมาตัวน้อยที่ไม่คุ้นตาตัวเล็กน่ารักวิ่งเหยาะๆมาหาเขาพร้อมกับส่งเสียงเห่าน่ารักออกมา

 

‘ลูกหมา?’

 

มือบอกบางของจินหลิงยืนไปอุ้มเจ้าลูกหมาตัวน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด เจ้าลูกหมาเองก็ยอมให้เขาอุ้ม หางน้อยๆของมันกระดิกไปมา พร้อมกับลิ้นที่แลบออกมาเลียไปที่แก้มของจินหลินเหมือนกับกำลังปลอบประโลมเขา

 

 

แอ็ดดด

 

 

ประตูห้องได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างของประมุขจินได้เดินเข้ามาช้าๆพร้อมกับมองหลานชายของตนเองที่กำลังอุ้มเจ้าลูกหมาน้อยอยู่ ถึงแม้ว่าวิธีอุ้มนั้นจะผิดท่าไปเล็กน้อยก็ตามที

 

‘ท่านอาเล็ก?’

 

จินหลิงหันกลับมาหาท่านอาเล็กของเขาพร้อมกับมองสลับลูกหมาในมืออย่างไม่เข้าใจ จินกวงเหยามองท่าทางนั้นก่อนที่จะขำออกมาเบาๆ จินหลิงในตอนทนี้แทบเป็นคนละคนกับเมื่อตอนที่เขาเข้ามาก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

 

‘ฮะฮ่าๆ ข้าไปเจอเจ้าตัวเล็กนี้เข้า ไม่รู้ว่าจักเรียกว่าอะไรดี?’

 

แม้จินกวงเหยาจะพูดเช่นนั้นแต่หน้าตาของจินหลังยังคงแสดงท่าทางไม่เข้าใจออกมาอยู่ดี จินกวงเหยายิ้มเอ็นดูก่อนที่จะตรงไปนั่งยองๆไกล้ๆกับจินหลิง

 

‘อาหลิง เจ้าไม่ลองตั้งชื่อให้มันดูละ?’

‘ข…ข้า?’

“มาอุ้มดีๆนะ”

 

จินกวงเหยายื่นมือไปอุ้มเจ้าลูกหมาน้องมาพร้อมกับช่วยจัดท่าทางให้จินหลิงอุ้มมันให้ถูกต้องแล้วให้เจ้าหมาน้อยอยู่ท่าที่สบายที่สุด เมื่อจัดท่าทางได้แล้ว เจ้าหมาน้อยก็ส่งเสียงออกมาอย่างชอบใจ มันทั้งถูไถหน้าของจินหลิง แล้วเลียมือของจินกวงเหยาที่ลูบหัวมันอยู่

 

‘ว่าอย่างไรอาหลิง เจ้าคิดว่าเจ้าตัวน้อยนี้ควรจักชื่ออะไรดี’

 

จินหลิงที่ได้ยินยังคงมีท่าทางที่ประมาณและลังเลอยู่เล็กน้อง แต่เขาก็ครุ่มคิดในใจก่อนที่จะเอ่ยกับผู้เป็นอาไปว่า…

 

‘เซียนจื่อ…..เสี่ยวเซียนจื่อ….’

 

จินหลิงพูดออกมาก่อนที่จะก้มมองเจ้าเซียนจื่อตัวน้อยในอ้อมแขนของเขา เจ้าหมาน้องเองก็ดูเหมือนจะรับรู้ได้ และมันก็ชอบชื่อนี้ของตนเองมันจึงเห่าออกมาส่งเสียงน่ารัก

 

‘เสี่ยวเซียนจื่อหรือ…ไพเราะเป็นชื่อที่ดียิ่งนัก  ต่อไปนี้มันเป็นของเจ้าแล้ว ชอบหรือไม่’

‘ขอรับ! ขอบคุณท่านอาเล็กมาก’

 

จินหลิงกอดเซียนจื่อแน่นก่อนที่จะพุ่งตัวเข้ากอดท่านอาเล็กของเขา จินกวงเหยาชะงักไปเล็กน้อยที่จินหลิงพุ่งตัวเข้ามากอดตน มือบางของเขายกขึ้นมาเพื่อที่จะกอดตอบ  แต่ว่า มือนั้นก็ต้องหยุดชะงักไป เมื่อคำพูดของบุคคลๆนึงดังขึ้นมาในหัว…

 

 

‘เจ้าจะอุ้มได้อย่างไรกัน  เจ้าอุ้มเป็นหรือ จักทำเด็กหล่นแทนน่ะสิ’

 

 

จินกวงเหยานึกถึงคำพูดของผู้ที่ชื่อว่าเป็นบิดาของตน ที่ตัวเขาเองนั้นอยากให้ยอมรับในตัวเขาดังขึ้นมา ถึงครั้งที่จินหลิงเกิดได้ไม่นาน จินหลิงตอนที่เป็นทารกนั้น น่ารักมากเป็นที่รักของทุกคนร่วมถึงตัวเขาด้วย จินกวงเหยาอยากจะอุ้มหลานชายตัวน้อยของเขาสักครั้ง แต่ผู้เป็นบิดาอย่างจินกวงซ่านนั้นไม่ยอมให้เขาอุ้มเลย ทำได้เพียงแค่ยืนมองอยู่ไกล้ๆเท่านั้น

 

จินกวงเหยาลังเลใจที่จะกอดจินหลิงตอบ เขาชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนที่จะยกมือมาตบหลังของจินงหลิงเบาๆก่อนที่จะผลักออกก่อนที่จะจุงมือของจินหลิงให้ไปทานอาหารด้วยกันที่ตำหนักของเขา พร้อมกับคิดในใจว่า

 

 

 

 

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไห้ข้าได้อุ้มเจ้า ไม่ใช่ว่าทำไมข้าถึงไม่กอดเจ้า ข้านั้นอยากอุ้มเจ้าอยากกอดเจ้า สักครั้งก็ยังดี…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความทรงจำเก่าๆที่เกี่ยวกลับท่านอากลับมาอีกครั้งเมื่อข้าคิดถึงเขา ข้าเพียงแค่ทำใจยอมรับมันไม่ได้เท่านั้นเอง ว่าเขาจากไปแล้วจริงๆ ข้านะยัง ยังต้องการท่านอาอยู่

 

 

ข้ายกมือขึ้นมาจับที่ลำคอของตนเอง ความรู้สึกอึดอัดที่ถูกสายพินรัดนั้นเมื่อนึกถึงก็ทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก หลังจากความจริงเปิดเผย ว่าคนที่เป็นต้นเหตุให้ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าต้องตาย นั้นก็คือท่านอา

 

 

นั้นเป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกไม่เหลือใคร คนที่ข้าเคราพรักมาโดยตลอดคือคนที่พลาดทุกอย่างไปจากข้างั้นหรอ ตอนนั้นข้าถามท่านอาว่าทำไม ทำไมถึงทำเช่นนั้น เพราะข้าไม่เชื่อ แล้วไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง

 

แต่แววตาของท่านอาในตอนนั้นมันกลับบอกข้าว่ามันคือเรื่องจริง…

 

ทำไมถึงเป็นแบบนี้มันผิดผลาดที่ตรงไหนงั้นหรือ ทำไมคนรอบตัวข้า ทั้งท่านพ่อ ท่านแม่  ท่านอา ถึงทิ้งข้าไป

 

 

ในตอนนั้นที่ถูกท่านอาเอาสายพินมารัดคอ ตอนนั้นมันอึดอัด และทรมานมากแต่ในความทรมานนั้นข้ากลับรู้สึกได้ถึงบางอย่าง มือของท่านอาเล็ก มันสั่น…

 

ในตอนนั้นท่านไม่ได้คิดที่จะทำร้ายข้าเลยใช่ไหมท่านอา เมื่อข้าหลุดออกมาได้นั้นเพราะท่านอาผลักข้าให้ออกไปจากรัศมีของคมดาษ คอของข้านั้นไม่มีแผลเลย แต่รอยแดงที่คอนั้นมาจากเลือดของท่าน แล้วเมื่อข้าเงยหน้าขึ้นก็พบว่า  

 

มือของท่านนอาได้ขาดไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

“หยกคู่ตระกูลหลานข้าเกลียดพวกเขา”

 

 

หานกวงจินตัดมือของท่านอาจนขาด ส่วนเจ๋ออู๋จวินเขาเสียบกระบี่ที่กลางหัวใจของท่านอา  ถ้าตอนนั้นเจ๋ออู๋จวินไม่หลับหูหลับตาเชื่อคำพูดของประมุขเนี่ย ท่านอาก็คงยังอยู่กับข้า  ส่วนประมุขเนี่ย เจ้าคนตีสองหน้านั้นทำเป็นไม่รู้ๆอะไร สุดท้ายก็วางแผนทุกอย่างหลอกใช้ให้เจ๋ออู๋จวินเป็นคนฆ่าท่านอา

 

 

 

หลังจากเหตุการนั้นเจ๋ออู๋จวินก็เก็บตัวไม่ออกมาพบประผู้คน หึ! รู้สึกผิดงั้นหรือข้าบอกไว้เลย ถึงต่อให้ท่านอาให้อภัยเขา แต่ข้าไม่มีวันให้อภัยท่านกับประมุขเนี่ย อย่างหวังว่าข้าจะญาติดีด้วย

 

 

 

 

ข้าถอนหายใจปลอยวางจากความคิดหล่าวนั้น ตอนนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ทั้งเรื่องงานที่ข้าต้องรับผิดชอบ และเรื่องตระกูล ข้าจะทำมันได้จริงๆหรือ ข้าไม่ใช่คนเด่ดขาดเหมือนท่านน้า ไม่ใช่คนขยันมีความสามารถเหมือนท่านอา

 

 

ข้าจะทำมันได้จริงๆหรือ…..

 

 

 

 

 

 

 

 

‘ข้าทำไม่ได้หลอก!!’

‘จินหลิงข้าไม่เคยสอนให้เจ้าทำตัวไม่เอาไหนเช่นนี้ ลุกขึ้นมา!!’

‘แต่ท่านน้าข้าไม่ไหวแล้ว…’

‘หยุดเถียง! ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วในอนาคตเจ้าจะเป็นประมุขที่ดีได้ยังไง! ลุกขึ้นมา!!’

 

เสียงซ้อม และเสียงดุของประมุขเจียงดังลั่นไม่หยุด วันนี้ประมุขเจียงมีนัดซ้อมต่อสู้ตัวต่อตัวกับจินหลัง นี้ก็ซ้อมมาได้ครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่หยุดพักเลยจนจินหลิงเริ่มจะทนไม่ไหว แต่ก็ต้องทนต่อไป

 

และตกเย็นวันนั้นหลังจากที่ซ้อมเสร็จจินหลิงลากสังขานตัวเองกลับมาที่ห้อง เมื่อมาถึงก็ถึงกับนอนราบไปบนตั้งเตียง และเสียงประตูห้องก็ได้เปิดออกพร้อมร่างของผู้เป็นอาที่เดินเข้ามา

 

‘อาหลิงวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ประมุขเจียงคงเข้มงวดกับเจ้ามากสินะ’

‘ท่านอาเล็ก……ข้าเหนื่อย…’

‘ฮึๆ ถ้าเหนื่อยเจ้าก็ควรจักไปอาบน้ำชำระกายเสียก่อนนะอาหลิง’

 

จินกวงเหยาเอ่ยพร้อมกับลูบหัวหลานชายเบาๆก่อนที่จะค่อยๆดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นมานั่งดีๆพร้อมกับจัดผม และชุดของหลานชายให้เรียบร้อย

 

‘ก็ข้าเหนื่อยจริงๆนิน่า ท่านน้าเข้มงวดกับข้ามากเกินไปแล้ว'

‘ที่ประมุขเจียงต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อตัวเจ้าเองนะ เผื่อภายภาคหน้าที่ข้าไม่อยู่แล้วเจ้าต้องขึ้นเป็นประมุขต่อจากข้า’

‘ท่านอาเล็ก…ท่านพูดเหมือนกับว่าจักจากข้าไปอย่างนั้นแหละ’

‘………..’

‘ท่านอา?’

 

จินกวงเหยาไม่ได้ตอบหรือพูดอะไรไปนอกจากยิ้มอย่างอ่อนโยให้ จินหลิงมองรอยยิ้มนั้น มันเป็นรอยยิ้มที่เขาเห็นเป็นประจำ และเขาก็ชอบรอยยิ้มของท่านอา แต่ทำไมกัน รอบยิ้มในครั้งนี้มันกลับดูเศร้าแปลกๆ

 

 

‘ข้าจักไปไหนได้ละ ข้าก็จักอยู่กับเจ้าเนี่ยแหละ คอยเฝ้ารอดูเจ้าวันที่พร้อมจะขึ้นเป็นประมุข และข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำมันได้ดีแน่ๆ’

‘ท่านคิดเช่นนั้นหรือ…แต่ข้า…’

‘ไม่เป็นไรอาหลิง ข้ารู้ว่าเจ้านั้นทำได้แน่ๆเพราะเจ้าน่ะเข้มแข็งจะตายไป’

 

 

 

 

มือของท่านอาเล็กที่ลูบหัวข้าพร้อมกับน้ำเสียงที่แสบนุ่มเลื้อน และอบอุ่นของเขาทำให้ข้าสบายใจ และหายเหนื่อยทุกครั้ง ตอนนี้ข้ากำลังพยายามอยู่ขอรับท่านอา ข้าจักต้องทำมันให้ได้อย่างที่ท่านเชื่อในตัวข้า เหมือนที่ข้าเชื่อ ว่าความรักและความอ่อนโยนที่ท่านมีให้ข้านั้นไม่ใช่เรื่องโกหก 

 

 

แต่มันคือของจริง ข้าเอง ก็รักท่านเช่นกัน…

 

 

 

“ท่านอา…ข้าคิดถึงท่าน”

 

 

 

____________________________________________________________________________________

รูปนี้ไรท์วาดเอง

 

 

อยู่ๆก็คิดถึงสองอาหลานคู่นี้ขึ้นมาก็เลยอยากแต่งเพื่อสนิงตัวไรท์เอง เวลาไรท์ไปอ่านฟิคของคนอื่นๆแล้วมีฉากจินหลิงคิดถึงอาเหยาไรท์ซึ่งใจทุกครั้งเลย ยิ่งหาข้อมูลมายิ่งรู้ว่าอาเหยานั้นรักอาหลิงมาก จินหลิงเองก็รู้และเชื่อว่าความรักที่อาเหยามีให้นั้นเป็นของจริง

 

ทัั้งให้เซียนจื่อกับจินหลิง ช่วยเจียงเฉิงเลี้ยงดู ตอนที่เอาสายรัดคอจินหลิงนั้นไม่ใช่เลือดจินหลิงนะ ขอก็ไม่ได้เป็นแผลด้วยแต่ที่คอมีรอยน่ะมันเลือดของอาเหยา 

 

ไรท์รักอาหลานคู่นี้ที่สุด!

ผลงานอื่นๆ ของ pattareyapinyaem

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 16:42

    สงสารจินหลิงจัง(-̩̩̩-̩̩̩-̩̩̩-̩̩̩-̩̩̩___-̩̩̩-̩̩̩-̩̩̩-̩̩̩-̩̩̩)

    #1
    0