คัดลอกลิงก์เเล้ว

Crossfic :: เรื่องป่วน ๆ + D.D. + เครื่องรางพิศวง

โดย P.ปัด

ตอนพิเศษยำเรื่อง จากนิยายที่ปัทม์เคยเขียน มาทั้งสามเรื่องจ้า //

ยอดวิวรวม

2,919

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


2,919

ความคิดเห็น


13

คนติดตาม


26
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 1
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 ก.ย. 59 / 17:42 น.
นิยาย Crossfic :: ͧǹ + D.D. + ͧҧǧ Crossfic :: เรื่องป่วน ๆ + D.D. + เครื่องรางพิศวง | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแวะมาตอบ/อ่าน คอมเมนต์ใน MY.ID นี้ บ่อยนัก (หากในช่วงนั้นไม่มีนิยายใหม่ ๆ ลงต่อเนื่อง)
หากต้องการติดต่อ สอบถาม แบบเร่งด่วน รบกวนติดตามไปที่แฟนเพจของปัดค่ะ  เพราะเข้าที่นั่นทุกวัน

https://www.facebook.com/NovelPat



สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านรวมเล่มทั้งสามเรื่องนี้
อาจจะมีความสับสน และไม่เข้าใจอยู่บ้าง
เนื่องจากเนื้อหาหลัก อยู่ในตอนพิเศษของหนังสือทำมือค่ะ

แต่ถ้าใครเคยอ่านเรื่องหลักมาก่อน ก็คิดว่าคงจะทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก
เพียงแต่อาจจะงง ว่าตัวละครแต่ละเรื่องเจอกันได้อย่างไร และเจอกันที่ไหน

(ส่วนใหญ่จะอยู่ในตอนพิเศษ ของรวมเล่มทำมือ D.D. บริษัทขนส่งไม่จำกัดนั่นเองค่ะ)

ส่วนคนที่อ่านตอนพิเศษมาแล้วทั้งหมดนั้น หวังว่าคงจะสนุกกับครอสฟิกสั้น ๆ 
เรื่องนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ 



 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ก.ย. 59 / 17:42



.…ยำฟิกเรื่องสั้น จาก นิยายของปัทม์…

 

            “รางวัลใหญ่ออกมาอีกแล้วค่ะตัวแทนแผนก 13 จับได้รางวัล ที่ 4  บัตรพักค้างคืน ยกแผนก  ที่โรงแรมระดับ 4 ดาว ในโตเกียว  3 วัน 2 คืน...ยินดีด้วยนะคะ!

            ทันทีที่เสียงประกาศสิ้นสุดลง ก็มีคนทั้งดีใจและเสียดายปะปนกันไป แต่ที่แน่ ๆ แผนก 13 ทั้งหมดที่เหลือ ก็ค่อนข้างพอใจกับรางวัลในเทศกาลปีใหม่ที่ได้รับครั้งนี้ มากพอสมควร

            “ขอโทษนะครับ พลาดรางวัลที่ 1 ของคุณลีไปเสียได้”

            กันต์ที่เดินลงมาจากเวทีงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ประจำยมโลก บอกกับเลขานุการชาวจีนประจำแผนกของตน ซึ่งลีก็ยิ้มน้อย ๆ แล้วตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ จริง ๆ แล้วญี่ปุ่นเองก็น่าท่องเที่ยวพอ ๆ กับฮาวายนั่นล่ะครับ อีกอย่างไปฮาวายทีไร ก็เจอแต่คนญี่ปุ่นประจำอยู่แล้วด้วย”

            ลีบอกแล้วยิ้มอย่างไม่ถือสา แม้ว่าตอนก่อนที่กันต์จะถูกเลือกเป็นตัวแทนแผนกให้ไปจับรางวัลบนเวที เขาและคนอื่นจะแกล้งพูดให้อีกฝ่ายเครียดหนัก ว่าให้จับได้รางวัลที่ 1 ซึ่งเป็นรางวัลที่พัก โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ฮาวาย จำนวน 5 วัน 3 คืน ก็ตาม

            “นั่นสิ...อีกอย่างรางวัล 1 ถึง 5 เนี่ย  ยังได้สิทธิ์พักร้อนช่วงปีใหม่ทั้งแผนกโดยไม่คิดรวมกับพักร้อนตามปกติอีกด้วย ...ถือว่าดวงจับสลากของนายนี่ระดับเซียนแล้วล่ะกันต์”

            รุ่นพี่ชาวไทยเอ่ยตามมาพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งโคที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตฤณ ก็ยิ้มปลอบอีกฝ่าย จนกันต์นั้นเริ่มยิ้มออก

            “แต่ฉันเสียดาย ...ขยับขึ้นไปอีกรางวัล เราก็จะได้ไปฮอกไกโดแทนแล้ว...อดกินบุฟเฟต์ปูเลย ฮึ!

            หัวหน้าแผนก 13 บ่นอุบอิบตามมา ทำให้ลูกน้องแต่ละคนหันไปมองคนพูดตาปริบ ๆ และมีบ้างที่ยักไหล่ด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเอือมระอา

            “ถ้าอยากกินปูฮอกไกโดจริง ๆ ไปเดินหาแถวโตเกียวก็หากินได้เองล่ะนะ ของขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เขาก็ส่งถึงกันทั่วประเทศนั่นล่ะ”

            โซระหันมามองลี แล้วจึงพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่คิดโต้แย้ง ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ พลางนิ่งคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันไปจ้องกันต์เขม็ง ทำเอาหนุ่มไทยสะดุ้งเฮือก

            “ง่า...มีอะไรหรือครับหัวหน้า”

            “เปล๊า...ก็แค่อยากจ้อง...เอ้าจับรางวัลเสร็จ ก็กลับบ้าน นอนพักกันได้แล้ว”

            โซระเอ่ยตัดบทและชวนทุกคนกลับบ้าน แม้ว่างานเทศกาลปีใหม่ของยมโลก จะยังคงมีการแสดงบนเวที และมีซุ้มค้าขายตลอดทั้งคืนนี้ก็ตาม

            “ถ้านายง่วงก็ไปนอนก่อนเลยไป  ฉันว่าจะเดินดูเทศกาลโต้รุ่งสักหน่อย ปีนี้ในห้างมีพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าดี ๆ ตกรุ่นไม่มาก มาโละล้างสต็อกลดขายตั้งเกือบ 70% ต่อรายการ ...นี่ฉันยังคิดว่าจะขนไอ้ที่เล็ง ๆ ไว้กลับไปได้หมดไหมก็ไม่รู้”

            ลีปฏิเสธเป็นคนแรก และขอตัวไปเดินจับจ่ายซื้อของต่อทันที โดยที่คนชวนได้แต่ยืนหน้ามุ่ยมองตามไปอย่างหงุดหงิดที่ถูกปฏิเสธ และจึงหันไปทางตฤณ ที่ก็สะดุ้งโหยงตามมา

            “ง่า...คือผมกับโคจะไปเดท...โอ๊ยเอ่อ...จะไปเดินเที่ยวงานกันต่ออีกสักพักน่ะครับ”

            ตฤณที่ถูกคนข้างกายหยิก เพราะความปากไว รีบบอกกับหัวหน้าของเขา ทำให้โซระหน้าหงิกเข้าไปใหญ่ แต่ก็ยังเอ่ยปากอนุญาตออกไป ทำให้ตฤณรีบจูงมือโคเดินเลี่ยงหลบไปอย่างรวดเร็ว เหลือก็แต่กันต์ที่ยืนกลืนน้ำลายรอ เมื่ออีกฝ่ายหันมามองเขา

            “คือ...ผมนัดกับคุณยูกิไว้ หลังจากนี้อีกชั่วโมงน่ะครับ”

            โซระขมวดคิ้วยุ่ง หน้าหงิก แล้วทำเป็นเมินมองไปอีกทาง

            “ฮึช่วยไม่ได้นี่ ...แล้วห้ามชวนน้องฉันเถลไถลจนกลับเช้าล่ะ!

            ท้ายประโยคโซระหันมาสั่ง ทำให้กันต์ต้องรีบพยักหน้ารับ แต่พอเห็นหัวหน้าของเขาเตรียมจะเดินกลับบ้าน ชายหนุ่มก็รีบตะโกนรั้งเอาไว้ก่อน

            “หัวหน้าครับ! ไม่เที่ยวด้วยกันหรือครับ!

            โซระสะดุ้ง ก่อนจะเปรยตอบโดยไม่ยอมหันมามอง

            “บ้ารึพวกนายจะออกเดทกัน จะชวนฉันไปเป็นก้างทำไมอีกอย่างคนเยอะแยะแบบนี้ฉันไม่ชอบนักหรอกฉันกลับล่ะ!

            โซระบอกแล้วก็รีบเร่งเดินกลับบ้านพัก ทำเอากันต์พูดอะไรไม่ออก ทว่าพอโซระเดินไปได้สักหน่อย เจ้าตัวก็หันมายิ้ม แล้วตะโกนบอก

            “เที่ยวให้สนุกนะ ดูแลน้องสาวฉันดี ๆ ล่ะ!

            กันต์ตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแย้มกว้าง แล้วตะโกนกลับไป

            “ครับหัวหน้า!

            โซระยิ้มน้อย ๆ แล้วหันหลังก่อนจะโบกมือค่อย ๆ แล้วเดินจากไป กันต์มองตามแล้วถอนหายใจ พลางคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชายหนุ่ม และเมื่อยูกิมาถึง กันต์ก็ปรึกษากับหญิงสาวคนรัก ซึ่งเจ้าหล่อนก็แย้มยิ้มอย่างยินดี

            “ดีจังค่ะ... ถ้าอย่างนั้นเราลองโทรชวนคนอื่นที่น่าจะว่างไปรวมตัวกันดีไหมคะ”

            “เอ...จะดีหรือครับ เพราะผมเห็นแต่ละคนก็มีงานบ้าง ไปเที่ยวกันบ้าง ดูแล้วน่าจะยุ่ง ๆ กันอยู่นะครับ”

            กันต์แย้งอย่างเกรงใจ แต่ยูกิกลับยิ้ม แล้วเอ่ยตอบ

            “ก็กว่าเราจะไปก็เกือบเที่ยงคืนแล้วไงคะ  แล้วถ้าใครไม่ว่างเราก็ไม่ได้บังคับ เราก็แค่แจ้งเรื่องที่จะทำไป ...แต่ฉันเชื่อนะคะ ว่าคืนนี้คงไม่มีแค่พวกเรานั่งเคาท์ดาวน์กันแค่สามคนหรอกค่ะ”

            กันต์ฟังแล้วก็ยิ้มตอบ จากนั้นยูกิจึงอาสาโทรตามทุกคนให้ ส่วนกันต์ก็ขอตัวไปเลือกวัตถุดิบมาทำอาหารง่าย ๆ สำหรับงานเลี้ยงในคืนนี้ และเมื่อยูกิตามมาสมทบ พร้อมกับแจ้งจำนวนแขกที่จะมาร่วมปาร์ตี้ครั้งนี้ กันต์ก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอ แล้วย้อนกลับไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มใหม่กว่าเดิมเป็นเท่าตัว ทำเอายูกินึกขำ แล้วจึงจัดแจงโทรชวนคนที่ว่างช่วงนี้ให้มาช่วยกันต์ขนของอีกแรง

 

            “ยูกินี่ล่ะก็นะ แทนที่จะออกเดทกันลำพังกับคุณกันต์ ยังจะมาห่วงพี่ชายไม่เข้าเรื่องอีก”

            รันบ่นอุบเมื่อถูกตามตัวให้มาช่วยถือของ พร้อมพวกคิมและฮาดี้  

            “ไม่ใช่ความคิดฉันหรอกนะคะคุณรัน แต่เป็นความคิดของคุณกันต์ต่างหาก”

            พอยูกิพูดจบ รันก็หันขวับ แล้วหรี่ตาจ้องชายหนุ่มจนกันต์นึกหวาด

            “อ้อ ...คุณกันต์เองหรอกหรือที่เสนอความคิด... ยูกินี่ก็เข้มแข็งนะ ทนได้มาจนถึงตอนนี้ ทั้งที่ถ้าเป็นคนอื่น นี่คงระแวงจนเลิกรากันไปแล้ว”

            คิมเอ่ยแซวขึ้นบ้าง ทำเอารันหันขวับมาทำตาดุใส่ ส่วนกันต์กลืนน้ำลายลงคอ และยูกิอมยิ้มเล็ก ๆ

            “ถ้ากับพี่ชายฉันไม่หึงหรอกค่ะ แต่กับคนอื่นก็คงมีบ้าง”

            ยูกิบอกแล้วควงแขนกันต์ ทำเอาหนุ่มไทยต้องมองสาวคนรักตาปริบ ๆ อย่างไม่แน่ใจในคำพูดของเจ้าหล่อนนัก ว่ามันหมายถึงแง่ไหนกันแน่

            “เอ่อ... ผมว่า นี่ก็จะห้าทุ่มแล้ว พวกเราไปเตรียมการกันได้แล้วมั้งครับ”

            กันต์เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อนที่การสนทนาจะพาดพิงเขามากไปกว่านั้น คนอื่นต่างสบตากัน แล้วพยักหน้ารับรู้

            “แล้วหนุ่ม ๆ แผนก 13 คนอื่นล่ะ  ไม่มากันหรือไง”

            รันซึ่งเริ่มออกเดินไปพร้อมคนอื่น หันไปถามกันต์ ซึ่งกันต์ก็ยิ้มแล้วบอกอีกฝ่ายตามตรง

            “คุณลีกำลังรอลุ้นจับสลากที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ครับ เห็นว่ากว่าจะประกาศก็ราว ๆ ห้าทุ่ม ถ้าประกาศเสร็จจะตามไปทันทีครับ  ส่วนคุณโคกับคุณตฤณยังอยู่ในโรงหนัง แต่คุณตฤณส่งข้อความมาบอกว่า ประมาณห้าทุ่มครึ่งหนังก็ฉายจบ และจะรีบตามไปทีหลังน่ะครับ”

            รันพยักหน้ารับรู้แล้วจึงพึมพำขึ้นบ้าง

            “คุณมิคาอิล กับ คุณอเล็กเซย์ ก็กำลังง่วนกับการเคลียร์งานเอกสารของแผนกแลกเปลี่ยน แต่เห็นว่าน่าจะเสร็จทันก่อนเที่ยงคืน แต่ถ้าไม่ทันก็จะแวะโดดงานมาร่วมด้วยอยู่ดี”

            กันต์ยิ้มเจื่อน ๆ เมื่อได้ยิน แต่ก็แอบสงสารพวกมิคาอิลอยู่นิด ๆ เพราะทั้งคู่เป็นระดับหัวหน้า  งานที่ต้องสะสางจึงเยอะมากเป็นพิเศษ

            “คุณกันต์ไม่ลองติดต่อท่านอาริเอล ให้มาร่วมงานด้วยหรือคะ เผื่อท่านจะว่าง”

            ยูกิเสนอความคิด แต่กับทำให้คนได้ยินสะดุ้ง

            “อย่าดีกว่าครับ ...อีกอย่างผมไม่อยากถูกท่านชาโลมเขม่นเพิ่มเอาด้วย ...เพราะคราวก่อนอาจารย์ก็อ้างชื่อผม แอบหนีลงไปเที่ยวที่โลกมนุษย์ตอนผมทำงาน แล้วบอกกับท่านชาโลมว่าผมชวน ...ไอ้ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวโดนอาจารย์งอนใส่ แต่ก็ไม่กล้าโกหก เลยได้แต่เงียบ...ท่านชาโลมก็คงพอเดาได้ แต่พอผมไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ท่านก็เลยบ่นใส่อาจารย์ต่อไม่ได้  ก็เลยมาลงที่ผม แล้วบอกว่าให้ช่วยปรามอาจารย์ตัวเองบ้างสักนิด  ทำเอาผมเหนื่อยอกเหนื่อยใจทุกที ที่ไปสวรรค์นั่นเลยล่ะครับ

            ยูกิฟังชายหนุ่มคนรักบ่นยืดยาว ก็หัวเราะคิกคักอย่างนึกขำปนสงสาร ทว่าหญิงสาวรู้ดี ว่าแม้กันต์จะพูดแบบนั้น แต่กันต์ก็เคารพรักและถือว่าอาริเอลเป็นคนสำคัญในครอบครัวคนหนึ่งเลยทีเดียว

            “แต่คุณกันต์นี่ก็ถือว่าสุดยอดมากเลยนะ ...มาเป็นวิญญาณได้ไม่เท่าไหร่ เริ่มจากตำแหน่งยมทูต ก็กลายเป็นเทวดา เป็นนักรบเทพ  แล้วล่าสุดนี่ก็ได้เป็น ทูตพิเศษประจำสภาสวรรค์ อีกด้วยนี่”

            ฮาดี้พูดถึงตำแหน่งล่าสุดที่กันต์โดน ยัดเยียด ให้รับ เนื่องจากสภาสวรรค์นั้นสุดแสนจะเสียดาย ที่บุคลากรอันทรงคุณค่าของสวรรค์อย่างกันต์ ต้องไปทำงานเป็นยมทูตที่ยมโลก   ดังนั้น เพื่อให้กันต์ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง และอาจจะช่วยโน้มน้าวให้ชายหนุ่มกลับมาทำงานประจำอยู่ที่สวรรค์ พวกเขาจึงมอบตำแหน่งทูตพิเศษประจำสภาสวรรค์ให้หนุ่มไทย ซึ่งตำแหน่งที่ว่านี้ ถือเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจ รองจากสมาชิกของสภาสวรรค์เลยทีเดียว

            “อย่างนี้ก็ต้องเปลี่ยนมาเรียกท่านกันต์ ได้แล้วสินะ”

            คิมเอ่ยแซว แล้วก็ต้องลอบยิ้มเมื่อกันต์หันขวับมาทางเขา แล้วเริ่มโอดครวญยกใหญ่

            “หยุดเลยนะครับ...แค่ผู้คนบนสวรรค์นั่นเรียกผมว่าท่าน ผมก็ทำใจลำบากแล้ว อย่าให้ลามมาถึงยมโลกด้วยเลยครับ ...แถมยิ่งคนรู้จักกันด้วยแบบนี้ ยิ่งแย่ใหญ่  ...ไม่รู้ล่ะ! ถ้าใครแถวนี้เรียกผมว่าท่าน ผมจะงอน แล้วไม่พูดกับคนนั้นอีกเลย!

            พอกันต์พูดจบ คิมที่กลั้นยิ้มก็ต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ เช่นเดียวกับรัน หรือแม้แต่ฮาดี้ที่มักจะเงียบขรึมก็ตาม

            “คุณกันต์นี่นะ ตอนตายใหม่ ๆ เป็นยังไง ...ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น!

            รันเปรยอย่างถูกใจต่อนิสัยของหนุ่มไทย จากนั้นยูกิจึงรับหน้าที่อ้อนให้คนรักหายงอนที่ถูกหัวเราะใส่ และแล้วทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนกันต่อไปที่บ้านพักของหัวหน้าแผนก 13 ซึ่งมีโซระเฝ้าอยู่เพียงลำพัง

           

            โซระยังคงนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่ในห้องนอนของเขา  ก่อนจะวางมันลง เมื่ออ่านไปก็ไม่เข้าหัว ... ความจริงเขาอยากเอ่ยปากชวนคนสำคัญของเขาแต่ละคน ให้มาจัดงานเลี้ยงฉลองในคืนส่งท้ายปีเก่าร่วมกัน แต่ก็รู้สึกเขินจนไม่กล้าพูด และยิ่งมาเห็นว่าแต่ละคนก็มีโปรแกรมฉลองของตน  ก็ยิ่งทำให้โซระพูดไม่ออกเข้าไปใหญ่ จากที่อ้างว่าจะกลับบ้านมาพักผ่อน จึงทำให้ต้องกลับมาพักผ่อนจริง ๆ ทั้งที่คืนนี้เขายังไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิดเดียว

            “ช่วยไม่ได้... เดี๋ยวไปเลี้ยงฉลองกับพวกนั้น ตอนไปเที่ยวโตเกียวแทนก็ได้”

            โซระพึมพำ แล้วปลอบตัวเองให้หายเหงา ทว่าพอจะเอนกายนอน เสียงขลุกขลักจากด้านล่างก็ทำให้เขาชะงัก

            “เจ้าหนูนั่นกลับมาแล้วหรือ...ไม่สิ เสียงฝีเท้ามีมากเกินไป...ใครกัน...”

            แม้จะไม่คิดว่ายมโลกแห่งนี้จะมีโจรผู้ร้าย แต่เสียงการเคลื่อนไหวที่พยายามระแวดระวังไม่ให้เขาได้ยินนั่น ก็ทำให้โซระยิ่งสงสัยมากขึ้น ชายหนุ่มจึงย่องออกจากห้อง แล้วแอบดูจากบันไดชั้นสอง ว่าด้านล่างนั้นเกิดอะไรขึ้น

            “โซระหลับไปแล้วมั้ง...”

            เสียงที่ดังขึ้น ทำให้โซระขมวดคิ้วเพราะจำได้ดีว่า เป็นเสียงของคิมนั่นเอง

            “หลับแล้วก็ดี จะได้เตรียมอะไร ๆ ได้สะดวกหน่อย ...คุณกันต์ จะกั้นเขตแดนในครัวด้วยดีไหม”

            เสียงถัดมาเป็นเสียงของรัน ทำให้โซระขมวดคิ้วน้อย ๆ และเริ่มประมวลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี เมื่อลูกน้องคนโปรดของเขาเอ่ยตอบ

            “ก็ดีครับ...แต่หัวหน้าจะรู้ตัวหรือเปล่า ถ้าผมสร้างเขตแดนขึ้น”

            “ถ้าพวกเราสร้างก็อาจจะรู้ตัว แต่ถ้าของคุณกันต์รับรองว่าจับความรู้สึกได้ยากแน่ ยิ่งถ้าหลับไปด้วยแล้ว ยิ่งไม่รู้สึกตัวใหญ่”

            ฮาดี้เสริมมา จากนั้นสักพักกันต์ก็สร้างเขตแดนรอบ ๆ ในครัวขึ้น ซึ่งก็เป็นอย่างฮาดี้ว่า แม้โซระจะรู้สึกตัวตื่นและจ้องสังเกตอยู่เช่นนี้ เขาก็แทบจะสัมผัสไม่ได้ว่า อีกฝ่ายใช้พลังวิญญาณสร้างเขตแดนเข้าให้แล้ว

            เจ้าหนูก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เลยแฮะ...อืม ช่วยไม่ได้ จะยอมแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ให้ก็แล้วกัน

            โซระคิดในใจพลางอมยิ้มน้อย ๆ แล้วย่องกลับห้อง นอนเล่นบนเตียงแล้วแอบฟังเสียงแว่ว ๆ ของพวกรันที่นาน ๆ จะแว่วขึ้นมาให้ได้ยิน สักพักเขาก็ได้ยินเสียงลี รวมไปถึงตฤณและโค ที่ตามมาสมทบ และยังมีคนอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นคนรู้จักของเขามากมาย จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            “หัวหน้า ...หลับอยู่หรือเปล่าครับ”

            เสียงกันต์ที่มาเรียกเคาะประตู ทำให้โซระอมยิ้ม แล้วจึงแกล้งทำเป็นเงียบ และหยิบผ้าห่มมาคลุมนอน

            “หัวหน้าครับ...เอ่อ ขออนุญาตเข้าไปนะครับ”

            กันต์บอกแล้วค่อย ๆ เปิดประตูห้องเข้าไป เพราะโซระไม่ได้ล็อกประตู  จากนั้นจึงตรงไปที่เตียงและจับบ่าอีกฝ่ายเขย่าเบา ๆ

            “หัวหน้าครับ ตื่นเถอะครับ ...คือ ผมมีอะไรบางอย่างจะให้หัวหน้าเห็นน่ะครับ”

            โซระอมยิ้มก่อนจะแกล้งทำเป็นงัวเงีย แล้วพูดจาพึมพำออกไป

            “ไม่เอา...ง่วง...จะนอน”

            กันต์มีสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะชะงักเมื่อมีใครบางคนเดินตามเขาเข้ามา

            “ง่วงจริงหรือ...อย่างนี้ต้องปลุกแบบเรื่องเจ้าหญิงนิทราเสียแล้วมั้ง”

            เสียงทุ้มกระซิบข้างหู ทำให้คนแกล้งนอนหลับชะงัก เบิกตาโพลง แล้วก็ได้เห็นมิคาอิลชะโงกหน้ามาเสียใกล้หน้าเขา

            “คุณมิคาอิลขึ้นมาได้ไงเนี่ย!

            โซระขยับหนีอีกฝ่ายแล้วยันกายลุกขึ้นไปยืนข้างเตียง จนมิคาอิลนั้นต้องอมยิ้มอย่างนึกขำ ส่วนกันต์มองหัวหน้าของเขาตาปริบ ๆ

            “ก็คิดว่าโซระต้องหาเรื่องแกล้งกันต์อีกน่ะสิ  ฉันเลยตามมาด้วย ...ไม่เอาน่า ตัวเองออกจะรอให้เวลานี้มาถึงอยู่ไม่ใช่หรือไง รีบ ๆ ตื่นลงไปด้านล่างได้แล้ว งานปาร์ตี้รอเจ้าภาพเปิดงานอยู่นะ”

            มิคาอิลพูดราวกับรู้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทำเอาโซระหน้าแดง และกันต์ตาโตด้วยความตกใจ

            “ตอนที่พวกผมเข้ามา หัวหน้าไม่ได้หลับอยู่หรอกหรือครับ!

            “แน่นอน ...โซระหลับง่ายตื่นไวจะตาย และยิ่งตอนที่ฉันเข้ามา พวกเธอก็กำลังเมาท์เมามันกันเต็มที่ ต่อให้คนนอนขี้เซายังไง เสียงลั่นขนาดนั้น ก็ต้องตื่นขึ้นมากันบ้างนั่นล่ะ แต่ที่เห็นว่ายังนอนอยู่ ก็แสดงว่าตื่นแล้ว แต่แกล้งหลับต่อต่างหาก”

             โซระหน้าแดงหนัก แล้วทำเป็นเมินไปทางอื่น แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงกันต์พูดขึ้นบ้าง

            “ถ้าอย่างนั้น หัวหน้าก็คงรู้แล้วว่าพวกเรามารวมตัวกันเพื่ออะไร...เพราะงั้นก็ลงไปด้านล่างกันเถอะครับ จะได้ไปร่วมนับถอยหลังเข้าสู่วันใหม่ของปีใหม่ด้วยกัน...นะครับ”

            โซระหันกลับมามองหน้าลูกน้องคนสนิท อีกฝ่ายนั้นยิ้มอ่อนโยน และยืนรอคอยเขาอยู่ โซระถอนหายใจเบา ๆ แล้วจึงยิ้มรับ พร้อมพยักหน้า

            “ก็ได้... แล้วหวังว่าคงจะมีหมูชุบแป้งทอดในเมนูฉลองนี้ด้วยนะ”

            กันต์ชะงักก่อนจะยิ้มกว้างตอบอีกฝ่าย

            “แน่นอนครับ ไม่พลาดอยู่แล้ว”

            จากนั้นกันต์ก็เดินนำลงไป ซึ่งโซระก็เดินตาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกมิคาอิลฉุดแขนเอาไว้ พอโซระจะเงยหน้าถาม เขาก็ถูกอีกฝ่ายขโมยจูบที่ริมฝีปากเข้าให้

            “คุณมิคาอิล!

            โซระตวาดใส่ ทำเอากันต์หันมามองอย่างแปลกใจ มิคาอิล จึงโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่มีอะไร แล้วหันมากระซิบกับโซระ

            “ของขวัญวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ไงล่ะ  ปีนี้ให้โซระคนแรกเลยนะ”

            “ไม่เห็นอยากได้ของพรรค์นี้เลย!

            โซระตวาดด้วยใบหน้าแดงก่ำ แล้วจึงเดินกระแทกเท้านำหน้ากันต์ลงไป ส่วนกันต์นั้นหันมามองมิคาอิลอย่างหวาดระแวง ทว่าพอได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย เจ้าตัวก็ต้องยิ้มเจื่อน ๆ แล้วรีบเร่งฝีเท้าตามโซระไปติด ๆ

 

            ปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ของบรรดายมทูตแผนก 13 และผู้คนซึ่งสนิทสนมเป็นกันเองกับโซระทั้งหลาย ก็ผ่านพ้นข้ามปีไปได้ด้วยดี พวกเขาต่างแลกเปลี่ยนของขวัญ และส่งมอบของขวัญให้กับคนใกล้ชิด มีบางคนที่ไม่ได้เตรียมไว้ก็ขอติดไว้ก่อน ซึ่งก็ไม่มีใครถือสา เพราะปาร์ตี้นี้เป็นโปรแกรมกะทันหันที่ไม่ได้มีการตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้านั่นเอง

            “พวกแผนก 13 ได้รางวัลพักร้อนฟรีตอนปีใหม่ที่โตเกียวสินะ ...น่าอิจฉาจัง”

            ดาเรียเปรยขึ้นหลังจากที่ผ่านข้ามปีมา และพวกเขาก็ต่างอิ่มหมีพลีมันเป็นที่เรียบร้อย และอยู่ระหว่างการคุยย่อยอาหารกัน

            “อืม...จะว่าไป แผนกบริหารเราก็ได้โควตาพักร้อนมาช่วงปีใหม่ เหมือนกัน ...เราไปเที่ยวที่เดียวกับพวกแผนก 13 ด้วยดีไหม”

            อเล็กเซย์หันไปถามลูกน้องของเขาแต่ละคน ซึ่งต่างก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างยินดีกันแทนคำตอบ ส่วนพนักงานแผนก 13 นั้น บางคนก็อมยิ้ม บางคนก็มองตาปริบ ๆ

            “โห...ไม่ยุติธรรม งั้นฉันไปขอวันหยุดจากทางสวรรค์ด้วยดีกว่า คืนนี้กับพรุ่งนี้ ฉันจะเคลียร์งานเร่งด่วนให้เสร็จ แล้วแพคกระเป๋าตามไปเลย...ตกลงไปโตเกียวกันสินะ”

            มิคาอิลเอ่ยขัดขึ้นบ้าง ด้านยูกิเห็นดังนั้นจึงหันไปหาอังเดร ที่มาร่วมฉลองปีใหม่ด้วยกัน

            “คุณอังเดรคะ ...แผนกเราก็ไม่ได้หยุดพักร้อนมานานแล้วนะคะ”

            “ง่า...ไม่ได้หรอกยูกิ ช่วงปีใหม่ แผนกอื่นอาจจะว่าง  แต่แผนกบุคคล ธุรการ แล้วก็พวกยมทูต ยุ่งกันทุกปีเลยนะ จำไม่ได้หรือไง...”

            อังเดรรีบห้าม ทำให้กันต์หันมามองอย่างแปลกใจ

            “ทำไมล่ะครับ”

            “ก็ช่วงปีใหม่ มีพวกฉลองกันเกินพอดี แถมยังเมาแล้วขับกันเยอะแยะน่ะสิ ...แต่ก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับแผนกพวกเราเท่าไหร่นักหรอก เพราะพวกที่ตายก็พวกวิญญาณธรรมดาทั่วไป ไม่ค่อยมีพวกในแบล็กลิสต์ปรากฏให้รับวิญญาณสักเท่าไร”

            โซระตอบคำถามนั้นแทนอังเดร แล้วจึงหันไปเหลือบมองกันต์ ก่อนจะหันไปทางน้องสาวตนเองบ้าง

            “งั้นพี่ให้หมอนี่ทำงานแทนยูกิ แล้วยูกิก็มาพักร้อนกับพวกเราแทนดีไหมล่ะ”

            กันต์มองโซระตาปริบ ๆ ส่วนยูกินั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยิ้มหวานตอบพี่ชาย

            “เอาเถอะค่ะ ...หนูไม่ตามไปก็ได้ หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ล่ะนะคะ”

             โซระยิ้มตอบ ก่อนจะหันมามองคนที่กำลังจ้องเขาอยู่

            “ง่า...ถ้าคุณยูกิตอบตกลง หัวหน้าจะให้ผมทำงานแทนจริง ๆ สินะครับ”

            โซระซ่อนยิ้ม แล้วจึงตอบไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย

            “แน่นอน ...มีปัญหาอะไรอย่างนั้นรึ”

            กันต์ถอนหายใจเบา ๆ แล้วจึงเปรยตอบเสียงอ่อย

            “ไม่มีแน่นอนครับ...และไม่กล้ามีด้วย”

            คนอื่น ๆ ที่มองอยู่ต่างหัวเราะบ้าง ยิ้มบ้าง ด้วยความขบขันแกมเอ็นดู ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ หนุ่มไทยผู้นี้ก็ยังคงเป็นคนขี้เกรงใจ หัวอ่อน แกล้งง่ายอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้ตามศักดิ์และฐานะจริง ๆ แล้ว พวกเขาในที่นี้ จะต้องให้ความเคารพนอบน้อมกับเจ้าตัวด้วยซ้ำ

 

            “ขอบคุณนะครับสำหรับวันนี้  ราตรีสวัสดิ์นะครับ”

            กันต์บอกกับทุกคน ตอนที่เดินไปหน้าบ้านเพื่อส่งยูกิและคนอื่น ๆ ที่ขอตัวกันกลับก่อน เนื่องจากเห็นว่าดึกมากพอสมควรแล้ว

            “ราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ...”

            ยูกิบอกแล้วเหลือบมองโซระที่กำลังคุยกับมิคาอิลอยู่ พลางชะโงกหน้าหอมแก้มหนุ่มไทยอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะเดินยิ้มจากไป พร้อมพวกรัน คิม ฮาดี้ และอังเดร ที่พักอยู่ละแวกเดียวกัน  ส่วนคนอื่นในแผนก 13 ที่เห็นภาพนั้นได้แต่อมยิ้ม ทว่าไม่มีใครกล้าแซว เพราะกลัวโซระที่ไม่ทันเห็นจะรู้ตัว แล้วหาเรื่องกลั่นแกล้งหนุ่มไทยเข้าให้อีก

            “คู่นี้นี่ มันน่าจะสลับเพศกันเสียจริง จะได้ก้าวหน้ากว่านี้ ...คบกันมาเป็นปี เต็มที่แค่จูบนี่นะ”

            ตฤณบ่นเบา ๆ กับตัวเองเมื่อได้เห็นคู่รักล่ำลากัน  แต่แล้วก็ต้องร้องโอ๊ย เมื่อถูกมือของคนที่อยู่ใกล้ ๆ หยิกเอวเข้า

            “ปากเสีย ...ระวังเถอะ สวรรค์จะลงโทษเข้าให้”

            ตฤณเหลือบมามองคนใกล้ตัว แล้วลอยหน้าตอบ

            “เรื่องของความรัก มันไม่ใช่เรื่องไม่ดีจนต้องถูกลงโทษสักหน่อย”

            โคชะงัก ก่อนจะค้อนขวับใส่ ทำเอาตฤณต้องอมยิ้ม และคิดว่าพอถึงบ้านพัก เขาคงจะต้องง้อให้อีกฝ่ายหายงอนอีกรอบเป็นแน่

            “งั้นพวกฉันกลับบ้างดีกว่า ...เดี๋ยวพรุ่งนี้จะได้เคลียร์เรื่องพักร้อนให้เรียบร้อย  วันถัดมาค่อยเดินทางพร้อมกัน ...ดูจากจำนวนคนแล้ว ฉันว่าพวกเราไปเหมาเรียวกังอยู่รวมกันดีกว่านะ”

            โซระขมวดคิ้วยุ่ง หลังจากได้ฟังมิคาอิลบอก ก่อนจะแย้งกลับไปอย่างสงสัย

            “ช่วงวันหยุดแบบนี้นี่นะ จะมีเรียวกังว่าง ๆ รอให้คุณเหมาเหลืออยู่น่ะ”

            มิคาอิลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เช่นเดียวกับอเล็กเซย์ ที่แย้มยิ้มน้อย ๆ แล้วเป็นอเล็กเซย์ที่เป็นฝ่ายตอบคำถามนั้น

            “ถ้าเป็นเรียวกังของมนุษย์ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นเรียวกังสนธยาที่มีไว้ให้พวกที่ไม่ใช่มนุษย์ หรือมนุษย์ที่พิเศษกว่าชาวบ้านทั่วไปได้พัก ส่วนใหญ่ก็เลยว่างตลอดอยู่แล้ว...แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าโซระชอบนอนแบบโรงแรมหรู ๆ มากกว่า ก็ไปพักตามกำหนดเดิม แล้วนัดกันเที่ยวทีหลังก็ได้”

            โซระขมวดคิ้วยุ่ง เขาเพิ่งเคยได้ยินเรื่องเรียวกังสนธยาอะไรนั่น จากปากของอเล็กเซย์เช่นนี้เป็นครั้งแรก

            “สิทธิพิเศษของเจ้าหน้าที่ระดับสูงน่ะ  ยมทูตทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องนี้กันหรอก...”

            คนอื่น ๆ ที่เพิ่งรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรกขมวดคิ้วยุ่ง  แต่บางคนที่เคยใช้บริการที่พักเหล่านี้มาแล้ว กลับแย้มยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยขึ้นบ้าง

            “ตามปกติเวลาพักร้อนส่วนตัว พวกฉันเองก็มักจะไปใช้บริการในที่แบบนั้น ...มันไม่ได้มีแค่แบบเรียวกังอย่างเดียวนะ แบบโรงแรม แบบคฤหาสน์ แบบบังกะโล ก็มี  ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งเป็นหลัก ... แต่พูดก็พูดเถอะ  ฉันชอบพักตามที่พักของมนุษย์ทั่วไปมากกว่า ...ที่นั่นมันเงียบก็จริง แต่บรรยากาศความหลอนและความอึมครึม ก็มากเป็นเงาตามตัว ...แต่พวกเราที่เป็นวิญญาณก็คงชินบรรยากาศแบบนั้นกันอยู่แล้วสินะ...”

            หัวหน้าแผนกธุรการทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ทำให้คนฟังต้องกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นเขาจึงขอตัวกลับ เช่นเดียวกับดาเรียที่ก็เอ่ยปากขอตัวด้วย แม้ว่าจะมีคำบ่นเสียดายทิ้งท้ายที่เจ้าหล่อนไม่อาจจะไปพักพร้อมคนอื่นยืดยาวตามมาก็ตาม

 

            “เอาไงดีล่ะโซระ ...พักเรียวกังของพวกเดียวกันเอง มันก็น่าสนนะ...ว่าแต่ฟรีใช่ไหมครับ”

            ลีหันมาถามความเห็นของเพื่อนสนิท แล้วหันไปถามมิคาอิล และอเล็กเซย์ที่ยังคงยืนอยู่แถวนั้น

            “แน่นอน งานนี้แผนกบริหารเขารับเป็นเจ้าภาพ...ใช่ไหมอเล็กเซย์”

            “ใช่...เป็นงบของแผนกบริหารที่กันเอาไว้แล้วน่ะ  ถึงจะเพิ่มมาอีกสี่ห้าคน ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก”

            อเล็กเซย์บอกพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งก็สร้างความโล่งอกให้ลีเป็นยิ่งนัก และก่อนที่สมาชิกแผนก 13 จะลงมติตกลงเป็นเอกฉันท์ โซระก็แย้งขัดขึ้นค่อย ๆ เสียก่อน

            “เรียวกังนั่นน่าพักก็จริง แต่ฉันเสียดายตั๋วที่พักโรงแรมเหมือนกันนี่นา”

            “อืม...ถูกของนาย จริงสิ ...งั้นเอาแบบนี้เป็นไง ฉันจะเอาตั๋วไปขาย ตอนที่ไปถึงโลกมนุษย์ ถ้าขายได้ พวกเราก็พักเรียวกังแบบฟรี ๆ แถมยังมีเงินเหลือช็อปปิ้งบนนั้นได้อีก แต่ถ้าไม่ได้ ก็แบ่งพักคืนหนึ่งที่โรงแรม อีกคืนที่เรียวคังก็ได้”

            คำพูดของลี ทำให้ยมทูตแผนก 13 คนอื่นมองเลขาชาวจีนตาปริบ ๆ แต่โซระซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกกลับพยักหน้ารับรู้ และเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อนสนิท ก่อนจะหันมาถามคนที่ยืนอยู่แถวนั้นต่ออย่างสงสัย

            “...ว่าแต่เรียวกังนั่นใหญ่ขนาดไหนกันครับคุณอเล็กเซย์ เพราะลำพังแค่คนในแผนกบริหารก็ปาไปจะยี่สิบคนแล้วนะครับ”

            “หึ ๆ ที่นั่นได้ชื่อว่าเป็นดินแดนสนธยาเชียวนะ ต่อให้ยกกันไปหมดสาขาเอเชีย ก็ยังมีที่ว่างให้พักอยู่ดี”

            มิคาอิลเป็นฝ่ายตอบคำถามแทนเพื่อนสนิท  ทำให้กันต์ที่ฟังอยู่ขมวดคิ้วนิด ๆ และเริ่มได้คิดว่า บางทีการไปพักร้อนตามโรงแรมของมนุษย์ทั่วไป มันอาจจะดีกว่าที่เรียวกังนั่นก็เป็นได้

            “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็โอเคครับ...”

            โซระรับคำ และหลังจากนั้นอเล็กเซย์ และมิคาอิลก็ขอตัวกลับไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับพวกลี โค และตฤณ ที่ขอตัวกลับไปพักผ่อนบ้าง

            “พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของแผนกนี่นะ ฉันว่าจะตื่นสาย ๆ หน่อย ...สักสองโมงเช้า นายค่อยมาปลุกฉันกินข้าว  จากนั้นจะได้เตรียมจัดของกันต่อ ...ไม่รู้ว่าเรียวกังสนธยาอะไรนั่น จะยอมให้คนนอกเข้าไปทำครัวให้กินด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้”

            โซระบ่นพึมพำแล้วเดินกลับเข้าบ้านพักไป เล่นเอากันต์ต้องยืนกลืนน้ำลายลงคอ แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้ง เมื่ออีกฝ่ายหันกลับมามอง

            “เอ่อมีอะไรหรือครับหัวหน้า”

            กันต์เอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองเขาเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร  ทางด้านโซระนั้นเม้มปากน้อย ๆ แล้วจึงหันกลับไป ก่อนจะพึมพำขึ้นเบา ๆ

            “ฉันถามยูกิแล้ว...งานเลี้ยงนี้เป็นความคิดนายสินะ...”

            กันต์ชะงักก่อนจะรับคำตอบ

            “เอ่อ ...ครับ”

            โซระนั้นเงียบไปอีกครู่หนึ่ง จนกันต์นึกหวั่นใจ ทว่าคำพูดของหัวหน้าแผนก 13 ที่เอ่ยขึ้นหลังจากนั้น ก็ทำให้เขาถึงกับยืนตะลึง

            “ขอบใจมาก ...ฉันสนุกมากเลยล่ะ”

            จากนั้นโซระก็เดินจ้ำพรวดเข้าไปในบ้านพัก ทำให้คนที่กำลังยืนอึ้ง เริ่มจะมีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับบนใบหน้า และสักพักหนุ่มไทยจึงเดินตามอีกฝ่ายเข้าไป กลับขึ้นห้องนอน อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และนอนหลับสนิทในเวลาถัดมาไม่นานนัก

 

            เช้าวันเดินทาง เหล่าคณะผู้บริหารและพนักงานแผนกบริหาร  สมาชิกยมทูตแผนก 13 รวมไปถึงหัวหน้าแผนกแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสวรรค์ ก็ต้องพากันยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก เมื่อพบว่ามีสมาชิกใหม่ขอร่วมทางเพิ่มมาด้วยสองคน และเป็นสองคนที่ทำให้สถานที่นั้นเงียบกริบทันทีที่ทั้งคู่ปรากฏตัว

            “เป็นไง ...แปลกใจสินะ ที่ฉันมาด้วย ...เธอนี่ช่างเป็นลูกศิษย์ที่ใจร้ายจริง ๆ จะเที่ยวทั้งที ไม่คิดจะมาถามไถ่ชวนอาจารย์ให้ไปด้วย แย่ชะมัด”

            อาริเอลเป็นฝ่ายบ่นขึ้นก่อน ส่วนชาโลมได้แต่ลอบถอนหายใจ จริง ๆ แล้วเขานั้นถูกสมาชิกสภาสวรรค์คนอื่นบังคับให้มาเกลี้ยกล่อมให้อาริเอลเปลี่ยนใจ ในเรื่องที่จะขอไปพักร้อนที่โลกมนุษย์  แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ให้ชาโลมลงไปประกบดูแลอีกฝ่ายที่เป็นคนสำคัญของสวรรค์ แทนพวกตน ซึ่งชาโลมก็พอจะรู้ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ล่วงหน้า ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมเพื่อนสนิทคนนี้ด้วยซ้ำ

            “เอ่อ...อาจารย์รู้ได้ยังไงล่ะครับ”

            “หึฉันก็มีสายลับแฝงอยู่ในยมโลกเหมือนกันนะ  เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดข่าวคราวในยมโลกแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวซุบซิบเล็กน้อย หรือข่าวดังเปรี้ยงปร้างแค่ไหนก็ตาม”

            คำตอบของอาริเอล ทำให้ใครหลายคนมองหน้า ขมวดคิ้ว กันตาปริบ ๆ และก่อนที่เรื่องราวจะดูบานปลายไปมากกว่านี้ ชาโลมก็เอ่ยขึ้นตัดบทเสียก่อน

            “พวกเรามารบกวนพวกคุณหรือเปล่า...ถ้ารบกวน เราจะได้แยกตัวออกไป ... นายเงียบไปเลยอาริเอล แค่ยอมให้ลงมานี่ก็ดีแล้วนะ”

            ท้ายประโยคชาโลมหันมาเอ่ยดักคอ คนที่อ้าปากเตรียมจะประท้วง ทำให้อาริเอลชะงักแล้วเมินไปอีกทางอย่างนึกงอน

            “ไม่เลยครับท่าน ...ถ้าท่านไม่รังเกียจที่พักซึ่งพวกเราจะไปพัก ก็เชิญได้เลยครับ ...คือที่นั่นสะดวกสบายทุกอย่างก็จริง แต่บรรยากาศค่อนข้างอึมครึมไปนิด ...เอ่อ ไม่ใช่อึมครึมกดดันเหมือนกับพวกพลังงานด้านลบหรอกนะครับ แต่เป็นแบบเย็น ๆ เยือก ๆ เหมาะกับพวกวิญญาณทั่วไปมากกว่าน่ะครับ”

            มิคาอิลรีบแย้งขึ้นมา ทำให้ชาโลมหันมามองพลางนิ่งคิด ก่อนจะพยักหน้ารับรู้

            “แบบนั้นก็คงดีเหมือนกัน ...นายล่ะโอเคใช่ไหม อาริเอล”

            อาริเอลชำเลืองมองเพื่อนสนิท แล้วหันขวับกลับไปอย่างนึกงอนไม่หาย แต่ก็ยังคงพยักหน้ารับรู้กับมิคาอิลตามปกติ

            “โอเคนะครับ ...ถ้าอย่างนั้นในเมื่อทุกคนพร้อมกันแล้ว ก็เชิญออกเดินทางกันได้เลยครับ ผมจะล็อกทางออกปลายทางเป็นที่ด้านหน้าของเรียวกังเลย ซึ่งผมแจ้งทางนั้นไปเรียบร้อยแล้ว”

            มิคาอิลพูดจบ ก็นำทางทุกคนเข้าไปสู่หอสมุดประจำยมโลก และพาไปยังห้องซึ่งมีกระจกมิติที่ตอนนี้ปลายทางเชื่อมต่อกับเรียวกังสนธยาในโตเกียว นั่นเอง

            “เชิญพวกคุณก่อนได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

            ชาโลมออกปาก เมื่อคนอื่น ๆ ในยมโลก ยังไม่มีใครกล้าเดินเข้ากระจกนั้น  ทางด้านอเล็กเซย์ลอบถอนหายใจนิด ๆ ก่อนจะหันไปหาหัวหน้าของเขา

            “เชิญเลยครับคุณฟง  เอ้า! ทุกคนในแผนกบริหาร เข้าแถวให้เรียบร้อยและทยอยกันเดินเข้าไปทีละคน ไม่ต้องรีบร้อนแย่งกันนะ”

            พอได้ยินคำพูดของอเล็กเซย์ต่างคนก็ต่างอมยิ้มนิด ๆ บรรยากาศกดดันก่อนหน้านั้นก็ค่อยคลายลง และต่างคนก็ต่างทยอยเดินเข้าไปในกระจก จนกระทั่งถึงคิวของพวกยมทูตแผนก 13

            “ง่า...อาจารย์ เชิญเลยครับ เข้าก่อนได้เลย”

            กันต์หันไปบอกกับอาริเอล ซึ่งอาริเอลก็ลอบยิ้มน้อย ๆ แต่ก็ยังทำเป็นเชิดหน้าใส่

            “เขาแกล้งงอนเธอน่ะ ...ไปได้แล้วอาริเอล คนอื่นเขาจะได้เดินทางกันต่อ”

            ชาโลมแทรกขึ้นมา แล้วดันหลังร่างของเพื่อนสนิทให้เดินเข้าไป โดยอาริเอลที่ถูกขัดความสนุก ถึงกับบ่นอุบอิบเดินนำไปก่อน ส่วนกันต์นั้นได้แต่มองตามอาจารย์ตาปริบ ๆ แล้วหลุดถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อเทวดาระดับสูงทั้งคู่ ก้าวผ่านกระจกมิติเข้าไปแล้ว

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกันบ้างเถอะ”

            โซระเอ่ยขึ้นหลังจากยืนรออยู่เงียบ ๆ มาได้พักใหญ่  หัวหน้าแผนก 13 เห็นลางเค้าความวุ่นวายจากสมาชิกที่ร่วมพักแต่ละคน  ทว่าเขาก็อดรู้สึกสนุกขึ้นมานิด ๆ ไม่ได้อยู่ดี

            “ครับ หัวหน้า!

            สมาชิกบางคนในกลุ่มรับคำ และต่างทยอยเดินกันเข้าไปทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงมิคาอิลกับอเล็กเซย์ที่อยู่หน้ากระจกมิติ

            “สายลับที่ว่าคงไม่ใช่นายใช่ไหม มิคาอิล”

            อเล็กเซย์หรี่ตามมองเพื่อนอย่างจับผิด ทำเอามิคาอิลสะดุ้งโหยง แล้วรีบปฏิเสธ

            “ไม่ใช่สงสัยฉันได้ไงกัน  ฉันมีเวลาที่ไหนจะไปแจ้งข่าวให้ทางโน้นทราบได้ล่ะ ...บางทีท่านอาริเอล อาจจะรู้เรื่องฉันขอลาพักร้อน กับทางสวรรค์  แล้วอาจจะสืบรู้มาว่าแผนก 13 ก็พักร้อนเหมือนกัน ก็เลยตามลงมาและอ้างแบบนั้นก็ได้นะ”

            อเล็กเซย์ถอนหายใจเบา ๆ เพราะดูจากท่าทางแล้ว มิคาอิลคงไม่ได้พูดโกหกเขา แต่อย่างใด

            “ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป ...มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แต่บางทีคนของเราก็ไม่ค่อยชิน เวลามีคนใหญ่คนโตร่วมเดินทางด้วยก็เท่านั้น จากที่จะสนุก จะกลายเป็นเกร็งจนไม่กล้ารื่นเริงเอา”

            มิคาอิลฟังแล้วก็อมยิ้มนิด ๆ แล้วจึงเอ่ยตามมา

            “กับท่านชาโลมอาจจะเป็นแบบนั้น แต่เชื่อเหอะว่าไม่ใช่กับท่านอาริเอลแน่  งานเลี้ยงที่มีท่านเข้าร่วมแต่ละครั้ง นายก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่า ท่านสามารถปรับตัวให้เข้ากับพวกเราทุกคนได้ดีขนาดไหน  ต่อให้เป็นท่านชาโลมเองก็เถอะ ถึงจะตำแหน่งสูงขนาดนั้น แต่ท่านก็ไม่เคยถือตัวให้เห็นเลยสักนิดนะ”

            อเล็กเซย์ฟังเพื่อนบอกแล้วก็ยิ้มออกตามมา

            “อืม...นั่นสิ ฉันอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้  นาน ๆ ได้หยุดพักร้อนพร้อมคนอื่นทีก็แบบนี้ล่ะนะ”

            “ใช่แล้ว ...นายควรจะได้พักบ้าง แล้วฉันก็ดีใจนะ ที่นายเป็นตัวตั้งตัวตีคิดเรื่องนี้ขึ้น”

            มิคาอิลโอบบ่าเพื่อน พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชักชวนกันเดินเข้าไปในกระจกมิติ และเมื่อทุกคนผ่านไปหมดแล้ว ประตูกระจกจึงค่อย ๆ ปิดลง  และกลับกลายเป็นบานกระจกใสเหมือนเมื่อก่อนหน้านั้น

           

            เรียวกังสนธยา ช่างดูลึกลับสมกับชื่อเสียเหลือเกิน ทว่าในความลึกลับนั้น กลับมีความสวยงาม และเงียบสงบปนอยู่ด้วย ทำให้คนที่มาถึงที่นี่ครั้งแรก รู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อย

            “สวยจัง ผมก็คิดว่ามันจะเป็นแบบไหน แต่นี่ยังกับอยู่ในดินแดนเทพนิยายเลยนะครับ”

            กันต์เอ่ยอย่างชื่นชม แม้บรรยากาศของที่นี่จะอยู่ท่ามกลางความมืด ทว่าท้องฟ้าที่ไร้แสงอาทิตย์กลับเต็มไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ มีแสงออโรร่าสลับเปลี่ยนสีดูงดงาม อากาศเย็นสบายกำลังดี มีกลิ่นหอมของดอกไม้ใบหญ้าโชยมาเป็นระยะ โคมไฟแบบญี่ปุ่นประดับเป็นแสงสว่างเรือง ๆ ไปตลอดทางเข้า

             แม้สภาพทางเข้าของเรียวกัง ที่มองภายนอกนั้นอาจจะดูคับแคบ แต่ทว่าพอเข้าไปด้านในนั้น พวกเขาก็ต้องพบกับสวนกว้าง และออนเซ็นทั้งกลางแจ้ง และส่วนตัว  ซึ่งนั่นก็ทำให้พนักงานแต่ละคน ที่เพิ่งเคยมาครั้งแรก ถึงกับพูดคุยชื่นชมกันอื้ออึงเลยทีเดียว

            “ใครอยากพักห้องแบบไหน โซนไหน เชิญไปแสดงความจำนงที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ได้เลยนะครับ ...ทางนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายให้แขกทุกท่านได้ทราบเอง ...”

            เจ้าหน้าที่ซึ่งใส่ชุดเครื่องแบบของเรียวกัง ออกมาทำการต้อนรับแขกกลุ่มใหญ่ และเชื้อเชิญให้ทุกคนตามเขาไปที่ห้องโถงกลาง ซึ่งถูกออกแบบกึ่งญี่ปุ่นและสากล ดูกลมกลืนยิ่งนัก  สำหรับแผนกบริหาร อเล็กเซย์ลองสอบถามสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ขอเป็นพักรวมในห้องใหญ่ แบ่งเพศกันนอน มีไม่กี่รายที่ขอเป็นห้องส่วนตัว ซึ่งรองผู้บริหารประจำแผนก ก็จัดการติดต่อให้อย่างรวดเร็ว 

            “ของพวกฉันขอเป็นห้องคู่ ที่อยู่เงียบ ๆ แล้วก็มีห้องน้ำ กับออนเซ็นส่วนตัวแล้วกัน”

            ชาโลมบอกความประสงค์ออกไป ทำให้อาริเอลต้องมองอีกฝ่ายตาปริบ ๆ

            “ใจคอจะเฝ้ากัน ยันกระทั่งเวลานอนเลยหรือไง”

            “ใช่...เพราะมันเป็นมติจากสภาสรรค์  นายคิดหรือว่าฉันอยากจะตัวติดกันกับนายยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนี้น่ะ”

            ชาโลมหันไปเปรยตอบนิ่ง ๆ ทำให้คนฟังนึกงอนอีกครั้ง ทว่าคนที่พูดออกไปกลับอมยิ้มนิด ๆ แล้วทำเป็นเฉยชา เมื่ออีกฝ่ายเหลือบมามอง

            “ฉันไปนอนกับกันต์ก็ได้”

            อาริเอลเปรยลอย ๆ แต่ก็เรียกสีหน้าหงุดหงิด แล้วน้ำเสียงห้วน ๆ จากคนยืนข้าง ๆ ทันที

            “ไม่ได้!

            “ทำไม...หน้าที่อีกหรือไง  ถ้าเป็นอย่างนั้น กันต์เองก็เหมาะจะเป็นองครักษ์ของฉันอยู่นะ เพราะฝีมือเขาก็ระดับแนวหน้า แถมยังเป็นนักรบเทพอีกด้วย จริงไหม”

            อาริเอลบอกแล้วยิ้มน้อย ๆ อย่างติดเจ้าเล่ห์ ทำให้ชาโลมต้องถอนหายใจ แล้วโน้มใบหน้าลงกระซิบเบา ๆ กับอีกฝ่ายให้ได้ยินกันแค่สองคน

            “จริง ๆ แล้วฉันก็อยากมาพักร้อนพร้อมกับนาย ...แล้วอยู่ใกล้ ๆ นายด้วย ...ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้ถูกบังคับฉันก็คงปฏิเสธไปแล้ว ...นายก็น่าจะรู้ดีนี่นะ”

            อาริเอลหน้าแดงนิด ๆ ก่อนจะอมยิ้มน้อย ๆ แล้วกระซิบบอกกลับไป

            “ก็พูดแบบนี้แต่แรกก็สิ้นเรื่อง ทำเต๊ะไม่เข้าท่าไปได้ ...อ้อ ตกลงช่วยจัดห้องพักแบบที่หมอนี่ต้องการให้ทีนะครับ”

            ท้ายประโยคอาริเอลบอกกับประชาสัมพันธ์ที่รอฟังอยู่ อีกฝ่ายนั้นโค้งรับแล้วยิ้มให้ จัดการเช็คห้องทางจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะหยิบกุญแจเบอร์ห้องส่งให้กับอาริเอล

            “เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่นำไปให้นะคะ มีอะไรต้องการเพิ่มเติม ก็แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ของเราได้เลยค่ะ”

            “ขอบคุณครับ”

            อาริเอลรับคำ แล้วเดินตามอีกฝ่ายไป โดยมีชาโลมเดินตามมาไม่ห่างนัก ทั้งคู่รู้สึกชอบใจบรรยากาศในเรียวกัง ที่มันอาจจะวังเวง และพนักงานแต่ละคน แวบไปแวบมา โดยไร้เสียงฝีเท้าเดินสักนิด  แต่โดยรวมแล้วมันก็สงบเงียบ และมีแต่พวกเดียวกันเอง ดีกว่าที่จะไปพักรวมกับมนุษย์ และต้องคอยระวังตัวไม่ให้ถูกจับผิดนั่นล่ะนะ

           

            สำหรับแผนก 13 นั้น พวกเขาเลือกเรือนพักผ่อนโซนเดียวกัน ซึ่งพอเปิดประตูห้องแต่ละห้องออกมา จะเจอออนเซ็นแช่รวม ในสวนด้านนอก  แต่ถ้าใครไม่กล้าแช่ ด้านในก็ยังมีห้องน้ำ และอ่างน้ำขนาดเล็กไว้แช่ส่วนตัวด้วยเช่นเดียวกัน

            “ทำไมต้องแยกห้องกันด้วยอะ!  นอนห้องเดียวกันดีกว่านะ!

            ตฤณที่ถูกปฏิเสธจากโค เรื่องที่จะขอนอนร่วมห้องเดียวกัน ยังคงมานั่งตื๊อต่อที่ห้องของอีกฝ่าย จนโคชักนึกรำคาญ

            “ห้องก็ติดกันแค่นี้ อยากมาหาก็มาสิ เรื่องแค่นี้ก็ต้องโวยวายด้วย น่ารำคาญ!

            ตฤณชะงัก เจ้าตัวทำหน้าสลดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างตามมา

            “หมายถึงคืนนี้ก็มานอนด้วยได้ใช่ไหม!

            โคสะดุ้ง ทว่าพอจะแก้ตัว ก็ถูกอีกฝ่ายเอ่ยขัดเสียก่อน

            “พูดแล้วห้ามคืนคำด้วยนะ!

            “เออจะมาก็มา แต่นอนเฉย ๆ นะ ห้ามรุ่มร่ามด้วยล่ะ!

            โคตัดบทอย่างรำคาญ และนึกหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายทำหน้าตายิ้มแย้มร่าเริง เสียจนชวนให้หมั่นไส้

            “รับรอง...ถ้านายไม่อนุญาต ฉันก็จะไม่ทำอะไรเกินเลย”

            โคหน้าแดงแล้วมองซ้ายมองขวาเพื่อหาอะไรเขวี้ยงใส่อีกฝ่ายเพื่อแก้เขิน และเหมือนจะรู้ตฤณจึงรีบลุกหนี แล้วส่งจูบให้กับชายหนุ่ม ก่อนจะเผ่นกลับเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

            อีกด้านหนึ่ง กันต์ นั้นได้ห้องพักเดี่ยวติดกับห้องของโซระ ชายหนุ่มรับรู้ถึงบรรยากาศอึมครึม ตามที่มิคาอิลได้บอกไว้ ก็ต่อเมื่อได้มานอนพักอยู่ห้องกว้าง ๆ คนเดียว แถมยังเงียบจนไม่ได้ยินเสียงคุยของใคร แม้ว่าห้องข้าง ๆ จะมีพรรคพวกของเขาอยู่ก็ตาม

            “ฮะ ๆ มันก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วนี่นะ”

            “สวัสดีค่ะ...คุณลูกค้า”

            เสียงที่จู่ ๆ ก็ดังจากเบื้องหลัง ทำให้กันต์สะดุ้งเฮือก แล้วหันขวับมามอง อีกฝ่ายเป็นพนักงานสาวใส่ชุดกิโมโนสีชมพู เจ้าตัวยิ้มหวานเย็นยะเยือกส่งให้ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ฟังดูวังเวงยิ่งนัก

            “ดิฉันนำอาหารว่างมาเสิร์ฟคุณลูกค้าค่ะ  แล้วจะมาเรียนให้ทราบว่า ในเรือนซากุระแห่งนี้ จะรับอาหารเย็นพร้อมกันในเวลา 18 นาฬิกา  ที่ห้องอาหารของเรือน  ส่วนอาหารเช้าก็เป็นเวลา 7 นาฬิกาค่ะ”

            กันต์ยิ้มเจื่อน ๆ ตอบ ก่อนจะสะดุ้งเฮือกตามมา เมื่อสาวเจ้าโค้งให้เขา แล้วเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา

            “ง่า...ก็มันเป็นเรียวกังสนธยานี่นะ ...ช่วยไม่ได้ ...”

            ชายหนุ่มพยายามตั้งสติ ข่มอกข่มใจเอาไว้ จะว่าไปแม้เขาจะเห็นวิญญาณหรือปีศาจมามากมาย แต่มาแบบวูบไปวูบมาแบบนี้ เขาก็เพิ่งจะได้พบครั้งแรกนี่ล่ะ

           

            หลังจากจัดห้องพักให้ทุกคนเรียบร้อย มิคาอิลกับอเล็กเซย์ ก็ยังคงยืนตกลงกันเรื่องที่พัก เมื่อหัวหน้าแผนกแลกเปลี่ยนบุคลากรฯ นั้น ยังคงยืนกรานขอพักห้องคู่ร่วมกับเพื่อนสนิทไม่ยอมเปลี่ยน

            “ก็ฉันกลัวตื่นสาย ...นายอยู่ด้วยก็จะได้คอยช่วยปลุกไง”

            มิคาอิลหาข้ออ้างไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่อยากดื่มด้วยกัน กินข้าวร่วมกัน คุยปรึกษาหารือเรื่องงานด้วยกัน ทว่าอเล็กเซย์ก็มีข้อโต้แย้งให้ได้ตลอด

            “...ถ้านายตื่นสายจริง ๆ ฉันเดินไปปลุกนายถึงห้องเองก็ได้”

            มิคาอิลถอนหายใจยาว แล้วจึงช้อนตามองอีกฝ่ายกึ่งอ้อน ทว่ามันกลับดูน่าหมั่นไส้ยิ่งกว่าชวนให้สงสาร

            “ทำไมถึงอยากนอนห้องเดียวกันนัก บอกเหตุผลมาตรง ๆ ดีกว่า”

            อเล็กเซย์ยื่นคำขาด ทำให้คนฟังถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยักไหล่นิด ๆ อย่างยอมแพ้

            “ก็อยากกอดนาย... เวลาได้กอดนายแล้วมันทำให้ฉันหลับสบายดี ...นายก็รู้ดีนี่อเล็กเซย์ ฉันมันพวกติดที่ ถ้าไปนอนที่อื่น ต่อให้ดีให้หรูขนาดไหน ก็นอนหลับยากน่ะ ...แต่ถ้ามีคนคุ้นเคยให้กอด ก็ว่าไปอย่าง”

            อเล็กเซย์ขมวดคิ้วยุ่ง นี่ถ้าเป็นคนอื่นนอกจากมิคาอิลมาพูดแบบนี้ เขาก็คงไม่มีทางเชื่อว่าเจ้าตัวพูดจริง แต่นี่เป็นเพื่อนที่คบหาสนิทกันมานาน จนเขาพอจะมองออกได้เลยว่าเวลาใดอีกฝ่ายพูดจริงหรือเล่น

            “เหตุผลงี่เง่าไม่เปลี่ยน... ต่อให้ไม่ได้หลับสักสองสามคืน สำหรับนายมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่”

            “มันก็จริง...แต่ถ้าให้เลือก ฉันก็อยากหลับสบาย ๆ โดยการนอนกอดคนรู้ใจไปด้วย ...ไม่ได้เชียวหรือ”

            อเล็กเซย์ถอนหายใจเบา ๆ  แล้วจึงพยักหน้ายอมรับอย่างเสียไม่ได้ เพราะไม่งั้นมิคาอิลก็คงตื๊อเขาอีกนาน เผลอ ๆ จะแอบยกหมอนยกผ้าห่ม ย่องมานอนด้วยคืนนี้ก็ได้

            “แต่อนุญาตแค่ให้กอดนะ อย่าเล่นพิเรนทร์ฝากรอยบ้า ๆ อะไรไว้เหมือนคราวก่อนด้วยล่ะ!

            ประโยคถัดมาอเล็กเซย์นั้นเอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเยียบเย็น จนคนมองต้องกลืนน้ำลายลงคอ อย่างนึกหวาดหวั่น 

            “ง่า...ไม่ทำอีกแล้วแน่นอน สบายใจได้”

            มิคาอิลรีบยกไม้ยกมือสัญญา ทำให้อเล็กเซย์ทำเสียงฮึในลำคอเบา ๆ จากนั้นทั้งคู่จึงนำกุญแจห้องที่ทางประชาสัมพันธ์จัดให้ เดินตามพนักงานต้อนรับไปเข้าพักห้องของพวกเขาต่อไป

 

            และหลังจากที่บรรดายมทูตและเทวดาทั้งหลายได้เข้าพักเรียบร้อย ด้านหน้าเรียวกัง ก็กำลังมีแขกอีกกลุ่มมาเยือนเช่นเดียวกัน

            “สุดยอดไปเลยไป๋หลง ...ผมไม่คิดเลยว่าที่ญี่ปุ่นจะมีเรียวกังแบบนี้อยู่ด้วย นี่ถ้าไม่ได้คุณพามา หาให้ตายก็คงหาไม่เจอล่ะมั้งนั่น”

            ชายหนุ่มรูปร่างสูงในชุดสูท หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ท่าทางอารมณ์ดี เอ่ยขึ้นกับชายหนุ่มผมยาวผูกผมเรียบร้อยในชุดผ้าไหมจีนสีขาวข้าง ๆ 

            “เล็ก ๆ น้อย ๆ เองครับ ... อีกอย่าง ที่ชวนกันมาวันนี้ นอกจากอยากแนะนำที่พักดี ๆ ให้แล้ว ผมเองก็อยากขอแรงพวกคุณ ให้ช่วยเหลือกันบ้างนิดหน่อยล่ะนะครับ”

            คนฟังเลิกคิ้ว ก่อนจะมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของอีกฝ่าย แล้วจึงอมยิ้มนิด ๆ

            “อ้อ...นั่นสินะ ได้เลย ...นี่แสดงว่าผมเลือกเวลามาท่องเที่ยวได้เหมาะเลยใช่ไหมล่ะ”

            “ก็ราว ๆ นั้นล่ะครับ ...อ้อ มาพอดี สวัสดีครับชินซัง”

            ไป๋หลงหันไปอีกทางเมื่อได้ยินเสียงบานประตูไม้เลื่อนออก พร้อมกับมีชายวัยกลางคนสวมเครื่องแบบของเรียวกังออกมาโค้งต้อนรับ

            “ยินดีต้อนรับครับ ไป๋หลงซัง ...อ้าว มีเพื่อนมาเพิ่มหรือครับ”

            เจ้าตัวหันไปมองกลุ่มชายหนุ่มอีกกลุ่ม ซึ่งต่างก็ยิ้มน้อย ๆ ให้เขาเช่นเดียวกัน

            “ใช่ครับ ...พอดีเพื่อน ๆ ของผมกลุ่มนี้เขามาเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนี้พอดี ผมเลยชวนให้มาพักที่นี่แทน ...อ้อ คนกลุ่มนี้ เขาทำอาชีพรับส่งของอยู่น่ะครับ  ถึงบริษัทของเขาจะอยู่ที่ไทย แต่ผมก็มักให้เขาส่งสินค้าพิเศษข้ามประเทศมาบ่อย ๆ ทางคุณถ้าสนใจก็ติดต่อขอใช้บริการได้นะครับ  บริการของเขาดีจริง ๆ”

            พนักงานเรียวกังทำตาโตเมื่อได้ยิน แล้วจึงหันมาโค้งให้กับกลุ่มแขกของเรียวกังที่เพิ่งมาใหม่

            “น่ายินดีจริง ๆ ครับ พวกผมเองออกไปไหนข้างนอกนี้ไม่ได้ แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ของจากข้างนอกนั่นเหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็มักซื้อขายกับพวกพ่อค้าคนกลางนั่นล่ะครับ แต่บางคนก็หน้าเลือดใช่น้อย... มีไป๋หลงซัง นี่ล่ะครับ ที่พอจะให้ราคายุติธรรมได้บ้าง...”

            “หึ ๆ เป็นเพราะผมไม่อยากเอาเปรียบคนทำมาค้าขายด้วยกันนั่นล่ะครับ...ลดได้ก็ลด แถมได้ก็แถม”

            ไป๋หลงบอกพร้อมรอยยิ้ม แต่นั่นกลับทำให้เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายเขา ต้องชำเลืองมองคนพูดตาปริบ ๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อร่างสูงก้มหน้าลงมามอง พร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก

            “จริง ๆ ที่ญี่ปุ่นนี่ก็น่าสนอยู่ไม่น้อยนะครับ ...สงสัยผมคงต้องวางแผนขยายสาขาข้ามประเทศมาบ้างเสียแล้วล่ะครับ”

             พอชายในชุดสูทพูดจบ ชายที่ถูกเรียกว่าชินซัง ก็มีรอยยิ้มยินดี แล้วรีบบอกกับอีกฝ่าย

            “ดีเลยครับ  แล้วผมจะรอนะครับ”

            “ฮ่า ๆ ได้เลยครับ ...แต่คงต้องขอปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญพื้นที่ก่อนสักพัก เพราะกลัวไปทับเส้นทำมาหากินใครเขาเข้า”

            ไป๋หลงอมยิ้มกับคำพูดของอีกฝ่าย แล้วจากนั้นชินซังจึงนำแขกใหม่ทุกคน เข้าไปยังที่พัก ซึ่งสำหรับไป๋หลง และผู้ช่วยผู้น่ารักของเจ้าตัวนั้น พวกเขาได้ห้องคู่ให้พักผ่อนร่วมกัน ส่วนผู้คนอีกกลุ่มนั้น ได้ที่พักเป็นส่วนตัวในอีกโซน แยกห่างออกไป

            “ไงครับ มาซาโยชิคุง ...ไม่ชอบหรือครับ ที่ต้องมาอยู่ห้องเดียวกันแบบนี้”

            หนุ่มน้อยหน้าตาดีสะดุ้ง แล้วหันไปยิ้มเจื่อน ๆ ให้อีกฝ่าย

            “ก็ไม่เชิงไม่ชอบหรอกครับ แต่ว่า...”

            “กลัวโดนผมแกล้งสินะครับ”

            ไป๋หลงต่อให้ทำให้อีกคนหัวเราะแห้ง ๆ แล้วก็ทำหน้ามุ่ยตามมา เมื่อมักจะถูกอีกฝ่ายอ่านใจได้อยู่เสมอ

            “หึ ๆ เมื่อครู่ไม่ได้อ่านใจเลยนะครับ ...อ่านจากสีหน้าล้วน ๆ เลยล่ะครับ”

            คำพูดนั้นทำให้คนที่กำลังหน้ามุ่ยชะงัก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้าแดงน้อย ๆ แล้วหันไปมองอีกทางและพยายามบังคับตัวเองไม่ให้คิดอะไรฟุ้งซ่านจนไป๋หลงนึกสงสาร

            “จริงสิครับ ...ภาษาวิญญาณที่สอนไปให้ใช้ได้ดีไหมครับ พูดคุยกับทางนั้นรู้เรื่องไหม”

            มาซาโยชิชะงัก ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วรีบตอบ โดยลืมเรื่องเมื่อครู่ไปหมดสิ้น

            “ใช้ได้เลยล่ะครับ เมื่อครู่คุณจุมพลยังบอกผมเลยว่า น่าสนใจและอยากหัดพูดบ้าง”

            “งั้นหรือครับ... อืม ดีเหมือนกันนะครับ  ไว้ผมจะลองปรึกษากับคุณกนธีดู  บางทีถ้าทางนั้นสนใจเรียนกันหลายคน ผมก็อาจจะลดราคาให้เป็นกรณีพิเศษ ...เพราะยังไงก็คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น”

            ไป๋หลงเปรยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มน้อย ๆ อย่างเจ้าเล่ห์นิด ๆ ทำเอามาซาโยชิชะงัก แล้วลอบถอนหายใจ นึกสงสารพวกเพื่อนใหม่ของเขา ที่ไม่รู้จะต้องควักกระเป๋าจ่ายเท่าไหร่ เพราะขนาดเขาที่เป็นผู้ช่วยสนิทสนมกันดี ยังต้องทำงานฟรีแทนเกือบสามเดือน เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ที่เจ้าตัวบอกว่าลดให้เป็นพิเศษแล้วด้วยซ้ำ

           

            อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นโซนพักของทางบริษัทขนส่ง D.D.  แต่ละคนต่างก็แบ่งห้องนอนเป็นห้องคู่ ยกเว้นหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม ซึ่งก็คือพอลล่านั้น ก็ได้ห้องเดี่ยวไปตามระเบียบ

            “ฉันละหวาดเสียวจริง ๆ กลัวเจ้ายักษ์ขี้โมโหนั่น จะบินตามมาญี่ปุ่น นี่เลยตัดสินใจโทรบอกก่อนเดินทางแล้วปิดเครื่องมาตลอดเลยนะเนี่ย ...และพอจะโทรบอก ก็ดูสิ ไม่มีคลื่นเสียอย่างนั้น ไม่รู้ป่านนี้ทางนั้นจะอาละวาดอะไรบ้างก็ไม่รู้”

            พิรัลที่จับคู่พักห้องเดียวกับอัศนีบ่นอุบ ทำให้อัศนีที่ได้ฟังถึงกับถอนหายใจตามมา

            “พอ ๆ กันนั่นล่ะ ...รายของฉันนี่เตรียมจะนั่งเครื่องตามมาเลยด้วยซ้ำ  แต่ฉันเบรกไว้ก่อน เพราะคุณมาลุตแอบโทรมาบอกก่อนหน้านั้น ว่าทางองค์กรมีงานต้องเคลียร์อีกเพียบ ให้ฉันช่วยกล่อมให้หน่อย เพราะตั้งแต่เจ้าตัวรู้ว่าประธานกับพวกเราจะมาเที่ยวญี่ปุ่น พี่แกก็ไม่เป็นอันทำงาน แล้วรั้นจะตามฉันมาท่าเดียว”

            พิรัลขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะถอนหายใจเช่นเดียวกับเพื่อนสนิท

            “ต่างคนต่างมีแฟนขี้หวงกันทั้งคู่เลยนะพวกเรา”

            “ฮะ ๆ นั่นสิ ...นี่ถ้าจู่ ๆ เกิดโผล่มาเคาะประตูห้องเราตอนนี้ได้ล่ะก็  จะให้ทำอะไรก็ยอมให้เลยนะนั่น”

            อัศนีบอกอย่างนึกขำ ทว่าเขาก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู พร้อมกับบานประตูที่ถูกเลื่อนออก ผู้ที่เลื่อนประตูเป็นพนักงานสาวในเรียวกัง หากแต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สองคนที่เดินตามมาด้วยนั้น คือคนที่ทั้งพิรัลและอัศนีรู้จักดี

            “อืม...เมื่อครู่คลับคล้ายคลับคลา ใครบอกว่าถ้าพวกเรามาที่นี่ได้ แล้วจะยอมให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหมไอศูรย์"

            เตชินทร์หันไปถามเพื่อนสนิท ซึ่งไอศูรย์ก็ยกยิ้ม ทว่าพิรัลนั้นรีบขัดขึ้นเสียก่อน

            “ง่านั่นมันอัศนีพูดเองนะครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ!

            อัศนีหันมามองเพื่อนตาปริบ ๆ ก่อนจะหันไปทางเตชินทร์เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้น

            “งั้นตกลงพวกเราจะนอนร่วมกันสี่คนแบบนี้ หรือจะเปลี่ยนห้องนอนกันดีล่ะ...หือ”

            ลงท้ายอัศนีก็ต้องตามเตชินทร์ไปพักห้องที่อยู่ถัดไป ไม่ห่างกันมากนัก และห้องที่เดิมเคยเป็นของพิรัลกับอัศนี ก็กลายเป็นว่าไอศูรย์นั้นมาอยู่แทนสมิงหนุ่ม

            “เป็นสถานที่ใช้ได้ทีเดียว ...ว่างั้นไหม นกน้อย”

            ไอศูรย์บอกแล้วหันมายิ้มให้ แต่อีกคนนั้นกลับยิ้มเจื่อน ๆ ตอบ

            “ผมก็ว่างั้นล่ะครับ”

            “อืม ...นั่นสินะ มันดีพอที่จะทิ้งฉันแล้วมาพักสนุกกับเพื่อน ๆ แทนเลยใช่ไหมล่ะ”

            พิรัลชะงักพลางกลืนน้ำลายต่อถ้อยคำประชดประชันนั่น

            “ง่า...เรื่องหยุดเที่ยวตอนปีใหม่ มันเป็นเรื่องอะไรที่กะทันหัน จริง ๆ นะครับ ...เพราะจู่ ๆ ประธานดูสารคดีท่องเที่ยวญี่ปุ่น แล้วเกิดตัดสินใจปุบปับ ...แถมประธานยังบอกว่าไม่มีงบให้คนนอก ...ผมก็เลยไม่กล้าชวนคุณน่ะสิครับ”

            ไอศูรย์ขมวดคิ้วยุ่ง แล้วแย้งกลับ

            “ฉันออกเองก็ได้ มาเที่ยวแค่นี้จะสักเท่าไหร่เชียว”

            “ไม่ใช่แค่สักเท่าไหร่แน่นอนครับ!

            พิรัลโพล่งขัดเสียงดังด้วยใบหน้าจริงจังจนคนฟังชะงัก

            “...ไหนจะค่าตั๋ว ค่าที่พัก ค่าครองชีพที่แสนจะแพง โอ๊ย! เยอะแยะ จิปาถะ ที่นี่เป็นประเทศที่ถ้าให้ผมออกเงินมาเอง ผมไม่มีวันจะมาแน่นอน!

            พิรัลชี้แจงตามมาอย่างขึงขัง จนคนฟังนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปกลั้นหัวเราะ เพราะขำต่อความงกของคนรัก

            “ให้ตายเถอะนกน้อย ...พอจะรู้อยู่หรอกว่านายงกกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะมากมายขนาดนี้”

            พิรัลชะงักก่อนจะค้อนขวับให้คนพูด

            “ก็ผมไม่ได้ร่ำรวยอย่างคุณนี่ ...ฮึคนอุตส่าห์ไม่อยากให้สิ้นเปลืองแท้ ๆ”

            “เอาน่า ...ฉันเข้าใจ แต่ฉันเต็มใจจ่ายเองนี่นะ ขอให้ได้อยู่ใกล้นาย ฉันก็พอใจแล้ว”

            ไอศูรย์โอบร่างของคนรักมาง้อ ทำให้พิรัลหน้าแดงนิด ๆ และเลิกหายงอนในที่สุด

            “แล้วคุณกับคุณเตชินทร์ตามมาถูกที่ได้ยังไงล่ะครับ ...ที่นี่ขนาดประธานยังไม่รู้จัก ที่มาพักได้ เพราะโทรมาทักทายคุณไป๋หลง ตอนมาถึงญี่ปุ่นใหม่ ๆ  พอรู้ว่ามีที่พักแบบนี้อยู่ ประธานก็แคนเซิลของเดิม แล้วรอให้คุณไป๋หลงพามานี่ล่ะครับ...ไม่สิ ที่ผมแปลกใจกว่านั้นก็คือ พวกคุณตามมาได้ไวขนาดนี้ได้ยังไงมากกว่า”

            ไอศูรย์หัวเราะเบา ๆ แล้วจึงบอกอีกฝ่าย

            “ที่ฉันตามมาที่นี่ได้ถูก ก็เพราะเตชินทร์เขาบังเอิญรู้จักกับไป๋หลงนั่นด้วยน่ะสิ เลยติดต่อจนตามมาได้ ...ส่วนที่ว่าพวกเรามาทันพวกนายได้อย่างไร นั่นก็เพราะพวกเราไม่ได้มาเครื่องบินแบบพวกนาย ก็เลยมาได้ทันยังไงล่ะ”

            พิรัลขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ และไอศูรย์จึงเฉลยว่า ที่เมืองไทยนั้นมีประตูเชื่อมมิติตั้งอยู่ โดยนักวิทยาศาสตร์ขององค์กรฯ ที่เตชินทร์เป็นหัวหน้านั้นเป็นผู้สร้างและรับผิดชอบดูแลอยู่ เตชินทร์กับเขาจึงใช้ประตูมิตินั่นผ่านมาทางออกในประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าเป็นการแอบหนีเที่ยว โดยไม่ให้คนอื่นในองค์กรฯ โดยเฉพาะมาลุตที่เป็นรองหัวหน้ารู้ตัวนั่นเอง

            “ที่พักโซนนี้ มีออนเซ็นส่วนตัวในห้องด้วยใช่ไหม ...ดีเลย ฉันอยากลองลงแช่ดูสักทีมานานแล้ว”

            จู่ ๆ ยักษ์หนุ่มก็เปลี่ยนเรื่องคุยเป็นอย่างอื่น  นัยน์ตาคมกริบพราวระยับยามที่พูดและจ้องมองคนตรงหน้าไปด้วย มันทำให้คนถูกมองหน้าร้อนวูบวาบ รู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นตั้งใจจะทำอะไรหลังจากที่ลงแช่ออนเซ็นกันแล้ว

            “ง่า... ดูเหมือนผมแพ้น้ำร้อนน่ะครับ”                            

            พิรัลแก้ตัว แต่ก็ต้องหน้าร้อนหนักขึ้น เมื่ออีกฝ่ายหรี่ตามองเขาแล้วบอกต่อหน้าตาเฉย

            “งั้นก็ไม่ต้องรอแช่ ทำกันตอนนี้เลยดีไหมล่ะ”

            “ไม่เอาครับ!

            พิรัลโพล่งใส่ แล้วเดินหนีไปที่ระเบียงด้านนอก ซึ่งก็ต้องชะงักฝีเท้า เพราะเห็นอันน์กับศิวัช กำลังนั่งประคองกอด พร่ำคำหวาน และชมธรรมชาติในสวนกันอยู่

            “ง่า...พิรัล มีอะไรหรือ มาคุยด้วยกันไหม”

            ศิวัชเอ่ยชวนอย่างเก้อเขิน ที่ถูกเห็นตอนกำลังสวีทกับอันน์อยู่เช่นนี้

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวนกน้อยมีเรื่องคุยกับฉันอีกเยอะเลยล่ะ”

            ไอศูรย์ที่เดินตามออกมา ฉุดแขนพิรัลกลับเข้าไปในห้อง โดยไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงอ้าปากค้างของศิวัชเลยสักนิด

            “สมกับที่เป็นคุณไอศูรย์เลยนะครับ นี่ถ้าผมเดาไม่ผิด ผมว่าคุณเตชินทร์คงตามมาด้วยอีกรายแน่เลยนะครับนั่น”

            อันน์บอกอย่างนึกขำ ส่วนศิวัชหัวเราะเจื่อน ๆ นึกขยาดแทนเพื่อนรักทั้งสอง ที่มีคนรักเป็นสโตกเกอร์คอยตามไม่ห่างเช่นนี้

            “แต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกของทั้งคู่นะครับ เป็นผมถ้าให้ต้องอยู่ห่างคุณศิวัชนาน ๆ ผมก็คงเหงามากเลยทีเดียว”

            ศิวัชหน้าแดงวาบ ก่อนจะเงียบไปสักพักแล้วจึงสะกิดมือที่กอดเอวเขาอยู่ค่อย ๆ

            “ผมเองถ้าต้องห่างคุณอันน์นาน ๆ ก็เหงามากเหมือนกันล่ะครับ”

            อันน์อมยิ้ม แล้วชะโงกหน้าจูบที่แก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนที่จะชักชวนกันเข้าห้องเพื่อพูดคุยภาษารักกันต่อ โดยไม่มีใครมาเป็นก้างขวางคอเหมือนก่อนหน้านั้น

           

            เมื่อเข้ามาถึงห้องพักส่วนตัว จุมพลก็ต้องหน้าแดง เมื่อคนที่ทำเป็นชวนคุยโน่นคุยนี่มาตลอด เริ่มตรงเข้ามาลวนลามเขา แถมยังจะจับเขากดไปกับพื้นเสียเดี๋ยวนั้นอีกต่างหาก

            “ประธานหยุดเลยนะ!”         

            ชายหนุ่มหน้าหวานตวาดใส่คนรัก พรัอมกับยันเข่าเข้าให้ที่ท้องของอีกฝ่ายจนกนธีที่ไม่ทันระวังต้องสะดุ้งเฮือก และนอนจุกอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ จนทำให้คนที่โดนรังแก หนีออกไปนั่งมองห่าง ๆ อย่างนึกสงสารแกมสะใจ

            “สมน้ำหน้า! คนบอกว่าไม่เอา ยังจะมาแกล้งกันอยู่ได้ หื่นไม่เข้าเรื่อง นี่เพิ่งมาถึงแท้ ๆ”

            “จุมอะ ใจร้าย ...ก็รู้ว่าฉันอยากกอดจุมตั้งแต่ตอนนั่งเครื่องมาด้วยกันแล้วแท้ ๆ แต่ก็ไม่ยอมให้แตะเลยสักนิด ...พอถึงห้องส่วนตัว ก็ยังไม่ยอมอีก ...แล้วเมื่อไหร่จุมถึงจะยอมสักทีล่ะ”

            กนธีโอดครวญ ด้วยถ้อยคำที่ทำให้คนฟังหน้าแดงก่ำ

            “บ้าคิดได้แต่เรื่องหื่น ๆ หรือไง!

            “ก็ใช่นะสิ ก็มีจุมแค่คนเดียว ไม่คิดหื่น ๆ กับจุม แล้วจะให้ไปหื่นกับใครที่ไหนล่ะ”

            กนธีแย้ง ทำเอาคนฟังยิ่งเขินจนหน้าแดง แล้วทำเป็นเมินไม่สนใจ ทว่าเขาก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อคนที่หายจุกขยับเข้ามากอดเขาหลวม ๆ

            “จุม...อยากกอดจริง ๆ นะ ...แต่ถ้าจุมไม่เต็มใจ ฉันก็ไม่บังคับหรอก ...ขอแค่อย่าโกรธกันก็พอนะ”

            พอพูดจบกนธีก็ปล่อยมือออก และทำท่าจะลุกเดินหนี เห็นดังนั้นจุมพลจึงรีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ แล้วจึงอ้อมแอ้มบอก

            “ถ้าเป็นที่ลับตากว่านี้ ...ก็พอได้ล่ะนะ”

            กนธีชะงัก แล้วแสร้งเก็บความดีใจเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มน้อย ๆ แทน

            “งั้นถ้าเป็นในออนเซ็นส่วนตัวล่ะ”

            “อืม...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ได้”

            จุมพลบอกทั้งใบหน้าแดงก่ำ จนคนมองอดใจไม่ไหว ต้องรวบร่างเล็กมากอด และหอมแก้มซ้ายขวา ก่อนจะพาตัวคนรักเข้าห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้จุมพลได้พูดอะไรอีก

 

            ลีซึ่งขอตัวออกไปขายบัตรเข้าพัก กับคนที่จะมาพักโรงแรมเดิมที่แผนกเขาจับสลากได้  เดินยิ้มแย้มกลับเข้ามาพร้อมเงินสดในมือ ก่อนจะชะงัก เมื่อเห็นร่างสูงคุ้นตากำลังจัดร้านอยู่ตรงบริเวณล็อบบี้ของเรียวกัง

            “ไป๋หลงซัง?

            “อ้าว ...คุณลี สวัสดีครับ บังเอิญจังนะครับเนี่ย”

            ไป๋หลงทักทายอีกฝ่าย ซึ่งมาซาโยชิที่เป็นผู้ช่วยชายหนุ่มจัดร้าน ก็เหลือบมองไป๋หลงตาปริบ ๆ เพราะคนที่บอกว่าบังเอิญนั้น จริง ๆ แล้วตั้งใจมาเพื่อขายของให้กับคณะทัวร์จากยมโลกอยู่แล้วแท้ ๆ

            “บังเอิญจริง ๆ นั่นล่ะครับ  ไหนว่าคุณเปิดร้านอยู่โยโกฮาม่ายังไงเล่าครับ ...แล้วไหงมาอยู่ที่เรียวกังนี่ได้”

            ลีถามอย่างแปลกใจ ซึ่งไป๋หลงก็แย้มยิ้มแล้วบอกอีกฝ่าย

            “บังเอิญมาทำงานพิเศษน่ะครับ นาน ๆ ผมก็มักจะมาเปิดร้านในเรียวกังแห่งนี้ ตามช่วงท่องเที่ยวหยุดยาวนั่นล่ะครับ... ก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่จำนวนแขกที่มาพัก”

            ไป๋หลงบอกแล้วก็แกล้งทำเป็นหยิบหินสีเขียวใสก้อนหนึ่งขึ้นมาวางบนชั้น

            “อย่างหินก้อนนี้ก็เป็นหินพลังวิญญาณบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่หาได้ยากมาก งวดนี้ก็เอามาแค่ไม่กี่ก้อนเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะขายออกกับเขาหรือเปล่า”

            ลีชะงักกึก เขามองหินตรงหน้าอย่างสนใจ ก่อนจะจ้องอีกฝ่ายพร้อมกับถามตรง ๆ

            “ไป๋หลงซัง  ได้มาทั้งหมดกี่ก้อนครับ...แล้วถ้าเหมาหมดนี่จะมีส่วนลดพิเศษให้หรือเปล่าครับ”

            ไป๋หลงแย้มยิ้มน้อย ๆ แล้วหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมา ก่อนจะบอกจำนวนให้อีกฝ่ายรับทราบ

            “ผมมีกับตัวทั้งหมด 25 ก้อน ...คิดราคาลดสุด ๆ ให้ได้เท่านี้ครับ”

            ลีหยิบเครื่องคิดเลขที่อีกฝ่ายจิ้ม ๆ มาดู เขาขมวดคิ้วนิด ๆ แต่พอคำนวณโน่นนี่แล้ว เจ้าตัวก็ทำเสียงฮึมฮัมในลำคอตามมา

            “แล้วนอกจากหินพวกนี้ล่ะครับ มีของแบบอื่นที่ให้ผลใกล้เคียงกันอีกไหม”

            ไป๋หลงหัวเราะเบา ๆ พออ่านออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในเมื่อเป็นการซื้อขาย แถมดูเหมือนอีกฝ่ายจะค่อนข้างหัวการค้าพอสมควร เขาจึงพร้อมจะทำธุรกิจด้วยเต็มที่

            “ถ้าสินค้าเกี่ยวกับช่วยเพิ่มพลังวิญญาณ ก็มีแค่หินพวกนี้นี่ล่ะครับ ...ส่วนอื่น ๆ ก็พวกเครื่องรางที่ช่วยปัดเป่าพลังด้านลบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ติดมาตอนรับวิญญาณบ้าง  หรือเครื่องรางที่ช่วยทำให้จิตวิญญาณดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ช่วยด้านเสริมความงามอะไรพวกนี้  ...แล้วก็ พวกสินค้าพิเศษที่ผมไปเสาะแสวงหามา ยกอย่างเช่น เส้นผมของจิ้งจอกเก้าหาง ที่สามารถนำไปร้อยแทนสร้อยติดตัววิญญาณได้ หรือจะเอาไปเป็นวัตถุดิบผสมกับอาวุธวิญญาณก็ได้นะครับ เพราะคุณสมบัติสำคัญของเส้นผมจิ้งจอกเก้าหางก็คือความเหนียวและยืดหยุ่นนี่ล่ะครับ”

            ไป๋หลง ทยอยหยิบสินค้าออกมาทีละชิ้น ทว่าชิ้นล่าสุดที่เป็นเส้นผมยาวสีทองมัดหนึ่ง  และนั่นก็ทำให้มาซาโยชิที่มองอยู่ ต้องทำตาปริบ ๆ พร้อมถามออกไปอย่างไม่แน่ใจนัก

            “ง่า...เส้นผมนั่น คงไม่ใช่ของคิวจิโร่ซังหรอกนะครับ”

            ไป๋หลงหันมามองเด็กหนุ่มพลางยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะตอบ

            “แล้วยังมีจิ้งจอกเก้าหางตนไหน นอกจากนั้นที่คุณรู้จักอีกล่ะครับ”

            มาซาโยชิกลืนน้ำลายลงคอ เส้นผมยาวเป็นมัดขนาดนั้น  ทำให้เขาไม่อยากเดาเลยว่า เจ้าของเส้นผมเต็มใจตัดมาให้ หรือโดนบังคับตัดมากันแน่

            “อืม...น่าสนทั้งนั้นเลย ว่าแต่รับแค่เงินโลกมนุษย์หรือเงินวิญญาณด้วยล่ะครับ”

            ลีถามอย่างนึกกังวล เพราะเขาไม่ได้เตรียมเงินของโลกมนุษย์มามากนัก บัตรเครดิตวิญญาณก็พอมี แต่ไม่มีที่รูดบัตรนี่สิปัญหาใหญ่

            “ไม่มีปัญหาครับ ...”

            ไป๋หลงบอกแล้วหยิบเครื่องรูดบัตรที่ลีคุ้นเคยดีขึ้นมา เลขาชาวจีนเบิกตาด้วยความตกตะลึง แต่อีกคนนั้นกลับยิ้มน้อย ๆ  แล้วบอกออกไป

            “เห็นแบบนี้ ผมน่ะทำการค้ากับยมโลกและสวรรค์มานานแล้วนะครับ เครื่องนี้ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากทั้งสองดินแดน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบัตรของยมโลกสาขาไหน หรือของสวรรค์เขตใด ก็ใช้ได้หมดเลยครับ”

            ลียิ้มกว้างอย่างยินดี ขณะที่เขากำลังเช็ค ๆ ของว่าจะซื้ออะไรบ้างอยู่นั้น พนักงานแผนกบริหารกลุ่มหนึ่ง ที่ตั้งใจจะออกไปเดินเล่นที่โลกมนุษย์ ก็แวะมาดูด้วย ลีจึงรีบให้ไป๋หลงคิดราคาก้อนหินวิญญาณให้เขาก่อน และยังติดเส้นผมของจิ้งจอกเก้าหางไปอีกกระจุก โดยเขาตั้งใจจะเอาไปขายพวกแผนกค้นคว้าในยมโลก ซึ่งเขามั่นใจว่าไม่ริวก็เจมส์ถ้าได้เห็นต้องควักกระเป๋าลงทุนซื้ออย่างแน่นอน

            สำหรับพนักงานกลุ่มนั้น มองตามลีที่หอบก้อนหินกว่ายี่สิบก้อนและเส้นผมไปจำนวนหนึ่ง ตาปริบ ๆ และเมื่อได้รู้สรรพคุณของก้อนหินชิ้นที่ลีซื้อไป ก็ทำให้แต่ละคนบ่นอุบ เพราะมั่นใจว่าลีจะต้องนำไปขายโก่งราคาเกือบเท่าตัวแน่นอน  แต่ถึงอย่างนั้นสินค้าชิ้นอื่นของไป๋หลง ก็ยังคงขายออกได้อย่างรวดเร็ว เพราะชายหนุ่มล้วนนำของดีและมีค่าต่อวิญญาณ มาขายแทบทั้งสิ้น  เพียงไม่นานนักทุกคนในเรียวกัง ก็ได้รับรู้ว่ามีร้านขายของวิญญาณอย่างดี มาขายในเรียวกังด้วย จนทำให้มาซาโยชิแทบจะหยิบของขายไม่ทัน โชคดีที่ได้คนของบริษัท D.D. ออกมาช่วยขายของ จึงทำให้การขายเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

           

            “แหม... นี่มันยิ่งกว่าที่คาดไว้อีกนะครับ ...รู้งี้กร้อนขน...เอ๊ย ผม ของคิวจิโร่ซังมาให้มากกว่านั้นก็คงดี ไม่คิดเลยว่าจะขายได้ราคาสูงขนาดนี้”

            ไป๋หลงดีดลูกคิดคำนวณอย่างยิ้มแย้มอารมณ์ดี ซึ่งมาดตอนอีกฝ่ายดีดลูกคิดนั้น ดูเหมาะกว่าตอนถือเครื่องคิดเลขเสียด้วยซ้ำ

            “น่าตกใจจริง ๆ ล่ะครับ ตอนผมเห็นคุณขนของมา ผมยังคิดว่าจะใช้เวลากี่วันถึงจะขายหมด ...นี่แค่ครึ่งวัน กลับหมดเกลี้ยงเลยด้วยซ้ำ”

            มาซาโยชิมองชั้นวางของที่ว่างเปล่า และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ไป๋หลงยัดใส่ของขายมาจนเต็มใบ ที่ตอนนี้ก็ว่างเปล่าเช่นเดียวกัน

            “โชคดีที่มีคนหัวธุรกิจอย่างคุณลี และคุณรัน เป็นลูกค้านี่ล่ะครับ ...ทั้งสองคนนี่มองของเก่ง แล้วรู้จักซื้อของไปกักตุน แล้วโก่งราคาให้สินค้ามีมูลค่ามากขึ้น  คราวหน้าเวลาผมเอามาขายปลีกกับคนอื่นที่มาจากยมโลก จะได้ขึ้นราคาได้อีก

            มาซาโยชิกะพริบตาปริบ ๆ แต่ก็เลือกไม่พูดอะไรมากนัก และพยายามนึกปลงต่อนิสัยของอีกฝ่าย ทำเอาไป๋หลงที่อ่านความคิดของเด็กหนุ่มได้ อมยิ้มน้อย ๆ แล้วจึงแสร้งเอ่ยขัดขึ้น

            “วันนี้ได้คุณช่วยไว้เยอะ ...ถ้ายังไงหลังจากนี้ เรามาพักผ่อนและท่องเที่ยวให้เต็มที่เลยดีไหมครับ เดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเอง”

            มาซาโยชิเบิกตากว้าง แล้วพยักหน้าหงึก ๆ อย่างยินดี จากนั้นเด็กหนุ่มจึงแบกกระเป๋าใบว่างเดินฮัมเพลงกลับห้องไปก่อน โดยที่ไป๋หลงนั้นอมยิ้มน้อย ๆ มองตามไล่หลังไป ทว่าก่อนที่เขาจะเดินตามไป เจ้าตัวก็ได้ยินเสียงทักมาจากอีกมุมหนึ่งของเรียวกัง

            “อ้าว! ไป๋หลงนี่นา  ...ได้ยินพวกแผนกบริหารบอกว่ามาครั้งนี้ ช็อปปิ้งได้ของดีมาเพียบ ผมก็คิดอยู่ว่าใครกันจะเอาของมาขายที่เรียวกังนี่ได้ ...ไม่คิดว่าจะเป็นคุณเลยนะนั่น”

            ชายหนุ่มผมทองยาวสลวยโบกมือทักทาย ซึ่งไป๋หลงก็โค้งศีรษะนิด ๆ ให้อีกฝ่าย แล้วตอบไป

            “พอดีได้เส้นสายจากเจ้าของเรียวกังนิดหน่อยน่ะครับ ...แต่ก็น่าเสียดายที่นำของมาน้อยไปนิด ถ้ารู้ล่วงหน้านานสักหน่อย คงจะขายได้เป็นล่ำเป็นสันกว่านี้”

            มิคาอิลหัวเราะในลำคอ ก่อนจะสั่นศีรษะไปมาคล้ายเอือมระอา

            “แค่นี้คุณก็สูบเงินของแต่ละคนไปเสียเพียบแล้วล่ะ โดยเฉพาะรัน ผมแอบเห็นเธอกำลังเอาของมากองตีราคาใหม่ เสียจนผมไม่กล้าเข้าไปทักเลยทีเดียว”

            ไป๋หลงอมยิ้ม และเอ่ยทักทายสารทุกข์สุขดิบกับมิคาอิลอยู่สักครู่ เขาจึงขอตัวตามมาซาโยชิกลับที่พักไปบ้าง และหลังจากนั้นอเล็กเซย์ก็เดินมาสมทบมิคาอิลที่รออยู่

            “นั่นใครน่ะ...หลังคุ้น ๆ นะ”

            “ไป๋หลงไงล่ะ ...นี่คงรู้ว่าพวกเราจะมาพักที่นี่กันเยอะ เลยขนของมาขาย  แป๊บเดียวสูบเงินพนักงานของเราไปเสียเพียบ แถมเดี๋ยวนี้มีระบบให้รูดบัตรเครดิตได้ทั้งบัตรของยมโลกและสวรรค์อีกนะ ...พวกที่รูดปรื๊ดช็อปกันเพลิน สิ้นเดือนสงสัยได้กินแกลบไปตาม ๆ กัน”

            มิคาอิลบอกอย่างนึกขำ ทำให้อเล็กเซย์ต้องอมยิ้มน้อย ๆ

            “เขาไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยนะ ...”

            “ก็เป็นแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ ...อ้อ จะว่าไปก็เปลี่ยนนิดหน่อยนะ ดูอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม สงสัยจะเพราะผู้ช่วยผู้น่ารักที่พวกโซระเคยเจอแล้วเล่าให้ฟังนั่นล่ะ ...หยุดยาวงวดนี้คงต้องหาทางเจอตัวให้ได้แล้วล่ะ”

            มิคาอิลเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์นิด ๆ ที่มุมปาก ทำเอาอเล็กเซย์นึกเซ็ง

            “อย่าหาเรื่องไปแหย่ให้เขาโกรธนักเลย... มังกรเวลาขี้โมโหน่ะน่ากลัวออกนะ”

            “แหม...ยังไม่ทันจะทำอะไรสักหน่อย ก็แค่อยากเจอผู้ช่วยเขาเท่านั้น”

            มิคาอิลประท้วง ทำเอาอเล็กเซย์ต้องปรายตามามองอย่างหมั่นไส้

            “อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วล่ะนายน่ะ ...แล้วเอาไง จะไปเยี่ยมคุณเรนะกันไหม ถ้าไม่ไป ฉันจะได้ไปคนเดียว”

            “ไปสิไป ... มาเที่ยวโตเกียวทั้งที ขืนไม่แวะไปหาแม่มดแห่งโตเกียว มารู้ทีหลังเดี๋ยวก็งอนเข้าให้อีก”

            มิคาอิลเปรยบอกพลางยักไหล่ แล้วนึกเซ็งฟง ที่โยนหน้าที่มาให้อเล็กเซย์ แทนที่เจ้าตัวจะไปเยี่ยมเยียนเรนะด้วยตัวเอง

            “แต่จะว่าไป ฉันก็ไม่ได้เจอคุณเรนะ กับคุณโทโมเอะมานานแล้วนะ ...สองคนนั่นคงจะไม่เปลี่ยนไปสักเท่าไหร่สินะ”

            อเล็กเซย์เปรยพร้อมรอยยิ้มเมื่อหวนนึกถึงความทรงจำในอดีต ทว่ามิคาอิล กลับนึกออกแต่ภาพเด็กหญิงตัวเล็กที่แสนจะเอาแต่ใจตัวเอง และแสนจะงกเงินเสียเหลือเกินคนนั้น

            “...ล่าสุดที่เจอ ก็ดูจะไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดล่ะนะ”

            มิคาอิลหวนนึกถึงตอนเหตุการณ์หลังสู้กับบรรดาปีศาจจากแดนบาดาลเสร็จเรียบร้อย และเรนะก็นำยาบำรุงวิญญาณชั้นดี แถมราคาแพงขูดเลือดซิบ ๆ มาขายกับพวกที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาเพิ่มพลังวิญญาณเฉียบพลัน ที่เธอปรุงให้กินฟรี ๆ ตอนสู้รบในครั้งนั้นนั่นเอง

            “เอาล่ะ ไปกันเถอะ จะได้กลับมาทันเลี้ยงฉลองตอนเย็นนี้”

            อเล็กเซย์หมายถึงงานเลี้ยงอาหารเย็นมื้อพิเศษในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ที่ฟงให้ทางเรียวกังนั้นสั่งอาหารขึ้นชื่อแต่ละท้องถิ่นในญี่ปุ่น มาปรุงเป็นมื้อเย็นให้ทุกคนที่มาท่องเที่ยวพักผ่อนได้กิน  เนื่องจากเจ้าตัวรู้สึกปลื้มกับของขวัญขอบคุณ ที่บรรดาลูกน้องในแผนกรวมตัวกันซื้อไว้และแอบนำมามอบให้เขาที่เรียวกังแห่งนี้ จึงได้ตอบแทนเป็นอาหารมื้อหรู ที่ทำให้ลูกน้องแต่ละคนต้องไชโยลั่นเมื่อได้รับรู้

           

            ก่อนหน้างานเลี้ยงจะเริ่มขึ้น มิคาอิลและอเล็กเซย์ที่กลับมาจากข้างนอก ได้ชวนไป๋หลงและมาซาโยชิมาร่วมงานเลี้ยงด้วย และนั่นจึงทำให้เขาทราบว่า พวกบริษัท D.D. ที่เคยช่วยงานยมโลกเมื่อก่อนหน้านั้น ก็มาพักร้อนที่นี่ด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มจึงชักชวนให้พวกกนธีมาร่วมฉลองด้วยกัน ซึ่งคนถูกชวนก็ไม่ขัดข้อง เพราะเป็นพวกชอบความครื้นเครงเป็นปกติอยู่แล้ว

            “ไม่ได้เจอไป๋หลงเสียนาน ท่านเทพมังกรเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม”

            ชาโลมเอ่ยทักทายกับชายในชุดผ้าไหมจีนสีขาว ที่รู้จักคุ้นเคยกันดี แม้จะอยู่คนละดินแดนกันก็ตาม ทั้งนี้เพราะเหล่ามังกรทั้งหลาย ก็มีส่วนช่วยดูแลมนุษย์ และกำจัดปีศาจที่มาจากโลกบาดาลด้วยเช่นเดียวกับพวกเขา

            “ท่านเทพมังกรสำราญดีครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง ...ส่วนพวกคุณก็คงสบายดีสินะครับ”

            ไป๋หลงแย้มยิ้มน้อย ๆ ให้กับทั้งคู่ ซึ่งอาริเอลกับชาโลมก็พยักหน้าตอบรับ จากนั้นพวกเขาก็สนทนากันสองสามคำ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาสนใจปนตื่นเต้นของเด็กหนุ่มข้างกายของไป๋หลงมองจ้องมายังเขา

            “อ้อ...นี่มาซาโยชิคุงผู้ช่วยผมเองครับ...มาซาโยชิคุงครับ ทั้งสองคนนี้เป็นเทวดาระดับสูงของสวรรค์เลยนะครับ อืม...ถ้าเปรียบกับโลกมนุษย์ ก็เป็นประมาณรัฐมนตรีประจำประเทศราว ๆ นั้นล่ะครับ”

            ไป๋หลงแนะนำตัวเด็กหนุ่มให้พวกชาโลมรู้จัก และอธิบายฐานะของเทวดาทั้งสองให้เด็กหนุ่มทราบด้วย ทำเอามาซาโยชิต้องอุทานด้วยความตกใจ แล้วรีบโค้งศีรษะให้อีกฝ่ายผงก ๆ จนคนมองนึกเอ็นดู

            “เป็นเด็กที่มีพลังวิญญาณสูงใช่ย่อย แถมยังมีจิตใจบริสุทธิ์อีกต่างหาก...ไง มาซาโยชิคุง ถ้าตายเมื่อไหร่ อย่าลืมแวะมาหาฉันล่ะ เดี๋ยวจะช่วยฝากงานที่ชอบให้บนสวรรค์นะ”

            อาริเอลบอกพลางยิ้มกว้าง ทำเอาคนฟังต้องยิ้มเจื่อน ๆ ส่วนไป๋หลงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เมื่อเห็นสีหน้าเช่นนั้นของผู้ช่วยเขา

            “ลำบากใจจังนะครับ ...ทางคุณมิคาอิล ก็จองตัวไว้เหมือนกัน  เห็นว่าจะใช้เส้นสายดึงตัวมาทำงานที่ยมโลกด้วยน่ะครับ”

            ไป๋หลงเอ่ยตอบแทนเด็กหนุ่ม ทำเอามิคาอิลที่กำลังดื่มอยู่ถึงกับสำลัก แล้วขยิบตาเป็นสัญลักษณ์ให้ไป๋หลงหยุดพูด แต่นั่นก็อยู่ในสายตาของอาริเอล และชาโลมพอดี  ส่วนฟงนั้นก้มหน้าก้มตาทานเงียบ ๆ พยายามไม่เข้าไปยุ่มย่ามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับพนักงานในแผนกคนอื่น ๆ

            “อ้อ...เหรอ ...อืม สงสัยว่าง ๆ เวลามีวิญญาณคนสนิทสนมขึ้นมา คงต้องไปตรวจบัญชีอย่างละเอียดสักรอบ ก่อนมอบหมายหน้าที่ จริงไหม คุณมิคาอิล”

            อาริเอลแสร้งเปรยแหย่ ทำให้คนฟังยิ้มเจื่อน ๆ ส่วนอเล็กเซย์นั้นถอนหายใจเบา ๆ อย่างนึกระอา แต่ก็พอจะรู้ว่าอาริเอลกับชาโลมนั้นไม่ได้โกรธเคืองอะไรนัก

            “เลิกแหย่กันเองได้แล้วน่า...อีกอย่างพูดเรื่องตายกับคนที่เขาอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีแบบนี้มันเสียมารยาทนะ”

            ชาโลมเอ่ยขัดขึ้น เพราะกลัวงานเลี้ยงจะกร่อยเสียก่อน ซึ่งคำพูดของเทวดาหนุ่มก็ทำให้มาซาโยชิลอบถอนหายใจ จนไป๋หลงนึกขำ จากนั้นพวกเขาก็นั่งกินกันต่อ จนอิ่มหนำสำราญดี ต่างฝ่ายก็ต่างแยกไปจับกลุ่มพูดคุยกันตามสถานที่ต่าง ๆ

           

            พวกบริษัท D.D. แยกย้ายมานั่งคุยกับยมทูตแผนก 13 เนื่องจากเคยพบเจอและทำงานร่วมกันมาแล้ว จึงมีความสนิทสนมกับเป็นพิเศษกว่าบุคคลอื่น

            “โห...คุณกันต์นี่ก้าวหน้าจังนะครับ ...อย่างนี้ถ้าผมตายไป คงต้องไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยเสียแล้ว”

            ศิวัชบอกอย่างติดตลก ทำให้คนฟังอมยิ้มกันถ้วนหน้า ยกเว้นก็แต่เจ้าของชื่อที่ยิ้มเจื่อน ๆ เพราะไม่อยากถูกมองว่าตัวเองมีอิทธิพลแตกต่างจากคนอื่นแถวนี้

            “แล้วไม่คิดเผื่อว่า ตัวเองอาจจะโดนลากลงนรกทันทีที่ตายบ้างหรือศิวัช”

            พิรัลเอ่ยแซว ซึ่งก็ทำเอาคนฟังสะดุ้งโหยง แต่ก็ทำได้เพียงเขม่นแล้วโวยกลับ เพราะนึกหวั่นคนรักของเพื่อน ซึ่งนั่งประกบอยู่ไม่ห่างผู้นั้น

            “โหฉันออกจะเป็นคนดีศรีแผ่นดินขนาดนี้นี่นะ”

            คนอื่นต่างหัวเราะเมื่อได้ยิน บางคนก็สั่นศีรษะคล้ายเอือมระอา บ้างก็อมยิ้มน้อย ๆ ตามมา

            “ระดับพวกคุณนี่ ต่อให้ต้องตกนรก ผมว่าคงต้องถูกจองตัวทำงานแทนที่จะให้ไปชดใช้กรรมธรรมดามากกว่าล่ะครับ ...แต่ถ้าให้พูดกันตามตรงแล้ว สิทธิที่จะได้ขึ้นสวรรค์น่าจะมีมากกว่าเสียอีก และถ้าเป็นอย่างนั้น หากได้ขึ้นสวรรค์เมื่อไหร่ รบกวนช่วยพิจารณาโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสวรรค์และยมโลกด้วยนะครับ ยมโลกของเรายังขาดบุคลากรผู้มีพลังวิญญาณและความสามารถสูง ไว้ทำงานอีกเยอะทีเดียว”

            มิคาอิลบอกเชิญชวนพร้อมรอยยิ้ม แต่ก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงกระแอมของอาริเอล ที่นั่งคุยกับพวกไป๋หลงและมาซาโยชิ อีกมุมหนึ่งดังแว่วเข้ามา

            “สงสัยต้องแวะไปเชิญชวนตอนท่านอาริเอลไม่อยู่เสียแล้วสิ”

            มิคาอิลกระซิบกับอเล็กเซย์ แต่ก็ถูกเพื่อนสนิทเมินหน้าหนีอย่างระอาแทน

            “อะไรกัน...คนอุตส่าห์ช่วยเพิ่มประชากรยมโลกให้แท้ ๆ เชียว”

            มิคาอิลอ้อนยิ้ม ๆ ทำเอาอเล็กเซย์ต้องถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะใช้ศอกถองใส่คนที่มานั่งอิงกระแซะอ้อนเขาอย่างหมั่นไส้ ภาพที่เห็นทำให้จุมพลที่มองอยู่จ้องตาแป๋วอย่างประหลาดใจ

            “เอ๋...มีอะไรหรือครับคุณจุมพล”

            จุมพลสะดุ้งโหยง เมื่อถูกมิคาอิลที่หันมามองทัก ชายหนุ่มร่างเล็กหน้าแดงนิด ๆ แล้วจึงอ้อมแอ้มถามในสิ่งที่ทำ

            “คือพวกคุณ...ง่า คบกันอยู่หรือครับ”

            เงียบกริบ...ไม่เพียงแค่กลุ่มของพวกมิคาอิลเท่านั้น กลุ่มอื่น ๆ ที่กำลังแยกไปคุย และได้ยินคำพูดนั้นดีตามประสาหูวิญญาณ ต่างก็เงียบและเงี่ยหูฟังคำตอบที่จะตามมาอย่างสนอกสนใจกันถ้วนหน้า

            “เอ่อ...คิดว่าคงเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันเท่านั้นล่ะครับ”

            อเล็กเซย์เป็นฝ่ายตอบคำถามของจุมพล ทำเอาคนหลุดปากถามหน้าแดงด้วยความอาย ทว่ามิคาอิลกลับนิ่งคิดอยู่นาน แล้วจึงหันไปทางอเล็กเซย์

            “จริง ๆ เราก็คบกันมานาน และสนิทคุ้นเคยกันดีเสียยิ่งกว่าคนรักกันบางคู่อีกนะนายว่าไหม”

            คนฟังขมวดคิ้วยุ่ง และคนอื่น ๆ ก็พากันหันไปมองคนพูดอย่างแปลกใจระคนสงสัย

            “มันก็ใช่”  อเล็กเซย์รับคำ แล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายว่าคิดจะพูดอะไรต่อ

            “ฉันเองก็ไม่นึกสนใจใครเป็นพิเศษ แต่ถ้าเป็นนายก็โอเคนะ ...ว่าไง จะลองเป็นแฟนกันดีไหม”

            เงียบกริบเสียยิ่งกว่าครั้งแรก... โดยเฉพาะอเล็กเซย์นั้นถึงกับอึ้งและตกตะลึงยิ่งกว่าคนอื่น ๆ

            “...อืม ล้อเล่นน่ะ คิดมากไปได้ ฮะ ๆ พวกเราก็อย่างนี้ล่ะคุณจุมพล และก็คงเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มากกว่าน่ะครับ”

            มิคาอิลหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของเพื่อนสนิท จากนั้นเขาจึงหันไปพูดคุยกับคนอื่นต่ออย่างยิ้มแย้ม ทว่ามีเพียงคนที่รู้จักเขาดีไม่กี่คนเท่านั้น ที่ต่างก็มองชายหนุ่มอย่างสงสัย โดยเฉพาะคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ที่ตอนนี้กำลังเม้มปากน้อย ๆ และนิ่งคิดบางอย่างอยู่เงียบ ๆ

 

            ถึงเวลาพักผ่อน ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับห้อง ทว่าระหว่างทางเดินไปห้องพัก  โซระนั้นก็ได้มาดักรอมิคาอิล เพื่อขอพูดคุยธุระส่วนตัวบางอย่าง อเล็กเซย์จึงขอตัวเดินกลับห้องพักไปก่อน แม้จะเหลือบมองสบตากับโซระอย่างนึกสงสัยก็ตาม

            “โซระมีอะไรหรือ รึว่านอนคนเดียวไม่หลับ อยากให้ฉันไปนอนเป็นเพื่อนด้วย”

            มิคาอิลพออยู่ตามลำพังก็เริ่มแหย่อีกฝ่าย โซระถอนหายใจเบา ๆ แล้วจึงตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตามตรง จนคงฟังนิ่งอึ้ง

            “คุณมิคาอิลชอบคุณอเล็กเซย์แบบคนรักจริง ๆ ใช่ไหม”

            “ง่า...แม้แต่โซระก็ยังถามแบบนี้เหรอ ฮะ ๆ สงสัยฉันคงทำตัวติดกับอเล็กเซย์มากไปเสียล่ะมั้ง หมอนั่นเองก็ไม่รู้ว่าจะหงุดหงิดบ้างหรือเปล่าน้อ”

            โซระเม้มปากน้อย ๆ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายทำเป็นแกล้งยิ้ม  เขาจึงดึงคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยถ้อยคำที่เน้นย้ำถึงความรู้สึกของตัวเอง

            “แม้แต่กับผม คุณก็ยังโกหกอีกหรือ...ผมไม่มีค่าพอที่คุณจะให้คำปรึกษา หรือพูดความจริงให้ฟังได้เลยหรือครับ”

            มิคาอิลนิ่งอึ้ง แล้วก็ต้องอึ้งยิ่งกว่าเดิม เมื่อเสียงอีกเสียงหนึ่งขัดขึ้นมาจากอีกทาง

            “ใช่ค่ะพวกเรารู้นะคะ ว่าคุณน่ะชอบคุณอเล็กเซย์จริง ๆ แล้วฉันก็จะดีใจมากถ้าทั้งคู่ใจตรงกันและคบกันน่ะค่ะ!

            รันที่เดินมาสมทบเอ่ยขึ้น จากนั้น คิมและฮาดี้ก็เดินตามมา และเป็นฮาดี้ที่พูดขึ้นต่อจากรัน

            “ผมเข้าใจนะครับ ว่าเพราะอยู่ท่ามกลางคนมากมาย ทำให้คุณต้องเลือกพูดแบบนั้นไป แต่สำหรับพวกเรากันเองแล้ว รู้ดีว่าคุณแกล้งพูดไปแบบนั้นเอง...ทว่าคำพูดที่คุณขอคุณอเล็กเซย์คบด้วย คำพูด สีหน้าและแววตาตอนนั้น คุณพูดจริงสินะครับ”

            มิคาอิลนิ่งอึ้ง เขาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะสั่นศีรษะ แล้วยิ้มน้อย ๆ อย่างอ่อนโยนให้กับทุกคนตรงหน้า

            “ไม่คิดเลยว่าจะโดนอ่านความรู้สึกออกแบบนี้ สมแล้วกับที่เป็นทุกคนที่ฉันไว้ใจ”

            “แล้วจะสารภาพรักหรือเปล่าล่ะครับ”

            โซระถามขัดขึ้น ทำให้มิคาอิลหันมายิ้มให้กับชายหนุ่ม

            “แล้วถ้าฉันสารภาพออกไปจริง ๆ  โซระไม่กลัวอกหักหรือ ฉันจะไปคบกับหมอนั่นคนเดียว และมาลวนลามโซระไม่ได้อีกแล้วนะ”

            โซระหน้าแดงก่ำ ส่วนรันหันมามองทั้งคู่ด้วยสีหน้าอึ้ง ๆ พูดอะไรไม่ออก เช่นเดียวกับคิมและฮาดี้ เห็นดังนั้นหัวหน้าแผนก 13 จึงตวาดออกไปดังลั่นด้วยความอาย

            “บ้ารึ! เลิกพูดให้ชาวบ้านเข้าใจผิดสักที อีกอย่างผมชอบคุณมากก็จริง แต่ไม่ใช่แบบนั้น คุณก็รู้!

            มิคาอิลชะงัก ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ตามมา

            “โซระนี่น่ารักตรงไปตรงมาดีนะ เมื่อก่อนออกจะปากไม่ค่อยตรงกับใจ ...อืม แต่ไม่ว่าแบบไหนฉันก็รักทั้งนั้นล่ะ”

            โซระหน้าแดงหนักด้วยความฉุนปนเขิน และทำท่าจะเดินหนีไป จนมิคาอิลต้องดึงแขนไว้ก่อน

            “ขอโทษ ๆ โอเค ฉันชอบโซระ เหมือนอย่างที่ชอบพวกรัน ฮาดี้ และคิม พวกเธอทุกคนเป็นลูกน้องที่ดี  เป็นทั้งน้องชาย น้องสาว ทั้งเพื่อนคู่คิด เป็นคนที่ฉันจะมอบความไว้วางใจให้ตลอดไป...แต่กับหมอนั่น เขาเป็นเพื่อนและคนรู้ใจที่วิเศษ จนบางครั้งฉันยังเผลอคิดว่าเขาเป็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองด้วยซ้ำ”

            คนอื่น ๆ สบตากัน แล้วก็ยิ้มให้ชายหนุ่มผมทองตรงหน้า

            “พวกเราก็คิดแบบนั้นล่ะครับ / ค่ะ”

            เสียงที่ประสานกันทำให้มิคาอิลอมยิ้ม และให้สัญญากับทุกคนว่าจะลองไปสารภาพรักดู แต่ว่าบางทีเขาอาจจะถูกปฏิเสธกลับมาก็ได้ ซึ่งแต่ละคนก็ยืนยันว่า มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น และถึงจะเป็นอย่างนั้น มิคาอิลก็ควรจะตื๊อจนกว่าอเล็กเซย์ยอมรับตัวตนให้ได้มากกว่า

 

            มิคาอิลเลื่อนบานประตูกระดาษที่ห้องนอนของเขาและเพื่อนสนิทเข้าไป อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในห้อง แต่กำลังนั่งเหม่อมองสวนหย่อมของเรียวกังด้านนอก อยู่เงียบ ๆ

            “กลับมาแล้วหรือ”

            อเล็กเซย์เงยหน้าเอ่ยทักคนที่เดินมานั่งข้างกายเขา มิคาอิลพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มแล้วนั่งเงียบ ๆ ข้างอีกฝ่ายอยู่ครู่ใหญ่

            “นายคิดยังไงกับฉันอเล็กเซย์ ...ถ้าฉันจะบอกว่า เรื่องที่พูดตอนหลังงานเลี้ยงนั่นเป็นเรื่องจริงน่ะ”

            อเล็กเซย์ชะงัก ก่อนจะทำท่าถอนหายใจเบา ๆ ตามมา

            “มิคาอิล ...เราคบเป็นเพื่อนกันมานานมากแล้วนะ แล้วทำไมถึงคิดจะมาเปลี่ยนไปอีกแบบล่ะ”

            “เพราะคบกันเป็นเพื่อนมานาน ถึงทำให้รู้ว่า ฉันเองก็อยากเป็นมากกว่าเพื่อนกับนายยังไงล่ะ...  อเล็กเซย์ ทุกวันนี้ฉันมีความสุขนะ ฉันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ ฉันได้เห็นบรรดาคนที่ฉันรักมีความสุข และสถานที่ที่ฉันรักพัฒนาก้าวหน้า ...แต่สำหรับตัวฉันเอง ก็ยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่นิดหน่อย และฉันต้องการให้นายมาเติมเต็มส่วนนั้นของฉัน...จะได้ไหม”

            อเล็กเซย์เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับคนข้างกายเขา

            “มิคาอิล ...ฉันไม่รู้จะต้องวางตัวยังไง ในการเป็นคนรักของนาย ...ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ และนายก็รู้ว่าฉันเปลี่ยนไม่ได้ ...”

            “แล้วใครขอให้นายต้องเปลี่ยน ถ้าเราคบกันล่ะ”

            มิคาอิลแย้ง แล้วจึงจับมืออีกฝ่ายมากุมเบา ๆ

            “เราก็คบกันแบบนี้ต่อไปนั่นล่ะอเล็กเซย์  เพียงแต่หลังจากนี้ เราก็แค่เปิดใจให้กันมากขึ้น ถ้านายเหนื่อย หรืออยากระบาย นายก็ไม่ต้องเกรงใจเหมือนก่อนหน้านั้น ...นายสามารถพูดทุกอย่าง และห้ามฉันทำอะไรบ้า ๆ ได้มากกว่าเดิมด้วย ...ไม่ดีหรือไง”

            อเล็กเซย์ชะงัก ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ต่อคำเกลี้ยกล่อมของอีกฝ่าย

            “นายนี่มันจริง ๆ เลย ...จะสารภาพรักทั้งที ทำให้มันโรแมนติกกว่านี้ก็ไม่ได้”

            “ก็เหมือนกันไงล่ะ ฉันก็ยังคงเป็นฉันเหมือนเดิม แม้ว่าเราจะคบกันแล้ว ...เพียงแต่หลังจากนี้ ฉันจะพูดคุยกับนายให้มากขึ้น และฟังนายให้มากกว่าเดิม เราสองคนจะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แบ่งปันความทุกข์และสุขระหว่างกันให้มากกว่าเดิม...นะ อเล็กเซย์  คบกับฉันเถอะ”

            มิคาอิลบอกกับเพื่อนสนิทของเขาด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน อเล็กเซย์จ้องตอบ แล้วจึงยิ้มน้อย ๆ ออกมาอย่างอ่อนโยน

            “ถึงฉันจะปฏิเสธ แต่นายก็คงจะตื๊อไม่เลิกสินะแบบนี้ ...แล้วนี่ได้โซระกระตุ้นให้มาพูดด้วยหรือเปล่าน่ะ”

            มิคาอิลชะงัก ก่อนจะหัวเราะอย่างถูกใจ เมื่อถูกคนข้างกายเขามองออก

            “ไม่ใช่แค่โซระเท่านั้นนะ พวกรัน คิม ฮาดี้ ก็มาช่วยเชียร์ด้วย พวกนั้นบอกกับฉันเองว่า ถ้านายไม่ตกลง ก็ให้ฉันตื๊อจนกว่าจะตกลงให้ได้”

            อเล็กเซย์ขมวดคิ้วยุ่ง ก่อนจะสั่นศีรษะไปมาคล้ายเอือมระอา

            “พวกนั้นนี่ จริง ๆ เลยนะ ...โยนตัวปัญหามาเป็นภาระให้ฉันแท้ ๆ”

            “แล้วจะตกลงไหมล่ะ”  มิคาอิลย้ำถามมาอีกครั้ง แล้วรอคอยด้วยความหวัง

            “ช่วยไม่ได้นี่... อีกอย่างถ้ามันจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไร”

            อเล็กเซย์บอกยิ้ม ๆ ทำให้มิคาอิลเบิกตากว้าง แล้วรวบร่างอีกฝ่ายมากอดแน่น

            “ขอบใจอเล็กเซย์  อา... รู้สึกดีใจจังแฮะ ...เริ่มเข้าใจความรู้สึกของพวกมีแฟนเป็นของตัวเองบ้างแล้วล่ะ ว่ามันมีความสุขขนาดไหน”

            มิคาอิลพึมพำขณะที่กอดอีกฝ่าย และพอจะโน้มใบหน้าลงไปจูบเพื่อนสนิทที่ก้าวมาเป็นคนรัก เขาก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายยกมือห้าม

            “ทำไมล่ะ?

            “ตกลงกันก่อน เรื่องสถานภาพ... เพราะยังไงฉันก็ไม่เป็นฝ่ายรับให้นายแน่”

            มิคาอิลกลืนน้ำลายลงคอ แต่เขาก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายรับเช่นเดียวกัน  อีกอย่างเขามั่นใจว่าอเล็กเซย์ยามเปลือยเปล่าเย้ายวนใต้ร่างเขา จะต้องเหมาะกว่าให้เขาเป็นแบบนั้นแน่นอน

            “อืม...ฉันยังไงก็ได้ แล้วแต่นายแล้วกัน”

            มิคาอิลยิ้มในแบบที่อเล็กเซย์ไม่นึกไว้ใจเลยสักนิด ทว่าเมื่อยอมตกลงคบกันแล้ว แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวง และอาย ๆ อยู่บ้าง เขาก็ต้องยอมทำตามในสิ่งที่อีกฝ่ายขอร้องหลังจากนั้น อย่างขัดไม่ได้อยู่ดี

 

            วันพักวันที่สอง มีหลายคนขลุกตัวอยู่แต่ในห้องของตน และเลือกรับประทานอาหารเช้าในห้อง ไม่ได้มาทานรวมกันเหมือนเมื่อตอนเย็น แต่ก็มีอีกหลายคนซึ่งพร้อมเที่ยวเต็มที่ และต่างวางแผนหาที่เที่ยวในละแวกโตเกียวที่พวกตนสนใจ

            “ฉันจะไปอากิบะ ...นายก็ต้องไปกับฉันด้วยนะเจ้าหนู!

            โซระบอกกับทุกคนแล้วหันไปเน้นออกคำสั่งบังคับใครบางคนเป็นพิเศษ ทำเอากันต์ต้องลอบถอนหายใจ

            “ไปบังคับคุณกันต์เขาทำไมเล่า  อีกอย่างฉันว่านายไปชวนคุณมิคาอิลน่าจะเหมาะกว่านะ เพราะรายนั้นก็คงสนใจที่นั่นมากเหมือนกันนั่นล่ะ”

            ลีแทรกขัดขึ้นมา ทำให้กันต์นึกขอบคุณเลขาชาวจีนที่ช่วยพูดให้ เพราะเขาก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องการ์ตูนอย่างที่โซระชอบเท่าใดนัก

            “ก็ไปชวนแล้ว แต่วันนี้....คุณอเล็กเซย์ไม่สบาย...ลุกไม่ไหว... คุณมิคาอิลก็เลยจะเฝ้าให้น่ะ เฮ้อ! ช่างพวกนั้นเหอะฉันจะไปอากิบะ แล้วต้องการคนช่วยถือของด้วย!

            โซระอ้อมแอ้มตอบเพื่อนและหลบตา ใบหน้าก็แดงระเรื่อนิด ๆ จนลีแปลกใจ แต่ก็ตัดบทโดยการเสนอตัวแทนหนุ่มไทย

            “งั้นฉันไปแทนก็ได้ ฉันอยากไปดูพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ แถวนั้น เผื่อจะได้ให้ยมโลกอัพเดทข้อมูลให้ทันกับโลกปัจจุบัน จะได้มีรุ่นใหม่ ๆ ไว้ใช้งานทันเหตุการณ์หน่อย”

            โซระมุ่ยหน้า แต่ก็ยอมตกลงอย่างขัดไม่ได้ เพราะยังไงเขาก็แค่ต้องการเพื่อนเดินเที่ยวด้วยเท่านั้น ส่วนกันต์ที่รอดตัว ก็รีบตามไปสมทบกับพวกไป๋หลงที่ชวนเขาไปเที่ยวชมเทศกาลอาหารที่จัดอยู่ชั้นใต้ดินในห้างใหญ่แห่งหนึ่ง  และเพราะต้องการจะเรียนรู้เมนูแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาเป็นความรู้ติดตัวเพิ่มเติม กันต์จึงสนใจติดตามไปด้วยนั่นเอง

           

            อีกด้านหนึ่งคนที่กำลัง ป่วย ก็นึกเคืองอีกคนที่นั่งยิ้มจ้องเขาอยู่ เพราะเอาเข้าจริง ๆ พอถึงเวลานั้น มิคาอิลดันใช้ประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญกว่า ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มจนต้องถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็นฝ่ายรับไปแทนอย่างช่วยไม่ได้

            “คนโกหก...ไหนบอกว่าจะเป็นฝ่ายรับยังไงล่ะ”

            อเล็กเซย์บ่นอุบอย่างหงุดหงิดทั้งอีกฝ่ายและตนเอง

            “ฮะ ๆ ไม่เอาน่า ...ลองคิดดูสิอเล็กเซย์ ให้ฉันเป็นรับแล้วทำหน้าเคลิ้ม ๆ แบบนายเมื่อคืน ...อึ๋ยสยองตายชัก ...อ๊ะส่วนนายเมื่อคืนสวยเซ็กซี่มากเลยนะ ให้ตายเถอะ รู้จักกันมาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่านายมีด้านที่น่ารักขนาดนี้อยู่ด้วยนะเนี่ย”

            มิคาอิลบอกแล้วยิ้มกว้าง แต่ทำให้คนมองทั้งหมั่นไส้และนึกอายไปในตัว ทว่ากลับแสร้งทำหน้าเมินเฉย จนอีกฝ่ายต้องง้อต่อ

            “อเล็กเซย์...อย่าโกรธเลยนะ ...อืม เอางั้นก็ได้ ถ้านายอยากเป็นฝ่ายรุก ฉันยอมให้นายทำคราวหน้าก็ได้ ...สำหรับฉันน่ะขอแค่ให้มีนายอยู่เคียงข้างกันไปแบบนี้ก็พอใจแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม”

            มิคาอิลบอกแล้วยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย ทำเอาอเล็กเซย์ต้องลอบถอนหายใจ แล้วยิ้มน้อย ๆ ให้

            “ช่วยไม่ได้ ...ใครใช้ให้ฉันยอมรับนายเป็นแฟนนี่นะ ...เอาเถอะ ใครจะรุกจะรับก็ช่างมันแล้วกัน แค่ถึงตอนนั้นพวกเรามีความสุขก็พอ”

            มิคาอิลเบิกตากว้าง แล้วเตรียมจะทำท่ารั้งดึงร่างบนฟูกมากอดอย่างดีใจ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่ออเล็กเซย์ยิ้มเยียบเย็นพร้อมเอ่ยประโยคถัดมา

            “แต่ขืนลืมตัว ทำไม่เลิกแบบเมื่อคืนล่ะก็ ...ฉันจะเอาคืนในแบบเดียวกัน จนทำให้นายลืมไม่ลงทีเดียว!

            มิคาอิลยิ้มเจื่อน ๆ พลางกลืนน้ำลายลงคอ แล้วจึงพยักหน้าหงึก ๆ เป็นการยืนยันว่า เขาจะไม่ลืมตัวติดลมทำโต้รุ่งยันเช้า แบบเมื่อคืนวานอีกเด็ดขาดแน่นอน

           

            เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก พักร้อนที่แสนจะสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุข ที่เรียวกังปริศนาแห่งนี้ ก็มาถึงวันสิ้นสุดจนได้ ต่างฝ่ายก็ต่างอำลาและให้คำมั่นว่า จะกลับมาใช้บริการอีกรอบ   โดยเฉพาะบางคนที่มีความทรงจำหวาน ๆ เป็นพิเศษ กับเรียวกังแห่งนี้ ก็ได้บันทึกวันสำคัญอันล้ำค่าเอาไว้ในความทรงจำ และตั้งใจว่าในทุก ๆ ปี เขาและคนสำคัญ จะกลับมาระลึกความทรงจำอันแสนสุขร่วมกันอีกครั้งแน่นอน

 

…END…



 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ P.ปัด จากทั้งหมด 15 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

13 ความคิดเห็น

  1. #13 pommijika (@5354) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2559 / 02:29
    //กรีดร้องแรงมาก

    คือดี! มิคาอเล็กสิถูกต้อง!!!! //ทำหน้าแบบคนทนเก็บเงียบทรมาณกับคู่มิคาโซระที่ได้ชิพมานาน.....

    คือเราอวยเขามานานมากละ คู่นี้เขาลึกซึ้งแต่กะโซระเราให้ความรู้สึกเหมือนพ่อลูกแบบบริสุทธิ์ใจ+คุณพ่อมือไว ฟินมากกับการที่บทสรุปเป็นคู่นี้ ฮือออออ//ปลื้มปริ่ม

    ปล.จริงๆเราอวยเคะเคะ อาทิ น้องนกจุม ยูกันต์โซ หนูขอโทษ ฮือออออว์TTwTT
    ปลล.2 อยากทราบว่าจะสามารถสั่งรีปริ้นยมทูตได้ไหมคะ ถ้าได้จะได้สั่ง ยังไงก็ขอทิ้งชื่อเฟสไว้นะคะ
    #13
    2
    • 29 สิงหาคม 2559 / 02:30
      Ijiharu Kane
      #13-1
    • #13-2 ปัทม์ (@pat104) (จากตอนที่ 1)
      17 กันยายน 2559 / 01:26
      เพิ่งเห็นคอมเมนต์ จึงตอบช้าเป็นชาติ ขออภัยค่ะ .... -/\ -

      เรื่องนี้อาจจะไม่มีรีปริ้นท์(ในช่วงนี้) เพราะผ่านการรีปริ้นท์บ่อย(มาก) จนหลัง ๆ ก็สั่งเต็มที่รอบละไม่เกินสองสามชุด

      แถมเพราะจำนวนหน้าที่หนา พิมพ์ทีไร หนังสือเสียบ่อยมากเช่นกัน แม้โรงพิมพ์จะซ่อมให้แต่หนังสือก็ไม่งามสักเท่าไรนัก เวลาพิมพ์ทีไรก็ต้องเผื่อเพื่อคัดหนังสือสภาพดีออกให้คนซื้อ ส่วนสภาพตำหนิก็เก็บไว้เอง

      แต่ถ้าจะอ่านเอาเนื้อเรื่องอย่างเดียว ก็มีอีบุคให้ซื้อนะคะ ^^

      แต่ถึงยังนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีรีปริ้นท์อีกแล้ว ยังมีโอกาสที่จะรีได้อีกค่ะ ถ้ายังไงมีการรีปริ้นท์จะแวะไปแจ้งนะคะ หรือจะติดตามข่าวสารที่แฟนเพจของปัดก็ได้ค่ะ
      #13-2
  2. วันที่ 16 มกราคม 2558 / 19:12
    ชอบมากๆอะ น่ารักที่สุด สนใจอยากอ่านคู่ของเตชินกับอัคนีมากๆเลย
    #12
    0
  3. วันที่ 4 ตุลาคม 2557 / 22:40
    น่ารักมากค่าา ทุกคู่นี่มีแต่ความหวานนนน
    #11
    0
  4. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 / 13:39
    สนุกมากค่ะ ^^
    #10
    0
  5. #9 วลีพร ธิติธรรมพฤกษ์
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 / 16:03
    น่าจะให้ท่านอาริเอลกับท่านชาโลมมีบทบาทมากกว่านี้ คิดถึงแม่มดทั้งสองคน น่าจะทำขายไปเลยจะได้มีเก็บครบชุด
    #9
    0
  6. วันที่ 17 มกราคม 2556 / 15:07
    ไม่ไหวๆ ยังไงก็รับไม่ไหวจริงๆ
    #8
    0
  7. วันที่ 16 มกราคม 2556 / 17:16
    ตอนพิเศษนอกรอบ มีไม่ค่อยบ่อย แต่จะทยอยมาในวาระสำคัญในช่วงปีจ้า  (วาเลนไทน์ ถ้าไม่ขี้เกียจ อาจจะมีเข็นมาอีกเนาะ)
    #7
    0
  8. #6 pachon
    วันที่ 14 มกราคม 2556 / 00:03
    ฮะ ฮะ มีอีกไหมครับ แบบว่าอ่านแล้วมันติดลมอยากเห็นคนเค้า หวานๆอีกอ่ะครับ
    #6
    0
  9. วันที่ 12 มกราคม 2556 / 00:03
    หนุกมากเลยฮับ 

    อยากอ่านตอนขอเป็นแฟนของแต่ละคู่จัง 

    #5
    0
  10. วันที่ 5 มกราคม 2556 / 19:32
    อ่านครบทั้งสามเรื่อง ฟินเป็นพิเศษ -////////////////-
    อยากได้มาซาคุงกับไป๋ซังเยอะๆค่ะ แฮ่
    นึกว่าจะได้เจอมิคาอิลกับโซระซะอีก ฮ่าๆ กันต์ักับยูกิสินะคะ TT ไม่เป็นไร เราจิ้นได้ หุหุ

    #เห็นด้วยที่ว่าให้กันต์กับจุมเข้าฉากกันเยอะๆ แต่ขอมาซาเยอะๆเหมือนกันนะคะ ชอบมาก ฮ่า

    รอคุณปัทม์เข็นครอสฟิคมาอีกนะค๊า อิอิ
    #4
    0
  11. #3 Memoapp
    วันที่ 4 มกราคม 2556 / 13:19
    กรี๊ดพี่ปัด เป็นเอามารวมยำกันได้อย่างลงตัวมากไม่สะดุดเลย



    แถมยังมีเพิ่มคู่มิคาเอลกับเอล็กเซ่มาให้จิ้นเพิ่มตามไปอีกหนึ่ง

    (แอบจิ้นมาตั้งแต่แรกแล้ว บางทีก็พ่วงโซระเข้าไปด้วยอีกหนึ่ง)

    และชอบเป็นที่สุดก็คือตอนกันย์โดนแกล้ง ค่า
    #3
    0
  12. วันที่ 2 มกราคม 2556 / 22:51
    ไอเดียน่าสนค่ะ  ไว้อาจจะได้เขียนรวมยำเรื่อง ราว ๆ นั้น อีกสักตอนก็ได้เนาะ  รออ่านนะคะ ^^
    #2
    0
  13. วันที่ 2 มกราคม 2556 / 22:47
    ในที่สุดก็ได้อ่าน!ตามมาจากในเฟชนานเเล้ว 555



    อยากให้จุมกับกันต์เข้าฉากด้วยกันเยอะๆจังเเบบว่า



    ความรู้สึกเหมือนเห็นลูกสาว เอ่ย ลูกชายนั่งคุยกัน



    น่ารักอะ><



    555 อยากให้เกิดการสุมหัวของเหล่า เคะทั้งหลายจัง



    ส่วนเมะนั้นก็เชิญหัวปั้นอย่างสนุกสนาน?กันไปเลย เย้ๆ





    อยากอ่านตอนพิเศษอีกจังเลย ><
    #1
    0