นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[WFcontest] HosDivers ขบวนนี้ทะลุมิติ

เพราะอยากตามหาพี่ชายที่หายตัวไป 'คีอาร์' ตัดสินใจไปเป็นคนขับรถไฟข้ามมิติ แล้วเธอก็ได้ไปขับรถไฟลายหมีแพนด้าเสียนี่!?

ยอดวิวรวม

93

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


93

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ม.ค. 58 / 09:08 น.
นิยาย [WFcontest] HosDivers ǹԵ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้นะคะ

 

สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่แป้งส่งประกวดเรื่องสั้นในหัวข้อ

รถไฟที่สามารถเดินทางข้ามเวลาหรือมิติได้ โดยมีเงื่อนไขในการเดินทางว่า...

 

กับทางสำนักพิมพ์ 1168 ค่ะ

 

ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยใน ณ ที่นี้ด้วยนะคะ (_ _)

 

By : แป้งโกกิ
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ม.ค. 58 / 09:08



“คีอาร์...พี่ต้องเดินทางไปทำธุระที่อีกมิตินะ”

“จะไปนานแค่ไหนเหรอคะ”

                “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คงไม่นานเท่าไหร่หรอก ถ้าเสร็จธุระแล้วพี่จะกลับมาหาน้องให้เร็วที่สุด”

“...”

“พี่สัญญาว่าจะกลับมาหาน้องแน่นอน”

 

...นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พูดกับพี่ชายเมื่อสิบปีที่แล้ว...

 

                ภายใต้ท้องฟ้าสีครามมีเมฆสีขาวเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังเฝ้ามองหญิงสาววัยสิบเก้าปีที่นอนหลับอยู่บนทุ่งหญ้าเบื้องล่าง สายลมที่พัดเป็นระยะทำให้เรือนผมสีดำขลับของเธอพลิ้วไสว ช่วงเวลานั้นเปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่ก็เริ่มขยับก่อนจะค่อยๆ ยกขึ้นแล้วกะพริบสองสามครั้งเพื่อปรับการมองเห็น

                หญิงสาวนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นบิดตัวไปมาก่อนจะสอดส่ายสายตาไปรอบๆ คล้ายกับมองหา ใครบางคน แต่เมื่อไม่เห็นใคร...เธอก็ต้องคอตกพร้อมกับถอนหายใจอย่างผิดหวัง

                “ความฝันอีกแล้วเหรอ” หญิงสาวพึมพำพร้อมกับน้ำใสๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตรงขอบตา แต่ทว่าเธอก็ต้องรีบเช็ดน้ำตาให้ตัวเองลวกๆ เมื่อได้ยินเสียงของเด็กชายร้องเรียกมาแต่ไกล

                “พี่คีอาร์!” เด็กชายตัวเล็กอายุราวเจ็ดขวบตะโกนเรียกพร้อมกับวิ่งเข้ามาหาหญิงสาว และเมื่อเด็กชายวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เขาก็พูดต่อทันที “คุณปู่ให้มาเรียกไปกินข้าวครับ”

                เมื่อหญิงสาวปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วเธอจึงหันไปส่งยิ้มให้กับเด็กชาย “จ้ะ เดี๋ยวพี่ตามไปนะ”

                “ครับ” เด็กชายขานรับแล้วจึงวิ่งกลับไปทางเดิม

                หญิงสาวมองตามจนเด็กชายวิ่งลับสายตาไปก่อนจะหันมาถอนหายใจกับตัวเองอีกครั้ง แท้ที่จริงแล้วเด็กชายคนนั้นคือเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในสถานรับเลี้ยงโดยที่มีผู้ดูแลคือ คุณปู่ ที่พูดถึงเมื่อกี้นั่นเอง แน่นอนว่า คีอาร์ ก็เป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ที่นี่เช่นกันและเธอก็เป็นเด็กที่อายุเยอะที่สุด...ไม่สิ จะเรียกว่าเด็กก็กระไรอยู่ น่าจะเรียกว่าสาววัยรุ่นเสียมากกว่า

                ถึงแม้ว่าคีอาร์จะเป็นเด็กกำพร้าไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่แต่เธอก็ได้รับความรักจากคุณปู่ผู้ดูแลและจากน้องสาวน้องชายที่อาศัยอยู่ในสถานรับเลี้ยง เธอจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เรื่อยมา

                คงมีเรื่องเดียวที่ทำให้ฉันเป็นทุกข์หญิงสาวรำพึงเมื่อคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา ถึงจะบอกว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อแม่แต่ที่จริงแล้วเธอมีพี่ชายแท้ๆ อยู่หนึ่งคน คีอาร์เคยคิดว่าถึงจะไม่มีพ่อแม่ก็ไม่เป็นไรเพราะเธอยังมีพี่ชายที่คอยปกป้องดูแลกัน

                แต่ว่าเมื่อสิบปีที่แล้วอยู่ๆ ที่มีคนกลุ่มหนึ่งมาที่หมู่บ้านและพี่ชายก็มาบอกเธอว่าเขาจำเป็นต้องเดินทางไปกับคนพวกนี้เพื่อทำธุระที่ต่างมิติ เมื่อทำธุระเสร็จแล้วจะรีบกลับมาแต่หลังจากนั้นพี่ชายก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย ที่จริงคีอาร์อยากออกตามหาพี่ชายแต่ก่อนนี้เธอยังเด็กมากนักก็เลยไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ครั้นจะให้คุณปู่ไปด้วยก็จะไม่มีใครดูแลน้องๆ ทั้งหลาย หญิงสาวจึงต้องอดทนรอจนกระทั่งเธออายุสิบเก้าปีซึ่งตามกฎหมายของโลกนี้นั้น...เมื่ออายุถึงวัยนี้จะสามารถเดินทางข้ามมิติและสามารถทำงานได้

                โลกที่คีอาร์อาศัยอยู่นี้เป็นเพียงมิติหนึ่งในหลายๆ มิติ ในปัจจุบันนั้นอนุญาตให้มีการเดินทางข้ามมิติกันได้โดยแต่ละมิติจะตั้งบริษัทขึ้นมาเพียงหนึ่งเดียวเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการข้ามมิติ แต่ทว่าการข้ามมิตินั้นใช่ว่าจะข้ามกันได้ง่ายๆ เพราะจะต้องมีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อนั่นคือต้อง รวย เท่านั้น แถมจะต้องได้รับการตรวจสอบประวัติทุกครั้งที่จะทำการข้ามมิติ

                สำหรับเหตุผลแรกที่จำเป็นต้องรวยก็เพราะว่าในการข้ามมิตินั้นจะใช้รถไฟข้ามมิติ ซึ่งมิติที่คีอาร์อยู่นี้เรียกว่า โฮราเทียส เป็นชื่อที่เรียกกันตามชื่อ บริษัทโฮราเทียส ที่เป็นเจ้าของนั่นเอง ค่าบัตรโดยสารต่อหนึ่งรอบคือหนึ่งล้านเครดิต ถ้าหากไปกลับก็เท่ากับต้องจ่ายสองล้านเครดิต แน่นอนว่าคนที่ไม่ร่ำรวยจริงอย่าคิดจะได้ขึ้นรถไฟขบวนนี้

                ส่วนเหตุผลที่ต้องมีการตรวจสอบประวัติในการเดินทุกครั้งก็เพื่อความปลอดภัยของแต่ละมิติ เป็นการแน่ใจว่าคนที่เดินทางไปยังมิติอื่นๆ นั้นจะไม่ไปก่อเรื่องวุ่นวายหรือทำร้ายใครนั่นเอง

                อย่างที่บอกในตอนแรกว่าคีอาร์เป็นเด็กกำพร้าจึงไม่มีเงินมากมายขนาดที่จะเดินทางไปแต่ละมิติเพื่อตามพี่ชายได้ แต่ว่ายังมีอีกหนึ่งทางที่เธอจะสามารถเดินทางไปมิติต่างๆ แถมไม่ต้องรับการตรวจสอบประวัติมันเสียทุกครั้งอีกด้วย นั่นก็คือการเป็นคนขับรถไฟโฮราเทียสยังไงล่ะ

                การจะเข้าไปเป็นคนขับรถไฟโฮราเทียสหรือที่เรียกกันว่า โฮสไดร์เวอร์ นั้นจะต้องผ่านการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งคีอาร์เคยได้ยินมาว่าการสอบค่อนข้างยากน่าดู คนที่จะผ่านได้ถือว่าเป็นหัวกะทิสุด แน่ละ...ก็การขับรถไฟพาคนอื่นข้ามมิติมันเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก ต้องมีความแม่นยำทั้งทิศทางและระยะทางอีกด้วย

                คีอาร์มักจะฝันถึงเรื่องตอนที่พี่ชายมาร่ำลาเสมอ เมื่อได้เห็นความฝันนั้นเธอก็คิดมาตลอดว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่รั้งเอาไว้หรือไม่ก็ขอตามไปด้วย ถ้าหากวันนั้นเธอตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะออกตามหาพี่ชายได้ หญิงสาวจึงต้องรีบคว้ามันเอาไว้และเธอก็คิดว่าจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงทาฮีเรียสซึ่งเป็นที่บริษัทโฮราเทียสตั้งอยู่

                หวังว่าการตัดสินครั้งนี้จะทำให้เธอได้พบกับพี่ชายนะ...

 

                ณ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

                สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่มีเพียงห้องโถงกว้างและห้องน้ำที่อยู่นอกตัวบ้าน โดยบริเวณใกล้เคียงก็มีบ้านหลังอื่นอยู่ไม่กี่หลัง นอกนั้นก็จะเป็นต้นไม้และใบหญ้า นี่เป็นภาพที่เห็นได้บ่อยในชนบท

                หญิงสาวเรือนผมสีดำรูปร่างผอมบางเดินเข้ามาในบ้านก่อนจะนั่งลงบนพื้นข้างๆ คุณปู่ผู้ดูแล ตรงหน้าของเธอมีเหล่าเด็กน้อยชายหญิงนั่งล้อมวงคุยกับจ้อกแจ้กพร้อมกับมีสำรับอาหารวางอยู่ตรงหน้า เมื่อคีอาร์นั่งลงเรียบร้อยแล้วทั้งหมดก็ยกมือขึ้นพนมอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดพร้อมกันว่า...

                “ทานแล้วนะครับ!

                “ทานแล้วนะคะ!

                ถึงแม้ว่าอาหารจะมีเพียงผักปลาซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ตามชนบทแต่ทุกคนก็ทานอาหารเหล่านั้นอย่างเอร็ดอร่อยด้วยใบหน้าที่เปื้อนความสุข คีอาร์มองน้องสาวน้องชายแล้วอดที่จะยิ้มไม่ได้แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปเมื่อคิดว่าจะต้องจากกัน ความเศร้าของหญิงสาวไม่อาจรอดพ้นสายตาของคุณปู่ผู้ดูแลไม่ได้ เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลูบหัวหญิงสาวอย่างแผ่วเบา

                “มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” คุณปู่ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

                “...” คีอาร์พูดไม่ออกได้แต่หันไปมองหน้าคุณปู่ แล้วเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้...หญิงสาวก็ไม่อาจสกัดกั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป เธอโผเข้าไปกอดชายแก่ผู้ใจดีทันที “คุณปู่คะ!

                การกระทำของคีอาร์ทำให้เหล่าเด็กทั้งหลายต่างหันไปมอง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องด้วยความสงสัยและก่อนที่จะงุนงงกันมากกว่านี้หญิงสาวก็เริ่มพูดต่อ

                “หนูจะต้องเหงาแน่ๆ เลยค่ะ” คีอาร์สะอื้น

                “หืม?”

                “หนูน่ะ...” คีอาร์พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติแล้วพูดต่อ “หนูตัดสินใจแล้วว่าจะออกไปตามหาพี่ชายค่ะ”

                “...”

                “หนูทนรอไม่ไหวแล้วค่ะ หนูอยากเจอพี่”

                ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบทันที ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่หรือกระทั่งเหล่าเด็กน้อยก็พูดอะไรไม่ออก คีอาร์นั้นเปรียบเสมือนพี่สาวคนโตของบ้านที่เป็นที่รักของทุกคน แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เธอไปแต่ทว่าก็ต้องเคารพการตัดสินใจของหญิงสาว

                ทุกคนล้วนเคยได้ยินเรื่องของพี่ชายของคีอาร์มาทั้งสิ้น และรู้ดีว่าหญิงสาวนั้นรักพี่ชายมาก จึงไม่อาจจะคัดค้านได้

                คุณปู่มองหลานตัวเองด้วยแววตาที่สั่นเครือ ถึงแม้ว่าคีอาร์จะไม่ใช่หลานแท้ๆ แต่เขาก็รักหญิงสาวเหมือนแก้วตาดวงใจ การเดินทางครั้งนี้ก็เหมือนปล่อยให้หลานรักเดินทางออกไปจากอ้อมอก

                “แน่ใจนะว่าจะไป” คุณปู่ถามเสียงสั่น

                “ค่ะ” คีอาร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านไม่แพ้กันก่อนที่หญิงสาวจะปาดน้ำตาให้ตัวเองลวกๆ แล้วปรับสีหน้าให้จริงจัง “สิบปีที่ผ่านมานี้หนูไม่อาจออกตามหาพี่ชายที่รักได้”

                “...”

                “ตอนนี้หนูมีโอกาสแล้วก็อยากจะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้เร็วที่สุดค่ะ หนูหวังว่าทุกคนจะเข้าใจ” หญิงสาวพูดไว้แค่นั้นแล้วหันไปมองเหล่าเด็กน้อยก็เห็นว่าน้องๆ เริ่มร้องไห้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ตัดสินใจที่จะไปอยู่ดี

                ตอนนี้บรรยากาศมีแต่ความเศร้าหมอง คีอาร์รู้ดีว่าทั้งหมดเป็นเพราะความเอาแต่ใจของเธอแต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ หญิงสาวหลับตาลงราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างและวินาทีต่อมาเธอก็ลืมตาขึ้นมาส่งยิ้มให้ทุกคน

                “อย่าร้องไห้กันสิ พี่ไปไม่นานหรอก”

                “ฮึก...” แต่เด็กๆ ก็ยังคงร้องอยู่ดี

                เมื่อเห็นว่าพวกน้องๆ ยังร้องไห้กันไม่หยุดก็ทำให้หญิงสาวปวดใจยิ่งนัก คีอาร์ไม่รู้จะทำยังไงเลยกวักมือเรียกเหล่าเด็กน้อยทั้งหลายให้มาใกล้ๆ ก่อนที่เธอจะโอบกอดพวกเขาเอาไว้ “พี่สัญญาว่าจะกลับมาแน่นอนจ้ะ”

                “ฮึก...”

                “พี่สัญญาว่าจะมาเยี่ยมบ่อยๆ เชื่อใจพี่เถอะ พี่รักพวกเธอนะ”

                เมื่อสิ้นเสียงของคีอาร์เหล่าเด็กน้อยก็พร้อมใจกันปล่อยโฮสุดเสียง ทางด้านคุณปู่ผู้ดูแลก็นั่งน้ำตาคลอ เขาเช็ดน้ำตาให้ตัวเองลวกๆ ก่อนจะถามคีอาร์อีกครั้ง “จะขอถามเป็นครั้งสุดท้าย หลานไม่เปลี่ยนใจแน่นะ”

                หญิงสาวผละจากเหล่าเด็กน้อยแล้วหันไปตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ค่ะ”

                “แล้วหลานจะไปตามหาพี่ชายที่ไหน”

                คีอาร์ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วจึงพูดต่อ “หนูก็ยังไม่รู้เลยค่ะ จำได้ว่าพี่เคยบอกว่าจะเดินทางไปต่างมิติแต่ไม่รู้ว่าเป็นมิติไหน”

                “...” คุณปู่เลิกคิ้วทันที

                “หนูคิดว่าคงต้องเดินทางไปทีละมิติน่ะค่ะ”

                พอได้ยินคีอาร์บอกแบบนั้นคุณปู่ก็เบิกตากว้างทันทีก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปที่มุมบ้านซึ่งมีหีบเก่าๆ ใบหนึ่งวางอยู่ ชายแก่หยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วไขหีบใบนั้นเพื่อนำของบางอย่างออกมา สิ่งที่คุณปู่นำออกมาคือกระปุกรูปหมูสีทอง เขาถือมันมาวางไว้ตรงหน้าหญิงสาวจนเธอต้องเอียงคอมองเป็นเชิงถามว่า นี่คืออะไร?

                คุณปู่ผู้ดูแลนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วอยู่ๆ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาเป็นทางจนหญิงสาวต้องตะโกนร้องถามอย่างตกใจ “คุณปู่เป็นอะไรคะ!

                “ปู่...”

                “คะ!?” หญิงสาวถามอย่างร้อนรน แต่คุณปู่ก็ยังนิ่งน้ำตาไหลอยู่หลายวินาทีก่อนจะตอบกลับมาจนทำให้คีอาร์ต้องอ้าปากค้าง

                “ปู่กำลังจะทำบาป” ชายแก่สะอื้นไห้ “ปู่กำลังจะฆ่าสัตว์”

                “...”

                “ปู่กำลังจะฆ่าหมูสีทองตัวนี้!” โดยไม่รีรอให้ใครถามอะไร คุณปู่ก็ลุกพรวดพร้อมกับชูหมูสีทองขึ้นเหนือหัวแล้วทำท่าจะโยนมันลงพื้นแต่ก็ชะงักไว้ก่อนเมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ยังนั่งอึ้งไม่หาย “นี่ไม่คิดจะห้ามปู่หน่อยเหรอ”

                “หา?” หญิงสาวร้องออกมาหนึ่งคำทันที

                “นี่ปู่กำลังจะฆ่าหมูเพื่อหลานเลยนะ” คุณปู่หันไปค้อนใส่คีอาร์หนึ่งที “ก็หลานบอกว่าจะต้องเดินทางไปมิติต่างๆ ซึ่งการเดินทางนั้นมันมีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่วเลยนี่นา”

                “...”

                “ปู่ก็เลยจะทุบกระปุมออมสินหมูสีทองนี้เพื่อจะได้ให้เงินหลานใช้ในการเดินทาง” คุณปู่เว้นช่วงเพื่อหายใจแล้วจึงพูดต่อ “แต่ก่อนนั้นปู่เลยแสดงละครนิดหน่อยเผื่อหลานจะรู้สึกผิดที่ปู่ต้องฆ่าหมูตัวนี้เพื่อหลาน แล้วหลานก็จะได้ล้มเลิกไม่ไปไหนอีก”

                “...” นี่คีอาร์ควรพูดอะไรบ้างไหมนะ?

                “แต่ก็ผิดแผนหมด หลานดันไม่สนใจปู่สักนิด กระซิกๆ” พอพูดจบชายแก่ก็วางกระปุกหมูลงแล้วใช้แขนซ้ายปิดบริเวณดวงตาเอาพร้อมกับทำท่าสะอื้นไปด้วย แต่เมื่อเห็นว่าหลานสาวยังคงนั่งนิ่ง เขาก็เลิกแกล้งร้องไห้แล้วนั่งลงตามเดิม “เอาเถอะ หลานคงไม่เปลี่ยนใจแล้วละ”

                หญิงสาวหรี่ตามองคุณปู่อย่างระแวดระวังก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ชายแก่คงจะไม่คัดค้านอะไรอีกแล้ว “ค่ะ หนูไม่เปลี่ยนใจ”

                “เฮ้อ~ แต่การเดินทางข้ามมิติมันต้องให้เงินมากโขเลยนะ แล้วบ้านของเราก็คงไม่มีเงินขนาดนั้น”

                “หนูก็คิดว่าคงไม่มีทางหาเงินมากมายขนาดนั้นได้เหมือนกันค่ะ”

                “แล้วหลานจะเดินทางไปมิติต่างๆ ได้ยังไงกัน”

                “หนูจะไปสอบเป็นโฮสไดร์เวอร์ค่ะ”

                “คนขับรถไฟน่ะรึ?”

                “ค่ะ”

                “...”

                “หนูมั่นใจว่าหนูจะต้องทำได้ค่ะ”

                คุณปู่มองหน้าหลานรักแล้วก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ออกมา “ถ้าหลานคิดว่าตัวเองทำได้ก็ลองดูแล้วกัน ยังไงก็เอานี่ติดตัวไปบ้าง ไว้ใช้ในยามจำเป็น”

                ชายวัยกลางคนส่งกระปุกหมูสีทองให้แก่หลานสาวพร้อมกับลูบหัวอย่างแผ่วเบา แม้ว่าฝ่ามือของชายแก่จะเหี่ยวย่นสักเพียงใดแต่สำหรับคีอาร์แล้วมันเป็นฝ่ามือที่อบอุ่นที่สุด เธออยากจะตักตวงความอบอุ่นนี้ไว้ให้เต็มหัวใจก่อนที่จะไปเผชิญกับโลกภายนอก

                โฮสไดร์เวอร์...ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องเป็นให้ได้!

 

                การตามหาพี่ชายของคีอาร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาสู่เมืองหลวงทาฮีเรียสซึ่งมีบริษัทโฮราเทียส...บริษัทตัวกลางในการเดินทางข้ามมิติก่อตั้งอยู่ หญิงสาวใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็มาถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย และสิ่งแรกที่เธอต้องทำคือหาที่ซุกหัวนอนเสียก่อน

                “เมืองหลวงนี่คนเยอะชะมัด!” หญิงสาวบ่นกับตัวเองพลางกระชับกระเป๋าสัมภาระที่สะพายอยู่บนหลัง

                บรรยากาศในเมืองหลวงทาฮีเรียสแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยตึกสูงตระหง่านเสียดฟ้า รถยนต์ต่างวิ่งกันเต็มถนน แถมผู้อื่นส่วนใหญ่ยังคุยโทรศัพท์อย่างเคร่งเครียดราวกับกำลังคุยเรื่องกิจการพันล้านก็ไม่ปาน มันช่างต่างจากชนบทที่คีอาร์เคยอาศัยอยู่เสียจริง

แต่ช่างเรื่องพวกนั้นก่อนเถอะ ตอนนี้ต้องหาห้องพักก่อน!

                คีอาร์มองไปรอบๆ เพื่อดูว่าจะถามหาที่พักจากใครได้บ้างแต่ทว่าอยู่ๆ ก็มีมือหนาเอื้อมมาจับไหล่ของเธอไว้ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับก้าวกระโดดหลบออกมาหนึ่งก้าว และเมื่อหันไปมองก็เห็นว่ามีผู้ชายหน้าเหี้ยมสามคนยืนล้อมเธออยู่

                หนึ่งในนั้นมองหน้าคีอาร์แล้วแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงโรคจิต “เพิ่งเคยเข้าเมืองหลวงเหรอจ๊ะสาวน้อย”

                “...” คีอาร์ไม่ตอบอะไร เธอเพียงแต่เลิกคิ้วเท่านั้น

                เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนิ่งเงียบ ผู้ชายคนเดิมเลยพูดต่อ “แหม~ เดี๋ยวพวกพี่พาไปแนะนำสถานที่ให้เองนะ มาเถอะ”

                ผู้ชายคนนั้นไม่รอฟังคำตอบใดๆ ทั้งสิ้น เขาเข้ามาโอบไหล่ของหญิงสาวไว้แน่น ช่วงขณะที่โดนสัมผัสตัวนั้นคีอาร์รู้สึกได้ถึงความมุ่งร้ายของคนพวกนี้ เธอเริ่มกลัวจนจับใจ จิตใต้สำนึกบอกให้เธอรีบหนีไปให้เร็วที่สุดแต่จะก็ทำได้ยากนักในเมื่อโดนจับตัวอยู่อย่างนี้

                ไม่นะ อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!’ หญิงสาวหลับตาแน่นพลางร่ำร้องในใจ

                ความหวาดกลัวเข้าเล่นงานคีอาร์ทันที หญิงสาวหลับตาแน่นพร้อมกับสวดภาวนาให้เธอรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ ในระหว่างนั้นเอง...คำภาวนาของเธอก็ค่อยๆ แรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าร่างกายร้อนรุ่มไปหมด คีอาร์ลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าร่างกายตนเองกำลังถูกไฟสีดำห่อหุ้มอยู่

                หญิงสาวยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดูก่อนจะมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าผู้ชายทั้งสามคนนั้นถอยออกห่างจากเธอไปสองสามก้าว หนึ่งในนั้นชี้มาที่เธอพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น

                “ยัยนั่นมีพลังพิเศษธาตุความมืด!

                นอกจากที่โลกนี้จะมีการเดินทางข้ามมิติกันแล้ว มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนมีพลังพิเศษติดตัวมาด้วยหนึ่งธาตุซึ่งสามารถนำพลังนั้นมาใช้ในการต่อสู้หรืออะไรก็ได้ตามที่ตนเองปรารถนา แต่การจะใช้พลังได้คล่องจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าตัวเองมีธาตุอะไรแล้วจึงฝึกฝนเพื่อใช้มัน

                บางคนใช้เวลาไม่นานนักพลังพิเศษก็ตื่นขึ้นมาทำให้รู้ว่าตนเองเป็นธาตุอะไร แต่สำหรับบางคนอาจใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตกว่าพลังพิเศษจะตื่นขึ้น จะว่าไปมันก็อาจะขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคนก็ได้

                และคีอาร์ก็มีพลังพิเศษเป็นธาตุความมืดนั่นเอง แท้ที่จริงแล้วเธอไม่ค่อยอยากได้พลังแบบนี้นักเพราะมันเป็นพลังที่ดูดกลืนและทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอเวลาต้องพบเจอกับอันตรายพลังนี้ก็จะเกิดขึ้นเองทุกที หญิงสาวยังไม่อาจควบคุมพลังของตนเองได้ดีนัก

                พวกผู้ชายสามคนมองคีอาร์อย่างตกตะลึงก่อนที่หนึ่งในนั้นจะพูดขึ้นมาอีก “อย่าไปกลัวมัน ก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว แค่นี้จะเอาไม่อยู่หรือไงวะ!

                “เออใช่! ลุยเลย!

                กลุ่มผู้ชายต่างเรียกกำลังใจให้กันก่อนจะพุ่งเข้าใส่คีอาร์อย่างรวดเร็ว หญิงสาวตัวสั่นงันหงกเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วพยายามร้องเรียกให้คนช่วย แต่ทว่าก็ไม่มีใครอยากเข้ามายุ่งให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วย กลับกัน...จะมีแต่คนถอยห่างเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเสียมากกว่า

                หญิงสาวจึงได้แต่หนีอย่างเอาเป็นเอาตาย...

...เสียที่ไหนล่ะ...

                แท้ที่จริงแล้วพอพวกผู้ชายวิ่งเข้าใส่ คีอาร์ก็ยืนกำมัดแน่นอยู่เฉยๆ ความจริงแล้วก่อนหน้านั้นที่เธอกลัวเพราะไม่อยากจะมีเรื่องแต่ถ้ามันจำเป็นก็คงต้องสู้เสียแล้ว อย่างที่บอกว่าหญิงสาวยังควบคุมพลังไม่ได้แต่เมื่อใดที่รู้สึกว่าตกอยู่ในอันตรายพลังมันก็จะระเบิดออกมาเอง

                เฉกเช่นตอนนี้ที่หญิงสาวเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ แต่ไฟสีดำกลับลุกโชนห่อหุ้มตัวเธอเอาไว้ ผู้ชายคนแรกเข้าจู่โจมคีอาร์โดยเอื้อมมือออกไปหวังจะบีบคอเธอไว้แต่ทว่ามือของเขาก็โดนไฟสีดำเผาเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเพื่อนโดนเผา...ผู้ชายที่เหลืออีกสองคนก็ชะงักค้างทันที ในใจเริ่มหวาดกลัวที่จะถูกเผาไปด้วย

                “อ๊ากกก!” ผู้ชายคนที่ถูกเผามือร้องอย่างโหยหวน ถึงแม้ว่าจะพยายามดับไฟยังไงแต่มันกลับลุกโชนมากกว่าเดิม “ช่วยด้วย!

                เสียงโหยหวนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางด้านคีอาร์เองก็ได้แต่ยืนตกตะลึงไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะดับไฟนั่นได้ยังไง ก่อนหน้านี้ที่พลังมันตื่นขึ้นมาเองก็จะมีแต่ตอนที่เธอเจอพวกสัตว์ร้ายหรือสัตว์มีพิษแล้วสัตว์พวกนั้นก็จะโดนไฟเผาไปจนสูญสิ้นชีวิต

                ถึงแม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนที่น่ารังเกียจแต่เธอก็ไม่ได้อยากจะฆ่าเขา แล้วทำยังไงไฟมันถึงจะดับล่ะ!?

                คีอาร์กำหมัดแน่นก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาผู้ชายที่ถูกเผามืออยู่แต่ทว่าก็เดินไปได้เพียงสองสามก้าวก็โดนตะโกนใส่หน้าราวกับเธอเป็นตัวประหลาด

                “อย่าเข้ามานะ!” ผู้ชายอีกคนหนึ่งตะโกนขึ้น “เธอมันปีศาจ! ไปให้พ้น!

                หญิงสาวเม้นปากแน่นอย่างสะกดกั้นอารมณ์เอาไว้แล้วรวบรวมความกล้าพูดออกไป “แต่ฉันอยากจะดับไฟที่มือนั่นให้ก่อน”

                “โกหก!

                “...”

                “เธอเป็นคนเผามันเองแล้วจะมาดับให้เนี่ยนะ? เชื่อก็โง่แล้ว!

                บรรยากาศรอบตัวเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านเริ่มหันมาสนใจ บางคนก็ยืนมองพร้อมกับซุบซิบกับเพื่อน บางคนก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปไว้ คีอาร์รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ทั้งที่เธอคือผู้ที่โดนหาเรื่องก่อนแท้ๆ แต่กลับต้องถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิดและเป็นตัวประหลาด

                ทำไมกัน!’ หญิงสาวร่ำร้องอยู่ภายในใจ

                ตอนนี้คีอาร์อยากจะหนีออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดแต่อีกใจหนึ่งก็ยังอยากจะช่วยดับไฟให้ผู้ชายที่ถูกเผามือ ทำไมเธอถึงต้องเป็นคนขี้สงสารขนาดนี้นะ ถ้าเดินออกไปเลยก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แล้วเธอควรจะทำอย่างไรดี!

                !?

                ระหว่างที่หญิงสาวกำลังลังเลนั้นอยู่ๆ ก็มีชายหนุ่มผมทองเดินตัดหน้าเธอไป คีอาร์มองตามร่างสูงโปร่งนั่นก็เห็นว่าเขาไปหยุดตรงหน้าผู้ชายที่ถูกเผามือก่อนที่จะนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกับเอื้อมมือออกไปราวกับจะจับมือที่ถูกไฟเผา และก็เป็นอย่างคิดจริงๆ ชายปริศนาจับมือข้างนั้นไว้แน่นแล้วมันก็ทำให้คีอาร์ต้องเบิกตากว้างทันที

                เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่คีอาร์จะได้ร้องถามอะไรมือของชายหนุ่มปริศนาก็เรืองแสงสีทองขึ้นแล้วฉับพลันนั้นไฟสีดำที่กำลังลุกโหมก็ค่อยๆ ริบหรี่ลงจนมันดับสูญไปในที่สุด เมื่อไฟถูกกำจัดออกไปหมดแล้วชายหนุ่มผมทองก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

                “พวกนายรีบไสหัวไปซะ”

                “หา?” ผู้ชายที่เคยถูกเผามือลุกขึ้นพร้อมกับร้องออกมาหนึ่งคำ

                เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามยังไม่เข้าใจที่บอก ชายหนุ่มผมทองจึงนิ่งเงียบแต่นั่นกลับทำให้ผู้ชายอีกสามคนถึงกับตัวสั่นเป็นจ้าวเข้า คีอาร์ไม่รู้ว่าชายหนุ่มปริศนานั่นทำอะไรเพราะเขาหันหลังให้อยู่ แต่เธอก็พอเดาว่าคงเป็นอะไรที่น่ากลัวแน่

                ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบหลายวินาทีก่อนที่ชายหนุ่มผมทองจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ผมบอกให้พวกนายรีบไสหัวไปไงครับ ไม่เข้าใจหรือไง?”

                ทั้งที่เขาพูดสุภาพแต่คีอาร์กลับรู้สึกถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นและก็เหมือนว่าพวกผู้ชายสามคนนั่นก็จะรู้สึกได้เหมือนกัน พวกนั้นรีบถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนที่จะหันหลังแล้วรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าพวกน่ารังเกียจลับสายตาไปแล้ว ชายหนุ่มผมทองก็ค่อยๆ หันกลับมาหาคีอาร์ที่ยืนนิ่งอยู่

                วินาทีแรกที่คีอาร์ได้สบตากับชายหนุ่มคนนั้นก็ทำเอาหัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งเรือนผมสีทองที่ยาวระต้นคอและนัยน์ตาสีเดียวกันที่กำลังทอประกายระยิบระยับมันช่างน่าหลงใหลจนไม่อาจละสายตาได้ ระหว่างที่หญิงสาวกำลังเคลิบเคลิ้มกับความรูปงาม ( ? ) อยู่นั้น ฝ่ายที่ถูกจ้องก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอเสียแล้ว

                “เธอไม่เป็นไรใช่ไหม” ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้มสดใส

                หวา~ ยิ่งได้เห็นใกล้ๆ แบบนี้ยิ่งเหมือนเจ้าชายเลยแฮะ คีอาร์คิดในใจก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

                “ฉะ...ฉันไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่ช่วยนะคะ”

                “งั้นก็ดีแล้ว” แล้วชายหนุ่มผมทองก็ส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้อีกหนึ่งครั้ง ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วมุ่นแล้วเอียงคออย่างสงสัย “ไม่สิ...เธอยังลำบากอยู่นะ”

                “เอ๋?” หญิงสาวร้องออกมาหนึ่งคำ

                “ไฟสีดำที่ห่อหุ้มร่างเธออยู่น่ะ ทำไมถึงไม่หายไปสักทีล่ะ”

                “เอ่อ...”

                “ไม่มีอันตรายอะไรแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้พลังแล้วล่ะ” ชายหนุ่มบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะยกกำปั้นขึ้นทุบลงบนมือของตัวเองราวกับนึกอะไรออก “หรือว่าเธอยังควบคุมพลังไม่ได้ ก็เลยดับไฟไม่ได้”

                “ก็ประมาณนั้นค่ะ แหะๆ” คีอาร์ได้แต่หัวเราะแห้งๆ การที่ควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้นี่มันน่าอายชะมัดเลย!

                หญิงสาวยืนเกาแก้มตัวเองเพื่อแก้เขิน คีอาร์คิดว่าชายหนุ่มคงกำลังหัวเราะเยาะอยู่แน่ๆ ที่เธอไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ แต่ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าร่างสูงกำลังทำหน้าเบ้ราวกับจะร้องไห้คล้ายเห็นใจที่เธอไร้น้ำยา และก่อนที่จะได้ถามอะไรก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว นั่นคือ...

                ชายหนุ่มผมทองโผเข้ามากอดคีอาร์ไว้แน่น!

                กรี๊ดดด!’ คีอาร์ได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจเพราะความตกตะลึงทำให้เปล่งเสียงไม่ออก

                ชายหนุ่มกอดหญิงสาวไว้หลายวินาทีจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก คีอาร์พยายามผละตัวออกแต่มันก็ไม่เป็นผล เมื่อจนปัญญาที่จะออกมาด้วยกำลังตัวเองเธอจึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ

                “เอ่อ...ทำไมอยู่ๆ ถึงมากอดฉันคะ” หญิงสาวถามเสียงสั่น

                “ผมกำลังช่วยเธออยู่นะ”

                “หา?”

                “เอ้า! นี่ไง ช่วยสำเร็จแล้ว” ชายหนุ่มบอกแล้วผละออกพร้อมกับชี้ให้คีอาร์ดูที่ร่างกายของตัวเอง วินาทีต่อมาหญิงสาวต้องเบิกตากว้างทันทีเมื่อพบว่าไฟสีดำได้ดับไปแล้ว

                อย่าบอกนะว่าผู้ชายคนนี้ดับไฟได้น่ะ!?

                คีอาร์สำรวจร่างกายตัวเองทันทีจนแน่ใจว่าไฟได้ดับไปหมดสิ้นแล้ว หญิงสาวระบายยิ้มกว้างออกมาก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มผู้มีพระคุณ

                “คุณช่วยดับไฟให้เหรอคะ”

                “ครับผม~”

                “ทำได้ยังไงกันคะ ขนาดฉันเองยังไม่รู้วิธีดับเลย”

                ชายหนุ่มเอียงคอสงสัยเล็กน้อยแต่วินาทีต่อมาเขาก็ส่งยิ้มน่ารักมาให้ “เพราะว่าผมมีพลังพิเศษธาตุแสงน่ะ”

                “...” หญิงสาวเลิกคิ้วทันที

                “เมื่อพลังพิเศษปะทะกับพลังพิเศษธาตุตรงข้ามก็จะเกิดการหักล้างกันน่ะ เพราะงั้นธาตุความมืดของเธอจึงถูกธาตุแสงของผมหักล้างกันไป”

                “อ๋อ” คีอาร์ร้องออกมาหนึ่งคำพร้อมกับพยักหน้ารับเข้าใจก่อนที่เธอจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้พูดบางอย่างกับชายหนุ่มเลย “ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉัน”

                หญิงสาวกล่าวอย่างจริงใจพร้อมกับก้มหัวให้น้อยๆ ชายหนุ่มที่เห็นท่าทางจริงจังของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็หลุดหัวเราะพรืดออกมาก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

                “ไม่ต้องคิดมากหรอก แล้วก็ดูท่าทางพวกเราจะอายุไล่เลี่ยกันเพราะงั้นไม่ต้องสุภาพนักก็ได้”

                “แต่ว่าคุณเป็นผู้มีพระคุณ”

                “แล้วก็ไม่ต้องเรียกว่าคุณด้วย” ชายหนุ่มไม่ฟังคีอาร์สักนิด เขายังคงพูดต่ออย่างอารมณ์ดี “ผมชื่อโซล เอาเป็นว่าเรียกโซลแล้วกัน ว่าแต่เธอชื่ออะไรเหรอ”

                “ฉันชื่อคีอาร์ค่ะ”

                “แน่ะ บอกแล้วไงว่าไม่ต้องสุภาพ”

                “เอ่อ...ค่ะ”

                พอเห็นว่าคีอาร์ยังใช้คำสุภาพไม่เลิก โซลก็เบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ทันทีแต่วินาทีต่อมาเขาก็ระบายยิ้มสดใสอีกครั้งแล้วถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ว่าแต่คีอาร์ไม่ใช่คนในเมืองหลวงใช่ไหม”

                “ฉันมาจากชนบทน่ะค่ะ”

                “เห~ แล้วแม่สาวชาวไร่มาทำอะไรในเมืองแบบนี้กันล่ะ”

                “ตั้งใจว่าจะมาสอบเป็นโฮสไดร์เวอร์น่ะค่ะ”

                “...”

                “แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นยังไงดี นี่คงต้องไปหาห้องนอน...” คีอาร์เกาหัวตัวเองแกรกๆ แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ๆ โซลถือวิสาสะเข้ามาจับมือเธอไว้แล้วดึงให้วิ่งไปด้วยกัน “มีอะไรเหรอคะ”

                “ต้องรีบแล้ว!

                “เอ๋?”

                “วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาเปิดรับสมัครโฮสไดร์เวอร์น่ะสิ!

                “ไม่ใช่ว่าเปิดรับตลอดเหรอคะ!?”

                “บริษัทจะเปิดรับเป็นช่วงๆ ต่างหาก อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ เขาจะปิดรับตอนบ่ายสองเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้วนะ!

                “หา!” คีอาร์ร้องออกมาหนึ่งคำแล้วก็ตั้งหน้าตั้งวิ่งตามโซลเต็มแรง

                นี่แค่จะสมัครสอบยังเจออุปสรรคขนาดนี้เลยเหรอ แล้วต่อไปเธอจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย!

 

                ใช้เวลาไม่นานนักโซลก็พาคีอาร์มาถึงบริษัทโฮราเทียสได้สำเร็จ ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างยืนหอบก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดราวกับขาดอากาศมานานนับปี ไม่รู้วันนี้คีอาร์จะดวงซวยอะไรนักหนา เจอพวกผู้ชายมาหาเรื่องไม่พอ...กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ก็ต้องวิ่งมาเพราะว่าวันนี้รถติดหนัก!

                แต่โชคยังดีที่โซลรู้ทางลัดเลยมาได้ทันเวลา

                “รีบไปสมัครสิ” โซลที่ยืนหอบอยู่ใกล้ๆ ชี้ไปที่ตึกสีขาวตึกหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตบริษัท “ที่นั่นเป็นที่รับสมัครนะ ผมมาส่งเธอได้แค่นี้ละเพราะเดี๋ยวต้องไปทำธุระต่อแล้ว”

                แท้ที่จริงแล้วคีอาร์อยากให้โซลเข้าไปเป็นเพื่อนด้วย สารภาพตามตรงเลยว่าเธอรู้สึกประหม่าอย่างมาก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าบริษัทโฮราเทียสเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะมีพื้นที่กว้างขวางและใหญ่โตขนาดนี้ การเดินแบกกระเป๋าดุ่มๆ เข้าไปคงเป็นเรื่องที่ต้องขอเรียกขวัญกำลังใจสักหน่อยละนะ

                แต่ก็คงรบกวนชายหนุ่มไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ หญิงสาวเลยพยายามปั้นยิ้มพร้อมกับโบกไม้โบกมือลา

                เมื่อชายหนุ่มลับสายตาไปแล้ว หญิงสาวก็หันกลับไปมองตึกสีขาวที่เป็นเป้าหมายอีกครั้ง ถ้าหากเทียบขนาดกับตึกที่อยู่ใกล้ๆ แล้วตึกสีขาวนั่นถือว่ามีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็ยังให้ความรู้สึกหรูหราและมีสไตล์อยู่ดี

                คีอาร์สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วค่อยๆ ผ่อนออกพร้อมกับกระชับกระเป๋าบนหลังให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตึกสีขาวอันเป็นเป้าหมายทันที ใช้เวลาไม่กี่นาทีเธอก็เดินมาหยุดอยู่หน้าตึกแล้ว

                ด้านหน้าของตึกมีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่สองคน เมื่อทั้งสองเห็นคีอาร์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก็กวักมือเรียกเธอทันที หญิงสาวหันซ้ายหันขวาก่อนจะชี้เข้าหาตัวเอง แล้วเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนก็พยักหน้าพร้อมกัน

                คีอาร์เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าหน้าที่แล้วกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะ”

                “สวัสดีครับ”

                “สวัสดีครับ”

                เจ้าหน้าที่ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน คีอาร์เคยได้ยินมาว่าบริษัทโฮราเทียสค่อนข้างเข้มงวดในการรับพนักงานเข้าทำงาน นอกจากคัดเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานแล้วยังคัดหน้าตาอีกต่างหาก จึงเป็นที่กล่าวขานว่าบริษัทนี้มีแต่คนสวยคนหล่อและทำงานเก่ง และสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ก็คือหน้าตาของเจ้าหน้าที่สองคนนี้ไงล่ะ

                หล่อชะมัด!’ นี่เป็นคำจำกัดความหน้าตาของทั้งสองได้ แต่รู้สึกว่าจะหล่อน้อยกว่าโซลนะ

                ระหว่างที่คีอาร์กำลังพินิจพิจารณาเรื่องหน้าตาอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ทางขวามือก็ถามขึ้นเสียงใส “คุณมาสมัครเป็นโฮสไดร์เวอร์เหรอครับ”

                “ค่ะ” หญิงสาวหยุดคิดเรื่องอื่นเอาไว้ก่อนแล้วตอบกลับไปเสียงหนักแน่น

                “ถ้างั้นลงทะเบียนได้เลยครับ”

                “เอ่อ...ไม่ต้องกรอกใบสมัครก่อนเหรอคะ”

                “เดี๋ยวเข้าไปกรอกใบสมัครข้างในพร้อมกับสอบภาคทฤษฏีครับ”

                สิ่งที่ได้ยินทำเอาคีอาร์อ้าปากค้างทันที หญิงสาวไม่นึกว่าทางบริษัทจะเล่นให้สอบแบบกะทันหันแบบนี้ อาจเป็นเพราะพวกผู้บริหารคงอยากดูประสิทธิภาพจริงๆ ของผู้สมัครแต่ละคนสินะเลยไม่ให้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า

คีอาร์ผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อยแล้วลงทะเบียนตามที่เจ้าหน้าที่บอก จากนั้นเธอก็ได้ป้ายหมายเลขที่นั่งมาติดเสื้อไว้ หมายเลขของเธอคือ 666

                จะว่าเลขสวยหรือเลขอาถรรพ์ดีล่ะเนี่ย หญิงสาวคิดในใจพลางติดป้ายหมายเลขไว้ที่อกเสื้อ

                ( 666 ว่ากันว่าเป็นชื่อเรียกของสัตว์ร้ายที่เกิดขึ้นจากทะเล ซึ่งมี 7 หัว 10 เขา มีความหมายว่าการปกครองที่ไม่สมบูรณ์และล่มสลาย )

                “ถ้าเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปข้างในเลยครับ” เจ้าหน้าที่นั่งอยู่ด้านซ้ายบอกพร้อมกับชี้ไปที่ประตูกระจกสีดำทึบจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน

คีอาร์ก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณแล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าประตู หญิงสาวนับหนึ่งถึงสามในใจก่อนจะเอื้อมมือไปผลักประตูออก เบื้องหลังประตูกระจกสีดำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้เกือบหนึ่งพันคน วินาทีแรกที่เธอย่างก้าวเข้าไปในนั้นก็สัมผัสได้ถึงจิตมุ่งมั่นที่รุนแรงของเหล่าผู้สมัครที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ถ้าหากว่าป้ายหมายเลขแจกตามลำดับคนที่สมัครละก็...แสดงว่ามีคนสมัครเกือบหกร้อยคน

มันช่างเป็นตัวเลขที่น่ากลัวเหลือเกิน...แต่ไม่ว่ายังไงเธอต้องผ่านไปให้ได้ ไม่งั้นก็ไม่มีทางที่จะได้เจอพี่ชายแน่!

                บรรยากาศภายในห้องช่างกดดันจนทำให้คีอาร์ต้องลอบกลืนน้ำลาย หญิงสาวกวาดสายตามองรอบห้องแบบคร่าวๆ ก็รู้ว่าส่วนใหญ่ผู้สมัครนั้นเป็นผู้ชาย ถ้าหากลองเทียบเปอร์เซ็นต์แล้วก็คงเป็นผู้ชายเก้าสิบเปอร์เซ็นต์และผู้หญิงสิบเปอร์เซ็นต์

                แปะ!

                คีอาร์ตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเป็นการเรียกกำลังใจก่อนจะเดินไปยังที่นั่งของตนเอง หลังจากที่เธอนั่งที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้วก็เห็นว่ามีคนอีกประมาณห้าหกคนเดินเข้ามาใหม่ เวลาผ่านไปสักพักในที่สุดก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาพูดรายละเอียดอยู่ที่ด้านหน้าห้องโถง

                ในการสอบครั้งนี้จะแบ่งเป็นคะแนนภาคทฤษฏีห้าสิบและภาคปฏิบัติห้าสิบ ซึ่งผู้ที่ผ่านการสอบภาคทฤษฏีเท่านั้นถึงจะได้สอบภาคปฏิบัติ และสุดท้ายจะเอาคะแนนทั้งสองภาคมารวมกันเพื่อคัดเลือกคนที่จะเป็นโฮสไดร์เวอร์เพียงห้าคนเท่านั้น!

                จำนวนคนที่จะสมหวังมันช่างน้อยนิดเท่าหยิบมือเสียจริง!

                เมื่อเจ้าหน้าที่บอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้วก็เริ่มลงมือสอบภาคทฤษฏีกันทันที โดยที่การสอบนี้ให้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งกับการทำสอบสอบหนึ่งร้อยข้อ นี่ถ้าไม่อัจฉริยะจริงทำไม่ทันแน่!

               

                ติ๊ก...ติ๊ก...

                เวลาผ่านไปหลายนาที เหล่าผู้เข้าสอบทั้งหลายยังคงตั้งหน้าตั้งหน้าทำข้อสอบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย คีอาร์มองไปรอบๆ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา หญิงสาวหมุนปากกาในมือเล่นอย่างสบายอารมณ์ การกระทำของเธอทำให้เจ้าหน้าที่คุมสอบบางคนถึงกับต้องจับตามองอย่างสงสัยว่าหญิงสาวเล่นตุกติกอะไรหรือเปล่า

                แท้ที่จริงแล้วหญิงสาวผู้นี้เป็นอัจฉริยะในระดับหนึ่ง เพียงแค่ได้เห็นหรือผ่านตาเพียงครั้งเดียวก็สามารถจำได้ขึ้นใจ ดังนั้นข้อสอบแค่นี้เธอทำได้สบายอยู่แล้ว

                แต่จะมีเพียงอย่างเดียวที่ทำยังไงก็ทำไม่ได้นั่นคือการควบคุมพลังพิเศษของตนเอง

                กริ๊ง!

                ในที่สุดเสียงออดหมดเวลาก็ดังขึ้น เจ้าหน้าที่ต่างเดินมาเก็บข้อสอบเองโดยให้ผู้สมัครนั่งรออยู่กับที่ ซึ่งต่อจากนี้เหล่าผู้สมัครจะต้องรอประมาณสองถึงสามชั่วโมงเพื่อรอฟังผลเลย และคนที่ผ่านเข้ารอบก็จะได้รับการทดสอบต่อไป

 

                การเฝ้ารอเพื่อฟังผลการสอบนั้นมันช่างลุ้นระทึก คีอาร์ได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าลุกขยับไปไหน ถึงแม้ว่าเธอจะมั่นใจว่าตัวเองสามารถทำข้อสอบได้แต่ก็ยังติดนิสัยขี้ระแวงอยู่ดี แล้วในที่สุดของการรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่คนเดิมเดินไปยืนอยู่หน้าห้องโถงแล้วประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด

                หญิงสาวกุมมือแน่นสวดภาวนาให้มีชื่อของตนเองและคำภาวนานั่นก็เป็นผลเมื่อ...

                “ผู้ผ่านเข้ารอบคนที่สิบเก้า...คีอาร์...”

                คีอาร์แทบอยากจะตะโกนให้ลั่นโลกว่า ไชโยยย!!!’

                เมื่อประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบภาคทฤษฏีครบแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ผู้ผ่านการทดสอบแยกไปอยู่อีกห้องหนึ่ง คีอาร์แบกกระเป๋าเดินตามเจ้าที่หน้าไปแล้วก็รู้สึกเหมือนว่าผู้สมัครคนอื่นจะจับจ้องมองแต่เธอที่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ามาได้ แต่หญิงสาวก็พยายามทำเป็นไม่สนใจแล้วในที่สุดก็มาถึงที่หมาย

                เจ้าหน้าที่ให้ผู้สมัครที่เหลือเข้าไปนั่งรอในห้องแล้วไม่กี่นาทีต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่คนใหม่เข้ามาหยุดยืนหน้าห้อง เจ้าถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่คนนี้จะมีรูปร่างอวบสักน้อยแต่ก็ถือว่าหน้าตาดีในระดับหนึ่ง บริษัทนี้นี่คัดสรรเรื่องหน้าตาจริงๆ ด้วยแฮะ

                บรรยากาศในห้องผ่อนคลายขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ร่างอวบระบายยิ้มใจดีให้แก่ทุกคน ก่อนที่เขาจะพูดใส่ไมค์ว่า “ยินดีกับทุกคนที่ผ่านเข้ามาได้นะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราจะมาทดสอบภาคปฏิบัติกันต่อ”

                เหล่าผู้สมัครต่างกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังแล้วตั้งใจฟังต่อ

                “สำหรับการสอบภาคปฏิบัตินี้เราจะให้ทุกท่านได้ทดลองขับรถไฟโฮราเทียสจริงๆ โดยที่ระหว่างอยู่บนรถไฟนั้นจะมีผู้คุมที่ประจำแต่ละขบวนอยู่ด้วย”

                พอเจ้าหน้าที่พูดมาถึงตรงนี้ก็เกิดเสียงฮือฮาทันที ว่ากันว่า ผู้คุ้ม ที่เจ้าหน้าที่ร่างอวบนั้นพูดถึงก็คือคนที่จะดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงคล้ายกับทหารเตรียมรบที่พร้อมจะต่อสู้ทุกเมื่อเพื่อปกป้องคนที่รักนั่นเอง และในรถไฟแต่ละขบวนจะมีตู้คนขับหนึ่งตู้ ตู้หลบภัยหนึ่งตู้ และตู้ผู้โดยสารสามตู้ ซึ่งนั่นหมายความว่าหนึ่งขบวนจะมีผู้คุมทั้งหมดสามคนนั่นเอง โดยจะแบ่งกันดูแลตู้โดยสารคนละตู้

                เมื่อเห็นว่าเหล่าผู้สมัครเริ่มเงียบเสียงลงแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พูดต่อทันที “เดี๋ยวพอผมขานชื่อใครแล้วขอให้ออกมาด้านหน้า เพื่อที่ผู้คุมจะได้มารับท่านไปทำการทดสอบนะครับ”

                แล้วการประกาศชื่อก็เริ่มต้นขึ้น คีอาร์นั่งรอฟังอย่างใจจดใจจ่อแต่ทว่าผ่านไปคนแล้วคนเล่าก็ยังไม่มีชื่อของเธอ จนกระทั่งเหลือหญิงสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น พอเห็นว่าเหลือผู้สมัครเพียงคนเดียว เจ้าหน้าที่จึงเอ่ยถามขึ้น “คุณคีอาร์ใช่ไหมครับ”

                “ค่ะ” หญิงสาวขานรับ

                “พอดีผู้คุมที่ดูแลคุณต้องไปปฏิบัติงานด่วน แล้วตอนนี้ก็ไม่มีผู้คุมที่ว่างพอจะมาช่วยทดสอบให้ก็เลยต้องขอเลื่อนการทดสอบของคุณ...”

                ครืด~

                เสียงเปิดประตูดังขึ้นมาแทรกเสียงของเจ้าหน้าที่จนหมดสิ้น คีอาร์มองไปทางประตูอยู่แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือโซลนั่นเอง

                “โซล!” หญิงสาวร้องออกมาอย่างดีใจ

                ชายหนุ่มผมทองยืนเกาะขอบประตูพลางส่งยิ้มไปให้หญิงสาว ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ร่างอวบก็มองทั้งสองสลับไปมาก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ

                “คุณโซลรู้จักคุณคีอาร์ด้วยเหรอครับ” เจ้าหน้าที่เอ่ยถาม

                “อืม” โซลตอบรับเบาๆ พร้อมกับเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ “เรื่องการทดสอบของคีอาร์เดี๋ยวพวกผมรับดูแลให้เองแล้วกัน”

                “จะดีเหรอครับ”

                “ดีสิ เนอะ?” โซลบอกอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะเน้นเสียงคำสุดท้ายพร้อมกับเอียงคออย่างน่ารักน่าชังจนทำให้ฝ่ายตรงข้ามถึงกับใจเต้นระรัวทันที

                เจ้าหน้าที่มองชายหนุ่มผมทองอย่างเคลิบเคลิ้มก่อนจะตกลงยินยอม “ถ้าคุณโซลไม่มีปัญหาอะไร งั้นผมก็โอเคครับ”

                “ขอบคุณมากเลยครับ!” โซลร้องออกมาอย่างดีใจพร้อมกับโผเข้าไปกอดเจ้าหน้าที่ร่างอวบคนนั้น ถึงแม้ว่าจะถูกผู้ชายด้วยกันกอดแต่ฝ่ายที่ถูกกอดก็ไม่มีท่าทางรังเกียจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม...กลับทำหน้าตามีความสุขราวกับได้ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ปาน

                โซลคลายอ้อมกอดออกก่อนจะวิ่งเข้าไปหาคีอาร์ที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ หญิงสาวมองชายหนุ่มสลับกับเจ้าหน้าที่แล้วก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างประหลาด เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาขั้นเทพคนนี้คงไม่ได้นิยมเพศเดียวกันหรอกนะ ถ้าหากเป็นแบบนั้นเธอคงเสียดายแย่

                “เจอกันอีกแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดเสียงทะเล้นพร้อมกับนั่งลงข้างๆ หญิงสาว “เธอนี่เก่งจังเลยที่สอบผ่านมาได้”

                “ค่ะ” คีอาร์ตอบกลับสั้นๆ เพราะยังไม่หายตกใจแล้วเธอก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ “ว่าแต่ที่บอกว่าจะมาดูแลการทดสอบของฉันนี่มันหมายความว่ายังไงกันคะ”

                “ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ พวกฉันจะทำการทดสอบเธอเอง” โซลระบายยิ้มน่ารักออกมาก่อนจะบอกสิ่งที่ทำให้คีอาร์แทบช็อค “ฉันเป็นหนึ่งในผู้คุมบนรถไฟโฮราเทียสน่ะ ก็เลยอยากช่วยทดสอบให้”

                “หา!?”

                “แล้วผู้คุมอีกสองคนที่อยู่บนรถไฟขบวนเดียวกับฉันก็ยอมช่วยแล้วนะ” ชายหนุ่มพูดต่อทันทีโดยไม่รีรอให้

หญิงสาวได้ถามอะไรทั้งสิ้น “งั้นเราไปทดสอบกันเลยเถอะ!

                โซลตะโกนบอกอย่างดีอกดีใจพร้อมกับลากคีอาร์วิ่งออกไปจากห้อง ระหว่างที่กำลังจะออกไปจากนั้นหญิงสาวแอบเหลือบไปมองเจ้าหน้าที่ร่างอวบว่าเขาจะว่าอะไรหรือเปล่า ไม่ใช่แค่เขาไม่คัดค้านแถมยังยืนโบกไม้โบกมืออย่างยินดีที่เธอจะได้รับการทดสอบจากโซลอีกต่างหาก

                เรื่องที่หมอนี่เป็นผู้คุมก็ว่าน่าตกใจแล้ว แถมสงสัยจะเป็นคนดังในบริษัทด้วยแฮะ หญิงสาวคิดในใจระหว่างที่วิ่งตามชายหนุ่มไป

 

                ใช้เวลาไม่นานนักคีอาร์ก็ถูกพามาถึงห้องเก็บรถไฟที่เตรียมจะเดินทางข้ามมิติ รถไฟโฮราเทียสแต่ละขบวนจะมีสีสันแตกต่างกันไปซึ่งขบวนที่คีอาร์ต้องขึ้นไปรับการทดสอบขับนั้นเป็นสีขาวสลับดำแถมมีจุดเด่นหนึ่งอย่างคือมีการวาดรูปหมีแพนด้าไว้ทั้งคัน

                “รถไฟของพวกเราน่ารักใช่ไหมล่ะ” โซลบอกอย่างภาคภูมิใจ “เข้าไปข้างในกันเถอะ”

                โซลบอกแล้วเดินนำเข้าไปในขบวนรถไฟพร้อมกับจูงมือคนตัวเล็กให้ตามมาด้วย คีอาร์มองสำรวจภายในอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่เพียงแต่ข้างนอกเท่านั้นที่มีรูปหมีแพนด้า แม้แต่ข้างในก็เป็นลวดลายหมีแพนด้าเหมือนกัน ชายหนุ่มพาหญิงสาวมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องคนขับรถไฟแล้วเขาก็กดปุ่มสีเขียวที่ติดอยู่ข้างประตูก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัด

“โซลเองครับ”

                ครืด~

                วินาทีต่อมาประตูห้องก็เปิดออกโดยอัตโนมัติ ภายในห้องนั้นมีชายนุ่มสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว โซลเดินเข้าไปหาทั้งสองคนทันทีโดยไม่ลืมที่จะจูงมือคีอาร์เดินเข้าไปด้วย

                เมื่อคีอาร์มาหยุดยืนต่อหน้า ทางด้านผู้ชายเรือนผมสีดำที่ใส่แว่นก็มองเธอตั้งแต่เท้าขึ้นมาจรดหัวก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คนนี้เหรอที่บอกว่าจะมารับการทดสอบ”

                “ใช่แล้ว” โซลยิ้มตอบ

                ส่วนทางด้านผู้ชายเรือนผมสีฟ้าที่มัดผมรวบเป็นหางม้าไว้ด้านข้างทางซ้ายก็ส่งยิ้มมาให้ก่อนจะกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร “สวัสดี ชื่ออะไรเหรอ”

                “คีอาร์ค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างประหม่าเล็กน้อย

                ท่าทางระแวดระวังของหญิงสาวทำเอาชายหนุ่มผมทองเกือบหลุดหัวเราะพรืด โซลตบไหล่คีอาร์เบาๆ เป็นการให้กำลังใจก่อนจะแนะนำเพื่อนทั้งสองให้เธอรู้จักบ้าง “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก ฉันจะแนะนำให้รู้กันนะ คนผมเงินนี่ชื่อมาริน ส่วนคนผมดำใส่แว่นนั่นชื่ออาเรียน”

                “ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” คีอาร์กล่าวพร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

                เมื่อทักทายกันเป็นพอพิธีแล้วโซลจึงบอกว่าจะเริ่มทำการทดสอบทันที โดยการทดสอบภาคปฏิบัตินั้นก็เพียงแค่ให้คีอาร์ขับรถไฟข้ามมิติไปได้อย่างปลอดภัยก็ถือว่าสอบผ่าน แต่ว่ามันอาจไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะหญิงสาวเคยได้ยินมาว่าระหว่างที่สอบขับรถไฟนั้น ทางผู้คุมสอบที่คอยสังเกตการณ์จะสร้างสถานการณ์สมมติขึ้นมาแล้วจะดูว่าผู้สมัครจะแก้ไขสถานการณ์นั้นอย่างไร

                คีอาร์สูดหายใจเข้าออกเพื่อผ่อนคลายความเครียดแล้วตั้งใจฟังรายละเอียดที่โซลบอกต่อ มิติที่เธอจะต้องขับรถไฟไปนั้นเป็นมิติใกล้ๆ ที่ประตูมิติจะเปิดปิดเป็นเวลา สิ่งสำคัญที่เธอต้องทำให้ได้คือต้องกะเวลาเดินรถไฟให้ไปถึงเวลาที่ประตูมิติเปิดพอดี จึงจะถือผ่านการทดสอบ

                หญิงสาวมีเวลาเตรียมตัวไม่นานนักก็ถึงเวลาที่ต้องรับการทดสอบ โดยเวลาทดสอบนั้น...เพื่อให้เหมือนกับสถานจริงที่ผู้คุมจะต้องไปประจำตู้โดยสาร ทั้งโซล มาริน และอาเรียนจึงต้องกระจายกันไปอยู่แต่ละตู้ คีอาร์มองแผงควบคุมตรงหน้าอยู่อึดใจก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มสตาร์ทรถไฟ ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอรู้สึกว่ากลไกเริ่มทำงาน

                “เอาละ...ลุยกันเลย!” หญิงสาวตะโกนออกมาแล้วรถไฟโฮราเทียสลายหมีแพนด้าก็เริ่มเคลื่อนที่ทันที

 

                รถไฟโฮราเทียสนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ซับซ้อนดังนั้นคนที่เป็นโฮสไดร์เวอร์จึงต้องมีความจำเป็นเลิศในการควบคุมแผงบังคับทั้งหมด และยังต้องมีไหวพริบที่จะพลิกแพลงได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น คีอาร์บังคับแผงควบคุมอย่างใจจดใจจ่อ

เส้นทางที่ต้องขับไปนั้นอยู่ห่างอีกไม่ไกลสักเท่าไหร่ ถ้าหากลองคำนวณระยะทางกับเวลาที่ประตูมิติจะเปิดก็ควรจะไปถึงที่หมายในอีกสิบห้านาที หญิงสาวเหลือบไปมองจอเรดาห์ที่คอยจับสิ่งแปลกปลอมอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็กลับมาลอบยิ้มกับตัวเอง เมื่อยังไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติใดๆ

                หวังว่าจะเดินทางได้อย่างปลอดภัยนะ คีอาร์คิดในใจแต่แล้วความคิดนั้นของเธอก็ต้องมลายหายไปสิ้นเมื่ออยู่ๆ รถไฟก็สั่นสะเทือนไปทั้งขบวนก่อนที่สัญญาณเตือนภัยจะดังสนั่น!

                ตื้ดดด!!!

                “เกิดอะไรขึ้น!” หญิงสาวตะโกนร้องอย่างตกใจก่อนที่เธอจะได้ยินเสียงของโซลผ่านเครื่องสื่อสารที่ติดไว้ที่หู

                [ คีอาร์อย่างเพิ่งตกใจนะ นี่เป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง ]

                “ทดสอบอะไรเหรอ”

                 [ ทดสอบว่าถ้ามีปีศาจโจมตีรถไฟแล้วควรจะทำยังไง ]

                “หา!” หญิงสาวร้องออกมาเสียงดังทันที “ฉันต้องออกไปสู้กับปีศาจเหรอคะ!?”

                [ ไม่ต้องหรอก เธอแค่พยายามขับรถไฟไม่ให้เสียหลักในระหว่างที่พวกผมกำลังจำกัดปีศาจก็พอแล้ว ]

                “...”

                [ ทำได้ไหม? ]

                “ค่ะ!” ถึงแม้จะยังไม่มั่นใจเต็มร้อยแต่คีอาร์ก็คิดว่าเธอต้องทำได้แน่จึงขานรับเสียงหนักแน่น

                [ เยี่ยม! งั้นเปิดประตูฉุกเฉินให้พวกผมออกไปข้างนอกรถไฟที ]

                “รับทราบค่ะ!” หญิงสาวขานรับแล้วกดปุ่มเปิดประตูฉุกเฉินทันทีพร้อมกันนั้นเธอก็ภาวนาขอให้พวกโซลปลอดภัย

 

                ทางด้านของผู้คุมทั้งสาม

                ตอนนี้บรรยากาศกำลังตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด แท้ที่จริงแล้วการปล่อยปีศาจออกมาโจมตีรถไฟแบบนี้เป็นการทดสอบขั้นสูงที่ขนาดโฮสไดร์เวอร์ที่มีประสบการณ์ยังผ่านได้อย่างยากเย็น แล้วการมาให้คีอาร์ที่เป็นมือใหม่มารับการทดสอบเช่นนี้จึงถือว่าหนักเกินไป

                พวกผู้บริหารคิดอะไรอยู่กันแน่นะ ชายหนุ่มทั้งสามต่างคิดเหมือนกันก่อนจะกระชับอาวุธในมือ

                ไม่กี่วินาทีต่อมาประตูฉุกเฉินก็ถูกเปิดออก โซลกวัดแก่งดาบคู่ไปมาอย่างคล่องแคล่วแล้วเป็นคนแรกที่กระโจนออกไปก่อน แท้ที่จริงแล้วการจะออกรถไฟถือว่ามีความเสียงสูงเพราะมีเพียงเชือกที่ถูกผลิตขึ้นเป็นพิเศษที่ตรึงร่างกายไว้กับรถไฟเท่านั้น

                ในช่องว่างระหว่างมิตินั้นมีแรงดึงดูดเช่นเดียวกับโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ แต่การที่โซลสามารถวิ่งตรงไปทางปีศาจที่บินอยู่นั้นได้เพราะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม ชายหนุ่มผมดำนามว่า อาเรียน นั้นมีพลังพิเศษธาตุไม้ซึ่งสามารถสร้างรากไม้ยืดออกไปได้อย่างอิสระ ทางด้านชายหนุ่มผมทองจึงอาศัยวิ่งไปตามรากไม้ของอาเรียนเพื่อโจมตีศัตรู

                โซลกวาดสายตาคร่าวๆ แล้วก็เห็นว่ามีปีศาจอยู่ทั้งหมดห้าตัวด้วยกันก่อนจะควงดาบคู่หนึ่งครั้งและวินาทีต่อมาที่ตัวดาบทั้งสองก็เรืองแสงสีทอง

                ชายหนุ่มสะบัดดาบทั้งสองในมือหนึ่งครั้งก่อนจะกระโดดไปเหนือหัวปีศาจตัวแรกพร้อมกับฟาดฟันอาวุธลงไปเต็มแรง โซลโจมตีอย่างรวดเร็วจนปีศาจตนนั้นไม่อาจตั้งตัวได้ทัน ช่างเป็นโชคร้ายของมันที่ต้องมาลิ้มรสคมดาบคู่แห่งแสงของชายหนุ่มผมทองจนสิ้นชีพ

                ปีศาจถูกกำจัดไปหนึ่งตัวแต่ก็ยังเหลืออยู่อีกถึงสี่ตัว ทางด้านมารินก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขายกไม้เท้าสีฟ้าครามที่เป็นอาวุธคู่ใจขึ้นมาก่อนจะเล็งไปที่ปีศาจตนที่กำลังบินเข้ามาใกล้ และเมื่อเร่งพลังได้เท่าที่ต้องการแล้วชายหนุ่มผมสีฟ้าผู้นี้ก็ตะโกนออกมาเสียงดัง

                “หายไปซะ!” เมื่อสิ้นเสียงก็ปรากฏกระสุนน้ำขนาดเล็กจำนวนมหาศาลแล้วเพียงเสี้ยววินาทีมันก็พุ่งตรงไปยังปีศาจตนที่เป็นเป้าหมาย แน่นอนว่ามันก็สิ้นชีวาไปเช่นกัน

                ทั้งโซลและมารินต่างช่วยกันกำจัดปีศาจโดยมีอาเรียนเป็นฝ่ายสนับสนุน ทั้งสามคนค่อนข้างแปลกใจที่เคยได้ยินข่าวว่าการทดสอบกับปีศาจนั้นยากลำบากแต่ที่กำลังเผชิญอยู่มันช่างตรงข้ามกับที่ได้ยินมานัก ปีศาจพวกนี้กำจัดง่ายจะตายไป

                ถ้าเป็นแบบนี้คงกำจัดได้สบายๆชายหนุ่มทั้งสามคิดเหมือนกัน แต่แล้วเสี้ยววินาทีต่อมาพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อได้ยินเสียงร้องดังผ่านเครื่องสื่อสาร

                [ กรี๊ดดด! ]

                “นั่นเสียงคีอาร์!” ทั้งสามตะโกนออกมาพร้อมกันทันที

                ชายหนุ่มผมทองเตรียมหันหลังกลับเพื่อจะไปช่วยหญิงสาวแต่ทว่าก็โดนปีศาจตนหนึ่งขวางทางเอาไว้ ส่วนทางด้านมารินและอาเรียนก็โดนปีศาจอีกสองตนขวางทางไว้เช่นกัน แล้วสถานการณ์ยิ่งคับขันมากขึ้นเมื่อปีศาจสามตนที่เหลือนี้จัดการไม่ได้ง่ายๆ อาจเป็นเพราะมันเริ่มอ่านการเคลื่อนไหวของพวกเขาออกก็ได้

                “บ้าฉิบ! มีปีศาจตัวอื่นอยู่ด้วยเหรอ!” โซลสบถอย่างหัวเสียพลางรับมือกับปีศาจที่เข้าจู่โจมอย่างไม่ลดละ เขาจะต้องรีบจัดการให้จบโดยเร็วแล้วไปช่วยคีอาร์ให้ได้!

 

                ภายในขบวนรถไฟคีอาร์เปลี่ยนโหมดการขับเป็นโหมดขับเคลื่อนตัวเองอัตโนมัติก่อนจะออกมาจากห้องคนขับแล้วปิดประตูให้แน่นหนา หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเห็นว่ามีปีศาจหลุดเข้ามาได้หนึ่งตน ถ้าหากตอนนี้มีผู้โดยสารอยู่บนรถไฟด้วย เธอคงให้ทุกคนรีบเข้าไปยังห้องหลบภัยและเธอจะเป็นคนสู้กับเจ้าปีศาจตนนี้เอง

                “อะ...ออกไปจากรถไฟนะ!” คีอาร์ตะโกนบอกเสียงสั่น แต่เจ้าปีศาจมันฟังภาษามนุษย์ไม่ออกจึงได้แต่เอียงคอมองอย่างสงสัย

                เสี้ยววินาทีต่อมาก่อนที่คีอาร์จะได้พูดอะไรต่อ ปีศาจตรงหน้าก็ใช้มืออันแหลมคมตวัดใส่หญิงสาวแต่โชคดีที่เธอก้มหลบลงได้อย่างหวุดหวิดจึงมีเพียงปลายผมที่ถูกตัดออกไปเท่านั้น

                เจ้าปีศาจร้ายยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันขวับไปจับจ้องหญิงสาวราวกับเหยื่ออันโอชะ มันคำรามลั่นก่อนจะกระโจนเข้าใส่เป้าหมายอีกครั้ง ทางด้านคีอาร์ก็ได้แต่คลานหนีแต่ทว่าด้วยพื้นที่อันคับแคบของรถไฟทำให้เธอหนีไม่ได้มากนัก จนในที่สุดก็จนมุม

                ทำไมการทดสอบถึงได้น่ากลัวแบบนี้นะ!’ หญิงสาวร่ำร้องในใจ ฉันอยากผ่านการทดสอบ ฉันอยากเจอพี่ พลัง...พลังความมืดช่วยตื่นขึ้นมาแล้วจัดการเจ้าปีศาจนั่นทีเถอะ!’

                เพราะอับจนหนทางจึงทำให้คีอาร์ต้องร้องขอพลังที่ตัวเองไม่ชอบใจ และเสี้ยววินาทีต่อมาก่อนที่ปีศาจจะใช้เท้าของมันเตะมาถึงตัวหญิงสาวก็มีเปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้นมาห่อหุ้มตัวเธอเอาไว้ เมื่อเจ้าปีศาจร้ายสัมผัสโดนไฟสีดำก็ทำให้เท้าของมันถูกเผาไหม้ทันที!

                “กร๊าซซซ!” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นทันที!

                หญิงสาวรีบคลานหนีไปยังมุมอับที่ปลอดภัยแล้วจ้องปีศาจตนนั้นเขม็ง ไฟสีดำค่อยๆ เผาไหม้จากปลายเท้าขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งห่อหุ้มร่างของมันไว้ทั้งหมด เสียงกรีดร้องแสนสยดสยองดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คีอาร์ลอบกลืนน้ำลายลงคอและภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือเจ้าปีศาจตนนั้นโดนเผาจนไม่เหลือซาก!

                ทั้งที่ภายในรถไฟก็มีเครื่องปรับอากาศแต่ทว่ากลับมีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากของคีอาร์ หญิงสาวปาดเหงื่อลวกๆ พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในขณะเดียวกันพวกโซลก็จัดการปีศาจที่เหลือแล้วกลับเข้ามาพอดี เมื่อเห็นว่าร่างกายขงหญิงสาวมีเปลวไฟสีดำห่อหุ้มอยู่ก็ทำให้อาเรียนและมารินเบิกตากว้างทันที

                นั่นคือพลังพิเศษธาตุความมืดเหรอ มารินครุ่นคิดพลางจับจ้องคีอาร์อย่างสนอกสนใจ

                เป็นธาตุที่หายากมากเลยนะ ทางด้านอาเรียนก็เริ่มสนใจเช่นกัน

                ชายหนุ่มผู้มีธาตุน้ำและธาตุไม้ยืนนิ่งเงียบต่างกับชายหนุ่มผู้มีธาตุแสงที่รีบวิ่งเข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังนั่งกอดตัวเองอยู่ โซลมองคีอาร์ด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยแล้วทันใดนั้นเขาก็ดึงเธอเข้าไปกอดไว้อย่างแนบแน่น เมื่อได้รับอ้อมกอดอันอบอุ่นจึงทำให้หญิงสาวคลายความกังวลใจไปได้มาก

                “เธอไม่เป็นไรนะ” โซลถามพร้อมกับยิ่งกอดแน่นขึ้นไปอีก “ผมเป็นห่วงแทบแย่”

                หญิงสาวดีใจที่ชายหนุ่มเป็นห่วงแต่เธอก็ไม่อยากสร้างปัญหาได้จึงได้แต่หัวเราะแห้งๆ “แหะๆ ฉันปลอดภัยดีค่ะ”

                “...”

                “ฉันจัดการปีศาจตนนั้นได้ด้วยนะ” คีอาร์ชี้ไปยังจุดที่ปีศาจเคยถูกเผา

                แต่ทางด้านชายหนุ่มผมทองกลับไม่สนใจเลยสักนิดเดียว เขากระชับแขนแน่นขึ้นไปอีกพร้อมกับลูบหัวคนในอ้อมกอดไปด้วย วินาทีต่อมาก็บังเกิดแสงสีทองขึ้นรอบตัวของโซลแล้วหลังจากนั้นไฟสีดำที่ห่อหุ้มตัวของคีอาร์อยู่ก็ค่อยๆ ริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมันมอดดับไป

                “ต้องให้โซลมาช่วยดับไฟให้อีกแล้ว ฮ่ะๆ” หญิงสาวพูดติดตลกแต่ทว่าคนตัวสูงกลับคลายอ้อมกอดออกแล้วเม้มปากแน่นคล้ายกับพยายามเกร็งใบหน้าเอาไว้ “โซล?”

                “อย่าเพิ่งเรียกผม ตอนนี้ผมกำลังบังคับไม่ให้ตัวเองร้องไห้อยู่” แล้วชายหนุ่มก็เม้มปากแน่นขึ้นไปอีก

                เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของโซลแล้วก็ทำให้คีอาร์อดที่จะหลุดหัวเราะไม่ได้ หญิงสาวระบายยิ้มออกมาบางๆ พร้อมกับเอื้อมมือไปลูบหัวคนตัวสูงเบาๆ แล้วเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ”

                “...”

                “จริงๆ นะ” คีอาร์บอกย้ำอีกรอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มที่คิดว่าสวยที่สุดไปให้ด้วย

                ทั้งที่ชายหนุ่มผมทองพยายามข่มน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาแต่พอเห็นรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวแล้วเขาก็กลั้นมันไว้ไม่อยู่อีกต่อไป น้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลลงมาอาบแก้มของโซลก่อนที่จะเขาจะปล่อยโฮเสียงดัง

                “ฮือออ~ ดีใจเลยที่เธอไม่เป็นไร” ชายหนุ่มร้องไห้ไปก็ปาดน้ำตาไปด้วย “ผมเป็นห่วงแทบแย่ ครางหลังผมจะไม่ปล่อยให้เธอเจออันตรายแบบนี้อีกแล้ว ผมสัญญา”

                คีอาร์มองคนตัวสูงร้องห่มร้องไห้แล้วก็ได้แต่ระบายยิ้มออกมาบางๆ ก่อนที่เธอจะยื่นนิ้วก้อยของตัวเองออกไปตรงหน้าฝ่ายตรงข้าม “งั้นมาเกี่ยวก้อยสัญญากันนะ”

                “...”

                “สัญญาว่าจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายเจอเรื่องอันตรายอีก” คีอาร์บอกด้วยรอยยิ้ม “นะ?”

                เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจของหญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็ปาดน้ำตาออกให้หมดก่อนจะเช็ดมือที่เปียกน้ำตากับกางเกงแล้วยื่นนิ้วก้อยของตัวเองไปเกี่ยวกับอีกฝ่ายไว้ “อืม! ผมสัญญา!

                บรรยากาศรอบตัวของทั้งสองคนราวกับมีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่และมันก็อาจจะบานมากกว่านี้ถ้าหากไม่โดนขัดคอขึ้นมาเสียก่อน และคนที่ขัดก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากอาเรียนและมารินนั่นเอง

                “อย่าทำซึ้งกันแค่สองคนสิ พวกผมก็อยู่นี่ด้วยนะ” มารินพูดด้วยรอยยิ้มแต่คีอาร์กลับรู้สึกสั่นสะท้านกับน้ำเสียงที่คาดเดาไม่ได้ของหนุ่มผู้นี้เหลือเกิน

                ทางด้านอาเรียนก็ขยับแว่นหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นั่นสิ ตอนนี้เรายังมีการทดสอบที่เธอต้องขับรถไฟข้ามมิติไปให้ได้ไม่ใช่หรือไง”

                อุก!

                พอโดนอาเรียนจี้ใจดำก็ทำเอาคีอาร์สะอึกไปเลย!

                หญิงสาวรีบลุกพรวดแล้วกลับไปที่ห้องคนขับอย่างรวดเร็ว โชคดีที่รถไฟไม่ขับออกนอกเส้นทางจึงทำให้น่าจะถึงตอนที่ประตูมิติเปิดได้ตามกำหนดเวลา เมื่อเข้ามาในห้องคนขับอีกครั้งคีอาร์ก็นั่งลงประจำที่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโหมดควบคุม แล้วเธอมุ่งมั่นขับรถไฟอีกครั้ง...

 

                หลายวันต่อมา

                หลังจากการสอบภาคปฏิบัติผ่านพ้นไป ในที่สุดก็ถึงเวลาประกาศผลผู้ที่ผ่านการคัดเลือกได้เป็นโฮสไดร์เวอร์เสียที แท้ที่จริงแล้วจะมีการติดป้ายประกาศรายชื่อตอนเก้าโมงเช้าแต่ทว่าคีอาร์ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เธอจึงมารออยู่หน้าบริษัทตั้งแต่ไก่โห่

                แล้วในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาประกาศเสียที!

                หญิงสาวเดินเข้าไปยังตึกสีขาวที่เคยเป็นสนามสอบคัดเลือกแล้วก็เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนออดูประกาศอยู่ ซึ่งแน่นอนว่านั่นคือรายชื่อของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นโฮสไดร์เวอร์ ด้วยความที่มีรูปร่างเล็กเลยทำให้คีอาร์มองไม่เห็นป้ายประกาศสักนิด ถึงแม้ว่าจะกระโดดแล้วก็ยังไม่เห็นอยู่ดี!

                คนเยอะชะมัดเลย!’ หญิงสาวบ่นในใจ

                ระหว่างที่คีอาร์กำลังหงุดหงิดที่ไม่อาจแทรกตัวเข้าไปดูรายชื่อได้นั้นก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกชื่อของเธอ เมื่อหันไปตามต้นเสียงก็เห็นว่าโซล มาริน และอาเรียนกำลังเดินตรงมาทางนี้ ชายหนุ่มทั้งสามมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวแล้วจึงกล่าวทักทาย

                “มาดูรายชื่อเหรอ” โซลเอ่ยเป็นคนแรก

                “ค่ะ” คีอาร์จึงตอบกลับไปก่อนจะบุ้ยปากอย่างแง่งอน “แต่คนเยอะจนดูไม่ได้เลยค่ะ”

                ชายหนุ่มทั้งสามมองหน้าหญิงสาวแล้วจึงหันไปมองตรงป้ายประกาศก็เห็นว่ามีคนแน่นเต็มไปหมด แท้ที่จริงแล้วค่อยรอดูทีหลังก็ได้แต่พอเห็นท่าทางกระวนกระวายของคีอาร์แล้วก็ทำให้ทั้งสามอยากจะช่วยเธอ และวินาทีต่อมาโซลก็นึกอะไรขึ้นมาได้

                “ถ้ามองจากที่สูงน่าจะเห็นนะ” ชายหนุ่มผมทองบอกพลางอมยิ้ม “ถ้างั้น...”

                “ว้าย!

                ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อโซลก็ช้อนตัวของคีอาร์ขึ้นเพื่อให้เธอขี่คอตนเอง หญิงสาวไม่รู้จะทำยังไงเลยต้องปล่อยเลยตามเลย เมื่อเห็นว่านั่งเข้าที่เข้าทางแล้วร่างสูงจึงพูดต่อ

                “ลองดูสิว่าเห็นรายชื่อไหม”

                ถึงแม้ว่าตอนนี้หัวใจของคีอาร์กำลังเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะแต่เธอต้องเก็บอาการไว้ก่อนแล้วพยายามเพ่งมองไปที่ป้ายประกาศรายชื่อ หญิงสาวมองไล่ตั้งแต่ชื่อข้างบนสุดลงมายังข้างล่างจนกระทั่งมาสะดุดกับรายชื่อที่สี่ซึ่งเป็นชื่อของ...

                ...คีอาร์...

                “เย้! มีชื่อฉันด้วยค่ะ!” หญิงสาวร้องออกมาอย่างดีใจ ทางด้านสามหนุ่มก็ระบายยิ้มออกมาเช่นกัน

                เมื่อรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้วโซลจึงอุ้มคีอาร์ลงมาจากคอแล้วกล่าวแสดงท่าทางดีใจยกใหญ่ “ดีใจด้วยนะ ทีนี้ผมก็จะได้ร่วมงานกับคีอาร์แล้ว ดีใจสุดๆ เลย”

                “ค่ะ! ฉันเองก็ดีใจ”

                “หวังว่าเราจะได้ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันนะ” ส่วนนี้ก็เป็นเสียงของมารินที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้

                “พยายามเข้าล่ะ” หรือแม้แต่อาเรียนก็ยังอยากให้กำลังใจหญิงสาว

                “ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดค่ะ!” คีอาร์ตอบรับเสียงใสก่อนจะมองไปยังป้ายประกาศอีกครั้ง

                ถึงแม้ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคาต่างๆ มากมายแต่เธอไม่เคยยอมแพ้และพยายามเต็มที่เพื่อให้ได้เป็นโฮสไดร์เวอร์ และเพื่อที่จะตามหาพี่ชายที่หายสาบสูญไป ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องทำให้ความปรารถนาเป็นจริงให้ได้ จุดเริ่มต้นคือการขับรถไฟมุ่งไปยังมิติต่างๆ นี่แหละ

                รถไฟโฮราเทียสลายหมีแพนด้าเตรียมเดินขบวนแล้วค่ะ!

ผลงานอื่นๆ ของ แป้งโกกิ,ฮารุฮิเมะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Amnasia
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 22:08
    สนุกมากเลยค่ะ^0^ แอบจิ้นคู่คีอาร์กับโซลเบาๆ หวังว่าจะมีภาคต่อนะคะ อยากรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง>_
    #2
    0
  2. วันที่ 12 มกราคม 2558 / 20:06
    รถไฟลายแพนด้ามุ๊งมิ๊งๆ

    คีอาร์และสามหนุ่มในฮาเร็ม =o=

    สนุกมากครับ แอบลุ้นตอนสู้กับสัตว์ประหลาดจนอินเลย ^^
    #1
    0