เติมรัก || MarkBam

ตอนที่ 31 : ตอนพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    30 ก.ค. 61



ความจริงแล้วเนื้อหาในตอนพิเศษนี้ เคยเป็นเนื้อหาที่ไรท์คิดจะใส่ไว้ในส่วนของตอนปกติค่ะ 
แต่ในเมื่อสุดท้ายไม่ได้ใส่ ก็เลยตัดสินใจมาแต่งเป็นตอนพิเศษแทน ^^
อาจจะเป็นเหตุการณ์ธรรมดา แต่ด้วยความที่อยากสนองนีดดด ตัวเองด้วย ก็เลยจัดไปค่ะ! ฮาาา
ยังไงก็ Enjoy Reading! นะคะ :)
#เติมรักมบ 


_________________________________________________________________________





ตอนพิเศษ




                 แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องผ่านบานหน้าต่างที่ถูกเปิดผ้าม่านเอาไว้ ทำให้คนที่นอนหลับสนิทตั้งแต่เมื่อคืนอันเนื่องจากความเหนื่อยล้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเพื่อปรับสภาพดวงตาจากแสงที่เข้ามากระทบ


                 ผ่านไปสักพักเมื่อดวงตาและสมองเข้าที่แล้ว เจ้าของดวงตาคมกริบจึงเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งพร้อมหันมองไปด้านข้างตัว แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นความว่างเปล่าไม่มีวี่แววของคนที่คิดว่าคงจะนอนหลับอยู่ข้างกาย แม้จะแปลกใจแต่สุดท้ายแล้วมาร์คก็ทำเพียงแค่ลุกขึ้นจากเตียงเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองเพราะคิดว่าอีกคนคงตื่นก่อนและออกไปด้านนอกแล้ว


                 มาร์คมองสภาพของตัวเองในกระจกชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือไปเปิดก๊อกน้ำรองน้ำขึ้นมาเต็มสองมือเพื่อล้างใบหน้าที่เริ่มดูดีขึ้นมากจากการอดหลับอดนอนตลอดหลายวันที่ผ่านมา สาเหตุก็เพราะอยู่ๆ งานที่มีกำหนดส่งในอีก สัปดาห์ ดันเลื่อนเข้ามาเป็นส่งวันจันทร์ที่จะถึงนี้ นั่นทำเอาเขาและเพื่อนๆ ต้องวิ่งวุ่นปรับเปลี่ยนแผนการทำงานในส่วนที่ยังเหลือใหม่ทั้งหมด จากที่คิดว่ายังพอมีเวลาก็ต้องเร่งทำในส่วนนั้น ส่งผลให้ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่ได้นอน และไม่ได้ออกไปไหนเลยนอกจากบ้านเพื่อนและมหาวิทยาลัย


                 นั่นรวมถึงการที่เขาไม่มีเวลาไปหาและเจอคนตัวเล็กด้วย


                 หลังจากที่เราตกลงคบกันที่แอลเอวันนั้นก็ผ่านมาได้หลายเดือนแล้ว ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่มาร์คก็ไม่ได้คิดว่ามันแตกต่างจากก่อนที่จะคบกันเท่าไหร่นัก อาจเพราะว่าทั้งเขาและแบมแบมต่างก็ไม่ได้เป็นคนที่หวือหวาหรือให้ความสำคัญกับการป่าวประกาศและบอกคนอื่นว่าเราเป็นคนรักกัน


                 สิ่งที่แตกต่างจากเดิมในความคิดมาร์คคงเป็นการที่เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากกับคนที่เข้ามาถามว่าเขาเป็นอะไรกับคนตัวเล็ก นอกเหนือจากนั้น ความรัก ความห่วงใย ความใส่ใจที่มีให้อีกฝ่ายก็ยังคงเดิมติดจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป


                 เมื่อจัดการล้างหน้าอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาด้านนอก ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังมาจากห้องรับแขกจึงคิดว่าคนที่ตื่นก่อนเขาคงอยู่ที่นั่น หากเมื่อก้าวขาเข้าไปคิ้วเข้มพลันต้องขมวดมุ่นเมื่อคนที่คิดว่าคงจะนั่งดูโทรทัศน์อยู่กลับทอดร่างนอนห่มผ้าห่มคุมโปงอยู่บนโซฟาเบดสีเข้มทั้งๆ ที่น่าจะเพิ่งตื่น


                 “แบม แบมแบม” มาร์คเดินเข้าไปนั่งลงใกล้ๆ พร้อมมือที่เอื้อมไปแตะบนกองผ้าห่มอย่างแผ่วเบาแต่ก็ไร้เสียงตอบรับ


                 ผ่านไปชั่วครู่มาร์คจึงค่อยๆ ดึงผ้าห่มส่วนที่ปรกบริเวณหัวคนตัวเล็กออก เนื่องจากเกรงว่าอีกคนจะหายใจไม่ออก แต่เมื่อเปิดออกแล้วมาร์คก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ เพราะใบหน้าคุ้นเคยที่ปกติจะเป็นสีแดงระเรื่อมาบัดนี้กลับขาวซีดอย่างหน้าใจหาย บนขมับปรากฏเม็ดเหงื่ออยู่ประปราย จังหวะการหายใจกระชั้นถี่รัวราวกับเพิ่งออกกำลังกายมาใหม่ๆ และอาการตัวสั่นน้อยๆ นั่นก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะไม่สบายแล้วแน่ๆ


                 มาร์คยื่นหลังมือไปวางทาบบนหน้าผากเล็ก ความร้อนที่สัมผัสได้ทำเอาต้องขมวดคิ้วแน่น…เมื่อวานยังดีๆ อยู่เลย


     “แบมแบมครับ” คิดหาสาเหตุไปตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น มาร์คปลุกจึงแบมแบมให้รู้สึกตัวก่อน


                 “หือ…” แบมแบมปรือตาขึ้นเมื่อรับรู้ถึงแรงเขย่าและเสียงเรียกชื่อตนเอง กำลังจะยกตัวขึ้นแต่อาการปวดหัวที่เข้ามาจู่โจมอย่างรุนแรงก็ทำให้ร่างกายที่อ่อนแรงอยู่แล้วล้มกลับลงไปที่เดิม


                 “ไม่สบายทำไมไม่บอกพี่ครับ ไหวไหม เดี๋ยวพี่พาไปหาหมอ”

                 แบมแบมรู้สึกได้ถึงมือใหญ่ที่รีบยื่นเข้ามาประคองตัวเขาให้นอนลงอย่างแผ่วเบา คิ้วเข้มของคนเอ่ยยังคงขมวดเข้าหากันแน่น แบมแบมที่ยังคงพอรู้สึกตัวและยังพอมีสติอยู่รู้สึกได้ถึงความกังวลและความไม่สบายใจของอีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มหากแต่แห้งผากค่อยเผยยิ้มน้อยๆ ให้อีกฝ่ายอย่างต้องการบรรเทาความกังวล


                 “ไม่เป็นไรครับ นอนพักหน่อยก็คงหาย…”


                 ได้ยินเช่นนั้นแม้จะรู้สึกขัดใจบ้างที่อีกฝ่ายไม่ยอมไปหาหมอแต่มาร์คก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาไม่เห็นว่าแบมแบมยังรู้สึกตัวและพูดคุยได้อยู่เขาคงไม่ยอม


                 “งั้นไปนอนในห้องนะ เดี๋ยวพี่อุ้ม” มาร์คเอ่ยพร้อมเตรียมลุกขึ้นช้อนตัวแบมแบม หากแขนเล็กที่เอื้อมมารั้งก็ทำให้มาร์คต้องหันไปมอง


                 “ไม่...แบมนอนนี่” เสียงเอ่ยแหบแห้งพร้อมศีรษะเล็กส่ายไปมาและดวงตากลมโตที่แดงก่ำจากพิษไข้ฉายแววดื้อดึงทำให้มาร์คต้องถอนหายใจ


     แต่สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามความต้องการของคนตัวเล็ก


     ยังดีที่โซฟามันปรับเป็นเตียงได้  


                 “ได้ครับ แต่ต้องกินข้าวกินยานะแล้วพี่จะเช็ดตัวให้” มาร์คเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบศีรษะคนที่ยิ้มตอบเขาอย่างอ่อนแรง


                 แบมแบมไม่เคยเป็นไข้...

                 อย่างน้อยก็ตั้งแต่ที่ได้เจอหลังจากที่อีกฝ่ายมาที่นี่ คนตัวเล็กไม่เคยเป็นไข้หรือเป็นหวัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าแบมแบมสุขภาพดีและดูแลตัวเองมาตลอด แม้จะได้ยินมาบ้างว่าช่วงนี้อีกฝ่ายต้องทำงานหนักทั้งที่ร้านที่เพิ่งมีคนลาออกและงานที่มหาวิทยาลัยที่อาจารย์สั่งงานติดๆ กันหลายวิชา แต่มาร์คก็ไม่เห็นว่าก่อนหน้านี้แบมแบมจะมีสัญญาณหรืออาการของการไม่สบายให้เห็น


                 แต่เมื่อคิดดีๆ แล้วมาร์คก็ต้องถอนหายใจอย่างหงุดหงิด


                 เขาลืมไปได้ยังไงว่าอาทิตย์ที่แล้วแทบจะไม่ได้เจอแบมแบมเลย มีแค่เพียงคุยไลน์นิดหน่อยและโทรหาก่อนนอนเท่านั้น ซึ่งมันคงไม่แปลกถ้าแบมแบมจะมาเป็นไข้เอาในช่วงเวลานี้โดยที่เขาไม่รู้ และด้วยนิสัยของคนตัวเล็ก หากรู้ว่าตัวเองเป็นไข้ก็คงจะไม่ยอมบอกเพราะกลัวเขาจะทิ้งงานไปหา

     …ซึ่งแบมแบมคิดถูก


                 ดูแล้วก่อนหน้านี้อาการไข้คงจะไม่มีให้เห็นเท่าไหร่ มันคงจะมาแสดงให้เห็นเอาชัดเจนในเช้านี้ หรือไม่ก็เมื่อคืนนี้


                 มาร์คยอมรับเลยว่าเมื่อวานเขาเหนื่อยมากจริงๆ หลังจากขับรถไปรับแบมแบม แม้ตอนแรกจะรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายดูซึมๆ แต่หลังจากนั้นแบมแบมก็ทำตัวปกติ นั่นทำให้เขาไม่ได้สงสัยซ้ำหลังจากกินข้าวเย็นสักพักแบมแบมก็คะยั้นคะยอไล่ให้เขาไปนอน ส่วนเจ้าตัวบอกเพียงแค่ว่าขอดูโทรทัศน์ก่อนแล้วจะตามเข้าไป   


                 ความจริงเขาน่าจะสังเกตได้ถึงความผิดปกติ แม้จะนิดหน่อยก็น่าจะสังเกตได้


                 แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการเข้าครัวมาจัดการทำข้าวต้มง่ายๆ ให้คนป่วย มาร์คเพียงเอาข้าวที่แบมแบมหุงไว้เมื่อวานมาต้มกับน้ำ โรยเกลือนิดหน่อยใส่หมูและผักลงไปปรุงรสเล็กน้อย รอสักพักจึงตักใส่ชามพร้อมน้ำอุ่นและยาแก้ไข้ ก่อนจะเดินไปปลุกแบมแบมและพยุงให้ลุกขึ้นมาทานข้าวทานยา


                 แบมแบมที่อยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นก็พยาพยามกินให้ได้มากที่สุด แต่เพราะอาการป่วยเลยทำให้ความอยากอาหารลดลงไปมาก ดังนั้นจึงกินได้เพียงหนึ่งในสี่ส่วนก่อนจะประท้วงคนที่ยังคงยื่นช้อนตักข้าวต้มให้ด้วยการส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่ไหวแล้ว อีกฝ่ายจึงวางชามลงและให้ทานยา


                 คนป่วยที่กึ่งนึ่งกึ่งนอนบนโซฟาเบดขมวดคิ้วน้อยๆ คล้ายเจ้าตัวกำลังหนักใจเรื่องอะไรบางอย่าง หากเมื่อมองคนตัวโตตรงหน้าที่กำลังเก็บชามและแก้วแล้วแบมแบมก็ถอนหายใจน้อยๆ ตัดสินใจเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงแหบแห้ง


     “พี่มาร์ค…”


                 “ครับ?” มาร์คหันมองคนเรียกทันที


                 “ถ้าแบมทำอะไร เอ่อ...แปลกๆ ก็ทนหน่อยนะครับ”


                 “หืม?” ได้ยินเสียงในลำคอคล้ายการถามกลับของอีกฝ่ายแล้วแล้วแบมแบมก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเหมือนกัน สุดท้ายด้วยความเพลียและปวดหัวเลยตอบปัดไปพร้อมกับค่อยเอนตัวลงนอน ทิ้งให้เจ้าของห้องขมวดคิ้วสงสัยกับคำถามที่ไม่ได้คำตอบต่อไป

           

>>>>>>>>><<<<<<< 

 

                 แบมแบมไม่คิดเลยว่าการลืมเปิดฮีตเตอร์เพียงหนึ่งวันจะทำให้อาการไข้เล่นงานเขาได้ขนาดนี้ แม้สองสามวันก่อนหน้านี้จะรู้สึกเพลียและปวดหัวเพราะโหมทำงานบ้าง แต่เมื่อพอคาดเดาได้ว่าอาจจะเป็นไข้ก็เลยกินยากันไว้ ซึ่งปกติมันจะได้ผลแต่คราวนี้ดูเหมือนว่าถึงกินยากันไว้ก็คงไม่ช่วยอะไร


                 สำหรับคนทั่วไปการเป็นไข้เพียงแค่นี้คงจะแค่กินยานอนพักผ่อนให้เพียงพอผ่านไปสองสามวันก็คงจะหาย ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าแบมแบมนั้นแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะแบมแบมก็เหมือนคนทั่วไปที่กินยา กินข้าว พักผ่อน แล้วก็หาย   


                 แต่สิ่งที่ต่างจากคนทั่วไปและเป็นสิ่งที่เจ้าตัวไม่ชอบเลยคือ เมื่อใดที่ไม่สบายไข้ขึ้นนอนซมแบบนี้แบมแบมจะเปลี่ยนเป็นคนละคนทันที คำพูดและการกระทำที่แสดงออกมานั้นเจ้าตัวกึ่งรับรู้กึ่งไม่รับรู้คล้ายอาการของคนเพิ่งตื่นนอน หรือคนเมาซึ่งสติไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว  ซ้ำถึงจะบอกว่ารับรู้แต่ก็ไม่สามารถบังคับควบคุมร่างกายอย่างเช่นปกติได้


                 นั่นเป็นเหตุผลที่แบมแบมมักจะรักษาร่างกายตัวเองให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เรียกว่านับครั้งได้ที่จะป่วยแบบรุนแรงสักครั้ง และทุกครั้งที่ป่วยไม่สบายคนดูแลก็จะเป็นแม่และพี่ชายเสมอ รวมถึงทุกวีรกรรมที่ทำตอนไม่สบายก็ถูกถ่ายทอดจากคนดูแลทั้งสองที่บอกให้เจ้าตัวรับรู้ เป็นการป้องกันและกระตุ้นให้แบมแบมดูแลและรักษาร่างกายให้ดีไปในตัว


                 เพราะงั้นเมื่อครู่แบมแบมจึงทำแค่ได้พูดคล้ายเอ่ยเตือนเนื่องจากไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ให้พูดตรงๆ มันก็กระดากอายเลยคิดว่าให้เจอเองเลยดีกว่า เพราะถ้ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ  คนที่เห็นและรับรู้คงจะมีแค่เจ้าของห้องเท่านั้น 


                 สุดท้ายอาการปวดหัวที่เริ่มเข้ามารุมเร้าก็ทำให้ต้องจัดการกระชับผ้าห่มเลื่อนขึ้นคลุมตัวอีกนิดปิดเปลือกตาลงเพื่อนอนหลับ โดยลืมว่ายังเหลือขั้นตอนการเช็ดตัวจากคนหน้านิ่งมือไวไปซะสนิทใจ      

 

>>>>>>>>><<<<<<< 

 

                 มาร์คว่าเขาพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมแบมแบมถึงพูดอย่างนั้น


                 “อื้อ…หนาว…”


                 ตลอดชีวิตที่ผ่านมามาร์คไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาอดทนอดกลั้นข่มอารมณ์อะไรมากมายขนาดนี้...


                 แล้วคนที่ต้องอดทนอดกลั้นก็ต้องหรี่ตามองคนที่ตนพยายามจะเช็ดตัวให้


                 เสียงแหบหวานที่เอ่ยกระเซ้าแผ่วเบาพร้อมร่างบางที่กำลังพยายามบิดร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าออกห่างผ้าขนหนูในมือเขา ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำที่ปรือน้อยๆ มองมาอย่างเว้าวอนคล้ายให้เขาหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ ทั้งหมดนั่นทำเอามาร์คแทบจะสบถออกมาไม่เป็นภาษา เนื่องจากมันเป็นแบบนี้ตั้งแต่เขาเริ่มถอดเสื้อเพื่อจะเช็ดตัวให้อีกฝ่ายแล้ว


                 มาร์คไม่แน่ใจว่าแบมแบมรู้ตัวไหมว่ากำลัง ยั่ว คนที่มองอยู่ เพราะกล่าวกันตามจริงแล้วเรียกว่ายากยิ่งกว่ายากถ้าจะให้แบมแบมเป็นฝ่ายรุกหรือทำอะไรที่ดูเข้าข่ายในเรื่องอย่างว่าไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม


                 มาร์คถอนหายใจหนักหน่วงคล้ายข่มอารมณ์ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปจับแขนคนตัวเล็กไว้เพื่อที่จะทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเสียที


                 “พี่เช็ดตัวให้ก่อน จะได้สบายตัว” เสียงทุ้มหากแต่แหบพร่ากว่าปกติเอ่ยบอก หากสายตาก็มองดวงหน้าคนป่วยที่เริ่มเอียงคอและเผยอริมฝีปากนิดๆ


                 “มันจะหนาวไหม…” คนตัวเล็กไม่วายกระซิบถามเสียงเบา แต่ให้ตายเถอะถ้าขืนยังยื้อกันไว้แบบนี้ ดีไม่ดีเขาได้สติแตกก่อนแน่


                 “ไม่ครับ แบมอยู่นิ่งๆ นะ” มาร์คเห็นคนตรงหน้าเงียบคล้ายชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าให้เขาพร้อมกับนอนนิ่งๆ แต่สายตาฉ่ำปรือนั่นยังคงจ้องเขาไม่ละสายตาทำเอามาร์คต้องเบนสายตาไปทางผ้าเช็ดตัวที่กำลังถืออยู่


                 คนที่รู้สึกเหมือนกำลังทำภารกิจอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูงหันไปจุ่มผ้าลงในกะละมังเพื่อชุบน้ำใหม่ แล้วหันมาเริ่มเช็ดตามใบหน้า ลำคอ และเลื่อนมาเช็ดที่แขนเรียวทั้งสองข้าง แบมแบมมีสะดุ้งบ้างเมื่อผ้าสัมผัสกับผิวกาย หากก็ไม่ขยับหนีตามที่เอ่ยไว้


                 มาร์คหันไปชุบน้ำบิดผ้าอีกครั้งและนำมาเช็ดที่แผ่นอกเลื่อนไปยังหน้าท้องขาว แม้สมองจะบอกว่าสิ่งตรงหน้ามันก็เหมือนกับที่ตัวเองมีแต่ความรู้สึกมันกลับสวนทาง มาร์คพยายามไม่อ้อยอิ่งกับร่างกายขาวๆ นี่จนเกินไป ถึงจะเคยเห็นมาหลายครั้งเมื่อยามอีกฝ่ายผูกแต่ผ้าขนหนูรอบเอวบางออกมาจากห้องน้ำหรือไปเล่นน้ำในสระด้วยกัน แต่สถานการณ์มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนั้นแบมแบมไม่ได้มองจ้องด้วยดวงตาหวานฉ่ำและไม่ได้แสดงท่าทางคล้ายการออดอ้อนค่อนไปทาง...ยั่ว อย่างตอนนี้


                 มาร์คชะงักมือไปนิดเมื่อเริ่มรู้ตัวว่าคิดอะไรเลยเถิดไปไกล ก่อนจะหันมาจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ มองหน้าคนตัวเล็กที่ยังคงจ้องหน้าเขาอยู่ก็ยิ้มบางๆ ส่งไปให้ มือทั้งสองข้างเอื้อมไปโอบคนตรงหน้าให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อเช็ดแผ่นหลัง


                 ราวกับคนป่วยกำลังรอจังหวะนี้อยู่เพราะเมื่อเขาดันแผ่นหลังเล็กขึ้นและกำลังจะเริ่มเช็ด อีกฝ่ายก็วาดแขนทั้งสองข้างกอดรัดเขาทันที หนำซ้ำใบหน้าหวานก็พยายามดุนดันซุกซบกับลำคอหนาพร้อมทั้งริมฝีปากบางที่ร้อนจากพิษไข้นั้นก็แตะแนบไปกับผิวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำเอาขนอ่อนในกายลุกชันอย่างไม่ทันตั้งตัว


                 “แบมแบม!” มาร์คกระซิบเรียกชื่อคนที่กำลังกอดเขาแน่นด้วยเสียงต่ำดุดันและแหบพร่า


                 “แบมหนาว…” เสียงหวานเอ่ยชิด ลมหายใจอุ่นร้อนเพราะพิษไข้แตะสัมผัสผิวกายคนถูกกอดแผ่วเบา พร้อมกันนั้นอีกประโยคที่ตามมาก็ทำเอาคนโดนยั่วถึงกับไปไม่เป็น


                 “กอดหน่อย...กอดแบมหน่อย”


     “...นะครับ”


                 “แบมแบม” มาร์คเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเบาอย่างไม่รู้จะเรียกว่าอ่อนใจหรืออย่างไรดี รู้แต่ว่าถ้าขืนยังอยู่แบบนี้มันเสี่ยงมากกับการที่เขาจะเผลอทำ อะไร ลงไป


                 สุดท้ายด้วยสำนึกและมโนธรรม(?)จากการข่มอะไรๆ ก็ตามที่พยายามจะตะกุยกันออกมาก็ทำให้มาร์คเพียงแค่ผ่อนลมหายใจยาวแล้วแตะริมฝีปากข้างขมับคนตัวเล็กไปสองสามทีอย่างหมั่นเขี้ยวพร้อมกับตะล่อมให้อีกฝ่ายปล่อยมือเพื่อจะได้เช็ดตัวต่อให้เสร็จ


                 ทุกความความพยายามประสบผลสำเร็จเมื่อสุดท้ายมาร์คก็สามารถจัดการห่มผ้าให้คนป่วยที่หลับไปเพราะฤทธิ์ยาได้


                 ครั้นเมื่อออกมานั่งทางข้าวที่ห้องครัวหลังจากดูแลคนป่วยเสร็จแล้วมาร์คถึงกับต้องบอกตัวเองเลยว่าหลังจากนี้เขาควรจะเช็ดตัวตอนที่อีกฝ่ายหลับสนิทแล้วเท่านั้น          

 

>>>>>>>>><<<<<<< 

 

                 โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุด มาร์คและแบมแบมไม่มีเรียนแต่แบมแบมยังมีงานที่ร้าน ดังนั้นมาร์คจึงจัดการโทรไปหาพี่แทยังเพื่อบอกกล่าวและลาให้อีกฝ่ายเสร็จสรรพรวมถึงฝากบอกยูคยอมและยองแจด้วย


                 มาร์คหอบหนังสือและงานที่ยังทำไม่เสร็จมาที่โต๊ะหน้าโทรทัศน์ มองไปที่คนตัวเล็กเมื่อเห็นว่ายังหลับอยู่มือหนาจึงเปิดหนังสือเพื่อเริ่มทำงาน


                 ผ่านไปราว ชั่วโมง มาร์คจึงเงยหน้าจากหนังสือที่กำลังอ่านมองไปที่นาฬิกา เห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงคั่นหน้าหนังสือวางลงบนโต๊ะ หันหลังไปแตะหลังมือที่หน้าผากเล็กส่งผลให้คนป่วยขมวดคิ้วครางอื้ออึงเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไป


                 ความร้อนที่ลดลงบ้างแล้วทำให้มาร์คยิ้มอย่างพอใจ


                 ปิ๊งป่องปิ๊งป่องปิ๊งป่อง!

                 เสียงกดกริ่งหน้าห้องทำให้มาร์คต้องหันไปมองที่ประตูด้วยความสงสัย ลุกขึ้นเดินไปส่องตาแมวเห็นใบหน้าคุ้นเคยของเพื่อนทั้งสามคิ้วเข้มจึงเริ่มขมวดเข้าหากันนิดๆ เนื่องจากไม่ได้นัดกันจะไปที่ไหน แต่เจ้าของห้องก็ตัดสินใจเปิดประตู


                 “ไปกินข้าวกันเว้ย!” เสียงแจ็คสันดังขึ้นทันทีที่บานประตูเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย


                 “ไม่”


     คำปฏิเสธห้วนสั้นทำเอาคนชวนแทบจะหน้าหงายแต่ก็กลับมาตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มร่าดังเดิมพร้อมเอ่ยประโยคที่ทำเอาเจ้าของห้องแทบจะอยากยกมือขึ้นมานวดขมับ


                 “กูว่าแล้วว่ามึงต้องไม่ไปเพราะงั้นพวกกูก็เลยซื้อมากินที่ห้องมึงเลย!” คนพูดเอ่ยอย่างกระตือรือร้นพร้อมทั้งยกถุงอาหารในมือขึ้นโชว์เป็นการบ่งบอกว่าห้ามปฏิเสธ


                 ในเมื่อทำอะไรไม่ได้และเพื่อนทั้งสามก็เตรียมพร้อมดักทางขนาดนี้แล้ว มาร์คก็จำต้องยอมเบี่ยงตัวให้เพื่อน แต่ไม่วายเตือน “อย่าเสียงดัง แบมไม่สบาย”


                 “อ่าว เป็นอะไรมากไหม” จินยองที่เดินตามหลังแจ็คสันหันมาถาม


                 “เป็นไข้นิดหน่อย” มาร์คตอบสั้นๆ ก่อนเดินนำทั้งสามไปที่ห้องรับแขก


                 คนป่วยยังคงนอนหลับอยู่เช่นเดิม มาร์คเดินเข้าไปแตะแขนคนตัวเล็กเบาๆ และเอ่ยเรียก “แบมแบม หิวไหม เดี๋ยวพี่ไปอุ่นข้าวต้มให้แล้วจะได้กินยานะ”


     น้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกอย่างอ่อนโยนจากคนหน้านิ่ง ทำให้เพื่อนทั้งสามอดอมยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้


                 นอกจากครอบครัวแล้วคงจะมีแค่แบมแบมที่มาร์คใช้น้ำเสียงอ่อนโยน ยอมลงให้และดูแลพะเน้าพะนออย่างดีขนาดนี้


                 “อื้อ…” คนป่วยเพียงครางตอบเบาๆ ดวงตากลมปรือตามองก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง


                 “เดี๋ยวกูไปอุ่นข้าวต้มให้แบม นั่งกินอยู่ตรงนี้นี่แหละกูจะได้ดูแบมด้วย ฝากเก็บโต๊ะหน่อยแล้วกัน” เจ้าของห้องหันกลับมาเอ่ยยาวเหยียดจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปที่ครัวทันที ทิ้งเพื่อนทั้งสามยืนเอ๋ออยู่ตรงนั้นกว่าจะหาสติกลับมาได้ก็เป็นจินยองที่รู้สึกตัวก่อน


                 “งั้นเดี๋ยวกูไปเอาจานชาม พวกมึงสองคนก็จัดการเคลียร์โต๊ะนะ” เมื่อเห็นเจบีและแจ็คสันพยักหน้าจินยองจึงเดินออกไปทันที


                 “เก็บของสิวะ” เจบีเอ่ยพร้อมเดินไปนั่งลงหน้าโต๊ะใกล้โซฟาที่แบมแบมนอนแล้วเริ่มเก็บหนังสือและเอกสาร แจ็คสันจึงเดินไปอีกฝั่งของโต๊ะช่วยเก็บอีกแรง


                 “อื้อ…” เสียงครางในลำคอที่ดังมาจากโซฟาที่คนป่วยนอนอยู่ทำให้มือที่กำลังสาละวนเก็บของทั้งสองคู่ชะงักและหันไปมองต้นเสียงพร้อมๆ กัน ทันเห็นคนป่วยที่ควรจะหนาวจากอาการไข้กำลังถีบผ้าห่มออกจากตัวอย่างเอาเป็นเอาตายทำให้เจบีซึ่งอยู่ใกล้สุดต้องละมือจากการเก็บของไปหยิบผ้าห่มที่เลื่อนตกลงมากองข้างโซฟาเพื่อจะนำขึ้นไปห่มให้คนป่วยใหม่


                “เฮ้ย/เฮ้ย!” เสียงอุทานอย่างตกใจดังขึ้นแทบจะพร้อมกันจากเจบีและแจ็คสัน เมื่อจู่ๆ คนป่วยที่ควรจะหลับอยู่กลับปรือตาขึ้นมามองก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความงุนงงของคนทั้งสอง จากนั้นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีคนตัวเล็กก็วาดแขนทั้งสองข้างมากอดเอวเจบีที่นั่งคุกเข่าข้างโซฟาในท่าที่กำลังจะห่มผ้าห่มให้เจ้าตัวไว้แน่น


                 “บะ…แบมแบม” เจบีที่อึ้งค้างไปในตอนแรกค่อยๆ เรียกคนที่กำลังกอดเขาไว้ ใบหน้าเล็กแนบไปกับอกซ้ำยังถูไถไปมาเบาๆ ทำเอารู้สึกจั๊กจี้แปลกๆ ชอบกล


                 แจ็คสันที่ตอนแรกก็อึ้งค้างไปด้วยค่อยๆ เรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงอึกอัก “ไอ้เจบี…มึง…” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงทันทีคล้ายคนอัดอั้นตันใจ “กูอิจฉาฮืออ”


                 “มึงอย่าเพิ่งมาอิจฉาตอนนี้ ช่วยกูก่อนขืนไอ้มาร์คมาเห็นกูซวยแน่” เจบีกัดฟันเค้นเอ่ยเสียงเบาราวกับว่าถ้าดังกว่านี้อีกนิดเงาหัวก็พร้อมจะกระเด็นหายไปได้ทุกเมื่อ ทั้งมือก็พยายามแกะแขนแบมแบมออก จะทำแรงก็ไม่กล้าเพราะอีกฝ่ายป่วยอยู่ ซ้ำแขนก็เล็กและบางขนาดที่ว่าแค่จับเขายังกลัวจะช้ำเลยด้วยซ้ำ


                 “เออว่ะ!” เมื่อนึกถึงเพื่อนหน้านิ่งจอมขี้หวงขึ้หึงแล้วแจ็คสันก็รู้สึกเสียวสันหลังแทนเจบีขึ้นมา จึงรีบลุกเดินเข้าไปช่วยดึงแบมแบมออกทันที


                 “กูไม่กล้าดึงแรงว่ะ แขนเล็กจนกูกลัวช้ำ” แจ็คสันเอ่ยพร้อมทั้งพยายามแกะมือแบมแบมออกให้เบาที่สุด


                 “กูก็ไม่กล้านี่ไง! …แบมแบมปล่อยพี่เถอะนะ” ประโยคแรกเอ่ยเสียงเครียดกับแจ็คสัน ประโยคหลังก้มลงไปเอ่ยกับคนที่ยังคงกอดเขาแน่นด้วยน้ำเสียงอยากจะร้องไห้


                 พลันจบประโยคอ้อมแขนที่เริ่มคลายออกเล็กน้อยทำเอาเจบีและแจ็คสันเริ่มใจชื้น คนป่วยเงยหน้าขึ้นมาเอียงคอมองพร้อมกับแย้มยิ้มกว้างเล่นเอาคนทั้งสองตาพร่ากับความน่ารักไปชั่วขณะ จนเจบีมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คนตัวเล็กกลับไปซุกหน้ากับอกเขาพร้อมทั้งแขนก็กอดแน่นดังเดิม


                 “โว้ยยย ไอ้แจ็ค ช่วยกันให้ไวเลยมึง!” เจบีเอ่ยเร่งแจ็คสันอีกครั้งแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับและไม่รู้สึกถึงการช่วยดึงคนป่วยออกจากตัวเลยสักนิด


                 “ไอ้แจ็ค มึง…” หันหน้าไปจะด่า แต่สิ่งที่พบเจอกลับทำเอาเจบีรู้สึกเหมือนอุณหภูมิรอบกายคล้ายจะลดลงจนติดลบขึ้นมากะทันหัน


                 “กูว่าไม่ทันแล้วว่ะ…” แจ็คสันเอ่ยตอบแหยๆ พร้อมทั้งมองไปทางเหตุผลของคำว่า ไม่ทัน’ ของตัวเอง ก่อนจะไหวตัวค่อยๆ สไลด์ขาออกห่างเจบีแบบเนียนๆ ราวกับประกาศชัดว่าเรื่องนี้กูไม่รู้กูไม่เกี่ยวนะจ๊ะ...นะจ๊ะ


                 เจบีกลืนน้ำลายที่ดูเหมือนจะเหนียวหนืดขึ้นมากะทันหันลงคอ อ้าปากคล้ายจะเอ่ยอะไรสักอย่างแต่ก็ทำได้แค่อ้าและหุบลงอย่างไม่รู้จะพูดอะไร เพราะสายตาคมกริบของเจ้าของห้องที่ตอนนี้กำลังจ้องเขม็งมองมาพร้อมแผ่รังสีความอันตรายอย่างพร้อมจะเฉือนเขาเป็นชิ้นๆ หากเอ่ยอะไรที่ฟังระคายหูแม้เพียงเล็กน้อย


     ทำเอาเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลปลิวหายไปในพริบตา และน้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเหยียบที่เอ่ยตอกย้ำก็ทำให้เจบีรู้สึกเหมือนชะตาจะขาดก็วันนี้


                 “เจบี มึงทำอะไร


                 นี่กูผิดเหรอ!? 

                 นั่นคือสิ่งที่แวบขึ้นมาในหัว เจบีคิดว่าเขาไม่ผิดแต่แม้สมองจะบอกอย่างนั้น หากท่าทางคุกคามและแววตาเชือดเฉือนที่ส่งตรงมาให้เขาโดยเฉพาะจากไอ้เพื่อนหน้าตายก็ทำเอาเจบีเสียวสันหลังวาบรีบเสหลบสายตาก่อนคำสบถจะโผล่ขึ้นมาในหัวยาวเหยียด 


                 บ้าเอ๊ยถ้าไอ้มาร์คมันเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาจริงๆ …


                 เพื่อนก็เพื่อนเถอะวะไม่รอดแน่กู!


                สิ้นความคิดเจบีจึงตั้งท่าจะแกะมือแบมแบมที่ยังคงกอดเอวแน่นอย่างไม่รับรู้สถานการณ์รอบข้างอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอย่างที่ตั้งใจเจบีก็พลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างกระแทกกันอย่างรุนแรง รีบหมุนคอหันไปมองต้นเสียงอย่างไม่เกรงว่าคอจะเคล็ด


                 ทำให้ทันเห็นภาพเจ้าของห้องค่อยๆ ละมือจากชามข้าวต้มบนตู้ใกล้ๆ ซึ่งคงจะเป็นต้นเหตุของเสียงกระแทกเมื่อครู่อย่างไม่ต้องสงสัย อีกฝ่ายสาวเท้าตรงเข้ามาด้วยสีหน้าทะมึนอย่างคุกคาม ดวงตาคมกริบนั่นไม่ละไปจากเขาและแบมแบมเลยแม้แต่น้อย เจบีไม่รู้ว่าหลอนไปเองหรือเปล่าแต่รู้สึกเหมือนว่าจะเห็นแบล็คกราวด้านหลังคนที่เดินดิ่งเข้ามาเป็นไอสีดำลอยละล่องน่าดูขนลุกอย่างไรชอบกล


                 จะด้วยอารามตกใจหรือจะเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ก็ได้ที่เมื่อคนเรารับรู้ถึงอันตรายและภัยคุกคาม(ถึงชีวิต?) ก็มักจะหาที่พึ่งหรือคว้าเอาสิ่งใกล้ตัวมาไว้ข้างกายเพื่อให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เรียกว่าถึงแม้จะไม่แคล้วคลาดแต่ก็อุ่นใจไว้ก่อนดีกว่า


                 และด้วยเหตุผลนั้นเจบีจึงเปลี่ยนจากตอนแรกที่จะแงะแขนแบมแบมเป็นโอบกอดคนตัวเล็กเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวแทนอย่างลืมตัว โดยไม่ตระหนักเลยว่ามันจะยิ่งเป็นการสุมไฟและกระตุ้นอารมณ์โมโหกราดเกรี้ยวของ คนหวงแฟน’ ให้ยิ่งกระพือลุกโหมอย่างยากที่จะยั้ง


                 “ปล่อย”


                 เสียงทุ้มต่ำดุดันอย่างคนข่มกลั้นอารมณ์โกรธดังขึ้น หากตอนนี้เจบีคล้ายคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยิ่งเมื่อเห็นเพื่อนย่างสามขุมเข้ามาใกล้แถมยังทวีความน่ากลัวขึ้นมาทุกขณะ สองแขนพลันยิ่งกระชับสิ่งที่กอดไว้แน่นขึ้น นั่นเรียกให้มาร์คที่คล้ายถูกความหึงหวงครอบงำสติคำรามเสียงดังในลำคอแล้วตะโกนเสียงดังราวกำลังระเบิดอารมณ์


                 “กูบอกให้ปล่อย!


                 เสียงราวฟ้าผ่านั่นเรียกอาการตกใจของเพื่อนทั้งสามคนได้เป็นอย่างดี ก่อนเหตุการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้เสียงแหบหวานที่ดังขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังดิ่งลงแหวถึงขีดสุดก็ทำให้ทุกคนในที่นั้นชะงักค้างราวแผ่นหนังสะดุด


                 “อึดอัด… เสียงดังจัง…”


                 เจบีที่เหมือนจะได้สติรีบคลายอ้อมแขน แจ็คสันและจินยองที่ยืนเหงื่อตกนอกวงก็หันขวับไปมองต้นเสียงทันใดไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่กำลังโมโหจวนแทบจะคลั่งก็พลันชะงักไปเช่นกัน


                 คนป่วยที่เมื่อครู่รู้สึกได้ถึงอ้อมแขนที่รัดแน่นจนอึดอัดรวมทั้งเสียงที่ดังรบกวนการนอนจนต้องพึมพำออกมาอย่างขัดใจก็ดึงตัวเองออกมาเงยหน้าเปิดเปลือกตาขึ้นน้อยๆ ท่ามกลางสติไม่เต็มร้อยของตนเอง


                 เมื่อคนป่วยเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนหน้าคุ้นในความรู้สึก เจ้าตัวจึงมุ่นหัวคิ้วแล้วกวาดสายตาไปรอบๆ กระทั่งไปหยุดที่คนที่ยืนอยู่ไม่ใกล้นัก เมื่อเจอเป้าหมายริมฝีปากอิ่มจึงแย้มยิ้มกว้างนัยน์ตากลมโตหยีลงแทบปิด สองแขนเล็กยกขึ้นอย่างอ่อนแรงพร้อมทั้งก็เอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่ว


                 “มาร์ค…กอด…”


                 เพียงคำสองคำจากคนตัวเล็กบรรยากาศขมุกขมัวทั้งหลายอันเกิดจากเจ้าของห้องพลันมลายหายไปทันที แจ็คสันที่ได้สติก่อนเพื่อนรีบหันไปดึงคอเสื้อเจบีให้ลุกขึ้นและลากออกห่างจากแบมแบมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าของชื่อเมื่อครู่จะเดินเข้ามาตระกองกอดคนป่วยและลูบศีรษะเล็กอย่างแผ่วเบา


                 “ง่วง…” เสียงพึมพำดังอู้อี้อยู่ตรงหน้าอกทำเอาคนขี้หวงอารมณ์ร้ายเมื่อครู่คลี่ยิ้มเอ็นดูแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


                 “กินข้าวกินยาก่อนนะ”


                 มาร์คหันไปหาจินยองให้อีกฝ่ายเอาน้ำ ยา และอาหารที่เขาวางเมื่อครู่เข้ามาให้ แล้วเริ่มป้อนคนป่วยที่ยังคงสะลึมสะลืออยู่ เมื่อเสร็จแล้วจึงปล่อยให้นอนพักผ่อนอีกครั้ง


                 “เอ่อ ไอ้มาร์ค คือกู…” เจบีที่กลัวเพื่อนจะเข้าใจผิดเมื่อเห็นสถานการณ์ดีขึ้นแล้วจึงคิดจะอธิบาย แต่กระนั้นก็ต้องชะงักสิ่งที่กำลังจะเอ่ยเมื่อเจ้าของห้องตวัดสายตาราบเรียบขึ้นมอง


                 มาร์คมองเจบีนิ่งชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจ “กูเข้าใจ…”


                 เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่เพื่อนทั้งสามคนต่างต้องเบิกตากว้างมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา เป็นเจบีที่ถามขึ้นเสียงตะกุกตะกัก “หมายความว่าไง…คือแบบ.. มึงรู้?


                 มาร์คหันกลับมามองคนตัวเล็กแล้วหันกลับไปมองเพื่อนทั้งสามอีกครั้ง “ก็พอจะเดาได้”


                 ทั้งเจบี จินยอง และแจ็คสันผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ถ้าลองมาร์คพูดแบบนี้แสดงว่ามันรู้อยู่แล้วและก็คงจะโดนมาแล้วเหมือนกัน เผลอๆ อาจจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำ


                 “กูตกใจหมด มึงก็เอาซะกูหลอนเลยนะไอ้มาร์ค” เจบีอดจะค่อนขอดเพื่อนไม่ได้ ในเมื่อมันน่าจะเดาได้ว่าเหตุการณ์เป็นยังไงมันยังมีหน้ามาจ้องอย่างกับจะฆ่าเขาอีก!


                 “มึงกอดแบม…” มาร์คตวัดสายตามองคนพูดส่งผลให้คนมีความผิดโทษฐานไปกอดคนตัวเล็กต้องสะดุ้งเนื่องจากลืมสิ่งที่ตัวเองทำไว้ไปสนิทใจ


                 “เอ่อ นั่นมัน… โอเคกูยอมรับผิด แต่นั่นเพราะ..เพราะกูต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเว้ย!” แม้อยากแก้ตัวแต่เจบีก็คิดว่ามันคงจะบิดเบือนความจริงไม่ได้


                 มาร์คส่ายหน้าระอากับเหตุผลข้างๆ คูๆ นั่น แม้จะอยากชำระความกับเพื่อนแต่มาร์คก็รู้ดีว่าเจบีไม่ได้ตั้งใจ และเขาไม่อยากให้เรื่องเข้าใจผิดนี้มาทำให้บาดหมางกันเปล่าๆ มันคงจะฟังดูงี่เง่าถ้าเขาจะโกรธเพื่อนเพราะเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร


                 มาร์คหันมองไปที่คนป่วยที่หลับสนิทอีกครั้งก็อดจะยิ้มไม่ได้ เพราะอาการเมื่อครู่ของคนตัวเล็กที่หลังจากเห็นว่าคนที่ตัวเองกอดไม่ใช่เขาเจ้าตัวก็ผละออกทันที ทั้งยังพยายามมองหา บ่งบอกได้ว่าเขาอยู่ในความคิดและห้วงคำนึงของอีกฝ่ายไม่น้อยแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะป่วยเช่นนี้ก็ตาม


                 “คลี่คลายแล้วก็กินข้าวเว้ย หิว!” แจ็คสันยิ้มร่าทันทีที่สถานการณ์กลับมาสงบสุข


                 “ไอ้มาร์ค ถ้าแบมป่วยแบบนี้อีกมึงบอกนะ กูจะได้ไม่เข้าใกล้” จินยองแซว


                 “เออใช่ เก็บไว้กับตัวเลยนะ” เจบีก็เอ่ยกลั้วหัวเราะหลังจากผ่านสถานการณ์เฉียดตาย พอมานึกๆ ดูแล้วแม้ว่าเขาจะเกือบซวยเพราะแบมแบมแต่เขาก็รอดเพราะแบมแบมเหมือนกัน


                 มาร์คไม่ตอบอะไรเพียงยิ้มบางส่ายหน้าคล้ายระอาเท่านั้น

 

>>>>>>>>><<<<<<< 

 

                 วันรุ่งขึ้นแบมแบมก็อาการดีขึ้นจนเหลือเพียงอาการเพลียตามร่างกายเท่านั้น ถ้าถามว่าระหว่างเป็นไข้นั้นรู้ตัวไหมว่าทำอะไรไปบ้าง แบมแบมสามารถตอบได้เลยว่า….ไม่


                 ตอนนี้แบมแบมก็กำลังอยู่ในระหว่างตัดสินใจว่าจะถามอีกคนดีไหมว่าเมื่อวานได้ทำอะไรแปลกๆ หรือเปล่า แต่เนื่องจากไม่เห็นว่าเจ้าของห้องจะมีทีท่าแปลกไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อยจึงทำให้ไม่แน่ใจและคิดว่าบางทีอาการแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นอาจจะหายแล้วก็ได้


                 แบมแบมพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ แล้วตัดสินใจถาม 


     “พี่มาร์ค”


                 “ครับ?” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำเลิกคิ้วขึ้นนิดก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ


                 “เมื่อวานนี้แบมได้ทำอะไรแปลกๆ ไหมครับ?” เพียงจบคำถามก็เห็นอีกฝ่ายชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบปรากฏแววประหลาดวูบหนึ่งก่อนจางหายไป แบมแบมไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่าแต่ก็ทำเพียงรอฟังคำตอบ


                 มาร์คมองแบมแบมนิ่งด้วยไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่เขาแน่ใจอย่างหนึ่งว่าแบมแบมรู้ว่าตัวเองจะเป็นยังไงถ้าเป็นไข้แบบนี้


                 เขาไม่อยากทำให้แบมแบมประหม่าถ้าเขาเล่าทุกอย่างจริงๆ นั่นเพราะหลังจากที่เพื่อนทั้งสามกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมันยิ่งกว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าด้วยซ้ำและมันก็ทำเอามาร์คเกือบสติแตกหลายครั้งหลายหนเช่นกัน


                 เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนเกือบสติแตกเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซ้ำยังแฝงความหมาย 'ลึกซึ้งบางอย่างก็เป็นประโยคที่ทำให้คนถามได้แต่นิ่งอึ้ง…เข้าใจชัดเจนกระจ่างแจ้งว่าอาการแปลกๆ ของตนนั้นยังคงอยู่ครบถ้วนตามเดิมทุกประการอย่างแน่นอน (และแบมแบมคงไม่รู้อีกนานว่าอาการมันหนักกว่าที่เคยเป็นอีกต่างหาก)


                 “…อยู่ที่นี่หลังจากนี้ถ้าแบมรู้ตัวว่าจะเป็นไข้แบบนี้อีกให้บอกพี่ทันที ห้ามอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่พี่ ถ้าพี่รู้ว่าแบมเป็นไข้แล้วไม่บอกพี่จะลงโทษขั้นเด็ดขาดและแบมน่าจะรู้ว่าบทลงโทษคืออะไร… เข้าใจใช่ไหม?”   


              


-END-



___________________________________________________________________________________________

Talk(Rewrite)...
          ทอล์คดีไหม...ไม่ดีกว่าโน๊ะะะ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

2,838 ความคิดเห็น

  1. #2688 LittleKINGw (@LittleKINGw) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 17:21
    อยากอ่านแะค่ะ แงงงงง
    #2688
    0
  2. #2328 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 01:30
    ไม่เข้าใจได้ไหมอะ ใสใสคิดตามไม่ทันอะเค้าไม่รู้เค้าเลยอยากรู้ #เอานิ้วชี้จิ้มกัน
    #2328
    0
  3. #2207 Mermaidtears (@scopianking) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 21:28
    อิมัคคึน้องมันทำอะไรวะ!!บอกกันบ้างเซ่!!  อิบีแกเกือบแล้วนะ
    #2207
    0
  4. #2196 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 เมษายน 2559 / 00:50
    พี่มาร์ค!!! แบมทำไรอ้ะ
    #2196
    0
  5. #2141 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 02:03
    ตลกอ้ะ เจบีเกือบซวย 555 อยากอ่านภาคสองจังเลยค่ะไรท์
    #2141
    0
  6. #2127 nuang1 (@lookchup_najaa) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 12:01
    ตลกนิดๆ สนุกมากเลยค่ะ
    #2127
    0
  7. #2122 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มีนาคม 2559 / 17:20
    เจบีเกือบตาย5555555555555555555555

    เห็นด้วยกับมาร์คถ้าแบมแบมไม่สบายต้องอยู่กับมาร์คเท่านั้น อย่าปล่อยแบมแบมตอนป่วยไว้ใกล้ใครนะ >< แต่เอาจริงๆจิตใต้สำนึกแบมแบมก็มีแค่มาร์คนะ พอรู้ว่าคนที่กอดไม่ใช่มาร์คก็ปล่อยเลยยน่ารักกก
    #2122
    0
  8. #2121 Vagabond Picha (@vagabondnue) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มีนาคม 2559 / 13:17
    55555 บีเกือบไม่รอด
    #2121
    0
  9. #2118 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 20:46
    หวงเหลือเกินนะพ่อคนหน้านิ่ง เจบีนี่หัวไม่หลุดจากบ่านี่ก็ดีแค่ไหนแล้วแก
    #2118
    0
  10. #2117 Panisara Thantalechol (@phen-19842) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 13:50
    ทำไมฮาา ????????
    #2117
    0
  11. #2112 Oni (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 15:33
    พี่บีหัวจะขาดดีนะที่มาร์คเข้าใจ

    เราชอบจังอ่านแล้วยิ้มอยู่คนเดียว555
    #2112
    0
  12. #2111 Tangmo KiD4869 (@kingkid) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 13:01
    ชอบอ่ะะะ แต่อยากรู้หลังจากเพื่อนกลับไปแล้วด้วยอ่ะ//สมควรไหมเนี่ย555
    #2111
    0
  13. #2110 poojna07 (@poojna07) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 09:25
    อยากอยู่ใกล้ๆ ตอนน้องไม่สบายมั่งจัง 5555555 ลีดคนนี้จิตนะ5555566
    #2110
    0
  14. #2109 embrace (@prangmy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 23:24
    ยังน่ารักเหมืิอนเดิมเลยนะ แก๊งนี้น่ารักกันจริงๆ เพื่อนแต่ละคนรู้ใจมาร์คตลอด มาร์คขี้หึงแต่ก็ไม่ถึงกับหน้ามืด ดีนะแบมเป็นงี้แต่ยังน่ารัก55555 น่ารักขนาดนี้แต่ดูยั่วจริงๆ ><
    #2109
    0
  15. #2108 nuchpim68 (@pspiuo68) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 23:23
    ยัยแสบเล่นพี่มาร์คแล้วมั้ยล่ะ 5555555555555 สงสารพี่เค้ามั้ยลูก ไม่ใช่พระอิญพระปูนน่ะนั้น >< ป่วยบ่อยๆพี่ไม่รับรองความปลอดภัยของหนูนะ
    #2108
    0
  16. #2107 wonder drean (@rungbuab) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 22:05
    คือ อยากรู้เหตุการณ์หลังจากที่3แสบกลับไปแล้วจัง 555555
    #2107
    0
  17. #2106 เบเบ๊บ ♡ (@babyll) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 17:51
    พี่บีเกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ 5555555 ตาต้วนนี่ขี้หึงจี้หวงจริงงงง
    #2106
    0
  18. #2105 ringgle (@nilnil) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 14:48
    ยัยหนูเกือบทำบีตายบะ5555 ดีนะที่มาร์คเข้าใจ แล้วยัยหนูก็น่ารักคิดถึงมัคตลอดเวลา ทำไมมัคเป็นคนดีแบบเน้;------; เยิ้บ
    #2105
    0
  19. #2104 GeminiZs (@spunzii) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 09:35
    แหม่ะ พี่เงิงเกือบถูกเฮียแกฆาตกรรมซะละ 5555555 หาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจจจ ถถถถถถถ
    #2104
    0
  20. #2103 AoFApP* (@ilovekimheechul) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 08:49
    ตอนเพื่อนกลับไปแบมแบมทำอะไร เล่ามาเลยนะพี่มาร์ค 555
    #2103
    0
  21. #2102 p_cosicosi (@p_cosicosi) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 08:26
    หลังจากที่เจบีไม่ค่อยมีบท ครั้งนี้มีบทมากค่ะถถถถ
    #2102
    0
  22. #2101 Itim Lampard (@reikaice) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 08:17
    อยากให้แบมป่วยบ่อยๆอ่ะ ชอบบบบบ^/////^
    #2101
    0
  23. #2100 dada0627 (@dada0627) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 08:13
    5555 น่ารัก>_< พี่บีเกือบไปแล้ว อิ_อิ
    #2100
    0
  24. #2099 Chocobe_9 (@Chocobe_9) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 07:53
    เอาตอนที่แก๊งค์เพื่อนมาร์คกลับไปแล้วมาเลยยยยยยยย เกิดไรขึ้นนนนนน โอ้ยยย แบมมมถ้าขนาดนี้ของให้ป่วยเดือนละครั้งไปเลย เอาให้คนพี่คลั่งตายยยยย 555
    #2099
    0
  25. #2098 pimpimpim1a (@pimpimpim1a) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มีนาคม 2559 / 07:28
    โอยยย อ้อนมากกกก น่ารัก
    #2098
    0