เติมรัก || MarkBam

ตอนที่ 30 : บทที่ 25 [END]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    6 ก.ย. 60




บทที่ 25


‘Our Love’

           

 


                 วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีย่อมต้องมีการจัดงานปาร์ตี้กินเลี้ยงเพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และบ้านต้วนก็เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานที่ค่อนข้างใหญ่โตเนื่องจากมีทั้งเพื่อนของเรย์ ดาริน เจค รวมถึงเพื่อนของมาร์ค ทำให้วันนี้ทั้งวันทุกคนต้องวิ่งวุ่นกับการจัดสถานที่และจัดเตรียมอาหารทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนงานจะเริ่มในคืนนี้


                 หนึ่งในผู้ที่ขยันช่วยงานมากที่สุดคือคนตัวเล็กที่กำลังจัดเรียงแก้วน้ำและเครื่องดื่มอยู่บริเวณโต๊ะขอบสระซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้จัดงาน ขณะที่กำลังจัดเพลิน ๆ แบมแบมก็จำต้องเงยหน้าเพื่อมองคนที่ร้องเรียกและเดินเข้ามาหาอยู่ไม่ไกล


                 “แบม เอากล้องอินสแต็กมาป่าว?” ยูคยอมเอ่ยถามทันทีที่เดินเข้ามาใกล้ในระยะสนทนา


                 “เอามาสิ ทำไมเหรอ?


                 “เยี่ยม! ฉันว่าจะยืมมาไว้ถ่ายในงานตอนค่ำน่ะ” ยูคยอมยิ้มกว้างเมื่อได้คำตอบที่ต้องการ


                 “ได้สิ เดี๋ยวไปหยิบให้”


                 “แล้วมีฟิล์มเยอะไหม ถ้าไม่มีเดี๋ยวออกไปซื้อ”


                 แบมแบมครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ก่อนเอ่ยตอบ “มีอยู่นิดหน่อย แต่ถ้าจะถ่ายเยอะก็คงต้องซื้อ”    


                 “โอเค งั้นเดี๋ยวฉันออกไปซื้อแล้วกัน”


                 ยูคยอมพูดจบแล้วก็ทำท่าจะออกไปซื้อเดี๋ยวนั้น  แบมแบมเห็นจึงรีบเอ่ยปากรั้งไว้พร้อมเอ่ยขึ้น


                 “เดี๋ยวยูค! ไปด้วย” เมื่อได้รับการตอบรับเป็นการพยักหน้าจากเพื่อนแบมแบมจึงรีบจัดการงานตรงหน้าก่อนจะเร่งสาวเท้าเดินขึ้นไปหยิบกระเป๋าเงินพร้อมกับสวมเสื้อกันหนาวทับอีกชั้นเพื่อความอบอุ่น จากนั้นจึงเดินไปสมทบกับยูคยอมที่เดินไปรออยู่ที่บริเวณโรงจอดรถก่อนแล้ว


                 “นายจะไปไหน?” ยูคยอมเอ่ยถามขึ้นเมื่อเลี้ยวรถพ้นจากบริเวณตัวบ้านแล้ว


                 “…ก็จะไปซื้อฟิล์มไม่ใช่เหรอ?” แบมแบมหันไปถามด้วยความงุนงง


                 “มันก็ใช่… เออ จะว่าไปก็ลืมเลย นายลองโทรไปที่บ้านหน่อยสิ ถามว่ามีคนใครอยากได้อะไรหรือเปล่าพวกเราจะได้ซื้อเข้าไปให้” ยูคยอมเอ่ยบอกพลางตีไฟเลี้ยวเพื่อเข้าสู่ถนนที่เป็นเป้าหมาย แบมแบมได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วสูงก่อนจะตบมือทั้งสองข้างบริเวณกระเป๋ากางเกงเพื่อหาโทรศัพท์ แต่ก็ไม่พบจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่คงรีบร้อนไปหน่อยจึงไม่ได้หยิบมาด้วย


                 “ไม่ได้เอามา เอาของนายมาสิ” ยูคยอมขมวดคิ้วเหลือบมองคนด้านข้างเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ


                 “ไม่ได้เอามาเหมือนกันว่ะ”


                 “งั้นก็จบ” แบมแบมเหล่มองเพื่อนแล้วสรุปทันที


                 “ก็มันลืมนี่หว่า…แล้วก่อนมานี่นายได้บอกใครไหมว่าจะออกมาซื้อของ”


                 “ไม่นะ …อย่าบอกนะว่านายไม่ได้บอกใคร” แบมแบมพึมพำเสียงเบา ก่อนจะหันไปหรี่ตาถามเพื่อนกลับ


                 “ก็…บอกป๊าไว้อยู่นะ” ยูคยอมตอบเสียงเบา


                 “งั้นก็โอเคแล้วนิ” แบมแบมถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก เพราะอย่างน้อยก็มีคนรู้ ส่วนการเตรียมงานก็ใกล้จะเสร็จแล้ว เหลือแค่ลำเลียงอาหารออกมา กลับไปช่วยก็คงทันอยู่


                  ยูคยอมเหลือบมองท่าทางโล่งใจของแบมแบมแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วกับความกังวลไม่ทราบที่มาที่อยู่ ๆ ก็ผุดขึ้นในความรู้สึก ความจริงยูคยอมอยากจะบอกแบมแบมว่าเขาบอกป๊าพี่มาร์คไว้ตั้งแต่เช้าแต่เพิ่งจะออกมาเอาป่านนี้อยู่หรอก แต่เห็นท่าทางสบายใจของเพื่อนแล้วก็ไม่อยากจะขัดบรรยากาศ แต่กระนั้นคำตอบเมื่อครู่ของเพื่อนตัวเล็กก็ชักจะทำให้ยูคยอมรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีขึ้นมาเฉย ๆ และไอ้คิ้วที่กำลังกระตุกรัว ๆ ตอนนี้ก็คล้ายจะทำให้ยูคยอมยิ่งรับรู้ได้ถึงลางร้ายขึ้นมาเสียอย่างไรอย่างนั้น


                 แต่ไม่หรอกมั้ง…ใจเย็นไว้ยูคยอม             

 

 




 

 

                 และใช่ มันควรจะเป็นไปอย่างที่ยูคยอมคิด หากว่าเรย์ไม่ได้เกิดมีธุระกะทันหัน ซึ่งนั่นเป็นเวลาหลังจากที่ยูคยอมและแบมแบมออกไปได้เพียงไม่นานเท่านั้น…


                 ด้วยสาเหตุนี้ มันจึงทำให้ใครบางคนนั้นเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด ขณะเดินไปทั่วบ้านพร้อมความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากรับรู้การหายไปของแบมแบม มันเป็นครั้งแรกที่มาร์ครู้สึกว่าบริเวณบ้านของเขากว้างเกินไป ครั้นเดินหาไปด้วยสอบถามคนที่เจอระหว่างทางไปด้วยแต่ไม่มีใครเห็น นอกจากเจคที่บอกว่าล่าสุดเห็นแบมแบมจัดของข้างสระ แต่นั้นมันก็เมื่อ 20 นาทีที่แล้ว


                 “ม๊าเห็นแบมไหมครับ” สุดท้ายมาร์คก็เดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้งเพื่อถามมารดา หลังจากมั่นใจว่าได้หาเกือบทุกที่ในบ้านที่คาดว่าแบมแบมน่าจะไปหมดแล้ว


                 ดารินเงยหน้าจากการทำอาหารขึ้นมองบุตรชายที่ดูจะร้อนรนผิดปกติแล้วก็ต้องขมวดคิ้วน้อย ๆ “ไม่เห็นนะลูก แต่ก่อนหน้านี้ราว ๆ 20 นาที เหมือนม๊าจะเห็นขึ้นไปข้างบน แต่ไม่รู้ว่าลงมาหรือยัง”


                 มาร์คเริ่มขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียดอีกครั้ง เพราะเมื่อครู่ก็เพิ่งขึ้นไปด้านบนมา “ไม่เห็นครับ ผมเพิ่งขึ้นไปดู”


                 “อ้าว ถามคนอื่นหรือยังลูก” ดารินเริ่มวิตกไปตามลูกชาย


                 “ถามแล้วครับ ยูคยอมก็หายไปด้วย โทรศัพท์ก็ทิ้งไว้อยู่บนห้องกันทั้งสองคน”


                 “ตายจริง งั้นเดี๋ยวม๊าลองโทรถามป๊าดูนะ” มาร์คพยักหน้าพร้อมกับยืนรอ เห็นมารดาถามคุยสองสามประโยคจากนั้นก็หันมายิ้มให้เขา


                 “ป๊าเราบอกว่ายูคยอมมาขอยืมรถไปซื้อของตั้งแต่เช้าแล้ว แต่สงสัยเพิ่งจะออกไปตอนบ่าย ม๊าว่าแบมแบมคงจะไปเป็นเพื่อนยูคยอมนะลูก”


                  แม้จะโล่งใจที่รู้ว่าแบมแบมปลอดภัยแต่มาร์คก็ยังคงไม่หายกังวลอยู่ดี ในเมื่อที่นี่ไม่ใช่ซานฟรานซิสโกและอีกฝ่ายก็เพิ่งเคยมาครั้งแรก เช่นนั้นแล้วจะออกไปไหนทำไมถึงไม่บอกกันบ้าง ยูคยอมก็อีกคน แม้มาร์คจะรู้ว่ายูคยอมเคยมาหลายครั้งจนเริ่มคุ้นชินบ้างแล้ว แต่การออกไปกันเองสองคนก็อันตรายอยู่ดี  


                 …กลับมาคงต้องมีดุกันบ้างแล้ว


                 อีกด้าน…สองคนที่ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกคาดโทษอยู่นั้นก็กำลังเดินดูของกันอย่างสบายใจ ต่างจากตอนแรกที่คิดไว้ว่าถ้าซื้อฟิล์มแล้วก็จะกลับเลย แต่สุดท้ายเมื่อขับผ่านย่านการค้าที่กำลังครึกครื้นไปด้วยผู้คน ทั้งยูคยอมและแบมแบมต่างหันมามองหน้า แสยะยิ้มให้กันโดยอัตโนมัติ ครั้นเมื่อมองดูนาฬิกาแล้วเห็นว่ายังคงมีเวลาอยู่นิดหน่อยน่าจะพอกลับไปทันช่วยงาน ทั้งสองจึงตัดสินใจลงมาเดินเล่นเผื่อได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไป

 



 

 

 

                 รถซีดานสี่ประตูค่อย ๆ เลี้ยวเข้าช่องจอดอย่างนุ่มนวล คนในรถสองคนก้าวออกมาจากรถพร้อมกับถุงกระดาษสองสามใบในมือ ยูคยอมและแบมแบมเดินเคียงกันเข้าไปในบ้าน ก่อนจะเป็นยูคยอมที่หันไปเห็นแจ็คสันยืนอยู่บริเวณสวนด้านข้างพร้อมกับโบกไม้โบกมือเรียกหน้าตาตื่น ยูคยอมหยุดเดินพร้อมขมวดคิ้วมอง เห็นอีกฝ่ายชี้ไม้ชี้มือเข้าไปในบ้านก่อนจะเอานิ้วข้างนั้นมาทำท่าปาดคอตัวเอง  


                 ตอนแรกยูคยอมก็ไม่เข้าใจ หากแต่การพะงาบปากแบบไม่มีเสียงของอีกฝ่ายก็ทำให้ยูคยอมเบิกตากว้างพร้อมสีหน้าที่เริ่มซีดเผือดเมื่ออ่านได้ว่า มาร์ค! มาร์ค! มาร์ค!’ และไอ้ท่าทางก่อนหน้านั้นของผู้เป็นพี่ก็ทำให้ยูคยอมเริ่มรู้ชะตากรรมตัวเอง


                 “หืม…หยุดทำไม มีอะไรหรือเปล่า?” แบมแบมหันมาถามยูคยอมที่ยืนมองอะไรสักอย่างตรงสวนด้านข้างไม่ยอมเดินตามมาสักที แล้วยังทำหน้าคล้ายตกใจอะไรสักอย่างที่ว่านั่นอีก เช่นนั้นแล้วแบมแบมจึงทำท่าจะเดินกลับไปหา


                 “ไม่ ๆ ! นายเข้าไปก่อนเลย! เดี๋ยวฉันไปหาพี่แจ็คสันก่อน!” ยูคยอมหันขวับมองแบมแบมที่กำลังจะเดินกลับมาแล้วก็ต้องโพล่งบอกอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะเดินลิ่วเกือบจะเป็นวิ่งเข้าไปหาแจ็คสันทันที


                 แบมแบมมองตามอย่างงุนงงหากแต่ก็ยักไหล่ไม่สนใจ สาวเท้าเดินเข้าบ้านตั้งใจไว้ว่าหลังจากเก็บของแล้วจะลงมาช่วยคุณม๊าที่ครัว หากเพียงก้าวเท้าเข้ามายังไม่ทันได้เดินไปไหนไกลเสียงเรียกที่ดังออกมาจากห้องนั่งเล่นขณะกำลังจะเดินผ่านก็ทำให้แบมแบมชะงักฝีเท้าพร้อมกับค่อย ๆ หันไปมองยังต้นเสียง


                 และไม่ใช่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร หากแต่น้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้นั้นมันฟังดูเรียบนิ่ง แต่แฝงความกดดันและความจริงจังจนรู้สึกได้ สุดท้ายเมื่อได้เห็นสีหน้าคนที่นั่งอยู่ในห้องพร้อมทั้งเห็นสายตาคมกริบที่จ้องมองมาก็ทำให้แบมแบมพูดได้คำเดียวเลยว่า…งานเข้า!


                 แม้จะผ่านไปได้แค่ไม่กี่วินาทีหลังจากเสียงเรียกแต่แบมแบมรู้สึกเหมือนตัวเองยืนมานานหลายชั่วโมงแล้ว เพราะเมื่อดูจากสภาพการณ์ก็ชักจะอยากหันหลังแล้ววิ่งออกจากบ้านไปเสียเดี๋ยวนั้นมากกว่ามายืนนิ่งค้างทำตัวเลิ่กลั่กอยู่ตรงนี้ ติดอยู่ที่ว่าถ้าทำแบบนั้นจริง ๆ เกรงว่าคนที่มองมาด้วยสายตาติดดุด้านหน้าคงจะคาดโทษหนักกว่านี้แน่นอน


                 สุดท้ายคนรู้ตัวว่าทำผิดจึงส่งยิ้มแห้งไปเป็นทัพหน้าก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปอย่างเชื่องช้า แต่มันคงจะไม่ทันใจคนที่กำลังอยู่ในอารมณ์ขุ่นเคืองเท่าไหร่ เพราะเมื่อมาร์คเห็นคนตัวเล็กทำท่าคล้ายไม่อยากเข้ามาเขาจึงลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินตรงเข้าหาเสียเอง เมื่อเห็นอย่างนั้น คนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการก้าวเท้าให้ช้าที่สุดก็ถึงกับสะดุ้ง ขาข้างหนึ่งพลันก้าวฉีกออกไปด้านข้างอย่างไม่ตั้งใจ ดวงตากลมโตเห็นคนตรงหน้าหรี่ตามองแล้วจึงได้แต่หัวเราะแหย ๆ ไปให้ก่อนจะรีบเดินไปทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามทันที


                 เกิดความเงียบที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูอึดอัดและกดดันในความคิดแบมแบม นั่นเพราะอีกฝ่ายทำเพียงนั่งลงและจ้องมองแต่ไม่พูดอะไร จนผ่านไปได้สักพักหากแต่นานมากในความรู้สึก คนที่เอาแต่นั่งจ้องจึงเอ่ยออกมา


                 “รู้ตัวไหมว่าทำอะไรผิด” น้ำเสียงนิ่งเรียบติดจะตำหนิน้อย ๆ ทำให้แบมแบมเม้มปากแน่นเอ่ยตอบเสียงเบา


                 “…รู้ครับ”


                 “รู้ว่าอะไร”  


                 “…”


                 “แบมแบม…”


                 “แบมออกไปข้างนอกไม่บอกใคร” แบมแบมรีบตอบทันที เพราะเสียงเรียกชื่อเข้มแบบนั้นทำให้แบมแบมรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


                 “ทำไมทำแบบนั้น” เสียงทุ้มที่ก่อนหน้านี้ห้วนดุพลันอ่อนลงหลายส่วน จากที่ตั้งใจว่าจะใจแข็งดุหากเมื่อเห็นคนตัวเล็กซึมลงอย่างนี้แล้วก็ต้องใจอ่อนลงอย่างช่วยไม่ได้


                 “แบมขอโทษครับ ตอนนั้นมันรีบ แบมก็นึกว่ายูคยอมมันบอกแล้ว” คนทำผิดเริ่มใจชื้นขึ้นเมื่อเสียงอีกฝ่ายคล้ายอ่อนลงแม้จะยังฟังดูดุดันอยู่บ้างก็ตามที


                 “ใช่ บอกป๊าพี่ นั่นก็ส่วนของยูคยอม… แต่แบมไปไม่บอกแบบนี้ ไม่มีใครรู้ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะทำยังไง” เพียงแค่คิดตามประโยคหลังน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อครู่พลันแข็งกร้าวขึ้นมาทันที


                 ใช่…ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง


                 แบมแบมเม้มปากแน่น ยอมรับว่าครั้งนี้ตัวเองผิด ไม่แปลกเลยที่อีกฝ่ายจะโกรธ เพราะเขาก็เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก จู่ ๆ ก็เกิดหายตัวไปมันก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ


                 “แบม…ขอโทษครับ” ในเมื่อกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แบมแบมทำได้เพียงแค่นี้ ได้แค่เอ่ยขอโทษและสำนึกในความผิดของตัวเองเท่านั้น


                 “…”


                 “พี่มาร์ค…”


                 มาร์คมองแบมแบมที่เอ่ยขอโทษแล้วก็เอาแต่ก้มหน้านิ่ง เมื่อเห็นเขาเงียบไม่ตอบอะไรเจ้าตัวจึงเงยหน้าขึ้นมา ปากอิ่มนั่นเม้มแน่นพร้อมกับส่งสายตาออดอ้อนมาให้เขาอย่างที่นาน ๆ ครั้งเจ้าตัวจะทำให้เห็น นั่นทำให้มาร์คต้องลอบถอนหายใจเบา ๆ ก้มหน้าลงพลางเอ่ยพึมพำกับตัวเอง


                 “มาทำหน้าแบบนั้นใส่ใครจะใจแข็งได้กัน…”


                 “พี่มาร์ค แบมยอมรับครั้งนี้แบมผิดจริง ๆ แบมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” แต่แบมแบมนั้นไม่รู้ คิดว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมยกโทษให้ จึงรีบเอ่ยสำทับเสียงอ่อนติดอ้อน


                 มาร์คเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยังคงส่งสายตาราวเด็กน้อยสำนึกผิดมาให้ ซ้ำเจ้าตัวนั้นยังเพิ่มระดับความออดอ้อนผ่านทางสายตาและน้ำเสียงมาให้อีกเป็นเท่าตัว นั่นทำให้ดวงตาคมกริบเผยแววอ่อนโยนขึ้นมาพร้อมกระตุกยิ้มขึ้นมานิด


                 เขาไม่รู้ว่าแบมแบมจะรู้ตัวไหมว่าเมื่อเจ้าตัวทำแบบนี้แล้วมันทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นเป็นต้องใจอ่อน แต่ก็ไม่สำคัญแล้วว่าจะรู้หรือไม่รู้เพราะตอนนี้เขาใจอ่อนให้คนตรงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว


                 “ถ้ารู้ตัวว่าผิดและยอมรับผิดพี่ก็ไม่ว่าอะไร… รู้ใช่ไหมที่พี่ดุเพราะพี่เป็นห่วง” มาร์คคลายความดุดันบนใบหน้าพร้อมเอ่ยบอกเสียงอ่อน


                 “ครับ”


                 “เอาล่ะ งั้นก็ไปช่วยม๊าที่ครัวเถอะ” มาร์คส่งยิ้มบางไปให้แบมแบมที่ดูจะมีสีหน้าดีขึ้น หลังจากได้ยินเขาเอ่ยประโยคเมื่อครู่ไป


                 “ครับ! ขอบคุณนะครับ” แบมแบมยิ้มกว้างเต็มใบหน้าพร้อมลุกขึ้นรวบข้าวของเตรียมจะเดินออกไป หากแต่ก็นึกอะไรขึ้นได้จึงหันหน้ากลับมาหาคนที่ทำท่าจะเดินตามมา


                 “พี่มาร์ค แบมมีของมาฝาก” กล่าวเสร็จคนพูดก็วางของทั้งหมดลงเก้าอี้ใกล้ตัว ก่อนจะหยิบถุงใบเล็กขึ้นมาล้วงเอาสิ่งของด้านในยื่นให้อีกคนที่มาหยุดยืนรออยู่ไม่ไกล


                 มาร์คมองดูของที่แบมแบมยื่นมาให้ ก่อนจะเอ่ย “พวงกุญแจ?” เมื่อยื่นมือไปรับมาดูแล้วคนหน้านิ่งก็ต้องยกยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากพวงกุญแจที่อีกฝ่ายให้มามันเป็นพวงกุญแจเด็กผู้ชายที่มีใบหน้านิ่งเฉยพ่วงด้วยตัวอักษรตัว M ที่ห้อยอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองอย่างทำจากโลหะ ดูแล้วนับว่าเป็นของที่มีราคาอยู่ไม่น้อยทีเดียว


                 “แบมเห็นแล้วนึกถึงพี่มาร์คเลย ส่วนตัวอักษรนั่นที่ร้านเขามีขายแยกแบมเลยซื้อมาพ่วงติดกัน นี่ไงครับของแบมก็มี” แบมแบมอมยิ้มมองคนตรงหน้าที่ดูจะชอบใจไม่น้อยกับของฝาก  จากนั้นจึงหยิบของตัวเองที่เป็นรูปเด็กผู้ชายยิ้มแฉ่งและด้านข้างมีอักษรตัว B ห้อยอยู่เหมือนกันขึ้นมาให้ดู


                 มาร์คเลิกคิ้วมองพวงกุญแจในมือสลับกับของแบมแบมไปมาอยู่สองรอบ ก่อนจะเอ่ยพร้อมกับชี้ไปยังพวงกุญแจที่อยู่ในมือเล็ก “พี่อยากได้อันนั้น”


                 “พี่มาร์คจะเอาของแบมเหรอ?” แบมแบมเอียงคอถามงุนงง


                 “ใช่ มองดูแล้วจะได้คิดถึงคนให้ด้วย …พี่ชอบ” มาร์คตอบเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังเอ่ยเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่คนฟังนั้นชะงักค้างไปเรียบร้อยกับประโยครุกฆาตเมื่อครู่


                 “เอ่อ…”


                 “…พี่ชอบอันนี้” มาร์คไม่รอให้แบมแบมได้เอ่ยอะไร จัดการคว้าพวงกุญแจรูปเด็กชายยิ้มแฉ่งห้อยตัวอักษร B มาไว้ในมือ แล้วเอาตัวที่ได้รับมาก่อนหน้าวางใส่มือเล็กแทน จากนั้นจึงโน้มตัวไปหอมแก้มนุ่มเบา ๆ แทนการขอบคุณ


                 เมื่อผละหน้าออกมามองคนตัวเล็กที่ยังคงยืนนิ่งปากอิ่มอ้าออกน้อย ๆ ราวกับคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทำเอามาร์คต้องยิ้มขำ


                 ถ้าแบมไม่รีบไปไหน งั้นพี่จูบ…            


                 ทันทีที่ได้ยินคีย์เวิร์ดสำคัญแบมแบมพลันได้สติรีบหุบปากฉับ เม้มปากเข้าหากันแน่นราวกับกำลังป้องกันมันจากอะไรสักอย่าง ก่อนจะส่งสายตามองค้อนให้คนพูดก่อนจะรีบหอบของหันหลังพาตัวเองเดินหนีออกจากห้องอย่างรวดเร็ว หากก็ไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ฟังแล้วน่าหมั่นไส้ตามมาด้านหลังอยู่ดี


                 ส่วนคนที่อยู่ในสภาวะอารมณ์ดีเต็มขั้นซึ่งแตกต่างจากตอนแรกราวฟ้ากับเหวก็ได้แต่ยิ้มมองตามหลังคนตัวเล็ก พึมพำเบา ๆ อย่างนึกครึ้ม


                 “ถ้าไม่พูดแล้วทำเลยคงดี…”

           

 


 

 

                 เมื่อจวนได้เวลานัดหมาย บรรดาบุคคลที่ได้รับเชิญก็เริ่มทยอยกันเข้ามาในงานอย่างต่อเนื่อง ตอนแรกแบมแบมคิดไว้ว่าจะไปเกาะกลุ่มอยู่กับยูคยอมและยองแจเพราะไม่ค่อยรู้จักใครในงานนักนอกจากบรรดาเพื่อนของพี่มาร์ค (นั่นมันก็แค่ 3-4 คน) และคงจะได้ทำตามที่คิดไว้ถ้าไม่ใช่เพราะคุณม๊าจับตัวเขาไว้กับท่านตลอดเวลา คอยคุยคอยแนะนำให้รู้จักกับเพื่อน ของม๊าและของป๊าตั้งแต่เริ่มงานแล้ว


                 “เด็กน้อยคนนี้เป็นใครเหรอดาริน น่ารักจริงเชียว” เพื่อนของดารินเดินเข้ามาถามกลางวงพร้อมหันมายิ้มเอื้อเอ็นดูให้แบมแบม


                 “เพื่อนรุ่นน้องของมาร์ค ชื่อแบมแบมจ๊ะ”


                 “สวัสดีครับ” แบมแบมค่อมศีรษะพร้อมส่งรอยยิ้มกว้างไปด้วย


                 “หน้าตาน่ารัก ชื่อยิ่งน่ารัก” หญิงวัยกลางคนกล่าวพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเหลือบสายตามองไปด้านหลังหล่อนเล็กน้อย


                 “พอดีลูกชายอยากรู้จักน่ะ สะกิดฉันใหญ่ว่าให้เข้ามาถามให้หน่อย”


                 ดารินขมวดคิ้วมองเพื่อนที่ขยับตัวเข้ามาเอ่ยกระซิบ ลางสังหรณ์ของผู้หญิงทำให้เธอคิดว่ามันชักจะไม่ชอบมาพากล ขณะกำลังจะเอ่ยปากถามเพื่อนของเธอก็หันกลับไปเรียกใครบางคนและกวักมือให้เข้ามาหาซะก่อน


                 “ชาร์ล” ผู้ถูกเรียกที่รอท่าอยู่ก่อนแล้วรีบเดินเข้ามาหาผู้เป็นแม่ทันที และหากลองสังเกตดูก็จะพบว่าดวงตาของชายหนุ่มคล้ายมีประกายวาววับขึ้นชั่วขณะเมื่อมองไปยังคนตัวเล็กที่ยังคงนั่งยิ้มไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ข้างดาริน


                 “ครับ”


                 “จำเพื่อนแม่ได้ไหมลูก”


                 “จำได้ครับ สวัสดีครับคุณดาริน คุณเรย์” ชาร์ลเอ่ยพร้อมค่อมศีรษะให้ผู้อาวุโสทั้งสองที่ก็ยิ้มให้ชายหนุ่มพลางเอ่ยชวนให้นั่งร่วมโต๊ะ


                 การสนทนาดำเนินไปโดยผู้ผูกขาดการสนทนาคือดารินและเพื่อน ๆ มีเรย์เอ่ยแทรกเป็นระยะ ส่วนแบมแบมนั้นถ้ามีคนถามจึงจะตอบ ปกติแบมแบมไม่ได้เกร็งจนนั่งเงียบเช่นนี้หากไม่บังเอิญสังเกตเห็นว่าแม้ปากจะเอ่ยคุยกับผู้ใหญ่อยู่แต่ชายหนุ่มผู้มาใหม่กลับเหลือบมองมาทางเขาอยู่บ่อย ๆ หากมีครั้งใดที่เผลอสบตากันอีกฝ่ายก็จะส่งยิ้มกว้างมาให้อย่างเปิดเผยทันที ความจริงมันก็ไม่น่าจะมีอะไรให้คิดมาก เพราะใคร ๆ ยิ้มให้กันถมไป แต่ไม่รู้ทำไมสัญชาตญาณบางอย่างกลับร้องเตือนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่แบมแบมก็หวังเพียงว่าเขาคงจะคิดมากไปเอง


                 ภายนอกคล้ายทำเหมือนไม่สนใจแต่ดารินกลับสังเกตเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งบทสนทนาของเพื่อนสาวที่เอนเอียงไปทางกระตุ้นให้ลูกชายและแบมแบมได้พูดคุยสนิทสนมกัน ทั้งสายตาของชาร์ลที่มองแบมแบม รวมถึงอาการเงียบและกระอักกระอวนของแบมแบม สุดท้ายดารินจึงคิดจะทำการตัดไฟแต่ต้นลม แต่เธอก็ไม่อยากทำอะไรโจ่งแจ้งให้เป็นการหักหน้าเพื่อน จึงได้แต่คิดวิธีช่วยให้แบมแบมได้ออกไปจากสถานการณ์นี้เท่านั้น


                 “แบมแบม ไปตักยำสลัดให้ม๊าหน่อยลูก อ่อ! แล้วก็ตามมาร์คมาหาม๊าด้วยนะ” ดารินหันไปเอ่ยกับแบมแบมทันทีที่คิดบางอย่างออก


                 “พอดีเลย งั้นชาร์ลไปกับแบมเลยลูก ม๊าก็อยากกินอยู่พอดี”


                 ประโยคเอ่ยตามมาทำเอาดารินหันขวับไปมองเพื่อนของตนทันที กำลังจะเอ่ยค้านหากแต่ก็คิดอะไรขึ้นมาได้ซะก่อนเลยเปลี่ยนเป็นการสนับสนุนให้เด็กทั้งสองไปด้วยกันแทน


                 “นี่คุณ ทำไมให้ไปด้วยกันล่ะ” เรย์ก็สังเกตเห็นอะไรอยู่บ้างเอียงหน้าเข้ากระซิบถามภรรยาด้วยน้ำเสียงงุนงง     


                 “ไม่เป็นอะไรหรอกคุณ จำไม่ได้เหรอว่าเมื่อครู่ฉันวานแบมแบมให้ทำอะไรบ้าง” เอ่ยเสร็จดารินก็อมยิ้มกริ่ม


                 “วานอะไร? ก็…หืม แบบนี้ไอ้มาร์คมันไม่อาละวาดบ้านแตกเหรอคุณ” เรย์เบิกตากว้างขึ้นนิดหากแต่การสนทนาระหว่างกันก็ยังคงเป็นการกระซิบอยู่


                 “ก็ไม่รู้สินะ” ดารินเอ่ยตอบคล้ายไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อน ๆ อย่างสบายอารมณ์ต่อ ปล่อยให้สามีนั่งคิ้วขมวดเป็นปมอยู่อย่างนั้น


                 “หวังว่างานจะไม่ล่มนะ…” เรย์พึมพำกับตัวเองแผ่วเบาก่อนจะหันกลับมาคุยและทานอาหารกับเพื่อนต่อเช่นกัน  


                 ด้านแบมแบมที่ก็รู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูกอยู่บ้างเนื่องจากคนด้านข้างนั้นเอาแต่ยิ้มและมองมาบ่อย ๆ แถมยังชวนคุยถามนั่นนี่อยู่เป็นระยะจนกระทั่งเดินมาถึงโซนอาหาร แบมแบมจึงสังเกตเห็นคนที่ต้องมาตามกำลังนั่งคุยนั่งดื่มกับเพื่อนอยู่อีกฟากของสระน้ำซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ที่ตนยืนอยู่ และคล้ายอีกฝ่ายจะรู้ว่ามีคนมองจึงเบือนหน้ามาสบตาพอดี และถ้าแบมแบมมองไม่ผิดเขาคล้ายเห็นอีกฝ่ายชะงักพร้อมทั้งคิ้วเข้มนั้นเริ่มขมวดเข้าหากันแน่นทันใด


                 “คุณชาร์ลตักอาหารแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะก่อนเลยก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปตามพี่มาร์คก่อน” แบมแบมหันไปเอ่ยบอกอย่างสุภาพ พร้อมกับยิ้มให้บาง ๆ เห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วหากแต่ก็พยักหน้ารับนั่นทำให้แบมแบมรีบสาวเท้าไปหาคนที่อยู่อีกฟากทันที


                 ยังไม่ทันจะถึงที่หมายคนที่มัวแต่จดจ่ออยู่กับการก้าวเดินกลับถูกกระชากแขนดึงเข้าข้างทาง แบมแบมสะดุ้งตกใจยังไม่ทันจะได้หันไปมองผู้กระทำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความดุดันก็ดังขึ้น


                 “ใคร”


                 “พี่มาร์ค! แบมตกใจหมด” ทันทีที่รู้ว่าเป็นใครที่กระทำอุกอาจแบมแบมถอนหายใจยาวพร้อมยกมือขึ้นมาทาบหน้าอกคล้ายเรียกขวัญ


                 “ใคร” คำถามเดิมถูกส่งไปอีกครั้งเมื่อเห็นคนตัวเล็กยังไม่ตอบ มาร์คหงุดหงิดตั้งแต่เห็นผู้ชายที่ไหนไม่รู้มายืนใกล้แบมแบมจนแทบจะสิงซ้ำยังทำท่าทางสนิทสนม และไม่ใช่ว่าเขาจะดูไม่ออกว่าผู้ชายคนนั้นมองคนตัวเล็กนี่ยังไง ไม่ต้องถามเพราะสายตาคนไม่เคยโกหก!


                 “คุณชาร์ล ลูกของเพื่อนม๊าไง พี่มาร์คไม่รู้จักเหรอ?” แบมแบมเอียงคอถามงุนงงเพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้จัก

                 “ไม่” มาร์คตอบเสียงห้วน


                 “ม๊าให้มาตามพี่มาร์คไปหา”


                 “…”


                 “พี่มาร์ค?”


                 “อืม” มาร์คตอบพร้อมมองแบมแบมนิ่ง เขาไม่รู้ว่าแบมแบมจะรู้ไหมว่าไอ้คนชื่อชาร์ลนั่นคิดยังไงกับเจ้าตัว คิดแล้วความหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์พลันยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ


                 มาร์คถอนหายใจยาวปล่อยแขนเล็กและเปลี่ยนไปจับที่ข้อมือแทน ขณะกำลังจะเดินนำออกไปแรงกระตุกที่มือก็ทำให้มาร์คต้องหันหน้ากลับไปมองคนตัวเล็กที่มองเขาด้วยสีหน้ากังวล ปากอิ่มเม้มและคลายออกอยู่หลายรอบก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจเอ่ยออกมา

              

                “พี่มาร์ค เอ่อ…ไม่รู้ว่าแบมคิดไปเองหรือเปล่า และแบมอาจจะคิดไปเอง…” คำพูดวกไปวนมาของแบมแบมทำเอามาร์คต้องหันกลับมาทั้งตัว


                 “คือแบมรู้สึกว่าคุณชาร์ลเขาท่าทางแปลก ๆ ยังไงไม่รู้ แบมบอกไม่ถูก แต่…แบมอาจคิดไปเองก็ได้” ประโยคท้ายแผ่วลงคล้ายไม่แน่ใจหากแต่มาร์คก็ได้ยินมัน ใบหน้าที่บึ้งตึงจนถึงเมื่อครู่พลันเริ่มผ่อนคลายและปรากฏความพึงพอใจเมื่อได้ฟังสิ่งที่คนตัวเล็กเอ่ย เพราะนั่นหมายความว่าแบมแบมเองก็พอจะรู้ตัวและที่สำคัญคือแบมแบมบอกเขาตรง ๆ …นี่สิที่มาร์คพอใจที่สุด


                 “…พี่พอจะดูออก” มาร์คพูดแค่นั้นแล้วดึงแบมแบมให้เดินตามมาโดยไม่สนใจสีหน้างุนงงของคนเดินตามเลยสักนิด


                 ด้านแบมแบมที่เมื่อรู้ว่าตนคงจะไม่ได้ความกระจ่างใด ๆ ในตอนนี้ จึงตัดสินใจละความสงสัยทิ้งไป แล้วก้าวไปเดินเคียงข้างคนตัวสูง กระตุกแขนเป็นสัญญาณให้อีกคนเดินมาตรงโซนอาหารเพื่อที่เขาจะได้ตักสลัดก่อน


                 และแบมแบมก็ต้องได้มุ่นหัวคิ้วเมื่อไม่คาดคิดว่าคนที่เดินมาด้วยกันก่อนหน้านี้นั้นจะยังคงไม่กลับไปที่โต๊ะ ซ้ำอีกฝ่ายยังทำท่าชะเง้อคอมองคล้ายกำลังรอใครอยู่ และเมื่อหันมาเห็นเขาก็ยิ้มกว้างพร้อมเดินเข้ามาหา ทำราวกับไม่เห็นคนที่ยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ข้าง ๆ เขาอย่างไรอย่างนั้น


                 “แบมแบม” ชาร์ลยิ้มพลางเดินเข้าหาเจ้าของชื่อ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาไม่เป็นมิตรของคนที่เดินมากับคนที่เขายืนรอ พอไล่สายตาสำรวจก็เห็นมือของอีกฝ่ายที่จับอยู่ที่ข้อมือของแบมแบมนั่นทำให้ชาร์ลขมวดคิ้วแทบจะทันที


                 “คุณชาร์ลยังไม่กลับไปที่โต๊ะเหรอครับ” แบมแบมเอ่ยถามพร้อมกับส่งยิ้มแห้ง ๆ ไปให้


                 “รอแบมแบมอยู่ครับ”


                 “รอทำไม”


                 แทนที่จะเป็นคำตอบจากคนที่ตนยืนรอ ชาร์ลพลันต้องสะดุ้งนิดกับเสียงนิ่งเรียบหากแต่ฟังดูแข็งกร้าวและดุดันจากคนที่กำลังหรี่ตาจ้องเขม็งมาทางเขา สีหน้าและท่าทางนั่นคล้ายอยากจะปรี่เข้ามาชกเขาเต็มที่


                 “เอ่อ…”  


                 “พะ…พี่มาร์ค ไปตักสลัดให้ม๊ากันดีกว่าครับ คุณชาร์ลรอสักครู่นะครับเดี๋ยวเดินไปที่โต๊ะพร้อมกัน” แบมแบมรีบเอ่ยออกไปรัวเร็วเพื่อระงับบรรยากาศมาคุแปลก ๆ นี้ พร้อมกับลากคนข้างตัวออกเดินทันที


                 มาร์ครู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาดื้อ ๆ หากแต่ก็พยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้ เพราะถ้าเกิดเรื่องขึ้นคงไม่ส่งผลดีกับใคร มาร์คผ่อนลมหายใจออกแรง ๆ ขณะยืนมองแบมแบมตักอาหารใส่จานสองสามอย่าง เขายื่นมือไปช่วยถือและพากันเดินกลับออกมา


                 ทั้งสามคนเดินกลับไปที่โต๊ะด้วยอารมณ์ที่แตกต่าง ดารินสังเกตเห็นเด็กทั้งสามคนก่อนใครเพื่อนก็ได้แต่แอบลอบอมยิ้มกับตัวเอง


                 “ม๊ามีอะไรหรือเปล่าครับ” มาร์คเอ่ยถามมารดาทันทีที่เดินมาถึง


                 “เปล่าหรอกลูก ม๊าแค่จะบอกให้มาร์คมาพาแบมแบมไปนั่งด้วย น้องจะได้ไม่เบื่อ” ดารินยิ้มให้ลูกชายพร้อมกับเหล่ไปทางชาร์ลเพื่อสื่อว่าแท้จริงแล้วเธอหมายความถึงอะไร


                 มาร์คเลิกคิ้วก่อนจะยกยิ้มมุมปากแสร้งพยักหน้าพลางตอบเสียงเรียบ “ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ขอตัวก่อนนะครับ” มาร์คก้าวไปโอบไหล่แบมแบมอย่างทะนุถนอมก่อนจะออกแรงให้คนตัวเล็กที่มีสีหน้างุนงงก้าวเดินไปพร้อมกัน


                 ชาร์ลที่ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่มองตามไปพร้อมถอนหายใจออกมาแผ่วเบา รวมถึงเพื่อนของดารินที่หันมาส่งสายตาเป็นคำถามแทนลูกชาย


                  “ก็ตามนั้นแหละจ๊ะ” ดารินยิ้มและเอ่ยเพียงเท่านั้น ทั้งชาร์ลและแม่ก็เข้าใจได้ในทันที

 

 



 

                มาร์คเพิ่งรู้ว่าแบมแบมเล่นเปียโนได้ซ้ำยังเก่งมากก็ตอนที่ยูคยอมขอให้แบมแบมเล่นเปียโนที่ตั้งอยู่ในบ้านเขาให้ฟังขณะที่กำลังนั่งดื่มกัน ทุกคนในงานก็ต่างจ้องมองไปยังต้นกำเนิดเสียงเป็นตาเดียวเช่นกัน


                 ความจริงแล้วเปียโนหลังนี้เป็นของมาร์ค เขาเคยเรียนเปียโนอยู่ช่วงหนึ่งแต่พอไม่มีเวลาแล้วก็เลยเลิกเรียนไป หากถามว่าเล่นเก่งไหมก็คงจะบอกได้แค่ว่าพอถูไถเท่านั้น


                 “แบมแบมมันเคยเป็นแชมป์ระดับประเทศด้วยนะพี่ เก่งสุด ๆ ” ยูคยอมเอ่ยพร้อมยิ้มกว้างคล้ายภาคภูมิใจในตัวเพื่อนตัวเล็กอย่างออกนอกหน้า


                 “โห…” บรรดาเพื่อนมาร์คที่นั่งฟังอยู่ก็ต่างส่งเสียงครางด้วยความทึ่งเบา ๆ


                 “เห้ย! ไอ้มาร์คเราก็ไม่ธรรมดา จัดไปสักเพลงสิเพื่อน!” แจ็คสันตะโกนขึ้นมาพร้อมชี้ไปทางเจ้าของชื่อและเปียโนสลับกันทำเอามาร์คต้องส่ายศีรษะปฏิเสธ


                 “พี่มาร์คมาเล่นด้วยกัน” แบมแบมเล่นจบเพลงและเดินกลับมาพอดีได้ยินที่แจ็คสันตะโกนก็หันมาชวนมาร์คด้วยสายตาเป็นประกาย


                 “พี่เล่นไม่เก่ง” มาร์คตั้งท่าจะปฏิเสธ ยิ่งการเล่นคู่กันแม้จะเรียนมาบ้างแต่ก็คิดว่าตนคงจะลืมไปหมดแล้ว


                 “น่า งั้นพี่มาร์คเคยเล่นเพลง Heart and Soul ไหม” มาร์คขมวดคิ้ว ถ้าเป็นเพลงนี้…


                 “ก็…คงจะพอได้” มาร์คตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ แม้จะอยากบอกผ่านแต่คนตัวเล็กที่พอได้ยินว่าเขาเล่นได้ก็จัดการดึงแขนพาเดินไปที่เปียโนทันที


                 เสียงเปียโนที่ดังขึ้นในจังหวะน่ารัก ๆ สามารถทำให้ทุกสายตาหันไปมอง และยิ่งได้เห็นว่าเป็นการเล่นคู่ และคู่ที่ว่านั้นคนหนึ่งก็เป็นลูกชายเจ้าของบ้านด้วยยิ่งทำให้ทุกคนสนใจมากยิ่งขึ้น


                 แบมแบมต้องอมยิ้มเหลือบมองคนข้าง ๆ เมื่อคนที่บอกว่าเล่นไม่เก่งนั้นสามารถเล่นได้ไหลลื่นไม่มีอาการเก้ ๆ กัง ๆ หรือลังเลในการไล่นิ้วลงบนเปียโนให้เห็นแม้เพียงนิด


                 ฉับพลันนั้นความรู้สึกขัดเขินพร้อมอุ่นวาบในใจก็ผุดขึ้นมาทันที่ที่คนที่เขาแอบมองอยู่หันหน้ามาส่งยิ้มอ่อนโยนให้ แบมแบมเม้มปากแน่นรีบหันหน้ากลับไปตั้งใจไล่โน้ตต่อทั้ง ๆ ที่ใบหน้านั้นเริ่มเห่อร้อนขึ้นมาหน่อยแล้ว


                 มาร์คมองคนตัวเล็กที่เสหลบตาเขาเมื่อครู่ก็ให้ต้องรู้สึกเอื้อเอ็นดู แต่ก็ต้องตัดใจหันกลับมาเล่นให้จบเพลงแม้จะอยากมองสีหน้าขัดเขินของอีกคนก็ตาม นั่นเพราะหากเขายังมองอยู่แบบนี้แล้วเกิดเล่นพลาดคงต้องขายหน้ากันบ้างล่ะ


                 บรรยากาศที่ดูอ่อนหวานจากคนสองคนที่เล่นเปียโนอยู่ก็ทำให้เหล่าบรรดาเพื่อน ๆ ต้องโห่แซวเมื่อทั้งคู่เดินกลับมาที่โต๊ะ นั่นทำเอาแบมแบมแทบจะอยากมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

                 เมื่อถึงเวลาทุกคนก็เดินมารวมตัวเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่พร้อม ๆ กัน เสียงเฮ เสียงอวยพรดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณพร้อมทั้งเสียงพลุที่ดังสนั่นปรากฏเป็นแสงสีที่สร้างความสวยงามและความตระการตาสมกับเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง


                 แบมแบมที่เงยหน้าดูพลุอยู่รู้สึกได้ถึงแรงสะกิดเบา ๆ เมื่อหันไปมองก็เห็นคนหน้านิ่งพยักเพยิดหน้าคล้ายให้ตามไป แม้จะสงสัยแต่ก็เดินตาม


                 มาร์คพาแบมแบมเดินมาที่โรงจอดรถก่อนจะเดินไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้แบมแบมที่กำลังยืนงงเข้าไปนั่ง


                 “จะไปไหนเหรอครับ”


                 “ขึ้นมาก่อน”


                 ได้รับคำตอบที่ไม่กระจ่างเช่นนั้นแบมแบมโคลงศรีษะเล็กน้อยหากก็ยอมขึ้นรถแต่โดยดี เมื่อขับออกมาได้สักพักใหญ่ แบมแบมก็สังเกตเห็นว่าอีกคนขับพาขึ้นมาบนเขาที่มีทางที่ดูจะคดเคี้ยวไม่น้อยจนมาจอดอยู่ที่จุดชมวิวแห่งหนึ่ง


                 ภาพตรงหน้าทำเอาแบมแบมเบิกตากว้างรีบเปิดประตูรถลงไปทันที ด้วยความที่ตอนนี้อยู่บนเขาและความสูงระดับนี้จากจุดนี้ทำให้สามารถมองเห็นความสวยงามที่เกิดจากแสงไฟตามตึกรามบ้านช่องและถนนหนทางในยามค่ำคืนโดยที่ไม่มีอะไรมาบดบังแม้เพียงนิด


                  เมื่อพินิจดูแล้วอาจบอกไม่ได้ว่าสวยที่สุด แต่มันก็ทำให้คนที่ชอบการถ่ายรูปอย่างแบมแบมเมื่อเห็นแล้วก็ชักจะคันไม้คันมืออยากส่องเลนส์กดชัตเตอร์ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน


                 คนพามามองตามคนตัวเล็กที่รีบร้อนเปิดประตูรถลงไปแล้วก็ได้แต่มองตามอย่างเอ็นดู มาร์คเดินไปนั่งอิงสะโพกกับกระโปรงรถมองอีกคนที่ยังคงดื่มด่ำกับทิวทัศน์ตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน


                 แบมแบมชื่นชมภาพตรงหน้าจนอิ่มหนำแล้วก็หันหลังเดินกลับมายืนตรงหน้ามาร์คพลางเอ่ยพร้อมยิ้มกว้างออดอ้อน “พี่มาร์คพาแบมมาอีกครั้งได้ไหม แบมอยากถ่ายรูป”


                 มาร์คเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าที่มีท่าทางกระตือรือร้นแล้วก็ได้แต่ยิ้มและพยักหน้าตอบรับ  เห็นเช่นนั้นแล้วแบมแบมยิ่งแย้มยิ้มกว้างเอ่ยขอบคุณก่อนจะหันกลับไปดูอีกครั้ง แต่แล้วจู่ ๆ คนที่กำลังดีใจที่จะได้กลับมาถ่ายรูปก็นึกขึ้นมาได้ “พี่มาร์คพาแบมมาที่นี่ทำไมเหรอครับ” เอ่ยจบแล้วแบมแบมพลันต้องยกแขนขึ้นมากอดตัวเองเนื่องจากมีลมหนาวพัดมาหอบใหญ่


                 “มานี่สิ”  


                 แบมแบมเม้มปากแน่นมองที่ที่อีกคนเรียกให้เข้าไปหา มันจะไม่อะไรเลยถ้าที่ตรงนั้นมันเป็นกระโปรงรถที่ยังเหลือพื้นที่ให้นั่งอีกเยอะไม่ใช่ในอ้อมแขนของคนเรียกแบบนั้น!


                 หากแต่แบมแบมก็ไม่คิดปฏิเสธ ไม่ว่าจะด้วยความหนาวหรือเพราะสายตาที่อีกคนมองมาอย่างอ่อนโยนแบบนั้นก็ตาม มันทำให้แบมแบมค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาคนเรียกที่ก็เอื้อมแขนมาโอบให้เข้าไปใกล้พร้อมหมุนให้เขาเอนหลังพิงซบจมลงกับอกกว้างนั่น


                 “ที่นี่เรียกว่า Hollywood Bowl Overlook” มาร์คเอ่ยกระซิบเสียงเบา แขนก็กระชับรอบเอวเล็กแน่นขึ้นนิดพลางกดจมูกลงที่ผมสีบลอนด์แผ่วเบา ได้ยินเสียงคนในอ้อมแขนครางตอบรับ ใบหน้าคมพลันยกยิ้มอ่อนโยน


                 “มันน่าเหลือเชื่อเหมือนกันนะที่เราสองคนมาเจอกันได้” มาร์คเอ่ยขึ้นสายตาคมทอดมองไปด้านหน้า


                 “ใช่ครับ… ตั้งแต่ฟอลโล่กันในอินสตราแกรม ได้รู้จักกันผ่านยูคยอม แม่เราสองคนเป็นเพื่อนกัน และเราสองคนยังเคยเจอกันเมื่อตอนเป็นเด็กด้วย ยิ่งคิดมันก็ยิ่งน่าเหลือเชื่อจริง ๆ ” แบมแบมโคลงหัวไปมาน้อย ๆ พร้อมแย้มรอยยิ้มกว้างเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา


                 “รู้ไหมบางทีพี่ก็คิด… ว่าคนที่พี่จะเปิดหัวใจให้อาจจะมีแค่แบมก็ได้” ขณะเอ่ยดวงตาคมยังคงทอดมองไปด้านหน้าหากแต่สายตานั้นคล้ายมีประกายเชื่อมหวานทำเอาแบมแบมที่ลอบมองนั้นอดจะอมยิ้มไม่ได้


                 “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” แบมแบมเอ่ยเย้า และคำตอบของอีกฝ่ายมีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบาและลมหายใจอุ่นที่ยังคงเป่ารดศีรษะเขาอยู่อย่างนั้น


                 แม้ไม่มีบทสนทนาระหว่างกันหากแต่คนทั้งสองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความอ่อนหวานที่กำลังเกาะกุมในหัวใจได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเป็นมาร์คที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและบรรยากาศที่เงียบสงบนี้      


                 “แบมรู้ไหม…ถ้าเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับแบมความอดทนของพี่มันจะต่ำกว่าปกติทุกที” แบมแบมชะงักไปนิดที่จู่ ๆ คนด้านหลังก็พูดเรื่องนี้ออกมา แต่อีกฝ่ายคงไม่ต้องการคำตอบเพราะเสียงทุ้มยังคงเอ่ยต่อ


                “รู้ไหมว่าพี่หึง…ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาทำท่าจะจีบแบม”


                “…”


                 “รู้ไหมว่าพี่หวง…ทุกครั้งที่มีคนเข้าใกล้แบม”


                 “…”


                 “รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงกังวลจนแทบบ้า…ทุกครั้งที่ไกลกันหรือติดต่อแบมไม่ได้”


                 “…”


                 “และแบมรู้ตัวไหมว่าแบม ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจใคร…รักแบมมากขนาดไหน”


                 “…”


                 ใช่…รัก ขนาดที่ตัวเองยังคาดไม่ถึง มาร์คสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยประโยคสุดท้าย


                 “ถ้าแบมรับรู้ได้…เป็นแฟนกับพี่นะครับ”


                 “…!

                 สิ้นประโยคความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสอง มาร์คกระชับอ้อมแขนแน่นยิ่งขึ้นพร้อมซบใบหน้าลงที่ศีรษะทุยเมื่อคนตัวเล็กไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ เขาไม่เห็นหน้าแบมแบมจึงไม่รู้ว่าคนในอ้อมกอดกำลังทำสีหน้าอย่างไรอยู่ ในใจก็ได้หวังว่าอีกฝ่ายจะตอบรับคำขอของเขา


                 “พี่มาร์ค…” เสียงเรียกที่เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบทำเอาหัวใจมาร์คกระตุกและเต้นรัวด้วยความคาดหวัง


                 “พี่มาร์ครู้ไหม…ว่าพี่ทำให้คนคนหนึ่งที่ไม่เคยมีความรัก…เกิดรู้สึกหวั่นไหวอย่างที่เขาเองก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน”


                 “…”


                 “รู้ไหมว่าพี่ทำให้คนคนหนึ่งต้องคิดมากเสมอถ้าเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพี่”


                     “…”


                 “รู้ไหมว่าพี่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นห่วงกังวลเหมือนกันถ้าติดต่อพี่ไม่ได้หรือไม่ได้เจอหน้า”


                 “…”


                 “และพี่รู้ไหมว่าพี่ทำให้คนคนหนึ่งที่เคยสับสัน ลังเล ได้รู้หัวใจตัวเอง…ว่าเขารักพี่มากขนาดไหน”


                 “…”


                 “ถ้าพี่มาร์ครับรู้ได้…เราเป็นแฟนกันนะครับ”


                 “…!


                 สิ้นประโยคแบมแบมตัดสินใจหันหน้าขึ้นไป ก็ได้เห็นคนบางคนกำลังนิ่งค้างและเบิกตากว้างคล้ายไม่เชื่อ แบมแบมอมยิ้มก่อนจะขยับออกจากอ้อมแขนแกร่งหันหน้าเข้าหาคนที่ยังคงนิ่งอึ้งแล้วโน้มใบหน้าไปประทับริมฝีปากที่แก้มสากอย่างแผ่วเบาแต่แนบแน่น ก่อนจะผละออกมายิ้มกว้างจนตาปิด


                 คนถูกจูบนั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มที่ประทับมาตรงแก้มก็พลันได้สติ สองแขนแกร่งยกขึ้นกักกอดคนตรงหน้าเอาไว้ก่อนจะเป็นฝ่ายแนบจมูกที่ข้างศีรษะคนตัวเล็กแรง ๆ หลายทีคล้ายต้องการย้ำกับตัวเองว่านี่เป็นเรื่องจริง


                 มาร์คผละอ้อมกอดมามองคนตัวเล็กที่ตอนนี้ใบหน้านั้นกำลังซับสีแดงระเรื่อน่ามอง ใบหน้าคมแย้มยิ้มอ่อนโยน มือใหญ่ยกขึ้นมาไล้แก้มนุ่มแผ่วเบาก่อนจะเลื่อนไปแตะปลายคางเล็กให้ใบหน้าหวานเชิดขึ้น ก่อนเขาจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ เห็นคนตรงหน้าหลับตาแน่นแล้วก็ให้ต้องยิ้มเอ็นดู มาร์คค่อย ๆ เคลื่อนใบหน้าเข้าไปกระทั่งปากนั้นแตะชิดกับริมฝีปากอิ่มแสนเย้ายวนตรงหน้า


                 ค่อยสัมผัสไล้ละเลียดความหวานและความอ่อนนุ่มจากเรียวปากนิ่ม พร้อมเริ่มรุกล้ำ เมื่อคนตัวเล็กเผยอริมฝีปากเล็กน้อยราวอนุญาตให้เขาเข้าไปตักตวงเอาความหอมหวานได้อย่างเต็มที่ มือข้างหนึ่งที่ก่อนหน้าโอบเอวเล็กไว้พลันค่อย ๆ เลื้อยเข้าไปลูบแผ่นหลังคนในอ้อมกอดผ่านเสื้อยืดตัวบางด้านในพร้อมกับดันร่างเล็กกว่าให้เข้ามาใกล้จนสองกายแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว


                 เมื่อคนตัวเล็กเริ่มหายใจไม่ทันจึงค่อยผละออกมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้แดงระเรื่อ  มาร์คยิ้มพร้อมเลื่อนริมฝีปากไปประทับจูบที่หน้าผากนูนสวยก่อนจะก้มหน้าลงซุกซบใบหน้าคมกับซอกคอหอมกรุ่น แอบประทับริมฝีปากไปแผ่วเบาสองสามครั้งให้คนตัวเล็กสะดุ้งเล่นจึงละใบหน้าออกมา


                 “พี่ว่าแบมต้องฝึกจูบบ่อย ๆ แล้วล่ะมั้ง …เพราะจากนี้คงต้องเจอศึกหนัก” มาร์คเอ่ยเสียงแหบพร่าดวงตาคู่คมมีประกายความปรารถนาลึกล้ำจนคนมองสัมผัสได้


                 แบมแบมเบิกตาว้างเม้มปากแน่นใบหน้าหวานเริ่มแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ก็ในเมื่อไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะไม่รู้ในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการบอก นั่นทำให้แบมแบมอดไม่ได้ต้องส่งสายตาค้อนให้คนที่กล้าพูดจาหน้าไม่อาย ครั้นหันหลังทำท่าจะเดินหนีแต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาก็ถูกรวบกลับมาอยู่ในอ้อมแขนแกร่งซะก่อน


                 “พี่รักแบม”


                 เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูพร้อมสัมผัสแผ่วเบาที่ข้างศีรษะทำให้แบมแบมต้องกลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมด


                 “แบม…ก็รักพี่มาร์ค” เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกไปแล้วแบมแบมก็หันไปจุ๊บริมฝีปากอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะรีบหันหลังกลับเช่นเดิม


                 มาร์คเลิกคิ้วมองคนในอ้อมแขนที่ขโมยจูบแล้วหนีเอาดื้อ ๆ ใบหน้าคมส่ายไปมาเบา ๆ พร้อมยิ้มบางก่อนจะกระชับอ้อมแขนขึ้นนิดเมื่อลมหนาวพัดมาต้องกายทั้งสองอีกรอบ


                 ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุบังเอิญหรือเพราะพรหมลิขิต หากมันทำให้หัวใจสองดวงที่อาจเคยผูกกันตั้งแต่อดีตให้มาบรรจบพบเจอกัน เขาทั้งสองก็คงต้องขอบคุณ…ที่สิ่งนั้นให้โอกาสและพาเรามาเจอเพื่อรักกันอีกครั้ง


                 แม้ตอนนี้มันอาจจะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ที่ทั้งสองต่างตกลงใจที่จะเดินร่วมทาง แต่มันก็เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เขาสองคนเข้าสู่เส้นทางแห่งการเรียนรู้ที่จะรัก… ไว้ใจ… เชื่อใจ… และให้อภัย ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนสองคนสามารถประคับประคองความรักที่มีให้กันจวบจนนานเท่านานได้


                 อาจไม่ต้องเติมเต็มจนล้นตั้งแต่ครั้งแรก ขอเพียงแค่ค่อย ๆ เติมความรัก ที่มีให้กันทุกวัน บางวันน้อย บางวันมาก มีหวานนิดหรือขมหน่อยพอเป็นสีสันของชีวิต ขอเพียงอย่าปล่อยปละละเลย ไม่สนใจหรือร้างห่างกันไกลให้หวั่นไหวในใจ…ก็เป็นพอ

 




END

                     


___________________________________________________________________________________________

Talk Rewrite Ver.

                  จบไปอีกรอบกับเวอร์ชั่นรีไรท์...ยาวนานจริงๆค่ะ 555 (แต่ยังเหลือตอนพิเศษนะ)

                  ยังไงก็ขอฝากติดตามผลงานเรื่องต่อๆ ไปด้วยนะคะ ตอนนี้มี Short Fic กับฟิคอีกเรื่องที่ยังดองอยู่และจะดองต่อไป 555

                    

คลิกที่ชื่อเรื่องได้เลยนะคะ ฝากด้วยค่ะ <3


  [SF] In Feeling...ในความรู้สึก || MarkBam



อ่อ~ ไรท์ลองไปจอยลดากับเขาด้วยค่ะ 555 ยังไงก็ลองแวะไปอ่านไปจอยกันได้นะคะ ไม่รู้จะรอดรึเปล่ากับการแต่งแบบคุยกันอย่างเดียวเนี่ย ผ่านไม่ผ่านยังไงไปฟีดแบ็คกันได้ในน๊าา

ในทวิต @Lucent_Pre หรือแฮชแท็ก #อยากใส่ใจมบ ก็ได้ค่ะ (เผื่อฮึดอยากแต่งรัวๆ 555)


ลิงค์นะคะ


 MarkBam เพื่อนอยากใส่ใจ


ฝากด้วยค่ะ/โค้งงง




Talk.....

     (35%) ยูคยอมนี่ขอไปตั้งหลักก่อนค่ะ ให้แบมแบมไปเป็นด่านหน้าเผชิญพายุก่อน 555 

              คัมแบ็คค่ะ! 555 คัมแบ็คมาพร้อมกับตอนสุดท้าย... ไปนั่งคิดนอนคิดในที่สุดก็ตัดสินใจจะให้ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายค่ะ เพราะคิดว่าถ้ายาวกว่านี้เกรงว่ามันจะกลายเป็นยืดเป็นอืดและมันจะน่าเบื่อไปในที่สุด ประมาณนี้คงจะพอดีแล้วเนาะ ^^

     (60%) จะจบแล้วก็ยังไม่วายมาทีละนิด... แง๊~ ใจหายเหมือนกันนะคะ จะจบแล้ว พี่มาร์ค น้องแบมมมม~ T^T #จะจบยังไงเนี่ย? 555

      (195%) จบแล้วค่ะ! #ปาดน้ำตา จนจบน้องแบมก็ยังเนื้อหอมไม่เปลี่ยน ฮาาา 

                 ตอนนี้ถือว่าเป็นตอนที่มีเนื้อหาเยอะที่สุด และถือเป็นตอนที่ท้าทายมากค่ะ เพราะเป็นตอนจบ...ซึ่งบอกได้เลยว่าการจะเขียนตอนจบให้ประทับใจนั้นมันค่อนข้างยากพอสมควร แต่สุดท้ายมันก็ออกมาแบบนี้แหละค่ะ ไม่รู้จะประทับใจรีดเดอร์หรือเปล่า 555 

            ทุกคนคะ...ลองไปเสิร์จเพลงที่พี่มาร์คกับน้องแบมเล่นเปียโนดูนะคะ ดนตรีน่ารักจริงๆ >< พิมพ์ในยูทูปว่า"Heart and Soul piano duet" นะ คิคิคิ อ่อ! แล้วก็ Hollywood Bowl Overlook ที่ทั้งสองคนไปตกลงเป็นแฟนกัน... ถ้าไรท์บอกอย่างนี้แม่ยกทุกคนต้องรู้ค่ะ เพราะมันคือสถานที่ที่มาร์คและแบมแบมอัพลงไอจีตอนไปแอลเอนั่นเองง~ (ขอยืมมาใช้ฟินเฉยเลย >///<) ก็ว่ากันไป...

                 จริงๆ เลยคือที่คิดแต่งเรื่องนี้เพราะต้องการสนองนีดตัวเองล้วนๆ เลยค่ะ อารมณ์แบบโนดราม่า ให้มีแต่พี่มาร์คเป็นฝ่ายหึง เป็นฝ่ายหงุดหงิดอะไรแบบนี้ แต่งไปแล้วก็รู้สึกสะใจค่ะ 55555 

                 พูดถึงเรื่องรวมเล่ม คงต้องบอกตรงๆ เลย... ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่เหมาะจะทำเป็นรูปเล่ม อาจจะด้วยความไม่สะดวกของตัวไรท์เอง แต่หลักๆ แล้ว พอได้ลองกลับไปอ่านตั้งแต่แรกก็คิดว่ามันยังมีเนื้อหาบางส่วนบางตอนโดยเฉพาะช่วงแรกๆ ที่มันไม่เข้าที่เข้าทางหรือทะแม่งๆ อยู่เยอะ สุดท้ายเลยคิดว่าเก็บไว้ก่อนน่าจะดีกว่า :) 

                  อ่อ! แอบกระซิบค่ะ...หลังจากนี้อาจจะมีตอนพิเศษโผล่มาก็ได้นะ~ ถ้าจู่ๆ เกิดนึกครึ้มอยากมีขึ้นมา ประมาณว่าสายฟ้าแลบอะไรแบบนี้ ฮาาา

                  สุดท้าย...ก็ขอขอบคุณรีดเดอร์ทุกคน ทั้งที่ติดตามตั้งแต่แรกและยังไม่ทิ้งกัน T^T รวมถึงที่มาใหม่ด้วยค่ะ :) ที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจทั้งในเด็กดีและในแท็กทวิตเตอร์ ที่อยากจะบอกคือมันทำให้มีกำลังใจและแรงฮึดในการแต่งจริงๆ นะคะ ตอนไหนที่คิดไม่ออกหรือขี้เกียจแต่งขึ้นมา (หือ?) ก็ฉุกคิดเสมอว่ายังมีคนรออ่านอยู่ :) ขอบคุณจริงๆ ค่ะ T_T ...โอ๊ยยยย เน่าไปไหมคะ พอเถอะ! 5555 (แต่งเรื่องแรกเลยเวิ่นเว้อไปหน่อยค่ะ ดีใจสุดอะไรสุด 555) 

                  ปล. หลังจากนี้จะไปแต่งเรื่องที่เปิดทิ้งไว้นานแสนนานค่ะ 555 ยังไงก็ลองไปติดตามดูนะคะ ลงบทนำทิ้งไว้แล้วด้วย นี่ลิ้งค์ว๊าบค่ะ >>> Anonymous || MarkBam 

                เจอกันเรื่องต่อไปนะคะทู๊กกกคนนน~ <3 






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

2,838 ความคิดเห็น

  1. #2836 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 20:37
    ดีจังค่าาาาา
    อบอุ่นๆ ละมุนๆ
    อบอวลไปด้วยความรัก ความรักอ่อนโอน ความสุขขขข
    ขอบคุณนะคะ :)
    #2836
    0
  2. #2809 MarkBam1n1a (@Notetoaki) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 17:13
    น่ารักมากๆๆๆๆ อ่านละมีแต่คำว่าเขิลๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หมอนขาดหนักมากค่ะ ขอบคุนนะไรท์เขียนมม.ดีๆแบบนี้มาให้ฟินกัน
    #2809
    0
  3. #2771 NINGWC (@NINGWC) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 01:10
    ฮื่อออ สนุกมากกก เขินบิด เป็นการบรรยายที่ภาษาสวยมากเลยค่ะ เห็นภาพจริงๆ อบอุ่นเหมือนอยู่ตรงนั้น เป็นแฟนคลับเลยค่ะ! ติดตามผลงานเรื่องอื่นๆต่อไปแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้งานดีๆแบบนี้นะคะ ไรท์ทำได้ดีมาก สุดยอดมาก สนุกมากๆๆจริงๆค่ะ!
    #2771
    0
  4. #2758 CPMB (@aom_suphansaa) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 06:38

    เป็นการดำเนินเรื่องเรื่อยๆแต่เต็มไปด้วยความน่ารัก ความใส่ใจของไรท์ ไม่มีฉากหวือหวา แต่ไม่เคยเบื่อเลย น่ารักมากจิงๆ ขอบคุณไรท์ที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาน่ะคะ มันอบอุ่นหัวใจมากจิงๆ อ่านไปยิ้มไปคนเดียว

    #2758
    0
  5. #2740 ojay2 (@Ojay) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:38
    งื้ออออ คือมันดี อบอุ่นนนน ละมุนนนนนน ชอบบบบบมากกกกกก ขอบคุณไรท์ที่แต่งฟิคน่ารักๆให้อ่านนะคะ จะติดตามเรื่องต่อๆไปค่า^-^
    #2740
    0
  6. #2714 jukjik> (@jukjik1012) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:35
    ชอบมากเลยอะ เป็นเรื่องที่ละมุนสุดๆ มีแค่พี่มาร์คที่เป็นของย้องแบม อิอิ ชอบบบบบบบ มีความคิดว่าอยากเป็นน้องแบมขึ้นมาทันทีที่อ่าน 5555 สนุกมากๆเลยค่ะ
    #2714
    0
  7. #2711 Eve-krD (@Eve-krD) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 14:11
    อบอุ่นละมุนมากค่ะ ฮรืออออ ชอบมากกก พาใจเต้นตลอดอบอุ่นหัวใจมากค่ะ ฮรืออ
    #2711
    0
  8. #2710 Eve-krD (@Eve-krD) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 13:49
    อบอุ่นละมุนมากค่ะ ฮรืออออ ชอบมากกก พาใจเต้นตลอดอบอุ่นหัวใจมากค่ะ ฮรืออ
    #2710
    0
  9. #2695 Jajah9397 (@Jajah9397) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 21:15
    โดยส่วนตัวชอบฟิคแนวนี้อยู่แล้ว ชอบความสัมพันธ์ที่ค่อยๆเป็นค่อยๆไปแบบนี้เลยอ่านรวดเดียวจบเลย ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ เป็นฟิคที่น่ารักมากเลยค่ะ
    #2695
    0
  10. #2345 Iris_bella (@Iris_bella) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 / 13:34
    ขอบคุณนะคะไรท์ ที่แต่งเรื่องน่ารักๆ อบอุ่นละมุนหัวใจมาให้ได้อ่าน ชอบมากๆเลยละคะ
    #2345
    0
  11. #2327 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 01:08
    งือออ อยากแฝงตัวเป็นก้อนหินหรือต้นไม้แถวๆนั้นเลย หวานมากละมุลสุดๆ
    #2327
    0
  12. #2294 Tangthaii (@naveeganza) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 16:48
    หวานนนนนนนนนน ชอบ
    #2294
    0
  13. #2202 wandee (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 เมษายน 2559 / 14:01
    เคยอ่านฟิคmarkbamอยู่เรื่องหนึ่งแนวเรื่องคล้ายๆกันค่ะแต่จำชื่อเรื่องไม่ได้ค่ะเพื่อนๆๆช่วยบอกทีเรื่องไรประทับใจมากก
    #2202
    0
  14. #2199 Rungtiwa Tubpaen (@buarungtiwa) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 00:17
    ชอบมากเลยไรท์ สนุกแบบละมุนมาก
    #2199
    0
  15. #2195 เป็นติ่ง³ (@sasikanr_) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 17:07
    สนุกมากกชอบบมากก อยากให้รวมเล่มนะแต่ก้อยุ่ที่ไรท์น่ะ555555 เรื่องนี้สนุกมากจิงๆโดนใตมากเลย มีครบทุกฟีลยกเว้นร้องไห้5555ขอบคุณน้าา
    #2195
    0
  16. #2140 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 06:14
    น่ารักมากๆ ขอบคุณมากค่า
    #2140
    0
  17. #2130 Saisande7 (@Saisande7) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2559 / 21:07
    ขอบคุณน้าค่า
    #2130
    0
  18. #2114 sunshine9397 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 23:04
    ขอบคุณน้าไรท์เตอร์^__^
    #2114
    0
  19. #2113 sunshine9397 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 มีนาคม 2559 / 23:03
    ขอบคุณน้าไรท์เตอร์^__^
    #2113
    0
  20. #2092 Baramm (@Baramm) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 20:02
    อ่านแล้วยังไม่เม้นให้ไรต์เลย #เฬว เรื่องนี้น่ารักมากเลย ชอบมากๆเลยค่ะ ฮือ
    #2092
    0
  21. #2089 Bam Yien (@aunjung14872) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 มีนาคม 2559 / 15:02
    เป็นอะไรที่ หวาน ละมุน อบอุ่นมาก ซึ้งอ่าา จบได้อย่างอิ่มอกอิ่มใจมาก ชอบเรื่องนี้ๆๆๆๆ
    #2089
    0
  22. #2003 Filmmytiger (@film-chirattikan) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 มีนาคม 2559 / 23:23
    จบได้ประทับใจ หวานมากน่ารักมาก รักเลยค่ะเรื่องนี้
    #2003
    0
  23. #1999 Ondine (@lilfluffy) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 / 12:12
    ฮือ ดีงาม จบได้หวานละมุนมาก คืนนี้อ่านมาราธอนมาก รวดเดียวจบ ประทับใจมากค่ะ ชอบตัวละครพี่มาร์คกับน้องแบมมาก พี่มาร์คดูสุขุมนิ่งๆดูน่าค้นหาเป็นคนอารมณ์ค่อนข้างนิ่ง พอมาเจอแบมกลายเป็นควบคุมไม่ได้เลยน่ารักดี วิธีแสดงออกต่อน้องดูแลน้องก็น่ารัก แบมก็น่ารักชอบตรงที่เป็นคนมีเหตุผลมีความคิดดี ไม่ง๊องแง๊งไม่คิดเล็กคิดน้อยเพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายไม่คิดแบบสไตล์ผู้หญิง แต่เสียตรงคิดมากไปหน่อยออกแนวขี้กังวล แถมน้องใสมากไป มากๆข้อนี้เลยทำให้ดูเป็นสาวน้อยไปเลยอ่ะ
    #1999
    0
  24. #1987 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 / 23:18
    จบได้หวานมากเลยอ่ะ ขอบคุณไรท์มาก ๆ เลยนะคะสำหรับฟิคอบอุ่นเรื่องนี้ 

    จะคอยติดตามผลงานนะคะ
    #1987
    0
  25. #1884 Castella_ombra (@pharunya) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 / 12:28
    โอ้ยยยยย เขินมาก เขินอ่ะ น่ารักมาก
    #1884
    0