เติมรัก || MarkBam

ตอนที่ 18 : บทที่ 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    21 ก.ย. 59






บทที่ 15


Misunderstand




                 บรรยากาศที่สัมผัสได้จากคนที่เงียบที่สุดในกลุ่ม ทำให้แจ็คสัน เจบี และจินยองแทบไม่กล้าที่จะขยับตัวหรือพูดอะไรที่เสี่ยงไม่เข้าหูคนที่แม้ใบหน้าจะดูเรียบเฉยแต่กลับสามารถสัมผัสได้ถึงความเหยียบเย็นและความอันตรายที่แผ่ออกมาได้เป็นระลอก


                 พวกเขาไม่รู้ว่ามาร์คเป็นอะไร เพราะตั้งแต่ชวนออกมาทานข้าวกลางวันด้วยกันจนถึงขณะนี้ก็เป็นแบบนี้มาตลอด เอาแต่มองโทรศัพท์ ถามอะไรก็ไม่ตอบ มีแต่สายตาคมกริบที่ตวัดมองพวกเขาเงียบ ๆ แล้วก็หันไปสนใจกับโทรศัพท์ในมือเหมือนเดิม


                 “มึงเป็นอะไรวะมาร์ค” เป็นเจบีที่อดทนต่อไปไม่ไหวจนต้องถามขึ้นในที่สุด


                 มาร์คละความสนใจสิ่งที่ถืออยู่ในมือขึ้นมองเพื่อนทั้งสามนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา ก้มลงมองโทรศัพท์อีกครั้งและตัดสินใจยัดมันกลับเข้ากระเป๋ากางเกง หยิบแก้วชาที่เริ่มเย็นชืดเนื่องจากไม่มีอารมณ์สนใจจิบมันสักเท่าไหร่ ขึ้นมาจรดริมฝีปากและดื่มเข้าไปรวดเดียว


                 จินยองเห็นปฏิกิริยาเพื่อนแล้วคิดว่าเดาได้ไม่ยากว่ากำลังกลุ้มหรือคิดมากเรื่องอะไรอยู่ มันมีไม่กี่เรื่องหรอกที่คนอย่างมาร์คจะแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา อันดับแรกตัดเรื่องงานหรือเรื่องครอบครัวออกเลย เพราะไม่น่าจะมีปัญหาแน่นอนอยู่แล้ว นั่นทำให้เหลืออยู่เรื่องเดียวคือเรื่องของหัวใจ ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของแบมแบม


                 “กูบอกเขาแล้ว”


                 มาร์คเอ่ยขึ้นท่ากลางความเงียบ หากแต่สิ่งที่เอ่ยไปมันเป็นประโยคที่ไม่สามารถให้ความกระจ่างใด ๆ กับคนทั้งสามที่รอฟังได้เข้าใจเลยสักนิด


                 ครั้นเห็นเพื่อนทำหน้าไม่เข้าใจส่งตอบกลับมา ก็ทำให้มาร์คลอบระบายลมหายใจอย่างหงุดหงิด มาร์ครู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังมีนิสัยแย่ ๆ พาลกับเพื่อนที่เป็นห่วงซ้ำยังไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แต่ตอนนี้ตัวเขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้คงที่ได้ พยายามแล้วที่จะนิ่ง ทั้งที่ปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนเขาก็ไม่เคยเลยที่จะแสดงออกว่าหงุดหงิดให้คนรอบข้างสังเกตได้ แต่กับเรื่องนี้เขารู้ได้เลยว่าตัวเองไม่สามารถที่จะยับยั้งอารมณ์ที่มันแทบปะทุออกมาตลอดเวลา มันคล้ายกับตอนที่รู้เรื่องบีไป แต่ความรู้สึกระหว่างเหตุการณ์นั้นกับเหตุการณ์ในตอนนี้มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


                 เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกลึกเพื่อสงบสติอารมณ์…สักนิดก็ยังดี ก่อนจะเอ่ยให้เพื่อทั้งสามฟังอีกครั้ง


                 “กูบอกแบมแบมแล้วว่ากูชอบเขา”


                 “อ๋อ…ห๊ะ!” เสียงที่ประสานกันอย่างพร้อมเพรียงดังจนคนทั้งร้านหันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว ก่อนกลุ่มคนที่ตะโกนอย่างตกใจจะต้องรีบหุบปากฉับเมื่อเพื่อนหน้านิ่งหนึ่งเดียวเริ่มขมวดคิ้วจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาที่เพิ่มความเย็นเหยียบขึ้นไปอีกเท่าตัว


                 “มึง…มึงบอกจริงเหรอวะ?” แจ็คสันถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ ถ้าเป็นคนอื่นพูดคงคิดได้เพียงว่าเป็นเรื่องล้อเล่นหรือเป็นเรื่องอำกันตลก ๆ …อย่างไอ้มาร์คเนี่ยนะ?


                 เพี๊ยะ!


                 “มึงตบหัวกูทำไมวะจินยอง!” แจ็คสันยกมือขึ้นกุมศีรษะทันทีที่รู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบและอาการปวดตุบ ๆ ที่กำลังแล่นขึ้นมา …ไม่ออมแรงด้วยนะมึง


                 จินยองไม่ตอบคำถามแต่ถลึงตาใส่คนพูดอะไรไม่ดูสถานการณ์แทน มาร์คมันก็พูดชัดให้ได้ยินกันหมด แจ็คสันมันยังไปถามอะไรที่มันดูกวนและสิ้นคิดตอนนี้อีก เขาไม่อยากให้ระเบิดมันปลดสลักตัวเองออกตอนนี้หรอกนะ เพราะแค่นี้คนตรงหน้าก็จวนจะระเบิดอยู่รอมร่อแล้ว ถ้าเกิดถามอะไรที่มันสะกิดอารมณ์เพียงนิดเดียว เขาก็ไม่อยากคิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น


                 “แล้วแบมว่ายังไงบ้าง” สิ่งที่จินยองถาม ทำให้มาร์คต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง


                 “กูก็ไม่รู้ ยังคุยกันไม่จบ”


                 แล้วมาร์คก็เล่าย่อ ๆ ว่ากำลังจะได้คำตอบ แต่อีกฝ่ายมีงานด่วนเข้ามา ทำให้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยเรื่องที่ค้างคาไว้เลย


                 “มึงหงุดหงิดเรื่องนี้เหรอ?” จินยองขมวดคิ้ว


                 “นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง เพราะกูก็ไม่รู้ว่าแบมจะกลับไทยตอนไหน มันก็ต้องอยากได้คำตอบเป็นธรรมดา แต่กูก็ให้เวลาเขาคิดในช่วงที่กูไปทำงานให้ป๊า ก็มีทักไลน์ไปบ้าง แต่แบมไม่ตอบกูไม่อ่านเลยด้วยซ้ำ โทรไปก็เหมือนปิดเครื่อง กูเลยไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง บางทีเขาอาจจะหลบหน้ากู…” พอคิดอย่างนั้นแล้วตาคมก็ฉายแววเศร้าสร้อยปนเจ็บปวดออกมาชั่ววูบหนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นปกติราวกับไม่ต้องการให้ใครสังเกตเห็น


                 เพื่อนทั้งสามที่ได้ฟังประโยคยาว ๆ นั่นก็ต่างนิ่งอึ้งอ้าปากค้าง จ้องมองไปทางผู้พูดเป็นตาเดียวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ซ้ำยังคิดในสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย


                 โคตรอะเมซิ่ง! ไอ้มาร์คทำไมมันทำหน้าเศร้าแบบนั้นได้ด้วยเว้ย!


                 ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้มาร์คกลุ้มและหงุดหงิดอยู่ตอนนี้คือหลังจากวันนั้น เขาติดต่อแบมแบมไม่ได้อีกเลย ในช่วงเวลาที่ไปทำงานต่างเมือง 3 วัน ไม่มีทั้งการตอบกลับจากไลน์ โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้


                 การเงียบหายของแบมแบมมันเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความผิดพลาดของสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปในวันนั้น มันเริ่มทำให้เขาสับสน เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่พูดไปวันนั้นมันดีแล้วเหรอ หรือความจริงมันยังไม่ถึงเวลาที่ควรจะพูดออกไป ถึงแบมแบมจะบอกว่าไม่รังเกียจ แต่เขาก็ยังไม่ได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการ และความรู้สึกนี้มันกัดกร่อนความคิดในแง่บวกที่เคยมีไปจนเกือบจะหมด


                 “วันนี้กูเลยว่าจะไปหาแบมที่ร้าน” มาร์คถอนหายใจและพูดออกไป


                 “เดี๋ยวพวกกูไปเป็นเพื่อน” เจบีหันไปตบบ่ามาร์คเบา ๆ หลังจากได้สติจากเรื่องชวนช็อคของวัน หันไปมองจินยองและแจ็คสันที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็เห็นทั้งสองคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดตน


                 “ขอบใจ” มาร์คมองเพื่อนแต่ละคนแล้วรู้สึกว่าโชคดีที่มีเพื่อนที่พร้อมเข้าใจ และยืนอยู่เคียงข้างไม่ว่าจะเจอกับอะไร ที่จริงเรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ติดที่คิดมากไปก่อน ความจริงมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ …ก็ได้แต่หวังให้มันเป็นแบบนั้น




 

 

                 ไม่นานหลังจากนั้นทั้งสี่คนก็พากันเดินทางมาที่ร้าน สั่งเครื่องดื่มและนั่งรอ เพราะพวกเขาไม่เห็นทั้งแบมแบมและยูคยอมอยู่ในร้าน คิดเพียงว่าคงจะอยู่หลังร้านหรือออกไปธุระข้างนอก ปกติแบมแบมกับยูคยอมจะเข้างานเวลาเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อนมาพวกเขาถามยูคยอมไว้ก่อนแล้ว และเจ้าตัวก็บอกว่าอยู่ที่ร้าน พวกเขาไม่ถามถึงแบมแบมเพียงเพราะอยากมาคุยกับเจ้าตัวตรง ๆ ต่อหน้ามากกว่าคุยผ่านตัวหนังสือหรือผ่านสายโทรศัพท์  


                 หากคิดในแง่ร้ายหน่อย ที่แบมแบมไม่ตอบไลน์และปิดโทรศัพท์อาจเพราะอยากหลบหน้ามาร์ค แต่ถ้าพวกเขามากันกะทันหันแบบนี้ หากอีกฝ่ายอยากจะหลบเห็นทีคงจะยากหน่อย  


                 นั่งรอสักพักก็เห็นยูคยอมเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในร้าน แจ็คสันส่งเสียงเรียกออกไป ยูคยอมหันมองตามเสียงแล้วเดินมาหาทันที


                 “ไงพี่”


                 “ยุ่งไหมวะ ขอคุยด้วยนิดนึง” เจบีเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาดูท่าทางจะรีบร้อนไม่น้อย


                 “ได้ครับ” ยูคยอมเอ่ยตอบไป แต่สัญชาตญาณบางอย่างในตัวบอกยูคยอมว่ามันต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอะไรสักอย่าง มองหน้าแจ็คสัน จินยอง เจบี แล้วทั้งสามก็คนดูปกติดีแต่แววตาคล้ายแฝงความกังวลอยู่บางเบา แต่อีกคนนี่สิ ที่ยูคยอมรู้สึกว่าแววตาเรียบเฉยคู่นั้นต่างจากเดิม มันดูมีความกังวลและน่าหวาดหวั่นไปพร้อม ๆ กัน


                 มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ? …หรือว่า   


                 “แบมแบมอยู่ไหน” น้ำเรียบราบเรียบแต่แฝงความกดดันส่งมาจากคนที่ยูคยอมคิดไว้แล้วว่าเรื่องที่จะพูดมันต้องเป็นเรื่องของคนที่เอ่ยถามขึ้นแน่นอน แต่คำถามที่ส่งมาก็เป็นสิ่งที่ทำให้ยูคยอมต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยสำทับราวกับจะบอกว่ารอให้เขาตอบนานกว่านี้ไม่ได้อีกสักวินาทีเดียว


                 “ว่าไงยูคยอม”


                 น้ำเสียงที่เข้มขึ้นกว่าเก่ามาพร้อมกับดวงตาคมดุที่หรี่มองเขาเป็นออฟชั่นเสริม ทำให้ยูคยอมรู้สึกว่าขนทั่วร่างจะลุกชันพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย


                 ไอ้แบมมันหาเรื่องให้เขาแล้วไง นี่มันไม่ได้บอกพี่เขาเหรอวะ!


                 เพราะมัวแต่คิดสะระตะและคาดโทษแบมแบมที่หาเรื่องเสี่ยงตายมาให้  ทำให้ยูคยอมที่รู้สึกตัวเมื่อถูกแจ็คสันสะกิดให้ตอบคำถามพลันต้องสะดุ้งเมื่อสบกับนัยน์ตาที่เพิ่มระดับความเข้มและกดดันมากกว่าเก่า จึงคิดทบทวนคำถามในหัวแล้วเอ่ยตอบในที่สุด


                 “คือ แบม…มันกลับไทยไปแล้วครับ…”


                 เกิดความเงียบขึ้นชั่ววินาที คนบนโต๊ะทั้งสามคนต่างมองหน้ากันเหรอหราก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ ๆ มาร์คก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วก้าวเท้าออกจากร้านไป


                 แจ็คสันและเจบีมองหน้ากันก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินตามไปอย่างรวดเร็ว จินยองที่ทำท่าจะเดินออกไปก็ถูกยูคยอมที่ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรเรียกเอาไว้ แต่จินยองนั้นเป็นห่วงเพื่อนเกินกว่าจะสนใจอย่างอื่นจึงหันไปบอกยูคยอมว่าค่อยคุยกันแล้วเร่งเดินออกไปทันที


                 ยูคยอมเบิกตากว้างมองตาม สบถออกมาสองสามคำก่อนจะรีบเดินตามออกไป หากเดินไปยังไม่ทันจะถึงประตูก็ถูกเรียกตัวซะก่อน หันไปมองนอกร้านก็พบว่าคนทั้งหมดนั้นขับรถออกไปแล้ว เจ้าตัวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ขยี้หัวจนผมที่ถูกเซ็ตเอาไว้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง


                 …เป็นเรื่องแล้วไหมล่ะ!          





 

 

                 แม้จะรู้ว่าในเวลาแบบนี้มาร์คอาจจะอยากอยู่คนเดียว แต่แจ็คสัน เจบี และจินยอง ก็ไม่สามารถที่จะปล่อยให้เจ้าตัวทำอย่างนั้นได้ ทั้งสามคนตัดสินใจขับรถตามมาจนถึงห้อง แม้มาร์คจะไม่ได้แสดงอาการต่อต้านหรือไม่ชอบใจที่พวกเขาตามมา แต่บรรยากาศและสภาพของเจ้าตัวก็ทำให้รู้ได้ว่าคงกำลังจะอดกลั้นได้อีกไม่นาน


                 เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว มาร์คเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟา ในหัวตอนนี้มีแต่คำว่าทำไม ทำไม ทำไม! ทำไมถึงเป็นแบบนี้… ความสับสนตีรวนอยู่ในหัวจนคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมแบมแบมไปแล้วไม่คิดจะบอก แม้แต่ข้อความสักข้อความก็ไม่มี ตอนนี้มันมีทั้งความน้อยใจและเสียใจที่คิดทำอะไรช้าไป ทั้งยังผิดหวังกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้สถานการณ์มันดีขึ้น


                 “ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้วะ…”


                 ประโยคพึมพำเบา ๆ กับน้ำเสียงที่ดูสั่นและมีแต่ความอ่อนล้า ทำให้แจ็คสัน จินยอง และเจบี ต้องหันมามองหน้ากัน สิ่งที่สื่อสารกันได้ทางสายตา ทำให้ทั้งสามต้องถอนหายใจออกมาหนัก ๆ  


                 …ดูท่าจะแย่ว่ะ


                 แม้จะผ่านไปสักพักแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทำให้บรรยากาศที่มีแต่ความเงียบในตอนแรกดูจะหดหู่และวังเวงมากยิ่งขึ้นอย่างทวีคูณ


                 “พวกมึงกลับไปก่อน …กูขออยู่คนเดียว” เสียงพูดเบา ๆ ที่เอ่ยออกมา ทำให้คนโดนไล่ทั้งสามหันมองหน้ากันก่อนจะหันไปทางคนพูดเป็นตาเดียว


                 “มึงอยู่คนเดียวได้แน่นะ” เจบีเอ่ยถามคนที่แม้จะพูดบอกพวกเขาอย่างนั้น แต่ก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเลยสักนิด


                 “อืม…” มาร์คเอ่ยตอบเสียงเบาพร้อมเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนทั้งสามด้วยแววตาที่ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด


                 “งั้น…มีอะไรก็โทรหาพวกกูแล้วกัน” จินยองพูดและยื่นมือไปตบไหล่มาร์คเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ


                 “มึงอย่าเพิ่งคิดมากนะเว้ย” แจ็คสันก็ไม่น้อยหน้าพูดพร้อมกับเดินมาตบไหล่อีกข้างของมาร์คเบา ๆ เช่นกัน

                 “งั้นพวกกูไปล่ะ” เจบีลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันไปพยักหน้าให้จินยองและแจ็คสัน


                 ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด…


                 เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงทำให้จินยองต้องล้วงมือเข้าไปหยิบพร้อมกับกดรับโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองชื่อคนโทรเข้าด้วยซ้ำ เสียงที่เอ่ยออกไปก็ฟังดูเหนื่อย ๆ  


                 “ฮัลโหล…”


                 (@#%#&!&+^*&$#@^&*฿)


                 ปลายเท้าที่ก้าวเดินหยุดชะงัก ก่อนที่เจ้าของโทรศัพท์จะเบิกตากว้างแล้วหันหลังเดินกลับไปยังที่เดิมทันที พร้อมกับเอ่ยบอกปลายสายด้วยน้ำเสียงร้อนรนแต่มีกระแสความยินดีอย่างเต็มเปี่ยม นั่นทำให้อีกสองคนที่เดินนำหน้าต้องหันกลับมามองด้วยความงุนงง


                 “บอกมันเองนะ อย่าเพิ่งวาง!” จินยองเดินเข้าไปหามาร์คพร้อมรอยยิ้ม มือก็ยื่นโทรศัพท์มือถือให้เจ้าของห้องที่ขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ


                 “มีคนจะคุยด้วย” มาร์คมองจินยองที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างอย่างไม่เข้าสถานการณ์แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วยื่นมือไปรับโทรศัพท์ ในใจก็คิดว่าคงเป็นเพื่อนสักคนที่เรียนด้วยกัน


                 “ฮัลโหล…”

 

 




                เสียงเกลียวคลื่นที่ซาซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอคลอกับสายลมที่พัดมาเอื่อยๆ พร้อมทั้งหอบเอากลิ่นทรายและน้ำทะเลมาปะทะกับจมูกพาให้รู้สึกสดชื่นยามสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าตรู่จากดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ค่อย ๆ สาดแสงลามไล้สรรพสิ่งบนพื้นดิน ขับไล่ความมืดมิดจากค่ำคืนที่ผ่านมาเพื่อเข้าสู่วันใหม่อันเป็นวัฏจักรเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ


                 เมื่อหลียวมองไปบนระเบียงที่ยื่นออกมาจากบ้านรีสอร์ทขนาดกลางติดชายทะเล จะเห็นเด็กหนุ่มผมสีบลอนด์คนหนึ่งกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ดวงตาสีดำกลมโตเหม่อมองไปตรงหน้าก่อนจะค่อย ๆ หลับตาซึมซับบรรยากาศสบายและบริสุทธิ์ที่อยู่รายรอบตัว


                 ครั้นเมื่อได้อยู่กับตัวเองได้มีเวลาให้ตัวเอง ก็ทำให้แบมแบมหวนคิดไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า นั่นเพราะมันเป็นอะไรที่น่าปวดหัวอย่างหนึ่งเลยทีเดียว


                 ย้อนกลับไปวันที่ได้รับจดหมายซึ่งด้านในปรากฏเป็นตั๋วเครื่องบินที่มาพร้อมกับจดหมายสั้น ๆ ฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือแค่ว่า


                  กลับบ้านได้แล้วนะครับ


                 เหมือนจะเข้าใจ…แต่ก็ไม่เข้าใจว่าคนส่งต้องการให้กลับชั่วคราวหรือกลับแบบถาวรจึงต้องโทรไปถามให้มั่นใจ จนได้คำตอบกลับที่ทำให้ต้องถอนหายใจยาวว่า


                 [ชั่วคราวครับลูก แค่ 2 อาทิตย์ กลับมาจัดการทางนี้ให้เสร็จก่อน แม่ไม่ลืมนะว่าแม่จะให้ลูกเรียนต่อที่นั่นน่ะ]


                 และคำตอบนั้นก็คลายความไม่เข้าใจไปได้ส่วนหนึ่ง ก่อนจะต้องมาขมวดคิ้วกับประโยคประโยคสุดท้ายก่อนจะวางหูของปลายสายที่ว่า


                  [เจอกันพรุ่งนี้นะครับ รักลูกนะ]


                 ซึ่งไอ้คำว่า เจอกันพรุ่งนี้ ทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดียังไงชอบกล จึงรีบก้มดูวันที่และเวลาบนตั๋วเครื่องบิน ก่อนจะต้องเบิกกว้างแทบจะสบถคำหยาบคายออกมา


                 …เที่ยงคืน! ให้ตาย! นั่นมันเหลืออีกแค่ 3 ชั่วโมงเอง!


                 คนที่เจออะไรสุดแสนจะเซอร์ไพรส์จึงรีบเก็บเสื้อผ้าข้าวของจำเป็นลงกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าเขาต้องโทรบอกยูคยอมให้ลางานให้ จึงรีบก้าวขาไปหยิบโทรศัพท์ที่โยนทิ้งไว้บนเตียงขึ้นมากดหาเบอร์แล้วโทรออก ระหว่างที่รอสายเพื่อไม่ให้เสียเวลาแบมแบมจึงเดินไปด้วยหยิบของเข้ากระเป๋าไปด้วย เมื่อปลายสายรับก็เล่าย่อ ๆ พร้อมบอกให้ลางานให้ จากนั้นจึงตัดสายแล้วไปเก็บของต่อ แต่ก็พลันคิดขึ้นมาได้อีกว่าควรจะต้องบอกใครอีกคนด้วย เพราะยังไงตอนนี้เรื่องระหว่างเขากับอีกฝ่ายก็เริ่มมีความชัดเจนขึ้น และล่าสุดก็ยังไม่ได้ตอบคำถามเลยด้วยซ้ำ ในหัวก็อดคิดไม่ได้เพราะเกรงอีกฝ่ายจะคิดมาก แต่เมื่อลองมาคิดดูแล้วคงจะไม่หรอกมั้ง…


                 แต่จะยังไงก็ตามแต่ เขาควรโทรบอกเรื่องจะกลับไทยให้อีกฝ่ายรู้ก่อน ว่าแล้วแบมแบมจึงยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะทันที แต่จะด้วยอารามรีบร้อนหรืออาจเป็นเพราะโทรศัพท์ถูกวางไว้บนขอบโต๊ะจนหมิ่นเหม่แทบจะตก หรืออาจเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดทั้งมวลมันก็ทำให้สิ่งที่แบมแบมกำลังควานหา มัน….


                 จ๋อม…


                 ตกลงไปในถังน้ำที่ถูกเติมน้ำเอาไว้เพื่อที่จะใช้ถูห้องไปแล้วเรียบร้อย และแทนที่จะรับหยิบมันขึ้นมา แบมแบมก็มัวแต่ตกใจจนลืมที่จะหยิบมันขึ้นมาจากถังน้ำจนเวลาผ่านไปราว 15 วินาที จึงหยิบมันขึ้นมาเพื่อที่จะพบว่ามันไม่สามารถใช้งานใด ๆ ได้แล้ว สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแรงให้ความซวยและความซุ่มซ่ามของตัวเอง


                 ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่คิดว่ากลับถึงไทยจะไปซื้อใหม่แล้วค่อยติดต่อบอกอีกคนตอนนั้นก็คงจะยังไม่สาย


                 แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิด เพราะนอกจากเครื่องบินจะดีเลย์ไปเกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว สิ่งที่แบมแบมพบเมื่อก้าวออกจากเกทผู้โดยสารขาเข้า คือการที่แม่และพี่ชายที่มากันพร้อมหน้า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องแปลกเล็กน้อยเพราะความจริงไม่จำเป็นต้องมากันครบทุกคนขนาดนี้ แต่ทุกอย่างก็กระจ่างชัดเมื่อออกมาจากสนามบินแล้วสถานที่ที่พี่ชายเขาขับรถมาจอดคือสนามบินอีกแห่ง ถามไปถามมาก็ได้รู้ว่าทั้งคู่จองที่พักและตั๋วเครื่องบินไปกระบี่เสร็จสรรพ ไม่ถามความเห็นเขาสักคำ จากที่คิดว่าจะได้ซื้อโทรศัพท์ก็ได้แต่คิด เพราะตั้งแต่มาที่นี่ก็ยังไม่เห็นร้านที่ขายโทรศัพท์เลยสักร้าน


                 ตอนนี้แบมแบมอยู่เกาะไหนสักเกาะที่กระบี่ คุณแม่ที่รักบอกว่าทริปนี้มาเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติโดยเฉพาะ ทำให้ที่นี่ค่อนข้างจะหาสิ่งอำนวยความสะดวกได้ยากสักหน่อย …ก็นั่นล่ะ ตอนแรกคิดจะยืมโทรศัพท์แม่หรือพี่ชาย แต่ตั้งแต่มาที่นี่ก็ถูกทั้งสองคนพาไปเที่ยวเกือบจะทั่วเกาะ และตัวเขาเองด้วยความที่เป็นคนที่ชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้วก็เลยเพลินไป นั่นทำให้เผลอลืมไปว่าต้องติดต่อบอกใครบางคนเรื่องที่กลับมาไทย แต่ในยามที่นึกขึ้นมาได้ก็คิดว่ายูคยอมอาจจะบอกไปแล้วก็ได้


                 แสงแดดที่เริ่มแรงขึ้นทำให้แบมแบมตัดสินใจเดินเข้าห้องไปอาบน้ำเตรียมตัวสำหรับตารางทัวร์ในวันนี้


                 หลังจากเตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมารอขึ้นเรือที่จ้างเอาไว้ ตารางวันนี้ มีนั่งเรือไปตามเกาะต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียง ดำน้ำชมปะการัง ชมธรรมชาติ ซึ่งมันเป็นการนั่งเรือทั้งวันเล่นพาเอาเหนื่อยแทบจะหมดแรงไปเลยจริง ๆ หากแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้แบมแบมได้ใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่


                 ครอบครัวแบมแบมมีแค่แม่และพี่ชาย ส่วนพ่อเสียไปตั้งแต่เขายังเล็ก ๆ แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้แบมแบมและพี่ชายกลายเป็นเด็กมีปัญหาหรือมีปมด้อยอย่างใด แม่เลี้ยงดูพวกเขาด้วยความรักและความอบอุ่นเสมอ แม่มักจะพูดบอกเสมอว่าพ่อไม่ได้ไปไหนหรอก ท่านอยู่ในหัวใจอยู่ในความทรงจำของเรานี่แหละ ถึงแม้ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเขาจะมีเพียงน้อยนิด หากแต่สิ่งที่เขายังรู้สึกถึงได้และมันติดตรึงอยู่ในใจเขาตลอดเวลา คือความอบอุ่นจากอ้อมแขนของพ่อในตอนที่ท่านคอยโอบอุ้มปกป้องเขา จวบจนถึงทุกวันนี้แบมแบมก็ยังรู้สึกอย่างนั้นเสมอ


                 ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี เป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นช่วงเวลาสนธยา เหล่านักท่องเที่ยวต่างเริ่มขึ้นจากทะเลและยุติกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหาทานอาหารค่ำ รวมถึงครอบครัวภูวกุลที่หลังกลับจากนั่งเรือแล้วก็ตรงดิ่งหาร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำเช่นกัน เมื่อทานเสร็จจึงกลับรีสอร์ทเพื่อพักผ่อนเตรียมร่างกายให้พร้อมกับตารางในวันพรุ่งนี้


                 รีสอร์ทที่จองไว้เป็นรีสอร์ท 2 ห้องนอน โดยที่ลูกชายคนเล็กนอนกับแม่ ส่วนลูกชายคนโตก็ต้องนอนคนเดียวไปตามระเบียบ


                 แบมแบมที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำหลังอาบน้ำเสร็จ ได้ยินเสียงเคาะประตูจึงเดินไปเปิด เห็นพี่ชายยืนอยู่พร้อมกับยื่นโทรศัพท์ของเจ้าตัวมาให้


                 “ยูคยอมจะคุยด้วย” ฟังแล้วแบมแบมก็นึกแปลกใจขึ้นมาชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจเมื่อนึกขึ้นได้ พี่เขากับยูคยอมเคยแลกเบอร์กับไอดีไลน์กันไว้เมื่อนานมาแล้ว


                 แบมแบมรับโทรศัพท์มาถือไว้ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องเพื่อไม่เป็นการรบกวนแม่ที่นอนหลับอยู่ ส่วนพี่เขาหลังจากยื่นโทรศัพท์ให้แล้วก็บอกแค่ว่าให้คืนตอนเช้าวันพรุ่งนี้จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องไป แบมแบมก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือแล้วเอามาแนบหู


                 “ว่าไงยูค…”


                 [ไม่ต้องมาว่าไงเลยนะ! นายเกือบทำให้ที่นี่โดนพายุถล่มแล้วรู้ตัวไหม! ฉันนึกว่าจะตายแล้วซะอีก!]


                 เสียงที่ดังมาจากปลายสายทั้งที่ทางนี้ยังเอ่ยไม่จบประโยค ทำให้แบมแบมต้องเอียงหูออกจากโทรศัพท์นิดหน่อย พออีกฝ่ายพูดจบแล้วจึงค่อยเอ่ยถามออกไป


                 “เกิดอะไรขึ้น?” และแทนที่จะได้คำตอบ ยูคยอมกลับเงียบไปหลายอึดใจ จนแบมแบมต้องถามซ้ำอีกรอบ


                 [เฮ้อ…โอเค งั้นขอถามก่อน ทำไมไม่ตอบไลน์ทำไมโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้?]


                 “โทรศัพท์มันตกน้ำ พังไปแล้ว ยังไม่ได้ซื้อใหม่เลย”


                 [แล้วทำไมนายไม่บอกพี่มาร์คว่าจะกลับ]


                 แบมแบมเลิกคิ้วสงสัยกับคำถามของยูคยอม นี่แสดงว่าพี่มาร์คคงมาถามเอากับเพื่อนเขาแล้วสินะ  


                 “ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”


                 [คำถามสุดท้าย…เกิดอะไรขึ้นระหว่างนายกับพี่มาร์ค] ยูคยอมไม่ตอบแต่กลับถามคำถามที่ทำเอาแบมแบมต้องชะงักและเงียบเสียงไป


                 [แบมแบม…]


                 ปลายสายที่เรียกด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้แบมแบมขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัย นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่จึงถามออกไป


                 “นายไปรู้อะไรมา” แบมแบมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีแค่เขากับอีกคนเท่านั้นที่รู้


                 [ก็ไม่รู้อะไรหรอก แต่ดูจากอาการของทางนี้มันก็น่าสงสัยอยู่ แล้วตกลงมันมีอะไรจริง ๆ ใช่ไหม?] ยูคยอมเดาจากคำตอบของแบมแบม


                 แบมแบมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องที่คุยกับมาร์คในเช้าวันนั้นให้ยูคยอมฟัง ระหว่างเล่าปลายสายก็มีรีเอคชั่นเป็นการอุทานว่า ห๊ะ! โห… และอีกหลายอย่าง ที่จริงแบมแบมไม่ได้เล่าละเอียด เอาแค่รู้ว่ามันเป็นไงมาไงก็พอ เพราะมันมีเรื่องที่ควรจะรู้กันอยู่สองคนอย่างเรื่องที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองนอนกอดอีกฝ่าย …เรื่องนี้ให้ตายแบมแบมไม่เล่าแน่นอน!


                 [โอ้โห…พี่มาร์คนี่สุดยอดจริงๆ ว่ะ!]


                 “เออ…สุดยอดจริง ๆ ให้ตายเถอะ …ว่าแต่นายไม่ตกใจหรือแปลกใจเลยเหรอ?


                 จบคำถามปลายสายกลับหัวเราะออกมาเสียงดัง ทำให้คนตั้งคำถามขมวดคิ้วอย่างงุนงงกับการหัวเราะเหมือนเยาะเย้ยของยูคยอม เพราะแบมแบมคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะตกใจหรือแปลกใจ แต่จากที่ฟังรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายแค่ดูตื่นเต้นตอนที่รู้ว่าพี่มาร์คบอกชอบเขาเท่านั้น


                 [เอาเรื่องอะไรล่ะ? บอกตามตรงนะแบม ทุกคนเขารู้กันหมดเหอะว่าพี่มาร์คเขาชอบนาย มีแต่นายเท่านั้นล่ะที่ซื่อบื้อไม่รู้อยู่คนเดียวเนี่ย นี่ลุ้นแล้วลุ้นอีกจนคิดว่าเอาเวลาไปลุ้นลอตโต้น่าจะมีโอกาสมากกว่าการที่จะทำให้นายรู้ว่ามีคนแอบชอบอีกนะ]


                 “นั่นก็เกินไป…” คนถูกด่าว่าซื่อบื้อเม้มปากปฏิเสธเสียงเบาและอดจะขัดเขินขึ้นมาไม่ได้ นี่ทุกคนรู้แต่เขาไม่รู้คนเดียวเนี่ยนะ


                 [ไม่ได้เกินไปเลยครับคุณแบมแบม อีกอย่างนะ ตอนแรกที่พี่เขามาถามหานายอ่ะดูสีหน้าแย่ ๆ ยังไงไม่รู้ และพอฉันบอกว่านายกลับไปแล้วพี่แกก็เดินออกจากร้านไปเลย ไอ้เรากำลังจะบอกว่านายกลับไปแค่ 2 อาทิตย์ ก็ไม่มีใครอยู่ฟังเลยสักคน  อ่อ! แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะหลังจากนั้นฉันก็โทรไปบอกเรียบร้อยแล้ว]


                 “ขอบใจนะยูคยอม”


                 [ไม่เป็นไร แต่จะว่าไปแล้วได้ยินจากพี่จินยองว่าก่อนหน้าที่จะรู้นี่ทางนั้นอาการน่าเป็นห่วงพอสมควรนะ ยังไงนายก็หาทางติดต่อไปหน่อยแล้วกัน]


                 “…”


                 [ได้ยินไหมแบม]


                 “ได้ยิน แต่คงจะเป็นอาทิตย์หน้า เพราะตอนนี้ติดปัญหานิดหน่อย …ฝากบอกเขาด้วยละกัน”


                 [โอเค เดี๋ยวบอกให้ งั้นแค่นี้ก่อนนะต้องออกไปร้านแล้วล่ะ บาย]


                 “อืม ขอบใจอีกครั้ง บาย”


                  แบมแบมถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างตัวแล้วค่อย ๆ เอนหลังพิงกับโซฟา ในหัวมีคำพูดของยูคยอมสะท้อนไปมา คำพูดที่ว่าอีกคนสีหน้าดูแย่และดูน่าเป็นห่วง ถึงไม่รู้ว่ามันจะแย่แขนาดไหน แต่ลองมาหวนคิดดูแล้วจากที่คุยกันวันนั้นพี่มาร์คดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเขาไปเรียนต่อ น่าจะคิดว่าเขามาเรียนภาษาเท่านั้น และการที่อยู่ ๆ เขาก็หายไปไม่บอกกล่าว ติดต่อก็ไม่ได้ ซึ่งมันเกิดขึ้นหลังจากที่คุยกันเรื่องนั้น มันก็ควรจะคิดมากหรือเป็นกังวลอยู่หรอก


                 แต่นั่นก็อาจจะยังไม่แย่ไม่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับการที่มารู้ว่าเขากลับประเทศไปแล้ว (และยังคิดว่ากลับถาวรอีกต่างหาก) โดยที่ไม่มีการบอกกล่าว ตอนนั้นพี่มาร์คจะคิดยังไง และร้ายที่สุดในตอนนั้นพี่มาร์คอาจคิดว่าเขาหลบหน้าหรือหนีเจ้าตัวไปแล้วก็ได้


                 ทั้งที่มันเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกผิดมากขนาดนี้ อดคิดไม่ได้ว่าหากเขาใส่ใจกว่านี้เรื่องมันก็คงจะไม่ออกมาแบบนี้ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายก็วันนี้ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ แต่แบมแบมกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใจร้ายหรือรู้สึกผิดอะไรมากเท่านี้มาก่อน


                 คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายถอนหายใจออกมาหนัก ๆ มือเล็กถูกยกขึ้นมาขยี้เส้นผมสีบลอนด์จนมันยุ่งเหยิง ปากอิ่มเริ่มเม้มแน่น สักพักก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งอย่างค่อย ๆ ทำอารมณ์ให้เข้าสู่สภาวะปกติ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับเข้าห้องไปด้วยหัวใจที่เริ่มหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย   




____________________________________________________________________________________________

Talk (Rewrite Ver.)

          สงสารพี่มาร์คเขานะคะ... หายกันกับที่ชอบไปแต๊ะอั๋งน้องก็แล้วกันนะ 555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

2,838 ความคิดเห็น

  1. #2826 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 10:40
    หนูลูกกกกกก รู้ว่าตัวเองใจร้าย ก็ยังไม่ยอมโทรหาพี่เขาอีกนะ เรานิมันจริงๆเลยนะๆ
    #2826
    0
  2. #2730 ojay2 (@Ojay) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:56
    สงสารมาร์คเลยยย คิดมากแล้วเนี่ยยย น้องเอ้ยยยไม่บอกพี่มันก่อนด้วย
    #2730
    0
  3. #2702 Eve-krD (@Eve-krD) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 10:17
    แบมเอ๋อจริงๆแหละ 5555+
    #2702
    0
  4. #2629 annjae (@annjae) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 21:55
    โถ่ๆๆ สงสารพี่มาร์ค พาเครียดเลยเนี้ย 555
    #2629
    0
  5. #2470 ไม่บอกกก1 (@30267) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 23:55
    พี่มาร์คน่าสงสารไปอีกก
    #2470
    0
  6. #2468 P-ENT (@pentsy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 14:42
    มาร์คคิดไปไกลและ
    #2468
    0
  7. #2467 Tuan-En (@Tuan-En) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 09:59
    สงสารพี่มาร์ค โอ้ย
    #2467
    0
  8. #2466 Aps~MK (@nattalove) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 07:17
    สงสารพี่มาร์คอะเป็นโรคแบมอิสซึ่มแน่ๆเลยเป็นเอามากนะเนี่ยยย
    #2466
    0
  9. #2465 oOATTAEo (@oattae) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 07:17
    เห็นด้วยค่ะสงสารพี่มาร์คเค้า 555//สงสารแบมแบมด้วย ซวยสุดๆ กลับไปเตรียมตัวให้พร้อมเลยนะลูกพี่เค้ารออยู่
    #2465
    0
  10. #2464 Sudarat Pairo (@sudarat_fah) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 00:37
    สงสารพี่มาร์คจริง55555 แบมเอ้ยยกหนูดูชิวจังเลยลูกคนทางนั้นเค้าอกจิแตกแล้วว
    #2464
    0
  11. #2315 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 20:49
    เล่นเอาใจหายใจควั่ำทั้งคนอ่านทั้งอิพี่มาร์คเลยคะ
    #2315
    0
  12. #2284 Tangthaii (@naveeganza) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 19:47
    ซวยจริงๆค่ะ..
    #2284
    0
  13. #2125 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 มีนาคม 2559 / 01:30
    โอย สงพี่มาร์ค มีความซวยซ้ำซวยซ้อนเนาะแบมเนาะ
    #2125
    0
  14. #2031 Bam Yien (@aunjung14872) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มีนาคม 2559 / 23:31
    แล้วคือแบมจะไม่คุยกับพี่มาร์คเลย ? ไม่คิดบ้างหรอว่าพี่มาร์คจะรู้สึกยังไง สงสารนะ =^=
    #2031
    0
  15. #1960 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 / 13:39
    พี่มาร์คนี่ใจร้อนจังอยู่ฟังให้จบก็ไม่ได้
    #1960
    0
  16. #1866 Mermaidtears (@scopianking) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:23
    กรรมโทสับตกน้ำเฉยเลย
    #1866
    0
  17. #1517 BB1a_38 (@golf_ryoma) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2559 / 00:40
    โอ้ยยยยยยยสงสารตาลุง 5555
    #1517
    0
  18. #1466 Kaka1m (@Kaka1m) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มกราคม 2559 / 12:25
    ถึงจะเป็นเหตุเร่งด่วน แต่พี่มาร์คเขารอนะ แอบสงสารยูค55
    #1466
    0
  19. #1447 Castella_ombra (@pharunya) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2558 / 21:44
    นี่ก็ไม่มีใครอยู่รอฟังคิมยูคเลย55555
    #1447
    0
  20. #1143 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 / 19:47
    ไม่มีใครฟังยูคเลยยยยย อิพี่นี่ก็เศร้า มาคุจนทุกคนกลัวค่ะ!!! เศร้ามากมั้ยหล่ะมาร์ค? น้องกลับไทยแค่ 2 อาทิตย์น๊าาทนหน่อยนะ พ่อคนคิดมากกกก โทรศัพท์น้องพัง เดี๋ยวน้องจะติดต่อไปนะครับ :)
    #1143
    0
  21. #1103 justmarkbam (@justmarkbam) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 / 18:47
    ใจเย็นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ55555555
    #1103
    0
  22. #931 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 19:52
    สงสารมาร์คมากกก โอ๊ยยยนี่ลุ้นมากกจนลืมหายใจ?5555 อินมากบอกเลย 
    ถือว่าพี่มาร์คแกซวยไปนะ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขี้นเหมือนทำให้พี่แกเข้าใจผิดว่าน้องทิ้งตัวเองไป แบมแบมรีบๆติดต่อพี่เค้าเถอะสงสารเหลือเกิน
    #931
    0
  23. #781 PiPoTweeTy (@PiPoTweeTy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2558 / 10:33
    น้องแบมใจร้ายยยย ปล่อยให้พี่แกคิดไปมาอยุ่คนเดียว สงสารพี่มาร์คเลย งอนหนักๆเด็กมันจะได้รุ้ไปเล๊ยย
    #781
    0
  24. #741 Mew_k (@mew-k) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2558 / 22:17
    มาร์คน่าสงสาร แบมแบมนี่ความซวยถาโถมจริงๆ5555
    #741
    0
  25. #667 pkmyt (@powpc) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 01:33
    แบมแกอย่ามึนดิ ช่สยเห็นใจอิพี่มันหน่อยยนนย
    #667
    0