[Yaoi] Secret love...รักที่ไม่ได้บอก - นิยาย [Yaoi] Secret love...รักที่ไม่ได้บอก : Dek-D.com - Writer
×

    [Yaoi] Secret love...รักที่ไม่ได้บอก

    ผู้เข้าชมรวม

    28

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    2

    ผู้เข้าชมรวม


    28

    ความคิดเห็น


    0

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  นิยายวาย
    จำนวนตอน :  0 ตอน
    อัปเดตล่าสุด :  10 ม.ค. 58 / 00:00 น.

    อีบุ๊กจากนิยาย ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

    บทที่หนึ่ง

    บทนำ

     

    เช้าวันอาทิตย์ที่เกือบจะวุ่นวายอีกวัน ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปกติ แต่ก็ไม่ปกติ เพราะวันนี้แม่มีอาการเวียนหัวนิดหน่อย  (แม่บอกผมอย่างนั้น)  จากงานปาร์ตี้เมื่อคืน ทำให้การทำคุกกี้และเบเกอรี่สำหรับวันนี้ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่คนงานและผมที่อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรซะด้วยซ้ำ ผมอยู่กับแม่สองคนตั้งแต่พ่อที่ผมเองยังไม่เคยเห็นหน้าทิ้งเราไป  แม่ไม่เคยพูดถึงบุคคลที่ผมเองเรียกเขาว่าพ่อรู้แค่ว่าเค้าชื่อสุรชัย  (แม่ก็ไม่เคยบอก แต่ผมแอบอ่านตอนที่ต้องส่งเอกสารที่เกี่ยวกับพ่อให้ทางโรงเรียน เป็นเอกสารชิ้นเดียวของผมที่มีชื่อพ่ออยู่) แม่ผมจึงรับหน้าที่เป็นซิงเกิลมัมมาตั้งแต่อายุยี่สิบเจ็ดทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในทุกๆวัน  เรามีร้านเบเกอรี่เล็กๆ ตรงชั้นล่างของบ้านที่จัดว่าขายดีพอที่จะเลี้ยงผมและแม่ได้โดยไม่ได้ขัดสนหรือต้องดิ้นรนอะไรมากมาย  ผมเองเป็นเพียงวัยรุ่นคนหนึ่งที่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่บ้าน  โรงเรียน  ที่เรียนพิเศษเหมือนๆกับวัยรุ่นทั่วไปเพื่อให้ตัวเองได้มหาวิทยาลัยและคณะที่ถูกใจ  ในบ้านผมมีหน้าที่ที่จะหยิบจับนู้นนี้ช่วยคนงานอาจจะเป็นแพ็คขนม  หรือหยิบขนมออกจากเต้าอบ  แต่มีหนึ่งสิ่งที่ผมไม่ถูกอนุญาตให้ทำแน่นอนว่ามันคือการทำขนม (เพราะมันเละและโคตรเละ) บางวันอย่างเช่นวันนี้ผมมีหน้าที่เป็นพนักงานอยู่หน้าเคาน์เตอร์ทำหน้าที่คอยคิดเงิน แพ็คสินค้าใส่กล่องให้ลูกค้า และดูเหมือนว่าลูกค้าคนแรกของเรากำลังจะเข้ามา  (คงใช้คำว่าคู่แรกน่าจะเหมาะกว่า)

    กิ๊งกิ๋ง  

    เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้เหนือประตูร้านดังขึ้นทุกครั้งที่มีคนเปิดประตูเข้ามา เป็นสัญญาณที่บอกว่ามีลูกค้ากำลังเดินเข้ามาในร้าน เป็นทุกครั้งที่เราจะยิ้มแล้วกล่าวคำว่า สวัสดีครับ/ค่ะ วันนี้ก็เช่นกันแม่กำลังจัดขนมคุกกี้ที่พึ่งแพ็คใส่บรรจุภัณฑ์รูปทรงกลมน่ารัก น่าหยิบไปเป็นของฝากหรือว่าจะทานเอง หันมาเผยรอยยิ้มที่สง่าที่ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรักและพูดว่าสวัสดีค่ะ  ลูกค้ายิ้มตอบด้วยความเป็นมิตร แล้วค่อยๆเดินหลบออกมายืนด้านข้างเคาน์เตอร์คอยส่งยิ้มที่เป็นมิตรให้ลูกค้าคนที่สองที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน  แม่คนเมื่อเช้ากับคนที่ยืนอยู่ข้างผมตอนนี้ดูแตกต่างกันมาก เมื่อเช้าแม่ยังมีอาการเมาค้าง ผมเผ้าดูไม่เป็นระเบียบ แต่ตอนนี้แม่กลายเป็นผู้หญิงที่ทันสมัย รูปร่างโปร่งสูง สง่า หน้าตาที่สดใสยิ้มแย้มตลอดเวลาทำให้แม่ดูสาวและสวยไม่เคยเปลี่ยน มันทำให้ผมคิดว่าคนที่ชื่อสุรชัยคนนั้นทิ้งแม่ไปได้ยังไง  ด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ผมต้องเป็นเด็กกำพร้าพ่ออย่างนี้

    “ว่าไงพ่อหนุ่มพร้อมยัง” ผมสะบัดความคิดทิ้งไปทันทีที่ได้ยินเสียงแม่ แม่หันมายิ้มให้ผมเมื่อเห็นว่าลูกค้าคนแรกของร้านเลือกของเสร็จแล้ว พร้อมทำท่าฮึด ผมไม่ตอบเป็นคำพูดแต่ทำท่าฮึดตอบกลับไป แม่ยิ้มและชูสองนิ้วเราเข้าใจกัน มันหมายความว่า สู้ๆนะพ่อหนุ่ม ไม่นานลูกค้าคนแรกของร้านก็เดินมาจ่ายเงินตามที่คาดการณ์ไว้ก่อน ผมเช็คราคาสินค้า  และส่งถาดสินค้าให้กับพนักงานสาวที่รอรับแพ็คสินค้าลงกล่องแล้วส่งคืนให้กับลูกค้า และก็เป็นทุกครั้งที่จะพูดว่า  ขอบคุณนะครับ/ค่ะโอกาสหน้าอย่าลืมมาอุดหนุนใหม่นะครับ/ค่ะ  เหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ต้องพูดอย่างนี้ทุกครั้ง

     

    ตอนนี้ดูเหมือนว่าลูกค้ากำลังบางตาลง ท้องผมมันก็เรียกร้องหาอาหารอย่างไม่บันยะบันยัง คงเพราะเมื่อตอนเช้าๆผมหยิบแค่แซนวิชกับโกโก้ร้อนแค่นั้น ตอนนี้มันเลยเอาคืนด้วยการเรียกหาอาหารที่ปริมาณมากกว่า  ผมถอดผ้าคลุมที่มีโลโก้ของร้านสกีนติดอยู่ออกแล้วเดินไปหาแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับการแต่งหน้าเค้กบนโต๊ะหลังร้าน

    “แม่ครับวันนี้มีอะไรทานไหมครับ” แม่ชะงักชั่วคราวก่อนเงยหน้าขึ้นมามองผม แล้วยิ้มรับอย่างอารมณ์ดีและอ่อนโยน

    “มีจ้ะ วันนี้แม่ทำหลายอย่างแหนะ อยู่ในตู้เย็นน่ะ ลูกเวฟได้นะ”

    “ได้ครับสบายมาก”

    “ดีจ้ะ” เมื่อจบบทสนทนาผมเดินตรงไปยังตู้เย็นขนาดยี่สิบจุดหกคิวที่ตั้งตระหง่านเห็นมาแต่ใกล้อยู่อีกมุมของห้องครัว

    “ข้าวม่อนวันนี้ลูกมีนัดที่ไหนรึเปล่าจ้ะ” แม่ถามขึ้นก่อนที่ผมจะเดินไปถึงตู้เย็นซะอีก ผมหันกลับไปหาแม่ที่เปลี่ยนจากยืนก้มมาเป็นนั่งบนเก้าอี้แทน แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่เค้กก่อนนั้น

    “ไม่น่าจะนะครับ” ผมตอบด้วยเสียงเรียบ  พร้อมเปิดตู้เย็นออก กล่องพลาสติกหนาสีขาวขุ่นเล็กน้อยจำนวนสามกล่องวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าของผม ผมหยิบกล่องที่น่าจะเป็นแกงจืดเต้าหู้หมูสับออกมาวางพักในบนเคาน์เตอร์ด้านข้างและยัดมันเข้าไมโครเวฟ แล้วก้มลงไปหยิบเอาฝรั่งและชมพู่ที่ช่องเก็บผลไม้ และน้ำเปล่าที่บรรจุในขวดแก้วออกมาอีกหนึ่งขวด ไม่นานแกงจืดอุ่นๆก็อยู่ในถ้วยกระเบื้องแทนกล่องพลาสติก ผมถือของทุกอย่างเดินตรงไปยังโต๊ะที่แม่กำลังแต่งหน้าเค้กอยู่ วางมันลงบนพื้นที่ว่างๆ ด้านซ้ายมือของแม่

    “สนเปล่าครับ” ผมเอ่ยขึ้นเมื่อช้อนข้าวที่เตรียมจะเข้าปากอยู่ที่ปากทางเข้า

    “เชิญจ้ะ แม่จัดแซนวิช กับไส้กรอกไปบ้างแล้ว” แม่พูดทั้งที่ยังจ้องอยู่ที่เค้กก่อนเดิมที่ดูเหมือนว่ามันใกล้จะเสร็จแล้ว

    “คนพิเศษหรอครับ” ผมจ้องไปที่เค้กด้วยความสงสัย มันไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไหร่นักที่แม่จะลุกขึ้นมานั่งแต่งหน้าเค้กเอง ซึ่งจะเป็นวันพิเศษ  หรือคนพิเศษของแม่เท่านั้น แม่เงยหน้าขึ้นมายิ้ม และก้มลงไปใหม่โดยที่ไม่ตอบอะไร ผมไม่ห้ามที่แม่จะมีคนใหม่ ถ้าเขาคนนั้นรักแม่จริงๆ อะนะ ผมไม่พูดอะไรต่อนั่งกินเงียบๆ พลางมองแม่ที่ใบหน้ามีแต่ความสุขแม่ดูพิถีพิถันและใส่ใจรายละเอียดมาก และนั้นก็ยิ่งกระตุกต่อมอยากรู้ของผมมากยิ่งขึ้น แต่ชั่งเหอะถ้าแม่อยากให้รู้แม่คงบอกเอง

    “ถ้าลูกทานเสร็จแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้านะ แม่จะพาออกไปข้างนอกน่ะ”

    “ไปทำไมหรอครับ”

    “เอาเค้กไปให้เจ้าของน่ะ” ดอกไม้ดอกสุดท้ายถูกม้วนลงอย่างสวยงามบนหน้าของเค้กชิ้นโตขนาดสองปอนด์ แม่วางอุปกรณ์ทุกอย่างลงแล้วหมุนถาดเค้ก เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย

    “ใครหรอครับ”

    “ไว้ลูกจะรู้เอง  ที่รัก” แม่ยีหัวผมเบาๆอย่างเอ็นดู ก่อนจะชี้นิ้วไปทางบันไดขึ้นชั้นบน เป็นสัญญาณให้ผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่แม่สั่งไว้ ผมเดินออกจากห้องครัวทางประตูด้านข้างที่ไม่ผ่านร้านไปยังบันไดทันทีที่แม่เอามืออกจากหัวผม ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยๆ แม่ก็ไม่ได้พยายามปิดบังอะไรผม

     

     

     

     

    ปี๊ดดดดดดดดด

    นักกีฬาทุกคนขึ้นประจำบนแท่นอย่างพร้อมเพียงเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณจากผู้ตัดสิน  สายตาของทุกคนจ้องตรงไปยังจุดหมายที่อยู่ข้างหน้า มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการได้เป็นนักกีฬาโรงเรียน ไม่นานเสียงสัญญาณอีกเสียงก็ดังขึ้นทุกคนบนแท่นกระโดดลงน้ำทันทีที่ได้ยินเสียงเริ่มวาดลวดลายด้วยท่ากบอย่างแข็งขัน ไม่ต่างจากผู้คนที่อยู่บริเวณด้านข้างของสนามหลายคนนั่งประจำที่เรียบร้อย  ส่งเสียงเชียร์อย่างบ้าคลั่ง  บางคนชูป้ายผ้าที่เขียนว่า  เดเนียลลูกทำได้ สู้ๆ  บางคนก็เริ่มทยอยเข้ามาในสนามในมือถือกระป๋องน้ำอัดลมสีน้ำเงิน  บ้างถือขนมห่อใหญ่เหมือนกับว่าการมาดูกีฬาในครั้งนี้คือการพักผ่อนในวันหยุด   (ก็แง่งล่ะวันนี้วันอาทิตย์)  ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ปกครองของนักกีฬา  มีบ้างที่เป็นเด็ก  วัยรุ่นซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของชมรมว่ายน้ำ  (หรือเคยเป็นสมาชิกชมรม)  ด้านมุมของที่นั่งด้านตรงกันข้ามเป็นส่วนของกองเชียร์สันทนาการของทางโรงเรียนที่แต่งตัวประหลาดประหลาด  ส่งเสียงร้องเพลงประกอบท่าเต้น  (ที่ดูแล้วน่าจะเป็นการดิ้นพล่านมากกว่าการเต้น)  อย่างคึกคัก   สร้างสีสันภายในงานได้เป็นอย่างดี  และดูเหมือนว่าทุกคนภายในงานจะสนใจที่กองเชียร์มากกว่านักกีฬาที่กำลังแข่งขันอยู่เสียด้วยซ้ำ  นักกีฬาส่วนใหญ่อยู่ในห้องที่เราในชมรมเรียกว่าห้องรู  หรือจริงๆมันคือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า  แต่ก็มีบางคนที่ออกมาสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกหนึ่งในนั่นก็เป็นผม

    “ตื่นเต้นไหมที่รัก” มืออุ่นๆวางบนบ่าด้านซ้ายของผมเบาๆ เป็นเหมือนปฏิกิริยาตอบกลับที่ทำให้ผมหันไปทันที หญิงที่อยู่ตรงหน้าของผมส่งรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ที่จำได้ทันทีแม้เธอจะปิดอวัยวะทั้งหมดบนใบหน้าให้เหลือเพียงปาก ผมจำได้เพราะเห็นมันตั้งแต่เด็ก วันนี้แม่เลือกใส่ชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนๆ ให้เข้ากับแดดแรงๆในวันนี้

    “นิดหน่อยครับ” ผมตอบกลับพร้อมส่งยิ้มแหย่ๆกลับให้

    “สู้ๆ” พ่อตบบ่าด้านเดียวกัน และขยิบตาแบบเจ้าเล่ห์  มืออีกข้างของพ่อโอบที่เอวของแม่ไว้เบาๆ อย่างทะนุถนอม และเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ (แน่ล่ะเป็นผม ผมก็ทำมีแฟนสวยขนาดนี้)

    “แน่นอนครับ” ผมขยิบตาตอบ ตอนนี้พยายามฝืนยิ้มแบบสุดๆ เพื่อให้ท่านรู้ว่าผมยังสบายดี แต่ที่จริงผมโคตรกดดัน และดูเหมือนว่าแม่จะรู้ แม่จับมือของผมขึ้นมาตบเบาๆอย่างอ่อนโยน

    “พ่อกับแม่เป็นกำลังใจให้นะ”

    “เราเชื่อว่าลูกทำได้” แล้วพ่อกับแม่ก็เดินกลับไปนั่งที่ที่นั่งเดิม  แน่นอนล่ะว่าผมอยากทำให้ได้ มันเป็นการแข่งขันที่สำคัญกับผมมาก เพราะผมพลาดมาสองปีแล้วปีนี้ผมต้องทำให้ได้ พ่อกับแม่ผมเขาก็คงคิดอย่างนั้นเพราะไม่งั้นแม่ผมคงไม่ยอมปิดคลีนิกทำฟันในวันหยุดทั้งทีเป็นวันกอบโกยเงิน  ส่วนพ่อคงไม่ยอมออกจากแท่นขุดกลางทะเลเพื่อมาดูว่าผมพ่ายแพ้หรอกจริงไหม

    ตอนนี้ถึงคิวผมแล้ว  ผมและเพื่อน  (ตอนนี้คือคู่แข่ง)  เดินออกไปยืนตรงตำแหน่งด้านหลังของแท่น ผมต้องกดความตื่นเต้น  ความตื่นตระหนกไว้  แม่กับพ่อส่งรอยยิ้มให้  ในมือเป็นพัดที่พิมพ์ว่า  นาวาสู้ๆ และ นาวา นาวา ผมยิ้มกว้างตอบกลับดูเหมือนว่ามันจะช่วยลดความตื่นทั้งหลายของผมได้บ้างในตอนนี้  เสียงสัญญาณนกหวีดดังขึ้นยาวๆ ขาของผมก้าวขึ้นไปบนแท่น  จัดท่าเตรียมกระโดดพร้อมที่จะว่ายในท่าฟรีสไตล์

    ปี๊ดดดดด

    เสียงสัญญาณครั้งที่สองดังขึ้น  มันเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นและชัยชนะ (ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอะนะ)

     

    ...อยากให้เธอ รู้ไว้ ฉันขอเป็นส่วนหนึ่ง ของเธอ วันที่เธอร้อนรน จิตใจ...

    เพลงนี้หากถูกเปิดในยุคเก้าศูนย์คงมีคนร้องตามกันได้ทั่วเมือง  หรือจะพูดง่ายๆก็ไม่มีคนอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับผมรู้จักเพลงนี้แน่ๆ  แต่ผมเป็นข้อยกเว้น  แม่ชอบเปิดเพลงของปุ๊ อัญชลีไม่ว่าจะเป็นเพลงไหนๆ  อัลบั้มอะไรแม่ก็สามารถร้องได้  ผมก็เช่นกันอาจเป็นเพราะผมต้องนั่งฟังมันทุกเช้าก่อนไปเรียน  และทุกเย็นหลังเลิกเรียนเป็นอย่างนี้ทุกวัน  มีหลายครั้งที่ผมแอบหยิบทัมบ์ไดรฟ์เพลงของปุ๊ออก  แม่ก็จะมีสำรองไว้เสมอ จะเรียกว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของปุ๊  อัญชลีเลยก็ว่าได้  และเพลงที่แม่โปรดและผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเพลงที่ผมชอบเหมือนกันก็น่าจะเป็นเพลงที่เรากำลังฟังอยู่ ด้วยความคิดถึง เป็นเพลงที่แม่โปรดที่สุดด้วยเหตุผลอะไรผมไม่รู้แต่ผมรู้ว่าแม่จะยิ้มและฮัมตามทุกครั้งที่ได้ยิน  ครั้งนี้เหมือนกัน  สีหน้าของแม่ดูร่าเริง  แววตาความสดใสทะลุผ่านแว่นตาสีน้ำตาลของเพลย์บอย มันสื่อให้เห็นว่าแม่กำลังมีความสุข

    “แม่ดูอารมณ์ดีจังเลยนะครับ” ผมถามขึ้นเมื่อเพลงจบลง

    “แล้วมีอะไรให้แม่ต้องอารมณ์เสียล่ะฮึ” แม่ยื่นมือซ้ายมาลูบที่หัวผมเบาๆ ก่อนที่จะชำเลืองมามองเล็กน้อยเพื่อไม่ให้คาดสายตายตาจากถนนที่อยู่เบื้องหน้า และใช้มือขวาประคองพวงมาลัยไว้  เพลงต่อไปของปุ๊  อัญชลีเล่นอัตโนมัติ  ผมยิ้มตอบแม่และหันหน้ากลับไปจ้องถนนด้านหน้า มือของแม่ค้างอยู่ที่หัวผมสักพักก่อนที่จะละออกไป

    รถแล่นออกจากเขตเมืองเข้าสู่เขตที่เป็นหมู่บ้าน  สองข้างทางถูกแทนที่ด้วยต้นไม้มากขึ้น เรานั่งบนรถกว่าหนึ่งชั่วโมง ความเมื่อยล้าจากการนั่งรถทำให้ร่างกายเริ่มเหนื่อยอ่อน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คหลังจากที่มีเสียงเตือนดังขึ้น เป็นข้อความจากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ที่ชักชวนให้ผมสมัครดวงเพื่อดูเรื่องความรัก แน่ล่ะว่าถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยมีแฟนแต่ผมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งเรื่องโชค  ดวงอะไรทำนองนี้  ผมเก็บโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ทำไมเฟสบุ๊ค  ไลน์เงียบจัง  ปกติจะมีเสียงเตือนให้ผมต้องหันไปมองทุกครั้ง  อาจเป็นเพราะมันคือวันอาทิตย์ก็ได้  ทุกคนอาจตื่นสาย  ไม่นานเท่าไหร่หลังจากนั้นรถแล่นเข้าไปในซอยเล็กๆ  ด้านหน้าซอยมีข้อความว่า  ยินดีต้อนรับ ตรงทางเข้า  ผมจำได้ว่ามันคือบ้านสวนเป็นบ้านของตากับยายที่ตอนนี้ท่านทั้งสองเสียไปแล้วแต่บ้านหลังนี้ถูกดูแลด้วยดีจากพ่อบ้าน แม่บ้านที่แม่จ้างไว้

    “บ้านสวนหรอครับ”

    “จ้ะลูกรัก”

    “แม่นัดใครไว้ที่นี้ครับ” แม่เงียบก่อนจะยิ้มตอบ  ผมไม่ค่อยชอบเวลาแบบนี้  รอยยิ้มของแม่มันมีเสน่ห์ก็จริงแต่ผมกับอารมณ์เสียทุกครั้งที่แม่ยิ้มในเวลาที่ผมต้องการคำตอบ  ไม่นานนักประตูไม้ขนาดใหญ่ของบ้านที่มีสีเขียวจากต้นไม้แซมมันอยู่อย่างสวยงาม  เหนือประตูโค้งมีข้อความว่า   สุขสันต์วันเกิด แล้วก็เป็นตัวตุ๊กตาวู้ดดี้จากเรื่องทอย  สตอรรี่อยู่บนนั้น ผมชอบวู้ดดี้มากจนขนาดที่ขอแม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็นทอย สตอรรี่แต่ขอลายที่มีวู้ดดี้เยอะๆ ตอนเด็กๆ แม่ชอบเรียกผมว่า  เจ้าหนูวู้ดดี้แทนซื้อเล่นจริงๆ ผมหันไปหาแม่ด้วยความตื่นเต้น ผมลืมไปได้ไงกันว่าวันนี้วันอะไร

    “แม่ไม่คิดว่าลูกจะลืมน่ะ” แม่ยิ้มก่อนจะกระอักเสียงหัวเราะออกมาอย่างดังเหมือนกับมันได้รับการปลดปล่อยสักที ผมเองก็ไม่ต่างกัน  ผมหัวเราะอย่างดัง  เราสองคนตอนนั้นเหมือนคนบ้า  แม่หยุดรถชั่วขณะเพื่อหัวเราะ  แม่สะบัดความตลกออกก่อนที่จะตั้งสติกลับคืนมา  มือของแม่ทั้งสองค่อยๆประคองตัวผมขึ้นมากอดกันแน่น  ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น

    “สุขสันต์วันเกิดจ้ะ ลูกรัก”

    “ขอบคุณครับแม่”

    “ไปดูกันดีกว่าว่าแม่มีเซอร์ไฟรส์อะไรรอลูกอยู่” แม่ค่อยๆถอนกอดออกจากผมช้าๆ  ใช้มือลูบหัว  และจูบที่หน้าผาก  แม่ชอบทำเหมือนผมอายุหกขวบไม่ใช้สิบแปด  แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันคือเรื่องน่าอาย และหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาใสเหมือนเดินก่อนที่จะสตารท์เครื่องยนต์ตรงไปยังประตูบานนั้น

     

    “เยส” ผมร้องออกมาเสียงดังทันทีที่หัวพ้นจากน้ำและมือแตะของสระ  โดยที่ไม่มีเพื่อนคนไหนมาถึงก่อน นั่นหมายความว่าผมเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก  หรือเอาง่ายๆชุดนี้ผมได้ที่หนึ่ง ความฝันที่จะเป็นตัวแทนโรงเรียนก็ใกล้เข้ามาแล้ว เหลือเพียงอีกรอบ รอบสุดท้ายเท่านั้น ผมรีบกระโดดขึ้นจากสระทันทีที่เสร็จจากการแข่งขันรอบนี้ วิ่งตรงไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือห้องรู พ่อยืนโอบที่เอวแม่ที่กำลังยิ้มกว้างอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า

    "ร้ายหวะ ไอ้เสือ" พ่อพูดพรางยิ้ม แล้วยกหัวแม่มือด้านขวาขึ้น ผมยิ้มตอบพร้อมยักคิ้วด้วยความดีใจ

    "ดีใจด้วยนะจ้ะลูกรัก"

    "เราเป็นกำลังใจให้ลูกนะ" แม่จับมือข้างขวาของผมขึ้นประกบกับมือข้างซ้ายของแม่และใช้มือข้างขวาตบที่มือของผมเบาๆ ใบหน้าและดวงตาเต็มไปด้วยกำลังใจจำนวนมหาศาล พ่อเดินตามมาตบที่ไหล่ขวาผมเบาๆ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม ทั้งคู่ทำให้ผมได้รับกำลังใจสำหรับรอบต่อไปได้เป็นอย่างดี แต่นั้นก็ยังไม่ใช่ที่สุดเพราะมีอีกหนึ่งกำลังใจที่ผมต้องการ แต่ก็ยากที่จะเป็นไปได้ ไม่ ไม่ ไม่  ผมพยายามสะบัดความคิดพรรคนี้ออกจากสมองชั่วคราวตอนนี้สิ่งที่ผมต้องคำนึงมากที่สุดคือการแข่งเท่านั้น

     

    ไม่อยากจะเชื่อสายตาจริงๆ  เพื่อนของผมทั้งห้องอยู่ที่ระเบียงด้านหน้าของบ้าน  ทุกคนยืนยิ้มในมือถือกล่องของขวัญคนละหนึ่งกล่อง  บ้างมีขนมอะไรเล็กน้อยติดมือมาด้วย ผมลงจากรถทันทีที่รถแล่นชะลอผ่านซุ้มประตูไม้บานใหญ่  ทุกคนยิ้มและหัวเราะทันทีที่เห็นผม  ผมไม่รู้ว่าแม่กับเพื่อนไปเตรียมกันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ที่รู้ๆคือผมอยากขอบใจพวกเขามาก  แม่จอดรถที่ลานจอดด้านหน้าแล้วตามมาสมทบเราทั้งหมด  พวกเราเดินตรงไปยังด้านหลังของบ้านซึ่งเป็นลานหญ้ากว้างขนาดใหญ่มีสระบัวอยู่ข้างๆ  และมีศาลาขนาดใหญ่พอที่จะให้คนยี่สิบคนเข้าไปนั่งกินอาหารได้  พื้นไม้ถูกแทนที่ด้วยโต๊ะไม้ขนาดใหญ่สองโต๊ะ  ด้านหน้าศาลามีเตาสำหรับย่างบาร์บีคิว แม่และเพื่อนผู้หญิงบางส่วนเดินเข้าไปในครัว  ส่วนเราผู้ชายเดินเข้าไปในศาลาเตรียมจัดสถานที่

    “เอออิทธิรู้ได้ไงว่าบ้านสวนมันอยู่ตรงนี้” ผมถามอีเทอร์ (มีผมคนเดียวที่เรียกมันว่าอิทธิ เชื่อผมเถอะผมอ่านคำว่าอีเทอร์เป็นอิทธิในตอนประถมหนึ่งจากนั้นก็เรียกอย่างนั้นเรื่อยๆ แก้เขิน) ซึ่งเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยประถม  อีเทอร์เป็นผู้ชาย(ที่คนไทยส่วนใหญ่ว่า)หน้าตาดี  ขาว  สูงเพราะมีเชื้อสายตะวันออกกลางด้วยเลยทำให้โครงหน้าคมเข้ม  มีหนวดเล็กน้อย  เป็นที่คลั่งไคล้ของบรรดาสาวๆในโรงเรียน ทำให้เวลาผมเดินกับมันผมดูไร้ค่าทันทีแต่วันนี้จำเป็นต้องเดิน อีเทอร์หันมาหาผมด้วยสายตาเรียบเฉยตามธรรมชาติของมัน

    “แม่มึงส่งแผนที่มาให้พวกกู” ก็พอรู้มาบ้าง

    “แล้วนี้มาถึงนานยัง” ผมหันไปสำรวจเพื่อนผู้ชายโดยรอบๆ ตอนนี้มีแค่สิบสองคนเท่านั้นทั้งที่จริงต้องมีสิบสามถ้ารวมตัวผมด้วย แน่นอนว่ามีคนไม่มา

    “ก็สักพักน่ะ”

    “อ่อ งั้นตามสบายนะ” ผมแยกตัวออกจากอีเทอร์เดินสำรวจพื้นที่โดยรอบแต่แปลกที่ผมรู้สึกว่ามันขาดๆ มันเหมือนกับอะไรสักอย่างหายไป เมื่อเดินคิดอยู่นาน นานพอที่แม่และสาวๆจะยกของปาร์ตี้ออกมาวางไว้บนโต๊ะเตรียมอาหารเรียบร้อย ผมถึงนึกออกว่าอะไรสักอย่างที่ขาดไป แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะผมเองคงไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับเขาอยู่แล้ว มือเย็นๆของใครสักคนสัมผัสที่บ่าของผม ผมหันกลับไปมองใบหน้าเรียวยาวดวงตากลมโต ผมยาวสีดำสนิทถูกคาดด้วยที่คาดผมสีชมพูอ่อนๆ ซาซ่ายืนอยู่ตรงหน้าผมด้วยแววตาแย้มยิ้ม แก้มของเธอสีชมพูอ่อนๆทำให้เธอดูน่ารักและสวยขึ้นเป็นกอง ผมรู้จักเธอตอนมัธยมปลายเธอย้ายมาเรียนที่โรงเรียนผม เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกันโดยเร็วและอัตโนมัติจากการที่เธอเข้ามาขอผมเป็นแฟน  แต่ผมเลือกที่จะปฏิเสธเพียงเพราะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว โชคดีที่เธอไม่โกรธและเข้าใจ

    “เฮ้ม่อน เป็นไร” หล่อนเดินขึ้นมายืนข้างๆผม เรายืนใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ข้างริมสระบัว  สายตาจ้องไปที่ดอกบัวที่แดงชมพูในสระ

    “อ้อเปล่า”

    “แล้วทำไมไม่เข้าไปในงาน”

    “แค่เดินออกมาคิดไรนิดหน่อยน่ะ”

    “กวนรึเปล่า”

    “ไม่หรอก ต้องขอบใจด้วยซ้ำ”

    “ไปในงานเถอะเพื่อนรอยู่นะ”

    “เดี๋ยวขอนั่งตรงนี้สักพักนะ” ผมเปลี่ยนจากยืนเป็นนั่งชันเข่าแทน สายตายังคงจ้องไปที่สระ ตอนนี้น่าจะบ่ายแก้ๆแล้ว แดดกระทบบนผิวน้ำ  ทำให้น้ำสะท้อนแสงมายังตา  เราปล่อยให้ความเงียบครอบงำสักพักเพื่อให้สมอง  และใจได้คิด

    “เจ้าของงานต้องอยู่ในงานรึเปล่านะ” เสียงของแม่ดังมาจากด้านหลัง  เราทั้งคู่หันกลับไปมองผู้หญิงที่ยืนยิ้มและกำลังโบกมือเรียกให้กลับเข้างาน ผมยันตัวขึ้นก่อนแล้วยื่นมือไปที่ซาซ่า  เธอรับมือของผมแล้วยันตัวขึ้นเช่นกัน  พร้อมส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเราเดินกลับเข้างานอย่างช้าๆ  ทุกคนดูเหมือนกำลังสนุกกับการกินบาร์บีคิว และอาหารอื่นๆที่แม่สั่งมาสบทบจากร้านอาหาร เราทั้งสองเดินเข้าไปร่วมวง ทุกคนคุยอย่างสนุกเช่นเคยเหมือนตอนที่อยู่โรงเรียน




      การแข่งขันรอบแรกชุดสุดท้ายเสร็จไปสักพัก อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงการแข่งขันรอบสุดท้ายก็จะเริ่มต้นขึ้นจากแปดคนที่นั่งอยู่ในห้องรูนี้มีเพียงห้าคนเท่านั้นที่จะได้เป็นตัวแทนโรงเรียน ในห้องเต็มไปด้วยความเงียบเพราะทุกคนต่างคิดและพยายามตั้งสติกับการแข่งขันรอบสุดท้ายจึงไม่มีใครมีกระจิตกระใจที่จะนั่งจับกลุ่มคุยกัน เช่นเดียวกับผมในเวลาแบบนี้ผมต้องการเพียงความเงียบเท่านั้น แม้ว่ามันจะทำให้ผมจิตตกบ้างบางที เสียงข้อความจากวีแชทดังขึ้นแทรกทะลุผ่านความเงียบภายในห้องทำให้ผมการเป็นเป้าสายตาจากทุกคน(แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆก่อนที่ทุกคนจะหันหน้ากับไปที่องศาเดิม) ก่อนจะกลับสู่โหมดความเงียบเหมือนเดิม ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นจากกระเป๋าเป็นข้อความจากอีเทอร์ ไม่รีรอที่จะเปิดดูกล่องข้อความ เป็นวิดีโอที่มีความยาวไม่ถึงหนึ่งนาทีโชว์รูปหน้าอีเทอร์เด่นชัดที่สุดและเพื่อนๆหลายคน พื้นหลังเป็นสระบัวแดงอะไรประมาณนั้น ผมหยิบหูฟังจากกระเป๋าและเสียบเข้ากับโทรศัพท์ทันที คลิกที่ตัววิดิโอก่อนจะเด็งเป็นจอสีดำสนิท และด้วยความที่ระบบอินเทอร์เน็ตของที่นี้เป็นระบบสามจีแค่เปลือกทำให้ผมต้องรอนานเกือบๆสองนาทีถึงจะเริ่มที่วินาทีที่ศูนย์จุดศูนย์หนึ่ง

    "เฮ้ย! หวัดดีวา" อีเทอร์ทักทายด้วยใบหน้าขี้เล่นแล้วสาดกล้องไปรอบๆให้เห็นเพื่อนทุกคนที่กระจุกตัวอยู่หลังเขา แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันโบกมือ บ้างออกแนวนางงามสมัยยุคแปดศูนย์ บ้างโบกมือประหนึ่งกำลังเป็นลมชัก แต่โดยรวมก็ตลกดี แล้วกล้องก็กลับมาที่องศาเดิมแต่คราวนี้เป้นภาพมุมกว้างขึ้นทำให้สามารถเห็นเพื่อนได้ทุกคน

    "พวกกูขอโทษนะที่วันนี้ไม่ได้ไปเชียร์มึงถึงขอบสระ แต่พวกกูส่งกำลังใจไปให้แล้วนะเว้ย สู้ๆ" อีเทอร์ทำท่าชูสองนิ้วประกอบ ก่อนที่เพื่อนทุกคนจะพูดคำว่า 'สู้ๆ' และก็นั้นล่ะครับพวกมันก็เต้นกันโดยปราศจากเสียงดนตรีใดๆ มีเพียงเสียงเคาะถ้วย ชาม ตะเกียบ ช้อน ซ้อม (ยืนยันได้ครับว่าเพื่อนผมมันปกติกันทุกคน)

    "ขอบใจหวะ" ผมพิมพ์กลับไปทันทีที่วิดีโอจบลง ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมยิ้มกว้างแค่ไหน หรือนานแค่ไหนด้วยซ้ำ เพราะคนที่ผมรอทั้งวันเขาพูดคำว่า 'สู้ๆ' ไม่รู้เหมือนกันมันอาจเป็นคำที่ผมอยากได้ยินที่สุดก็ได้มั้ง

    "นักเรียนครับอีกสามนาทีเจอกันที่สระเลยนะครับ ทำเวลาด้วย" ผู้ช่วยโค้ชเดินเข้ามาในห้องเพื่อชี้แจ้งลำดับลู่ ทันทีที่ผู้ช่วยเดินกลับไปผมเก็บโทรศัพท์และหูฟังลงกระเป๋าสำหรับเก็บลงล็อคเกอร์ของตัวเอง ผมไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าของผมมันแสดงออกแค่ไหนว่าผมดีใจ รู้แค่ว่าผมเดินออกไปแบบยิ้มๆ พ่อกับแม่ส่งเสียงเชียร์ด้วยการเรียกชื่อผมต่อท้ายด้วยคำว่า 'สู้ๆ' มือของทั้งสองยังคงถือพัดอันเดิม เสียงสัญญาณแรกดังขึ้นบอกให้ผมประจำแทนกระโดด รอฟังอีกสัญญาณเพื่อจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายที่อยู่ข้างหน้า และแล้วเสียงสัญยารอีกครั้งก็ดังขึ้น ผมกระดดลงน้ำไปพร้อมๆกับกำลังใจที่เต็มจนล้นกว่าครั้งที่แล้ว จากนี้ปล่อยให้แขน และขาได้ทำหน้าที่ของมัน


    "เฮ้ยมึง ดูนี้ดิ" เสียงร้องตกใจระคนดีใจดังจากที่นั่งพักบนศาลาริมสระบัว เป็นเสียงของเจ้าแม่วงการโซเชียลอย่างแอปเปิ้ลผู้เป็นเจ้าของเพจดังบนเฟซบุ๊ค เพื่อนทุกคนที่กำลังคุยอย่างสนุกสนานมองไปที่แอปเปิ้ลเป็นตาเดียว เธอวิ่งตรงมายังกลุ่มที่ผมและเพื่อนอีกเจ็ดคนนั่งล้อมวงคุยกันพรางกินผลไม้

    "ไรของมึงวะ อีเปิ้ล" อีเธอร์พูดขึ้นทันทีที่แอปเปิ้ลนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆอีเทอร์พรางหายใจหอบสั่นจากการวิ่งในระยะทางเกือบๆสามเมตร(ซึ่งไม่สมควรหอบสั่นเลย) เพื่อนทุกคนในวงดูสนใจและจ้องที่เธอเป็นพิเศษ

    "ขอโทษนะค่ะบักอิทธิ กูชื่อ แอปเปิ้ลค่ะ อีกครั้งนะคะ กูชื่อแอปเปิ้ลเรียกเต็มๆด้วย" เธอพยายามทำเสียงไม่พอใจและออกเสียงคำว่า 'แอปเปิ้ล' เสียงดังฟังชัดใส่หน้าอีเทอร์ที่นั่งข้างๆด้วยอาการแอบขำ เมื่อรู้ว่าการออกเสียงว่า 'แอปเปิ้ล' อย่างชัดเจนไม่ได้ช่วยส่งเสริมคู่กรณีกลายเป็นคนที่รู้จักคำว่า 'รู้สึกผิด' ได้ เธอจึงผลักหัวอีเธอร์หนึ่งที จนหงายหน้า ก่อนจะหันหน้าเข้าวงสนทนาอีกครั้ง ทุกคนดูอยากรู้ว่าเรื่องที่กำลังจะได้ฟังคืออะไร(แต่ที่แน่ๆน่าจะไม่ใช่เรื่องมี

    สาระแน่นอน) เธอจัดผมเผ้าให้เรียบร้อยด้วยการเหน็บมันไว้ที่หู ขยับแขนเสื้อขึ้นราวกับปลื้มจิต นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทย

    "พวกมึงตั้งใจฟังดีๆนะ" ยิ่งเพิ่มความอยากรู้เข้าไปอีก

    "อีแอปค่ะ มึงจะพูดเหี้ยไรก็พูดมาเถอะจะลีลาเพื่อ? กูลำค่ะ" พัดชา (ชื่อจริงๆ นพัฒน์) พูดด้วยอารมณ์ถึงขีดสุดดูเหมือนว่าแอบเปิ้ลจะรู้ตัวเธอจึงหันหน้าเข้าวงอีกครั้ง

    "โอเคๆ คืองี้มึง อิวามันผ่านเข้ารอบสุดท้ายด้วย" ทุกคนถอนหายใจหนึ่งเฮือกยกเว้นผม นาวาไปทำอะไรทำไมผ่านเข้ารอบสุดท้าย หรือว่าผมเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

    "เดี๋ยวๆ นิพวกมึงไม่ตื่นเต้น?" แอปเปิ้ลถามด้วยความประหลาดใจ และดูเหมือนจะเป็นการเตือนสติเพื่อนด้วยว่ามันถึงจุดที่ต้องตื่นเต้นแล้ว เมื่อได้ยินอย่างนั้นทุกคนจึงลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นกันใหญ่ แน่นอนว่ามีเพียงผมที่นั่งงงอยุ่

    "อ้าวม่อนมึงไม่ดีใจกับมันหรอวะ?" อีเทอร์เดินเข้ามาถามเมื่อเห็นผมนั่งอยู่เฉยๆ

    "กูไม่รู้ว่ามันคืออะไร" ผมตอบแบบงง

    "คือ..."

    "อ้าวนี้ม่อนไม่รู้หรอว่าวันนี้นาวาคัดตัวแทนโรงเรียน"  ไม่ทันที่อีเทอร์จะพูดซาซ่าก็พูดแทรกขึ้นก่อน ใช่ครับผมไม่รู้เรื่องนี้เลย พึ่งได้ยินที่นี้ที่แรกเลยก็ว่าได้

    "ทำไมเราไม่รู้" ผมถามซาซ่า

    "อาจเป็นเพราะม่อนไม่ค่อยเข้าเฟซบุ๊คก็ได้" จริงครับ บนเครื่องผมไม่มีแอพพลิแคชั่นที่ชื่อว่าเฟซบุ๊คเลยมีเพียงแมสเสจเจอร์ไว้สำหรับติดต่อเพื่อนๆเท่านั้น ส่วนใหญ่ชีวิตจะอยู่แค่ทวิตเตอร์กับอินสตาแกรมเท่านั้น ทำให้หลายๆทีผมก็พลาดข่าวจากเพื่อนบ่อยๆ อย่างเช่นข่าวนี้ (แอบรู้สึกผิดนิดๆกับสิ่งที่คิดไปด้วย)

    "งั้นเรามาอัดวิดีโอส่งไปให้กำลังวากันไหม?" อีเทอร์พูดขึ้น เพื่อนทุกคนพยักหน้าเพื่อแสดงว่าตนเห็นด้วยกับสิ่งที่เสนอมา เมื่อทุกคนตกลงกันได้ว่าจะเอารูปแบบไหนจึงรวมตัวกันที่ศาลาท่าน้ำ อีเทอร์ตกลงว่าจะเป็นคนพูดทั้งหมดเอง แต่ทุกคนต้องพูดคำว่า 'สู้ๆ' ตอนท้ายคลิปและสุดท้ายก็เต้นแล้งเต้นกาอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาแต่มีข้อแม้ว่าต้องบ้า (เอาจริงไม่ต้องตั้งข้อแม้ก็ได้นะ เพราะยังไงก็บ้าอยู่แล้ว)

    "เฮ้หวัดดีครับมึง...กูว่ามันปั่นทอนกำลังใจมากกว่าให้กำลังใจหวะ" อีเธอร์พุดขึ้นก่อนกดอัดไปได้แค่สามวินาที และดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนี้ไปสักพักก่อนจะได้คลิปสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งวิดีโอตอนท้ายถือว่าโชคดีมากที่แม่ยังคุยงานกับลูกค้าในบ้านอยู่เลยไม่ทันเห็นฉากอุจาดตา

    "กูส่งเลยนะครับ" อีเทอร์พูดขึ้นเมื่อเลือกวิดีโอที่ถูกใจและทุกคนลงความเห็นว่าสิ่งที่จะส่งไปจะทำให้เพื่อนมีกำลังใจไม่ใช่ตกใจตายก่อนลงสระ ไม่นานนาวาก็ส่งข้อความตอบกลับมา

    "เฮ้ยมึกูต้องกลับแล้วนะเพราะพ่อกูจะไปต่างจังหวัดตอนเย็น ถ้ากลับช้ากว่านี้จะไม่มีใครมารับ กูขอโทษนะ"

    "เอ้ยไม่เป็นไรแอปเปิ้ล กูเข้าใจ กูไปส่งนะ" ผมตอบกลับอย่างจริงใจใส่รอยยิ้มเล็กน้อยเพื่อคลายความกังวลของเธอ เธอพยักหน้า รถบีเอ็มดับบิวสีบอลเงินจอดรออยู่ตรงลานจอดรถ พ่อของแอปเปิ้ลกำลังยืนคุยกับแม่ที่บังเอิญเดินออกมาส่งลูกค้าและเจอเข้า เราทั้งสองเข้าไปสมทบ สักพักเธอกับพ่อก็ขับรถออกไป ผมเดินโอบเอวแม่กลับไปยังศาลาริมบึง เพื่อนที่เหลือทำท่ากำลังจะเก็บของกลับ เราสองคนแม่ลูกยืนส่งแขกอยู่นานกว่าจะถึงคนสุดท้าย

    "สนุกไหมสุดหล่อ" แม่ถามขึ้นทันทีที่รถของอีเทอร์พ้นผ่านซุ้มไม้ขนาดใหญ่ ใบหน้าของแม่ยังเต็มไปด้วยความสุขเช่นเคย มันไม่เคยจางไปจากใบหน้านี้เลย

    "มากๆครับ" ผมตอบกลับขณะที่กำลังเดินกลับไปยังสวนริมสระบัวหลังบ้าน แม่และผมโอบที่เอวของกันและกัน แม่ชี้ไปยังชิงช้าที่ถูกผูกไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมสระบัว เวลาตอนนี้ก็เกือบๆจะหกโมง พระอาทิตย์ดวงโตเริ่มคลอยลงต่ำทอแสงสีทองจ้าสาดไปทั่วทั้งท้องฟ้า ดอกบ้วที่อยู่ในสระหุบดอกของมัน ลมอ่อนๆโชยพัดที่หน้าของเราเบาๆ ผมดัดลอนคลื่นยาวสรวยสีน้ำตาลของแม่พัดไปตามกระแสลม เรานั่งลงบนชิงช้าไม้ที่ใหญ่พอสำหรับเราสองคน

    "บอกแม่ได้ไหมว่าลูกคิดมากเรื่องอะไร ทำไมถึงต้องมานั่งคนเดียว" แม่หันหน้ามาหาผม ละสายตาออกจากวิวที่อยู่เบื้องหน้า ผมทำหน้างงสักพัก ก่อนจะนึกได้ว่าแม่หมายถึงอะไร

    "เปล่านิครับ ผมแค่..." ผมเงียบไปเพราะกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรพูดออกไปรึเปล่า แต่ก็คิดได้ว่าไม่ควรพูด

    "ฮ่าๆ" แม่ หัวเราะก่อนจะหันหน้ากลับไปที่วิวด้านหน้า ทุกครั้งที่แม่ยิ้มผมก็มักจะตั้งคำถามทุกครั้งว่าคนที่ชื่อ 'สุรชัย' หรือในสูติบัตรผมเขาคือพ่อ ทิ้งผู้หญิงคนนี้ไปได้ไง

    "รู้ไหมที่รัก แม่ไม่เคยห้ามเลยที่ลูกจะเป็นอะไร ลูกโตพอที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ควรหรือไม่ควรทำ ฉะนั้นไม่ต้องกังวลหรอก และที่จริงแม่ก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าลูกต้องตอบแบบนี้ แต่มนุษย์แม่รู้จักลูกลึกกว่าลูกรู้จักตัวเองซะอีก" แม่พูดขณะที่ตายังคงจ้องอยู่ที่วิวด้านหน้า พระอาทิตย์กำลังจะลับจากขอบฟ้า ท้องฟ้าถูกแทนที่ด้วยสีแดงส้ม และสีดำจากฝูงนก ผมเข้าใจในสิ่งที่แม่พูด ผมไม่พูดอะไรสักพักความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงใบไม้ที่ปลิวกระทบพื้น

    "แม่" ผมโผเข้ากอดทันทีที่แม่หันมา น้ำตาเม็ดเล็กๆค่อยๆไหลออกมากระทบที่ไหล่เสื้อของแม่ แม่ลูบที่หัวผมเบาๆ เราอยู่อย่างนี้สักพักก่อนที่ผมจะผละออก

    "ขอโทษนะครับ"

    "ขอโทษทำไม"

    "ก็ผมมันอ่อนแอ" ผมเอามือปาดน้ำตาที่เหลือออก

    "ผู้ชายก็ร้องไห้เป็นนะ และไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอเลยที่รัก" แม่จับแก้มผมเบาๆ ผมยิ้มตอบ

    "แม่ว่าได้เวลาที่เราจะต้องกลับบ้านบ้างแล้ว" มือของแม่ละออกจากแก้มผม ผมลุกจากชิงช้ายืนมือขวาไปที่แม่แม่ยื่นมือซ้ายมาประกบที่ผมแล้วยันตัวขึ้น เราเดินไปยังห้องครัวเพื่อฝากธุระเรื่องเก็บสถานที่กับลุง ป้าที่ดูแลบ้านหลังนี้

    "ขากลับผมขอขับนะครับ" ผมหยิบกุญแจ จากมือแม่ที่กำลังจะกดรีโมตเปิดรถ แม่ยิ้มตอบแทนคำตอบว่า 'ได้เลย' ผมไม่รีรอเดินไปเปิดประตูด้านคนนั่งให้แม่ และเดินไปยังที่นั่งด้านคนขับ

    "คุณผู้หญิงจะไปที่ไหนครับ" ผมพูดกระเซ้า แม่ยิ้มรับ

    "กลับบ้านค่ะ. สารถีสุดหล่อ" แม่รับมุก ก่อนจะเอามือหยิกแก้มผมเบาๆ ผมค่อยขับรถออกจากซอยอย่างช้า มุ่งหน้าสู่ถนนเส้นหลักเบื้องหน้าโดยมีปุ๊ อัญชลีเป็นเพื่อนร่วมทาง


    อาหารอย่างสุดท้ายถูกเสริฟโดยแม่บ้าน มันถูกจัดวางไว้ตรงหน้าของทุกคนบนโต๊ะ ด้้านขวาของถ้วยเป็นช้อน เป็นขนมแป๊ะก๋วยเกล็ดหิมะสีสันและหน้าตาน่าทาน กงหยิบช้อนที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบบรรจงตักขนมหวานที่อยู่ข้างหน้าเข้าปาก เป็นสัญญาณที่บอกให้ทุกคนรู้ว่า กินได้แล้ว ผมไม่รู้ว่าครอบครัวคนจีนครอบครัวอื่นจะถือเรื่องแบบนี้เป็นสำคัญหรือไม่แต่ที่นี่ที่บ้านกงเราถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ การให้เกียรติและเคารพผู้อาวุโสคือสิ่งที่ถูกต้องและดีงาน ผมแอบดีใจที่ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ทุกๆ วัน พ่อผมย้ายออกไปตั้งแต่แต่งงานกับแม่ใหม่ๆ เพราะแม่เป็นคนไทย และพ่อเองก็มีคู่หมั้นที่ได้หมั้นหมายกันเป็นเหมาะแล้วกับครอบครัวคนจีนอีกครอบครัว (ซึ่งตอนนี้ก็เป็นน้องสะใภ้ของพ่อแทน) หลังจากที่ผมลืมตาดูโลกขึ้นมาทำให้ม๊า กับกงเริ่มใจอ่อนและค่อยๆยอมรับแม่ (จนตอนนี้กลายเป็นลูกสะใภ้คนโปรดเวลาไปไหนก็จะ ‘อาศศิลื้อชอบราย’ หรือ ‘อาศศิไปด้วยกันม่าย’ ทุกครั้ง) ผมกินขนมหวานเข้าไปได้เพียงสองคำเพราะรู้สึกว่าตัวเองอิ่มเกินจะรับอะไรลงไปอีก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างอึมครึม ทุกคนตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่มีใครปริปากพูดสักคำ (เป็นมารยาทที่ถือกัน) หากนั่งดูผู้ใหญ่ทานก็จะดูเสียมารยาท ผมจึงขอตัวทุกคนทั้งกง ม๊า แปะ อิ๊ม ซิ่ม เฮีย เจ๊ ออกไปเดินเล่นข้างนอก กงไม่พูดอะไรเพียงแค่มองและก็พยักหน้าเป็นนัยว่า ลื้อไปด้าย เมื่อได้รับอนุญาติ ผมจึงเลื่อนเก้าอี้เล็กน้อยเพื่อให้ขยับออกง่ายขึ้น มีเสียงเสียดสีของขาโต๊ะกับพื้นหินอ่อน ผมมองดูกงและคนอื่นๆ รอบโต๊ะมีเพียงแม่เท่านั้นที่หันหน้ามาปรามผม แต่กงยังคงตักของหวานเข้าปากเป็นปกติ เมื่อดูท่าแล้วว่ากงไม่ได้สนใจ ผมจึงเดินออกจากห้องอาหารไปยังลานน้ำพุหน้าบ้าน ลมเย็นพัดเอื้อยเบาๆ สัมผัสที่ผิวหนัง ทำให้พอคลายความร้อนที่มีมาทั้งวันลงได้บ้าง ก่อนออกมาผมขอกุญแจรถจากพ่อมาด้วยเผื่อจะหยิบเอากระเป๋า เมื่อนึกได้ผมเดินตรงไปที่โรงรถมันถูกจัดให้อยู่ด้านขวาของตัวบ้าน รถจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบด้านข้างมีพนักงานรักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าอยู่ (ไม่สิ ต้องพูดว่ายืนหลับอยู่) ผมเดินไปที่รถบีเอ็มดับเบิลยูสี่ซีรีสแกรนด์คันสีดำที่จอดอยู่ด้านซ้ายสุดของโรงจอด รถถูกขัดให้เงาขึ้น ผมเปิดกรโปรงรถด้านหลังเพื่อหยิบเอากระเป๋า แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตากับไม่ใช่กระเป๋า กล่องของขวัญที่ถูกห่อด้วยผ้าสีน้ำตาลผูกด้วยริบบิ้นสีแดงวางอยู่ด้านหลัง มีการ์ดอวยพรวันเกิดซึ่งผมทำเองจากโปรแกรมโพโต้ช้อป ผมลืมไปได้ไงกันว่าวันนี้วันอะไร ผมหยิบโทรศัพท์ที่เหลือแบตเตอรี่เพียงสองเปอร์เซ็นออกจากกระเป๋าสะพาย

    “พ่อครับผมขอยืมรถหน่อยนะครับ เผอิญผมมีธุระที่ต้องทำนิดหน่อย” ผมไม่รอคำตอบที่จะได้จากปลายสาย ผมวิ่งไปยังที่นั่งของคนขับและออกรถทันที ในใจภาวนาขอให้เขาเข้าใจว่าวันนี้ผมไม่ว่าง ผมไม่ได้ลืมวันเกิดเขา แต่อย่างน้อยๆก่อนหน้านี้ผมน่าจะส่งข้อความไปบอกอะไรเขาสักอย่างแต่ไม่เลยผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย ในหัวผมมีแต่เรื่องการแข่ง เท้าและใจของผมทำงานแปรผันตามกันแต่สิ่งที่ไม่เป็นใจคือการจราจรที่ติดขัด

    “นิมันจะสามทุ่มแล้วนะ น่าจะบางลงกว่านี้สิวะ” ผมสบถอย่างหัวเสียเมื่อมองดูนาฬิกาที่ข้อมือและจำนวนตัวเลขบนไฟจราจรที่เหลือร้อยสิบสองวินาที ผมมองไปที่เบาะด้านหลังที่ที่กล่องของขวัญชิ้นนั้นวางอยู่เพื่อนหลายคนบอกว่าจะซื้อหนังสือ บ้างซื้อสีน้ำมัน กระดาษสเก็ตภาพ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะซื้อหูฟังให้เพราะเห็นมันบ่นเรื่องหูฟังพัง แต่ก็มีคนตัดหน้าผมไปก่อน (หูฟังนั้นเลยกลายเป็นของผมโดยปริยาย) ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะเลือกชิ้นนี้ให้เพราะคิดว่าน่าจะจำเป็นสำหรับเขา แต่ไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นสิ่งที่เขาชอบหรืออยากได้รึเปล่า น่าจะส่งข้อความไปก่อน อย่างน้อยๆเขาก็จะได้รู้ว่าเรากำลังไป เมื่อคิดได้ผมหยิบโทรศัพท์ที่ตอนนี้อยู่ในกระเป๋ากางเกงกดปุ่มเปิดหน

    นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    คำนิยม Top

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    คำนิยมล่าสุด

    ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

    ความคิดเห็น