[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 6 : ก่อนตะวัน : 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 197 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 5

   
นับวันไอ้ตี๋กับไอ้นายชักจะสนิทกันออกนอกหน้าเข้าไปทุกที
   
ต่อให้มองจากดาวอังคารแบบไม่ต้องส่องกล้องมายังเห็นชัดเลยว่ามีคนแถวนี้กำลังจีบกัน
   
“งานออกร้านปีนี้สาขาพี่ขายอะไรอ่ะ”
   
“น่าจะเครื่องดื่ม”
   
“โห งี้ก็สบายเลยดิ มีพี่โชเป็นบาริสต้ามือดีขนาดนี้ต้องขายดีอยู่แล้ว”
   
“ไม่เกี่ยวสักหน่อย ไม่ได้ขายกาแฟ เป็นพวกน้ำปั่นง่ายๆ ใครก็ทำได้” 
   
“แต่พี่โชทำอร่อยสุดอ่ะ”
   
“ขนาดนั้นเลย?” ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงหัวเราะใสๆ แล้วก็ได้แต่หมั่นไส้
   
ระริกระรี้เชียวนะตี๋
   
แล้วแก้วมีอยู่กี่ใบ มึงจะไปยืนเบียดแย่งกันล้างทำไมตั้งนานสองนาน
   
“จริงนะพี่ ที่ร้านลูกค้าเยอะขนาดนี้เพราะรสชาติเครื่องดื่มถูกปากจนต้องมาประจำไง”
   
“เวอร์ เพราะเป็นช่วงใกล้สอบหรอก” 

ยัง ยังไม่เลิกหัวร่อต่อกระซิกกันอีก
   
“ไม่... อันนั้นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่กาแฟพี่โชอร่อยจริงๆ ผมไปถามลูกค้าตอนนี้ยังได้เลย”
   
“ครับๆ เชื่อแล้ว”
   
รำคาญ
   
“ไอ้นายมารับออเดอร์ดิ๊” ผมส่งเสียงเรียกทันทีที่เห็นลูกค้าคนใหม่เดินเข้าร้านมา
   
“อ้าว พี่ซันรับไปก่อนดิ ผมยังไม่ว่าง” มันหันมาทั้งที่มือยังแช่อยู่ในซิ้งค์ล้างจาน
   
“กูก็ไม่ว่าง อ่านหนังสืออยู่” ผมชูชีทที่ค้างอยู่หน้าเดิมมาเป็นชั่วโมงให้มันดู
   
อุตส่าห์หอบมาด้วย แต่เสือกไม่มีสมาธิอ่านเกินห้านาทีสักที
   
“โห่พี่ แป๊บเดียว” 
   
“เรื่อง วันนี้ไม่ใช่กะกู” ผมยักไหล่ในจังหวะที่ลูกค้าหาโต๊ะนั่งวางกระเป๋าเสร็จและเดินมาถึงเคาน์เตอร์พอดี
   
“ผมรับเอง” ไอ้ตี๋พูดขึ้นมาเพื่อตัดปัญหา คงกลัวว่าถ้าปล่อยไว้แล้วลูกค้าเห็นพวกผมเกี่ยงกันไม่รับออเดอร์มันจะดูไม่ดี
   
“เฮ้ยพี่โช ไม่เป็นไร หน้าที่ผมเอง”
   
อ่ะ ทีงี้ละยอมง่ายเชียว สอพลอจริงไอ้เด็กเวร
   
“พี่ซันแม่ง” แต่ตอนเดินผ่านยังไม่วายมาค้อนใส่ ผมเลยยักคิ้วกลับไปอย่างตั้งใจกวนตีน
   
ผมมองไอ้นายที่เดินไปทำหน้าที่รับออเดอร์จากลูกค้าที่ดูเหมือนจะยังลังเลเลือกเครื่องดื่มไม่ได้ ก่อนจะวางชีทบนเคาน์เตอร์ แล้วลุกขึ้นลากเก้าอี้ไปหาอีกคนที่ยืนอยู่หน้าซิ้งค์ล้างจาน
   
ตุบ!
   
“เฮ้ย!” คนตัวเล็กโวยวายเสียงดังขึ้นมาทันทีที่ผมใช้เข่าดันข้อพับมันจนขาอ่อนทรุดลงมานั่งบนเก้าอี้ได้พอดิบพอดี
   
“เสียงดังว่ะ” ผมหัวเราะ ขณะที่ไอ้ตี๋จ้องมาจนตาแทบถลน
   
ถ้าหนังตาบนกับล่างมันเปิดกว้างได้มากกว่านี้อ่ะนะ
   
“เล่นอะไรครับ” มันทำหน้าเอือมเมื่อเห็นว่าเป็นผม ทำท่าจะลุกขึ้นมาจนต้องกดไหล่บางๆ ให้นั่งลงไปอีกครั้งอย่างบังคับ
   
“ไม่ได้เล่น” ว่าพลางดึงแก้วกาแฟที่มันถืออยู่ในมือวางกลับไปในอ่าง แล้วยื่นผ้าเช็ดมือให้แทน “พักบ้างมึงอ่ะ หน้าเป็นศพแล้ว”
   
อย่างที่ไอ้ตี๋บอก อาทิตย์หน้าก็จะเข้าฤดูกาลสอบแล้ว เพราะงั้นบรรดานักศึกษาก็เลยพากันยกโขยงมานั่งอ่านหนังสือที่ร้านจนแน่น เที่ยงคืนแล้วคนก็ยังเยอะอยู่ แต่ส่วนใหญ่นั่งแช่กับกาแฟแก้วเดียวมาตั้งแต่สี่ทุ่มนั่นแหละ เลยยังรับมือไหว จนกว่าจะถึงเวลาปิดร้านที่ต้องเก็บโต๊ะ ล้างจานจนมือหงิก
   
อยากจะเดินไปบอกลูกค้าทุกคนว่าช่วยเก็บขยะที่โต๊ะไปทิ้งลงถังใจจะขาด แต่ถ้าทำงั้นมีหวังคงโดนด่าเปิง... โดยไอ้ตี๋อ่ะนะ
   
ก็คุณเขาถือคติลูกค้าคือพระเจ้านี่ครับ
   
ประเด็นคือไม่ใช่แค่พวกที่นั่งจับกลุ่มกันเต็มร้านนั่นที่ต้องสอบ พวกผมเองก็ต้องอ่านหนังสือเป็นตั้งๆ เหมือนกัน และมันยากเมื่อเรายังต้องทำงาน ถึงจะมีจังหวะให้อ่านตอนว่างบ้าง แต่เวลาที่มีสมาธิจนอ่านอย่างต่อเนื่องได้ก็ต้องรอให้เลิกงานอยู่ดี
   
และคนที่ทำงานหนักสุดก็คือไอ้ตี๋ ที่หามรุ่มหามค่ำอาทิตย์ละเจ็ดวัน
   
“กูมีเพื่อนเป็นซอมบี้คนเดียวพอแล้ว ไม่อยากได้มึงมาเพิ่มอีกคนหรอก” ผมพูดขำๆ ยอมปล่อยไหล่บางออกเมื่อคนตัวเล็กยอมนั่งแต่โดยดี 

“ขอบคุณครับ” ไอ้ตี๋เช็ดมือเสร็จก็ยื่นผ้ากลับมาให้ ผมวางมันไว้ที่เดิมแล้วหันมาหรี่ตามองเจ้าของใบหน้าอิดโรยที่ไม่ส่งเสียงบ่นเหมือนทุกที

“ทำไมคราวนี้ไม่ด่าวะ มึงไม่สบายจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ยตี๋” ยกมือขึ้นมาอังหน้าผากใส แต่ไม่พบความผิดปกติของอุณหภูมิร่างกายก็แปลกใจ

“ชอบให้ด่าเหรอครับ” ยิ่งแปลกใจไปกันใหญ่เมื่อไม่ถูกฟาดจนมือแทบหัก แต่ไอ้ตี๋กลับแค่เอี้ยวตัวหลบมือผม สีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ

ผมหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ตอบอะไร แตะมือกลับไปที่หน้าผากใสอีกครั้ง แล้วเลื่อนลงมาที่ลำคอจนแน่ใจว่ามันไม่ได้เป็นไรแน่ๆ จึงดึงมือกลับมา

สงสัยจะเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ

“เดี๋ยวกูล้างเอง” ผมว่า พับแขนเสื้อนักศึกษาขึ้นจนถึงข้อศอกแล้วหันกลับมาล้างแก้วต่อแทน 

มันเหลืออีกไม่กี่ใบเท่านั้นเอง

“เฮ้ย ไปไหน” ผมโพล่งขึ้นมาเมื่อไอ้ตี๋ทำท่าจะลุกอีกครั้ง

มันเบิกตากว้างนิดๆ ท่าทางประหลาดใจก่อนจะพยักหน้าไปทางเครื่องชงกาแฟ

“ไปช่วยนายชงกาแฟครับ”

“ไม่ต้องไป” เผลอโพล่งโดยไม่ทันคิดอีกครั้ง

“บอกให้นั่งพัก” 

“ผมพักพอแล้ว”

ดื้อจังวะ

“ไม่ได้” ผมขมวดคิ้ว กดไหล่มันนั่งลงที่เดิม

“ทำไมครับ” ไอ้ตี๋ทำหน้าขัดใจ ผมเลยยักไหล่ เอ่ยคำตอบที่เพิ่งคิดได้ออกไปทันควัน

“กูอยากได้กำลังใจในการล้างจาน” 

ไม่ทันฉุกคิดสักนิดว่าแม่งเป็นข้ออ้างที่โคตรจะปัญญาอ่อนเลย


แล้วไอ้ตี๋ก็นั่งเฝ้าผมจนล้างจานเสร็จ... อันที่จริง เรียกว่านั่งสัปหงกอยู่ข้างๆ จนผมล้างจานเสร็จถึงจะถูก ตอนแรกเห็นนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ก็แปลกใจ ไม่คิดว่าพอหันกลับมาจะเห็นว่าตาตี่ๆ นั่นปิดสนิททั้งที่นั่งกอดอกอยู่จริงๆ ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อยากให้หลับต่อเหมือนกัน แต่ให้นั่งคอพับคออ่อนอยู่ตรงนี้ก็คงเมื่อนตาย อยากน้อยเรียกให้ไปฟุบหลับที่เคาน์เตอร์ก็ยังดี 

“ตี๋... เฮ้ย!”

ปุบ!

แต่ขณะที่ผมกำลังจะปลุกหัวของไอ้ตี๋ก็ดันโดนแรงโน้มถ่วงดึงไปด้านข้าง โชคดีที่ผมเข้าไปรองไว้ได้ทันก่อนที่มันจะตกจากเก้าอี้พอดิบพอดี

“หืม?” มันส่งเสียงครางขึ้นมาเบาๆ พลางลืมตา แต่พอเห็นว่าร่างตัวเองเอียงอยู่ในอ้อมแขนผม ก็รีบเด้งกลับขึ้นมานั่งตัวตรงอีกครั้งท่าทางตกใจทั้งที่ยังงัวเงีย

“ไปนอนดีๆ ไป” ผมว่า อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีกรอบ 

เกือบหัวโหม่งพื้นแล้วมั้ยล่ะตี๋

“ผมไม่เป็นไรครับ” แต่มันก็ยังจะดื้อ ลุกขึ้นเดินไปที่เคาน์เตอร์ทั้งที่ยังหาวหวอดใหญ่

“อ้าวพี่โช ง่วงก็ไปงีบก่อนก็ได้นะพี่ ผมทำต่อได้” ไอ้นายที่เพิ่งเดินไปเสิร์ฟกาแฟพร้อมเก็บโต๊ะที่เพิ่งว่างลงเดินกลับมาทำหน้าเป็นห่วงเป็นใย ขณะที่ผมเดินกลับมาสำทับอีกที

“เออ เดี๋ยวกูกับไอ้นายจัดการตรงนี้เอง มึงไปพักเหอะ”

แต่ไอ้ตี๋คนดื้อก็ยังถอนหายใจมองพวกผมเหมือนกำลังทำให้เป็นเรื่องใหญ่ “ผมไหวครับ อีกไม่กี่ชั่วโมงร้านก็จะปิดแล้ว”
เดี๋ยวกูปิดแม่งตอนนี้เลย ดื้ออะไรนักหนาวะ

ผมกำลังจะเถียงออกไป แต่ก็ต้องชะงักไว้เมื่อมีลูกค้าเดินเข้ามาพอดี เปิดจังหวะให้ไอ้ตี๋ยกเรื่องงานขึ้นมาอ้างเพื่อหนีได้เหมือนเดิม

“ทำงานเถอะครับ” ว่าพลางเดินไปที่แคชเชียร์

“เดี๋ยวกู...” ผมชะงักไปอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าลูกค้าที่ยืนอยู่หน้าแคชเชียร์เป็นใคร คิ้วที่ขมวดด้วยความหงุดหงิดคลายลงเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจที่เข้ามาแทน “พราว?”

คราวนี้ทั้งไอ้ตี๋และไอ้นายต่างหันมามองผมด้วยสีหน้าสงสัยไม่แพ้กัน เมื่อผมทำท่าว่าจะรู้จักผู้หญิงขาวสวยหมวยตัวเล็กตรงหน้า

“ไง” เธอยิ้ม ส่งสายตาวาววับมาให้ “มาให้เลี้ยงแล้วนะ” 

แวบหนึ่ง... ผมหันกลับไปสบตากับไอ้ตี๋ ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม





“อืม กาแฟอร่อยจริงด้วย” เสียงหวานเอ่ยขึ้นหลังจากจิบลาเต้ร้อนที่ผมเป็นคนแนะนำเข้าไป 

“บอกแล้วไง” ผมพูดยิ้มๆ เหลือบตากลับไปมองคนชงที่ยืนทำนู่นทำนี่อยู่หลังเคาน์เตอร์ ทั้งที่สีหน้าง่วงนอนเต็มแก่

เหลืออีกชั่วโมงเดียวร้านก็จะปิดแล้ว ผมจะรอให้ถึงตอนนั้นแล้วกัน จะได้ไล่ให้มันไปนอนแบบไม่มีข้ออ้างได้สักที

“ซันทำงานที่นี่มานานหรือยัง” หันกลับมาอีกครั้งเมื่อคนนั่งตรงข้ามเอ่ยถาม

“ก็ เกือบปีแล้ว” ผมตอบ เลื่อนสายตากลับไปที่เดิมอีกครั้ง คราวนี้เห็นไอ้ตี๋นั่งพักหลังจากชงเครื่องดื่มเสร็จ แล้วไอ้นายก็คงจะอาสามาเสิร์ฟให้เหมือนเคย

มันไม่ได้ฟุบหลับ แค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมานั่งกดสักพัก แต่คงไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยวางโทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้นมาแล้วดันสบตาผมเข้าพอดี

“?” 

“...”

“แต่วันนี้ก็ไม่ใช่เวรของซันใช่มั้ย” โชคดีที่พราวเอ่ยคำถามใหม่ ทำให้ผมหันกลับมาหาเธออีกครั้ง ไม่ได้ตอบคำถามที่ถูกส่งมาทางสายตาของมัน

“ก็...นะ เราเอาชีทมาอ่านที่นี่อ่ะ” ผมตอบ รู้สึกว่าตัวเองยิ้มกว้างเกินจำเป็นไปหน่อย แต่คงไม่เป็นไร “แล้วนี่พราวมาทำไมเหรอ” ผมถามกลับบ้าง 

ตอนนั้นที่เธอบอกว่าจะมา ผมก็ไม่คิดว่าจะมาจริงๆ หรอก ปกติพราวกับผมไม่ค่อยมาสุงสิงกันในที่สาธารณะเท่าไหร่ เจอหน้าที่คณะก็มีทักทายบ้าง แต่ก็ไม่บ่อย มองเผินๆ เหมือนคนไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ก็เลยอดแปลกใจไม่ได้ที่อยู่ๆ ก็โผล่มา

“พราวมากินกาแฟบ้างไม่ได้เหรอ” ว่าพลางหัวเราะเสียงใส แล้วเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง “เอาหนังสือมาอ่านก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ให้ซันติวให้ด้วย” 

“เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น” ผมตอบยิ้มๆ สายตาเลื่อนกลับไปหลังเคาน์เตอร์โดยไม่รู้ตัว 

เห็นไอ้นายกำลังคุยอะไรสักอย่างพลางหัวร่อต่อกระซิกกับไอ้ตี๋เหมือนเมื่อชั่วโมงก่อน

“ติวเหมือนวันนั้นไง” แต่อยู่ๆ มือบางก็เลื่อนมาจับมือผมไว้แล้วลูบไปมา

ผมสะดุ้งนิดๆ แล้วหันกลับมาขมวดคิ้วเตือนให้รู้ว่านี่เป็นที่สาธารณะพลางชักมือกลับมาวางข้างตัว

“ซันนี่อ่านง่ายจัง” แต่พราวกลับหัวเราะเบาๆ ทำให้ผมขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม แต่เหมือนพราวจะรู้ว่าผมต้องการคำอธิบาย ถึงได้ถ่วงเวลาด้วยการยกกาแฟขึ้นจิบอย่างอ้อยอิ่ง

“อ่านง่ายยังไง” จนผมต้องถามออกมาตรงๆ

เธอหัวเราะอีกครั้ง หลังจากวางแก้วกาแฟลง “คนไหนแฟนซันเหรอ?” แต่กลับเอ่ยคำถามที่ทำให้ผมยิ่งขมวดคิ้ว

“เรายังไม่มีแฟน พราวก็รู้” 

จะมีได้ยังไง...

“นั่นสินะ งั้นเปลี่ยนคำถามดีกว่า คนไหนเหรอคนที่ซันกำลังสนใจ”

“...” ผมไม่ได้ตอบ การเปลี่ยนคำถามของพราวไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย กลับทำผมหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ อย่างบอกไม่ถูก 
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงหงุดหงิด

“อย่างนี้พราวก็ต้องเตรียมตัวตกกระป๋องแล้วใช่มั้ย ถ้าซันมีคนใหม่มาดามใจให้แล้ว”

“...”

“แต่ก็ระวังหน่อยนะ ถ้ายังไม่แน่ใจก็อย่าลากเข้ามายุ่งดีกว่า ใช่ว่าทุกคนจะรับได้เหมือนพราว”

“...”

“ไม่มีใครอยากเป็นตัวสำรองหรอก... เอ๊ะ ไม่สิ เป็นยิ่งกว่าตัวสำรองซะอีกนี่เนอะ”

“พราว” ผมปราม เมื่อเธอเริ่มจะล้ำเส้นเกินไป บทสนทนานี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะที่ไหน 

“โอ๊ะ โทษที” เธอหยุดพูดแล้วยักไหล่ขอโทษส่งๆ “ตกลงว่าใครคือผู้โชคดีคนนั้น?” แต่ยังไม่วายทำเป็นหันไปกวาดสายตามองหาใครสักคน ไม่นานก็หันกลับมาทำสายตามีเลศนัย 

อะไรวะ

“เจอแล้ว” ว่าพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง “ไม่ยักรู้นะว่าซันได้หมด”

“ได้หมดอะไร” ผมขมวดคิ้ว ชักจะหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว

นี่มันมาป่วนกันชัดๆ ไม่ใช่หรือไง

“ก็คนที่ยืนหลังเคาน์เตอร์นั่นไง”

ผมหันกลับไปมองก็เห็นว่าตอนนี้คนเดียวที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ก็คือไอ้ตี๋ ซึ่งเบือนหน้าหนีทันทีที่เราสบตากัน

“พราวเห็นเขามองมา”

“...”

“แล้วก็เห็นซันหันไปมองเขาบ่อยๆ เหมือนกัน” 

“ไร้สาระ” ผมส่ายหน้าขำๆ ผมมองไอ้ตี๋บ่อยๆ ที่ไหนกัน

ก็แค่... สงวัยว่ามันจะน็อกไประหว่างทำงานหรือเปล่าก็เท่านั้น

“งั้นเหรอ” พราวเลิกคิ้ว จิบกาแฟอีกครั้งแล้วลุกขึ้นยืน โน้มหน้าลงมาหาผม ใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจ

“จะทำอะไร” ผมขมวดคิ้วถาม แวบหนึ่งสายตาเลื่อนกลับไปมองหลังเคาน์เตอร์โดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง

“เห็นมั้ย...”

“...” 

“ขนาดตอนนี้ซันยังเอาแต่มองเขาเลย” 

จนกระทั่งได้ยินเสียงหวานกระซิบข้างหู พร้อมกับเห็นสีหน้าอ่านยากของไอ้ตี๋ที่กำลังมองมา ถึงได้รู้ว่าสายตาของตัวเองไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ผู้หญิงตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว





ปกติแล้วพราวไม่เคยสร้างความลำบากใจให้ผมเลย

อย่างที่เคยบอกว่าเราต่างรู้ดีว่าเราอยู่ในสถานะไหน เราตกลงกันไว้แล้วว่าจะไม่สร้างความผูกพันที่จะนำปัญหามาให้กันและกัน และเธอก็ปฏิบัติตัวแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งคืนนี้

คำพูดของพราวกำลังกวนใจผม

มันไร้สาระ ผมรู้... ใครๆ ก็รู้ 

เป็นคำพูดไม่มีที่มาที่ไปที่ผมก็ไม่เข้าใจว่าเธอพูดออกมาทำไม แถมยังทำสายตาจริงจัง

ก็ถูกแหละที่ผมมองไอ้ตี๋จริง แต่นั่นก็แค่เพราะความเป็นห่วง กลัวว่ามันจะเป็นอะไรไประหว่างทำงานเท่านั้น ไม่ได้มีนัยยะอะไรแอบแฝงเหมือนที่พราวเข้าใจผิดเลย

เห็นทีคราวหน้าที่เจอกันคงต้องพูดให้ชัดอีกทีว่าเธอไม่ควรคิดไปไกล

“อ้าว พี่โชไปไหนอ่ะพี่” ไอ้นายถามทันทีที่เปิดประตูเข้ามาจากหลังร้านหลังจากหอบขยะไปทิ้ง

ตอนนี้ร้านปิดแล้ว พวกเราจึงช่วยกันเก็บกวาดคนละไม้ละมือเพราะอยากกลับไปนอนเต็มแก่ เดี๋ยวต้องตั้งนาฬิกาปลุกขึ้นมาอ่านหนังสืออีก วันนี้ยังทำแบบฝึกหัดได้ไม่ถึงครึ่งชีทเลย

“กูไล่ไปนอนที่โซฟานู่น” ผมเพยิดหน้าไปทางโซฟาหนังตัวยาวสำหรับนั่งหลายๆ โต๊ะ 

เห็นสภาพไอ้ตี๋ตอนช่วยกันเก็บจานแล้วอดสงสารไม่ได้ แต่ผมไม่อยากให้มันเดินกลับหอคนเดียวเลยบอกว่าจะไปส่ง ให้งีบรอระหว่างผมล้างจาน แล้วตอนจะปิดร้านค่อยปลุกมันอีกที ไม่รู้เพราะเหนื่อยหรืออะไร มันถึงไม่เถียงสักคำ แค่พยักหน้ารับแล้วหลบไปนอนแต่โดยดี

“ให้พักบ้างก็ดี ผมเห็นพี่เขาดูเพลียๆ มาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว”

“เออ ไล่ไปพักก็ไม่ยอม” 

“จริง ไม่รู้จะดื้ออะไรนักหนา” ไอ้นายหัวเราะเห็นด้วย แล้วเดินมาช่วยผมล้างจาน

“เฮ้ย เดี๋ยวกูทำเอง มึงกลับเลยก็ได้” ผมว่า วันนี้มันทำงานหนักมาทั้งคืนแล้ว ผมซะอีกที่นั่งเฉยๆ ไม่ค่อยได้ช่วยอะไร

“ไม่เป็นไรพี่ หน้าที่ผม”

“อ่าๆ ขอบใจ” ผมไม่เถียง ขยับให้มันเข้ามาช่วยแต่โดยดี ดีเหมือนกัน จะได้เสร็จเร็วๆ

“เออพี่ ถามหน่อยดิ” ล้างได้ไม่ทันไรก็หาเรื่องชวนคุยตามประสาคนเงียบปากไม่เป็น

“อะไร”

“ทำไมพี่เรียกพี่โชว่าตี๋อ่ะ”

ถามเชี่ยไรเนี่ย ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ 

“ก็มันตี๋อ่ะ” ผมตอบกลั้วหัวเราะ ตาตี่ๆ ตัวขาวๆ เชื้อจีนเต็มกระบอกขนาดนั้นไม่เรียกตี๋ให้เรียกอะไรวะ

“เออ ก็จริง” มันพยักหน้าเออออ “งั้นผมเรียกว่าพี่ตี๋บ้างได้ป่ะ น่ารักดี”

“ไม่ได้” ตอบทันควัน 

ไอ้นายสะดุ้งนิดๆ หันมามองผมอย่างตกใจ “เฮ้ยพี่ เสียงดังทำไม”

“ก็...” ผมหยุดคิด “มึงอย่ามาเลียนแบบกูดิ๊” แกล้งตีหน้าหงุดหงิดแบบทีเล่นทีจริง

“โห่ ขี้หวงว่ะ” มันโอดครวญพลางหยิบแก้วที่ล้างแล้วไปคว่ำ แล้วหันมาถาม “งั้นผมเรียกพี่เขาว่าไรดี”

ทำไมมึงจริงจังกับเรื่องไร้สาระ

“ตัวเล็กดีมะ”

“ไม่ได้!” แล้วทำไมกูถึงจริงจังไปกับแม่งด้วยวะเนี่ย

“พี่! เสียงดัง เดี๋ยวพี่โชตื่นพอดี” มันปราม ยกนิ้วขึ้นมาจุปากให้ผมเบาเสียงลง

“มึงก็เรียกมันว่าโชเฉยๆ นั่นแหละ” ผมขมวดคิ้ว ยอมหรี่เสียงตัวเองโดยดี

“เออๆ พี่โชเฉยๆ ก็พี่โชเฉยๆ” ไอ้นายพยักหน้าแบบขอไปที แล้วก้มหน้าก้มตาล้างอุปกรณ์ชงกาแฟต่อ ไม่วายบ่นงึมงำ “พี่ซันแม่ง วันนี้ขี้หงุดหงิดจังวะ”

กูได้ยินนะนั่นน่ะ

แต่ผมไม่รู้จะเถียงอะไร เลยต่างคนต่างเงียบ ทำงานไปเหมือนไม่มีอะไรจะคุย 

ผมปล่อยให้ในหัวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งคำพูดของพราววนเข้ามาในหัวอีกครั้ง และมันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะกำจัดไปให้พ้นๆ สักที

“ไอ้นาย” และทางเดียวที่จะจำกัดได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่ผมคิดได้ตอนนี้คือการพิสูจน์ “มึงคิดยังไงกับไอ้ตี๋วะ”

“...”

พิสูจน์ว่าคำพูดของพราวมันไร้สาระจริงๆ

“มึงชอบมันใช่ป่ะ”

ด้วยการทำความตั้งใจเดิมที่เผลอลืมไปจนไม่มีความคืบหน้ามานาน ให้สำเร็จสักที

“พี่รู้ได้ไง”

“ชัดขนาดนั้นมาจากดาวอังคารยังรู้เลย” ผมเบ้หน้าหมั่นไส้ ไอ้นายเลยหัวเราะเจื่อนๆ ยกนิ้วเปียกๆ ขึ้นมาเกาท้ายทอยตัวเองใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ

“ก็...พี่เขาน่ารักดี”

แล้วที่มาเหนียมอายใส่กูนี่คิดว่าน่ารัก?

“ชอบหรือไม่ชอบก็พูดมา” ผมเร่ง รู้สึกรำคาญตาขึ้นมาตะหงิดๆ

“เฮ้ยพี่ อะไรเนี่ย อยู่ๆ มาถาม” มันเงยหน้าขึ้นมาโวยวาย หน้าตาสื่อถึงความไม่เข้าใจสุดขีด

ผมเลยถอนใจ คว่ำแก้วใบสุดท้ายลงบนตะแกรง แล้วล้างมือ 

“ถ้ามึงจะจีบ กูก็สนับสนุน” หันไปสบตาไอ้นายอย่างจริงจัง “มึงเป็นคนดี ถ้าไอ้ตี๋คบกับมึงกูก็สบายใจ”

“...”

“ถ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกได้ กูจะช่วยเต็มที่เลย” ผมตบบ่ามันเบาๆ แล้วหันไปหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเคาน์เตอร์พอเป็นพิธี เตรียมตัวไปปลุกตี๋จะได้กลับหอไปนอนดีๆ สักที

“พี่พูดจริงอ่ะ” ไอ้นายถามเหมือนไม่แน่ใจ ผมเลยหันไปทำหน้ารำคาญใส่อย่างไม่จริงจัง
   
“เออ” 

“งั้น... พี่ช่วยอะไรผมอย่างได้มั้ย” ไม่ทันคิดว่าไอ้นายจะเอ่ยปากขอขึ้นมาทันที

“ช่วยอะไร” ผมเลิกคิ้ว ตั้งใจฟัง

มันทำท่าลังเลอยู่พักหนึ่งเหมือนไม่กล้า แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็สูดหายใจสบตาผมอีกครั้ง มีความมุ่งมั่นจริงใจใงอยู่ในนั้นชัดเจน 

“พี่ช่วยอยู่ห่างพี่โชสักพักสิ”

“...”

“ให้โอกาสผมกับพี่โชอยู่กันตามลำพังสักสองสามอาทิตย์... แล้วผมจะเดินหน้าจีบพี่เขาเอง”

มันเป็นวิธีที่ฟังดูเข้าท่าดี ผมได้ช่วย และมันก็ได้ลงมือด้วยตัวเอง ในฐานะคนที่อยากเป็นพ่อสื่ออย่างผม ก็ควรเห็นด้วย และตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด

แต่ว่า...

“ไม่ได้” คำที่ตอบออกไปโดยอัตโนมัติกลับตรงข้ามสิ้นเชิง

“อ้าว”

“กูจะอยู่”

“...”

“มึงจะจีบไอ้ตี๋ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในสายตากูเท่านั้น... เข้าใจมั้ย”

“หา?” 

เออ เข้าใจก็เหี้ยแล้ว กูยังไม่เข้าใจตัวเองเลย

ชิบหาย... นี่ผมพูดบ้าอะไรออกไปวะ 


#ซันโช
-Martian-
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 197 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #562 Prikprik (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 02:20
    ยอมใจในความซัน5555
    #562
    0
  2. #520 Jibangrin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:09
    โอ้โหหหห คนซึน คนกากสุดดดดด
    #520
    0
  3. #487 liarguy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 12:25
    คิดแทนนาย 'อะไรของพี่วะ' 555

    บอกจะช่วยเค้าไหงไม่ยอมปล่อยให้อยู่สองต่อสองล่า
    #487
    0
  4. #461 ppppjih (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 19:14
    โอ้โหซันเอ๊ยยยย พ่อคนซึน!
    #461
    0
  5. #388 $iviα✻ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 09:59
    ซันลูกกกก สนับสนุนให้เขาจีบแต่ตัวเองก็ดันกันท่าไว้ คืออะไรอ่ะ หวงนักก็จีบไปเองเลยสิคะลูกเอ๋ยยยย
    #388
    0
  6. #315 FaH SaI (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 14:54
    หวงออกนอกหน้าขนาดนี้ ทำไมซึนจังงง
    #315
    0
  7. #287 querypee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 01:11
    ซันนนนนน เขียนว่าจองไว้บนหน้าผากตี๋เลยก็ได้
    #287
    0
  8. #251 Sket-D (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 05:30
    ซันลูกกกกกกดด อะไรคือให้จีบแต่อยู่ในสายตาคะลูกกกกก ถ้าจะเป็นแบบนี้บอกไปเลยไหมว่าไม่ให้จีบ คนนี้จองแล้ว ดูแลมานาน55555 รู้ใจตัวเองสักทีนะซัน เดี๋ยวโดนแย่งไม่รู้ด้วยนะอิอิ
    #251
    0
  9. #183 Oneooe (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 09:09
    ซัน จะมึนอีกนานเปล่า ระวังโดนแย่งไปนะ
    #183
    0
  10. #92 UltraPP (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 15:06
    ซันเอ้ย
    ความโง่ที่แท้ทรู ชอบเขายังไม่รู้ตัวอีก
    #92
    0
  11. #79 ♡ aunjai ♡ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 01:13
    โง่จริงจัง โอ้ย555555
    #79
    0
  12. #14 สายดอง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 08:35
    ตอนนี้ขอเสนอคำว่า... แบบนี้ก็ได้หรอคะซัน?
    #14
    0
  13. #9 Eickiwsang2543 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 07:17
    ซันมีความหวงเบาๆ-////-เมื่อไหร่ซันจะรู้ใจตัวเอง
    #9
    0
  14. #8 อิงผู้ฆ่าหลาม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 01:04
    โอ้ย อยากจะให้โชมาเข้าสิงร่างคนอ่านตอนนี้ รู้หมดเล้ยว่าคิดอะไร แต่ดั้นมำตรงข้ามกับความรู้สึก เมื่อไหน่เฮียซันจะรู้ใจตัวเองว้าาาาา
    #8
    0