คัดลอกลิงก์เเล้ว

(OS) Warm Eyes - YUTA x TEN #NCTFIC

โดย wednesd94

แค่อยากให้รู้ที่ผ่านมานั้น ฉันคิดถึงเธอสุดหัวใจ..

ยอดวิวรวม

681

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


681

ความคิดเห็น


16

คนติดตาม


19
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 เม.ย. 59 / 21:40 น.
นิยาย (OS) Warm Eyes - YUTA x TEN #NCTFIC (OS) Warm Eyes - YUTA x TEN #NCTFIC | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 เม.ย. 59 / 21:40




Warm Eyes

YUTA x TEN

-One Short Fiction-

 

 

            เสียงเพลงกระหึ่มทั่วร้านหลังจากที่ร่างโปร่งพาตัวเองเดินเข้ามาด้านในเรียบร้อย นาฬิกาข้อมือบอกเวลาห้าทุ่มนิดๆ เขาเงยหน้ามองตรงและเดินตรงดิ่งไปหาเพื่อนสนิทที่นัดกันไว้ ถึงแม้จะยอมรับว่าขี้เกียจออกมา แต่เมื่อโดนเพื่อนบีบหนักๆเข้า นากาโมโตะ ยูตะ คนติสท์ที่เพื่อนๆตั้งฉายาไว้ให้ก็ออกมาหาเพื่อนๆอยู่ดี

            ยูตะจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เข้าร้านเหล้านั้นเมื่อไหร่ ทั้งๆที่เขาเองก็เคยเข้านอกออกในร้านพวกนี้บ่อยๆในเมื่อก่อน ยูตะก็เป็นเหมือนผู้ชายทั่วๆไปที่มีเพื่อนฝูงเยอะ ก็คอยพากันไปเมาไปเที่ยวเล่นตามประสา แต่พอใครบางคนเข้ามาในชีวิตเขา ทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไป ทั้งในทางที่ดีและแย่ ทัศนคติของเขาก็เริ่มเปลี่ยน จนตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว

           

            “เห้ยๆ ไอ้ยูตะมาพอดี นั่งนี่เลยครับเพื่อน” ยูตะหัวเราะเบาๆก่อนจะเดินไปหาเพื่อนๆที่นั่งหลบมุมเดิมกันอยู่ บางคนก็เริ่มเมาจนพูดอ้อแอ้ไปแล้ว มือหนาของเพื่อนด้านข้างที่นั่งเขาตบปุๆลงที่เบาะหนังของโซฟา

 

            “นึกว่าจะไม่มา”

 

            “เออน่ะ พวกมึงชวนนี่หว่า กูก็ต้องมา”

 

            “เยี่ยมยอดเพื่อน เราจะปล่อยให้เพื่อนอกหักอย่างเดียวดายไม่ได้เว้ย” ยูตะเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมองไปทางคนที่เมาหนักสุดในกลุ่ม ทั้งๆที่จอห์นนี่เพื่อนคนที่ตบที่นั่งให้เขาเมื่อกี๊บอกว่าเพิ่งจะมานั่งกันได้ไม่นานเอง

 

            “ไอ้แจฮยอนมันไปโดนใครหักอกมาวะ” ยูตะรับน้ำสีอำพันจากมือจอห์นนี่มาถือไว้พลางกลับไปมองแจฮยอนที่เริ่มฟูมฟายไม่เป็นภาษา

 

            “จะใครล่ะ ก็น้องซึลกิปีสองที่มันชอบอยู่น่ะแหละ เพิ่งเปิดตัวแฟนในเฟสบุคไปเมื่อตอนเย็น เท่านั้นแหละครับเพื่อน เขื่อนแตก ร้องไห้เป็นตุ๊ดเลย” ยูตะกระดกแอลกอฮอล์ในมือเบาๆก่อนจะวางลงบนโต๊ะตรงหน้า                     

 

            “น่าสงสารว่ะ ฮะๆ”

 

            “แหม มึงก็ไปขำมัน” ไม่ใช่เสียงจอห์นนี่ แต่เป็นแทยงเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนของยูตะ เขานั่งลงบนพนักวางแขนเก้าอี้ที่จอห์นนี่นั่ง ยกเบียร์ขึ้นจิบก่อนจะชี้หน้ายูตะ

 

            “มึง .. ตอนที่เลิกกับเมียรักมึงเมาเละยิ่งกว่ามันอีก เมาเหมือนหมายังน้อยไป”

 

            “เออว่ะ กูลืมได้ไงเนี่ย ตอนนั้นมึงหมดสภาพเลย ไอ้พี่ยูตะที่หล่อเหลาสาวกรี๊ด ยิ่งกว่าหมาอีก” จอห์นนี่เสริม คำพูดของเพื่อนๆเหมือนทบทวนความจำให้ยูตะอีกครั้ง ชีวิตของผู้ชายคนนึงที่มาเรียนที่เกาหลีเกือบสี่ปี เขาไม่เคยเสียน้ำตาให้ใครนอกจากความคิดถึงพ่อแม่ แต่ก็มีคนๆนึงที่ทำให้เขาเสียศูนย์จนแทบฟื้นตัวไม่ขึ้น

            ถึงเรื่องจะผ่านมาเกือบสองปี แต่ยูตะก็เหมือนคนมีแผลเป็นในใจไปเสียแล้ว ยูตะไม่เปิดใจรับใครอีกตั้งแต่เลิกกับคนๆนั้น ถึงจะเคยพยายาม แต่ยังไงก็ไม่ได้ผลเลยซักนิด เขายังคงคิดถึงเรื่องราวเก่าๆเสมอถึงมันจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป

            หัวใจของเขายังมีแค่คนๆนั้น

 

            “ทำไมคนเราอกหักต้องกินเหล้าให้เมาวะ” แอลกอฮอล์สีชาถูกเทลงแก้วในมือตัวเองเพรียวๆ ยูตะเอ่ยปากถามขึ้นเบาๆแต่ก็ดังพอให้เพื่อนทั้งสองคนได้ยิน

 

            “เพราะมันคงทำให้ลืมได้มั้ง”

 

            “แค่คืนเดียว สร่างเมามันก็จำได้อยู่ดีไม่ใช่หรอ”

 

            “แล้วตอนนั้นมึงรู้สึกไง ตอนเมามากๆ จำได้ป่ะ” ยูตะกระดกแก้วในมือจนหมดก่อนจะหันไปมองเพื่อนทั้งสองคนที่มองเขาอย่างต้องการคำตอบ

 

            “กูจำตอนกูเมาไม่ได้อ่ะ”

 

            “แต่กูจำเขาได้..

 

            สิ้นเสียงยูตะทุกอย่างก็เงียบลง แทยงเห็นแบบนั้นจึงหยิบขวดทางยาวข้างๆมาเทใส่แก้วให้ยูตะอย่างรู้ว่าเพื่อนต้องการ เวลาแบบนี้เหล้าก็ยังคงเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับใครหลายๆคน

            รวมทั้งยูตะเองด้วย

 

            “อยากเมาแค่ไหน เมาเลยเพื่อน ถึงจะลืมเขาอีกครั้งแค่ชั่วข้ามคืนก็เอาวะ” จอห์นนี่ปลอบใจยูตะอีกครั้ง เจ้าตัวเพียงแค่พยักหน้าเบาๆก่อนจะดื่มต่อกับเพื่อนๆจนหมดไปหลายแก้ว เวลาร่วงเลยไปหลายชั่วโมง

 

.

.

.

            “อืม..

            แสงแดดที่แยงเข้าตาเล็ดลอดจากผ้าม่านปลุกให้ยูตะที่นอนเอาหน้าแนบหมอนในท่านอนคว่ำต้องค่อยๆกระพริบตาขึ้นมอง เมื่อคืนยูตะไม่ได้เมา เขากลับมาที่ห้องเองอย่างปลอดภัยแต่ก็หลับเป็นตายราวกับหมดแรง แต่ถึงอย่างนั้นทั้งตัวเขาก็มีแต่กลิ่นเหล้า จึงทำให้ร่างโปร่งลุกขึ้นไปอาบน้ำทันที ระหว่างนั้นเอง เสื้อผ้าที่เขาถอดกองไว้เริ่มส่งกลิ่นเหล้าออกมา มันก็ทำให้เขานึกถึงคำพูดคุ้นเคย

 

            “พี่ยูตะนี่นะ กินเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหม”

 

          “นิดหน่อยเอง”

 

          “นิดหน่อยหรอกลิ่นขนาดนี้ อีกหน่อยคงเป็นตาแก่ขี้เมาแหงๆ ถ้าเป็นแบบนี้มาอีกจะไม่ซักเสื้อให้แล้วนะ”

 

            ยูตะคลี่ยิ้มก่อนจะหยิบเสื้อผ้าทั้งหมดลงตะกร้าไปทันที เขาเข้าไปล้างตัวอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก นาฬิกาบนผนังห้องบอกเวลาเที่ยงกว่าๆ ยูตะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องออกไปเก็บภาพเพื่อเตรียมทำโปรเจ็คจบของปีสี่ ยูตะเรียนการถ่ายภาพ และเวลาส่วนใหญ่เขาก็มักจะใช้ชีวิตกับกล้อง คอมพิวเตอร์ และกระดานวาดรูปบ้างหากมีเวลาทำอารมณ์ศิลปินเพิ่ม

            ร่างโปร่งคว้ากล้องคู่ใจมาคล้องคอไว้พร้อมกับแบกขาตั้งกล้องไปด้วย ยูตะลงลิฟต์จากชั้นห้องตัวเองตรงไปที่ลานจอดรถ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจที่อยู่กับเขามานาน และมันก็เป็นเหมือนทุกๆวันที่ทำให้เขายังคงนึกถึงความหลังที่ยังมีกลิ่นอายไม่แพ้ก่อนหน้านี้

 

            “อย่าขับรถเร็วมากรู้ไหม ถ้าพี่ตายขึ้นมาแย่เลย”

 

          “โอ้โหคุณแฟนครับ นั่นปากหรอ.. เดี๋ยวจับจูบกลางลานจอดรถเลย”

 

          “ฮึ่ย ก็เป็นห่วงอ่ะ พอไม่มีคนซ้อนท้ายเห็นพี่ซิ่งตลอด” มือเล็กหยิบหมวกกันน็อคมาใส่ให้คนรักอย่างอ่อนโยน

 

          “ไม่ตายหรอกครับ ยังไม่ได้ขอคนแถวนี้แต่งงานเลย”

 

          “จ้า เห็นโยงเข้าเรื่องนี้บ่อยจริง แน่จริงรีบมาขอนะ จะเรียกสินสอดให้ขนหน้าแข้งร่วงเลย”

 

            ต่างกันที่ตอนนี้ยูตะต้องใส่หมวกกันน็อคด้วยตัวเอง เขาอมยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากกลับมาจากดื่มเมื่อคืนเขาก็คิดถึงอะไรเก่าๆขึ้นมาอีก จริงๆเขาก็คิดถึงอยู่ตลอดแค่พยายามจะไม่นึกถึงมาก เพราะมันก็บั่นทอนจิตใจของเขาเองไปทุกๆวันด้วย

            ยูตะออกรถเลาะริมทางมหาลัยไปเรื่อยๆเพื่อหามุมถ่ายรูปที่ดีที่สุด แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดบวกกับฤดูใบไม้ผลิ นักศึกษาหลายคนต่างพากันออกมาถ่ายรูปต้นซากูระ ยูตะเห็นว่าคนเยอะเกินกว่าจะทำสมาธิได้จึงตัดสินใจขับออกไปไกลจากมหาลัย เข้าสู่เขตที่เงียบขึ้นเรื่อยๆ เป็นสันเขื่อนที่อยู่ด้านหลังมหาลัยและวิวสวยๆ นักศึกษาไม่ค่อยมากันเพราะตอนนี้มีแดด แต่ยูตะก็เก่งพอที่จะหามุมร่มๆถ่ายรูปได้

            เขาวางอุปกรณ์ลงทั้งหมดก่อนจะตั้งกล้องและหามุมที่ตัวเองชอบที่สุด เขาค่อยๆถ่ายมันไปเรื่อยๆ ยูตะมีความสุขเวลาได้ถ่ายรูป มันเหมือนยาดีที่ชโลมจิตใจของเขาได้เสมอ และในทางกลับกันมันก็เหมือนเครื่องเตือนความทรงจำของเขาไปด้วย

 

            “พี่ยูตะ! เป็นนายแบบให้เอามะ”

 

          “ไม่เอา..

 

          “โห่.. ทำไมอ่ะ ถ่ายแต่วิวจะสวยหรอ เนี่ยมีนายแบบหล่อๆใกล้ๆตัวเรียกใช้ได้น้า”

 

          “หรอ มั่นใจจังนะว่าเป็นนายแบบน่ะหื้ม”

 

          “ก็จริงหนิ มีแฟนน่ารักขนาดนี้พี่ควรถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆนะ”

 

            “เตนล์..

 

            ยูตะหมุนกล้องไปด้านล่าง ที่เป็นสะพานเชือกเชื่อมต่อไปยังฝั่งตรงข้ามของเขื่อน ไม่ได้ไกลมากนัก มีร่างของใครคนหนึ่งที่ยืนมองเขาอยู่ตรงนั้น และเขาเองก็จำคนๆนั้นได้ขึ้นใจจนพูดชื่อขึ้นมาได้ทันทีโดยอัตโนมัติ มือหนาวางกล้องลงก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

            ยูตะล่องลอยไปซักพัก ก่อนจะเรียกสติตัวเองกลับมาได้ มองไปที่เดิมก็ไม่เจอใครแล้ว เขาจึงคิดว่ามันเป็นแค่ภาพหลอนที่ตัวเองสร้างขึ้นมาจากความคิดถึงเขาคนนั้นมาก

 

            เตนล์ เจ้าของชื่อที่อยู่ในลายสลักใต้กำไลข้อมือยูตะ แฟนที่เป็นผู้ชายคนแรกของยูตะ และของกันและกัน เตนล์เป็นคนไทย เข้ามาเรียนที่นี่แบบไม่มีเพื่อน และคนที่เป็นทั้งพี่และเพื่อนคนแรกของเตนล์ก็คือยูตะ เขาแชร์ห้องร่วมกันทั้งๆที่ยูตะรักสันโดษและไม่อยากให้ใครมาอยู่ด้วย แต่แปลกที่ยูตะเข้ากับเตนล์ได้ดี พัฒนาความสัมพันธ์ไปในทางที่ดี ยูตะชอบเตนล์ เตนล์เองก็ชอบยูตะ ทั้งคู่คบกับราวๆสองปี ความรักของวัยรุ่นคู่หนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน นิสัยที่ไม่เหมือนกันเลยซักนิด ยูตะพูดน้อย เตนล์ช่างพูด ยูตะชอบอยู่คนเดียว แต่เตนล์มักจะผลักดันยูตะให้เข้าสังคมเสมอ ยูตะพูดไม่หวาน ไม่ค่อยเอาใจ แต่เตนล์ชอบอะไรที่โรแมนติก อะไรที่ไม่ดี ยูตะมักจะเตือนเตนล์ ยูตะเคยสูบบุหรี่ แต่เพราะเตนล์ก็ทำให้เขาเลิกได้อย่างหายขาด

 

            “พี่ยูตะ ถามอะไรหน่อย”

 

          “อื้อ”

 

          “ทำไมต้องสูบบุหรี่ด้วย” ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งสองคนนั่งชิดกันอยู่ที่ข้างประตูกั้นระเบียงในคืนที่อากาศกำลังดี ใบหน้าหวานของคนข้างๆกำลังมองยูตะ

 

          “ก็.. ไม่รู้สิ มันติดละมั้ง”

 

          “เตนล์สูบบ้างดิ”

 

          “มันไม่ดี”

 

          “ไม่ดีแล้วพี่สูบทำไม” ยูตะหันมองเตนล์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขายื่นมือไปเขี่ยบุหรี่ให้ดับลงก่อนจะเอนหลังพิงประตูเต็มที่

 

          “ไม่สูบแล้วนี่ไง”

 

          “แล้วจะไม่สูบไปตลอดเลยหรือเปล่า”

 

          “ไม่รู้”

 

          “ถ้าพี่สูบ เตนล์จะสูบ”

 

          “เตนล์

 

          “เตนล์เป็นห่วงพี่นะ ไหนพี่บอกไม่ให้เตนล์ลองอะไรที่ไม่ดี แล้วพี่ทำทำไม”


            ยูตะเดินลงมาตามบันไดหินที่ทอดลงไปสู่สะพานเชือก เขาสอดสายตามองไปรอบๆในพื้นที่กว้างขวาง มันกว้างจนเขามองไปได้ไม่สุด มองไปไม่เจอใครที่ต้องการหา

           

            “พี่ว่า อีกสิบปีข้างหน้าเราจะทำอะไรกันอยู่”

 

          “พี่คงโดนเตนล์ดุอยู่”

 

          “เรื่องอะไร”

 

          “มีกิ๊ก”

 

          “งั้นคงไม่แค่ดุ พี่คงตายด้วยอ่ะ” เสียงหัวเราะของทั้งคู่ประสานกัน บนชิงช้าไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมเขื่อน พระอาทิตย์กำลังจะตกดินสาดแสงสีส้มไปทั่ว ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปลกคลุมอีกครั้ง

 

          “อีกสิบปี ขอแค่อยู่ด้วยกันก็พอ ทำอะไรเดี๋ยวก็คงรู้เอง”

 

          “หื้ม..” เตนล์หันมามองหน้ายูตะพลางขมวดคิ้ว “ไม่คิดว่าพี่จะพูดอะไรแบบนี้กับเขาด้วย”

 

          “ชอบไม่ใช่ไง” มือหนายกขึ้นเกลี่ยปรอยผมหน้าม้าของคนข้างๆอย่างเบามือ

 

          “ชอบดิ พูดบ่อยๆยิ่งชอบเลย”

 

          “ไว้จะพูดให้ฟังบ่อยๆ ถ้าแต่งงานกัน”

 

            “นึกว่าจะไม่ลงมาแล้วนะ” เสียงที่คุ้นเคยจากด้านข้างทำให้ยูตะหมุนตัวไปมองตาม

 

            เตนล์ยืนอยู่ตรงมุมหิน เขายิ้มให้ยูตะบางๆก่อนจะเดินมาเรื่อยๆ เสื้อลายสก๊อตที่สีดำตัดขาวที่ยูตะคุ้นเคยเพราะเขาเองก็มีคู่กัน รองเท้าผ้าใบที่ซื้อให้เตนล์ในวันครบรอบ

            และทุกๆอย่างตรงหน้า มันยังเหมือนเดิมไม่มีผิด ถึงแม้จะผ่านมาเกือบสองปีแล้ว

 

            “ไม่เจอกันนานเลย คิดถึงบ้างหรือเปล่า”

 

            …..

 

            “เตนล์สบายดี หวังว่าพี่ก็เช่นกัน”

 

            …..  ยูตะยังคนยืนนิ่งไม่พูดจาใดๆ เขามองเตนล์ด้วยแววตานิ่งเรียบ โดยที่ดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฝ่ายถูกมองถึงแม้จะเจอสายตาที่คุ้นเคยนั้นก็ต้องหลบตาเสียเอง

 

            “จะไม่พูดกันหน่อยหรอ”

 

            “สบายดี เตนล์สบายดีพี่ก็ดีใจ” ยูตะรู้สึกตัวก่อนจะตอบเบาๆแล้วเสมองไปทางเขื่อนอีกรอบ

 

            “ไม่คิดว่าจะเจอพี่ที่นี่แฮะ”

 

            “อื้อ เหมือนกัน”

 

            “ยังพูดน้อยเหมือนเดิมเลยนะครับ”

 

            “ก็ยังเป็นยูตะคนเดิม” ยูตะเอ่ยปากตอบเรียบๆและหันมามองเตนล์

 

            “นั่นสินะ

 

 

            ทุกอย่างเงียบลงไปทันทีหลังจากที่ยูตะตอบ ทุกอย่างประเดประดังกลับมาในความคิดราวกับชักม้วนฟิล์มกลับมา ยูตะหายใจเข้าออกอย่างติดขัด มือหนาชื้นเหงื่อและลำคอแห้งผาก

            เขาเลิกกับเตนล์ได้เกือบสองปี เหมือนกับที่เขาอยู่ตัวคนเดียวมาเกือบสองปีนั่นแหละ เตนล์กลับไทยไป ไม่ได้ติดต่อกลับมาเลย ตอนนั้นยูตะคิดแค่ว่า ให้เตนล์ไปให้พ้นๆจากเขาที่ทำให้อีกฝ่ายเสียใจมาตลอดก็ดีแล้ว ทั้งคู่ทะเลาะกันหนักมากอย่างไม่เคยมาก่อน เพราะนิสัยที่ต่างกัน เหมือนว่าจะไปได้ดีแต่แล้วมันก็กลายเป็นตัวจุดปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เตนล์กลับไทยไปแล้ว เขาก็ต้องมารับรู้ว่าเตนล์มีคนอื่นไปแล้วนอกจากเขา..

           

            “เตนล์ทะเลาะกับพี่คุณมา เขาบอกว่าเตนล์งี่เง่า”

 

            …..

 

            “พี่ยูตะคิดแบบนั้นหรือเปล่า” ยูตะไม่ได้ตอบเพียงแค่ยืนเฉยๆ เตนล์มองอีกฝ่ายเงียบๆก่อนจะเดินลงไปตรงใต้ต้นไม้ไม่ไกลกัน ชิงช้ายังอยู่ที่เดิม และมีคนเดิมๆ

 

            “เตนล์น่ะ อยากเป็นแฟนที่ดีที่สุด ให้แฟนของเตนล์มีความสุข”

 

            …..

 

            “แต่เตนล์ไม่เคยรู้เลยว่า เตนล์ดีพอให้เขามีความสุขไปพร้อมๆกับเตนล์หรือยัง” เตนล์พูดออกมา ยูตะเองก็ได้ยินหมดทุกอย่าง ร่างโปร่งค่อยๆเดินตามเตนล์ลงไป เสียงลมที่พัดมาสร้างเสียงคลืนราวกับอยู่ติดริมทะเล กลบความเงียบที่เริ่มก่อตัวบ้างเป็นระยะ

 

            “สำหรับพี่ เตนล์ดีที่สุดแล้ว”

 

            “หื้อ”

 

            “เตนล์ดีที่สุด เพราะพี่ไม่ใช่คนดี เลยต้องการคนดีๆแบบเตนล์มาเติมเต็ม” ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่งไม่ไหวติงมองไปทางใด ราวกับยูตะกำลังซึมซับเรื่องราวเก่าๆขึ้นมา

            และยูตะอยากให้ฟิล์มม้วนดียังคงถ่ายภาพได้ต่อ

 

            “ขอโทษนะ ถ้าย้อนเวลากลับไป พี่จะไม่ทำให้เราเลิกกัน”

 

            …..

 

            “พี่มารู้ตัวว่าขาดเราไม่ได้ มันก็สายไปมากๆแล้ว”

 

            ยูตะเดินเข้าไปสวมกอดเตนล์ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ อ้อมกอดที่คุ้นเคยทำให้เตนล์น้ำตาเอ่อออกมาอย่างไม่รู้ตัว สองแขนเล็กกอบตอบเบาๆ

 

            “เตนล์ไม่เคยงี่เง่า ทุกอย่างที่เตนล์ทำให้พี่มีเหตุผลทุกอย่าง” มือหนาลูบกลุ่มผมนิ่มเบาๆ เตนล์สะอื้นเรื่อยๆ และร้องไห้แบบไม่มีเสียง

 

            “ขอโทษอีกครั้งที่ยังคิดถึงเตนล์อยู่ตลอดเวลา”

 

            “พี่ยู..ตะ”

 

            “พี่คิดไว้เสมอว่าถ้าเจอกันอยากจะขอให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม และยังคิดแบบนั้นเสมอมา”

 

            “ฮึก

 

            “แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้วใช่ไหม” เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ ไหล่ข้างซ้ายของยูตะเปียกชื้นไปด้วยน้ำตาของเตนล์ เสื้อแขนยาวสีเทาเริ่มยับยู่ยี่เพราะเตนล์กำมันแน่น ยิ่งเตนล์ร้องไห้มากเท่าไร ยูตะก็ยิ่งกอดแน่นมากขึ้นเท่านั้น

           

            “ชอบให้พี่กอด”

 

          “ทำไมหื้ม” ยูตะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ พร้อมๆกับกอดเตนล์ที่ซุกเข้ามาในอ้อมแขนของเขาไปด้วย เตนล์หลับตาพริ้มพร้อมอมยิ้ม

 

          “พี่กอดอุ่นไง หนาวๆงี้ยิ่งดีเลย”

 

          “ฮึ จะอ้อนให้กอดเยอะๆก็บอก”

 

          “อื้อ กอดทั้งวันก็ดีครับ นะนะ”

 

          “ไม่เอาอ่ะ กอดทั้งวัน”

 

          “อ้าว” เตนล์ผงกหัวขึ้นมามองยูตะแล้วยู่หน้า เจ้าตัวเบนสายตาจากหนังสือมามองเตนล์พลางขยี้ผมเบาๆ

 

          “กอดตลอดไปดีกว่า”

 

            ยูตะกอดเตนล์อยู่นาน เตนล์ร้องไห้ตลอดเวลาจนยูตะไม่อยากจะผละออก เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ให้ความเงียบปลอบใจเตนล์ไปพลางๆ ไม่นานนักโทรศัพท์มือถือเตนล์มีเสียงเรียกเข้า เตนล์ไม่ได้สนใจแต่ยูตะเห็นชื่อโชว์มาว่าเป็นแฟนใหม่ของเตนล์จึงรับสายให้ เขามารับเตนล์ถึงที่ พร้อมช่อดอกไม้มาง้อ ยูตะยืนมองทั้งคู่ไม่ละสายตาจนเขาพาเตนล์กลับไปขึ้นรถ แววตาที่คุ้นเคยหันมาสบเขาอีกครั้งก่อนจะขึ้นรถไป และค่อยๆเคลื่อนออกไปไกลทุกทีจนลับสายตา

 

.

.

.

            เจ้าของร่างโปร่งตื่นตามเวลาปลุกจากนาฬิกาบนหัวเตียง มือหนาหยิบเสื้อเชิ้ตนักศึกษาออกมาสวมพร้อมกับกางเกง ตรวจดูความเรียบร้อยที่หน้ากระจกบานเล็กตรงตู้เสื้อผ้าด้วยความพร้อมสำหรับคลาสเรียนวันนี้

            โพสอิทสีเหลืองที่เริ่มซีด ปากกาหมึกเริ่มจางหายและเยิ้มไปตามการเวลายังแปะไว้ราวๆสี่ถึงห้าใบ ยูตะทอดสายตามองมันอย่างไม่มีคำพูดใดๆ คำสั่งที่เขียนไว้ในนั้น ลายมือที่คุ้นเคย ยังคงอยู่ตรงนี้ และเขาก็ไม่เคยดึงมันออก

 

            อย่ากลับดึก

 

          ห้ามกินเหล้านะรู้ไหม!

 

          ใส่หมวกกันน็อคด้วยถ้าจะออกไปข้างนอก

 

          ห้ามสูบบุหรี่อีก ถ้ารู้ ตายแน่!

 

            ทุกๆโพสอิทลงท้ายด้วยชื่อเจ้าของลายมือน่ารักๆทั้งหมด

 

            เตนล์

 

 

            ยูตะอมยิ้มก่อนจะก้มลงเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋าเสื้อ แต่แล้วเขาก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา มือหนากดเข้าสร้างข้อความ เขาพิมพ์บางอย่าง และลบ.. พิมพ์ และลบ อยู่อย่างนั้นหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็จบลงที่ประโยคสั้นๆที่เขาพอจะคิดออกและดูเหมาะสมที่สุดในตอนนี้

            ยูตะพิมพ์เบอร์ๆหนึ่ง ที่ไม่ได้ถูกเมมไว้ในเครื่อง หากแต่ว่าเขาก็สามารถจำเลขทั้งสิบหลักได้อย่างแม่นยำโดยที่ไม่ตกเลยซักตัว เขายืนนิ่งและชั่งใจอยู่นานก่อนจะตัดสินใจกดส่งมันไปหาเจ้าของหมายเลข..

 

            โทรศัพท์เครื่องเดิมถูกวางลงบนโต๊ะ ทับไว้ด้วยหนังสือสามสี่เล่มตรงนั้นก่อนที่เจ้าของเครื่องจะเดินออกไปจากห้องตามลำพัง ยูตะไม่หวังให้มีข้อความตอบกลับมา แต่ถ้าหากไม่มีจริงๆ เขาก็คงไม่อยากรับรู้หากพกโทรศัพท์ไปด้วยในตอนนี้...

 

            ข้อความธรรมดาๆ

 

            จากที่ตรงนี้ ไกลแสนไกล

 

 

            พี่คิดถึงเราเสมอ..และตลอดไปนะ เตนล์

 

 

THE END

ฟิคชั่ววูบ อารมณ์ดิ่งๆจากเพลงๆนี้เลย lol

แหะ อาจจะมีมาอีกเรื่อยๆเพราะขี้ชิป ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ

อยากรู้กระแสตอบรับ ติดแท็กในทวิตเตอร์กันได้นะคะ

#ขอยูเตนล์

© themy butter

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ wednesd94 จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

16 ความคิดเห็น

  1. #16 sssssalor (@sssssalor) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 04:58
    ชอบนะคะไรท์ หือออหม่นๆจังเลยยยย
    #16
    0
  2. วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 23:16
    ยังเขียนต่ออยู่มั้นอ่าา แต่รอน้าาา
    #15
    0
  3. #14 Imboy20566 (@Imboy20566) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 01:43
    หน่วงมากเลยอ่ะฮรือออออออออ แต่นี่โรคจิตชอบหน่วงๆ เขียนดีมากเลยอ่าาา ชอบที่พี่บรรยายมากกก มันเข้าถึงอารมณ์รับรู้ถึงความรู้สึกของตัวละครเลย รออ่านน้าาาาา
    #14
    0
  4. วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 15:20
    หน่วงมากกก แล้วเพลงก็เข้ามากเลยค่ะ
    เศร้าแต่ชอบมากกก ชอบอารมณ์แบบนี้ ตอนเป็นแฟนกันมันอบอุ่นมากกก แต่พอเลิกกันแล้วก็กลับมาไม่ได้
    เจ็บหัวใจจ
    #13
    0
  5. #12 smok (@lovelove-sihan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 23:27
    โอ้ยยยย เศร้าไปอีก อ่านแล้วซึมตามเรื่องมาก เข้าใจอ่ะว่าไม่มีใครอยากเลิกกันหรอก บางเรื่องเราก็เผลอไปใช้อารมณ์เลยไม่ทันคิดว่าจะส่งผลยังไง เลยเริ่มเปราะบางจนแตกหักลง แต่ตอนที่ยังรักกันอยู่ดูน่ารักมากเลย
    #12
    0
  6. วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 / 19:46
    เข้าใจอารมณ์นี้เลยถ้าย้อนเวลาไปได้ก็ไม่อยากจะเลิกกันหรอกเศร้าาาาาา 
    #11
    0
  7. #10 Daisyx
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 00:41
    ไม่ไหวแล้วค่ะยอมรับว่าไม่ใช่คนที่เสียน้ำตาให้ฟิคบ่อยๆเจอเรื่องนี้เค้าไปน้ำตาไหลเลยค่ะอินมากอินอเไรขนาดนั้น เราเพิ่งมาเจอได้ยังไงเนี่ยจะติดตามผลงานต่อๆไปนะคะ
    #10
    0
  8. วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 14:45
    เศร้ามาก ?? เศร้าแบบมีกลิ่นของความคิดถึง กลิ้นน้ำตาลอยมาเลย สงสารยูตะ คิดถึงเตนล์แทนยูตะเลย ฮือออ เขียนดีค่ะ เรื่องดีจัง เราชอบนะ ??????
    #9
    0
  9. #8 b612 :) (@albe112) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 เมษายน 2559 / 17:35
    เศร้าแต่สนุกอ่ะT____T เอาอีกกกก
    #8
    0
  10. วันที่ 28 เมษายน 2559 / 22:58
    แล้วสรุปคือไม่ได้กลับมาคบกันซินะ..
    #7
    0
  11. วันที่ 26 เมษายน 2559 / 04:48
    เศร้าแรงงงง เดินหน้าต่อไปนะพี่ยูตะ 
    #6
    0
  12. วันที่ 23 เมษายน 2559 / 13:45
    ฮรืออออออ เศร้าาามากกกกกก น้ำตาไหลจริงจัง
    ความทรงจำดีๆช่วงเวลาเก่าๆไหลมาตลอด พอมารู้ตัวอีกทีก็ขาดเค้าไปไม่ได้แล้ว สงสารยูตะ 
    สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุนที่แต่งให้อ่านนะคะ 
    #5
    0
  13. #4 หมวยของยูตะ
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 13:05
    โอ้ยชอบบบบบบมีความเหงาแบบบบบโคตรรรรรรเหงา T_________________________T เศร้าอะ แล้วเพลงบิ้วมากค่ะ ในอดีตมันมีความอบอุ่นก็ได้แต่เก็บมันไว้เป็นความทรงจำ ตอนนี้ไม่มีเค้าแล้ว แง้ สู้ๆนะยูตะ
    #4
    0
  14. #3 soofee26 (@soofee26) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 09:46
    เศร้ามากเลย ฮรือ พี่ยูคิดถึงมากกกก มากจริงๆเลยอ่ะ ไฟท์ติ้งนะคะพี่ยู ฮรืออออออ
    #3
    0
  15. วันที่ 23 เมษายน 2559 / 02:14
    เศร้าสงสารยูตะเเต่เรื่องในอดีตมันก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้เเล้ว
    มีเเต่ต้องเดินหน้า สู้นะพี่ยู ชอบมาอินเข้าไปสุดๆเลยค่ะ
    #2
    0
  16. วันที่ 22 เมษายน 2559 / 21:58
    ชอบมากเลยค่ะ บรรยากาศเหงาๆดิ่งๆในฟิคเข้ากับเพลงมาก เหมือนจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของยูตะเลยแหล่ะ
    #1
    0