[SF/OS] Something about chanbaek

ตอนที่ 26 : อัพเดทสถานะ #เล่มน้องขวัญใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,762
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    27 ต.ค. 62

UPDATE 27/10/2019 
สวัสดีทุกคนนะค้า วันนี้คุณแรมโบ้ขออนุญาตมาอัพเดทว่า เล่มขวัญใจทั้งรอบพรี และรอบสต๊อค ได้ทำการจัดส่งถึงมือทุกคนเรียบร้อยแล้วนะค้า สำหรับใครที่สั่งรอบพรีแล้วยังไม่ได้รับหนังสือ อยากให้  DM มาทางทวิตเตอร์ Lambo_exoplanet นะค้า เดี๋ยวเราจะช่วยดูแลให้นะค้า ต้องขออภัยทุกคนอีกครั้งในความผิดพลาดหลายๆประการและความล่าช้าของเรา หากมีเรื่องหน้าจะขออนุญาตเอาควาามผิดพลาดในรอบนี้ไปเป็นบทเรียนและแก้ไขให้ดีขึ้นนะคะ (ที่จริงแอบมีโปรเจคท์อยู่ในใจ แต่ตั้งใจว่าถ้าเขียนไม่ครบ 5 ตอน จะไม่เอามาลง อย่างไรก็ตามถ้าคุณแรมโบ้ มีโอกาสได้คลอดน้องออกมา ขอฝากน้องไว้ในอ้อมใจด้วยนะค้า ขอบคุณมากๆเลยค่า) สำหรับลูกค้าทุกๆท่านในรอบพรี คุณแรมโบ้ ขอบคุณจากใจเลยนะคะ และหวังว่าน้องขวัญใจจะช่วยคืนความสดใส และมอบรอยยิ้มให้ทุกคนได้นะค้า :)

เพิ่มเติม : **
สำหรับคนที่สนใจรอบสต๊อค** ตอนนี้มีรอบสต๊อคเหลืออยู่ 15 ชุดสุดท้ายนะคะ หมดรอบนี้คาดว่าคงจะไม่ได้พิมพ์เพิ่มแล้วค่ะ เพราะการพิมพ์แต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูง และเราเองไม่ค่อยมีเวลาด้วย และหากมีการพิมพ์รอบต่อไปจะไม่มีเล่มพิเศษ 80 หน้า แถมน้า เพราะฉะนั้นอย่าลังเลค่ะ DM มาทางทวิตเตอร์ Lambo_exoplanet ได้เลยค่า 

สำหรับของที่ได้ในรอบสต๊อคเพิ่มเติม นอกจากหนังสือมีดังนี้ค่า - ที่คั่น 1 ลายหน้าปก - โปสการ์ด (4*6) จำนวน 2 ลาย - เล่มพิเศษ ขนาด A6 จำนวน 80 หน้า



(ตัวอย่างเล่ม)






(ตัวอย่างไฟล์)




(ตัวอย่างในเล่ม A6) *เล่มเล็กที่แถมเฉพาะการสั่งซื้อรอบนี้เท่านั้น เป็นเรื่องใหม่ เนื้อหาในเล่มไม่เกี่ยวข้องกับเล่มหลักเลย พระเอกชื่อ ชลธีร์ (ตัวละครที่มีนิสัยตรงกันข้ามกับชลธร) *

                “อ๊า..อึก”

  “อ๊ะ..อ๊ะ..อะ!!”
                เพราะคนถูกรังแกพยายามกลั้นเสียงร้องเอาไว้ เสียงที่ดังลอดออกมาจากห้องน้ำจึงเป็นเสียงที่ไม่ดังมากนัก นับว่าชลธีร์ยังเมตตาขวัญใจอยู่มาก ที่เลือกลากเขามารังแกในช่วงเวลาที่หลายคนทยอยกลับกันไปหมดแล้ว
                 “ยะ..หยุดนะ
!!
                พยายามดิ้นให้หลุดจากอุ้งมือหนา ทว่าเสื้อเชิ้ตสีหวานที่สวมใส่ก็ถูกกระชากจนกระดุมหลุดลุ่ย แหวกให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียน ขวัญใจร้องครางอย่างตื่นตระหนก เสียงโต๊ะเลื่อนดังครืดยามที่ร่างหนากดร่างเล็กบางลงกับโต๊ะทำงาน ทำร่างเล็กหวาดกลัวจนซ่านไปทั้งอก
                “ปะ..ปล่อย..ฉัน...อื้อ”           
                ร่างเล็กกัดริมฝีปาก พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดออกมาให้เขาได้ยิน หันหน้าหนีริมฝีปากร้ายที่เคลื่อนเข้ามาหมายจะข่มเหง เมื่อเห็นว่าไม่ให้ความร่วมมือ เขาจึงเปลี่ยนที่หมายเป็นลาดไหล่ขาว ที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อ 
                “พี่ชล..เราเจ็บ..” 
                 ชื่อที่ถูกเปล่งออกมาจากปากเล็กทำร่างสูงชะงักไปนิดหนึ่ง สรรพนามที่เขาเคยอยากได้ยินมากที่สุด แต่มาวันนี้มันกลับเป็นเหมือนหนามที่ทิ่มแทงหัวใจ ยิ่งพอนึกถึงสิ่งที่คนตัวเล็กตรงหน้าทำกับเขาไว้ ริมฝีปากร้อนก็ไม่ลังเลที่จะขบกัดซอกคอขาวจนมันปรากฎรอยสีแดงบนผิวสีน้ำนม 
                “ฮึก...”
                “อย่ามาบีบน้ำตา..”
                ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดโตไหลออกมาจากปลายหางตาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ และมันยิ่งไหลพรั่งพรู เมื่อได้ยินประโยคต่อมาที่ออกมาจากปากของร่างสูงว่า..
                “นายบอกจะให้ฉันทำอะไรนายก็ได้ จนกว่าฉันจะพอใจไม่ใช่เหรอ”
                เขาไม่ใช่..พี่ชลคนเดิมที่ขวัญใจเคยรู้จัก
                “อึก..อ๊ะ” 
                ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขัดขืนยามที่เจ้าของฝ่ามืออุ่นปลดกระดุมกางเกงที่ตัวเองสวมใส่อยู่ลง  ร่างเล็กทั้งร่างสั่นสะท้านยามที่เจ้าของกายกำยำเคลื่อนตัวเข้ามาแนบประชิด รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่คลอเคลียอยู่ตรงผิวเนื้ออ่อน       
                “พูดอะไรไว้แล้วก็ต้องทำตามที่พูดสิ”
                เปลือกตาสีไข่ไก่ปิดลงยอมรับความเจ็บปวดที่ร่างสูงยัดเยียดให้ ปล่อยเสียงสะอื้นสลับกับเสียงครางยามที่ความแข็งแกร่งบดเบียดเข้ามา ขวัญใจเจ็บไปทั้งกายและใจ แต่ก็ไม่รู้จะหาทางหนีออกไปได้อย่างไร นอกจากปล่อยน้ำตาให้ไหลรินครั้งแล้วครั้งเล่า จนสติการรับรู้ดับวูบไป ในอ้อมกอดของร่างหนา
                นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองใบหน้าหวาน ที่ตอนนี้หลับตาพริ้มอย่างสงบ หากขอบตาที่บวมช้ำ และรอยเลือดที่เปื้อนตรงต้นขาขาว ก็บ่งบอกถึงความร้ายกาจของเขาที่ร่างเล็กต้องเผชิญเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาได้ดี มือหนาหยิบทิชชู่มาทำความสะอาดคราบที่เปรอะตามร่างกายที่บอบช้ำอย่างเบามือ 
                ทั้งที่ควรจะรู้สึกสะใจ ที่ได้ทำให้ร่างเล็กได้รู้บ้างว่าที่ผ่านมาชลธีร์ต้องเจ็บปวดทรมานเท่าไร แต่พอได้สบตา ได้พบหน้า หัวใจเขากลับอ่อนลง 
                ..ชลธีร์ก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้
                กายสูงช้อนตัวร่างเล็กขึ้นมาไว้แนบอก ริมฝีปากที่ร่างเล็กเคยว่ามันช่างร้ายหนักหนาค่อยๆกดจูบลงบนหน้าผากเนียนอย่างแผ่วเบา น้ำตาที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาหลายปี มาวันนี้มันกำลังไหลออกมา

กว่าขวัญใจจะรู้สึกตัวก็เป็นช่วงสายของอีกวัน ร่างเล็กจำไม่ได้หรือที่จริงไม่อยากจะจำว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่ห้องนอนของตัวเองได้อย่างไร หรือใครเป็นคนพามา แต่เพียงแค่ลุกขึ้นนั่งเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกที่ติดอยู่ตรงผนังปลายเตียง ร่องรอยของเมื่อวานที่ถูกร่างสูงกระทำก็ยิ่งปรากฎให้เห็นชัด แม้ว่าอยากจะไม่ใส่ใจแต่ความรู้สึกปวดหนึบตรงสะโพกและรอยแดงตามร่างกาย ก็ยิ่งย้ำเตือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องทำงานของนายแพทย์ชลธีร์นั้นไม่ใช่แค่ฝัน อีกครั้งที่น้ำตาเม็ดโตไหลออกมาจากหน่วยตา 
                อย่างน้อยถ้าเขาเลือกทำตามสัญญา บางทีเราทั้งคู่...
                ขวัญใจสะบัดความคิดที่แวบเข้ามาในหัว มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วที่จะคิดย้อนไปแก้ไขอดีตที่เลือกตัดสินใจไปแล้ว ในเมื่อเลือกเดินเส้นทางนี้ก็ต้องยอมรับในผลที่จะตามมาและเตรียมตัวชดใช้กรรมที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้

“ขวัญใจเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง” ขวัญใจที่เปิดประตูเข้ามาในห้องยา ฝ่ายเภสัชกรรมยิ้มอ่อนให้เพื่อนร่วมงาน หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เขาลางานไปสองวันเพื่อพักรักษาตัว โดยแจ้งเหตุผลกับหัวหน้าไปว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แน่นอนว่าไม่มีใครสงสัยจะถามอะไรอีก เมื่อเห็นร่างเล็กกลับมาแข็งแรงและทำงานได้ตามปกติ 
                เมื่อเห็นขวัญใจเดินมานั่งประจำโต๊ะ พี่เจ้าหน้าที่ผู้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ร่างเล็กต้องบากหน้าไปขอความเมตตาจากท่านผู้บริหารโรงพยาบาล ก็เดินเข้ามาหา  
                “ขอบใจมากเลยนะที่ขวัญใจช่วยไปคุยกับคุณชลธีร์ให้” เธอพูดเสียงเบา รู้สึกผิดจริงๆเพราะการทำบัญชีที่ไม่รอบคอบของเธอเองทำให้โรงพยาบาลจัดซื้อยาผิดเป็นจำนวนมาก และรุ่นน้องอย่างขวัญใจที่เป็นคนอนุมัติออเดอร์นั้นก็พลอยต้องซวยไปด้วย ว่ากันตามจริง เธอมีสิทธิถูกไล่ออกได้เลย แต่เพราะขวัญใจบอกว่ารู้จักกับท่านผู้อำนวยการ เธอก็ไม่รู้ว่ารุ่นน้องไปทำอย่างไร แต่เธอก็ดีใจจริงๆที่ซองขาวไม่ได้วางอยู่บนโต๊ะเธอในวันต่อมา “พี่นึกว่าจะถูกไล่ออกซะแล้ว”
                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของผมด้วย”

                “แล้วท่านผอ.เขาว่าอะไรน้องขวัญใจรึเปล่า”
                “ก็...ไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ” ร่างเล็กเม้มปากจนมันเป็นเส้นตรง ไม่อยากพูดถึงเรื่องเมื่อวันนั้นอีก
                “สงสัยท่านคงกำลังอารมณ์ดีอยู่มั้ง ก็เลยไม่ว่าอะไร” 
                ขวัญใจย่นคิ้ว เมื่อพี่ฝ่ายจัดซื้อเริ่มคาดเดา แต่ก็นึกใบหน้าตอนอารมณ์ดีของคุณชลธีร์ไม่ออกจริงๆ คนคนนั้นยิ้มเป็นรึเปล่าก็ไม่รู้ 
                “เราหยุดไปหลายวันเลยไม่เห็นแฟนคนใหม่ของคุณชลธีร์น่ะสิ สวยอย่างกับดารา เห็นลือกันว่าคนนี้คุณหญิงแม่ของคุณชลธีร์ไฟเขียวให้เต็มที่เลยด้วย” พอได้คุยถึงเรื่องเจ้านายก็พูดอย่างออกรสออกชาติ หาได้สังเกตใบหน้าซีดเผือดของขวัญใจที่ตอนนี้ซีดบางเสียยิ่งกว่ากระดาษเอสี่คุณภาพต่ำ ต้องทนอยู่ในสภาพนี้อีกนานแค่ไหนกันนะ หากสมองมันสั่งการหัวใจให้เลิกรักผู้ชายคนนั้นได้ก็คงจะดี


- - - - -
หลายปีก่อน

                ขวัญใจยังจำได้ว่า ตอนที่เขามาถึงงานแรกพบรวมห้าหมอในวันแรก เขาก็ถูกพี่ๆพาไปลงทะเบียนและแยกเข้าแถวตามสี ขวัญใจมาถึงเป็นคนสุดท้ายเลยต้องไปนั่งอยู่ท้ายแถว เพราะเป็นคนเดียวของโรงเรียนที่สอบติดคณะเภสัช จึงไม่รู้จักใครเลย ได้แต่นั่งมองเพื่อนๆคุยกันอย่างเหงาๆ
                พอพี่ผมสีเงินโผล่ออกมา เพื่อนๆก็กรี๊ดกันจนใบไม้ต้องเหลียวมอง
                “พี่คนนั้นเขาเป็นใครเหรอ” ใบไม้สะกิดถามเพื่อนที่นั่งข้างหน้าอย่างงงๆ
                “นายไม่รู้จักพี่ชลธีร์เรอะ
!” เพื่อนใหม่ถลึงตาใส่ “พี่เขาอยู่ปี เป็นเดือนคณะแพทย์แล้วก็ยังเป็นเดือนมหาลัย คนเนี้ยขวัญใจสาวๆทั้งมหาลัยตั้งแต่ปีหนึ่งละจ่ะ สมัยปีหนึ่งเขาเคยโฆษณาเปทีนด้วย เคยดูปะ อยากเป็นหมอ แดกเดปทีน ดีนะที่กินตามพี่เขาเนี่ยถึงได้ติดหมอ” 
                คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกๆ เออออตามเพื่อนที่ดูจะปลื้มพี่คนนั้นเอามากๆ คนอะไรหล่อ ใจดี แล้วยังเป็นพรีเซนเตอร์เดปทีนอีก 
                ขวัญใจมองตามพี่ชลธีร์ที่ช่วยเพื่อนๆจัดแบ่งน้องๆออกเป็นกลุ่ม พี่เขาดูโดดเด่นมากสมกับเป็นเดือนมหาลัยจริงๆนั่นแหละ คนตัวเล็กรีบก้มหน้าลงตอนที่เขามองมาทางกลุ่มที่ขวัญใจนั่งอยู่ หวังว่าพี่เขาคงจะไม่เห็นหรอกนะ 
                กิจกรรมตอนเช้าเป็นการสันทนาการ พี่ๆหลายชั้นปีจะมารวมกันและเต้นสันเพื่อต้อนรับน้องใหม่ เห็นเรียนสายสุขภาพใครๆก็เข้าใจว่ามีแต่เด็กเรียบร้อย เนิร์ด เต้นไม่เป็น แต่ถ้าได้มาเห็นพวกพี่ๆที่เต้นอยู่ตรงหน้าขวัญใจตอนนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดซะใหม่ เพลงแล้วเพลงเล่า พี่ทุกคนเต้นกันดุ ไม่มีใครยอมใคร แม้แต่พี่ที่เป็นกองปฐมพยาบาลก็ยังเต้นกับเขาด้วย 
                ขวัญใจที่จบมาจากโรงเรียนชายล้วน จากจังหวัดห่างไกลในแถบภาคเหนือ ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ถึงแม้จะพยายามเต้นตามจังหวะกลอง แต่ขวัญใจว่าตัวเองเต้นออกมาเหมือนอากงที่รำไทเก๊กในสวนลุมมากกว่า 
                ตอนนั้นขวัญใจไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกใครบางคนมองอยู่ตลอด จนมาถึงเพลงสุดท้าย มันเป็นเพราะความบังเอิญที่ขวัญใจหันไปสบตากับเดือนคณะแพทย์ที่กำลังมองมาพอดี แล้วพี่เขาก็ส่งยิ้มให้ 
                แต่ขวัญใจว่า พี่เขาไม่ได้ยิ้มให้ขวัญใจหรอก
                ...เพราะดาวคณะแพทย์ ก็ยืนเต้นอยู่ข้างๆขวัญใจนี่เอง 
                จนกระทั่งเพลงจบลง 
                และพี่เดือนคนนั้นก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า 

                ที่จริงพี่เขาไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ แต่ควรเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่อยู่ข้างๆขวัญใจ แต่เพราะพิธีกรดันสั่งให้พี่ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าน้องขยับไปทางขวาหนึ่งก้าว ซึ่งคนถัดจากดาวคณะก็คือ
                “น้องขวัญใจ”
                พอถูกเรียกว่า น้อง คนน่ารักขนาด 
174 เซนติเมตรที่เป็นพี่ชายคนโตของบ้าน ก็ทำตัวไม่ถูก ขวัญใจยกมือขึ้นลูบแก้ม ลูบปาก ลูบคาง ลูบคอ ราวกับไม่รู้จะเอามันไปไว้ตรงไหน ซึ่งพี่คนหล่อเขาก็สังเกตเห็นว่าเจ้าคนตรงหน้าประหม่าเขาแค่ไหน เดือนแพทย์อมยิ้ม ขณะที่แนะนำตัว
                “พี่ชื่อชลธีร์นะครับ”
                ขวัญใจไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็ปลื้มพี่เขา ยิ่ง
เวลาพี่ชลยิ้ม เห็นรอยบุ๋มข้างๆแก้ม ความหล่อของพี่จากที่หล่ออยู่แล้ว มันจะเพิ่มระดับจากเดิมไปอีก แต่อย่าคิดนะว่าขวัญใจจะหลงกับแค่รอยยิ้มนั่น คนตัวเล็กมีพี่ชายที่หล่อกว่าเดือนแพทย์ตั้งเยอะแยะ อย่างคุณหมอชลธีร์น่ะธรรมดามาก ไปเดินแถวจตุจักรก็เจอ
                “มีอะไรติดอยู่บนหน้าพี่รึเปล่าครับ” ชลธีร์กลั้นยิ้ม แกล้งทำหน้าดุ แต่แววตาที่มองคนตรงหน้าอย่างละเอียดนั้นปิดไม่มิด เขาก็ไม่รู้ว่าน้องคนนี้มันมีอะไร ทำไมถึงได้เห็นแล้วอยากเดินเข้ามาแกล้ง ยิ่งได้เห็นหน้าน้องตอนสะดุ้งเพราะถูกจับได้ว่าแอบมองเขาอยู่ ยิ่งรู้สึกเอ็นดูจนอยากหาเรื่องแกล้ง
                “ข ขอโทษครับ” ไม่รู้หรอกว่าขอโทษเรื่องอะไร แต่ถ้าขอมาอยู่ในใจบอกเลยพี่ชลยินดีมาก 
J    
                “เกมต่อไปนี้เป็นเกมสานสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง เกมนี้เป็นเกมเป่ายิงฉุบพระราชา ใครแพ้ติดต่อกันสามตาจะต้องโดนลงโทษ โดยผู้ชนะสามารถสั่งให้คนแพ้ทำอะไรก็ได้”
                คนตัวเล็กอมยิ้มกริ่ม พอมองดูอีกฝ่ายที่ยืนหน้านิ่ง ก็คิดไปเองว่าพี่ชลคงไม่ค่อยถนัดเกมนี้ ต่างจากขวัญใจที่เป็นเซียนด้านการเป่ายิ้งฉุบ พูดแล้วจะหาว่าคุยแถวบ้านขวัญใจไม่มีใครสู้ได้เลย
                “ออมมือให้หน่อยนะ พี่เล่นไม่ค่อยเก่ง”
                “ตาแรกจะอ่อนให้หน่อยก็ได้”              
                “..”
                “เฮ่ยยย”
                “...”          
                “ชนะอีกแล้วเหรอ”
                ชลธีร์เอียงคอมองมือตัวเองที่ทำหน้าที่แทนกระดาษ และมือของน้องขวัญใจที่ออกค้อน ซึ่งทำให้เขาชนะน้องติดต่อกันสามตา ชายหนุ่มยิ้มทั้งปากและตา ยามมองดูอีกคนทำหางตาตก คอตก แก้มสองข้างนั่นก็ย้อยลงมา คนอะไรทำหน้าเศร้าได้น่าแกล้งจริงๆ
                “มาให้พี่ลงโทษซะดีๆ”
                “ฮื่อ”
                เจ้าคนน่ารักย่นคอ มองอีกฝ่ายอย่างหวาดระแวง ตอนนี้เขาตกเป็นลูกไก่ในกำมือของพี่เขาแล้ว จะบีบก็ขี้แตก จะแกล้งตายเขาก็คงไม่ปล่อยไปแน่ๆ 
                ก็ดูพี่เขายิ้มสิ 
ฮือออ
                ชลธีร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนคางชิด ปลายจมูกเล็กของน้อง ก่อนจะออกคำสั่งด้วยเสียงทุ้ม ที่ทำให้คนฟังใจเต้นระรัว
                “หลับตา” 
                ขวัญใจตัวน้อยรีบหลับตาปี๋ จนจมูกย่น ถึงอย่างนั้นก็ยังได้กลิ่นโคโลญจน์แบบผู้ชายแมนๆ ที่ขวัญใจไม่รู้หรอกว่ามันเป็นกลิ่นอะไร แต่ว่าพอมันอยู่บนตัวเดือนแพทย์แล้ว มันทำให้ใจดวงเล้กเต้นแรงชะมัด ไอ้โคโญจน์นี่มันต้องมีผลรีเซพเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งที่หัวใจแน่ๆ (ขวัญใจรู้ ขวัญใจเรียนมา) 
                ป๊อ
! 
                เสียงดีดหน้าผากดังป๊อกนั่น ทำเอาเจ้าคนตัวเล็กซี้ดปากโดยอัตโนมัติ คนอะไรมือหนักเป็นบ้า พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาหน้าผากต้องเป็นรอยแหงๆ พอลืมตาขึ้นมาก็จ้องคนพี่ด้วยสายตาอาฆาตแค้น ย่นจมูกใส่เหมือนหมาเวลามันขู่เจ้าของ แต่แทนที่เดือนแพทย์จะรู้สึกผิด พี่เขากลับอมยิ้ม
                นี่ขวัญใจจะโกรธแล้วนะ
! 
                “ใครสั่งให้ลืมตา”

                ทำเป็นจ้องพี่เขาได้ไม่นาน พอถูกดุด้วยเสียงเข้มๆหน่อย คนขวัญอ่อนอย่างขวัญใจตัวน้อย ก็รีบหลับตาฉับ ไม่วายบ่นกระปอดกระแปดพลางใช้มือลูบหน้าผากป้อยๆ เรียกคะแนนสงสาร
                “ก็เราเจ็บอะ”
                “เจ็บตรงไหนครับ”
                “ตรงนี้” 
                ใช้นิ้วจิ้มๆฟ้อง ริมฝีปากสีชมพูขยับมุบมิบ แล้วก็ต้องนั่งแข็งทื่อเปลี่ยนชื่อจากขวัญใจเป็นก้อนหิน เมื่อจู่ๆลมหายใจอุ่นๆจรดรดบนหน้าผากแผ่วเบา ราวกับทุกสิ่งรอบตัวหยุดเคลื่อนไหว แม้จมูกโด่งๆของเดือนแพทย์จะค่อยๆห่างออกไป แต่ขวัญใจยังรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่คนพี่จงใจทิ้งไว้   
                “หายเจ็บยังครับ”
                ตึก..ตึก...ตึก...
                “พี่ชลลงโทษเราเกินอะ”
                “...”
                “เอาหน้ามาให้ลงโทษกลับเลยนะ”
                ขวัญใจไม่ยอมเสียเปรียบแน่ๆ 
._.
            
 ว่าแล้วเจ้าคนตัวเล็กก็คุกเข่า ใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าคมของคนหล่อไว้ ยืดตัวขึ้นให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน ก่อนจะโน้มตัวลงไปใกล้ร่างสูงของเดือนแพทย์ที่นั่งตัวแข็งทื่อ แล้วก็...
                “โอ๊ยยย” 
                ใช้หน้าผากตัวเองโขกกับชลธีร์เสียงดังโป๊ก

                พอถูกเจ้าของดวงตาสีดำเข้มช้อนมอง ตัวแสบก็หลบตาวูบ รอยยิ้มเล็กผุดขึ้นบนริมฝีปากบาง เสียดายที่ขวัญใจไม่กล้าหันกลับไป ไม่งั้นก็คงได้เห็นริ้วสีแดงจางๆบนแก้มของผู้ชายที่ถูกแกล้ง... 


หมายเหตุ : ตัวอย่างที่เอาลงมี 2,500 คำ ในเล่มจริงมี 80 หน้าจุกๆไปเลยจ้า บทสรุปของน้องขวัญใจกับพี่ชลธีร์(ที่เปลี่ยนไปแล้ว) จะเป็นอย่างไร หมดรอบนี้ เล่มพิเศษไม่มีแจกเพิ่มแล้วนะค้า คุ้มมากๆ คุ้มจริงๆไม่อยากให้พลาดน้า

























(ตัวอย่างตอนพิเศษในเล่มใหญ่) 


ตอนพิเศษ 2 : บันทึกของชลธร

              หลายวันก่อนขวัญใจถามผมว่า 
            
พี่ชลเริ่มชอบเราตอนไหน ใช่วันที่เอาร่มไปให้ไหม 
                ผมฟังแล้วก็ได้แต่นั่งยิ้ม ไม่ยอมตอบ ไม่ใช่ว่าตอบไม่ได้ แต่ผมอยากให้เขาจำ วันแรก ที่เราเจอกันได้เองมากกว่า 
                ขวัญใจน่ะ ไม่เคยรู้เลยว่าครั้งแรกที่เราเจอกัน ไม่ใช่วันที่ฝนตก ตรงใต้อาคารเรียนรวม... 
                ไม่ใช่วันที่เขาเอาร่มมาให้ผม แล้วก็ทำให้ผมเกิดความประทับใจจนจำเขาได้
                แต่มันเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว         
                และเขาก็เป็นรักครั้งแรกของผม...
                ผมยอมรับว่าตอนแรกที่เจอกันตรงใต้อาคารนั่น ผมก็จำขวัญใจไม่ได้หรอก แต่ขวัญใจเขาก็มีวิธีเฉพาะตัวที่ทำให้คนที่เพิ่งจะเจอหน้ากันสามารถจดจำเขาได้ในการพบกันเพียงครั้งเดียว
                
นี่ๆเอาร่มเราไปไหม’
                ตอนที่ผมเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ แล้วเห็นน้องมันเสียสละร่มของตัวเองให้ ความรู้สึกในใจตอนนั้นผมพูดเลยว่า โคตรประทับใจ แต่แล้วความประทับใจเมื่อแรกพบก็พังครืนลงมา ตอนที่ร่างจ้อยมันวิ่งดุ๊กๆไปขออาศัยร่มน้องดาวคนที่ผมกำลังคุยด้วย กลายเป็นความหมั่นไส้ที่เข้ามาแทนที่ ตอนนั้นนะผมพูดเลยว่า อยากจะแกล้งไอ้เด็กหน้าจืดๆคนนั้นให้ร้องไห้วิ่งกลับบ้านไปเลย
                ความหมั่นไส้เพิ่มมากขึ้น ตอนที่ผมไปกินข้าวที่โรงอาหาร แล้วได้ยินน้องรหัสของภีมพล เพื่อนสนิทของผม ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าน้องเขาเป็นรูมเมทกับเด็กหน้าจืดชืดคนนั้น น้องคุโด้เล่าให้ฟังว่ารูมเมทเขานะ พอรู้ว่าน้องใบพัดชอบกินอาหารออแกนิค ก็ปั่นจักรยานไปซื้อสลัดกับน้ำเต้าหู้ ให้ใบพัดทุกวัน ถึงตัวเองไปเรียนสายแต่ขอให้สาวได้กินอิ่มก่อน คุโด้ว่ายังไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนรักผู้หญิงได้จริงใจเท่าขวัญใจสักคน แล้วใบพัดก็เป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉาสุดๆเลย
                ตอนนั้นผมนั่งฟังน้องรหัสภีมโม้เรื่องรูมเมท พร้อมกับหัวเราะในลำคอไปด้วย กำลังคิดว่า มันจะสนุกแค่ไหนถ้าได้แกล้งให้ไอ้เด็กคนนั้นให้ร้องไห้
                ซึ่งความจริงแล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจจีบน้องใบพัดเลย ที่รู้จักกันก็เพราะคุณแม่ของใบพัดรู้จักกับแม่ของผม พอลูกสาวเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับผมได้ แม่ผมก็เลยสั่งให้ช่วยดูแลน้องด้วย ผมก็เลยไปรับไปส่งเธอตามคำสั่งของคุณนายแม่ กระเป๋าชาแนลที่ผมให้เธอก็เป็นของขวัญที่แม่ผมฝากมาให้แม่น้องใบพัดเป็นของขวัญวันเกิด หาใช่ผมเป็นคนเปย์สาวเสียเมื่อไหร่ แต่คนทั้งมหาลัยเขาไม่รู้เรื่องนี้ด้วย ก็เลยเข้าใจกันไปเองว่าผมกำลังจีบใบพัดอยู่ 
                ซึ่งคนทั้งมหาลัยนั้น ก็มีขวัญใจรวมอยู่ด้วย 
                นึกย้อนไปถึงวันที่ผมกับภีมไปกินข้าวด้วยกันหลังหอ แล้วดันไปเจอขวัญใจเข้ามาสั่งไก่ไปให้ใบพัด ผมเลยแกล้งสั่งพิซซ่าตัดหน้าน้องที่กำลังจะเอาไก่ทอดไปให้น้องใบพัดที่ห้อง 
                ถ้าผมรู้มาก่อนว่า เงินก้อนนั้นที่ขวัญใจใช้ซื้อไก่เป็นเงินสำหรับค่าข้าวทั้งอาทิตย์ ผมคงไม่แกล้งน้องแบบนั้น เรื่องนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่ในใจมาถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเวลาขวัญใจบ่นอยากกินอะไร ผมก็จะไม่ขัดเขาเลย ซื้อให้กินทุกอย่างนั่นแหละ ผมน่ะอยากให้เขาอ้วนจ้ำม่ำ หนุ่มๆจะได้เลิกมาขายขนมจีบกับแฟนผมสักที
                แต่ก็นั่นแหละ ผมในตอนนั้น ไม่รู้สึกอย่างอื่นนอกจากหมั่นไส้เจ้าคนที่ยังคงรักมั่นคงกับหญิงสาวคนเดียว แม้เธอจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย ผมไม่รู้ว่าหลังจากวันนั้น..คนที่ผมเห็นว่าหน้าจืดๆของมันช่างเกะกะลูกกะตา จะเป็นคนที่ทำให้ผมร้อนใจ กระวนกระวาย ในวันที่ผมเห็นเขามีน้ำตา กลายเป็นคนที่ทำให้ผมคิดถึง จนทำงานทำการไม่ได้ และเป็นคนเดียวที่ผมอยากมีเขาอยู่ข้างๆไปตลอดชีวิต

                แน่อนว่า พระเจ้าชอบเล่นตลกกับผมเสมอ ท่านส่งเด็กหน้าจืดๆคนนั้นมาเป็นเนื้อคู่ผม แต่ไม่ยอมให้ผมรู้ตัวเลย มาย้อนคิดกลับไป ถ้าผมไม่ได้สนใจขวัญใจเลย คาบบ่ายที่ผมควรจะนั่งเฉยๆอยู่บนอัฒจันท์ในแมทช์ชิงแชมป์บาสเกตบอลนั่น 
                แต่พอเห็นขวัญใจเล่นอยู่ตรงนั้น ผมกลับไม่ลังเลเลย ที่จะเดินลงไปแกล้งเขา...เหมือนเด็กผู้ชายเวลาเจอเด็กผู้หญิงที่ชอบ แล้วอยากแกล้งให้เธอร้องไห้เพราะเขานั่นแหละ          
                ในตอนนั้นผมมองขวัญใจเป็นแค่คู่แข่งตัวเล็กๆที่จะบี้ให้ตายคามือเมื่อไรก็ได้ แต่ตอนที่ผมชนเขาล้มลงไปกับพื้น แทนที่จะรู้สึกสมน้ำหน้า ที่ทำให้คนน่าหมั่นไส้ได้รู้ซะบ้างว่าใครเหนือกว่ากันแน่ แต่ผมกลับเป็นคนที่ทำหน้าที่แทนพยาบาลสนาม แบกขวัญใจไปตรงห้องพยาบาล (จนป่านนี้ขวัญใจก็ยังไม่รู้เรื่องนี้) และอยู่ปฐมพยาบาลให้เขาจนฟื้น มีเพื่อนๆของเขาวนเข้ามาถามไถ่อาการ หลายคนเล่าให้ฟังว่า คนตัวเล็กฝืนเล่นทั้งที่สภาพไม่พร้อม เพราะตั้งใจจะให้ใบพัดมาเห็นภาพลักษณ์เท่ห์ๆ แน่นอนน้องกัปตันทีมบาสคณะผม ก็รู้เรื่องนี้และมันก็ให้ความร่วมมือกับขวัญใจอย่างดี แต่ก็นะ ใบพัดไม่มาตามระเบียบ ขณะที่ขวัญใจที่ร่างกายอ่อนเพลีย ข้าวก็ยังไม่ได้กิน เมื่อคืนก็นอนดึก มัวแต่ทำงานที่ใบพัดวานให้ช่วยจนไม่มีเวลานอน วันนี้พอถูกผมชนก็เลยเป็นลมไปอย่างที่เห็น
                ตอนขวัญใจยังไม่ฟื้นผมหยิบโทรศัพท์ที่ใบพัดไลน์มาหาขึ้นมาดู ข้อความที่เธอส่งมาทำให้ผมชาวาบ
            
พี่ชลไปลงแข่งบาสเหรอคะ ไม่เห็นบอกใบพัดเลย จะได้ไปเชียร์
                เออนะ เธอจะรู้ไหม ว่ามีคนรอเธอมาเชียร์อยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคน
                ที่จริงตอนที่เด็กนั่นฟื้นขึ้นมา แล้วพูดอวดๆว่าจะจีบดาวคณะแพทย์แข่งกับเดือนมหาลัย ผมควรจะรู้สึกหมั่นไส้เหมือนที่ผ่านๆมา แต่วันนั้นผมจำได้เลยว่าตัวเองไม่ได้คิดแบบนั้นเลย
                แล้วเขาน่ะพอรู้ว่าผมเป็นผู้มีพระคุณช่วยตัวเองเอาไว้ เจ้าคนที่แสนซื่อก็ไว้ใจผม เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังเสียหมด ไม่ได้รู้ตัว หรือระวังตัวเลยว่าคนที่ตัวเองกำลังนั่งเม้าท์ด้วย จะเป็นคนเดียวกับเดือนแพทย์ที่กำลังนินทาอยู่ เด็กอะไรก็ไม่รู้ทั้งเปิ่น ทั้งน่าหยิก วันนั้นผมต้องกลั้นยิ้มแทบตายไม่ให้หลุดพิรุธออกไปว่าเดือนมหาลัยที่เขาเกลียดคือผมเอง
                เด็กบ๊องเอ๊ย..
                ความตลกที่เจ้าตัวทำออกมาโดยไม่รู้ตัว ความใสซื่อน่ารักเป็นธรรมชาติ ซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเอง ไม่ต้องแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางใด มีแค่หน้าโล้นๆก็มั่นใจในความหล่อของตัวเอง ทั้งที่หน้าตาดูไปแล้วก็แสนธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจ
                แต่กลับสะดุดใจผม
                อาจเป็นเพราะขวัญใจมีนิสัยหลายๆอย่างที่ผมไม่มี เวลาอยู่กับขวัญใจผมรู้สึกสนุกและยิ้มได้ตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงแล้วผมไม่ใช่คนยิ้มเก่งเลย 
                แล้วผมก็มาบังเอิญรู้ทีหลังจากรูปถ่ายที่คุณแม่ส่งมาให้ ท่านว่าบังเอิญไปค้นเจอตอนเก็บบ้าน เห็นน่ารักดีเลยส่งให้ชลดู
                มันเป็นสมุดวาภาพสมัยผมเรียนชั้นประถมที่เมืองไทย ในสมุดเล่มนั้นผมวาดรูปหมาเด็กจนเต็มพื้นที่ จะว่าเป็นหมาก็คงไม่ถูกต้องนัก เรียกว่า เป็นเด็กที่หน้าเหมือนลูกหมาดีกว่า และใช่ครับเด็กคนนั้นชื่อ ขวัญใจ แถมคุณแม่ยังส่งสมุดเรียนภาษาอังกฤษมาให้ผมดูเป็นการตอกย้ำ ว่าเด็กที่ชื่อขวัญใจ ทำเด็กชายชลธรหัวปั่นขนาดไหน 
                ผมในตอนนั้นก็ไม่ได้หลงขวัญใจเท่าไรหรอกครับ แค่สมุดเรียนภาษาของผม มีชื่อขวัญใจเขียนไว้เต็มทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ มาคิดดูแล้วก็อายชะมัด ผมไม่ยอมให้ขวัญใจมาเห็นรูปพวกนี้แน่ๆ 
                ตอนนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าท่านมีเหตุใดจึงทำให้คนที่เป็นรักครั้งแรกของผม กลายเป็นคนที่เกลียดผมมากที่สุดไปได้ เรื่องตลกก็คือ พอผมจำเขาได้ ผมก็เริ่มเข้าใจตัวเองว่า...
                ทำไมถึงอยากแกล้งขวัญใจตลอดเวลา 
                ทำไมท่ามกลางผู้คนมากมายผมถึงมองหาเขาเป็นคนแรก 
                ทำไมถึงอยากให้ขวัญใจมองมาที่ผม  
                แล้วหลังจากวันนั้นจะด้วยความบังเอิญหรือความตั้งใจตัวผมในตอนนั้นก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ผมมักจะพบว่าผมพาตัวเองเข้าไปอยู่ในไทม์ไลน์ชีวิตของขวัญใจทีละนิดๆ จนภีมพลเพื่อนสนิทของผมเริ่มสังเกตได้   




ตอนพิเศษ 3 : ของขวัญจากเพื่อนสนิท

                พอขึ้นปีสี่แล้ว ขวัญใจรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ขนาดคุโด้กับไข่มุกยังลงความเห็นว่าขวัญใจขึ้นมัธยมสองแล้ว 
                ไม่มีอีกแล้วขวัญใจที่เคยขุดไส้เดือนมาแกล้งเพื่อน จะมีก็แต่ขวัญใจที่ปล่อยหนูทดลองให้วิ่งหนีไปในห้องแลปวิชาฟาร์มาโค เพราะสงสารเกินกว่าจะจับมันมาฉีดยาและทดลองตามคำสั่งของอาจารย์ ก็ยอมรับว่าไม่ฉลาดเลยที่ยอมเสียคะแนนวิชานี้ไป และขวัญใจคงชวดเกรดเอแน่ๆ แต่ขวัญใจก็ไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจทำแบบนั้น แม้แต่ไข่มุกที่ไม่เคยเห็นด้วยกับวีรกรรมของตัวแสบประจำชั้นปี มาครั้งนี้เธอยังนึกชื่นชมเพื่อนตัวเล็กอยู่ในใจ
                ไม่เพียงความแสบที่ลดลงตามวัย ทักษะในการใช้เหตุผลของขวัญใจก็เพิ่มขึ้นตามขวบปีที่ได้ใช้ชีวิตกับเดือนแพทย์ ขนาดคุโด้ยังว่าต้องขอบคุณพี่ชลนะที่ช่วยเลี้ยงไอ้ตัวแสบมา เพื่อนเขาถึงได้เรียนรู้วิธีคิดแบบผู้ใหญ่ที่โตแล้วจากเดือนแพทย์
                อย่างเช่นในวันที่โดดเรียนรีบมาหาแฟน แต่แฟนกลับมาห้องไม่ได้ เพราะติดเคสด่วน แทนที่จะงอแงให้แฟนไม่สบายใจ คนตัวเล็กก็เลือกจะบอกว่าไม่เป็นอะไร เพื่อให้พี่ชลสบายใจ...
                
เย็นนี้พี่คงไม่ได้กลับแล้วล่ะ..’ เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยล้าจากปลายสายทำหัวใจคนรอกระตุกไปนิดหนึ่ง ที่จริงก็เข้าใจว่าพี่ชลงานยุ่งมาก ยิ่งออกไปใช้ทุนในโรงพยาบาลเล็กๆของอำเภอที่ทั้งโรงพยาบาลมีคุณหมออยู่ไม่กี่คน แต่จำนวนคนไข้ที่มาพบหมอในแต่ละวัน กลับมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ว่างานของแฟนตัวโตเครียดขนาดไหน เพราะรู้และเข้าใจขวัญใจจึงไม่โกรธเลยที่แฟนจะผิดนัด แต่ลึกๆในใจมันก็ห้ามตัวเองให้หยุดคิดไม่ได้
                คิดถึง...
                ก็ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กเหมือนแต่ก่อน ให้พี่ชลต้องเหนื่อยใจ แต่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ขวัญใจซื้อกับข้าวตั้งมากมายตั้งใจมาทำกินกันที่ห้องแฟน แต่ก็ต้องนั่งกินคนเดียว แล้วก็เข้านอนและตื่นขึ้นมาคนเดียว เพราะแฟนไม่มีเวลาว่างปลีกตัวกลับมาห้องเลย
                ขวัญใจจำไม่ได้แล้วว่าเจอพี่ชลครั้งล่าสุดเมื่อไร อาจจะสองอาทิตย์หรือมากกว่านั้น
                หลังจากเรียนจบพี่ชลก็ต้องจับฉลากใช้ทุน คุณหมอหนุ่มเลือกไปใช้ทุนในโรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก เหตุผลเพราะอยากอยู่ใกล้ๆแฟนที่ยังเรียนอยู่ ทีแรกพี่ชลก็แวะมาหาขวัญใจได้บ่อยอยู่หรอก แต่พอย้ายวอร์ด ภาระงานก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่แวะมาหาวันเว้นวัน ก็เริ่มเป็นอาทิตย์ละวัน จนตอนนี้ที่ขวัญใจจะมีโอกาสเจอหน้าพี่ชลแค่สองอาทิตย์ครั้งเท่านั้น  
                ก็รู้อยู่แล้วว่างานของคุณหมอมันหนักแค่ไหน จะให้ทุกอย่างมันเป็นเหมือนเดิม คงเป็นไปไม่ได้หรอก 
                
คนเก่งไม่ร้องไห้เนอะ’ ร้องไห้อะไรกัน ขวัญใจโตแล้วนะ ก็แค่เบะปากใส่โทรศัพท์  แล้วก็ตาแดงนิดหน่อยเท่านั้นเอง
 
               ‘ไม่เป็นไรเลยพี่ชล เราเข้าใจ
                ‘ไว้เจอกัน เดี๋ยวพี่พาไปเลี้ยงขนมนะ
                
อื้อ เราจะกินจนพี่ชลล้มละลายไปเลย’ พยายามทำน้ำเสียงสดใส ไม่ให้คนปลายสายที่เครียดกับงานมากพอแล้ว ต้องมาเครียดกับตัวเองอีก พี่ชลไม่ใช่คนที่สัญญาไว้แล้วจะผิดสัญญากับคนอื่นง่ายๆ แต่งานคราวนี้คงติดพันมากจริงๆ และมันคงกินพลังชีวิตของแฟนไปไม่น้อย 
                เพราะตั้งใจจะเป็นมอบแต่พลังงานดีๆให้กับคนรัก ดังนั้นถึงแม้น้ำตาจะหยดแหมะลงบนหลังฝ่ามือ แต่ขวัญใจก็จะไม่งอแงให้พี่ชลต้องเป็นห่วงเด็ดขาด
                
ไว้อาทิตย์หน้าพี่ชลไปดูหนังกับเรานะ ทอยสตอรี่กำลังเข้าโรงพอดีเลย’ พอพูดออกไปก็มานึกขึ้นได้ว่านัดกันคราวก่อน ขวัญใจก็เป็นคนซื้อตั๋วมาสองใบและคนตัวเล็กก็เข้าไปดูในโรงก่อน จนหนังฉายไปครึ่งเรื่องนั่นแหละพี่ชลถึงเพิ่งมา
                ก็พยายามเข้าใจว่างานของคุณหมอเป็นงานที่ต้องอุทิศประโยชน์ส่วนตนให้แก่ส่วนรวม จะให้ทิ้งงานมาเพื่อทำตามใจอย่างที่ตัวเองอยากทำคงเป็นไปไม่ได้ แต่ใจดวงเล็กก็ต้องกระตุกวูบเมื่อได้ยินเสียงหวานๆที่ลอดเข้ามาจากปลายสาย
                
คุณหมอคุยใกล้เสร็จรึยังคะ มีอะไรให้หนูช่วยมั้ย’ 
                มือเล็กกำโทรศัพท์แน่น.. ความรู้สึกที่ขวัญใจไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรตีตื้นขึ้นมา 
                ขวัญใจไม่อยากจะคิดเลยว่าเสียงของผู้หญิงคนที่แทรกเข้ามาในบทสนทนาจะสนิทกับคุณหมอชลธรแค่ไหน ไม่อยากจะคิดว่าทั้งสองคนคงได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน ทำงานด้วยกันทั้งวันทั้งคืน และบางทีเธอคนนั้นก็อาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณหมอกลับมาหาขวัญใจที่ห้องไม่ได้
                “เดี๋ยวเลิกงานแล้วพี่โทรหานะ อย่าลืมหาอะไรกิน แล้วก็อย่าอ่านหนังสือจนดึกล่ะ”
                “อื้อ”
                พี่ชลก็ยังคงเป็นพี่ชลคนเดิม ที่คอยบอกให้ขวัญใจกินข้าวทุกมื้อ เข้านอนตรงเวลา ดีใจและมีความสุขทุกครั้งที่รับรู้ว่าร่างสูงเป็นห่วง แต่มาวันนี้เสียงทุ้มๆนั่นกลับไม่ทำให้ยิ้มออกมาอย่างสุขใจได้อย่างที่เคย

                ความคิดถึง มันทำให้ขวัญใจเป็นได้ขนาดนี้เชียวหรือ 




ตอนพิเศษ 4 : ของขวัญของชีวิต   

                ปลายเดือนธันวาคม ฝนตกแต่เช้ามืด พี่บัณฑิตที่ถูกปลุกจากเตียงให้มาถึงสถานที่ซ้อมรับปริญญาบัตรตั้งแต่ตีสาม จึงอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ขณะนั่งอยู่ในรถแฟนก็ซ้อมเอาหัวโหม่งกับคอนโซลหน้ารถ จนคนขับแทบไม่กล้าเหยียบคันเร่งเพราะกลัวพี่บัณฑิตตัวน้อยจะหัวโนก่อนถึงมอ พอเลี้ยวเข้าประตูรั้วมหาวิทยาลัยมาจอดตรงหน้าอาคารเรียนรวมได้โดยไม่ทำให้บัณฑิตได้รับบาดเจ็บ ชลธรก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
                “ถึงแล้วนะครับ” 
                “อื้อ” คนจะรับปริญญาพยักหน้าหงึก หาวไปหนึ่งที ขณะกัดขนมปังเข้าปากไปหนึ่งคำ ชลธรยกนาฬิกาขึ้นมาดู ขณะนั้นเป็นเวลาตีสามครึ่งอีกสิบห้านาทีบัณฑิตจะต้องเข้าแถวเพื่อเตรียมเข้าไปซ้อมรับปริญญาในหอประชุมแล้ว มองไปบนถนนเขาเห็นบัณฑิตที่สวมชุดครุยมากมายกำลังวิ่งไปยังอาคารเรียนรวมอย่างรีบร้อน เพราะกลัวไปไม่ทันเวลา ตัดภาพมาที่บัณฑิตตัวน้อยบนรถเขานั้น...
                หกปีผ่านไป ก็ยังไม่โตเท่าไรเลย 
J
 
                อดีตเดือนมหาวิทยาลัยหยิบชุดครุยสีดำที่แขวนไว้ด้านหลังรถ แกะออกมาจากห่อ ออกคำสั่งให้เจ้าคนที่ยังนั่งมึนอยู่เพราะต้องตื่นแต่เช้าให้ยกมือขึ้น เพื่อสวมชุดครุยให้ทางศีรษะ “สุดหล่อครับชูมือหน่อย”
                โชคดีที่ชุดครุยถูกออกแบบมาให้พอดีตัว และสวมใส่ง่าย ใช้เวลาไม่กี่นาที เขาก็จัดจัดระเบียบเครื่องแต่งกายของแฟนตัวเล็กเสร็จ แล้วก็เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างเน็คไทที่มันเบี้ยวเพราะขวัญใจหลับตาผูกมันมั่วๆ แกะปมออกมาผูกให้ใหม่ดูสวยงามกว่าเก่า 
                “โห พี่ชลผูกเน็กไทเก่งที่สุดในโลก” 
                ชลธรยิ้มมุมปาก อดีตเดือนมหาลัยพูดเสียงเรียบ “แต่พี่ว่า พี่ถอดเก่งกว่านะ”
                แล้วมันก็ทำให้คนที่ยังไม่ตื่นดีได้ตื่นเต็มตา มือเล็กเอื้อมไปตีคนที่หัวเราะในลำคอแล้วยังส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ ขวัญใจรีบยัดขนมปังทั้งก้อนเข้าปาก พอได้สติก็รู้สึกว่าต้องรีบเข้ารายงานตัวก่อนเขาจะเรียกจัดแถว จึงหันไปลาแฟนที่แสนใจดีที่อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าพามาส่งถึงมอ แถมเมื่อคืนก็เป็นคนบังคับขู่เข็ญให้ขวัญใจรีบเข้านอนด้วย
                “ขอโทษที่วันนี้พี่อยู่รอเราไม่ได้นะ” 
                “ไม่เป็นไรหรอก เย็นนี้ก็ได้เจอกันนี่”
                “ซ้อมเสร็จแล้วโทรหาพี่ด้วยล่ะ” 
                “ครับผม”
                หันไปหอมแก้มแฟนอย่างที่ทำทุกวันเสร็จ บัณฑิตที่เข้ามาตอนปีหนึ่งที่ตัวเล็กอย่างไร เรียนจบไปก็ยังตัวเท่าเดิม ก็ก้าวลงจากรถด้วยความรวดเร็ว ขวัญใจวิ่งเข้าอาคารเรียนรวม ในขณะที่ฝนเม็ดเล็กๆเริ่มโปรยปรายลงมาแต่เช้ามืด
                ที่จริงขวัญใจลังเลอยู่นาน เพราะเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นานจึงยุ่งจนแทบหาวันลาไม่ได้ ขวัญใจคิดว่าตัวเองคงจะนอนรอใบปริญญาอยู่ที่บ้าน 
                จนกระทั่งวันนั้น มีจดหมายจากมหาวิทยาลัยส่งมาถึงบ้าน แม่เป็นคนเอาจดหมายมาให้ และขวัญใจก็เปิดอ่านหลังจากกินอาหารค่ำเสร็จ คนตัวเล็กยังจำสีหน้าของพ่อกับแม่ตอนที่ได้ยินว่าลูกชายคนเล็กกำลังจะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรได้ดี ถึงพ่อจะไม่ได้พูดอะไร และแม่ก็ทำเพียงแค่ยิ้ม ก่อนจะลุกเอาจานข้างไปเก็บเหมือนอย่างปกติ แต่ขวัญใจรู้เลยว่าท่านแอบไปร้องไห้ เหมือนตอนที่แม่ไปงานวันแม่ครั้งแรกสมัยขวัญใจอยู่อนุบาล แล้วแม่ก็เข้ามารับพวงมาลัยหลังจากงานเลิกแล้วพร้อมใบหน้าเปื้อนน้ำตา      
                ส่วนพ่อเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ความรู้สึกของพ่อ ขวัญใจเห็นมันทั้งหมดในแววตา  
                “รับปริญญาเขาต้องซ้อมก่อนวันจริงหลายวัน อย่าลืมไปขอลางานกับหัวหน้าเขาด้วยล่ะ”
                และขวัญใจก็รู้ว่าพ่อคงจะเตรียมตัดชุดรอไปงานรับปริญญาของขวัญใจแล้ว
                ค่ำวันนั้น คนตัวเล็กที่วางแผนจะควงเวรตลอดหยุดยาว จึงต้องเปิดปฏิทินขึ้นมาแล้วกาวันลาลงไป
                หลังจากเรียนจบ ขวัญใจก็สมัครเป็นเข้าทำงานในโรงพยาบาลเดียวกับที่คุณหมอชลธรใช้ทุนอยู่ตามที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น เคยคิดว่าพอทำงานแล้วจะต้องห่างแฟน แต่กลายเป็นว่าขวัญใจได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น เพราะทำงานที่เดียวกัน พี่ชลเลยถือโอกาสไปขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ของขวัญใจ ให้คนตัวเล็กไปพักที่เพ้นท์เฮ้าส์ของเขาจะได้ประหยัดเงินค่าเช่าหอ หรือก็คือไปขอน้องมาจากพ่อตาแม่ยายให้มาอยู่ด้วยอย่างเป็นทางการ 
                ทีแรกขวัญใจก็นึกว่าแม่จะไม่เข้าใจ แต่คุณแม่กลับบอกพี่ชลว่าฝากดูแลน้องด้วย พอไปถามจากแม่ถึงเพิ่งมารู้ว่าพี่ชลเขามาช่วยอุดหนุนลำโพงที่ร้านตั้งแต่สมัยขวัญใจอยู่ปีหนึ่งนู่นแล้ว ธุรกิจบ้านชลธรที่ต้องใช้ลำโพง ก็มาจากร้านของที่บ้านขวัญใจนี่แหละ ขวัญใจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่ชลเขาเตรียมการมาตั้งแต่ตอนขวัญใจอยู่ปีหนึ่งแล้ว มานั่งนึกตอนนี้ก็รู้สึกตัวเองโชคดียิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก ที่ได้มาเจอผู้ชายดีๆอย่างพี่ชล
                “เมื่อกี้แกบอกว่าวันนี้พี่ชลไม่มาเหรอยะ” ไข่มุกทำตาวาว เธอจ้องเจ้าเพื่อนตัวเล็กเหมือนอยากจะจับถลกหนังตั้งแต่ศีรษะมาจนถึงปลายเท้า “แกรู้มั้ยว่าฉันจ้างช่างแต่งหน้าไปกี่หมื่น เพื่อที่ฉันจะได้เป็นคนสวยสุดในมหาวิทยาลัยที่จะได้ถ่ายรูปกับพี่ชล”
                “ไข่มุกจ้างเป็นหมื่นเลยเหรอ ของเราพี่ชลแค่ทาแป้งเด็กให้เอง” พูดจบมันก็ยิ้มเผล่ยกนิ้วชี้ถูหน้าตัวเองให้ดู ไข่มุกกำมือแน่น ก็รู้ว่านังขวัญมันไม่ได้จงใจพูดจาเกทับเธอหรอก แต่ทุกคนได้ยินมั้ยที่มันบอกว่าเดือนมหาลัยว่าที่สามีในฝันของเธอทาแป้งให้มันน่ะ ให้ตาย ไข่มุกอยากจะกรี๊ดด้วยความหมั่นไส้ในความวาสนาดีของเพื่อนจริงๆ










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,345 ความคิดเห็น

  1. #1327 PapawadeePimsri (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 21:49
    ได้เล่มแล้วนะค้าาาสวยมากเลยย
    #1,327
    0
  2. #1326 nutsukkw+ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 00:20
    ต่างกันแค่ธรกับธีร์ ทำไมนิสัยหล่อนต่างกันสุดขั้วขนาดนี้ น้องงงงงงงงง
    #1,326
    0
  3. #1325 averyamppkim (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 19:35
    อ๋อ คนละคนกันชลธร ชลธีร์ ไม่ได้อ่านชื่อเต็ม
    #1,325
    0
  4. #1324 averyamppkim (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 19:34
    เง้ยยยย ทำไมเป็นแบบนี้ พี่ชลมีแฟนใหม่จริงหรือแกล้งหรืออะไร งง แงงงงง ไม่ยกให้แล้วนะ ไหนว่ารักน้องนักหนา สงสารขวัญใจ
    #1,324
    0
  5. #1323 Rung_moohham (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 16:31
    แงงงงง อีพี่ชล ทำอะไรลูกเรา เอาลูกเราคืนมาเลยนะ ไม่ยกให้แล้ว
    #1,323
    0
  6. #1314 marshmallow_2 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 21:26
    ไม่เป็นไรเลยค่ะ สู้ๆนะคะ~
    #1,314
    0
  7. #1313 Mickki (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 21:09
    คุณไรท์สู้ๆค่ะ รอคอย!!
    #1,313
    0