CLEMENCY

ตอนที่ 73 : พิธีพระราชทานปริญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 เม.ย. 51

 

 

 

ออโรร่ารู้สึกเหมือนอยู่ลำพังภายในรถสปอตสีแดง  ซึ่งแล่นไปโดยไร้คนขับด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ  ทั้งที่มีวิลเลี่ยมอยู่  เนื่องด้วยเขากำลังเอนกายหลับสนิทอยู่ในเบาะนวมสีเทาเงิน  ด้านข้างเธอในที่นั่งคนขับ

 

วิลเลี่ยมไม่พูดอะไรกับเธอสักคำตั้งแต่ขึ้นรถมาด้วยกัน  อันเป็นเรื่องแปลกประหลาดผิดวิสัยเป็นอย่างมาก  เพราะหากเป็นปกติวิลเลี่ยมน่าจะต้องบ่น  หรือดุว่าที่เธอเข้าไปยุ่งเรื่องของเขา  นี่จึงไม่ดีเลย  มันทำให้เธอกังวล  และคิดไปว่าเขาคงโกรธมากจนไม่อยากแม้แต่จะพูดกับเธอ

 

ทว่าวิลเลี่ยมไม่ได้หลับ  เขาเพียงอยากอยู่เงียบๆเพื่อครุ่นคิด  เพื่อตระหนักวิตกกังวลที่ออโรร่าเข้ามามีส่วนในการสืบหาผู้บงการฆ่าฮาเวิร์ด  งานเสี่ยงอันตรายที่เขาไม่ปรารถนาให้ใครต้องมารับรู้เกี่ยวข้องด้วย 

 

อีกห้าสิบเมตรจะถึงที่หมายยังปากทางเข้าอุโมงค์เมืองฟลานเดอร์...ยกเลิกระบบขับอัตโนมัติ เสียงคอมพิวเตอร์จากแผงหน้าปัดบังคับรถดังขึ้น

 

ปลุกวิลเลี่ยมให้ลืมตาตื่นจากห้วงความคิด  เพื่อตั้งสติขับรถเองอีกครั้ง  ก่อนรถจะเคลื่อนเข้าใกล้แนวผาหินสูงตระหง่านอันทอดยาวดุจแนวกำแพงกั้นอาณาเขตแห่งเมืองฟลานเดอร์    แล้วเข้าสู่อุโมงค์อันมืดมิดเบื้องหน้า

 

ออโรร่าหันมองเขาภายใต้แสงอัสดงสีส้มจาง  ด้วยนัยน์ตาสีน้ำตาลเศร้าสร้อยกึ่งสำนึกผิด  แต่ไม่กล้าจะเอ่ยขอโทษออกมา  ประจวบกับรถเคลื่อนใกล้สู่ปากทางอุโมงค์ขนาดใหญ่  แลเห็นป้ายหินสลักข้อความยินดีต้อนรับ  แล้วแสงสุริยายามสนธยาอันน้อยนิดก็หายไปแทนที่ด้วยแสงจากดวงไฟส่องทางเมื่อรถเข้าสู่ภายในอุโมงค์

 

เธอจำได้ดีถึงครั้งแรกที่ได้นั่งรถคันเดียวกันนี้มาด้วยกันกับเขา  ชาร์ลีน  และเจมส์  ทว่าครั้งนั้นเธอไม่ได้รู้สึกถึงความยาวไกลของระยะทาง  ไม่ได้คิดว่าความมืดมัวหม่นภายในอุโมงค์จะมากมายเท่าวันนี้  เพราะครั้งนี้บางสิ่งในใจเธอแปลกไป...

 

เธอรู้สึกเศร้า  เหงา  เป็นกังวลที่เขาเอาแต่นิ่งเงียบ  ซึ่งเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้...

 

ไม่ต่างอะไรกับเขาที่ต้องคิดหนัก  ว่าจะทำอย่างไร  จะพูดอย่างไรให้เธอเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง  และไม่อยากให้เธอต้องเข้ามาเกี่ยวข้องรับรู้กับเรื่องนี้อีก

 

จนเมื่อรถผ่านพ้นออกจากอุโมงค์อันยาวไกล  สู่ผืนทะเลทรายอันกว้างใหญ่สุดสายตา ณ เวลาสิ้นแสงสุดท้ายของวันทันเห็นอาทิตย์ลับขอบฟ้า  และเบื้องหน้าคือถนนสายเดียวมุ่งหน้าสู่โอเอซิส  ทั้งสองก็ตัดสินใจได้พร้อมกันว่าต้องอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ

 

วิลเลี่ยมชะลอรถ  แตะเบรกเบาๆ จอดรถข้างทาง  แล้วเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทันที

 

เธอต้องเก็บเรื่องที่รู้เห็นวันนี้เป็นความลับ  ห้ามบอกใครเด็ดขาด...และที่สำคัญห้ามเธอมายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้อีก! วิลเลี่ยมหันมาตะคอกขู่เสียงดัง  นัยน์ตาสีน้ำเงินแข็งกร้าว  ทั้งที่สองมือยังกำพวงมาลัยรถ

 

ออโรร่าอ้าปากทำท่าจะพูดโต้กลับบ้าง  แต่วิลเลี่ยมไม่เปิดโอกาส

 

หยุด! ไม่ต้องอ้างเหตุผลอะไรทั้งนั้น  นี่เป็นเรื่องของฉัน! เป็นธุระของฉัน! เธอไม่เกี่ยวและฉันก็ไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนมาเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น!

 

ออโรร่าพยักหน้ารับช้าๆ  วิลเลี่ยมจึงยิ้มอย่างพอใจที่เธอยอมเข้าใจโดยดี  ทว่าเขาคิดผิดถนัด

 

ฉันไม่ยุ่งเรื่องเธอก็ได้...แต่ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าใครฆ่าอาจารย์เหมือนกัน  ดังนั้นฉันจะสืบของฉันเอง ออโรร่าพูดเสียงเบาแทบเป็นเสียงกระซิบ  ทว่าด้วยสีหน้าจริงจัง  นัยน์ตาสีน้ำตาลเด็ดเดี่ยว

 

วิลเลี่ยมถึงกับจนคำพูด  ซบหน้าลงกับพวงมาลัย  เขานึกอยู่แล้วว่าเธอจะต้องมาไม้นี้  แต่เขาก็ยังไม่สามารถหาทางโต้ตอบแก้ไขได้

 

ได้โปรดเถอะ...อย่าให้ฉันต้องรู้สึกแย่ไปกว่านี้... เขาครางเสียงเบาสั่นเครือ  เหมือนจะร้องไห้

 

ออโรร่านึกว่าวิลเลี่ยมแกล้งทำ  เธอจึงยังเฉยชามองตรงไปเบื้องหน้า  ไม่หันมองเขา 

 

ทว่าไม่ใช่...นั่นคือเสียงปานร่ำไห้อันสะท้อนจากจิตใจแท้จริงของวิลเลี่ยม  เพราะเขาคงไม่อาจทนรับได้หากจะต้องสูญเสียใครไปอีก...

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเธอที่เขาพยายามไม่รัก

 

เหมือนเนิ่นนานที่ทั้งสองต่างกลับไปนิ่งเงียบ  แล้วออโรร่าจึงเป็นฝ่ายเอ่ย

 

ฉันรู้ว่าเธอห่วงฉัน...ห่วงเราทุกคน เธอหันพูดกับเขาที่ยังคงซบหน้านิ่งกับพวงมาลัย แต่เธอก็ควรเข้าใจฉัน  เข้าใจเพื่อนๆ ว่าทุกคนก็ห่วงเธอเช่นกัน...การไม่รับรู้อะไร  แล้วปล่อยให้เธอทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเพียงลำพัง  เธอคิดว่าฉันจะมีความสุขเหรอ ออโรร่าถามเสียงเรียบ  ทว่านัยน์ตาสีน้ำตาลสั่นไหว

 

วิลเลี่ยมเงยหน้าขึ้น  หันมองเธอด้วยนัยน์ตาสีน้ำเงินเป็นทุกข์ปนโศกเศร้า  เขาเข้าใจดีในสิ่งที่เธอพูด  แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ต้องการให้เธอเกี่ยวข้องมากไปกว่านี้

 

ถึงใจเธอไม่เป็นสุข...แต่กายเธอก็ยังสบายดี  ทุกคนจะยังอยู่สบายดีไม่มีอันตราย  ถ้าไม่มายุ่งเกี่ยวกับฉัน

 

ไม่มายุ่งเกี่ยวกับฉัน คำพูดนั้นช่างตัดสิ้นเยื่อใยในความคิดเธอ  จนรู้สึกเจ็บแปลบในใจ

 

เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้  มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยประสบ...

 

มากมายกว่าความห่วงใย  เป็นทุกข์เจ็บปวดที่ถูกตัดรอน...

 

ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด...

 

คือไม่อาจทนรับได้ที่จะปล่อยเขาไปเผชิญภัยอันตรายเพียงลำพัง...

 

ไม่ยุ่งเกี่ยว...เธอหมายความว่าให้ฉันทำเป็นไม่เคยรู้จักเธออย่างนั้นเหรอ น้ำเสียงกระซิบราบเรียบ  ทว่าไม่อาจฝืนกลั้นหยาดน้ำตาอีกต่อไป

 

วิลเลี่ยมยิ่งเป็นทุกข์  เมื่อเห็นใบหน้างามหมดจดของออโรร่าหมองเศร้า  นัยน์ตาสีน้ำตาลของเธอที่เคยสดใสต้องมาหม่นหมองมีน้ำตา  จึงทำให้เขาจำต้องจนใจยอมรับปาก

 

เฮ้อ...ก็ได้ฉันยอมแพ้  แต่เธอต้องสัญญานะว่าจะเชื่อฟังฉัน  พยายามหลีกเลี่ยงให้ห่างอันตราย...ที่สำคัญอย่าให้ใครรู้เรื่องวันนี้  และอย่าให้ใครรู้ว่าเธอจะช่วยฉัน เขาถอนใจ  พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นส่งให้เธอซับน้ำตา

 

ออโรร่ายิ้มรับทั้งน้ำตา  ขณะรับผ้าเช็ดหน้าสีน้ำตาลเข้มจากมือวิลเลี่ยมมาเช็ดหน้า 

 

แล้ววิลเลี่ยมก็หันไปสตาร์ทรถเคลื่อนออกไปอีกครั้ง  พลางคิดในใจว่ารับปากไปก่อนให้เธอสบายใจ  แล้วถึงเวลาค่อยหาทางเลี่ยงอีกที...

...............................……………...................

 

พิธีพระราชทานปริญญาปีนี้แตกต่างจากปีก่อนที่ทุกคนต่างต้องไปช่วยงานและวุ่นวายอยู่แต่กับการหารายได้เข้าชมรม  เพราะปีนี้นิสิตปีสองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในพิธี  ด้วยหน้าที่ตั้งแถวรอรับเสด็จองค์ประมุขแห่งสาธารณรัฐเมอซี

 

มีการซักซ้อมจัดแถวกับขั้นตอนพิธีต่างๆ กันไปแล้ว  ตั้งแต่วันซ้อมย่อย  ซ้อมใหญ่  พร้อมกันกับรุ่นพี่ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาในวันนี้

 

ทว่าบรรยากาศวันจริงอันศักดิ์สิทธิ์ก็ยังสร้างความตื่นเต้นกระวนกระวายให้กับนิสิตปีสองเกือบทุกคน

 

เอาล่ะค่ะ...นิสิตปีสองทุกคน  เช็คเพื่อนข้างตัวคุณว่าอยู่รึเปล่า... ทีย่า  อาจารย์สาวมนุษย์ม้าลาย  อาจารย์สอนวิชาการบริหารและการจัดการ  ผู้รับหน้าที่ควบคุมดูแลนิสิตปีสอง  ประกาศก้องผ่านไมโครโฟน  บนเวทีหน้าห้องห้องนั่งเล่นใต้ดินสีฟ้าของหอพักปีสอง

 

นิสิตปีสองพร้อมเพรียงในชุดเครื่องแบบโอเอซิส  ชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว  ผูกไทด์สีเขียวเข้มปักดิ้นสีขาวตรงกลางเป็นตราสัญลักษณ์รูปต้นไม้  กางเกงขายาวสีเดียวกับไทด์  คาดเข็มขัดหนังสีดำอันมีหัวสีเงินเหลี่ยมประทับตรารูปต้นไม้  และสวมรองเท้าหนังสีนิล

 

หญิงสวมเชิ้ตขาวแขนยาวแค่ศอก  ติดกระดุมทุกเม็ดจนถึงบนสุดของคอเสื้อ  โดยกระดุมนั้นสีเงินกลมประทับลายรูปต้นไม้  ปลายปกเสื้อด้านซ้ายปักดิ้นสีเขียววาวเป็นตราสัญลักษณ์ต้นไม้เช่นกัน  กระโปรงบานสีเขียวเข้มยาวแค่เข่า  คาดเข็มขัดดุจเดียวกับชาย  และสวมรองเท้าคัดชูสีดำ

 

ทั้งหมดต่างหันมองเพื่อนข้างตัวตามคำสั่ง  ซึ่งยืนเรียงแถวประจำตำแหน่งตามเลขที่  บ้างชะเง้อมองเพื่อนที่ไปเข้าห้องน้ำยังไม่กลับมา  บ้างกระชับจับมือกันแน่นพูดคุยถ่ายทอดความตื่นเต้นให้แก่กัน  ทำให้เสียงอึงอลดังไปทั่วห้อง

 

อีกยี่สิบนาทีเราจะเคลื่อนแถวไปขึ้นรถเพื่อไปยังหอประชุม  ไม่อนุญาติให้นำสัมภาระใดทั้งสิ้นติดตัวไปนะคะ  เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดด้วย  ขอให้เชื่อฟังอาจารย์นะคะ...ใครนำของติดตัวมา  ไม่เว้นแม้แต่กระเป๋าสตางค์กรุณานำขึ้นไปเก็บบนห้องพักของคุณ  เพราะเราจะทำการตรวจเก็บก่อนที่พวกคุณจะออกจากห้องนี้ไป…”

 

กล่าวถึงตอนนี้หลายคนที่นำของหรือมือถือติดตัวมา  ต่างรีบออกจากแถวกลับขึ้นห้องเพื่อนำของไปเก็บ  ส่วนอีกหลายคนที่ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว  บางคนใช้จังหวะนี้ผละไปห้องน้ำ

 

นายเข้าห้องน้ำเป็นรอบที่สามแล้วนะลูฟี่  ยังจะไปเข้าอีกเหรอ เมซีเน่ถามน้ำเสียงหงุดหงิดกึ่งเป็นห่วง  คิ้วเรียวขมวดมุ่น

 

กะ...ก็มันตื่นเต้นอ่ะ ลูฟี่เอ่ยแก้ตัวเสียงอ่อยกับเมซีเน่  แล้วหันไปอ้อนวอนจินให้ไปเป็นเพื่อน ไปกับฉันหน่อยนะจิน

 

ได้ฮะ...แต่เอ่อ...ผมว่าเราน่าจะไปพร้อมกันนะฮะ  เพราะเดี๋ยวเราคงไม่มีโอกาสได้เข้าห้องน้ำอีกนาน จินตอบ  ประโยคชักชวน  พลางพยักเพยิดขยิบตาที่ส่งมาให้ทุกคนเว้นเพียงวิลเลี่ยม  สื่อนัยชัดแจ้งต้องการปรึกษา

 

ดังนั้นทั้งหมดจึงไปห้องน้ำโดยพร้อมเพรียงกัน  เว้นเพียงวิลเลี่ยมที่ยังอยู่ในแถว  ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าทุกคนต้องการปลีกไปเพื่อพูดคุยเรื่องของเขา  แต่เขาจำต้องแสร้งไม่รู้เพื่อให้ทุกคนสบายใจ

 

ความหนักใจทั้งหมดจึงตกมาอยู่กับออโรร่าแทน  บนห้องพักของพวกหนุ่มๆ  เพราะการโกหกว่าไม่รู้ไม่เห็นทั้งที่รับรู้เข้าร่วมไปแล้ว  ทำให้เธอรู้สึกผิดอย่างมากต่อหน้าเพื่อนๆ ที่ต่างปรึกษาหารือกันด้วยสีหน้าอมทุกข์

 

พวกนายมันแย่...ไม่ได้เรื่อง! เมซีเน่ออกปากดุว่าทันทีที่ประตูห้องปิดลง

 

เจมส์  จิน  ลูฟี่  และออตโต  ต่างก้มหน้านิ่งสำนึกผิด   

 

อย่าโกรธไปเลยจ้ะเมซี่...ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้หรอก  แล้วเราก็ยังมีโอกาสอีกนี่จ๊ะ  ตราบใดที่เราคอยเฝ้าดูเขาจากกล้องที่เราแอบติดไว้น่ะ ชาร์ลีนเข้าไปลูบหลังปลอบเมซีเน่

 

ส่วนออโรร่าได้แต่ยืนนิ่ง  ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร  ทั้งความรู้สึกผิด  และประหลาดใจกับข่าวใหม่ที่เพิ่งได้ยินจากชาร์ลีน...

 

แอบติดกล้องไว้...อย่างนี้สักวันทุกคนต้องรู้แน่ว่าเราโกหก! ออโรร่าคิดอย่างกลัดกลุ้ม

 

เอ่อ...กล้องอะไรเหรอ ออโรร่าถามเสียงเบาอย่างกล้าๆกลัวๆ  พยายามไม่หลบตา  และปั้นสีหน้าให้ดูฉงนสงสัยอย่างที่สุด  เพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้

 

อ๋อ...โทษทีฮะ  เมื่อวานที่ออโรร่ายุ่งอยู่ที่ชมรม  เราเริ่มแผนติดตามวิลเลี่ยมน่ะฮะ... จินเอ่ย  แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อวานให้ออโรร่ารับรู้...

 

ยิ่งสร้างความหนักใจให้ออโรร่า  ที่นอกจากต้องคอยระวังติดตามช่วยเหลือวิลเลี่ยมอย่างลับๆ ต้องโกหกปิดบังเพื่อนๆ  แถมตอนนี้เธอยังต้องตัดสินใจอีกว่าจะบอกวิลเลี่ยมดีหรือไม่เรื่องที่มีกล้องติดอยู่กับเตียงเขา...

...............................……………...................

 

ทิวแถวรอรับเสด็จของนิสิตปีสองเรียงรายสองข้างทางใต้ร่มไม้ใบบังร่มรื่น  ตั้งแต่เวลาเก้านาฬิกา  แบ่งฟากหญิงซ้ายชายขวา  ตั้งต้นที่ซุ้มประตูโค้งอันเจาะผ่านลำต้นของต้นไม้ใหญ่ตรงปากทางเข้าเขตมหาลัย  เรื่อยไปสู่หอประชุมใหญ่สีขาวสะอาด

 

สิบนาฬิกาตรงขบวนเสด็จมาถึง  นำโดยตำรวจในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มขี่มอเตอร์ไซด์สีขาวสี่คัน  ตามด้วยรถยนต์พระที่นั่งสีน้ำเงิน  ต่อด้วยขบวนรถตามเสด็จสีขาวหลายคันของบรรดาองครักษ์ข้าราชบริพาร

 

ขบวนเสด็จหยุดลงยังจุดหมายที่ลานกว้างหน้าหอประชุมใหญ่สีขาว

 

กษัตริย์เฮนรีองค์ประมุขผู้งามสง่า  ด้วยพระพักตร์คมเคร่งขรึมทว่าอ่อนโยนอยู่ในที  นัยน์พระเนตรสีน้ำเงิน  เรือนพระเกศสีทอง  เสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง  แล้วพระราชดำเนินไปตามผืนพรมสีเงิน

 

ก่อนจะเสด็จขึ้นสู่บันไดเพื่อพระราชดำเนินไปยังห้องพักรับรอง  พระองค์ได้รับการถวายพวงมาลัยดอกไม้จากหัวหน้านิสิตปีสองหญิง คือ ชาร์ลีน  บุตรสาวของชาร์ล  โรห์ดอน  อธิบดีมนุษย์พิเศษ  สัตว์  และสิ่งแวดล้อม  ผู้เป็นทั้งข้าราชบริพารในพระองค์  และเป็นทั้งสหายสนิทตั้งแต่สมัยพระองค์ยังทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโอเอซิส

 

พระองค์ทรงแย้มโอษฐ์ให้ชาร์ลีนซึ่งก้มลงถวายพานมาลัย  ขณะรับพวงมาลัยนั้นมาไว้ในพระหัตถ์  แล้วส่งต่อให้ข้ารับใช้ที่มารอรับไป

 

ถัดไปจากชาร์ลีน  คือหัวหน้านิสิตชายปีสอง  ที่ค้อมศีรษะก้มหน้าลงต่ำ  รอถวายพานฉลองพระองค์ครุยสำหรับพระองค์

 

แม้ไม่เห็นใบหน้าของนิสิตชายผู้นี้  แต่พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าเขาคือใคร  และไม่มีวันทรงลืมเลือนได้...

 

เพราะนั่นคือวิลเลี่ยม  พระโอรสองค์เล็กที่พระองค์ทรงตัดสินพระทัยทอดทิ้งไป  ตั้งแต่เขาเพิ่งลืมตาดูโลก...

 

พระโอรสซึ่งพระองค์ไม่เคยทรงเลี้ยงดู  ไม่เคยทรงมอบพระทัยรัก  ไม่เคยทรงให้ความอบอุ่น  ซ้ำยังทรงสร้างรอยแผลบาดลึกลงในจิตใจเขา...

 

พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ที่สั่นเทาเล็กน้อย  รับฉลองพระองค์ครุยขึ้นมาจากพานถวายของวิลเลี่ยมอย่างเชื่องช้า  ขณะทรงทอดพระเนตรจับจ้องยังศีรษะที่ก้มหน้านิ่งของวิลเลี่ยมนั้น  หวังให้เขาเงยหน้าขึ้นสบกับนัยน์เนตรของพระองค์บ้าง 

 

ทว่าวิลเลี่ยมไม่มีทีท่าจะทำเช่นนั้น  เขายังคงก้มหน้านิ่งปล่อยให้บิดาผู้ให้กำเนิดเขา  รับชุดครุยไปถือไว้แนบอก  แล้วเดินผ่านจากไป...

 

เสด็จจากพระราชดำเนินขึ้นบันไดไปด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม  นัยน์เนตรสีน้ำเงินเฉกเช่นโอรสแฝงแววปวดร้าว...

 

ขณะใบหน้าวิลเลี่ยมที่เงยขึ้น  เมื่อคล้อยหลังองค์กษัตริย์เฮนรีไปแล้ว  มีแต่ความเฉยชา  นัยน์ตาสีน้ำเงินแข็งกร้าว...

 

ไม่ใช่เขาไม่รู้สึกรู้สมอะไร  แต่ความผูกพันที่ไม่เคยมีต่อกัน  ซ้ำสร้างความรวดร้าวในจิตใจ  รวมทั้งการพูดคุยกันครั้งที่ผ่านมาในพิธีศพฮาเวิร์ด  ทำให้เขาไม่อาจละทิ้งทิฐิลงได้  และสำคัญที่สุดคือยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะควรที่ฐานะแท้จริงของเขาจะเปิดเผย

...............................……………...................

 

หนึ่งวันอันวุ่นวายยาวนานยังไม่จบสิ้น  ขณะกษัตริย์เฮนรีทรงพระราชทานปริญญาให้แก่รุ่นพี่ที่จบการศึกษาในหอประชุมใหญ่  นิสิตปีสองหาได้ว่างเว้นเพื่อรอการตั้งแถวส่งเสด็จกลับเท่านั้น  ด้วยทั้งหมดยังมีภาระสำคัญรออยู่ที่ชมรม  จึงต่างแยกย้ายกันไป

 

ออโรร่าอยากหาเวลาคุยกับวิลเลี่ยม  เพื่อบอกเรื่องที่มีกล้องติดอยู่กับเตียงเขาให้เร็วที่สุด  ทว่าทันทีที่แถวรับเสด็จแยกย้ายสลายลง  เธอก็ถูกยูกิฉุดลากไปทำงานที่ร้านอาหารชมรมพลอง  ซึ่งยังคงอยู่ในทำเลเดียวกับปีที่แล้วคือในสวนด้านหลังหอประชุม  ส่วนวิลเลี่ยมก็ขึ้นรถประจำมหาลัยเพื่อไปช่วยงานยังร้านขายเครื่องดื่มของชมรมน๊อคบอร์ดเช่นกัน

 

กว่าทุกคนจะมารวมตัวกันได้อีกครั้งก็เป็นเวลาเที่ยง  ยังร้านอาหารชมรมพลอง  อันเป็นเพิงผืนผ้าใบสีขาวเล็กๆ  มีม้านั่งกลมกับโต๊ะสี่เหลี่ยมสีเดียวกันซึ่งเต็มล้นไปด้วยผู้คน  จนต้องเสริมโต๊ะกับเก้าอี้ยื่นล้ำออกมาหน้าร้าน 

 

กอปรกับหน้าที่สำคัญของออโรร่าที่ต้องถ่ายรูปกับลูกค้า  โดยปีนี้เธอโชคดีที่ไม่ต้องใส่ชุดเมทเต็มไปด้วยลูกไม้เหมือนปีที่แล้ว  เพียงอยู่ในชุดเครื่องแบบนิสิตเท่านั้น  แต่ดูเหมือนผู้คนที่ต้องการถ่ายรูปคู่กับเธอมีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า  เพราะตอนนี้เธอกลายเป็นดาวเด่นไปแล้ว  ด้วยแรงโปรโมทรูปแบบต่างๆ จากฝีมือยูกิ

 

พักกินอะไรหน่อยนะคะคุณออโรร่า... ยูกิพาออโรร่ามายังหลังร้าน  เพื่อพบกับกลุ่มเพื่อนที่นั่งรออยู่  พยุงออโรร่าให้นั่งลงพลางพูดเอาอกเอาใจ

 

เฮ้อ... ออโรร่าถอนใจ  แล้วนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อนทันทียังที่นั่งว่างระหว่างชาร์ลีนกับเมซีเน่  ศีรษะแทบจะฟุบลงกับโต๊ะ  ขาเธอแข็งไปหมด  เพราะต้องยืนถ่ายรูปติดต่อกันมาเกือบสองชั่วโมงโดยไม่ได้พัก

 

พวกเธอจะกินด้วยมั้ย  ฉันจะได้ยกมาทีเดียว ยูกิหันไปถามเพื่อนพ้องกลุ่มสนิทของออโรร่า

 

ทุกคนต่างพยักหน้ารับ  แล้วยังไม่ทันได้ไต่ถามพูดคุย  ยูกิก็รีบผละจากเข้าครัวหลังร้านไปทันที

 

เป็นไงบ้างจ๊ะออโรร่า...ไหวมั้ย ชาร์ลีนถาม  สีหน้ากังวล  นัยน์ตาสีฟ้าทอดมองเพื่อนรักที่กำลังนั่งเท้าคางกับโต๊ะ  ด้วยความห่วงใย  พลางลูบหลังปลอบ

 

ออโรร่าเงยศีรษะขึ้น  พยักหน้าตอบอย่างเนือยๆ  ไม่อยากพูดอะไรเพราะตอนนี้เธอเหนื่อยแทบขาดใจ

 

พวกนี้ก็เหลือเกิน...ใช้งานเธอหนักไปแล้ว  โดยเฉพาะยัยยูกิ...คอยดูเถอะ! เมซีเน่ว่า  นัยน์ตาคมสีนิลถมึงทึง  พลางบีบนวดต้นแขนออโรร่าหวังช่วยคลายความเมื่อยล้าให้

 

ช่วงบ่ายยังอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าเราจะกลับไปเข้าแถวส่งเสด็จ  ถ้าเธอไม่ไหวก็ต้องบอกไปตรงๆ ล่ะ  เดี๋ยวเป็นอะไรขึ้นมาจะยุ่ง ออตโตสนับสนุน  เห็นออโรร่าเหนื่อยอ่อนขนาดนี้  เขาเองก็นึกเป็นห่วงขึ้นมาเหมือนกัน

 

เช่นเดียวกับเจมส์ที่พยักหน้าเห็นด้วย  พลางส่งสายตาสีเทาเคร่งขรึมจ้องกำชับยังออโรร่าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม 

 

แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่เหรอ  ปีนี้งบชมรมเธอคงเหลือจนล้นล่ะ  แล้วขนาดต้องหลบมานั่งกันหลังร้านแบบนี้ก็แสดงว่าเธอโด่งดังไม่ใช่เล่น วิลเลี่ยมพูดยั่ว  พลางยักคิ้ว  เขานั่งติดกับเจมส์  ตรงข้ามระหว่างออโรร่ากับชาร์ลีนพอดี

 

ทว่าออโรร่าไม่นึกสนุกด้วยเลย  เธอมองตอบเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง  แต่แล้วเมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องคุยกับเขาขึ้นมาได้  นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นก็พลันเบิ่งกว้างตื่นตะลึงขึ้นมาแว่บหนึ่ง  แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนๆเธอจึงไม่อาจพูดได้  แล้วตัดใจเท้าแขนอิงแก้มลงพักกับพื้นโต๊ะดังเดิม

 

ชื่อเสียงนำมาทั้งสิ่งดี  และไม่ดีนะฮะ  แต่ผมว่าออโรร่าโชคดีมากที่มีเรื่องดีเข้ามามากกว่าเรื่องไม่ดีฮะ จินพูดขึ้น  พลางยิ้มปลอบ

 

นั่นซิ...ชมรมเธอจะได้มีงบไปซ่อมแซมข้าวของกับเวทีสู้พลองไง ลูฟี่พูด  ยิ้มกว้าง  พลางชูแขนยกมือขึ้นเหนือศีรษะอย่างร่าเริง

 

ออโรร่าส่งยิ้มขอบคุณกลับไปให้ทั้งสอง

 

พอดีกับถาดอาหารมาถึง  แต่ผู้ที่ยกถาดมาไม่ได้มีเพียงยูกิ  ที่ตามมาด้วยนั้นคือสมาชิกชมรมพลองรุ่นใหม่สองคน

 

คนแรกคือ ดาโกรต้า  มนุษย์ผสมสาวครึ่งม้า  ใบหน้าขาวนวล  นัยน์ตาสีเทา  เรือนผมสีขาวยาวสลวยเบาบาง  มีร่างท่อนล่างเป็นม้าขาว  ปลายขนหางพิสุทธิ์นุ่มสลวย  เมื่ออยู่ในชุดเมทสีเขียวระบายลูกไม้สีขาวทำให้เธอดูแปลกตากึ่งขบขัน  ด้วยความงามหมดจดดังสาวน้อยของร่างมนุษย์ในท่อนบน  แต่ขัดตากับระบายกระโปรงลูกไม้ระเท้าทั้งสี่ในร่างม้าท่อนล่าง

 

ถัดมาคือเพื่อนสนิทและเป็นรูมเมทของดาโกรต้าชื่อ ทิพย์ สาวผิวเหลือง  ร่างอวบ  ใบหน้านวลกว่าครึ่งถูกบดบังไว้ด้วยแว่นตากรอบทอง  ผมสีนิลยาวสลวยถึงกลางหลัง  เธออยู่ในชุดเมทระบายลูกไม้สีเขียวเช่นสมาชิกชมรมพลองหญิงเกือบทุกคน  ทว่าเมื่ออยู่ในชุดนี้ใบหน้าธรรมดาที่มีแว่นหนาบดบัง  ก็โดดเด่นขึ้นมาอย่างประหลาด  เธอจึงเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมพลองที่มีคนมาขอถ่ายรูปด้วยอีกคน

 

รุ่นน้องทั้งสองยกถาดอาหารวางลงกลางโต๊ะต่อจากยูกิ  พลางส่งยิ้มให้รุ่นพี่ที่นั่งอยู่รายล้อม

 

ออตโตถึงกับอดใจไม่ไหว  จ้องเขม็งส่งสายตาหวานเยิ้มให้กับรุ่นน้องสาวแว่นไม่ได้  สร้างความหงุดหงิดให้กับเมซีเน่เป็นอย่างมาก

 

อย่าแสดงพฤติกรรมน่ารังเกียจต่อหน้ารุ่นน้องได้มั้ยยะ เมซีเน่ว่า  ทันทีที่ยูกิกับรุ่นน้องทั้งสองผละจากกลับไปช่วยงานในร้าน

 

ออตโตหันกลับมาจากการมองตามน้องแว่นที่ลับหายเข้าไปในฝูงชน  ยักคิ้ว  ส่งนัยน์ตาสีน้ำตาลแดงยั่วเย้า  แล้วเอ่ยแซวเมซีเน่กลับ

 

เธอหึงฉันล่ะซิ…”

 

ประสาทใครหึงนายกันยะ! เมซีเน่ตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด  และเธอก็ไม่ได้คิดหึงออตโตจริงๆ แต่หมายความตามที่พูด  เพราะรู้ดีว่าเขาไม่ได้นึกจริงจังอะไร

 

ส่วนเพื่อนๆ รอบตัวต่างอมยิ้มกับพฤติกรรมของทั้งสอง  ซึ่งน่ารักเหลือเกินในสายตาทุกคน

 

แล้วเมื่อออโรร่าทานอาหารไปได้จนเกือบหมด  เธอก็นึกได้ถึงแผนที่จะสามารถปลีกตัวไปคุยกับวิลเลี่ยมได้

 

พี่นีน่าใช้ให้ฉันไปทำธุระที่ชมรมน๊อคบอร์ด  เธอพาฉันไปหน่อยได้มั้ยวิลเลี่ยม ออโรร่าพูด  เธอเจาะจงวิลเลี่ยมได้เพราะเขาเป็นคนแรกที่อิ่ม  และรวบช้อนวางลง 

 

ทว่าความจริงแล้วจานอาหารของวิลเลี่ยมแทบไม่ได้พร่องลงเลย  เขาทานไม่ลงเพราะจิตใจที่ยังไม่สงบ  แต่เขาก็เลิกคิ้วแสร้งทำสีหน้าฉงน  ด้วยเขารู้อยู่แล้วตั้งแต่ที่ออโรร่าส่งสายตาตะหนกให้เขาก่อนหน้านี้ว่าเธอจะต้องมีเรื่องสำคัญบางอย่างต้องการพูดกับเขา

 

ได้ซิ เขาตอบรับ  แล้วลุกขึ้นเดินนำออกไปทันที

 

ออโรร่าตามเขาไปติดๆ ห่างออกไปจากร้าน  ลึกเข้าไปยังสวนด้านหลังที่ผู้คนบางตาลง

 

มีอะไรก็ว่ามา เขาพูด  กอดอก  พิงหลังพักกับลำต้นไม้ใหญ่

 

ฉันนึกอยู่แล้วว่าเธอรู้ ออโรร่ายิ้มอย่างดีใจ  อดทึ่งไม่ได้ที่เขาสังเกตเห็นสายตาส่งความนัยน์เพียงแว่บเดียวของเธอได้

 

ไม่ใช่แค่ฉัน...เจมส์ต้องรู้ด้วยแน่  กลับไปถึงเธอหาข้อแก้ตัวดีๆแล้วกัน  แต่ตอนนี้มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ พูดพลางทำสีหน้าบูดบึ้ง  อดนึกกลัวไม่ได้ว่าออโรร่าอาจทำพิรุธจนความแตกในเร็วๆนี้

 

พวกนั้นติดกล้อง... ออโรร่าเอ่ย  ทว่าไม่ทันพูดจบก็ถูกแทรก

 

ติดไว้กับเตียงฉัน  แล้วก็อีกหลายๆ ที่ใกล้ตัวฉัน... วิลเลี่ยมพูด 

 

ออโรร่าอ้าปากค้าง  พลางคิดอย่างตื่นตะลึงปนทึ่งจัด 

 

เขารู้ได้ยังไง...

 

เรื่องแค่นี้ทำไมฉันจะไม่รู้  แต่ก็นั่นแหละฉันเองก็เพิ่งรู้เมื่อคืน  แล้วเมื่อเธอรู้แล้วเรื่องก็ง่ายขึ้นล่ะ พูดพลางยักคิ้ว  ส่งยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

 

เธอมีแผนอะไรเหรอ จนออโรร่าต้องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียง  สีหน้าหวาดหวั่น

 

อย่างแรกฉันก็ต้องทำเป็นไม่รู้ต่อไป  หึ หึ...แล้วค่อยใช้ประโยชน์จากกล้องพวกนั้นทีหลัง ว่าพลางหัวเราะในลำคออย่างนึกสนุก

 

ทว่าสีหน้าออโรร่ากลับเครียดเขม็ง  เพราะงานนี้เธอคงต้องมีเรื่องวุ่นให้ปวดหัวมากขึ้นอีกแน่นอน...

...............................……………...................

 

 

จบแล้วค่ะบทนี้

ไปต่อกันที่ตอนถัดไปเลยค่ะ

 

 

 

1,454 ความคิดเห็น