CLEMENCY

ตอนที่ 72 : ก่อนพิธีพระราชทานปริญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 มี.ค. 51

 

 

 

 

พักนี้เขาชอบทำลับๆล่อๆ ออตโตกระซิบเสียงแหบ  คิ้วขมวดมุ่นไม่สบายใจ

 

บางคืนตื่นมาเข้าห้องน้ำ  ฉันเห็นเขาใช้โน้ตบุ๊ค  แต่พอเดินไปหาเขาก็ปิดหน้าจอ ลูฟี่สนับสนุนเสียงเบา

 

เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะฮะ จินกระซิบต่อประโยคอย่างเป็นห่วง

 

แม้แต่นายเขาก็ไม่บอกเหรอว่าทำอะไรอยู่ เมซีเน่ถามเจมส์เสียงค่อย

 

เจมส์ส่ายหน้าแทนคำตอบ  สีหน้าเครียด  นัยน์ตาสีเทาหม่นหมองเต็มเป็นด้วยความกังวล

 

ผิดปกติมากเลยนะจ๊ะแบบนี้ ชาร์ลีนเอ่ยเสียงเบาอย่างกลัดกลุ้ม

 

ไม่ใช่เขาจะกลับไปซึมเศร้าอีกหรอกนะ ออโรร่าถามเสียงดังโดยไม่ออมเสียง  ด้วยสีหน้าห่วงกังวลไม่แพ้ทุกคน

 

เช้านี้ทั้งหมดนัดหมายกันที่ศาลาหินอ่อนบนดาดฟ้าหอหญิงโดยปราศจากวิลเลี่ยม  เพราะต้องการปรึกษาหารือกัน  เรื่องที่พักนี้วิลเลี่ยมทำตัวลึกลับแอบทำอะไรบางอย่างอยู่ลำพัง  มักหายไปโดยไม่บอกใคร  หายไปบ่อยครั้ง  บางครั้งก็นานๆ  และมักเป็นช่วงวันหยุด 

 

เช่นเช้าวันนี้ที่พวกเขาไม่เห็นวิลเลี่ยมมาร่วมโต๊ะในโรงอาหารทั้งที่เป็นเช้าวันเสาร์  มื้อแรกของวันหยุดที่ทุกคนจะได้อยู่พร้อมหน้าก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน  แล้วกลับมาพบกันใหม่ค่ำวันอาทิตย์

 

ชู่! อย่าเสียงดังซิ ออตโตปราม

 

ออโรร่ามีสีหน้างงงวย  เพราะในศาลาหินอ่อนบนดาดฟ้านี่มีเพียงลำพังพวกเธอเท่านั้น  ออโรร่าจึงไม่เข้าใจว่าทุกคนจะกระซิบกระซาบคุยกันทำไม

 

ฉันว่าเราเบาเสียงไว้น่ะดีแล้วล่ะ  สายป่านนี้แล้ววิลเลี่ยมต้องมาตามเจมส์ให้ไปขึ้นเครื่องกลับบ้านด้วยกันแน่  ฉันได้ยินเสียงเครื่องบินแว่วๆนะ...น่าจะใช่ เมซีเน่เข้าใจสีหน้าฉงนฉงายของออโรร่าดี  ช่วยอธิบายไขข้อข้องใจ

 

ออโรร่าพยักหน้ารับรู้  แล้วเสนอความเห็นด้วยเสียงที่เบาลง ในเมื่อเขามักออกไปข้างนอกในวันหยุด  คนที่จะสะกดรอยตามเขาไปได้ก็มีแต่เจมส์

 

เฮ้อ... เจมส์ถอนใจ  ใบหน้าสลักยิ่งเขม็งเครียดหนักขึ้น  คิ้วสีนิลเข้มขมวดมุ่น  แล้วพรั่งพรูความกลัดกลุ้มออกมา ฉันพยายามแอบตามไปหลายครั้งแล้ว  แต่ก็หลุดรอดไปได้ทุกที  ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว...กลัวที่สุดว่าอะไรที่วิลเลี่ยมทำอยู่นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับฮาเวิร์ด!

 

สิ้นประโยค  ใบหน้าของเพื่อนทั้งหกที่นั่งอยู่รายล้อมรอบโต๊ะหินอ่อน  ก็เขม็งเคร่งเครียดไปตามกัน

 

ตะ...แต่...พวกนั้นกำลังสืบหาตัวเจ้าชายองค์ที่สองอยู่...ละ...แล้ว...ถ้าเขารู้ว่าเป็นวิล... ชาร์ลีนละล่ำละลักพูด  ด้วยเสียงสั่นเครือตะหนกหวั่นกลัว

 

นั่นซิฮะ...ถ้าวิลเลี่ยมอยู่เฉยๆ ก็คงเป็นไปได้ยากที่ทั้งสองฝ่ายจะเจอกัน  แต่ถ้าต่างคนต่างสืบหาตัวอีกฝ่ายแบบนี้ล่ะก็... จินชะงักค้างเสียงกระซิบออกความเห็นไว้แค่นั้น  แล้วเปลี่ยนประโยคปรับเสียงให้ดังขึ้นทันควัน  เมื่อแลเห็นวิลเลี่ยมกำลังถลาร่อนมาใกล้ศาลาหิน

 

สัปดาห์นี้คงไม่กลับบ้านล่ะฮะ  ถึงเดือนกรกฎาแล้วใกล้งานรับปริญญาเต็มที  ชมรมห้องสมุดคงต้องเก็บกวาดกันซะหน่อย  ออโรร่าก็เหมือนกันใช่มั้ยฮะ

 

อะ...อืม... ออโรร่าพยักหน้าตอบรับหงึกหงักอย่างไม่เป็นธรรมชาติ  เมื่อถูกโยนให้รับมุขพอดีกับที่วิลเลี่ยมร่อนลงบนพื้นหญ้า  แล้วเดินเข้ามาถึงศาลาหินฝั่งตรงข้ามพร้อมประสานสายตาเข้ากับเธอ

 

มาชุมนุมอะไรกันบนนี้น่ะ วิลเลี่ยมเอ่ยทักทายพลางยิ้ม  แล้วกลับต้องแปลกใจที่คำทักนั้นถูกตอบรับด้วยพฤติกรรมประหลาดของผองเพื่อน

 

มะ...ไม่มีอะไรจ้ะ ชาร์ลีนเอ่ยโดยไม่สบตาวิลเลี่ยม  แล้วพยายามแอบเช็ดตาที่เมื่อครู่รื้นไปด้วยน้ำตาที่ใกล้จะรินไหล

 

ชะ...ใช่...มะ...ไม่มี...ไม่มี๊...ไม่มี ลูฟี่พูดแก้ตัวเสียงสูง  พลางโบกมือโบกไม้ปฏิเสธ

 

เราไม่ได้มาปรึกษาอะไรกันหรอก ออตโตพูด  แล้วเบือนหน้าสีเข้มไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับวิลเลี่ยม

 

สิ้นประโยคของออตโต  วิลเลี่ยมจึงหรี่ตาจับจ้องทุกคนด้วยความสงสัยทันที  ทั้งที่ทีแรกไม่ได้คิดใดๆ

 

ส่วนเมซีเน่กับจินถึงกับกลอกตาด้วยความเซ็งสุดขีด  ในความบื้อของออตโตที่พูดเผยไต๋ออกมา  และอาการปฏิเสธที่แสดงพิรุธอย่างชัดแจ้งของลูฟี่

 

เฮ้อ... ทว่าเจมส์ได้แต่ถอนใจ  ลุกขึ้นยืน  เอ่ยเบี่ยงเบนความสงสัยของวิลเลี่ยม เราจะกลับบ้านแล้วใช่มั้ย...ไปกันเถอะ แล้วเหินบินนำออกไป

 

วิลเลี่ยมจึงละสายตาจับจ้องหาพิรุธจากทุกคน  แล้วตามเจมส์ไป...

...............................……………...................

 

สองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมมาถึงอย่างรวดเร็ว  ใกล้ถึงช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิทยาลัยโอเอซิส  คือวันสถานปนามหาวิทยาลัย  และพิธีพระราชทานปริญญา  ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเดียวกันคือวันที่ 30

 

ความกังวลเรื่องวิลเลี่ยมหายไปจากใจทุกคนชั่วขณะ เมื่อทั้งหมดต่างง่วนอยู่กับงานชมรม  เพื่อเตรียมงานออกร้านหารายได้เข้าชมรมเฉกเช่นปีก่อน  นอกจากนี้นิสิตปีสองทั้งหมดยังมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  คือการตั้งแถวรับเสด็จองค์กษัตริย์เฮนรี่ที่จะเสด็จมาในพิธีพระราชทานปริญญา  ซึ่งในงานนี้จำเป็นต้องใส่เครื่องแบบของมหาวิทยาลัยด้วย

 

เครื่องแบบนิสิตปีสอง...มันมีตั้งแต่เมื่อไหร่กัน! ออตโตโวยเสียงลั่น  หลังอ่านหมายกำหนดการในมือที่เพิ่งได้รับแจกจากรุ่นพี่  หน้าห้องนั่งเล่นใต้ดินสีฟ้าของหอพักปีสอง

 

อีกสามวันจะถึงพิธีซ้อมย่อย...แล้วเพิ่งจะมาแจกหมายกันวันนี้เนี่ยนะ! เมซีเน่โวยวายสนับสนุน  ด้วยน้ำเสียงแสดงความโมโหสุดขีด 

 

เพราะทั้งที่เธอเป็นสมาชิกสภานิสิต  วุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานวันสถาปนากับพิธีพระราชทานปริญญานี้อยู่ทุกวันจนดึกดื่น  แต่กลับไม่เคยมีรุ่นพี่คนใดในสภาเอ่ยปากบอกเธอสักคำว่าปีสองต้องรับหน้าที่ตั้งแถวรับเสด็จ  และที่สำคัญที่สุดคือต้องใส่ชุดฟอร์มด้วย

 

อะ...เอ่อ...ห้าปีแรกตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง  นิสิตโอเอซิสทุกคนใส่ฟอร์มมาเรียนน่ะฮะ จินอธิบายเสียงค่อยอย่างกล้าๆกลัวๆ หวั่นเกรงต่ออารมณ์ขุ่นมัวของทั้งสอง  แต่ก็หวังดีอยากให้ความรู้แก่เพื่อนๆ

 

จะโวยวายไปทำไม...นายน่ะยังดีออตโต  ยืมชุดจากพ่อหรืออาของนายได้  เธอก็เหมือนกันเมซี่  ท่านเอลีย่าน่าจะยังเก็บชุดไว้นะ วิลเลี่ยมเสนอความเห็น

 

ดับอารมณ์ขุ่นมัวของเมซีเน่กับออตโตได้ชะงัด  ทั้งสองพยักหน้ารับรู้ขอบคุณ  แล้วไม่ตอบอะไรอีก  เมื่อต่างเดินไปหาที่นั่งพร้อมกันกับทุกคน  พลางคิดว่าจะติดต่อให้ที่บ้านส่งชุดมาให้อย่างเร็วที่สุด

 

งั้นฉันก็ยืมจากพี่แวนเดอริกได้ล่ะ  แต่คงต้องแก้ไซด์กันหน่อย ลูฟี่พูดยิ้มๆ โล่งใจที่หาทางแก้ปัญหาได้ไม่ยาก  เมื่อทั้งหมดนั่งลงบนโซฟาสีเขียวอ่อนล้อมรอบโต๊ะกระจกกลมใสในมุมหนึ่งที่ว่างอยู่

 

ของผมคงหายืมจากพี่สายน่ะฮะ จินออกความเห็นบ้าง

 

เจมส์พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้  ทว่าเมื่อนึกถึงพี่สายของตน  รุ่นพี่หนุ่มมนุษย์สิงโตร่างใหญ่คนนั้น  เขาก็คิดว่าต้องรีบยืมชุดมาให้ได้เร็วที่สุด  เพื่อจะได้มีเวลานำชุดมาแก้ขนาดก่อนใช้

 

ฉันก็ว่าจะลองถามแม่ดูเหมือนกันจ้ะแต่ออโรร่าล่ะ ชาร์ลีนเอ่ย  นึกห่วงออโรร่าขึ้นมาทันที

 

ไม่ต้องห่วง...เดี๋ยวฉันจะยืมจากพี่สายเหมือนกัน ออโรร่ายิ้มตอบ

 

ชาร์ลีนจึงพยักหน้า  ยิ้มให้อย่างโล่งอก

 

ทว่าวิลเลี่ยมไม่ได้กังวลถึงเรื่องนี้  กลับคิดไปถึงเรื่องอื่น...เรื่องที่เขากำลังสืบเสาะหา

 

ใกล้ความจริงแล้ว...ไม่ช้านี้ล่ะ...เราจะต้องรู้ให้ได้...

...............................……………...................

 

รถไฟเที่ยวแรกเวลาเก้าโมงเช้า  หนึ่งในสามเที่ยวต่อวันที่ผ่านโอเอซิสแน่นขนัด  ทุกตู้โดยสารที่นั่งเต็ม  ตามทางเดินผู้คนยืนเบียดเสียดกันแน่น  ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นนิสิตโอเอซิส  หลายคนโบกมือหรือยิ้มให้ออโรร่าขณะที่เธอเบียดแทรกมายืนรวมอยู่ด้วย  และทั้งหมดล้วนมีสีหน้าประหลาดใจที่เห็นเธอขึ้นรถไฟมาลำพังโดยไม่มีเพื่อนในกลุ่ม

 

ผ่านไปหลายสถานี  ผู้โดยสารค่อยๆน้อยลง  ตู้โดยสารว่างมากขึ้นจนทุกคนมีที่นั่ง  เครื่องปรับอากาศที่ตอนแรกพ่นไอเย็นจัดเพื่อรับปริมาณคนจำนวนมากอย่างพอเหมาะ  ตอนนี้กลับหนาวเย็นเกินไป

 

ออโรร่ากอดอกห่อตัวอยู่ในเบาะที่นั่งบุกำมะหยี่สีดำ  กระชับปกเสื้อวอร์มสีน้ำเงินเข้มให้ตั้งขึ้นเพื่อกันความหนาวเย็นที่มากระทบลำคอ  และสยายผมสีน้ำตาลแดงยาวสลวยที่มัดรวบเป็นหางม้า  ปล่อยให้ลงมาปรกไหล่กับหลังช่วยเพิ่มความอบอุ่น

 

สถานีปลายทางที่เธอมุ่งไปยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะไปถึง  นั่นคือสถานีเฮฟเวน  เธอจึงหลับตาลงพัก  แล้วนึกถึงการเดินทางโดยรถไฟครั้งแรกกับวิลเลี่ยม  ในคืนก่อนงานอภิเษกระหว่างเจ้าชายฮาเวิร์ดกับเจ้าหญิงเอลีย่า  ประสบการณ์การเดินทางครั้งนั้นมีทั้งสุข  ทุกข์  และมันทำให้เธอหวนนึกไปถึงโศกนาฎกรรมในพิธีสยุมพรครั้งนั้น

 

เธอรู้สึกว่าดวงตาที่ปิดแน่นร้อนผ่าว  มีน้ำตาเอ่อคลอ  จึงพยายามบอกตัวเองให้เลิกคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมา  ทว่าเธอรู้ดีว่าทำได้ยาก  เธออ่อนแอเหลือเกินเมื่อต้องโดดเดี่ยวไร้ผองเพื่อน  สมองคอยแต่จะชักพาให้คิดเรื่องหดหู่  รู้สึกไร้แรงกำลัง  ไร้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา  แม้เป็นเพียงปัญหาเล็กๆก็ตาม...

 

ด้วยเหตุที่ออโรร่ามีพี่สายปีสามเป็นสาวมนุษย์แมวเปอร์เซียสีขาว  ร่วมกันกับ แอนนิต้า  มารี สาวผมเปียสีชมพู  ซึ่งตั้งตัวเป็นอริกับออโรร่ามาตั้งแต่รับน้องคณะปีหนึ่ง  ดังนั้นทั้งที่แอนนิต้ามีพี่สาวจบการศึกษาไปแล้ว  ซึ่งพร้อมจะให้ยืมเครื่องแบบนิสิตเพื่อใช้ในพิธีพระราชทานปริญญา  แต่แอนนิต้าก็จงใจกลั่นแกล้งออโรร่า  โดยชิงยืมชุดกับพี่สายตัดหน้าออโรร่าไปก่อน

 

เราคิดถูกแล้วเหรอที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง เธอคิดทบทวนอย่างสิ้นหวัง  ยิ่งรู้สึกจมดิ่งลงไปทุกที

 

แต่แล้วเมื่อย้อนถามตัวเองถึงการตัดสินใจครั้งนี้  ที่จะมาเฮฟเวนเพียงลำพัง  เพื่อหาเครื่องแบบนิสิตไปใส่ให้ทันในพิธีพรุ่งนี้  ซึ่งนี่เป็นปัญหาส่วนตัวง่ายๆ ที่เธอควรแก้ไขเอง  และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปดึงเพื่อนๆที่คร่ำเคร่งยุ่งกับงานให้มาเดือดร้อนด้วย  เธอจึงส่ายศีรษะแรงๆ ขับไล่ความสลดเหล่านั้นออกไป

 

 ยังไงก็ดีกว่าทะเลาะแย่งชุดกับแอนนิต้าล่ะนะ เธอคิด  พลางยิ้มให้กำลังใจตัวเอง  ขณะมัดรวบผมเป็นหางม้า  ดึงเสื้อผ้าให้เรียบตึง  ลุกขึ้น  แล้วก้าวเดินออกจากประตูรถไฟที่เปิดกว้าง  สู่สถานีรถไฟแห่งมหานครเฮฟเวน  สถานีอันทันสมัยที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน...

...............................……………...................

 

เฮฟเวนเหรอ…” วิลเลี่ยมพูด  ขณะจับจ้องแผนที่ร้านค้าในตรอกแห่งหนึ่ง  ซึ่งปรากฎบนจอโฮโลแกรมของโน้ตบุ๊คสีเงิน  แล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

 

สิบเอ็ดโมง...ไม่ทันรถไฟเที่ยวแรกแล้ว  รอบสองบ่ายโมง เขาพึมพำ  พลางกดปุ่มสีแดงบนคีย์บอร์ด  จอภาพหายไป  คีย์บอร์ดพับหดเล็กลงจนขนาดเท่าฝ่ามือ  ลุกขึ้นจากเตียง  หยิบโน้ตบุ๊คที่พับหดกลายเป็นกล่องเล็กใส่ลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์  สวมรองเท้าบิน  แล้วเหินผ่านหน้าต่างออกจากห้องไป

 

โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำทั้งหมดถูกบันทึกไว้แล้วด้วยกล้องวีดีโอขนาดจิ๋ว  ซึ่งติดแน่นแนบสนิทเป็นสีน้ำตาลเข้มเนื้อเดียวกับเตียงไม้ของเขา...

 

รู้แล้วฮะ...วันนี้เขาจะไปเฮฟเวน! จินโพล่งเสียงดังด้วยความดีใจ

 

เออ...รู้แล้วน่า  ได้ยินกันทุกคนแหละ ออตโตแซวอย่างอดไม่ได้

 

จินเกาหัวด้วยอาการเขินอายอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วลงมือบังคับเม้าท์คลิ๊กให้ขยายภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เก่าๆ ตรงหน้า  เพื่อดูภาพแผนที่ในจอโน้ตบุ๊คของวิลเลี่ยม  ทว่ากล้องไม่สามารถจับภาพได้ชัดเจน  จึงไม่อาจเห็นแผนที่นั้นได้ถนัด

 

เฮฟเวน...เรารู้แค่นี้ เจมส์พูด  คิ้วขมวดมุ่น  แต่ก็พอใจในระดับหนึ่งที่อย่างน้อยรู้จุดหมายของวิลเลี่ยม  แม้จะกว้างๆก็ตามที

 

งั้นเราก็ไปเฮฟเวนกันเถอะจ้ะ  ถึงตรงนั้นแล้วเราค่อยคิดหาทางกันอีกที ชาร์ลีนออกความเห็น

 

เธอน่ะไปไม่ได้ชาร์ลีน  พรุ่งนี้มีงานสำคัญ  เรายังมีงานอีกเยอะที่ต้องรับผิดชอบ เมซีเน่เอ่ยเสียงเรียบ  ทว่าใบหน้านวลกลับเคร่งขรึม  เรียวคิ้วสีนิลขมวดมุ่น  บ่งชัดว่าไม่ต้องการอยู่ทำงานที่โอเอซิสดังที่ตนเอ่ยนัก

 

ถึงไม่ใช่เหตุผลเพราะเรื่องงาน  พวกเธอก็ไม่ควรไป เจมส์กล่าวเสียงเข้ม  ปั้นสีหน้าดุปราม  กระนั้นนัยน์ตาสีเทาก็ฉายชัดความห่วงใย

 

ใช่...เธอกับชาร์ลีนอยู่โอเอซิสนี่แหละ  แล้วก็ออโรร่าด้วย ลูฟี่สนับสนุน  กอดอกปั้นสีหน้าขึงขัง

 

แม้ออโรร่าไม่ได้อยู่ ณ ตรงนั้น  แต่ทุกคนคิดว่าออโรร่าคงกำลังวุ่ยวายกับการเตรียมงานเปิดร้านของชมรมพลองอยู่แน่นอน...

 

โดยไม่มีใครรู้เลยว่าออโรร่าไปถึงเฮฟเวนแล้วก่อนใคร...

...............................……………...................

 

จุดหมายปลายทางของออโรร่าอยู่ที่ย่านการค้าทิศใต้ในมหานครเฮฟเวน  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ  เพียงเดินเท้าไปไม่กี่นาทีก็ถึง

 

เอาล่ะ...ต้องทำเวลาหน่อย เธอคิด  เมื่อเดินมาถึงปากทางเข้าย่านการค้า

 

เบื้องหน้านั้นคืออาคารจอดรถขนาดใหญ่หลายชั้น  สำหรับให้ลูกค้าจอดรถแล้วเดินเท้า  หรือใช้รองเท้าบินเข้าไปในย่านการค้า  โดยหน้าอาคารมีลานสนามหญ้ากว้าง  อันเป็นจุดขึ้นลงให้บริการของแท๊กซี่พรมบิน

 

ออโรร่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  ว่าจะใช้บริการแท๊กซี่พรมบินหรือไม่  แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ  ออกเดินตรงเข้าไปยังถนนสำหรับคนเดินในย่านการค้าอันกว้างใหญ่ของมหานครเฮฟเวน

 

ภาพความทรงจำปีก่อนที่เธอเคยมาที่นี่ครั้งแรกกับชาร์ลีน  เจมส์  และวิลเลี่ยมผุดขึ้นมาในหัว  ทำให้เธออดยิ้มคนเดียวไม่ได้เมื่อนึกถึง  ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านร้านรวงต่างๆ ที่เธอกับเพื่อนทั้งสามเคยเดินผ่าน  ทำให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมายในย่านการค้าอันกว้างใหญ่ 

 

ทว่าเดินมาหลายชั่วโมงจนเกือบบ่าย  ผ่านร้านเสื้อผ้าชั้นนำมากมาย  แต่ทุกร้านกลับไม่มีชุดเครื่องแบบนิสิตโอเอซิสขาย  และพนักงานเกือบทุกร้านล้วนแสดงสีหน้างงงวย  เมื่อเธอถามถึงชุดฟอร์มของนิสิตโอเอซิส

 

มีด้วยเหรอคะ...นิสิตโอเอซิสแต่งไปรเวทไปเรียนกันนะคะ

 

ขนาดไปสอบยังไม่มีชุดฟอร์มเลยนะคะ  แค่แต่งตัวสุภาพก็เข้าสอบได้แล้ว  คุณแน่ใจเหรอคะ

 

พนักงานเกือบทุกร้านพูดเป็นเสียงเดียวกัน  แม้บางร้านที่เก่าแก่รู้ว่าโอเอซิสเคยมีเครื่องแบบ  แต่ร้านเหล่านั้นก็ไม่มีชุดตัดสำเร็จขาย  และการจะตัดชุดใหม่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 วัน 

 

ออโรร่าจึงเริ่มท้อกับความพยายามที่ไม่เป็นผล  แต่ในเมื่อยังมีเวลาเหลืออยู่  ก่อนรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่จะมุ่งสู่สถานีโอเอซิสเทียบชานชาลาเฮฟเวนตอนสี่โมงเย็น  เธอจึงยังไม่ละความพยายาม

 

หาอะไรกินก่อนแล้วค่อยคิดอีกที เธอคิด  ทรุดนั่งลงอย่างเหนื่อยล้าบนเก้าอี้พลาสติกสีขาว  หน้าร้านกาแฟร้านเดียวกันกับที่เธอเคยมาเมื่อปีก่อน

 

รับอะไรดีค่ะ  บริกรสาวผมหยิกสั้น  เข้ามาถามอย่างสุภาพ

 

ขอแซนวิชไข่  และชานมปั่นค่ะ ออโรร่าสั่งอาหารทันที  โดยไม่รับเมนูที่บริกรถือมาให้  เพราะเมนูที่สั่งมีอยู่ในร้านกาแฟทุกร้านอยู่แล้ว

 

บริกรจดรายการลงบนกระดาษโน้ตในมือ  โค้งรับ  แล้วผละกลับเข้าร้าน

 

ออโรร่าทอดมองยังบริเวณโดยรอบ  ที่ตั้งร้านค้าแถวนี้แทบจะเหมือนเดิมกับปีก่อน  รวมทั้งร้านเสื้อผ้าฝั่งตรงข้าม  ที่ซึ่งเธอ  วิลเลี่ยม  ชาร์ลีน  และเจมส์  พบลูฟี่กับเมซีเน่ครั้งแรกด้วย

 

ครู่ต่อมาบริกรนำอาหารยกมาให้  ออโรร่ารีบทานอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลือเดินหาร้านเสื้อผ้าต่อ  ทว่าครั้งนี้เธอมีแผนใหม่

 

รบกวนหน่อยค่ะ  พอจะทราบมั้ยคะ  ย่านร้านเสื้อผ้าเก่าแก่อยู่ตรงไหน ออโรร่าถามบริกร  เมื่อจ่ายเงินค่าอาหาร

 

อ๋อ...อยู่ตรงตรอกที่สาม  ถัดจากจัตุรัสย่านค้าพลองเก่าแก่ไปค่ะ บริกรตอบพลางยิ้ม

 

ขอบคุณค่ะ ออโรร่ายิ้มตอบ  แล้วผละลุกจากไปทันที  มุ่งหน้ายังจัตุรัสย่านค้าพลอง  เพื่อไปสู่ร้านค้าเสื้อผ้าเก่าแก่อันเป็นจุดมุ่งหมายต่อไป...

...............................……………...................

 

เราวางแผนกันไม่รัดกุมเลยนะฮะ จินบ่น  นึกโทษตัวเองมากกว่าจะกล่าวหาใคร

 

ไม่ใช่ความผิดใคร  มาช่วยกันคิดเถอะจะทำไงต่อ เจมส์เอ่ยเสียงเครียด  ขณะนัยน์ตาสีเทาสอดส่ายไปมา  ยังคงไม่ละความพยายามที่จะมองหาวิลเลี่ยม  ภายในสถานีรถไฟที่เนืองแน่นไปด้วยคลื่นมหาชนชาวโอเอซิส 

 

เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันพิธีพระราชทานปริญญา  และวันสถาปนามหาวิทยาลัย  สถานีรถไฟหนึ่งในการเดินทางไกลที่สะดวกที่สุดของโอเอซิส  จึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนไม่ขาดสาย  ทั้งออกไปเพื่อรับญาติพี่น้องเพื่อนฝูงกลับเข้ามาร่วมงานพรุ่งนี้  ทั้งเข้ามาเพื่อร่วมเตรียมงานกันล่วงหน้า

 

ถึงจะหาเขาไม่เจอ  พวกนายก็ต้องไปกับรถไฟด้วย  จะได้เดินหาเขาในรถไฟอีกที เมซีเน่ออกความเห็นเสียงดัง  แข่งกับเสียงผู้คนแออัดที่รายล้อม

 

คนเยอะอย่างนี้ไม่มีประโยชน์หรอกฮะ  ถึงเราขึ้นรถไฟไปก็แทรกผ่านคนไปไม่ได้ง่ายๆ  แล้วถ้าวิลเลี่ยมเห็นเราเข้าซะก่อนก็มีแต่จะทำให้เขารู้ตัว  เราไม่มีทางแอบตามไปดูได้แน่ว่าเขาทำอะไร จินอธิบายเสียงดังอย่างสิ้นหวัง

 

เอาน่า...ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรล่ะ  ถ้าหาวิลเลี่ยมไม่เจอก่อนรถไฟเทียบชานชาลาตอนบ่ายโมง  เราก็ขึ้นรถไฟไปก่อนอย่างที่เมซี่ว่าแหละ ออตโตออกความเห็นบ้าง

 

นั่นซิจ๊ะ...อย่างน้อยก็เพิ่มเวลา  เพิ่มความเป็นไปได้ในการตามหาเขา ชาร์ลีนสนับสนุน

 

ก็ใครจะไปรู้ว่าวิลเลี่ยมจะไม่แวะไปกินข้าวเที่ยงกับเราก่อน  ออโรร่าด้วยอีกคน ลูฟี่พูด

 

ออโรร่าคงทิ้งมือถือไว้ที่ห้องเพราะยุ่งอยู่ที่ชมรมนั่นล่ะ  แต่หมอนั่นซิดันปิดมือถือ...วุ่นวายที่สุด! เมซีเน่โวยวาย  เมื่อนึกถึงความกระวนกระวายใจของตนในชั่วโมงก่อน  ที่ไม่สามารถโทรตามเพื่อนทั้งสองได้

 

แล้วถ้าวิลเลี่ยมมันเปิดมือถือ  เธอจะว่าไง  โทรไปตามมัน...บอกให้มันรีบมาปรากฎตัว  เพื่อให้เราแอบสะกดรอยตามมันไปงั้นเหรอ ออตโตแกล้งถาม  พลางยักคิ้วยั่วกวนโมโห  หวังให้บรรยากาศตึงเครียดที่มีมาตั้งแต่เช้าคลายลงบ้าง

 

นายอย่ามากวนโมโหฉันแบบนี้นะ!! ทว่าไม่ได้ผล  กลับยิ่งเหมือนราดน้ำมันรดกองไฟ  เมซีเน่แผดเสียงลั่น  ยืนเท้าเอว  จนผู้คนเริ่มหันมองให้ความสนใจ

 

เจมส์รีบหันมาส่งสายตาดุปราม  แล้วฉุดแขนเมซีเน่  นำทุกคนออกไปจากจุดที่ยืนอยู่  เนื่องจากไม่ต้องการให้พวกตนเป็นที่สังเกต  ซึ่งวิลเลี่ยมอาจมาเห็นเข้าได้

 

นี่ไม่ใช่เวลาทะเลาะกัน เจมส์ดุเสียงเข้ม

 

ออตโตคอตกสีหน้าสลด  เช่นเดียวกับเมซีเน่

 

ฉันขอโทษ เธอเอ่ยเสียงเบาอย่างสำนึกผิด 

 

เป็นเวลาเดียวกับรถไฟเข้าเทียบชานชาลาพอดี  ทั้งหมดจึงมีเวลาไม่มากนักที่จะปรับความเข้าใจ

 

เฮ้อ... เจมส์ถอนใจ  แทนคำตอบรับขอโทษของเมซีเน่

 

เราต้องไปแล้วฮะ  เดี๋ยวเจอกันเย็นนี้นะฮะ จินเอ่ยลา  ส่งยิ้ม  พยายามทำลายความตึงเครียดเพื่อให้เมซีเน่คลายความรู้สึกผิด  แล้วออกเดินไปยังรถไฟพร้อมกันกับเจมส์

 

เจอกันเย็นนี้นะเมซี่!  ชาร์ลีน! ลูฟี่พูดเสียงดัง  พลางโบกมือลา  ขณะวิ่งตามเจมส์กับจินที่มุ่งหน้าไปยังประตูตู้โดยรถสารรถไฟที่ใกล้ที่สุด

 

ส่วนออตโตอยากจะเอ่ยปรับความเข้าใจกับเมซีเน่  ว่าเขาไม่ได้มีเจตนายั่วโมโหเธอเลย  แต่เพราะไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรในเวลากระชั้นน้อยนิด  เขาจึงทำได้เพียงส่งสายตาหมองเศร้าแทนคำขอโทษ   แล้วผละจากตามเพื่อนชายทั้งสามขึ้นรถไฟกลืนหายเข้าไปในฝูงชน...

...............................……………...................

 

พวกนั้นมาทำอะไร วิลเลี่ยมพึมพำ  นัยน์ตาสีน้ำเงินจับจ้องกลุ่มเพื่อนที่กลายเป็นจุดเด่นสนใจชั่วขณะหนึ่ง  เมื่อเมซีเน่ส่งเสียงดังขึ้นมา

 

ตามหาเรางั้นเหรอ  ไม่มีวันซะหรอก คิดพลางยิ้มกริ่ม  ขณะจับจ้องเพื่อนๆ ที่ลับหายเข้าไปในฝูงชน  พลางเร้นกายหลบซ่อนไม่ให้พวกนั้นเห็น

 

เพื่อทุกคน...นี่เป็นเรื่องของฉันเท่านั้น...อย่าได้มาเกี่ยวข้องเดือดร้อนด้วยเลย เขาครุ่นคิด  คิ้วเข้มขมวดมุ่น  ใบหน้าสลักเครียดเขม็ง  แล้วแทรกเคลื่อนผ่านฝูงชนอย่างรวดเร็ว  ขึ้นรถไฟที่จอดเทียบชานชาลา  และเคลื่อนขบวนออกไปเวลาบ่ายโมง...

 

จำนวนคนที่เบียดเสียดแน่นขนัดทุกตู้โดยสารรถไฟเป็นประโยชน์กับวิลเลี่ยมอย่างมาก  จิน  เจมส์  ลูฟี่  และออตโต  เคลื่อนผ่านไปตามตู้โดยสารต่างๆ แทบไม่ได้  จนทั้งหมดล้มเลิกความตั้งใจ  แล้วตัดสินใจกันว่าจะออกเดินตามหาวิลเลี่ยมอีกครั้งเมื่อคนน้อยลงกว่านี้

 

ทว่าทั้งสี่คาดผิดถนัด  วิลเลี่ยมเมื่อรู้ว่าถูกติดตาม  เขาจึงลงรถไฟยังสถานีหน้า  อันเป็นสถานีชุมสายแห่งเมืองฟลานเดอร์  แล้วจับรถไฟด่วนเที่ยวถัดไปที่มาถึงเพื่อไปยังเฮฟเวนแทน

 

เขาต้องรู้ตัวว่าเราตามเขามาแน่ ออตโตบ่นเสียงเครียด  ขณะทั้งหมดลงรถไฟยังสถานีเฮฟเวน  ซึ่งผู้คนที่ลงยังสถานีนี้จากรถไฟขบวนเดียวกันกับพวกเขามีไม่มากนัก

 

เรียกว่าตามไม่ได้หรอก เรายังไม่เห็นเขาเลยด้วยซ้ำ ลูฟี่พูดซื่อๆ

 

สร้างความหงุดหงิดขัดใจให้ออตโตที่อารมณ์ขุ่นมัวอยู่แล้วอย่างยิ่ง  เขาจึงแยกเขี้ยวขู่ตีหน้ายักษ์ใส่ลูฟี่ 

 

ลูฟี่จึงวิ่งไปหลบด้านหลังจินกับเจมส์  อย่างหวาดผวา  จินยิ้มให้ลูฟี่อย่างเอ็นดู  แต่เจมส์ไม่นึกสนุกด้วย

 

เลิกเล่นเป็นเด็กได้แล้ว เจมส์เอ่ยเสียงเรียบ  ทว่านัยน์ตาสีเทาไม่ได้เรียบเฉยดังน้ำเสียง  กลับเขม็งจ้องทั้งคู่อย่างตึงเครียด

 

เราน่าจะลองตามหาวิลเลี่ยมบริเวณรอบๆ สถานีนี้นะฮะ จินออกความเห็น 

 

ช่วยลดความกังวลในใจเจมส์อันเป็นสาเหตุความตึงเครียดของเขา  และทำให้เขาคิดออกถึงสถานที่ที่จะไปตามหาวิลเลี่ยม

 

ลองไปที่ท่าเรือดูเถอะ เขาเอ่ย  พยายามครุ่นคิดในแบบวิลเลี่ยม  ว่าหากต้องการสืบหาเกี่ยวกับการตายของฮาเวิร์ด  จะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน

 

ท่าเรือเหรอ ออตโตพูด  พลางลูบคางอย่างครุ่นคิด

 

สถานที่จัดพิธีรับเสด็จเจ้าหญิงเอลีย่า! ลูฟี่อุทานอย่างดีใจ

 

ต้องเป็นที่นั่นแน่ฮะ จินสนับสนุน...

...............................……………...................

 

วิลเลี่ยมหยุดยืน  พลางจ้องแผนที่บนมือถือ  บริเวณหน้าอาคารจอดรถปากทางเข้าย่านการค้าขนาดใหญ่ในทิศใต้ของนครเฮฟเวน

 

ถัดจากจัตุรัสย่านค้าพลองเก่า เขาพึมพำ  เก็บมือถือซุกลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์  แล้วเหินบินเข้าไปยังย่านการค้า  ขนานไปกับถนนคนเดินเบื้องล่าง  พร้อมกันกับผู้คนอีกมากมายที่เลือกวิธีบินโดยรองเท้าบินเช่นเดียวกับเขา  หรือใช้พาหนะบินอื่นแทนการเดินเท้า

 

แม้บินไม่สูงนัก  และเส้นทางการบินไม่ได้ราบรื่น  ด้วยมีผู้คนมากมายกับพาหนะบินหลากหลาย  ทั้งพรมบิน  สกู๊ตเตอร์บิน  ยานบินแบบกลมรุ่นเก่า  สเก็ตบอร์ดบินรุ่นใหม่หลากสี  ไม่แพ้ถนนคนเดินเบื้องล่าง  แต่วิลเลี่ยมก็ยังพอใจที่จะบินปะปนไปกับผู้คนมากมายเช่นนั้น  เพราะถึงจะไปถึงที่หมายได้ช้า  แต่เขาจะไม่เป็นที่สังเกต

 

จนมาถึงร้านกาแฟที่เครื่องเรือนล้วนเป็นสีขาว  ทั้งร่มผ้าใบ  โต๊ะกลม  เก้าอี้พลาสติก  ที่ซึ่งปีก่อนเขาเคยมาหยุดนั่งพักพร้อมกันกับเจมส์  ชาร์ลีน  ออโรร่า  และได้พบเมซีเน่กับลูฟี่เป็นครั้งแรก  เขายิ้มรับกับความทรงจำอันตื่นเต้นในครั้งนั้น  แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่ามัวแต่เคร่งเครียด  จนยังไม่ได้ทานมื้อกลางวัน  กระทั่งเวลาล่วงเลยมาเกือบบ่ายสามแล้ว

 

เขาร่อนลงยืนหน้าประตูร้านกาแฟ  แล้วเดินเข้าไปเลือกที่นั่งภายในร้าน  แทนที่จะนั่งยังบริเวณที่นั่งหน้าร้านดังเช่นคนทั่วไป

 

กริ๊ง!  กริ๊ง! เมื่อผลักประตูกระจกเข้าไปเสียงกระดิ่งดัง  พร้อมกันกับเสียงต้อนรับของเหล่าพนักงาน

 

ยินดีต้อนรับค่ะ/ครับ ทุกน้ำเสียงสุภาพ  ล้วนมาจากใบหน้าระบายยิ้ม

 

วิลเลี่ยมเลือกนั่งยังโต๊ะกลมตัวที่ติดกระจกหน้าร้าน  พร้อมกันกับที่บริกรสาวผมหยิกสั้นนำเมนูมาให้  เขารับเมนูมาผลิกเปิดดู  แล้วจึงรู้ว่าตนหิวโหยมากแค่ไหน

 

อยากกินหมดทุกอย่างเลย...ท้องร้องแล้วแหะ เขาคิด  เกือบจะขำกับตัวเอง  ขณะท้องร้องปั่นป่วนโครกคราก

 

ขอสปาเก็ตตี้ซอสขาว  กับโกโก้เย็นแล้วกันครับ เขาสั่งบริกรสาว เอ่อ...ขอโทษฮะ  ไม่ทราบที่นี่มีโกโก้เย็นยี่ห้อเฮอร์เรียตรึเปล่า แล้วไม่ลืมถามถึงเครื่องดื่มที่โปรดปราน

 

ไม่มีค่ะ  ขออภัยด้วยนะคะ บริกรสาวตอบอย่างสุภาพ

 

ไม่เป็นไรครับ

 

บริกรสาวโค้งรับ  แล้วผละจากไปยังเคาน์เตอร์หลังร้าน

 

วิลเลี่ยมลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมพ์ยังชั้นวางใกล้ๆ แล้วนั่งลงอ่านพาดหัวข่าวหน้าแรกอย่างผ่านๆ ก่อนจะผลิกดูหน้าอื่นเพื่อหาข่าวที่เขาอาจพลาดไปจากข่าวในอินเตอร์เน็ต  ซึ่งเขาติดตามอ่านอยู่ทุกวัน

 

พลิกดูไปได้ไม่กี่หน้า  บริกรสาวก็นำอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟ  เขาลงมือกินทันทีอย่างรวดเร็ว  แต่ยังคงมารยาทอันดีทุกกระเบียด 

 

กระทั่งสปาเก็ตตี้อาหารจานหลักหมดลง  เหลือโกโก้เย็นอีกครึ่งแก้ว  เขาเปิดหนังสือพิมพ์ดูต่อ  ตั้งใจว่าจะใช้เวลาอีกนิดเพื่อดูหนังสือพิมพ์เล่มนี้ให้หมดทุกหน้าแบบผ่านๆ พลางดื่มด่ำกับรสชาติโกโก้เย็นอันหวานมัน...

 

เพื่อพักใจพักกายให้เย็นลง  ก่อนจะไปยังที่หมาย  แล้วเคร่งเครียดกับการเสาะหาสืบสวนอีกครา...

...............................……………...................

 

ออโรร่าคิดจะแวะทักทายคุณยายคาร่า  เจ้าของร้านขายพลองที่มอบพลองบลูจีเวลบริสุทธิ์ให้กับเธอ  แต่เมื่อยกข้อมือขึ้นดูเวลาพบว่าเหลือน้อยนัก  เธอจึงเปลี่ยนใจ 

 

ขณะเธอยังวนเวียนหลงทางอยู่ในย่านร้านค้าพลองเก่าแก่  ไม่อาจไปถึงย่านร้านเสื้อผ้าเก่าที่เป็นจุดหมายได้สักที  เธอรู้สึกกระวนกระวาย  แต่ในที่สุดก็มุ่งหน้าเข้าไปยังตรอกแคบๆ ตรอกหนึ่ง  ซึ่งเธอยังไม่ได้ผ่านเข้าไป  เพื่อหลีกจากทางเดินหลักที่เธอหลงวนเวียนกลับมาถึงนับเป็นครั้งที่สิบภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้

 

สำเร็จ! ออโรร่าอุทานอย่างดีใจ  เมื่อหลุดออกมาถึงที่หมาย

 

ขณะผู้คนที่ผ่านไปมาหันมามอง  บางคนยิ้มให้เธออย่างเข้าใจ  เนื่องด้วยเคยหลงทางมาก่อนเฉกเช่นเธอ  กว่าจะสามารถหาทางมาถึงยังตรอกร้านเสื้อผ้าเก่าแก่แห่งนี้ได้

 

ตรอกเล็กๆ ซอมซ่อ  ที่ดูโบราณด้วยอาคารแถวชุดสร้างด้วยไม้  ทว่าหลังคาเบื้องบนเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงหมดแล้ว  ด้วยกฎหมายอาคารแห่งนครเฮฟเวนที่ต้องมีสีส้มแดงเท่านั้นเพื่อความเป็นระเบียบ

 

ผู้คนในย่านนี้บางตา  ล้วนมีอายุ  และแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบโบราณ  ชายมักสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว  กางเกงสแลคมีเอี้ยมพาดกับเสื้อ  สวมหมวกปีกทรงกลมคล้ายหมวกคาวบอย  แต่ปีกรอบหมวกมีขนาดเล็กแคบกว่า  หรือสวมชุดสูทผูกหูกระต่าย

 

หญิงสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว  กระโปรงยาวกรอมข้อเท้า  มีผ้าคลุมไหล่  หรือชุดผ้าไหมวาวสีสดใสสำหรับออกงานแบบสุภาพ  ซึ่งเป็นชุดเสื้อกระโปรงยาวสีเดียวกัน

 

ออโรร่า  ซึ่งเป็นหญิงสาวคนเดียวในชุดวอร์มสีน้ำเงินเข้ม  เสื้อผ้าแบบสมัยใหม่  ที่เพิ่งหลุดเข้ามาถึงยังย่านร้านเสื้อผ้าเก่าแก่แห่งนี้  จึงตกเป็นเป้าความสนใจของผู้คนสูงวัยย่านนี้  ในทุกย่างก้าวที่เธอไปถึง

 

เธอเลือกแวะร้านแรกหน้าตรอกที่ทะลุผ่านมาถึง  ที่กระจกโชว์หน้าร้านแสดงชุดเครื่องแบบทหารสามชุด  คือ  ชุดสีน้ำตาลเข้มของทหารยามรักษาวัง  ชุดเครื่องแบบตำรวจสีน้ำเงิน  และชุดเครื่องแบบสีขาวสำหรับพิธีการของนายทหาร

 

กริ๊ง! กริ๊ง!” เสียงกระดิ่งที่ประตูกระจกดังเมื่อออโรร่าผลักเข้าไป

 

ภายในร้านสะอาดสะอ้าน  สว่างไสวด้วยโคมทรงกลม  มีตู้แขวนชุดเครื่องแบบหลากสีอยู่รอบผนังสองด้าน  ชุดโซฟารับแขกกลางห้อง  และมีเคาเตอร์ไม้ยาวสำหรับต้อนรับลูกค้า  ขวางหน้าประตูโค้งที่จะทะลุผ่านเข้าไปหลังร้าน

 

เจ้าของร้าน  ซึ่งเป็นหญิงร่างท้วมในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเขียวอ่อน  กระโปรงยาวสีเทา  ออกมาถึงเคาเตอร์หน้าร้านเกือบจะทันทีที่ออโรร่าเข้ามา

 

ยินดีต้อนรับค่ะคุณหนู  ไม่ทราบว่าต้องการตัดเครื่องแบบของเหล่าทัพไหนคะ

 

คำถามนั้นทำให้ออโรร่ารู้ได้ทันทีว่าเข้าผิดร้าน  เธอหันกลับไปมองยังกระจกโชว์เครื่องแบบสามสีหน้าร้านอีกครั้ง  แล้วส่ายหน้าโทษตัวเอง

 

น่าจะรู้แต่แรกแล้วนะเราเธอคิด  นึกโกรธตัวเองที่ไม่ทันดูให้ดีซะก่อน

 

ขอโทษค่ะ  คือ...หนูเข้าผิดร้าน  ที่จริงหนูต้องการเครื่องแบบนิสิตโอเอซิสสำหรับพิธีพระราชทานปริญญาพรุ่งนี้น่ะค่ะ เอ่ยพลางก้มศีรษะค้อมต่ำ

 

ทว่าเจ้าของร้านร่างท้วมไม่ได้นึกโกรธ  หรือตำหนิออโรร่าเลย  ที่ทำให้เธอต้องเสียเวลา  กลับเอ่ยชวนคุยอย่างเป็นกันเอง

 

ไม่เป็นไรหรอกจ้ะหนู  อืม...หนูคงเป็นนิสิตปีสองของโอเอซิสซินะจ๊ะ

 

ค่ะ ออโรร่าตอบ  พลางพยักหน้ารับอย่างสุภาพ  ทว่านัยน์ตาสีน้ำตาลฉายชัดความงุนงงว่าป้าเจ้าของร้านรู้ได้อย่างไร  แต่เธอก็ได้คำตอบในทันที

 

ป้าน่ะชินแล้วล่ะจ้ะ  มีมาทุกปีแหละ  เพราะร้านป้าเป็นร้านแรกที่ทางเข้าตรอกก็เลยมีเด็กปีสองจากโอเอซิสมาถามหาเครื่องแบบอย่างนี้ทุกปี  แต่ถึงร้านป้าไม่มีเครื่องแบบให้หนู  ร้านของเพื่อนป้าที่อยู่ถัดไปนี่อีกห้าร้านก็มีชุดเครื่องแบบเก่าๆ ให้หนูเลือกได้เยอะแยะเลยล่ะ  เอาล่ะ...ป้าว่าอย่าเสียเวลาเลยนะ  เดี๋ยวหนูต้องรีบกลับไปที่ชานชาลาขึ้นรถไฟกลับไปโอเอซิสอีกไม่ใช่เหรอ หญิงร่างท้วมพูดด้วยน้ำเสียงใจดี  และจบประโยคด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร

 

ขอบคุณมากค่ะคุณป้า...ขอบคุณ ออโรร่าเอ่ยลาอย่างทราบซึ้ง  พลางผงกหัวโค้งคำนับจนไปถึงประตู

 

ทว่าเมื่อกำลังจะผลักประตูเปิดออกไป  เธอก็เห็นวิลเลี่ยม!!

 

วิลเลี่ยมกำลังเดินอยู่ในตรอกด้านนอก  พลางก้มดูแผนที่บนมือถือเป็นระยะ  บ่งชัดว่าเขากำลังค้นหา  และมุ่งไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง...

 

แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการสืบหาตัวคนที่บงการฆ่าอาจารย์ของเธอ...เจ้าชายฮาเวิร์ด!!

 

ออโรร่าจึงไม่อาจดูดายปล่อยเขาไปลำพังได้  แล้วจำเป็นต้องทิ้งเป้าหมายเดิมของตน พยายามสะกดรอยตามวิลเลี่ยมไปอย่างระมัดระวังไม่ให้เขารู้ตัว  เพื่อจับเขาให้ได้ยังจุดหมายปลายทางที่เขามุ่งไป  และให้เขาสารภาพยินยอมให้เธอกับเพื่อนๆ มีส่วนร่วมในแผน  หรือยับยั้งอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเขา

 

ทว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด  เธอเปิดประตูออกจากร้านเครื่องแบบมาได้โดยที่วิลเลี่ยมไม่สังเกตเห็น  แล้วพยายามเดินตามเขาไปโดยหลบเลี่ยงตามมุมตรอกซอกซอย  เสาประตูร้าน  แต่ร้านรวงบริเวณนี้ผู้คนน้อยนัก  และทั้งเธอทั้งเขาที่เป็นหนุ่มสาวคู่เดียวที่หลุดเข้ามาในตรอกโบราณแห่งนี้  ก็เป็นจุดเด่นเป็นที่จับตาในทุกย่างก้าว

 

จนวิลเลี่ยมรู้สึกตัวในที่สุดว่ามีคนกำลังติดตามเขาอยู่  เขาเดินช้าลง  บางครั้งก็หยุดกระทันหันแล้วเหลียวหลังกลับมา  และแม้ยังจับไม่ได้ว่าเป็นใครที่ตามเขามา  แต่ก็ทำให้เขาต้องเบี่ยงเบนจากจุดหมายที่กำลังจะไป

 

ต้องสลัดให้หลุดเขาคิด  เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น  แล้วย้อนกลับมายังทิศเดิม

 

ออโรร่าตกใจมากที่เห็นเขาเดินย้อนกลับมา ทำไงดีเธอคิดอย่างว้าวุ่นเพื่อหาที่หลบซ่อน  แล้วในที่สุดก็ลงเอยด้วยการผลักประตูเข้าไปหลบในร้านหนึ่ง  พลางจับตาดูเขาที่เดินผ่านย้อนกลับไปยังทางเก่า

 

ไม่เห็นมีใคร...หรือเราจะคิดไปเองวิลเลี่ยมคิด  ยืนเท้าเอวจังก้าอยู่กลางตรอก ขณะนัยน์ตาสีน้ำเงินสอดส่องมองหาสิ่งพิรุธ  ทว่าได้เพียงสายตาจับจ้องจากผู้สูงอายุหลายคนในตรอกที่มองกลับมายังเขาอย่างสนอกสนใจ

 

เขาส่ายศีรษะช้าๆ ก้มหน้าลงยิ้มกับตัวเอง เราคงระแวงมากไปแล้วมุ่งมั่นกลับมายังจุดหมายอีกครั้ง  เดินกลับไปในทิศทางเก่า

 

ขณะออโรร่ารีบผลุบหลบจากประตูกระจกครึ่งบานบนให้พ้นสายตาวิลเลี่ยมที่เดินกลับมา  ก้มลงหลบยังบานไม้ทึบครึ่งล่าง  อันเป็นประตูร้านเครื่องแบบนิสิตโบราณที่มีชุดฟอร์มโอเอซิสที่เธอต้องการ  ซึ่งเธอเข้ามาถึงโดยไม่รู้ตัวเลย  และจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อติดตามวิลเลี่ยม  โดยไม่ได้เครื่องแบบนั้นกลับไป...

...............................……………...................

 

โง่เง่าสิ้นดีเจมส์คิดอย่างว้าวุ่น  พลางกำมือแน่น  กัดฟันกรอด  กลางท่าเรือใหญ่เวิ้งว้างร้างผู้คน  ไร้เรือเทียบท่าไม่ว่าลำใหญ่หรือเล็กก็ตาม

 

เราคงต้องไปดักรอวิลเลี่ยมที่ชานชาลาอย่างเดียวแล้วล่ะฮะ จินออกความเห็น  ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง  ใกล้เวลาที่รถไฟขบวนที่จะกลับไปยังโอเอซิสจะเทียบชานชาลาในบ่ายสี่โมง

 

เจมส์พยักหน้ารับรู้กับความเห็นของจิน  ทว่านัยน์ตาสีเทายังเหม่อมองไปรอบๆ ท่าเรืออันรกร้างว่างเปล่า  ยังมหาสมุทรอันกว้างไกลเบื้องหน้า  ปล่อยให้สายลมแรงปนกลิ่นไอเค็มจากท้องทะเลปะทะใบหน้าขาวสลัก  และเรือนผมสั้นสีดำที่ปกติหวีเรียบเวลากลับนี้ยุ่งเหยิงจากแรงลมปะทะ

 

ทำไมไม่คิดนะว่าเขาต้องเคยมาที่นี่ก่อนแล้ว  และวันนี้เขาคงไปที่อื่น เจมส์คิด  นึกโกรธตัวเองที่ไม่ทันฉุกคิดรู้ใจวิลเลี่ยม  ทำให้พากันมาตามหาเขาผิดที่

 

เอาน่า...วันนี้ไม่เจอ  โอกาสหน้าก็ยังมี ออตโตเข้ามาตบหลังปลอบใจ

 

นั่นซิ...กลับก่อนเถอะ  ไม่แน่เราอาจเจอวิลเลี่ยมอยู่ที่ชานชาลาก็ได้ ลูฟี่สนับสนุน  พลางเข้ามาตบหลังอีกข้างของเขา

 

ใช่ฮะ...โอกาสหน้าก็ยังมีนี่ฮะ จินว่า  พลางส่งยิ้มปลอบประโลมเจมส์

 

เจมส์ยิ้มน้อยๆ ขอบคุณเพื่อนทั้งสาม  แล้วทั้งหมดก็โบกแท๊กซี่พรมบินกลับไปยังชานชาลาแห่งสถานีรถไฟนครเฮฟเวน  และมุ่งหน้ากลับสู่โอเอซิส...

...............................……………...................

 

ในที่สุดก็มาถึง วิลเลี่ยมคิด  ยิ้มให้รางวัลตัวเอง  ขณะยืนอยู่หน้าร้านขนมปังเล็กๆ อันเป็นจุดหมาย  และแหงนมองป้ายชื่อร้านขนาดยักษ์เบื้องบน

 

ร้านขนมปังเก่าแก่สะอาดสะอ้าน  ที่ทั้งสีหน้าร้าน  หลังคา  และภายในร้านทาสีส้มแดง  เฉกเช่นร้านขนมปังทั่วไปในบริเวณนั้น  ทว่าโดดเด่นด้วยป้ายประดับรูปขนมปังปอนด์ขนาดมหึมา  มีอักษรวาดรูปขนมปังบิสกิตเรียงกันเป็นชื่อร้าน ขนมปังสด 

 

แม้เป็นร้านเล็กเก่าแก่  ปราศจากผู้คนมาเยี่ยมเยือนเลือกซื้อยังชั้นวางกระจก  ที่เต็มไปด้วยขนมปังปอนด์ฟูนุ่มหลากชนิดหลายขนาด  ทว่าลูกจ้างภายในร้านกลับไม่มีใครว่างเว้น  ด้วยมีใบสั่งซื้อขนมปังแสนอร่อยจากร้านนี้มาจากทั่วทุกสารทิศ  ทำให้เหล่าลูกจ้างต้องเร่งทำขนมปังตลอดวันเพื่อจะได้นำส่งได้ทันเวลา

 

เหตุนี้จึงไม่มีใครแทบสังเกตเมื่อวิลเลี่ยมผลักประตูหน้าเข้ามาถึง  จนเขาต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามไถ่เอง

 

ขอโทษครับ  ผมมาขอพบคุณ คามิร่า  เดบิว ครับ

 

ลูกจ้างชายหญิงทั้งร้านร่วมสิบคน  ที่เดินกันควักไคว่  บ้างถือถาดขนมปังปอนด์ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ บ้างกำลังนำถาดขนมปังที่ยังไม่ได้อบยัดลงใส่เตา  บางคนกำลังนวดแป้ง  บางคนร่อนแป้ง  บ้างเทตวงส่วนผสมลงในชามอ่างขนาดใหญ่  ทั้งหมดหยุดชะงักงานที่ทำอยู่  แล้วหันจ้องวิลเลี่ยมเป็นตาเดียว

 

ผมมาพบคุณ คามิร่า  เดบิว ครับ วิลเลี่ยมทวนคำอีกครั้ง  ขณะทุกสายตายังคงจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่เป็นมิตร

 

กระทั่งสาวผมทองหยิกเป็นลอนสั้น  ผิวขาว  ร่างสูง  ผอมบาง  ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้น  กระโปรงยาว  สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีขาวเต็มไปด้วยแป้งจากการทำขนมปัง  สะบัดผ้าใบใสบังประตูห้องปรับอุณหภูมิด้านในออกมา

 

ฉันเอง คามิร่า  เดบิว ถ้าจะมาถามเรื่อง เรมิร่า ล่ะก็...ฉันไม่มีอะไรจะตอบหรอก!! เธอตอบด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว  สีหน้าโกรธขึ้ง

 

วิลเลี่ยมรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอไม้นี้  เพราะ คามิร่า  เดบิว  ซึ่งเป็นพี่สาว  ญาติสนิทเพียงคนเดียวของ เรมิร่า  เดบิว นักบวชสาวที่เป็นผู้ถวายไวน์น้ำผึ้งผสมยาพิษในพิธีอภิเษกของฮาเวิร์ด  ซึ่งจบชีวิตลงแล้วโดยการผูกคอฆ่าตัวตายในคุก  ทำให้คามิร่าพี่สาวย่อมต้องถูกสอบสวนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่วิลเลี่ยมถ่วงเวลาในการมาพบคามิร่า  ทั้งที่เธอเป็นเป้าหมายต้นๆ ในการสืบของเขา

 

ผมไม่ได้จะมาถามเรื่องเรมิร่าจากคุณด้วยเหตุผลเหมือนเจ้าหน้าที่ที่คุณเคยพบนะครับ  แต่ผมมาในฐานะเพื่อนเก่าของเธอ...ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศและทราบข่าวการตายที่น่าสลดของเธอครับ วิลเลี่ยมเอ่ยเสียงเศร้า  เพื่อเรียกความสงสารเห็นใจจากคามิร่า

 

แม้นั่นล้วนเป็นคำโกหก  แต่เขาปรารถนาที่จะพูดคุยกับคามิร่าอย่างเป็นกันเอง  แตกต่างจากการสอบถามสืบสวนอย่างหนักหน่วงแบบเจ้าหน้าที่จริงๆ

 

ทว่าคามิร่ายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง  ไม่ไว้ใจในตัววิลเลี่ยม  และเกือบจะหันหลังกลับเข้าไปในห้องปรับอุณหภูมิอยู่แล้ว  แต่พอดีมีอีกคนหนึ่งเข้ามาในร้าน...

 

เชื่อเขาเถอะค่ะ...เราไม่โกหกคุณแน่นอน! ออโรร่าโพล่งเสียงดัง  ขณะผลักประตูเข้ามาในร้านอย่างกระทันหัน

 

ทำเอาวิลเลี่ยมถึงกับตื่นตะลึง  อ้าปากค้าง  แต่เขายังมีสติพอที่จะรีบหุบปาก หันหลังกลับไปปั้นหน้า  ปรับสายตาให้โศกเศร้าต่อหน้าคามิร่าอีกครั้ง  ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เสมือนรู้ว่าออโรร่ามากับเขา  แล้วรีบเอ่ยปากอีกครั้งเพื่อย้ำเตือนคามิร่า  ที่สำคัญเพื่อบอกออโรร่าเป็นนัยถึงแผนการ

 

เราสองคนเป็นเพื่อนผู้หลุดพ้น  ที่ได้รับการชี้แนะแนวทางชีวิตจากคุณเรมิร่าครับ  คือ...เราทั้งคู่เคยรักกัน... ว่าพลางฉุดแขนออโรร่ามายืนเคียงข้าง  แล้วบีบข้อมือเธอแน่นเป็นนัยปรามไม่ให้พูดขัด

 

...แต่ถูกผู้ใหญ่ขัดขวางเพราะเรายังเด็ก  แล้วพวกเขาก็พยายามจับเราแยกกันโดยการส่งไปเรียนต่างประเทศ  เราเกือบจะคิดสั้นกันแล้วครับ...ถ้าไม่ได้คุณเรมิร่าช่วยไว้...ได้โปรดเถอะครับคุณคามิร่าให้เราได้ช่วยเหลือ  หรือตอบแทนอะไรคุณเรมิร่าที่ล่วงลับไปแล้วบ้าง... วิลเลี่ยมทิ้งประโยคไว้แค่นั้น  แล้วปรับสีหน้าให้ยิ่งโศกเศร้า  นัยน์ตาสีน้ำเงินเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่เกือบจะรินไหลอย่างแนบเนียน  และไม่ลืมที่จะบีบแขนออโรร่าให้แน่นขึ้นอีก  จนเธอเจ็บปวดพาลให้นัยน์ตาสีน้ำตาลหลั่งรินน้ำตาออกมา

 

ออโรร่าแทบอยากจะสะบัดแขนสลัดข้อมือออกจากกำมือของวิลเลี่ยม  เมื่อเขายิ่งบีบแรงขึ้นทุกที  แต่ทุกถ้อยคำที่เขากำลังเจรจาขอความเห็นใจจากคามิร่า  ทำให้เธอจำต้องทน  และไม่อาจทำลายแผนการเขาลงได้

 

หยาดน้ำตาของออโรร่ากับคำอ้อนวอนของวิลเลี่ยม  ทำให้คามิร่าเห็นใจ  และวางใจในที่สุด  สีหน้าปั่นปึ่งก่อนหน้าคลายลง  กลับกลายอ่อนโยนผิดเป็นคนละคน

 

เฮ้อ...เอาล่ะฉันเชื่อพวกเธอแล้ว  มาคุยกันข้างในนี้เถอะ...พี่คะหนูขอพักสักสิบนาทีนะคะ ประโยคหลังเธอหันไปบอกเจ้าของร้านที่อยู่ข้างในห้อง  ก่อนจะโผล่หน้ากลับออกมา  โบกมือให้ออโรร่ากับวิลเลี่ยมเดินตามเข้าไป

 

วิลเลี่ยมคลายมือที่บีบจับข้อมือออโรร่าให้หลวมลง  แต่ยังไม่ยอมปล่อย  จูงมือพาเดินนำแหวกผ้าใบพลาสติกใสของห้องปรับอุณหภูมิ  เดินตามคามิร่าเข้าไป

 

ผนังสองข้างของห้องปรับอุณหภูมิมีชั้นเหล็กเรียงรายสำหรับวางถาดอลูมิเนียม  ซึ่งบรรจุขนมปังที่เพิ่งนวดตัดแบ่งเสร็จนำมาวางพักไว้ก่อนเอาไปเข้าเตาอบ  และที่ปลายสุดทางเดินแคบๆ มีประตูนำไปสู่อีกห้องหนึ่ง 

 

คามิร่าเปิดประตูยืนรออยู่หน้าห้องนั้น  และหลีกทางให้วิลเลี่ยมกับออโรร่าเข้าไปก่อน

 

ห้องในสุดนี้คือห้องพักพนักงาน  เต็มไปด้วยตู้ล๊อคเกอร์เหล็กสูงจรดเพดาน  ผนังด้านในสุดมีหน้าต่างสองบานคั่นด้วยกระจกเงาบานสูง  และกลางห้องมีโต๊ะไม้กับเก้าอี้กลม

 

นั่งซิ... คามิร่าตามเข้ามาในห้อง  และปิดประตู

 

ออโรร่ากับวิลเลี่ยมนั่งลงที่โต๊ะกลางห้องตามที่คามิร่าเชื้อเชิญ  แต่ยังไม่ผลีผลามถามอะไร  เพื่อรอให้คามิร่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

 

เอาล่ะ...เธอสองคนมาที่นี่เพื่อจะถามฉันใช่มั้ย  ว่าเรมิร่าวางยาพิษฆ่าเจ้าชายฮาเวิร์ดจริงรึเปล่า คามิร่าโพล่งคำถามแรกอย่างตรงประเด็น  ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับวิลเลี่ยม  และออโรร่า

 

น้ำเสียงคามิร่านั้นมั่นคงหนักแน่น  ทว่านัยน์ตาสีเขียวของเธอกลับสั่นไหว  ซึ่งแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาวิลเลี่ยมไปได้  ประโยคพูดถัดมาของเขาจึงจำต้องโอนอ่อนแสดงความเชื่อใจในตัวเรมิร่าให้คามิร่าได้รับรู้  เพื่อให้เธอยอมเปิดใจ

 

ผมไม่ถามคำถามนั้นหรอกครับ  เพราะเรา... ว่าพลางหันมาสบประสานสายตากับออโรร่า  เพื่อย้ำให้คามิร่าแน่ใจ  และไม่สงสัยในการเป็นคู่รักของทั้งสอง  ที่เขาได้โกหกไว้ ...เรารู้ว่าคุณเรมิร่าไม่มีวันทำอย่างนั้น  คุณเรมิร่าผู้อ่อนโยน  และชี้นำทางสว่างให้แก่เรา แถมจบประโยคด้วยการโอบไหล่ออโรร่ากระชับเข้ามาแนบชิดข้างกายเขา

 

ออโรร่าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร  และไม่อาจปัดป้องมือวิลเลี่ยมออกไปทั้งที่เขินอาย  แต่ในเมื่อตกกระไดพลอยโจนมาถึงนี่  เธอก็จำต้องสนับสนุนวิลเลี่ยมทุกทางเท่าที่จะทำได้  เธอจึงพยักหน้าช้าๆ ให้คามิร่าเพื่อสนับสนุนคำพูดของเขา

 

ขอบใจนะ...ไม่เคยมีใครพูดกับฉันแบบนี้มาก่อน  ตั้งแต่เรมิร่าตายไป...ทุกคนต่างก็เชื่อว่าเรมิร่าทำลงไปจริงๆ เชื่อว่าเธอวางยาพิษจริงๆ  แต่ฉันไม่เชื่อ...ฉันไม่มีวันเชื่อ  อย่างที่พวกเธอก็คงไม่มีวันเชื่อ...ใช่มั้ย น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ  เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้น  นัยน์ตาสีเขียวเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่ใกล้จะรินไหล

 

ออโรร่าเห็นสภาพนี้ของคามิร่า  ทำให้เธอนึกถึงเจ้าหญิงเอลีย่า  นึกถึงเจมส์  ระลึกถึงทุกๆ คนที่เสียใจในการจากไปของเจ้าชายฮาเวิร์ด  และเหนือสิ่งอื่นใดคือวิลเลี่ยม  คนที่เจ็บปวดมากที่สุด 

 

เธอหันไปมองใบหน้าเขา  ใบหน้าสลักที่ต้องปั้นให้โศกเศร้า  นัยน์ตาสีน้ำเงินที่ต้องแสดงความเห็นอกเห็นใจ  และเขาจะต้องฝืนความรู้สึกของตัวเองแค่ไหนต่อหน้าคามิร่า  ญาติสนิทของนักบวชหญิงเรมิร่าที่วางยาฆ่าฮาเวิร์ดพี่ชายของเขา

 

เฉกเช่นเธอที่ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมาเยือนอย่างแท้จริง  ทว่าไม่ใช่เสียใจกับการจากไปของฆาตกรเช่นเรมิร่า  แต่ระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักคืออาจารย์ฮาเวิร์ด

 

ครับ...เราไม่มีวันเชื่อ  คนดีอย่างคุณเรมิร่าไม่มีวันทำอย่างนั้น วิลเลี่ยมเอ่ยเสียงเรียบ  ปล่อยมือที่โอบออโรร่า  แล้ววางลงบนมือที่สั่นเทาของคามิร่าเพื่อปลอบประโลมเธอ

 

คามิร่าส่งยิ้มทั้งน้ำตาให้เขากับออโรร่าอย่างตื้นตัน  แล้วยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดในที่สุด

 

ใช่...ข่าวพวกนั้นเขียนไปได้ยังไง เหตุเพราะความหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวเจ้าชาย เรมิร่าไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่  เพราะความปรารถนาสูงสุดของเธอ  คือตอบสนองต่อคำสั่งสอนขององค์เทพสูงสุด ความสงบสุขสันติ  เสมอภาคเท่าเทียม  ไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ แล้วกับเจ้าชายฮาเวิร์ดที่กำลังจะอภิเษกกับเจ้าหญิงเอลีย่า  การอภิเษกที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง  เรมิร่าที่ยินดีกับการอภิเษก  และการที่ได้รับเลือกให้ถวายไวน์น้ำผึ้ง...ไม่มีวันใส่ยาพิษลงไปแน่!!!

 

หยาดน้ำตาพรั่งพรูกับน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นแฝงแววเจ็บแค้น  ทำให้วิลเลี่ยมรู้ได้ว่าคามิร่าไม่ได้โกหก  แต่ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องละความสงสารเห็นใจ

 

แต่พยานหลักฐานทั้งหมด... วิลเลี่ยมเอ่ย  แต่ยังไม่ทันจบคามิร่าก็ลุกขึ้นโพล่งขัด

 

หลักฐานลายนิ้วมือที่มีแต่ของเรมิร่าน่ะเหรอ...ถ้าฉันเป็นคนร้ายก็คงลบมันออกไปหมด  ไม่เหลือลายนิ้วมือของตัวเองไว้ในที่เกิดเหตุหรอก  แล้ววิหารหลวงวันนั้นก็มีคนเข้าออกเป็นร้อยเป็นพัน!!

 

นั่นล่ะครับที่ผมอยากพูด... วิลเลี่ยมเอ่ยเสียงเรียบ 

 

คามิร่าจึงใจเย็นลง  กลับลงนั่ง  แล้วนิ่งฟัง 

 

...แล้วคุณได้พบกับคุณเรมิร่าหลังจากนั้นบ้างมั้ยครับ  หรือพอจะทราบหรือเปล่าว่าคุณเรมิร่าติดต่อกับใครบ้างก่อนหน้านั้น วิลเลี่ยมยิงคำถามต่อ

 

นอกจากคนในวิหารหลวงก็ไม่มีใครที่เรมิร่าสนิทหรือติดต่อด้วยเป็นพิเศษหรอก  แล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น  ฉันไปเยี่ยมเรมิร่าที่ห้องขัง  แต่เธอเหม่อลอย...เหมือนไม่รู้จักฉัน  ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น  ตอนนั้นฉันเข้าใจว่าเธออาจกำลังช๊อค  แต่ไม่นึกเลย...ไม่นึกเลย...ฮือ ฮือ ฮือ คามิร่าสะอึกสะอื้นอย่างหนัก  ซบใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาลงกับฝ่ามือ  ไม่อาจเอ่ยถึงการตายของน้องสาวได้จนจบ

 

เราขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องนึกถึงเรื่องนั้นอีก ออโรร่าอดที่จะเห็นอกเห็นใจคามิร่าไม่ได้  เอ่ยปลอบ  พร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งให้ซับน้ำตา

 

ขอบใจจ้ะ... คามิร่ารับมาเช็ดน้ำตาที่นองหน้า  ส่งยิ้มให้  แล้วพูดต่อ แค่พวกเธอรับฟังอย่างเข้าใจ  และเชื่อใจในตัวเรมิร่าฉันก็พอใจแล้วล่ะ

 

ถ้ามีอะไรที่พวกเราจะช่วยเหลือคุณได้บ้าง วิลเลี่ยมรุกต่อด้วยแผนการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ  เพราะเขาแทบไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเลยในการพูดคุยครั้งนี้

 

ขอบใจนะจ๊ะ  แต่ไม่มีหรอก  ไม่มีจริงๆ ประโยคเอ่ยปิดการสนทนาจากคามิร่า  พร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งคืนให้ออโรร่า

 

คามิร่าดูสบายอกสบายใจขึ้นมากที่มีคนรับฟังความในใจที่อัดอั้น  ขณะเดินออกมาส่งออโรร่ากับวิลเลี่ยมหน้าร้าน

 

แต่วิลเลี่ยมหาได้สบายใจเช่นเธอไม่  เพราะในใจนั้นขัดเคืองที่ไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนครั้งนี้เลย  ทว่าก็จำต้องส่งยิ้ม  และเอ่ยลา...

...............................……………...................

 

ทั้งคู่เดินไปด้วยกันเงียบๆ ผ่านตรอกย่านร้านค้าขนมปัง  ออกสู่ถนนหลักที่เต็มไปด้วยผู้คน  และโดยไม่ทันตั้งตัววิลเลี่ยมก็เอ่ยถามขึ้นมา

 

เธอสะกดรอยตามฉันมาตั้งแต่แรกใช่มั้ย เขาถามออโรร่าเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน  โดยไม่หันมามองเธอ  ขณะทั้งคู่ยังไม่หยุดฝีเท้ามุ่งเดินไปตามถนน

 

ถ้าเธอหมายถึงตั้งแต่ตรอกร้านเสื้อผ้าเก่าล่ะก็ใช่ชุดนิสิต!! ออโรร่าตอบ  แล้วเมื่อนึกได้ถึงจุดประสงค์ที่เธอสู้อุตส่าห์ถ่อมาถึงเฮฟเวน  เธอก็อุทานอย่างตกใจ  และยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

 

อ้อ...หมายความว่าเธอบังเอิญมาเจอฉันเข้า  เฮ้อ...ฉันมันโชคร้ายเองซินะ... วิลเลี่ยมบ่น  พลางถอนใจ  แล้วก็ต้องงุนงงเมื่อจู่ๆ ออโรร่าเริ่มต้นฉุดกระชากลากแขนเขา 

 

เราไม่มีเวลาแล้วนะ  รีบไปเถอะ! ออโรร่าไม่ฟังวิลเลี่ยม  เอ่ยเสียงเร่ง  แล้วฉุดลากวิลเลี่ยมที่ยังขืนตัวไว้ให้ออกเดินกึ่งวิ่ง  เมื่อนาฬิกาบอกเวลาอีกห้านาทีจะสี่โมง  อันเป็นเวลารถไฟเที่ยวกลับโอเอซิสเที่ยวสุดท้ายของวันจะเทียบชานชาลานครเฮฟเวน  เธอจึงเหลือเวลาเพียงห้านาทีที่จะกลับไปซื้อชุดในย่านร้านเสื้อผ้าเก่า  และไปให้ทันรถไฟ

 

ไม่ต้องรีบหรอกน่า...ถึงไปไม่ทันรถไฟฉันก็พาเธอกลับโอเอซิสได้ วิลเลี่ยมว่า  พลางรั้งแขนไว้  แล้วเป็นฝ่ายดึงออโรร่ากลับมาบ้าง

 

ออโรร่าจึงยอมหยุดวิ่ง  และหันมาคุยกับวิลเลี่ยมโดยดี

 

งั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย  แต่ฉันก็ต้องกลับไปซื้อชุดนิสิตอยู่ดี

 

ชุดเก่าๆ ในย่านร้านเสื้อผ้าเก่าน่ะเหรอ  ฉันว่ามันไม่ดีนักหรอก  อืม...ฉันเองก็ยังไม่มีชุดเหมือนกัน... วิลเลี่ยมลูบคาง  ทำสีหน้าครุ่นคิด  แล้วดีดนิ้วเมื่อได้ไอเดียเด็ด 

 

ฉันมีที่ให้เรายืมชุดนิสิตชั้นดีอยู่ที่หนึ่ง!! ว่าพลางโบกแท๊กซี่พรมบิน  แล้วนำขึ้นไปนั่ง

 

ออโรร่าไม่ถามถึงที่ที่จะไป  หรือไม่นึกสงสัยใดทั้งสิ้น  เชื่อมั่นในตัววิลเลี่ยม  แล้วตามขึ้นไปนั่งเคียงกันบนผืนพรมบินสีเหลืองสด  ก่อนพรมบินจะยกตัวสูงขึ้น  แล้วพาทั้งคู่เหินบินออกไปจากย่านการค้าแห่งนครเฮฟเวน...

...............................……………...................

 

ออโรร่าไม่นึกมาก่อนว่าสถานที่วิลเลี่ยมพามายืมชุดจะเป็นพระราชวังวินแฮล์ม  วังหินอ่อนสีขาวที่รายล้อมด้วยสวนป่ากว้างใหญ่เขียวขจีอันร่มรื่น

 

แท็กซี่พรมบินร่อนลงส่งทั้งสองที่หน้าประตูวังด้านหลัง  แล้ววิลเลี่ยมก็เดินนำไปยังป้อมปราการสีขาวสูงตระหง่าน

 

วิลเลี่ยม  เฮอร์เรียต  มาขอเข้าพบพระมารดานมวีเน่ครับ วิลเลี่ยมพูดกับทหารยามรักษาการณ์ประจำป้อม

 

ทหารยามร่างใหญ่ในชุดสีน้ำตาลเข้ม  ซึ่งจำวิลเลี่ยมได้พยักหน้ายิ้มให้เขา  ทว่าด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยก็จำต้องไต่ถามถึงออโรร่าที่วิลเลี่ยมพามาด้วย

 

คุณหนูที่มากับคุณด้วยล่ะครับ  ชื่ออะไร

 

ออโรร่า  เบลล์ ครับเธอเป็นเพื่อนผมวิลเลี่ยมตอบพลางยิ้ม

 

ขณะออโรร่าส่งยิ้มกลับไปให้ทหารหนุ่มร่างใหญ่ด้วยเช่นกัน

 

แล้วทหารยามผู้นั้นก็โบกมือส่งสัญญาณให้เพื่อนทหารร่างอ้วนที่อยู่ในป้อม  โทรศัพท์ส่งข่าวไปยังที่พักของแม่นมวีเน่  ก่อนจะหันมาพูดคุยกับวิลเลี่ยมต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

วันนี้ไม่ได้เอารถมาหรือครับ

 

ครับ...ผมคงต้องรบกวนให้คุณช่วยหารถพาเราเข้าไปส่งด้วยนะครับ วิลเลี่ยมพูดอย่างสุภาพ

 

ไม่มีปัญหาครับ  เอ๊ะเดี๋ยวก่อนนะครับ หันไปเห็นเพื่อนทหารในป้อมโบกมือเรียก  เขาเดินกลับไปที่ป้อม  พูดคุยกับเพื่อนสองสามประโยค  แล้วเดินกลับมาอีกครั้ง

 

มีปัญหาอะไรเหรอครับ วิลเลี่ยมถาม

 

ไม่มีปัญหาหรอกครับ  เพียงแต่ข้างในจะเป็นฝ่ายนำรถมารับพวกคุณน่ะครับ ทหารยามตอบ

 

ครู่ต่อมารถลิมูซีนสีขาวขับมาจอดเทียบยังป้อมปราการ  ยังม้านั่งหินอ่อนหลังป้อมที่ซึ่งออโรร่ากับวิลเลี่ยมนั่งรออยู่

 

วิลเลี่ยมยิ้มยินดีตั้งแต่เห็นรถกำลังแล่นใกล้เข้ามา  ทว่าเมื่อรถจอดสนิทแล้วเห็นว่าอัลเฟร็ดอดีตองครักษ์คนสนิทของฮาเวิร์ดเป็นผู้ขับมา  และลงมาเปิดประตูรถต้อนรับให้ทั้งสองขึ้นรถ  วิลเลี่ยมก็กลับมีสีหน้าเย็นชา  แต่ก็ยอมขึ้นรถไปโดยดี

 

นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ วิลเลี่ยมเอ่ยถามทันที  เมื่อรถออกแล่นไปตามถนนสองเลนที่ขนาบด้วยแนวต้นไม้ใหญ่

 

สัปดาห์ที่แล้วครับ...ผมดีใจจริงๆ ที่ได้พบคุณ อัลเฟร็ดตอบ  พลางยิ้มให้วิลเลี่ยมจากกระจกมองหลัง

 

แต่วิลเลี่ยมไม่ตอบ  ยังคงปั้นสีหน้าเฉยชา  และไม่พูดอะไรอีก  พลอยให้ออโรร่ารู้สึกอึดอัดใจไปด้วย

 

ทว่าความอึมครึมอึดอัดทั้งหมดมลายหายไปสิ้น  เมื่อทั้งหมดได้พบกับแม่นมวีเน่

 

วีเน่  หญิงชราวัยใกล้เกษียณ  ผู้มีดวงหน้าเมตตาอ่อนโยนแม้เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น  ผมยาวสีน้ำตาลเข้มแทรกแซมด้วยสีขาวรวบเป็นมวยเรียบ  รูปร่างผอมบางสง่างาม  นัยน์ตาสีเทาอ่อนโยน  ในสูทสีน้ำตาลเข้มกระโปรงยาว

 

ขอโทษที่ต้องมารบกวนนะครับแม่นม วิลเลี่ยมทัก  พร้อมเข้าไปสวมกอดร่างผอมบางของหญิงชราที่กอดตอบมาอย่างอบอุ่น

 

ไม่เป็นไรค่ะ...ว่าแต่มีอะไรให้แม่นมแก่ๆ คนนี้รับใช้ล่ะคะ วีเน่เอ่ย  พลางยิ้มอ่อนโยน 

 

โธ่...ผมจะกล้าใช้แม่นมได้ยังไงล่ะครับ วิลเลี่ยมประจบ  และไม่ลืมแนะนำออโรร่า แล้วนี่...เพื่อนผมครับ  ออโรร่า  เบลล์ วิลเลี่ยมผายมือไปยังออโรร่า

 

สวัสดีค่ะ ออโรร่าค้อมศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อม

 

ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะหนู  เอ้า...เราเข้าไปข้างในกันเถอะ วีเน่ยิ้มให้ออโรร่าอย่างเอ็นดู  แล้วนำทั้งหมดพากันเดินเข้าไปในตึกเดี่ยวสีขาวสะอาดที่พำนักของเธอ

 

ทั้งสามนั่งลงยังโซฟาสีน้ำเงินกลางห้องโถงสีขาวสะอาด  มีอัลเฟร็ดยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูด้านหน้า 

 

ทันทีที่นั่งลง  วิลเลี่ยมบอกถึงเจตจำนงในการมาขอยืมชุดนิสิตสำหรับเขากับออโรร่าเพื่อพิธีรับปริญญาวันพรุ่งนี้ต่อแม่นมวีเน่ทันที  ซึ่งแม่นมก็รับปากจัดการให้อย่างยินดี  เพราะไม่เป็นการลำบากเลยในการจะหายืมชุดจากบรรดาลูกหลานข้าราชบริพารในพระราชวังอันกว้างใหญ่แห่งนี้

 

ดังนั้น  ขณะที่รอให้คนรับใช้ของวีเน่ไปนำชุดมาให้  ทั้งสามจึงสนทนากันไปพลาง  จิบน้ำชากับของว่าง  ซึ่งการพูดคุยดำเนินไปอย่างเป็นกันเองอบอุ่น  อย่างที่ออโรร่าไม่เคยนึกเลยว่าจะได้รับจากบุคคลอันเป็นที่เคารพยกย่อง  และมียศฐาเช่นพระมารดานมวีเน่

 

ออโรร่ารู้สึกได้รับการต้อนรับใส่ใจอย่างดีเฉกเช่นเมื่อเธออยู่กับครอบครัวโรห์ดอน  ทั้งออกจะเป็นการเอาใจใส่มากเกินด้วยซ้ำ  เมื่อแม่นมคอยแต่จะป้อนคำถามเพื่อคุยกับเธอตลอดเวลา  จนวิลเลี่ยมที่นั่งอยู่ด้วยแทบจะกลายเป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น

 

ทว่าเพียงไม่นานเมื่อทั้งสองได้รับชุดนิสิตที่ซักรีดมาให้เรียบร้อยแล้ว  และคนขับรถจากบ้านเฮอร์เรียตขับรถสปอตสีแดงคันโปรดของวิลเลี่ยมนำมาส่ง  การสนทนาก็มีอันต้องยุติลง

 

ปิดเทอมเมื่อไหร่ก็มาเยี่ยมแม่นมบ้างนะคะ วีเน่พูด  ส่งยิ้มอ่อนโยน  ขณะสวมกอดวิลเลี่ยม

 

แน่นอนครับ วิลเลี่ยมตอบ 

 

ขณะแม่นมผละไปกอดออโรร่าบ้าง  ทีแรกออโรร่ากอดตอบแม่นมอย่างขัดเขิน  ทว่าเมื่อรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แม่นมถ่ายทอดมาให้...

 

ความอบอุ่นที่เธอโหยหาปรารถนา  และทำให้นึกถึงพ่อกับแม่...

 

เธอจึงกอดตอบแม่นมอย่างแนบแน่นเนิ่นนาน  ก่อนจะตัดใจผละออกมา  แล้วตามวิลเลี่ยมขึ้นรถไป  โดยไม่วายที่จะหันมาส่งสายตาขอบคุณแม่นมอีกครั้งที่ได้มอบความรักความอบอุ่นให้แก่เธอ  แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม

 

ขณะรถสปอตสีแดงซึ่งมีวิลเลี่ยมเป็นคนขับ  เคลื่อนห่างออกไปจากหมู่ตึกสีขาวที่พำนักของบรรดาข้าราชบริพาร  ออกจากประตูวัง  เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่โอเอซิส...

...............................……………...................

 

 

จบแล้วนะคะตอนนี้    

ตอนหน้ามาพบกันใน พิธีพระราชทานปริญญา ค่ะ

แต่เนื่องจากสัปดาห์หน้า St. Pisces ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด  จึงรบกวนให้ผู้อ่านทุกท่านรออ่านตอนใหม่ในสัปดาห์ถัดไปอีกนะคะ

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์กำลังใจค่ะ

 

 

 

1,454 ความคิดเห็น