numa
ดู Blog ทั้งหมด

พระราชอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เขียนโดย numa
พระราชอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันต์สมาคม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ทรงมีพระบรมราโชวาท สรุป ๔ ประการ คือ
“ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน
ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูล ประสานงาน ประสานประโยชน์ ให้งานที่ทำสำเร็จผลเป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน
ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามนำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกัน” เป็นคนมีเหตุมีผลอย่างถูกต้อง
พระราชดำรัสนี้สามารถจัดเข้าในหลักธรรมที่เรียกว่าสาราณียธรรม(ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน มีความผูกพัน ไม่ทิ้งกัน )
ประการแรก ที่ว่า “คิด พูด ทำด้วยเมตตา” มาจากสาราณียธรรมรวม ๓ ข้อแรก คือ เมตตากายกรรม ทำอะไรด้วยเมตตา เมตตาวจีกรรม พูดด้วยเมตตา และเมตตามโนกรรม คิดด้วยเมตตา
ประการที่สอง ที่ว่า “การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ตรงกับสาราณียธรรมข้อสาธารณโภคี รู้จักให้ รู้จักแบ่งปันกัน)
ประการที่สาม การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบ กฎ กติกา มารยาท กฎหมาย เท่าเทียมกัน ตรงกับสาราณียธรรมข้อสีลสามัญญตา มีศีลเสมอกัน ประพฤติปฏิบัติเสมอกัน
ประการที่สี่ การที่ต่างคนต่างพยายามปรับความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องลงรอยเดียวกัน ตรงกับสาราณียธรรมข้อทิฎฐิสามัญญตา มีความเห็นลงรอยเดียวกัน รู้เขา รู้เรา เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจในทุกสิ่ง
(ความคิดเห็นของข้าพเจ้า)
จะสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหา พระองค์ทรงหาหนทางออกให้เสอม แต่ผู้สนองเจตนารมณ์ของพระองค์อย่างจริงนั้นหาได้ยากยิ่ง หรือเป็นส่วนน้อยในสังคม โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้นำ ในสังคม
สังคมไทยยุคนี้ จะต้องเป็นไปเช่นนี้อีกประมาณเท่าใดไม่ทราบ แต่อีกนานอย่างแน่นอน
เป็นสังคมพักพวก
เป็นสังคมชักลาก
เป็นสังคมชุนมุลธิปไตย
เป็นสังคมคนบอดนำคนดี
เป็นสังคม คลุมบอน
เป็นสังคม ซ้ำเติม
เป็นสังคม เกาไม่ถูกที่คัน
เป็นสังคม ตัวกู ของกู
เป็นสังคมเรียกร้องสิทธิ
เป็นสังคมเห็นแก่ได้
ฯลฯ

ที่มา : แว่วมา กับเสียงธรรม(พระมหาสถาพร)

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น