numa
ดู Blog ทั้งหมด

คมปากคมข้นคมแหละคมเหลวคมแหลกคมสิ้นคมหมดชาติ

เขียนโดย numa
คมปากคมข้นคมแหละคมเหลวคมแหลกคมสิ้นคมหมดชาติ

สังคมไทยในสมัยนี้เป็นสังคมที่เรียกร้องออกร้อง แหกตะแบง ออกความคิดเห็น
ทั้งเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง มิได้คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี เหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร
นึกจะพูดก็พูด ทั้งเรื่องที่ตนรู้หรือไม่ รู้จริง หรือรู้หลอก รู้ลวง หรือรู้โกง
คือความสำนึก ความใช้ปํญญาไตร่ตรอง ไม่มี
พระองค์ได้ตรัสแยกแยะให้ฟังว่า
วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส
วาจาใดเป็นคำจริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส
วาจาใดเป็นคำจริง เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง พระองค์เลือกกาลที่จะตรัส
วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส
วาจาใดจริง ไม่เป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ก็ไม่ตรัส
วาจาใดเป็นคำจริง เป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์เลือกกาลที่จะตรัส
คนที่เป็นผู้ดี(ผู้ดีในที่นี้ไม่ใช่คนร่ำรวย หรือคนยศศักดิ์สูง) ที่แท้จริงนั้น
ต้องคำนึกถึง เหตุ ผล รู้จักตัวของตัวเอง ทั้งฐานะ ระดับ เป็นต้น บางครั้งก็ต้องเลือกกาลเวลา
ในการพูดจา บางครั้งก็ต้องประกอบความพอดี พองามกับการพูด ว่าพูดแค่ไหนพอ อย่างไหนพร่ำเพรื่อไป
บางครั้งก็ต้องดูผู้ฟังเลือกผู้ฟัง ในแต่ระดับคน อายุคนผู้รับฟัง คือเลือกมองสังคมนั้น ๆ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ผู้ดีก่อนจะพูดต้องไตร่ตรององค์ประกอบเหล่านี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ อย่างมีปํญญาเพื่อความถูกต้องดีงาม
อย่างนี้แหละ แต่สังคมไทยปัจจุบันไม่สน ทั้งที่ไม่รู้อะไร รู้นิดรู้จะรี่ริด ก็อยากจะพูด
สุดท้ายเกิดความฉิบหายเสียหายทั้งตัวผู้พูดและคนอื่นตลอดจนประเทศชาติบ้านเมือง
ดังคำพูดที่ว่า ก่อนจะพูดท่านเป็นนายคำพูด หลังจากพูด คำที่พูดกลับมาเป็นเจ้านายของเรา
อีกไม่นานหรอก คนไทยชาวพุทธจะได้รู้สำนึก
สิ้นพุทธ สิ้นชาติ สิ้นไทย จะได้เห็นอีกไม่นานเกินรอแล้ว แต่ลมหายใจฉัน จะขอเป็นพุทธ เป็นไท ตลอดไปจนกว่าจะบรรลุซึ่งนิพพาน โบกมือหยอย ๆ

ที่มา : แว่วมากับเสียงธรรม

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น