![]() พอได้ยินคำว่า เศรษฐี ไม่ว่าใคร จะเป็นเด็กที่พอรู้ความ ผู้ใหญ่ คนแก่ คน ้เฒ่า ทั้งหญิง ทั้งชาย ต่างก็ชอบที่จะได้ฟัง ปรารถนาจะเป็นด้วยกันทุกคน เพราะคนที่เป็นเศรษฐี ก็หมายถึงคนที่มีเงินมีทองมาก ร่ำรวย เพียบพร้อมด้วย สมบัติต่างทรัพย์สิน เช่น มีรถงาม ๆ คันโต ๆ บ้านใหญ่ ๆ สวย ๆ มีที่ดินมาก มาย ตลอดจนมีเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องประดับตกแต่ง แต่ละอย่างล้วนแต่ดี ๆ มีค่ามากทั้งนั้น ดูราวกับว่า ถ้าต้องการอะไร คนที่เป็นเศรษฐีหรือคนที่ร่ำรวย เงินทอง แทบจะบันดาลให้เป็นไปได้ทั้งนั้น ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงปรารถนาจะ ้เป็นด้วยกันทั้งนั้น แต่จะทำอย่างไรจึงจะได้เป็นเศรษฐี ข้อนี้ยังเป็นปัญหา ข้าพ เจ้าแม้จะไม่เคยเป็นเศรษฐีจริง ๆ แต่ก็เคยได้เห็นเคยได้ยิน หรือได้คุยกับคนที่ เขาเป็นเศรษฐีมาแล้วหลายคน ปรากฎว่าคนที่จะเป็นเศรษฐีได้จริง ๆ และมีความสุขดีด้วย จำเป็นต้องมีคาถาดีหรือเรียก ว่ามีคุณธรรมดีอย่างน้อย 4 ข้อ หรือที่เรียกกันว่า "หัวใจเศรษฐี"ด้วยกันทุกคน ถ้าขาดคุณธรรม 4 ข้อนี้ จะเป็นเศรษฐีที่ ดีมั่นคงถาวรและมีความสุขอย่างแท้จริงได้ยาก ....คาถาหัวใจเศรษฐีนี้ บรรดาเศรษฐีเขาถือกันว่าเป็นหัวใจที่จะต้องหมั่นท่องเป็นประจำไม่ขาดแม้แต่วันเดียว คาถามีแค่ 4 ตัว จำง่าย ใครที่อยากเป็นเศรษฐีหรือสนใจอยากจะจดจำไปใช้ท่องบ้างก็ไม่ขัดข้อง ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด คาถา บทนี้เป็นคาถาเก่าแก่ที่ท่านใช้กันมาแต่โบราณ คาถามีอยู่ว่า "อุ อา กะ สะ" ....ถ้าใครอยากเป็นเศรษฐีที่เพียบพร้อมด้วยความสุข ต้องหมั่นท่องทุกวันอย่าให้ขาด ไม่ว่าจะทำอะไรหรือกิจการใด ถ้า นึกขึ้นได้ก็ให้รีบท่องไว้ ยิ่งท่องไว้ได้เป็นประจำ ก็จะทำให้เป็นเศรษฐีได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญถ้าต้องการให้ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ละก็ ต้องทำตามคาถาที่ท่องนั้นด้วย ....คาถาทั้ง 4 ตัวนั้น ย่อมาจากคำสี่คำ ดังนี้ คำว่า "อุ" ย่อมาจากคำว่า "อุฎฐานสัมปทา" ซึ่งแปลว่า "ความถึงพร้อมด้วย ความขยันหมั่นเพียร หมายถึง ถ้าอยากเป็นเศรษฐี ก่อนอื่นต้องมีความขยันหมั่นเพียร เริ่มตั้งแต่ต้องขยันหมั่นเพียรในการ แดงหาความรู้ วิชาการต่าง ๆ ตลอดจนการเรียนรู้วิชาชีพ ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบหรือที่ได้รับมอบ หมายให้กระทำโดยไม่บกพร่อง และพยายามแก้ไขการงานที่ได้รับมอบหมายหรือที่กระทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การงานมีประสิทธิภาพและได้ผลดีที่สุด ต้องขยันทำมาหากิน โดยไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคที่ต้องเผชิญหน้า ตลอด จนต้องคอยศึกษาหาความรู้สำหรับใช้รักษาตัวเองและครอบครัวมิให้เกิดการเจ็บป่วยด้วย ....คำว่า "อา" ย่อมาจากคำว่า "อารักขสัมปทา" ซึ่งแปลว่า ความถึงพร้อมด้วยการความหมั่นรักษา หมายถึง เมื่อได้รับ มอบหมายการงานอะไรให้กระทำ หรือเมื่อได้ดำเนินกิจการงานอะไร ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของคนอื่นก็ดี ต้องเป็นคน มีความรับผิดชอบในการงานหรือกิจการนั้น ๆ มิให้บกพร่องต่อหน้าที่ อะไรที่ยังทำไม่ดีก็พยายามทำให้ดี อะไรที่ต้องแก้ ไขปรับปรุงให้ดี เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานต้องหมั่นดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่ปล่อยปะ ละเลย เช่น มีอะไรชำรุดเสียหายก็แก้ไขให้ดี ตลอดไปจนถึงต้องรู้จักรักษาทรัพย์สินเงินทองที่เกิดจากการปฏบัติงาน เกิด จากการทำมาหากินหรือที่รับผิดชอบอยู่มิให้สูญเสียหรือใช้ไปให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ หรือปราศจากเหตุผลอัน สมควร หน้าที่การงานที่กระทำอยู่หรือกิจการส่วนตัวที่ดำเนินอยู่ก็อย่าให้ต้องหลุดมือไปง่าย ๆ เพราะการงานที่ทำแต่ละ อย่างไม่ใช่จะหาได้ง่ายนัก ฉะนั้น เมื่อได้การงานใด ๆ แล้ว ก็อย่าทำให้งานที่ทำนั้นต้องหลุดไป นอกจากกรณีที่เราได้งาน หรือกิจการใหม่ที่เราพิจารณาเห็นชัดแล้วว่าจะต้องทำให้เราดีกว่าเดิมได้ จึงค่อยพิจารณาเปลี่ยนแปลง ถ้าการงานหรือ กิจการที่ดำเนินการอยู่ดีอยู่แล้ว ต้องพยายามรักษาให้ดีที่สุด และต้องพยายามปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และ ประการสำคัญไม่ว่าจะทำงานกับใครที่ไหนก็ตามต้องถือว่างานนั้นเป็นงานของเราเอง เพราะถ้ากิจการของเขาเจริญขึ้น เราก็จะพลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย ถ้ากิจการของเขาเลวลง เราก็จะต้องพลอยลำบากไปด้วย ....คำว่า "ก" ย่อมาจากคำว่า "กัลยาณมิตตตา" ซึ่งแปลว่า ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรเป็นมิตร หมายความว่า ต้องรู้จักคบ มิตรที่ดี มิตรแท้ ที่จะเป็นกัลยาณมิตรหรือเป็นมิตรที่จะพาเราหรือสนับสนุนเราไปสู่ความเจริญก้าวหน้า และมีความสุข สมหวังในชีวิตได้ มิตรดีหรือมิตรแท้นี้ท่านแบ่งไว้ 4 จำพวก คือ มิตรอุปการะพวกหนึ่ง เป็นผู้ที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อ กูลเราได้ในยามที่เราเดือดร้อนจำเป็นในด้านทรัพย์สินเงินทองหรือในยามที่ เรามีภัยเดือดร้อน เพราะความประมาทของ เรา พวกหนึ่งคือมิตร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเป็นร่วมตายที่จะอยู่เคียงข้างเรา เป็นเพื่อนปรับทุกข์กันได้ในยามที่เราถึงความ วิบัติเพราะความเลินเล่อเผลอตัวหรือมีภัย พวกหนึ่ง คือ มิตรแนะประโยชน์ มิตรชนิดนี้ท่านหมายถึง ครูบาอาจารย์ผู้มี วิชาการ มีความชำนาญดี ตลอดจนถึงผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาที่ดี ที่จะเป็นผู้คอยห้ามปรามเราในเวลาที่เราเกิดความ ประมาทกระทำความชั่ว คอยแนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี คอยแนะนำสั่งสอนวิชาการที่มีประโยชน์แก่การทำงาน และการ ดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ตลอดจนคอยเมตตาให้กำลังใจแก่เราในยามที่เราพลาดหวัง ล้มเหลว หรือ เกิดความท้อถอยขณะใน ขณะปฏิบัติงาน ....มิตรแท้พวกสุดท้ายได้แก่มิตรมีความรักใคร่ เป็นแรงสนับสนุนให้เราสามารถมีกำลังใจต่อสู้อุปสรรคที่เกิดขึ้นโดยไม่ ท้อถอย มิตรทั้ง 4 ชนิดนี้ควรคบไว้ และควรสร้างให้มีขึ้นแก่เราตลอดชีวิต นอกจากเราจะต้องเลือกคบมิตรที่ดี มิตรแท้ ไว้แล้ว เราต้องเว้นหรือว่าต้องห่างไกลจากมิตรเทียมหรือมิตรชั่วอีก 4 จำพวกด้วยกัน ....มิตรเทียมเหล่านี้ได้แก่ มิตรปอกลอก ที่หวังคบเราเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยมิได้ให้ประโยชน์อะไรเลย หรือ ให้แต่น้อยหวังเอาแต่มากพวกหนึ่ง พวกหนึ่งได้แก่มิตรดีแต่พูด คือพวกที่ชอบเอาแต่เรื่องไร้สาระหารประโยชน์ไม่ได้มา พูด หรือเอาสิ่งที่หาประโยชน์จริง ๆ ไม่ได้มาให้ เวลาเราออกปากจริง ๆ ก็พึ่งอะไรไม่ได้เลย ....อีกพวกหนึ่ง ก็เป็นพวกหัวประจบที่เวลาเราทำอะไรก็คล้อยตาม เช่น ทำดีก็คล้อยตาม ไม่ห้ามปราม ต่อหน้าก็ทำสรร เสริญเราดี แต่ลับหลังกัลบนินทาเป็นไฟ .... มิตรเทียมพวกสุดท้าย พวกนี้ร้ายที่สุด เพราะเป็นประเภทที่ชอบชักชวนเราไปในทางที่ฉิบหายไม่เกิดประโยชน์ เช่น พวกที่ชักชวนไปกินเหล้าเมายา เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน ตลอดจนพาไปหาสิ่งเสพติดให้โทษต่าง ๆ เช่น ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน เป็นต้น บุคคลจำพวกหลังนี้ ผู้ที่อยากเป็นเศรษฐีต้องพยายามอย่างไปข้องแวะด้วย ....คำสุดท้ายว่า "ส" ย่อมาจากคำว่า "สมชีวิตา" แปลว่า ความเป็นผู้มีความเป็นอยู่เหมาะสมหรือสมควรแก่ฐานะ หมาย ถึง เมื่อเราแสวงหาทรัพย์มาได้แล้ว ก็ต้องรู้จักใช้จ่ายใช้สอยให้เหมาะสมแก่ความเป็นอยู่ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองจน เกินไปนัก เช่น เรามีรายได้เดือนหนึ่ง 10,000 บาท ก็ต้องพยายามใช้จ่ายให้เหมาะสมกับผู้มีเงินเดือนหรือรายได้ 10,000 บาท ไม่ใช่ใช้จ่ายจนเกินเดือนละ 10,000 บาท อันเป็นการเกินฐานะของตนหรือประหยัดการใช้จ่ายอย่างมาก คือใช้จ่าย เป็นอยู่อย่างฝืดเคือง คือใช้จ่ายเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง คือใช้จ่ายเพียงเดือนละ 200 - 300 บาท ทั้ง ๆ ที่มีรายได้ถึง 10,000 บาท ซึ่งเป็นการไม่สมควรแก่ฐานะและความเป็นอยู่ เป็นต้น ....เพราะฉะนั้น ถ้าใครปรารถนาจะเป็นเศรษฐี คนร่ำรวยที่ประกอบด้วยความสุขในภายภาคหน้าหรือในอนาคต ก็ต้อง พยายามท่องคาถาทั้ง 4 ตัวนี้ คือ อุ อา กะ สะ ไว้ให้ขึ้นใจเสียแต่วันนี้ และต้องหมั่นท่องไว้อยู่เสมอมิได้ขาด รับรองว่าจะ สามารถเป็นเศรษฐีได้ในเวลาไม่ช้านัก และค่อนข้างแน่นอน ข้อสำคัญต้องถือหลักสี่ประการนี้ไว้ให้มั่น คือ ....ประการแรก ต้องเป็นคนหมั่นขยันในการแสวงหาความรู้ วิชาการต่าง ๆ ตลอดจนวิชาชีพที่ตนต้องการให้รู้จริงและ ชำนาญที่สุด ต้องขยันทำงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย รับผิดชอบ ต้องขยันทำมาหากิน และต้องรู้จักศึกษาและแสวงหา ความรู้ไว้สำหรับรักษาตัวเพื่อป้องกันตนเองและครอบครัว ....ประการที่สอง ต้องรู้จักรักษาทรัพย์สินที่หามาได้ ตลอดรักษาวิชาความรู้ที่เล่าเรียนมา อย่าให้สูญเสียไป และพยายาม เพิ่มพูนอยู่เสมอ ....ประการที่สาม ต้องรู้จักคบมิตรที่ดี มิตรที่มีความรักใคร่ แนะนำแต่สิ่งที่มีประโยชน์แก่เรา ตลอดจนเป็นผู้สามารถร่วม สุข ป้องกันช่วยเหลือเราได้ในยามที่มีภัย หรือต้องเดือดร้อนเพราะความวิบัติ หรือเพราะความประมาท ....และควรเว้นจากมิตรไม่ดี 4 จำพวก คือ คนปอกลอกคิดเอาแต่ได้จำพวกหนึ่ง พวกดีแต่พูดเรื่องไร้สาระหาประโยชน์มิ ได้ เวลาออกปากก็พึ่งอะไรไม่ได้พวกหนึ่ง พวกหัวประจบ ทำดีทำชั่วก็คล้อยตาม ไม่ห้ามปราม ซ้ำต่อหน้าสรรเสริญ ลับ หลังยังนินทาหัวเราซะอีก พวกสุดท้าย คือพวกที่ชอบชักชวนเราไปในทางฉิบหาย ....ประการที่สี่ ต้องรู้จักใช้สอยหรือดำรงชีวิตให้เหมาะแก่ฐานะความเป็นอยู่และรายได้ที่ได้รับไม่ให้ฟุ่มเฟือย ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หรืออยู่อย่างฝืดเคือง ทำตัวลำบาก ....พร้อมกันนี้ ทุกวันก่อนนอนควรสำรวจว่า ได้ทำครบ 4 อย่างหรือยัง ถ้ายังทำไม่ครบก็ต้องรีบพยายาทำให้ครบ แค่นี้เท่า นั้น ท่านก็จะมีโอกาสเป็นเศรษฐีสมใจ |
ที่มา : คัดจากบทความ "หัวใจเศรษฐี"วารสารธรรมปทีป ฉบับที่ 67 ส.ค. 2529

ความคิดเห็น