wanwan-jang
ดู Blog ทั้งหมด

นักแปลชื่อ อธิชา

เขียนโดย wanwan-jang

อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง คือนักแปลที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอแปลวรรณกรรมร่วมสมัยจากฝรั่งเศส ไล่มาตั้งแต่ ปาฎิหาริย์รักต่างภพ, เจ็ดวันเพื่อหนึ่งนิรันดร, ทำอย่างไรให้โง่, ต้นไม้แห่งความเป็นไปได้, ฉันเคยรัก,ปั้นศิลปอให้เป็นศิลปิน และแม้แต่หนังสือการ์ตูน ไตรภาคนิโกโปล ของ เอ็นกิ บิลัล ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ลองรู้จักเธอกันหน่อยดีไหม?

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อธิชาทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาของหนังสือวรรณกรรมร่วมสมัยจากฝรั่งเศสหลายต่อหลายเล่มให้นักอ่านไทยได้มีโอกาสลองเสพกัน ไล่มาตั้งแต่ ปาฎิหาริย์รักต่างภพ, เจ็ดวันเพื่อหนึ่งนิรันดร, ทำอย่างไรให้โง่, อยากให้ใครสักคนรอฉันอยู่ (ที่ไหนสักแห่ง), ต้นไม้แห่งความเป็นไปได้, ฉันเคยรัก, เพียงเรามีกัน แค่นั้นพอ, ปั้นศิลปอให้เป็นศิลปิน, แรงอาฆาต ไปจนถึงชีวประวัติของจอมลวงโลก คริสตอฟ โรคงคูร์ และแม้แต่หนังสือการ์ตูนสุดล้ำอย่าง ไตรภาคนิโกโปล ของ เอ็นกิ บิลัล ก็เป็นฝีมือของเธออีกเช่นกัน

หญิงสาวจากจังหวัดระยองคนนี้สำเร็จการศึกษาด้านละครเวทีมาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังเรียนจบเธอก็เหมือนคนร่วมรุ่นที่ต้องใช้เวลาค้นหาตัวเองในโลกแห่งความจริงอยู่พักใหญ่

“การเรียนละครทำให้เรามองคนเป็นคนค่ะ มีความกลม มีมิติในตัวคน เราจะต้องทนไม่ได้ที่จะมองใครด้านเดียว หรือว่ามีใครมองใครในด้านเดียว หรือมองว่ามันไม่มีตรงกลางหรือว่าไม่มีที่มาที่ไปของคน แล้วมันก็มันช่วยกับงานอ่านงานเขียน หรือการดูหนัง เราก็จะมีมุมที่ว่า เฮ้ย! ตัวละครแบนไปหรือเปล่า” เธอพูดคล่องแคล่ว

เธอลองทำงานละครเวที ละครทีวี ทำรายการเพลง ก่อนจะย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสอยู่เกือบสามปี เมื่อได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสติดตัวกลับมา อธิชาจึงเริ่มงานที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก จนในที่สุดเธอก็มาลองทำงานแปล

“เราเด็กอักษรฯ ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ตอนที่กลับมาจากฝรั่งเศสเราก็ภูมิใจมากว่าเราอ่านหนังสือฝรั่งเศสรู้เรื่อง จนมาเจอพี่ยักษ์ (คมสัน นันทจิต) ก็บอกเขาว่า ‘หนูติดหนังสือมาเล่มหนึ่ง ขายดีมากๆ เลยพี่’ เขาก็บอก ‘เฮ้ย แกก็แปลสิ เดี๋ยวพี่จะลองเสนอ บก. เพื่อนพี่ให้’ เราก็ทำเรื่องย่อ แล้วก็แปลตัวอย่างให้พี่ยักษ์ อีกเดือนกว่าๆ ก็มีโทรศัพท์มาจากแพรวสำนักพิมพ์ค่ะ” และนั่นคือที่มาของหนังสือแปลชื่อ ปาฎิหาริย์รักต่างภพ ซึ่งนิยายเรื่องนี้ก็ถูกฮอลลีวู้ดนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง Just Like Heaven นั่นเอง

“อาชีพนักแปลดูเหมือนจะเหมาะกับสภาพชีวิตเรานะ” เธอยิ้มกว้าง ”คือเราไม่ชอบออกบ้าน ไม่ชอบตื่นเช้า เราสามารถนอนดึกๆ ได้ แล้วตอนทำงานประจำก็มีความทุกข์ตอนเช้าตลอด รู้สึกว่าชีวิตแย่มาก แต่พอทำหนังสือออกมาแล้วมันมีความภูมิใจ แล้วเงินก็โอเคนะ ถ้าไม่คิดจะซื้อบ้านใหญ่โตกลางเมือง ซื้อรถพร้อมพรั่ง สามารถอยู่ต่างจังหวัดก็อยู่ได้ แล้วก็อาจจะมีเงินเก็บด้วย ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยมากเกินไป”

 

 

หลังจากนั้นเธอก็ขยับขยายไปร่วมงานกับสำนักพิมพ์วงกลมและฟรีฟอร์ม เฉลี่ยแล้วมีงานแปลออกมาปีละ 3-4 เล่ม ผูกขาดการแปลงานของนักเขียนร่วมสมัยอย่าง มาร์ก เลอวี, มาแตง ซาร์จ และ แอนนา กัลวาดา แถมยังมีเวลาไปเขียนคอลัมน์ชื่อ Over See ให้ a day กับเขียนงานให้ Freeform กับ มติชนสุดสัปดาห์ อีกด้วย

“เราไม่เคยรองานนะ เราจะเสนอหนังสือเอง แล้วก็นักเขียนที่เราแปลๆ อยู่เขาก็ออกงานเขามาเรื่อยๆ เพราะว่าเขาเป็นพวกเขายังมีชีวิตอยู่” เธอหัวเราะ” เขาก็ต้องทำงานของเขาน่ะ คือถ้าเขาออกงานมา เราก็ตามงานเขาไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวอดตาย” เธอเล่าถึงเคล็ดลับในการได้งานแปลสม่ำเสมอ “ทั้งหมดนี้เป็นพวกนักเขียนที่มีชื่อเสียงไงคะ ติดอันดับขายดี ได้รับการยอมรับแล้วทุกคนเลย คือใจเราอยากจะสะสมงานแปลของนักเขียนเบสเซลเลอร์ของฝรั่งเศสให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ เหตุผลง่ายๆ คือเวลาไปชุมนุมกับชาวฝรั่งเศส เขาจะได้รู้ว่าฉันเป็นใคร ทำอะไร ไม่ต้องมาเล่านั่งเล่าให้ฟังมากมาย” เธอหัวเราะสนุก

และตอนนี้ชีวิตของเธอก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะกว่าที่ happening เล่มนี้จะวางแจก อธิชาคงย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสกับคู่ชีวิตของเธอแล้ว แต่สำหรับเรื่องการค้นหาตัวตน เธอก็มีคำตอบอันมั่นคงให้กับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ถึงวันนี้เธอรับงานแปลสม่ำเสมอ แล้วยังเริ่มก่อตั้งสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อสำนักพิมพ์กำมะหยี่อีกด้วย

“กำมะหยี่กะจะออกหนังสือหลายเล่มนะคะ เรานั่งทบทวนกันว่าเราจะทำพ็อคเก็ตบุ๊ก เป็นหนังสือที่มันไม่ได้แพงมาก ข้างในไม่ต้องใช้กระดาษดีเลิศ ไม่ต้องกระดาษต่างประเทศก็ได้ กระดาษธรรมดาก็ได้ แต่ว่าเนื้อหาดี แล้วมันก็มีงานที่เรามั่นใจว่ามันมีคนอยากอ่านจริงๆ แต่ว่ามันไม่มีขายแล้วจริงๆ มันหมดตลาดแล้ว เราก็อยากทำออกมาอีก แล้วก็เมืองไทยนี่หนังสือดีๆ นี่มันหายไปหมด คือมันหายไปเลย อย่างเมืองนอก ถ้าทำปกแข็งเล่มสวยงามแล้วดี เขาจะทำปกอ่อนใช่ไหมคะ แล้วก็จะตีตลาดไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะมีครบรอบคนเขียนหรืออะไรสักอย่าง เราคิดว่าที่เมืองไทยยังขาดแบบนี้อยู่ทำให้หนังสือดีๆ มันขาด เพราะว่าเรามัวแต่ไปคิดว่าคนไทยจะอ่านแต่ความสวยงามหรืออะไรสักอย่าง” เธอกล่าวถึงสำนักพิมพ์ที่ตั้งใจจะทำ

เมื่อคุยกันถึงเรื่องอนาคต อธิชาบอกเล่าแผนการต่างๆ ด้วยประกายตาสดใส จนมาถึงบทสรุปเธอก็กล่าวกับเราไว้อย่างนี้

“เราเริ่มเห็นว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะทำหนังสือไง เราก็เลือกได้แล้วเราก็ทำได้ ดังนั้นทำไมฉันจะอยู่เพื่อเขียนไม่ได้ เพราะมันมีคำว่า ‘เขียน’ ขึ้นมาอยู่ทุกสเตจเมนต์ของชีวิตเราน่ะ คือคนบางคนน่ะ เขียนเพื่ออยู่ ก็คือต้องรีบเขียน เพราะว่าเดี๋ยวไม่มีอะไรกินน่ะ แต่ของเราอยู่เพื่อเขียน อยู่ไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเอาชีวิตที่ใช้มาเขียนถึงชีวิตนั้น”

ขณะที่มองดู อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง พูดประโยคสุดท้าย เรารู้สึกได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ ‘มีมิติ’ ในตัวตนจริงๆ

 

เรื่อง/ภาพ: วิภว์ บูรพาเดชะ
ทำความรู้จักกับอธิชามากกว่านี้ได้ที่ www.aticha.bloggang.com

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น