wanwan-jang
ดู Blog ทั้งหมด

อยากเป็นนักแปล เริ่มต้นอย่างไร 1

เขียนโดย wanwan-jang


บทที่

ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์ใดบ้างที่ต้องเตรียมไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของนักแปล 

โปรแกรมวินโดวส์ อันนี้แน่นอน ตราบใดที่คุณยังไม่ใช้ลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการ ส่วนจะเป็นเวอร์ชันใดได้ทั้งนั้นครับ ไม่ใช่ปัญหา

โปรแกรมออฟฟิศ หรืออย่างน้อยๆ ก็โปรแกรม MS Word ไม่ต้องถึงขนาดเป็นเวอร์ชัน 2003 ประมาณสัก Word 97 หรือ 2000 ก็เพียงพอแล้วครับ การใช้โปรแกรมเวอร์ชันใหม่เกินไปจะทำให้ลูกค้าหรือไม่ก็ตัวคุณเองยุ่งยากเวลาเปิดไฟล์งาน อธิบายแบบนี้ครับ หากคุณแปลงานในโปรแกรม Word เวอร์ชันใหม่ และลูกค้าใช้เวอร์ชันเก่า บางครั้งเวลาลูกค้าเปิดงานออกมาอาจมีปัญหารูปแบบเอกสารเสียไป แต่ถ้าคุณใช้ Word เวอร์ชันเก่าอย่าง 97 ขึ้นไป ลูกค้าจะใช้เวอร์ชันไหนก็ไม่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น จะใช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมเวอร์ชันใด ดูตลาดให้ดีด้วย อย่าให้ใหม่กว่าที่คนทั่วไปใช้กันมากนัก ถ้าลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก เขาอาจใช้บริการคุณเป็นครั้งสุดท้าย 

โปรแกรมดิกชันนารี นักแปลต้องมีดิกชันนารีครับ คุณอาจใช้ดิกชันนารีของใคร แบบไหนก็ได้ตามแต่คุณสะดวก ไม่ผิดกติกา แต่ถ้าต้องการความรวดเร็วเพิ่มขึ้นและพอมีงบประมาณเหลืออยู่บ้าง ซื้อซอฟต์แวร์ดิกชันนารีมาใช้ครับ ตอนนี้ดิกชันนารีภาษาอังกฤษ-ไทย และไทย-อังกฤษ ฉบับ สอ เสถบุตร ราคาประมาณสามร้อยบาท นอกจากนี้แล้วขอแนะนำให้ดาวน์โหลดโปรแกรมดิกชันนารีอังกฤษ-อังกฤษจาก www.wordweb.co.uk มาใช้ เอาฉบับฟรีก็พอครับ อันนี้ฟรี แต่คุณภาพล้ำหน้าดิกชันนารีของไทยมากจนต้องแนะนำ ส่วนโปรแกรมของที่อื่นลองหาดูจากเว็บไซต์ได้ อาจไม่ดีเท่าโปรแกรมที่แนะนำ แต่ก็ลางเนื้อชอบลางยาครับ คุณอาจชอบ
ขอแนะนำให้ซื้อดิกชันนารีหรือหนังสือที่คุณเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่องานแปลเข้ามาเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อในคราวเดียว คุณอาจแบ่งรายได้ในแต่ละเดือนสักห้าร้อยบาทเป็นค่าหนังสือประเภทนี้ ไม่มากเกินไปใช่ไหมครับ
ดิกชันนารีอื่นที่แนะนำก็มี Oxford, Longman เป็นต้น ลองไปเลือกดูกันเองว่าชอบใจเล่มไหน ทั้งดิกชันนารีและหนังสืออ้างอิงส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬา อีกที่หนึ่งที่พอมีหนังสือพวกนี้อยู่บ้างได้แก่ ที่ร้านแพร่พิทยา เซ็นทรัลลาดพร้าวครับ 

Acrobat บางทีลูกค้าส่งงานให้คุณในรูปไฟล์ .pdf  คุณจำเป็นต้องมีโปรแกรม Acrobat Reader เป็นอย่างน้อยไว้สำหรับอ่านไฟล์ดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับนักแปลมืออาชีพอย่างเราแต่อย่างใด เพราะคุณสามารถโหลดโปรแกรม Acrobat Reader ได้ฟรีที่ http://www.adobe.com/products/acrobat/readstep2.html มีข้อแม้อยู่นิดว่าคุณต้องใช้ระบบปฏิบัติการเป็น Windows 2000 SP2  หน่วยความจำหลัก 128 MB เนื้อที่ว่างฮาร์ดดิสก์ 90 MB ขึ้นไป รายละเอียดอื่นๆ ดูได้ที่หน้าเว็บครับ ส่วนถ้าต้องการเสียเงินก็ไม่ว่ากัน คุณอาจซื้อ Acrobat แผ่นเต็มที่สามารถแก้ไขหรือสร้างไฟล์ .pdf ได้ อันนี้แล้วแต่งบประมาณ

โปรแกรมป้องกันไวรัส เป็นโปรแกรมสำคัญอีกตัวหนึ่งที่แนะนำให้ใช้ก่อนคุณจะต้องร้องไห้ และเช่นเคยครับ นักแปลมืออาชีพอย่างเราๆ ท่านๆ อาจเริ่มต้นด้วยการดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไวรัส AVG เวอร์ชันฟรีได้ที่ http://www.grisoft.com/doc/1
หรือหากต้องการเสียเงิน ก็มีให้เลือกหลายยี่ห้อตามรสนิยมและความพึงพอใจ โปรแกรมป้องกันไวรัสราคาถูกคุณภาพดี บริการเยี่ยมอีกตัวหนึ่งที่ขอแนะนำคือ Panda Antivirus ครับ มีหลายรุ่นให้เลือก สนนราคาแค่หลักร้อย หากสนใจ ลองดูรายละเอียดได้ใน http://www.thaiantivirus.com 

โปรแกรมต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ผมถือว่าเป็นเครื่องมือที่จำเป็นของนักแปลรุ่นใหม่ ส่วนการก้าวให้ถึงความเป็นมืออาชีพนั้น ยังมีบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติมอีกพอสมควรซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้ออื่นๆ ต่อไป

*****

 บทที่ 2 รู้จักงาน รู้จักตนเอง
สำรวจจุดยืน
เมื่อฝีมือพร้อม เครื่องมือพร้อม ก็ถึงเวลาสำรวจเพื่อค้นหาจุดยืนของตนเอง
ถามตัวเองว่าถนัดงานแปลประเภทไหน งานแปลเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทุกประเภท คงไม่มีใครเชี่ยวชาญไปหมดทุกด้าน ดังนั้นเราต้องหาจุดยืนที่แน่ชัดเสียก่อนว่า เราต้องการแปลงานด้านใด และวางแผนเรียนรู้งานด้านใดเพิ่มเติมในอนาคต งานด้านใดที่ถนัดที่สุด งานด้านใดพอทำได้ งานด้านใดที่ลงมือแปลเมื่อไหร่ ต้องตายคาต้นฉบับแน่ หากยังไม่เข้าใจตนเอง แล้วจะนำเสนอลูกค้าได้อย่างไร จะคำนวณต้นทุนเวลาเพื่อประเมินราคาอย่างไร
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกจุดยืนได้นั้นเราจำเป็นต้องรู้จักตัวงานเสียก่อน ในที่นี้เราจะจำแนกงานแปลตามลักษณะงาน และตามสาขาของงาน
เราสามารถจำแนกงานแปลคร่าวๆ ตามลักษณะงานได้ดังนี้ 

1. งานแปลประเภทวรรณกรรม ได้แก่ งานแปลนวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือวิชาการ เป็นต้น
งานแปลประเภทนี้ มีข้อสำคัญอยู่ที่ นักแปลต้องมีความรอบรู้ในเรื่องทั่วๆ ไป เข้าใจวัฒนธรรมต่างประเทศ สามารถถ่ายทอดงานออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างสละสลวย และมีใจความครบถ้วน สนใจที่จะแปลศัพท์สแลง ศัพท์ใหม่ๆ
การคิดค่าตอบแทนสำหรับงานแปลประเภทนี้มักนิยมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คูณราคาปกคูณยอดจำหน่าย หรือในบางกรณีอาจคิดเป็นราคาเหมาจ่ายครั้งเดียวก็ได้ ตามแต่จะตกลงกับสำนักพิมพ์

2.
งานแปลบทภาพยนตร์ ทั้งบทพากย์ และซับไตเติล
เป็นงานแปลที่มีข้อจำกัดในการใช้คำ ต้องใช้คำกระชับไม่ฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้สิ่งที่ต้นฉบับต้องการสื่อเสียไป นักแปลต้องใช้ความสามารถมากในด้านการแปลศัพท์สแลง ศัพท์ใหม่ ชอบดูภาพยนตร์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี มีความสามารถด้านการฟัง และต้องพิมพ์หรือแปลได้เร็ว สามารถทำงานด่วนได้
การคิดค่าตอบแทนสำหรับงานแปลประเภทนี้จะคิดตามความยาวเวลาฉาย เช่น 30 นาที หรือ 60 นาที เป็นต้น หรือในบางกรณีอาจคิดราคาเหมาเป็นเรื่อง ขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้าง

3.
งานแปลเอกสารทางเทคนิค ได้แก่ เอกสารการแพทย์ คู่มือช่าง คู่มือรถยนต์ หรือเครื่องเสียง เป็นต้น
งานประเภทนี้อาศัยความรู้เฉพาะด้าน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ในศาสตร์เฉพาะสาขาค่อนข้างลึก รู้จักภาษาเฉพาะวงการ การใช้ภาษามักไม่มีพลิกแพลงมากนัก ควรมีความรู้ในการสอดแทรกภาพประกอบหรือตารางลงในเอกสาร
การคิดค่าตอบแทนสำหรับงานแปลประเภทนี้นิยมคิดตามจำนวนหน้า หรือจำนวนคำโดยคำนวณจากต้นฉบับ

4.
งานแปลซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันต่างๆ เช่น แปลหน้าจอโปรแกรม แปลเว็บเพจ แปล Help Files และอื่นๆ
เป็นงานที่ใช้ภาษาได้ตรงตัวที่สุด ผู้แปลควรมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์พอสมควร และสามารถใช้หรือเรียนรู้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ได้ดี หากมีความรู้ด้านฐานข้อมูล โปรแกรมมิ่ง หรือการทำเว็บจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
การคิดค่าตอบแทนสำหรับงานแปลประเภทนี้โดยทั่วไปจะคิดจากจำนวนคำของต้นฉบับ

5.
งานแปลแบบฟอร์มเอกสารราชการ และแปลกฎหมาย
เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตีความ ชอบศึกษาเรื่องกฎหมาย มีความละเอียดถี่ถ้วน
การคิดค่าตอบแทนสำหรับงานแปลประเภทนี้มักนิยมคิดเป็นหน้า ซึ่งอาจรวมหรือไม่รวมค่าใช้จ่ายในการส่งเอกสารไปรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศด้วยก็ได้

6.
งานแปลอื่นๆ เช่น แปลอีเมล์ จดหมายโต้ตอบ แปลข่าว แปลงานสำหรับนักศึกษา
ผู้แปลต้องสามารถแปลงานได้เร็ว มีเวลาสำหรับงานด่วน สามารถแปลสรุปได้ มีความอดทนต่อความกดดันจากลูกค้าและกำหนดการส่งงาน
การคิดค่าตอบแทนสำหรับงานแปลประเภทนี้นิยมคิดเป็นหน้า หรืออาจคิดแบบเหมาทั้งหมด ขึ้นอยู่กับข้อตกลง

เนื่องจากงานแปลตามที่กล่าวมานั้น มีลักษณะของงานต่างกัน การตัดสินใจเลือกงานประเภทใด จึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะอาชีพของเราในอนาคต การตัดสินใจแปลงานทุกประเภทในข้างต้นโดยไม่เน้นไปทางใดทางหนึ่งจะทำให้นักแปลไม่สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ เนื่องจากเป็นที่พิจารณาว่านักแปลนั้นขาดจุดยืนและความชำนาญเฉพาะด้าน

หากจำแนกงานแปลตามสาขาวิชา อาจจำแนกได้เป็น งานแปลด้านวิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ การแพทย์ เคมี กฎหมาย ธุรกิจ บัญชี การเงิน รถยนต์ เป็นต้น ในสาขาเหล่านี้ เราควรกำหนดแน่นอนไว้ในใจว่าต้องการรับงานใด ไม่ต้องการรับงานใด โดยพิจารณาจากความสนใจและความถนัดของตนเอง โปรดจำไว้ว่า การขอดูต้นฉบับแล้วปฏิเสธงานแปลนั้นไม่ใช่วิสัยของนักแปลที่ดี นักแปลที่ดีพึงรู้จักความสามารถของตนเอง และมีความมั่นใจในความสามารถของตน นักแปลที่ดีต้องสามารถแปลงานในสาขาของตนได้โดยไม่คำนึงถึงความยากง่าย ขณะเดียวกับที่ต้องสามารถปฏิเสธงานที่ไม่อยู่ในสาขาของตนได้ทันที การแปลงานในสาขาที่ตนไม่ถนัดหรือไม่มั่นใจเพียงหวังผลตอบแทนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพงานเป็นเรื่องไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเตรียมตัวและเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมแล้ว รู้จักประเภทของงานแปลแล้ว ต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกับตลาดแปลกันสักหน่อย

1 เตรียมตัวลงสนาม

ความรู้
นักแปลต้องมีความรู้ทางด้านภาษาอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งภาษาต้นทาง และภาษาปลายทาง การมีความรู้ภาษาต้นทางดีจะทำให้สามารถตีความต้นฉบับได้ง่าย และการมีความรู้ในภาษาปลายทางดีจะทำให้เราถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการสื่อได้อย่างเหมาะสม ในที่นี้เราจะไม่อธิบายเรื่องหลักภาษา เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ผู้สนใจสมควรเรียนรู้ก่อนที่จะมาเป็นนักแปล ความรู้ทางด้านภาษาไม่ใช่สิ่งที่สามารถฝึกฝนกันได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่สามารถเพิ่มพูนได้จากการเก็บสะสมมาเป็นระยะเวลานาน หากคุณต้องการเป็นนักแปล แต่ความรู้ด้านภาษาไทยจำกัด ภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ภาษาอื่นๆ ไม่ได้เลย คุณควรเบนเข็มไปประกอบอาชีพอื่น นอกเสียจากว่าจะสามารถทุ่มเทให้กับการศึกษาอย่างจริงจังเป็นเวลานานหลายปี สิ่งที่คุณต้องทำคือ ทบทวนเรื่องหลักการใช้ภาษา ฝึกอ่านภาษาอังกฤษให้เข้าใจ ภาษาไทยให้แม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่คุณสนใจ อ่าน อ่าน อ่าน และอ่าน
ไม่มีทางลัดอื่น

นอกเหนือจากภาษาต้นทางและปลายทาง (ซึ่งในที่นี้หมายถึงภาษาอังกฤษและภาษาไทย) นักแปลยังต้องรอบรู้ในศาสตร์ทั่วไป เพราะเมื่อทำงานแปล คุณจะต้องเจอศัพท์เฉพาะในแต่ละสาขา แน่นอนว่าศัพท์เหล่านี้แทบไม่ปรากฏในตำราภาษาศาสตร์ของคุณ คุณอาจต้องแปลงานทางด้านวิศวกรรม การแพทย์ รถยนต์ เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ อีกมากมายในระยะเวลาเพียงปีเดียวที่ก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ คุณอาจไม่รู้มากเท่ากับผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น แต่การมีความรู้ติดตัวอยู่บ้างจะทำให้คุณทำงานได้เร็วขึ้น เข้าใจต้นฉบับได้ง่ายขึ้น และหาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น ขอให้คุณเป็นคนรักการอ่านและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าความรู้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับอาชีพนักแปล

การฝึกฝน
เมื่อนักแปลมีทั้งความรู้ในด้านภาษาและความรู้ทั่วไปแล้ว นักแปลจำเป็นต้องฝึกแปล เปรียบเสมือนนักรบต้องซ้อมรบก่อนออกสนามจริง ขอให้เข้าใจว่าการฝึกแปลไม่ใช่การฝึกอ่านแล้วคิดหาคำแปลในใจ แต่ในการฝึกแปลนั้น คุณต้องลงมือแปลจริงๆ พิมพ์ใส่คอมพิวเตอร์จริงๆ หรือเขียนลงกระดาษจริงๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ การลงมือแปลจะทำให้คุณได้รู้จักปัญหาและวิธีแก้ไขซึ่งต่างจากการเรียนภาษาทั่วไป การเรียนรู้ทางด้านภาษาเปรียบเสมือนนักรบหัดใช้อาวุธในการรุกและรับ การมีความรู้รอบตัวเปรียบได้กับการมีความเข้าใจในสมรภูมิการรบ และการฝึกหัดแปลเปรียบเสมือนการหล่อหลอมทุกสิ่งที่คุณได้เรียนรู้เข้าด้วยกันเพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การฝึกหัดแปลจะทำให้คุณรู้จักป้องกันและแก้ปัญหาต่อกรณีต้นฉบับหาย คอมพิวเตอร์เสีย ไฟดับ แปลไม่ออก ถ่ายทอดไม่ได้ แปลช้า หาดิกชันนารีไม่พบ นั่งได้ไม่นาน ปวดหลัง ปวดตา สมาธิสั้น และอื่นๆ จิปาถะ 

เมื่อนักแปลเตรียมตนเองพร้อมแล้ว คราวนี้ก็มาเตรียมเครื่องมือที่ใช้แปลกันบ้าง

เครื่องมือ
ถามว่านักแปลต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้างในการแปล จำให้ขึ้นใจอย่างหนึ่งว่า นักแปลในปัจจุบันไม่ควรใช้ปากกาแปลลงบนกระดาษอีกต่อไป ทั้งลูกค้าและบริษัทแปลในปัจจุบันมักต้องการงานแปลในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ หรือไม่ก็งานพิมพ์ด้วยกันทั้งนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องพิมพ์ดีดโดยใช้คอมพิวเตอร์ได้หากรักจะเป็นนักแปลอาชีพ การหัดพิมพ์สัมผัสภาษาไทยไม่ใช่เรื่องยากที่จะเรียนรู้ เพียงฝึกฝนสัปดาห์ละ 5-10 ชั่วโมงประมาณหนึ่งเดือน คุณจะสามารถพิมพ์สัมผัสได้อย่างคล่องแคล่ว แนะนำให้หัดโดยใช้คอมพิวเตอร์ ควบคู่ไปกับการหัดใช้ฟังก์ชันพื้นฐานของโปรแกรม MS Word เช่น การแทรกรูปภาพ แทรกตาราง จัดรูปแบบตาราง การพิมพ์สัญลักษณ์ ฟังก์ชันต่างๆ เหล่านี้อาจไม่จำเป็นในระยะแรก คุณค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ แต่อย่าละเลยที่จะเรียนรู้ ถามว่าทำไมลูกค้าและบริษัทแปลถึงต้องการงานแปลในรูปไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ตอบได้ว่า 1) เพื่อให้สามารถนำไฟล์ที่ได้ไปแก้ไขให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการได้ 2) เพื่อความสะดวกในการรับ-ส่งงาน 3) เพื่อความสะดวกในการเก็บรักษา 

คอมพิวเตอร์
หากยังไม่มี ไม่ต้องตกใจ คอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาใช้แปลเอกสารได้นั้นไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง หรือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดแต่อย่างใด หากขัดสนในเรื่องต้นทุนจริงๆ ผมแนะนำให้เริ่มต้นที่คอมพิวเตอร์มือสอง โพรเซสเซอร์ประมาณ 500 MHz หน่วยความจำสัก 64 MB ขึ้นไป ต่อโมเด็มสักตัวพร้อมโทรศัพท์สักเบอร์หนึ่งถือว่าเยี่ยม ถ้ามีงบประมาณเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์มือหนึ่งราคาประหยัดตกประมาณหนึ่งหมื่นนิดหน่อย เลือกเมนบอร์ดที่การ์ดจอ การ์ดเสียง โมเด็ม ออนบอร์ดได้ ไม่กระทบต่องานของเราแต่อย่างใด หากติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ก็ถือว่าเยี่ยม สำหรับอินเทอร์เน็ต ADSL นั้น การขอโทรศัพท์เพียงหนึ่งเลขหมาย เราจะสามารถต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆ กับใช้สายโทรออกหรือรับเข้าตามปกติ แถมยังไม่เสียค่าโทรศัพท์เวลาเชื่อมต่อแต่ละครั้งอีกด้วย

เครื่องโทรสาร

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
cvjn iotui
ความคิดเห็นที่ 2
อยบากเรียนรู้กับคอมพิวเตอร์เยอะๆๆๆๆๆๆๆ
ความคิดเห็นที่ 3
งานแปลประเภทวรรณกรรม ได้แก่ งานแปลนวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือวิชาการ เป็นต้น
Abc
Abc 22 ส.ค. 62 / 01:40
nonsense