nrintip(Whitepingeon)
ดู Blog ทั้งหมด

Diary of love 210(Whitepingeon)

เขียนโดย nrintip(Whitepingeon)


          วันนี้ฝนตกตั้งแต่บ่ายโมง  จนถึงหนึ่งทุ่มเพิ่งออกจากร้านเจ้าเอิง
เพิ่งเอากระโปรงยีนส์ที่เตรียมให้คราวที่แล้ว
ไปให้สี่ตัว   เห็นดีใจมากเลย  ลองแล้วชอบกรี๊ดสะใจ ถูกใจมาก ๆ  ว่างั้น    ไอ่เราก็ยิ้ม ๆ  เห็นแล้วสบายใจ     ดีใจที่ตัวเองไม่ได้ใช้   น้องชอบก็สุขใจนะ  " ใส่แทนด้วยนะ   พี่ยังไม่ได้ใส่สามตัว  "   ก็พูดอย่างนี้หล่ะ


ถ้าคนฟัง ฟังดีดี  ก็จะรู้ว่า  ความชอบเราเอง  แต่ให้
เลือกเพราะชอบ  ใส่ไม่ได้  ใส่แล้วเซ็กซี่ ( ฮ่า ๆ  อีกแล้วนะอีกแล้ว ) 
...น้องบอกว่า  เราใส่มันก็เซ็กซี่ไง
มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม   (ฮื้ย ! นึก ๆ ในใจ  เจ้านี่ พูดอีกแล้วนะ  อีกแล้ว  ...อย่างนี้เราก็คิดหนักกว่าเก่าสิ  ... นะ ขำ ๆ  ค่ะ )



               ผักที่เป็นยาไปสามชนิด  เขาก็ดีใจมากเลย    ชอบอะไรทำอะไรที่คัดเเล้ว   "  วันนี้ยอมรับว่าเพลียค่ะ  ง่วงมาก ๆ  เลย  แต่จะเขียนให้เสร็จ  อย่าว่ากันนะ   ยังเปิดเรื่องใหม่ตามที่พูดไว้ไม่ใหว   ขอโทษ  โดนฝนมาไอเล็กน้อย    ...มาถึงก็โทรคุยกับแม่ก่อน   จริง ๆ  ด้วย  แม่รอ   คุยชั่วโมงเดียว   ก็สี่ทุ่มพอดี   แม่ถามว่าอาบน้ำ  กินข้าวยัง  ก็บอก  กินที่บ้านน้องมาแล้ว(แต่ไม่ได้บอกหรอก ว่านั่นข้าวเช้ากินบ่ายสาม  มีหวังห่วงอีก)    

แม่จะเจ็ดสิบแล้วนะ  แต่เขาก็ห่วงคนนั้น  ห่วงคนนี้   พอมีช่องก็เลยพูดบอกแม่ว่า "  อย่าแบกเรื่องของคนอื่นเลยแม่ ทุกคนมีทางเดินเป็นของตัวเอง  ใครเป็นยังไง  ก็หลีกหนีสิ่งที่ควรเป็นไม่ได้   ก็ได้แต่มอง และสอนเน๊าะแม่เน๊าะ  "   สามทุ่มแล้ว
ยังไม่นอน  ยังฟังธรรมะทางวิทยุทุกวัน   ชอบ 

จริง ๆ  แม่เขารู้หล่ะ  แต่เพียงต้องการกำลังใจ  เราก็เพียงเสริมทัพ   อันใหนที่ทางบ้านยังไม่รู้  ไม่มีสิ่งเพิ่มเติม  ในเรื่องธรรมะ   แม่ก็เล่าและถาม   ก็อธิบายให้ฟัง แล้วก็บอกว่า มันเป็นแบบนั้นหล่ะแม่   ที่นี่จะมีพระอาจารย์อยู่เยอะ  พอให้รับรู้  ท่านสอน   ได้ฟัง  ฯลฯ ....   คุย ๆ  ไป  พอเขาสบายใจแล้ว  ก็ไล่เราวางซะงั้น  ก็เลยแซว  ๆ
"  แหม  วันนี้มีพอใจแล้วก็ไล่เลยนะ   ไปก็ได้ "
หัวเราะ  แล้วก็วางสาย   ก่อนวางก็ไม่ลืม ให้แม่ถามญาติให้ว่าจะเอายารักษาตัวเองใหม   จะนั่งรถไปหามาให้  " แม่ทำบุญด้วยกันนะ  เพียงแค่บอก
ที่เหลือเดี๋ยวจัดการให้เอง  "   แล้วก็ดีมากมาย  เพราะรู้เลยว่า     คนที่รักเราเขาก็รอข่าวดี   ลุงนี้กับป้าเขาเห็นเราตั้งแต่เล็ก  เขาเอ็นดูนะ   เจอกันก็ให้พร   เรียกมา สวดคาถาให้พร  เเล้วก็เป่าหัวให้โชคดี   ลุงศึกษาพระธรรม   เป็นผู้หนึ่ง  ที่รู้เรื่องกฏระเบียบ   บอกได้ว่าอันใหนถูกผิด   



*******************************



                ส่วนเรื่องวันนี้  เจ้าเอิง  ... หน้าที่ของพี่ คือ " รับฟัง ดูแล ให้คำแนะนำ ช่วยแก้ทีละปม 
ที่มีในใจ "    วันนี้เจ้าเอิงร่าเริงขึ้นเยอะ  ความมีชีวิตชีวา  ที่เคยเห็นมาน้อยครั้งนั้นได้พลุดขึ้นให้เห็นวันนี้   ...หัวเราะสนุกสนานตามประสา   เรียกเราเหมือนน้องเล็ก ๆ   ที่สนิทใจ   เปิดใจปรึกษาเมื่อเริ่มใจสบาย  เปิดเผยความเป็นธรรมดาให้เห็น   อีกหลาย  ๆ  อย่าง   ที่เขียนไม่หมด    มันทำให้รู้ว่า  วันนี้ทำหน้าที่ดีที่สุด   เท่าที่คนอย่างเรา  ต้องเดินทางผ่านพบเจอ  ....สิ่งเหล่านี้  ต้องใช้พลังใจ  พลังสติอย่างมาก  จิตต้องว่าง ไม่อย่างนั้นจะมองไม่เห็นความเป็นจริง   จะตกเป็นทาสจิตวิทยา  บวกโทสะที่เขาแสดงเเฝงออกมา   ฯลฯ  "


 มันก็ไม่ใช่เรื่องมองอะไรไม่ขาด  หรือมองยากหรอกนะค่ะ   เพียงมองตัวบุคคล  เรื่องราว  ความเกี่ยวข้อง  ผู้คนที่เกี่ยวข้อง  ที่เหลือ  ตัวเราสำคัญ  คือคนที่มองเหตุ  ผลที่เกิด  เกิดจากอะไร   

นั่งกินข้าวด้วยกัน คุยกัน   รับฟังเรื่องราว  ก็ยังพูดกับน้องอยู่เลย  ว่า   " เหมือนเรื่องน้ำเน่าเลยหว่ะ   มันเยอะเกิน  มันมาก  จนน้ำเน่า "  น้องก็ยืนยันว่าเรื่องราวที่เกิดมันเป็นอย่างนั้น


เราก็เลยคิด  ๆ  อ๋อ  ที่เจ้าเอิงหน้าเศร้า ๆ   เหมือนข้างในมีเรื่องมากมาย  ปะปนกันเละเทะไปหมด  พอเราได้ฟัง   โอ้   มันไม่ใช่น้อยแฮ่ะ  มิน่าหล่ะ  


               สามเดือนที่แล้วเจ้าของบ้านบีบให้ออก
ทั้งที่ทำสัญญาสามปี     ยอมออกจากบ้านแต่ต้องจ่ายค่าตกแต่ง  ค่าต่าง ๆ  มากมาย  เขาไม่ยอมกัน  จนถึง  น้องเขาอยู่คนเดียว  เงินก้อนสุดท้ายเกือบล้านที่จะมาตั้งตัว    ...เจ้าของบ้านเอาตำรวจมาล็อคบ้าน  เจ้าเอิงมีทนาย  หรวจเลยลากลับ  
เจ้าเอิงไม่รู้จะทำไง  ทุกข์มากไปกราบพระองค์หนึ่ง  ซึ่งมารู้อีกครั้งจำได้ว่า  พระองค์นี้เคยไปฉันเพลที่บ้านต่างจังหวัด    ขอคำแนะนำจากท่าน  พระบอกให้ไปสคบ.     แล้วมันก็กลายเป็นไฟสิทีนี้

 

จากนั้นเจ้าของบ้านก็โกรธ  ทีนี้น้ำเน่ากว่าเก่าอีก   " เอากระดูกผีเจ็ดป่าช้า " (น่าน !  เริ่มเล่นคุณไสย์มนต์ดำกันล่ะ   ฉันคิด  ก็หัวเราะในใจ  เพราะขำมนุษย์  ทำอะไรกัน ) ... เขาเอาโกฐกระดูกมาตั้งไว้หน้าร้าน  ไม่ให้คนเข้า    เสกของ  ( นะ อะไรก็ว่ากันไป  แต่เอ  มันเป็นยังไงหว่า ! )  ....เห็นว่าเอาพระมาหน้าร้าน มาถ่ายรูปพระอาจารย์ดังที่ติดป้ายไว้หน้าร้าน  วัตถุมงคลเกี่ยวกับค้าขาย 
ส่งคนมาดูทั้งหมดในร้าน   (อืม ๆ  คนเดียวเนี่ยนะ น้องเอ้ย ทำไมชีวิตมันช่างน่าสงสารขนาดนี้เนี่ย !)


     ทุกอย่างจัดเอง ตกแต่งคนเดียว  สามชั้นน้องร้องไป  ทำไป  ( ก็เลยถามเขาว่า  ไม่มีเบอร์พี่ เพื่อน ๆ  ไม่มีเรอะ  ทำไมไม่โทรตาม ) 
....หลวงพ่อท่านเมตตาสงสารค่ะ  ก็เลยมาทำพิธี  มาดู  สิ่งดีดีให้



ฉันฟังแล้ว  ก็รู้สึก  และสรุปสั้น  ๆ  ตรงนี้ว่า " แยกได้หลายเรื่องราว   เรื่องสามีที่รักที่โดนแย่งไปด้วย ทำของใส่  คุณไสย์มนต์ดำอะไรทำนองนั้นหล่  ...แต่สำหรับตัวเองแค่ฟัง  เพราะไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวตามธรรมชาติเหล่านี้ (เขาว่างั้นนะ  แล้วก็แก้  ก็โดนทำอีก  ... แต่ อันนี้มันเป็นความเชื่อนะค่ะ  เขียนตามที่ชีวิตเล่ามา )  เป็นไงหล่ะค่ะ  พอเห็นลาง ๆ  แล้วใช่ใหม  ทั้ง " เรื่องจริง กับหลอน  มันก็เลยปนกัน ทำให้จิตประสาท 
ทำให้ต้องปกป้องตัวเอง     "  นี่หล่ะ   เวลาที่เรากินข้าวอยู่วันนี้  คุยกันอยู่นั้น  ถ้าน้องพูดเรื่องนี้  หากฉันจิตไม่ว่าง      สติไม่มั่น เจอความเเรงของจิตเขา  รับรองได้ว่า  ไปทุกราย  เพราะหนึ่งในความเป็นจริง  ก็จะมีความหลอนปน  ๆ เข้ามา  
มีน้ำเสียงของพลังสมาธิที่ฝึก กับพลังของความแรง(เพราะเกิดจากการป้องกันตัวเอง  จนรับเข้ามา  แล้วนำออกมาปลดปล่อย  เมื่อแสดงตัว  หรือเรียกว่าอวดอุตริ  เเฝงมาให้ได้เห็น )  ...แต่ฉันก็นั่งฟัง  พอมีช่อง  ก็จะใช้น้ำเย็นเข้าลูบ  นี่ตามปรกตินิสัยตัวเองอยู่แล้วหล่ะ   แล้วก็ฟังดู  มีช่องที่ใจเขาพร้อมจะรับฟังใหม   ก็เลยถามเขาว่า 
" หากพี่จะพูด  จะฟังใหม "   เจ้าเอิงฟัง  ก็เลยบอกเขาไปว่า  "  มนุษย์  ไม่ว่าพระ  หรือฆราวาท  ตราบในที่ยังมีกิเลศ  ก็ยังมีหลากหลาย  ก็ต้องแยกแยะเอานะ  ...แล้วอีกอย่าง พี่ไม่อยากให้พูดเรื่องพระ  เรื่องชี  ไม่อยากให้ไปพูดว่ามากนัก  และไม่อยากให้ไม่ว่าเณรคำ  เรื่องใครมัน ฯลฯ  "   


   โอ๊ะ เยอะแยะค่ะ  วันนี้ได้อธิบายไปด้วยเลย  เรื่องเณรคำเหมือนกัน   ก็อธิบายให้เขาฟังนะค่ะ  ว่าทำไมไม่อยากให้พูดว่า ไม่ต้องไปเหยียบใครเขา  แต่ก็เล่าเรื่องในสิ่งที่ตัวเองมองพอรู้ว่า 
ในตัวคนคนหนึ่ง  มีอะไรปะปนกันไป   แต่เขียนคงเยอะไปหน้านี้เนื้อที่น้อยนิด 

          แล้วก็ได้ปลดทีละปม  ทีละปม   ให้น้อง   เห็นความเป็นคนขึ้นมาล่ะ   ดีนะ ยังฟังเหตุผล  
ยังเข้าใจ  เริ่ม ๆ  ล่ะ  เขาเริ่มแยกได้ล่ะ   "  มีจริง  ในความเป็นคน  ทั้งจริง และหลอก  เพื่อให้เราหาทางออกให้ได้  มันเป็นกลไกธรรมชาติค่ะ  "



ก็คุยกันหลายเรื่อง  บางทีเขาก็เล่าความคับข้องใจ  ใหนจะแม่  ใหนจะพี่  มีแต่คนรอรับผลประโยชน์  ส่วนเจ้าเอิงเอาเงินไปทำบุญต่อ  ส่วนที่เหลือจะเอาจากเจ้าเอิง  นี่หล่ะค่ะผลประโยชน์   ที่บีบบังคับให้คนทุกข์ใจ  ...นั่งทำนู่น  นี่ นั่นไป  อยู่เป็นเพื่อน 

    เห็นเขาเล่นกับเจ้าแมวสีขาวน่ารัก  เจ้าแมวนอกตาสีฟ้าและน้ำตาล   เจ้าคงเหงาหล่ะ  ออกไปใหนไม่ค่อยได้   เล่นกันสองคน 
หากฉันเป็นคนคิดไม่เป็นนะ  จะเชื่อสิ่งที่เห็นและเขาพูดทั้งหมด  หนึ่ง เจ้าแมวมีอะไรแฝง อันนี้ฟังแล้วเฉย  ...แมวขี้เล่น  วิ่งเล่นกันสนุกสนาน  ไอ่เราก็นั่งมอง  ก็คิดนะ  อืม ๆ  เจ้าคงเหงาทั้งคู่  เราอยู่เห็นเขาเล่นกันมันส์มาก   แล้วเจ้าเหมียวก็ตาสีแดง อีกตาสีเขียว  น้องก็บอกให้มาดู  เขาก็วิ่งหนีไป
น้องก็บอกว่า   เจ้าเหมียวต้องการให้เขาเห็น
คนเดียว  ฉันก็เลยบอกว่า  " มันเป็นอย่างนั้นหล่ะ  ธรรมชาติ  เขาวิ่งเล่นแล้วแรงขับเคลื่อน พลังงาน  ความเหนื่อย เลือดวิ่งไหลเวียนสูบฉีด
หัวใจเต้นแรง  ก็จะส่งผลไปที่ตา " ( อ่ะแน่ะ !  แหม  เรานะเรา ทำเป็นรู้ดี  ฮ่า ๆ )  ...แต่เจ้าเอิงก็ฟังนะ  หน้าตารับฟัง 
เเล้วก็ไม่เห็นว่าจะขัดหรือค้าน


               


               ทีนี้มาเรื่อง จิตใจผู้คน   คนแถวนั้นตอนแรกก็ไม่ชอบเจ้าเอิง  ก็เลยอธิบายให้ฟังว่า 
"  อย่าไปโกรธ  อย่าไปถือเขาเลยนะ    คนหน่ะ  อันดับเเรก  สัญชาติญาณเมื่อเกิดความกลัว  ก็ต้องปกป้องตัวเองก่อน   แล้วเขาเห็นคนอย่างเรานะ  เป็นลักษณะเเบบนี้   เขาก็ต้องคิดไว้ก่อนหล่ะ  ว่าเล่นของ  (พูดแล้วมองหน้าเจ้าเอิง ยิ้มขำ  ๆ )  

เขาก็ต้องมองก่อนเลย   ในแง่ไม่ดี  คนเราปัญญาไม่เท่ากันนะ การปฏิบัติไม่เท่ากัน เขาทำมาหากิน  เจ้าเดินทางสายธรรมะ   เมื่อเห็นแบบนี้  เขาก็ต้องมองในระดับความคิดเท่านั้น  จะไปโกรธเขาไม่ได้  ต้องเมตตาเขานะ   (เจ้าเอิงก็นิ่ง  รับฟังอย่างเรียบร้อยเลย ...เอ้า ! ทีนี้ได้ช่องทางแล้ว ฟังหว่ะเฮ้ย !  แถมรับอีกแนะ  เออ  ๆ   น่าบอกมันอยู่หรอก  (คิดแมน ๆ  ในใจ )




              "  คนเรานะ  ทำดีไปเถอะ  อย่าไปคิดว่าใครจะมองเห็น หากเขาจะเห็น ก็ต้องใช้เวลานะ   สักวันเขาเห็น   เข้าใจแล้ว เขาก็จะมองเราในอีกแบบ  "  ก็บอกอย่างนี้หล่ะ
(เห็นเจ้าเอิงใจร่มเลยหล่ะ  เหมือนสมัยเกือบห้าปี
ที่เเล้ว  ที่เห็นเขาไปทำบุญ สร้างพระ  ผ้าป่า กับสามีวัยห้าสิบกว่า  อืม  เริ่มมีทางเดิมแล้วหล่ะ  นะ  ตัวเองก็เริ่มเห็นว่า   เขาเริ่มสว่างแล้วหล่ะค่ะ )

เจ้าเอิงบอกว่า  รับดูดวงด้วย  รู้ว่า  ดูดวงให้คนอื่นมันทอนอายุตัวเอง  ฉันก็เลยพูดว่า " แล้วดูทำไม "



ก็เล่าให้เขาฟังนิ่ง ๆ  ว่า "  เห็นใหม  สังเกตุใหม  พระท่านปฏิบัติธรรมมาได้อภิญญาก็มาก  ได้อะไรมาก็เยอะ  ทำไมท่านวางเฉยได้  นี่ก็เพราะท่านเดินทางสายกลาง  ปล่อยวาง "  พี่คิดอย่างนี้เสมอ 
แม้เราอยากช่วยอะไรใคร  
     แต่อย่าลืมว่า " สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม   ถ้าเรายังเป็นอยู่อย่างนี้  เราก็จะไม่ไปถึงใหน 
ก็จะวนทำอะไรอยู่อย่างนี้ 
 แต่บางครั้งที่คนเขามีบุญสัมพันธ์   พระท่านเห็นแล้วต้องช่วย  นั่นก็เพราะเขามีบุญ ช่วย
บุญสัมพันธ์ไง  " (เจ้าเอิงเริ่มเข้าใจ นิ่งมากกว่าเก่า  อืม  ๆ วันนี้ฉันใช้สมาธิไม่หนัก  จิตไม่เหนื่อยเลย  เพราะเย็น  และว่างมาตลอด  )



มีอีกหลายเรื่อง  ที่ทำให้เจ้าเอิงเข้าใจ  ฉันดีใจนะ  ที่ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว      ก่อนกลับฝนปรอย  ๆ อยู่เลย   ทุ่มกว่าแล้วหล่ะ     ก็นั่งใส่รองเท้าอยู่   เจ้าเอิงก็มานั่งข้าง ๆ  แล้วก็พูดว่า  "  พี่  ตอนนี้ทางเจ้าของบ้าน เขาก็เริ่มเข้ามาคุยดีกะหนูแล้วหล่ะ (ตอนแรก  เจ้าเอิงแค้น  ก็เลยแสดงออกให้เห็น  ก็เตือนเขาไป  ) ... ทำดีกับเขานะเอิง  เริ่มเลย  มันก็จะค่อย ๆ  ดีขึ้นเอง  คนทุกคนเขาแพ้ความดี  เเล้วเขาจะทำความเข้าใจเราเอง
(ตอนแรกเขาจะขายบ้านให้นันหล่ะค่ะ เจ้าเอิงอยากซื้อไว้ทำงาน)
..ให้อภัยเขานะ  คนแถวนี้ด้วยนะ "  

เจ้าเอิงฟังด้วยสีหน้าเบาใจ    ฉันก็ดีใจหน่ะ  มนุษย์ชีวิตน้อย  ๆ ที่เจอหลากหลาย  เพียงมีเพื่อนที่ดี  แนะนำสิ่งดี   เขาก็จะมองเห็นทางเอง  

วันนี้เห็นหลาย ๆ อย่าง รู้ต้นสายปลายเหตุหลาย ๆ เรื่อง   และทำดีที่สุดแล้ว  เท่าที่คนคนนี้จะทำได้ 

               ฉันเดินทางด้วยความรู้สึกอิ่ม   รู้สึกว่า  วันนี้มาทำหน้าที่เต็ม      ... ฉันไม่รู้หรอกว่า  ต้องเตรียมอะไรล่วงหน้า  สิ่งที่ฉันพูด ทำ  คือสถานการณ์ปัจจุบันทุกเรื่องราว   มันจะมีช่องให้ความเย็นใจ  ได้แทรกซึมค่ะ    แล้วทุกอย่างก็จะคลี่คลาย  แม้ว่าจะเป็นเพียงชีวิตเดียว  ก็มันเกี่ยวพันธ์กับอีกมากมายหลายเรื่อง  หลายชีวิตดีเดียวหล่ะ    เรื่องร้าย  ๆ เหล่านี้ได้มีอยู่จริงตามเรื่องสมมุติของมนุษย์ที่อยู่บนโลกสมมุติ  ที่ยังหลงในสมมุติ    ....


         ก็ยังไม่สรุปเรื่องพระท่านหรอกนะค่ะ  เพราะไม่รู้จักท่าน รู้แต่ว่าเป็นพระดัง   และคิดว่า  ท่านเมตตา สงสารเจ้าเอิง  คงเป็นเนื้อนาบุญกันมาด้วยหล่ะมั้งนะ   แต่ว่า  เรื่องที่เหลือเรื่องของพระ อันนี้ไม่รับรู้ ไม่เขียนค่ะ  แต่เมื่อวันนึง ฉันเจอท่านจริง ๆ  จะรู้เอง   คาดว่า  ต้องเจอ  ก็อยู่แค่ตรงนี้เอง 






             "  ค่ะ  ทุกอย่างมีที่มาที่ไปเสมอ   ทุกสิ่งบนเรื่องสมมุติ  ในโลกสมมุตินี้  หากเราไม่หลงในสมมุติ  เราก็มีสติมั่น   มีจิตที่มีพลังระดับหนึ่ง  เป็นช่องทางให้เราแยกแยะทุกเรื่องราวออกจากกันได้  เราสามารถจัดเรื่องออกเป็นกอง ๆ  แล้วเลือกเขี่ยอันที่ไม่ใช่ทิ้งไป   แล้วก็เริ่มเดินหน้าทางตรงต่อไปได้ค่ะ  เพียงลองรับฟังกัน  ลองตัดสมมุติทุกสิ่งออกแล้วรับฟังอย่างคนธรรมดาจิตใส ๆ  ดูนะค่ะ  เราจะเห็นช่องทาง  ที่จะนำพาให้ชีวิตเราเดินได้ดีทีเดียวหล่ะ    มีเรื่องราวที่ฉันเขียนได้อีกมากมาย  อันนี้ที่เขียนวันนี้  แค่พื้น ๆ   แต่ก็ต้องเขียนให้จบหน้า  ยาวดีนะ  เขียวเป็นพรึดเลย   ....แต่เปิดเรื่องใหม่มันเป็นเรื่องที่เกิดจากแรงบันดาลใจ   และเกี่ยวเนื่องไดอารี่ด้วย  แต่ว่าเปิดวันนี้ไม่ใหว   ....เก็บสังขารไว้เขียนต่อ      ไปหล่ะค่ะ "


" ฝันดีค่ะ "



01.47



 (ขอบใจ เอิง เจ้าของอานิสงค์ผลบุญนี้  )


*********************



ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น