บันทึกพิราบขาว 003
8 ต.ค 2555 23.37
วันสิ้นสุดของชีวิต (อย่างนั้นหรือ)
ผ่านมาแล้วไม่กี่วัน ก่อนวันพระ " ฝัน เรียกว่าฝันเหมือนเดิม ใครเขาเรียกนิมิต เราเอาเป็นว่าฝันก็แล้วกัน ไว้ค่อยเขียนเมื่ออยากเขียนอีกที "
ทุกวันส่วนใหญ่แล้วก่อนนอนจะนั่งสมาธิ บางครั้งก็สวดมนต์ก่อน หากไม่อะไรก็จะทำเสมอ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อนวันพระ ฝันเห็นมีรอยแยก ลึก ฉันมองผ่านลงมาเห็นผู้คนเดินอยู่อีกฟากฝั่งของลักษณะเหมือนหุบเหวลึกนั้น พวกเขาเหล่านั้น มีทั้งชายและหญิง อายุประมาณสี่สิบกว่า ๆ ขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเด็ก
ผู้หญิงผมสั้นตัดผมเหมือนดวงตา ผมยาวก็มี ผู้ชายก็ประมาณลุง ๆ น้า ๆ เดินกันเป็นสี่แถว ไม่ระเบียบมากนัก เขาทั้งหมดเดินเลียบตามหุบเหวนั้น พอมาถึงครึ่งทาง เขาเหล่านั้นก็หันหน้าไปทางขวามือ แล้วก็เดินตรงไปเรื่อย ๆ เป็นแถว ๆ ตรงไป ตรงไปเรื่อย ๆ จนไปถึงกลุ่มควัน ลับไป คนแล้วคนเล่า แล้วก็มีเดินตามกันไปเรื่อย ๆ
********************
.... สายตามองลงมา(จากข้างบน) เห็นเพื่อนฉัน ไอ้วา ! ไอ้วานี้มัน(เวลาเราเรียกมัน จะจิกมัน เจอครั้งแรก เรียกป้า มันทำตัวเบอะบ๊ะ แก่ ๆ เชย ๆ ก็เลยใส่ไฟมัน จิกมัน พูดประมาณให้มีแรงฮึด ใช้คำพูดหลอกล่อสักหน่อย ได้ผล ป้าวันนั้น รุ่งขึ้นมันผัดหน้าทาลิปติก ดูดีเรียบ ๆ ดีกว่าป้าหัวฟู ๆ ถึงแม้จะมีสูทแต่ก็เขอะ !)
ต้องเล่าย้อนก่อนว่า ก่อนหน้าวาสอนเด็ก พอเจอกันมันก็จะมาเล่าให้ฟัง " เอ้ย ที่นั่นนะ เขาสลับขั้ว ผลัดกันหว่ะ เหลือฉันคนเดียว ไอ่จุด จุด จุด มันมาสะกิดอยู่ ฉันก็สลัด ด่ามันซ้า ! " ฟังเพื่อนไปก็ขำ ๆ นึกอยู่ว่า เออมันน่าจะรอดหล่ะ
หลังจากนั้นมาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไอ่วาเพื่อนได้พารองใหนไม่รู้ มานั่งรอที่บ้าน เห็นบอกว่า ส่งลูกไปโรงเรียนแล้ว ก็จะมารอวาเป็นเพื่อนที่บ้านเรา เพราะจะไปทางเดียวกัน แล้วก็รอไปเถอะสามชั่วโมง
แต่ที่ฝันเห็นเมื่อไม่กี่วัน เห็นฝั่งนั้น แล้วก็มองลงมาเห็นฝั่งนี้ ไอ่วา ! เพื่อนวานอนราบกับพื้น ทำทาปีนขึ้นมา ฉันเรียกเพื่อน " วา อย่าไป ! กลับมา " (เพื่อนเเหนหน้ามามองตามเสียง) ทำท่าปีนกลับมา เหมือน ๆ กับว่าเขาอยู่ฝั่งนี้ก็จริง แต่เหมือนจะตก เหมือนกับว่า เขาจะต้องไปเส้นทางฝั่งที่คนอยู่เยอะ ๆ
พอเรียกเพื่อน แล้ววาก็ตอบกลับมาว่า " จะกลับไป แต่เดียวนะ " แล้วสักพัก ก็เห็นเพื่อนยื่นสมุดเล่มสีน้ำตาล เปิดดูข้างใน รายชื่อสิบกว่าคน " ฉันไปขโมยมาให้ดู " (เสียงเพื่อนพูด บอกว่าแว็บไปขโขยยมบาลได้เท่านี้)
*****************
นิ้วมือซ้ายปิดตัวเลขวันที่ไว้ เห็นเดือน และ พ.ศ นี่คือวันตายของฉัน ฉันมองไปที่เพื่อน พอดีเขาเงยหน้ามามอง แล้วก็ก้มมองรายตัวเลขเรียงรายสิบกว่าคน แต่ก็ไม่ทันได้รู้ว่าใคร เห็นและรู้เพียงตัวเอง
**********************
รุ่งเช้านั่งครุ่นคิด " ไม่ใช่น่า ไม่ใช่มั้ง ไม่จริงหรอกน่า ฝันไป " ฉันก็ได้แต่คิด ผ่านไปแล้วสามวันกับการที่ไม่อยากรับรู้ และทำงานอย่างอื่นไป และสักพัก เอาเดือนและพอศอมาลบกัน " เหอ อายุเท่านี้ ! เหลืออีก....ปี ฉันก็จะต้องตาย " ด้วยความที่รับรู้มา จะเชื่อก็ไม่ได้ จะไม่เชื่อมันก็ไม่ได้ จะทิ้งไม่ต้องคิดมันก็ไม่ได้
เอ.... แล้วฉันจะทำยังไงดีนะ " ฉันเศร้า เศร้าเพราะฉันรู้จักหลาย ๆ อย่าง ฉันรัก ผูกพันธ์ แล้วฉันก็ต้องจากไป ....ดวงดาวต้องตาย แม่ฉัน พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนที่ฉันรู้จัก ในเน็ต ในหลาย ๆ ที่ ฉันต้องดูการจาก ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยพบเจอความพลัดพราก แต่ ! ฉันกลับมารู้เวลาชีวิตของฉัน ฉันควรรู้ หรือไม่นะ "
เมื่อคิดเศร้าไป พิจารณาไปเรื่อย ๆ หลายวันเข้า คนนั้นคนนี้โทรมา อยากบอกเวลาชีวิตตัวเองกับคนรู้จัก แต่พอดูเวลาพูดคุยกัน ฉันก็หยุดมันไว้ก่อนทุกครั้ง ใช่ว่าจะบอกทุกคนไม่ได้ เพราะพี่ เพื่อน แม่ น้อง ๆ เขาเหล่านั้นรู้ว่า ฉันพูดสิ่งที่น่าเชื่อ พวกเขาเหล่านั้นรู้จักฉันมานาน จนรู้แล้วว่า หากฉันพูด เขาฟัง
******************
เมื่อวานบอกพี่กับเพื่อน ณ ว่า " ยังไม่ได้บอกใครเลย เนี่ยเพิ่งเล่าให้ฟังนี่หล่ะ " พี่บอกว่า โหอายุตั้งเท่านั้น " แต่มันก็เศร้านะพี่ ก็ดันมารู้ไง " พี่บอกว่า ก็ยังดีที่รู้แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าอีกไม่นาน แล้วจะเศร้าทำไม เราก็บอกว่า มันเพิ่งเกิด มันก็ต้องทำใจไง เตรียมตัวว่าจะตั้งเส้นทางชีวิตได้เลย มันต้องมานั่งดูคนนั้นคนนี้ พอรู้ว่าตัวเองจะตาย (ทำงานอยู่หน้าบ้าน ตะโกนบอกพี่ว่า " หนูจะตายแล้วนะ " เห็นแกมอง ๆ เราก็เลยพูดต่อ)
*********************
.... ไม่ใช่อะไรหรอก ทุกครั้งที่บอกเพื่อน บางครั้งเห็นเขาจัดงานศพที่บ้านเรือนไทย ก็ถามเพื่อนว่ามีคนนี้ บ้านแบบนี้ใหม เเล้วก็มี อีกอาทิตย์เดียว เขาก็จัดงานศพ
" น้องชายเราเองที่เพิ่งเสียไป อันนี้ก็ชะล่าใจ ไม่จด ไม่จำ ได้ยินเสียงพี่ที่มาเมื่อวานนี้หล่ะ โทรมาถามว่า มีน้องชื่อนี้ ฯ ทุกคำพูด เป็นอย่างที่เรารู้ล่วงหน้า และมีคนยื่นกระดาษมาเขียนว่า เขาหมดอายุขัยแล้ว ทุกอย่างที่เกิดล่วงหน้าเรารับรู้ล่วงหน้า แต่เราไม่ได้คิดว่าใครหรือจะเกิดอะไร เผลอไปแล้วก็ลืม ๆ ไป ไม่กี่เดือนมันก็เป็นแบบนี้จริง ๆ ...ทีนี้มาถึงตัวเรา หล่ะ ! "
เมื่อไม่กี่ปี ก่อนเจอดวงดาว หกเดือนแรกเกือบจะบ้าแล้ว เพราะฝันเห็นทุกวัน เดี๋ยวไฟใหม้ตรงนั้นเวลานั้น เดี๋ยววันนั้นจะมีคนพูดว่าแบบนี้ เดี๋ยวจะเกิดเหตุแบบนี้กับคนนั้น ไปตรงนั้นก็จะคุยกันแบบนี้ มันเป็นอยู่แบบนี้ทุกวัน รู้ไปเรื่อย ๆ เครียด ตอนแรกก็ดีที่ป้องกันทันพอผ่อนหนักเป็นเบา แต่ยิ่งนานเข้าเห็นทุกข์คนอื่น มันทุกวันทุกวัน เครียดลงกระเพาะสิ นั่งกุมขมับเลย " ทำไม ทำไม ทำไม... ทำไมต้องรู้ ทำไมต้องเกิด ทำไมต้องเป็นเรา ไม่เอาเเล้ว ไม่ ไม่ไม่ ฯลฯ " เครียดลงกระเพาะเลยทีนี้ คำถามซ้ำ ๆ คือ ทำไม " หกเดือนผ่านไป
ตั้งสติใหม่ " เออนะ มันก็ต้องเกิด เราก็ต้องรู้ ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง " จากนั้นมา ก็ได้แต่บอกในสิ่งที่รู้มา ก็เฉย ๆ กับมัน บางครั้งก็เฉย ๆ ไปเลย เฉยบ้าง ไม่บ้าง บอกกันบ้าง แล้วก็ผ่านไป แค่นี้เอง
*********************
แต่ที่มันไม่หยุดแค่นี้หน่ะสิ เมื่อฉันผ่านตรงนี้ไปได้ ทีนี้กิเลศตัวใหม่ เข้ามายั่วให้หลงทางอีก ฝันเห็นหวยทุกงวดเลย สองปีกกว่า ๆ ทั้งตัวเลยจะ ๆ บน ล่าง รวมถึงไปสถานที่ใหน ก็จะฝันเห็นตรงนั้น แล้วมีตัวเลขอีกแนะ ที่เยอะสุด ๆ คือฝันเห็นที่ต้นโพธิ์วัดอรุณ ตรงกิ่งใหญ่ ๆ ยื่นชี้ไปที่ชายน้ำ ตัวเลยนี่วิ่งเรียงกันให้เห็นเลย สามตัวบน สามตัวล่างมีครบหมดเลย ตรงซะด้วย แล้วก็เป็นแบบนี้สลับกันไป ซื้อบ้างแต่ส่วนน้อยมาก ๆ หลัง ๆ ไม่ซื้อเลย เฉยมันซะเลย บอกใครบ้างก็มี สุดท้ายก็ผ่านไปได้
************************
มันก็มีกิเลศตัวใหม่มาหลอกล่ออีกหล่ะ ทีนี้ได้ยินเสียงผีคุยกันเลยแถมเห็นภาพอีกต่างหาก มันก็สนุกสิทีนี้ เสียงคนคุยกันแม้เราอยู่ใต้ครูและเพื่อน ๆ อยู่กรุงเทพ เสียงพูดคุยกล่าวถึง ทีนี้ก็กลับมาถามเลยสิ ก็จริงอย่างที่ได้ยินทั้งหมดเลย มันก็เป็นแบบนี้หล่ะ แต่ไม่หลงกับมันหล่ะ มันก็แค่นี้เอง แล้วก็เฉย ๆ ไม่อเมซิ่งอะไร ยังมาเล่นบ้าบอไปวันวัน แม้รู้อะไร ก็นิ่งเฉย เออ กูรู้แล้ว ก็ได้แต่ประโยคนี้ในใจเพื่อให้ตัวเองเตือนตัวเอง
***********************
พอมันเดินหน้า มันก็จะเดินหน้าไปเรื่อย ๆ มีอีกหลายเรื่อง มากมาย จนเห็นนสิ่งที่คนไม่เห็นด้วยตาเปล่าจะ ๆ สัมผัสพลังงาน ไปเรื่อย ๆ จนจะครบ อีกเท่าใหน ทีนี้ตอนนี้ ก็มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ เเล้ว " มันก็เป็นเช่นนั้นเอง " ก็ได้แต่ประโยคนี้หล่ะ
**********************
แม้ว่าจะรู้เขา ทุกคนแล้ว แต่ก็ต้องรู้เราให้ได้ที่สุด ต้องทำให้นิ่งให้ได้ เพราะทุกวันนี้ เราคุยกัน เราเดินผ่านกัน หรืออะไร ๆ ฉันก็ยังไม่ชิน พอสะดุดความคิด ดวงจิตคนหรืออะไร ตัวเองก็ยังไม่นิ่งพอ บางครั้งเผลอหันมอง เยอะแยะ เหมือนกับว่ายิ่งเดินทางมาไกลยิ่งเจออะไรมากมาย มันก็เลยต้องพยายามให้มากกว่าเก่า บางครั้งเดินตามหลังใคร เขาจะหันกลับมาดูตลอดเวลา เป็นอย่างนี้ทุกวัน แต่จริง ๆ เราไม่ได้มองเขาหรอก เราเฉย ๆ แต่พลังไปกระทบ เหมือนเขารู้สึกว่ามีคนมองอยู่ เดินตามเขาพอเขาหันมาก็ปรกติ ช่วงนี้กำลังเป็นอยู่คือ ทุกวันเลย ฉันใจสบาย ๆ เดินเฉย ๆ และวางเฉยได้ เพราะชินแล้วว่าเขาต้องรู้สึกอย่างนั้นแล้วก็หันกลับมา บางวันก็นึกขำ ๆ และคิดว่า เขาคงคิดนะว่าคนหลังเนี่ยจ้องเขาตลอดเลยเดินตามเขา
กริยาเดินของเราคือ เดินทอดน่อง ดูทิวทัศน์รอบข้าง ถึงใครหันกลับมาก็ไม่สะทกสะท้านก็ยังดูอย่างอื่น ไม่ไปตามอารมณ์ความรู้สึกคนที่หันกลับมาหลาย ๆ รอบ เพราะรู้ว่ามันต้องเกิดอะไรเเละเป็นแบบใหน เมื่อฉันวางเฉยได้แล้ว ก็เดินไม่เดือดไม่ร้อน
" ช่วงระยะนี้ มันก็เป็นแบบนี้หล่ะ แต่เดี๋ยวก็คงผ่านไปเหมือนเรื่องอื่น ๆ "
**************************
" ไอ่ที่ฉันยังจ๋อย ๆ อยู่ตอนนี้ เพราะมันยังใหม่ และฉันต้องตายอยู่แล้ว แต่มันก็มารับรู้เวลา มันดีตรงให้ฉันได้รู้ เมื่อรู้แรก ๆ แบบนี้ ทำใจหน่อยแล้วกัน ใหนต้องมาดูหลาย ๆ อย่างที่ผูกพันธ์มา แล้วเราก็ต้องจากกัน มันก็จริงอยู่ เมื่อมาเดี่ยวก็ไปเดี่ยว แต่ตอนอยู่ก็มารู้จักกัน ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง จะไม่ให้มีกิเลศมิได้หรอก แล้วฉันจะเขียนว่าทำไมนะ สำหรับคนที่ฉันรู้จัก ที่ผ่านมา ทุกคนมิใช่เรื่องบังเอิญที่เราได้มาเจอกัน แน่นอนว่า ในเมื่อฉันได้เวลาและเริ่มเขียนแล้ว มันถึงเวลาแล้วหล่ะ ที่ทุกคน คนอ่านจะได้รู้ ฉันดีใจนะที่ได้รู้จักกัน ฉันอยากให้ทุกคนที่รู้จักกัน หรือไม่ก็ตาม หมั่นทำความดีไว้เถอะ เมื่อฉันได้รู้เวลาสิ้นสุดของฉันล่วงหน้าแล้ว อายุฉันเก้าสิบกว่าปี ถึงแม้ว่านั่นมันจะจริงหรือไม่ แต่สำหรับฉัน จะไม่ประมาทอะไรอีกแล้ว ก็ฉันบอกแล้วไงว่า ต่อจากนี้ไป ฉันจะยอมเชื่อตัวฉันแล้ว
ทุกคนอย่ามีอคติอะไรกับฉันอีกเลยนะ อย่ามาโกรธกันอีกนะ ฉันไม่เคยคิดไม่ดีกับใครเลย ในเน็ตฉันก็ไม่รู้จักใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าใครเป็นใคร เพราะฉันไม่รู้จักใคร ฉันเข้ามาเพื่อเขียนเท่านั้น คนที่คิดอะไรฉันรู้ ใครทำอะไรฉันก็รู้ แต่ถามว่าฉันเอาคืนใหม ไม่หล่ะ ไม่แต่ว่า และเตือน สอน หรือแหย่เล่น
" แต่ตอนนี้ ชีวิตฉันมีเวลามาแล้วนะ แล้วทุกคนหล่ะ ทำงานเพื่ออะไร ทำอะไรและเพื่ออะไร คิดดีดีและก็ได้คำตอบเหมือนฉันนั้นหล่ะ ฉันเด็กคนหนึ่ง เดินลากเกี๊ยะ นึกอยากแต่งตัวก็เต็มที่ นึกอยากปอน ๆ ก็เอา นึกอยากอาทจัดไป นึกอยากหลากหลาย แต่ใจหน่ะคนเดิม หนักแน่นภายในใจ ถ้าได้เห็นฉันเขียนอีกนะ ก็มาอ่านตรงนี้ ก็จะรู้ว่า จริง ๆ เหมือนมีอะไร และจริง ๆ แล้ว ฉันเป็นคนไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ฉันพูด บางทีไม่พูด ฉันไม่มีอะไรเลย ฉันบอกพี่ ๆ ว่าอย่างนี้ เเล้วเขาก็เข้าใจถูก
( อ้อ ! อะไรก็ตาม ฉันไม่ขโมย เขาพาฉันไปดูอีกมิติหนึ่ง หรือไปเองก็ขอทาง ส่วนที่เหลือ คนเขานำมาให้ดู ไม่ว่าด้วยวิธีใหน แต่เขาเอามาให้ดูเอง แต่ถ้าเป็นตัวเอง ไม่เคยทำ ยังไม่เคยทำเลย )
ยังเศร้าอยู่บ้าง ไม่รู้อีกกี่วัน แต่รู้ว่าเดี๋ยวก็หาย ก็ผ่านไป แล้วจะได้มาทยอยเขียน ขอให้สบายดีค่ะ "
พิราบขาว
****************************
( เขียนไดอารี่ 51 และบันทึก003 ไล่เลี่ยกัน เขียนคืนวันที่ 8 ข้ามคืนเสร็จวันที่เก้า ตีไรก็ไม่เป็นไร แต่เขียนเสร็จด้วยหล่ะ)
ทุกวันส่วนใหญ่แล้วก่อนนอนจะนั่งสมาธิ บางครั้งก็สวดมนต์ก่อน หากไม่อะไรก็จะทำเสมอ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อนวันพระ ฝันเห็นมีรอยแยก ลึก ฉันมองผ่านลงมาเห็นผู้คนเดินอยู่อีกฟากฝั่งของลักษณะเหมือนหุบเหวลึกนั้น พวกเขาเหล่านั้น มีทั้งชายและหญิง อายุประมาณสี่สิบกว่า ๆ ขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเด็ก
ผู้หญิงผมสั้นตัดผมเหมือนดวงตา ผมยาวก็มี ผู้ชายก็ประมาณลุง ๆ น้า ๆ เดินกันเป็นสี่แถว ไม่ระเบียบมากนัก เขาทั้งหมดเดินเลียบตามหุบเหวนั้น พอมาถึงครึ่งทาง เขาเหล่านั้นก็หันหน้าไปทางขวามือ แล้วก็เดินตรงไปเรื่อย ๆ เป็นแถว ๆ ตรงไป ตรงไปเรื่อย ๆ จนไปถึงกลุ่มควัน ลับไป คนแล้วคนเล่า แล้วก็มีเดินตามกันไปเรื่อย ๆ
********************
.... สายตามองลงมา(จากข้างบน) เห็นเพื่อนฉัน ไอ้วา ! ไอ้วานี้มัน(เวลาเราเรียกมัน จะจิกมัน เจอครั้งแรก เรียกป้า มันทำตัวเบอะบ๊ะ แก่ ๆ เชย ๆ ก็เลยใส่ไฟมัน จิกมัน พูดประมาณให้มีแรงฮึด ใช้คำพูดหลอกล่อสักหน่อย ได้ผล ป้าวันนั้น รุ่งขึ้นมันผัดหน้าทาลิปติก ดูดีเรียบ ๆ ดีกว่าป้าหัวฟู ๆ ถึงแม้จะมีสูทแต่ก็เขอะ !)
ต้องเล่าย้อนก่อนว่า ก่อนหน้าวาสอนเด็ก พอเจอกันมันก็จะมาเล่าให้ฟัง " เอ้ย ที่นั่นนะ เขาสลับขั้ว ผลัดกันหว่ะ เหลือฉันคนเดียว ไอ่จุด จุด จุด มันมาสะกิดอยู่ ฉันก็สลัด ด่ามันซ้า ! " ฟังเพื่อนไปก็ขำ ๆ นึกอยู่ว่า เออมันน่าจะรอดหล่ะ
หลังจากนั้นมาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไอ่วาเพื่อนได้พารองใหนไม่รู้ มานั่งรอที่บ้าน เห็นบอกว่า ส่งลูกไปโรงเรียนแล้ว ก็จะมารอวาเป็นเพื่อนที่บ้านเรา เพราะจะไปทางเดียวกัน แล้วก็รอไปเถอะสามชั่วโมง
แต่ที่ฝันเห็นเมื่อไม่กี่วัน เห็นฝั่งนั้น แล้วก็มองลงมาเห็นฝั่งนี้ ไอ่วา ! เพื่อนวานอนราบกับพื้น ทำทาปีนขึ้นมา ฉันเรียกเพื่อน " วา อย่าไป ! กลับมา " (เพื่อนเเหนหน้ามามองตามเสียง) ทำท่าปีนกลับมา เหมือน ๆ กับว่าเขาอยู่ฝั่งนี้ก็จริง แต่เหมือนจะตก เหมือนกับว่า เขาจะต้องไปเส้นทางฝั่งที่คนอยู่เยอะ ๆ
พอเรียกเพื่อน แล้ววาก็ตอบกลับมาว่า " จะกลับไป แต่เดียวนะ " แล้วสักพัก ก็เห็นเพื่อนยื่นสมุดเล่มสีน้ำตาล เปิดดูข้างใน รายชื่อสิบกว่าคน " ฉันไปขโมยมาให้ดู " (เสียงเพื่อนพูด บอกว่าแว็บไปขโขยยมบาลได้เท่านี้)
*****************
นิ้วมือซ้ายปิดตัวเลขวันที่ไว้ เห็นเดือน และ พ.ศ นี่คือวันตายของฉัน ฉันมองไปที่เพื่อน พอดีเขาเงยหน้ามามอง แล้วก็ก้มมองรายตัวเลขเรียงรายสิบกว่าคน แต่ก็ไม่ทันได้รู้ว่าใคร เห็นและรู้เพียงตัวเอง
**********************
รุ่งเช้านั่งครุ่นคิด " ไม่ใช่น่า ไม่ใช่มั้ง ไม่จริงหรอกน่า ฝันไป " ฉันก็ได้แต่คิด ผ่านไปแล้วสามวันกับการที่ไม่อยากรับรู้ และทำงานอย่างอื่นไป และสักพัก เอาเดือนและพอศอมาลบกัน " เหอ อายุเท่านี้ ! เหลืออีก....ปี ฉันก็จะต้องตาย " ด้วยความที่รับรู้มา จะเชื่อก็ไม่ได้ จะไม่เชื่อมันก็ไม่ได้ จะทิ้งไม่ต้องคิดมันก็ไม่ได้
เอ.... แล้วฉันจะทำยังไงดีนะ " ฉันเศร้า เศร้าเพราะฉันรู้จักหลาย ๆ อย่าง ฉันรัก ผูกพันธ์ แล้วฉันก็ต้องจากไป ....ดวงดาวต้องตาย แม่ฉัน พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนที่ฉันรู้จัก ในเน็ต ในหลาย ๆ ที่ ฉันต้องดูการจาก ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยพบเจอความพลัดพราก แต่ ! ฉันกลับมารู้เวลาชีวิตของฉัน ฉันควรรู้ หรือไม่นะ "
เมื่อคิดเศร้าไป พิจารณาไปเรื่อย ๆ หลายวันเข้า คนนั้นคนนี้โทรมา อยากบอกเวลาชีวิตตัวเองกับคนรู้จัก แต่พอดูเวลาพูดคุยกัน ฉันก็หยุดมันไว้ก่อนทุกครั้ง ใช่ว่าจะบอกทุกคนไม่ได้ เพราะพี่ เพื่อน แม่ น้อง ๆ เขาเหล่านั้นรู้ว่า ฉันพูดสิ่งที่น่าเชื่อ พวกเขาเหล่านั้นรู้จักฉันมานาน จนรู้แล้วว่า หากฉันพูด เขาฟัง
******************
เมื่อวานบอกพี่กับเพื่อน ณ ว่า " ยังไม่ได้บอกใครเลย เนี่ยเพิ่งเล่าให้ฟังนี่หล่ะ " พี่บอกว่า โหอายุตั้งเท่านั้น " แต่มันก็เศร้านะพี่ ก็ดันมารู้ไง " พี่บอกว่า ก็ยังดีที่รู้แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าอีกไม่นาน แล้วจะเศร้าทำไม เราก็บอกว่า มันเพิ่งเกิด มันก็ต้องทำใจไง เตรียมตัวว่าจะตั้งเส้นทางชีวิตได้เลย มันต้องมานั่งดูคนนั้นคนนี้ พอรู้ว่าตัวเองจะตาย (ทำงานอยู่หน้าบ้าน ตะโกนบอกพี่ว่า " หนูจะตายแล้วนะ " เห็นแกมอง ๆ เราก็เลยพูดต่อ)
*********************
.... ไม่ใช่อะไรหรอก ทุกครั้งที่บอกเพื่อน บางครั้งเห็นเขาจัดงานศพที่บ้านเรือนไทย ก็ถามเพื่อนว่ามีคนนี้ บ้านแบบนี้ใหม เเล้วก็มี อีกอาทิตย์เดียว เขาก็จัดงานศพ
" น้องชายเราเองที่เพิ่งเสียไป อันนี้ก็ชะล่าใจ ไม่จด ไม่จำ ได้ยินเสียงพี่ที่มาเมื่อวานนี้หล่ะ โทรมาถามว่า มีน้องชื่อนี้ ฯ ทุกคำพูด เป็นอย่างที่เรารู้ล่วงหน้า และมีคนยื่นกระดาษมาเขียนว่า เขาหมดอายุขัยแล้ว ทุกอย่างที่เกิดล่วงหน้าเรารับรู้ล่วงหน้า แต่เราไม่ได้คิดว่าใครหรือจะเกิดอะไร เผลอไปแล้วก็ลืม ๆ ไป ไม่กี่เดือนมันก็เป็นแบบนี้จริง ๆ ...ทีนี้มาถึงตัวเรา หล่ะ ! "
เมื่อไม่กี่ปี ก่อนเจอดวงดาว หกเดือนแรกเกือบจะบ้าแล้ว เพราะฝันเห็นทุกวัน เดี๋ยวไฟใหม้ตรงนั้นเวลานั้น เดี๋ยววันนั้นจะมีคนพูดว่าแบบนี้ เดี๋ยวจะเกิดเหตุแบบนี้กับคนนั้น ไปตรงนั้นก็จะคุยกันแบบนี้ มันเป็นอยู่แบบนี้ทุกวัน รู้ไปเรื่อย ๆ เครียด ตอนแรกก็ดีที่ป้องกันทันพอผ่อนหนักเป็นเบา แต่ยิ่งนานเข้าเห็นทุกข์คนอื่น มันทุกวันทุกวัน เครียดลงกระเพาะสิ นั่งกุมขมับเลย " ทำไม ทำไม ทำไม... ทำไมต้องรู้ ทำไมต้องเกิด ทำไมต้องเป็นเรา ไม่เอาเเล้ว ไม่ ไม่ไม่ ฯลฯ " เครียดลงกระเพาะเลยทีนี้ คำถามซ้ำ ๆ คือ ทำไม " หกเดือนผ่านไป
ตั้งสติใหม่ " เออนะ มันก็ต้องเกิด เราก็ต้องรู้ ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง " จากนั้นมา ก็ได้แต่บอกในสิ่งที่รู้มา ก็เฉย ๆ กับมัน บางครั้งก็เฉย ๆ ไปเลย เฉยบ้าง ไม่บ้าง บอกกันบ้าง แล้วก็ผ่านไป แค่นี้เอง
*********************
แต่ที่มันไม่หยุดแค่นี้หน่ะสิ เมื่อฉันผ่านตรงนี้ไปได้ ทีนี้กิเลศตัวใหม่ เข้ามายั่วให้หลงทางอีก ฝันเห็นหวยทุกงวดเลย สองปีกกว่า ๆ ทั้งตัวเลยจะ ๆ บน ล่าง รวมถึงไปสถานที่ใหน ก็จะฝันเห็นตรงนั้น แล้วมีตัวเลขอีกแนะ ที่เยอะสุด ๆ คือฝันเห็นที่ต้นโพธิ์วัดอรุณ ตรงกิ่งใหญ่ ๆ ยื่นชี้ไปที่ชายน้ำ ตัวเลยนี่วิ่งเรียงกันให้เห็นเลย สามตัวบน สามตัวล่างมีครบหมดเลย ตรงซะด้วย แล้วก็เป็นแบบนี้สลับกันไป ซื้อบ้างแต่ส่วนน้อยมาก ๆ หลัง ๆ ไม่ซื้อเลย เฉยมันซะเลย บอกใครบ้างก็มี สุดท้ายก็ผ่านไปได้
************************
มันก็มีกิเลศตัวใหม่มาหลอกล่ออีกหล่ะ ทีนี้ได้ยินเสียงผีคุยกันเลยแถมเห็นภาพอีกต่างหาก มันก็สนุกสิทีนี้ เสียงคนคุยกันแม้เราอยู่ใต้ครูและเพื่อน ๆ อยู่กรุงเทพ เสียงพูดคุยกล่าวถึง ทีนี้ก็กลับมาถามเลยสิ ก็จริงอย่างที่ได้ยินทั้งหมดเลย มันก็เป็นแบบนี้หล่ะ แต่ไม่หลงกับมันหล่ะ มันก็แค่นี้เอง แล้วก็เฉย ๆ ไม่อเมซิ่งอะไร ยังมาเล่นบ้าบอไปวันวัน แม้รู้อะไร ก็นิ่งเฉย เออ กูรู้แล้ว ก็ได้แต่ประโยคนี้ในใจเพื่อให้ตัวเองเตือนตัวเอง
***********************
พอมันเดินหน้า มันก็จะเดินหน้าไปเรื่อย ๆ มีอีกหลายเรื่อง มากมาย จนเห็นนสิ่งที่คนไม่เห็นด้วยตาเปล่าจะ ๆ สัมผัสพลังงาน ไปเรื่อย ๆ จนจะครบ อีกเท่าใหน ทีนี้ตอนนี้ ก็มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ เเล้ว " มันก็เป็นเช่นนั้นเอง " ก็ได้แต่ประโยคนี้หล่ะ
**********************
แม้ว่าจะรู้เขา ทุกคนแล้ว แต่ก็ต้องรู้เราให้ได้ที่สุด ต้องทำให้นิ่งให้ได้ เพราะทุกวันนี้ เราคุยกัน เราเดินผ่านกัน หรืออะไร ๆ ฉันก็ยังไม่ชิน พอสะดุดความคิด ดวงจิตคนหรืออะไร ตัวเองก็ยังไม่นิ่งพอ บางครั้งเผลอหันมอง เยอะแยะ เหมือนกับว่ายิ่งเดินทางมาไกลยิ่งเจออะไรมากมาย มันก็เลยต้องพยายามให้มากกว่าเก่า บางครั้งเดินตามหลังใคร เขาจะหันกลับมาดูตลอดเวลา เป็นอย่างนี้ทุกวัน แต่จริง ๆ เราไม่ได้มองเขาหรอก เราเฉย ๆ แต่พลังไปกระทบ เหมือนเขารู้สึกว่ามีคนมองอยู่ เดินตามเขาพอเขาหันมาก็ปรกติ ช่วงนี้กำลังเป็นอยู่คือ ทุกวันเลย ฉันใจสบาย ๆ เดินเฉย ๆ และวางเฉยได้ เพราะชินแล้วว่าเขาต้องรู้สึกอย่างนั้นแล้วก็หันกลับมา บางวันก็นึกขำ ๆ และคิดว่า เขาคงคิดนะว่าคนหลังเนี่ยจ้องเขาตลอดเลยเดินตามเขา
กริยาเดินของเราคือ เดินทอดน่อง ดูทิวทัศน์รอบข้าง ถึงใครหันกลับมาก็ไม่สะทกสะท้านก็ยังดูอย่างอื่น ไม่ไปตามอารมณ์ความรู้สึกคนที่หันกลับมาหลาย ๆ รอบ เพราะรู้ว่ามันต้องเกิดอะไรเเละเป็นแบบใหน เมื่อฉันวางเฉยได้แล้ว ก็เดินไม่เดือดไม่ร้อน
" ช่วงระยะนี้ มันก็เป็นแบบนี้หล่ะ แต่เดี๋ยวก็คงผ่านไปเหมือนเรื่องอื่น ๆ "
**************************
" ไอ่ที่ฉันยังจ๋อย ๆ อยู่ตอนนี้ เพราะมันยังใหม่ และฉันต้องตายอยู่แล้ว แต่มันก็มารับรู้เวลา มันดีตรงให้ฉันได้รู้ เมื่อรู้แรก ๆ แบบนี้ ทำใจหน่อยแล้วกัน ใหนต้องมาดูหลาย ๆ อย่างที่ผูกพันธ์มา แล้วเราก็ต้องจากกัน มันก็จริงอยู่ เมื่อมาเดี่ยวก็ไปเดี่ยว แต่ตอนอยู่ก็มารู้จักกัน ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง จะไม่ให้มีกิเลศมิได้หรอก แล้วฉันจะเขียนว่าทำไมนะ สำหรับคนที่ฉันรู้จัก ที่ผ่านมา ทุกคนมิใช่เรื่องบังเอิญที่เราได้มาเจอกัน แน่นอนว่า ในเมื่อฉันได้เวลาและเริ่มเขียนแล้ว มันถึงเวลาแล้วหล่ะ ที่ทุกคน คนอ่านจะได้รู้ ฉันดีใจนะที่ได้รู้จักกัน ฉันอยากให้ทุกคนที่รู้จักกัน หรือไม่ก็ตาม หมั่นทำความดีไว้เถอะ เมื่อฉันได้รู้เวลาสิ้นสุดของฉันล่วงหน้าแล้ว อายุฉันเก้าสิบกว่าปี ถึงแม้ว่านั่นมันจะจริงหรือไม่ แต่สำหรับฉัน จะไม่ประมาทอะไรอีกแล้ว ก็ฉันบอกแล้วไงว่า ต่อจากนี้ไป ฉันจะยอมเชื่อตัวฉันแล้ว
ทุกคนอย่ามีอคติอะไรกับฉันอีกเลยนะ อย่ามาโกรธกันอีกนะ ฉันไม่เคยคิดไม่ดีกับใครเลย ในเน็ตฉันก็ไม่รู้จักใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าใครเป็นใคร เพราะฉันไม่รู้จักใคร ฉันเข้ามาเพื่อเขียนเท่านั้น คนที่คิดอะไรฉันรู้ ใครทำอะไรฉันก็รู้ แต่ถามว่าฉันเอาคืนใหม ไม่หล่ะ ไม่แต่ว่า และเตือน สอน หรือแหย่เล่น
" แต่ตอนนี้ ชีวิตฉันมีเวลามาแล้วนะ แล้วทุกคนหล่ะ ทำงานเพื่ออะไร ทำอะไรและเพื่ออะไร คิดดีดีและก็ได้คำตอบเหมือนฉันนั้นหล่ะ ฉันเด็กคนหนึ่ง เดินลากเกี๊ยะ นึกอยากแต่งตัวก็เต็มที่ นึกอยากปอน ๆ ก็เอา นึกอยากอาทจัดไป นึกอยากหลากหลาย แต่ใจหน่ะคนเดิม หนักแน่นภายในใจ ถ้าได้เห็นฉันเขียนอีกนะ ก็มาอ่านตรงนี้ ก็จะรู้ว่า จริง ๆ เหมือนมีอะไร และจริง ๆ แล้ว ฉันเป็นคนไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ฉันพูด บางทีไม่พูด ฉันไม่มีอะไรเลย ฉันบอกพี่ ๆ ว่าอย่างนี้ เเล้วเขาก็เข้าใจถูก
( อ้อ ! อะไรก็ตาม ฉันไม่ขโมย เขาพาฉันไปดูอีกมิติหนึ่ง หรือไปเองก็ขอทาง ส่วนที่เหลือ คนเขานำมาให้ดู ไม่ว่าด้วยวิธีใหน แต่เขาเอามาให้ดูเอง แต่ถ้าเป็นตัวเอง ไม่เคยทำ ยังไม่เคยทำเลย )
ยังเศร้าอยู่บ้าง ไม่รู้อีกกี่วัน แต่รู้ว่าเดี๋ยวก็หาย ก็ผ่านไป แล้วจะได้มาทยอยเขียน ขอให้สบายดีค่ะ "
พิราบขาว
****************************
( เขียนไดอารี่ 51 และบันทึก003 ไล่เลี่ยกัน เขียนคืนวันที่ 8 ข้ามคืนเสร็จวันที่เก้า ตีไรก็ไม่เป็นไร แต่เขียนเสร็จด้วยหล่ะ)
ความคิดเห็น