

จนกว่าดวงดาวจะลาลับ-จำรัส ![]() |
“ สวัสดีไดอารี่เลิฝ สามวันกับการอ่อนล้า แบบว่า เพลียมากมาย “ เมื่อวานพวกเราข้ามฟาก แวะวัดอรุณ กับท่าเตียน ยามเย็นกินข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวที่ร้านติดแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งท่าเตียน จะว่าไปแล้ว ร้านนี้ชาวต่างชาติเยอะ พวกเราก็รวม ๆ ว่ากินอะไรก็ได้ ข้างถนน ก็โอเค คนเยอะก็เข้าร้าน พูดถึงราคาคนไทยนั่งได้สบาย เราสามสาว กินไปคุยกันไปพลาง สักพักคนไทยถามชาวญี่ปุ่นว่า “ พูดภาษาไทยด้วยเหรอเนี่ย “ พี่แกตอบทันควันว่า “ พูดได้นิดหน่อย แต่ไม่ค่อยเป็นสับประรดหรอก “ น่านเลยพี่น้อง เราได้ยินถึงกับอึ้ง นี่ขนาดไม่เป็นสับปะรด พูดชัดกว่าคนไทยหลายคนนั่น
เจ้าเพื่อนใหม่ เค้าเป็นเพื่อนของเพื่อน ดูท่าทางเกรงใจเรามากเลย อะไรก็ได้ ไปใหนก็ได้ ทั้งคู่ทำงานบริษัทกัน เจ้าบิ๊กเธอก็จะหาเวลาหยุดไปเที่ยวหลาย ๆ ประเทศ ถ่ายรูปเก็บกลับมาเป็นที่ระลึก ส่วนเจ้าตัวเล็กเธอมีแฟนอยู่อเมริกา เห็นว่ากลางปีทั้งสอง ก็จะเดินทางต่างแดน ส่วนใหญ่มีญาติอยู่ที่นั่นกัน
ก่อนแยกกันกลับ เจ้าตัวเล็กทำหน้าละห้อย เค้าเป็นคนสบาย ๆ น่ารักดี แคร์เพื่อน แคร์เราซึ่งเพิ่งเห็นหน้ากันแค่สองวันเอง ส่วนตัวแล้วกลับรู้สึกแปลกใจ ว่าทำไมตัวเองถึงได้เฉย ๆ อะไรก็ได้ ใจไม่เหมือนเก่า “ ตอนนี้ไม่อาวรณ์ ไม่อยากได้เบอร์โทร คิดเพียงว่า อะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็แล้วแต่ใคร เค้าอยากคุย หรือติดต่อกัน ก็ให้ที่อยู่กันไว้ สรุปว่า ทุกคนแลกเมล์ และเบอร์โทร
คนที่โทรมาคนแรกคือ น้องชายสวย เธอโทรมาบอกขอหยุด ลาครูให้ผมด้วยครับพี่ คนนี้บัดดี้คนแรก ส่วนเจนเป็นบัดดี้ของเราโดยตรง เจนเธออยู่นิวยอคส์ ทำธุรกิจส่วนตัว วันนี้ฮากันสองคนกับเจน คุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้บ้าง ตามสำเนียงที่เจ้าตัวพูดซะเร็ว เราว่าเราพูดชัดกว่าตั้งเยอะ เหอ ๆ นั่งคุยไป ในหัวก็คิดไปว่า “ ไม่ดีเลย ที่คนไทยต้องฟังฝรั่งฝ่ายเดียว ทำไมเค้าไม่คุยภาษาไทยบ้างนะ จะได้คนล่ะครึ่งทาง คิดไปเรื่อย รู้สึกได้เลยว่า มันก็ดีอยู่หรอกได้ภาษา แต่เหมือนเราต้องคอยพูดกันให้เข้าใจเค้าเป็นอันดับแรก โดยที่เค้าไม่ต้องพูดภาษาเราได้เลย แต่เราก็ต้องรู้ให้ได้สื่อให้ได้ว่า เค้าพูดอะไร เราจะพูดอะไร น่านเลยคนอย่างเราคิดไปได้มีคำถามไปเรื่อย ๆ “
..” เมื่อวานไหว้ครูที่นั่นแทนคุณครูทุกคนค่ะ ระลึกถึงเสมอ “ สองวันแล้วที่แม่ครูที่มานั่งกอดเอว รู้สึกว่า อืม ครูหลายคนจัง ตอนเที่ยงบะหมี่หมูแดงอร่อยดี ครูหญิงมานั่งด้วย แล้วก็จ่ายให้ แหะ ๆ แบบว่า คนน่ารักอ่ะน๊า ! คุยกับครูหลาย ๆ เรื่อง ถามไปมา ได้ความว่า ครูโยคะ ก็อยากให้เอาโยคะไทยไปสอนที่เมืองนอกด้วย ครูบอกว่างั้นนะ ก็เลยโอเคว่า จะเรียนโยคะไทย โยคะไทยคือฤษีดัดตนนั่นเอง ก็เราโยคะได้ปรกติ เพิ่มโยคะไทย น่าจะดี เห็นครูแนะนำมาก็น่าสนใจ ต้องไปเรียนที่วัดโพธิ์ ดีใจนะ เป็นหลักสูตรที่มีมาช้านาน ตามตำราไทย มีภาพหาดูได้ในวัดโพธิ์นั่นหล่ะ แหม่ะ ! ภูมิใจขนาดเลย อิ อิ ประมาณว่า งานนี้ท่าไม่ยากเพราะเป็นโยคะ
..วันนี้รู้ได้เต็ม ๆ เลยว่า “ ความเป็นตัวของ เป็นเกราะป้องกันตัวได้เป็นอย่างดี “ ถ้าคนเราขาดความเป็นตัวของตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง “ มัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน “ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ได้แต่เอนไปเอนมาตามกระแสโคลนตม(ภาพ สังคม ) ขาดการชั่งใจ สักพักคนรอบตัวอาจดูถูกเราเอาได้ แต่วันนี้ทำให้หลายคนมองต่างมุม และแยกแยะ เพราะเราได้ยินกับดู “ ดีใจนะ ที่เราหนักแน่น และเชื่อมั่นในตัวเอง “
“ ถึงแม้จะอยู่ในสังคมหลากหลาย เพื่อนมากมาย คนที่ดีต่อเรา ขณะเดินทาง บอกได้ว่า ทุกคนดีต่อเรา มีเมตตา ทั้ง ๆ ที่เราเฉย ๆ หน้าตาเฉยไม่ค่อยอะไร นอกจากเวลาเล่นกับเพื่อน ๆ ก็อย่างบ้า ฮากันไป โดยเฉพาะเล่นกับเจน เจนเค้าเป็นพี่ เธอเห็นเราเป็นเบบี้ จะให้นอนตักซะงั้น ฮา . แกล้งฝรั่งได้อย่างมันส์ ตีกันตุ๊บตั๊บ แต่ที่เล่นได้เพราะ เหมือนคุ้นเคยกัน ก็เล่นได้เหมือนกันทั้งคู่ ช่วงแรกเจนนิ่งเฉย แต่เราโก๊ะ ยิ้มร่า บ้าบอ เจนเอาด้วย สนุกดี แต่ก็อีกนั่นหล่ะ เราเป็นเพื่อนกันตอนนี้ ได้ความทรงจำที่ดี เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ถ้ากงล้อมันเคลื่อนกลับมาอีกครั้ง ไม่แน่ว่า เราอาจได้เจอกันอีก “ โชคดีค่ะเจน สำหรับเรา อะไรก็ได้ ไม่ได้ยึดติด “
. “ ถึงจะอย่างไร ก็ยังคิดถึงเรื่องเดิม ๆ ห้องสว่างโทรมา คุยกันนาน เล่าเรื่องความเป็นอยู่ พูดถึงหลาย ๆ เรื่อง แล้วเราก็พูดถึงเรื่อง ว่า แปลกใจตัวเอง ตอนนี้ กลับเป็นเหมือนเก่า กับเพื่อน ๆ ก็เฉย ๆ เค้าจะไปก็ไป เค้าจะจากก็จาก ไม่ได้ยึดติด ใจเราหรือนี่ แต่มันก็จริง ส่วนเรื่องที่น่าจะเฉยได้ ควรเป็นคุณ แล้วไปใหนนะ แต่ก็เอาเถอะ เพราะยังไม่ได้ปล่อยวางซะทุกอย่างนี่นา เคยห่างหาย หายไปได้พักเดียว แต่กลับมาวนเวียนอยู่ในวังวลเดิม คิดถึง เป็นห่วง ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ อยากหยุดคิดแล้วหล่ะ เพราะคิดมากมันก็เป็นทุกข์ ห้องสว่างบอกว่า “ เพราะจิตเราผูกพันธ์ เมื่อยังคิดถึงกันอยู่ก็ต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าตัวเองจะไม่รู้หรอกนะ แต่มันก็ไม่พ้นต้องวนกลับมา ก็คิดว่าสักวันเราคงได้เจอแต่สิ่งดีดีกันค่ะ ขับรถระวังบ้างนะ เราก็ยังเป็นคนเดิม ยังผูกพันธ์อยู่กับสิ่งเดิม จนกว่าจะหมดใจนั่นหล่ะ ถึงจะเดินทางต่อได้อีก มันก็เป็นเช่นนั้นเสมอ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง “
.คุยกับห้องสว่าง พูดถึงเรื่อง เราไปได้ไวเกิน อยากทำอะไรก็ได้อย่างเร็ว อยากได้อะไรมันก็โชคดีมาไวอย่างอึ้ง ครูหลายท่านก็ช่วยกันสนับสนุน ทำให้รู้สึกว่าปีนี้ปีของครูหรือไงนะ ดีใจค่ะ เพราะเราก็รู้สึกดี อบอุ่นนั่นหล่ะ
ไปไกลจังใจ กว่าจะกลับมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิมใหมนะ เศร้าจัง แต่ก็เอาเถอะ “ ชีวิตเป็นของเรา หัวใจเป็นของเรา “ ทำอะไรก็ดีทั้งนั้นหล่ะ เพื่อชีวิตที่ไม่รู้ว่าเราจะได้เห็นกัน ทำดีต่อกันได้เพียงใด ขนาดว่าเราอยู่ใกล้กัน เห็นกันอยู่ ก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้แก่กันเท่าที่มันน่าจะมีเพลาเวอร์ มากพอ ๆ กับหัวใจตัวเองซะด้วยซ้ำ “ หากฉันรู้สักนิดว่า ความต้องการแท้จริงของใคร เป็นแบบใหนกันแน่ ถ้าฉันรู้ตรง ๆ ว่าจริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นอย่างนั้นใหม ฉันจะไม่ถามอะไรอีกเลย แต่นี่ ฉัน ไม่รู้ ว่าแท้จริงแล้ว ตัวฉันเองนี่หล่ะ ควรจะทำอะไรให้บ้าง ทำไมไม่บอกกันตรง ๆ ก็เท่านั้นเอง จนวันนี้ ฉันต้องเดินทางไป แต่ฉันก็จะกลับมา
มาทำงานของฉันให้เต็มที่ และมาดูสิว่า
“

ความคิดเห็น