[เต้ตี๋] บ้านไร่อุ่นไอรัก [จบ]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 10,402 Views

  • 98 Comments

  • 127 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    660

    Overall
    10,402

ตอนที่ 2 : เด็กขี้ฟ้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 414
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    15 ต.ค. 61





     'คุณป๊ารักหนูที่สุดในโลก' นั่นคือคำที่คุณป๊าพร่ำบอกผมมาตั้งแต่เล็กจนโต ผมเป็นลูกคนที่คุณป๊ารักมากที่สุดมาตลอดจนกระทั่งเมื่อหลายวันมานี้ผมก็กลายเป็นหมาหัวเน่าแบบไม่รู้ตัว
     ผมนะงอนก็แล้ว ประท้วงโดยการไม่กินข้าว ไม่คุยกับคุณป๊าก็แล้ว แล้วดูสิผลเป็นยังไง...สุดท้ายก็ถูกตัดบัตรเครดิตตามคำขู่ แถมห้องนอนที่ใช้ซุกหัวนอนทุกวันยังโดนคุณป๊าตามช่างมาติดแม่กุญแจไม่ให้ผมเข้าไปนอนอีก นอกจากนั้นไม่พ๊อออ คุณป๊าสั่งสาวใช้ว่าห้ามให้ข้าวให้น้ำหรือรับคำสั่งผมเด็ดขาด พอผมไม่มีปัจจัยสี่แล้วผมถึงต้องจำยอมเก็บกระเป๋ามาเชียงรายตามที่คุณป๊าบัญชา
     ผมยืนโดดเดี่ยวอยู่หน้าสนามบินเชียงราย ไม่มีแม้แต่คนช่วยยกกระเป๋าด้วยซ้ำ คุณป๊าใจร้ายมากที่ส่งผมมาเผชิญโลกอันโหดร้ายคนเดียว นอกจากนี้ผมยังโดนไอ้เมษเทอีก ดีนะที่มันยังโทรมาง้อผมเป็นระยะ ผมก็เลยไม่โกรธมันมาก
     'น้องตี๋ถึงไหนแล้วบอกคุณป๊าหน่อย' ผมกดอ่านข้อความที่ถูกส่งมาในไลน์ก่อนจะกดปิดไปอย่างหงุดหงิด ในเมื่อคุณป๊าไล่ผมออกมาจากบ้านขนาดนี้แล้วจะมาสนใจผมทำไมอีก!
     'ตอบคุณป๊าหน่อย คุณป๊าเป็นห่วง' ข้อความถูกส่งตามมาอีกครั้งเมื่อผมไม่ยอมตอบ ผมจึงกดปิดการแจ้งเตือนทุกอย่างและกำลังจะปิดโทรศัพท์เพื่อไม่ให้คุณป๊าสามารถติดต่อผมได้ แต่ไอ้เมษมันดันโทรมาซะก่อน
     "ไง" ผมทักทายสั้นๆ แม้จะโกรธมันแค่ไหนแต่ผมก็ต้องเก็บมันไว้ในในฐานะเพื่อนมนุษย์เพียงคนเดียวที่มี ถ้ามันเกิดไม่ง้อขึ้นมาอีกคน ผมต้องตายแน่ๆ
     (ถึงยังตี๋)
     "คุณป๊าใช้ให้มึงโทรมาถามใช่มั้ย"
     (...ก็ใช่ แต่กูก็เป็นห่วงมึงด้วยไง) 
     "เชอะ"
     (ตอบกูมาเร็วๆ ว่าถึงไหนแล้ว ทุกคนเป็นห่วงมึงนะเนี่ย) มีแค่เมษกับคุณป๊านี่ใช้คำว่าทุกคนได้ด้วยเหรอฟะ
     "กูถึงสนามบินเชียงรายแล้ว" ...งอนนะแต่ยังมีเยื่อใย
     (กำลังจะไปสวนส้มต่อเหรอ)
     "อือ เห็นคุณอาชัยโรจน์บอกว่าจะส่งคนงานมารับ"
     (ก็ไม่ได้เลวร้ายนี่หว่า มีคนมารับมาส่งด้วย)
     "ไม่งั้นจะให้กูโหนรถสองแถวเข้าไปหรือไง ของก็เยอะเนี่ย กูเริ่มปวดหัวแล้วด้วย" ผมพูดอย่างหัวเสีย สงสัยเพราะตื่นเช้าเกินไปแน่ๆ
     (มึงเป็นคนหรือเยลลี่เนี่ย ทำไมปวกเปียกจัง)
     "ถ้ามึงด่ากูอีกคำกูจะวางละนะ"
     (เอาน่า แป๊บเดียวก็เปิดเทอมแล้ว อดทนหน่อย)
     "มึงก็พูดได้สิ มึงไปเที่ยวปารีสสบายใจเฉิบแล้วนิ"
     (กูมาช่วยที่บ้านทำงาน)
     "นั่นแหละ อยากอยู่ปารีสนักก็อยู่ไปเลย ไม่ต้องมาเห็นแก่มิตรภาพกว่าสิบปีของเราหรอก"
     (อย่าดราม่าน่า มึงจะเอาอะไรเดี๋ยวกูซื้อไปฝากทุกอย่างเลย)     
     "คิดว่ากูเห็นแก่ของฝากเหรอ" ผมก็มีศักดิ์ศรีนะ!
     (จะถามครั้งสุดท้ายนะจะเอาไร)
     "น้ำหอม!"
     (เออก็แค่นั้น มึงลองคิดในแง่ดีดิ อยู่ในป่าในเขาอากาศสดชื่นทำให้ปอดมึงสะอาด ผิวมึงก็จะดีขึ้นด้วย)
     "ใช่เหรอวะ"
     (ขนาดพวกดาราเวลาเขาหยุด เขายังไปพักผ่อนต่างจังหวัดเลย รับอากาศบริสุทธิ์ไงมึง)
     "กูจะพยายามคิดอย่างนั้นแล้วกัน"
     (สู้ๆ นะจ๊ะที่รัก เดี๋ยวเค้ากลับจากปารีสแล้วจะรีบไปรับ) ขนลุกวุ้ย!
     "รีบๆ มาแล้วกัน ไม่งั้นเราเลิกกัน!" ผมก็เล่นตามน้ำไปเพื่อคลายเครียดและคุยกับไอ้เมษต่ออีกสักพักจนกระทั่งมันขอตัวไปเข้าเกตเพื่อขึ้นเครื่อง ส่วนผมจากที่ยืนอยู่ก็เปลี่ยนเป็นนั่งยองๆ ข้างกระเป๋าเดินทางแทนเพราะเริ่มเมื่อย รอมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ไม่เห็นว่ามีใครหน้าไหนโผล่มาแสดงตัวเลยสักคน แถวนี้ก็ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งอีก บ้าชะมัด 
     ถ้าจะให้คะแนนความประทับใจแรกก็เอาไปเลยศูนย์ ไม่รู้จักตรงเวลากันบ้างเลย หรือผมควรโทรไปฟ้องคุณอาชัยโรจน์ดี
     ครืดๆๆๆ~ ผมหันไปตามเสียงลากกระเป๋าก่อนจะตกใจสุดขีดเพราะกระเป๋าเดินทางผมหายวับไปกับตา พอหันไปทางด้านหน้าถนนถึงเห็นว่ามีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ขโมยกระเป๋าเดินทางของผมไปหน้าตาเฉย ใบนั่นเกือบสามหมื่นเลยนะ  นี่ผมจะเจอเรื่องซวยตั้งแต่วันแรกเลยเหรอเนี่ย!!
     "เฮ้ย เอาคืนมานะโว้ยย" ผมรีบวิ่งตามไป หมอนั่นก็เดินไวมาก แป๊บเดียวกระเป๋าเดินทางของผมก็ถูกโยนไว้บนท้ายรถกระบะลวกๆ ผมถลาเข้าไปเอาขวดน้ำในมือตัวเองฟาดไอ้โจรชั่วทันที ขโมยกระเป๋าผม ผมไม่ว่า แต่ถ้าทำกระเป๋าถลอก แกตาย!! มันร้องเสียงหลงส่วนผมก็ฟาดไม่เลี้ยงด้วยความโมโห เกิดความวุ่นวายขนาดย่อมด้านหน้าสนามบินจนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบวิ่งมาดู
     "โอ๊ยยย ปล่อยย"
     "มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าครับ"
     "โทรแจ้งตำรวจให้ที นายคนนี้ขโมยกระเป๋าผม" ผมใช้มือกระชากคอเสื้อหมอนั่นไว้แน่นแล้วหันไปบอกพี่รปภ.
     "ไม่ต้องแจ้ง รู้จักกันนน" ผมได้ยินไอ้หัวขโมยตะโกนลั่น
     "รู้จักบ้าอะไร!" หมอนั่นรีบหันหน้ามาสบตาผม
     คิ้วเข้ม ตาโต จมูกโด่ง ผิวสีน้ำผึ้งแบบนี้นี่มัน...
     "จำได้ยัง" 
     ...มิจฉาชีพชัดๆ หน้าตาก็ดี ไม่น่าเป็นโจรเล๊ย!
     "จับไปเลยครับ ผมไม่รู้จัก" ผมยืนยัน 
     "ฉันมาจากสวนส้ม มารับนาย" ในระหว่างที่พี่รปภ. กำลังจะรวบตัวหมอนั่นไป เขาก็โพล่งขึ้นมา ผมหันขวับไปมองทันที หมอนั่นเองก็มองผมกลับมาด้วยสายตาเคืองๆ เช่นกัน
     "อ้าว ตกลงรู้จักกันใช่มั้ยครับ" 
     "รู้จักครับ แค่เข้าใจผิดเฉยๆ" พี่รปภ. ทำหน้าสบายใจและปล่อยให้พวกเราอยู่กันสองคน "เอาขวดน้ำฟาดมาได้ เจ็บชะมัด!" เขาบ่น
     "ก็สมควรแล้ว มารับแล้วทำไมไม่บอก อยู่ๆ มาเอากระเป๋าไป ใครจะไปรู้กับนายด้วย!" ผมโวยเมื่อรู้สึกว่าไม่ใช่ความผิดของผม
     "ก็นึกว่าจะจำได้"
     "ฉันจะไปจำอะไรได้ ไม่เคยเจอกันสักหน่อย" หมอนั่นก็เลยเงียบไป
     "...เอาเป็นว่าฉันมารับก็แล้วกัน" เขาถอนหายใจแล้วเดินไปขึ้นรถฝั่งคนขับ ผมก็เลยรีบเดินตามไป "เอ้า ไปที่ของตัวเองสิ"
     “ฉันจะรู้ได้ไงว่านายเป็นคนจากสวนส้มอะ ฉันไม่ยอมตามคนแปลกหน้าไปไหนมาไหนง่ายๆ หรอกนะ เอากระเป๋าฉันคืนมาด้วย"
     “หวงจริงนะ ไอ้กระเป๋าน่ะ ดูซะ” เขาตบที่ข้างรถกระบะคันสีขาว ตรงนั้นมีสติกเกอร์อันใหญ่เบิ้มแปะไว้ว่าสวนส้มกรีพลฤกษ์พร้อมด้วยโลโก้รูปต้นส้มขนาดยักษ์ เรียกว่ามองเห็นในระยะร้อยเมตรแน่นอน... “ขึ้นรถมาสิคุณหนู” นายนั่นพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
     หนอยแน่ะ!! ถ้าไม่ติดว่าต้องอาศัยรถเข้าสวนไปด้วยฉันไม่มีวันไปกับนายหรอกโว้ย!
     ผมเดินฉับๆ ไปขึ้นรถก่อนที่หมอนั่นจะสตาร์ทรถออกไปโดยไม่บอกกล่าว ผมนี่คว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดแทบไม่ทัน ภาพบรรยากาศแห่งความเจริญค่อยๆ หายลับไปจากสายตาแทนที่ด้วยความป่า! มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ นานน๊านจะเห็นบ้านคนสักหลัง แต่มันก็ไม่ได้ต่างจากภาพที่ผมจินตนาการเอาไว้นักหรอก ผมควักมือถือมาดูสัญญาณเพื่อความสบายใจ เอ้อ ยังดีที่มีเน็ตให้ใช้
     Rrrrrrrr คุณป๊าโทรมาอีกแล้วสงสัยจะโทรมาช่วยผมเช็คสัญญาณโทรศัพท์
     ผมถอนหายใจ เก็บโทรศัพท์ไว้ที่เดิมแล้วหันไปถามคนข้างๆ ที่เพ่งสมาธิกับการขับรถอย่างเดียว “นายชื่ออะไร”
     “จะอยากรู้ไปทำไม”
     “บอกมาเหอะน่า”
     “ดาวิชญ์”
     “โอเค นายดาวิชญ์” ผมก็จำเอาไว้ฟ้องคุณอาชัยโรจน์ไงล่ะ จะฟ้องให้หมอนี่โดนหักเงินเดือนเลยคอยดู
     ระหว่างทางเกือบชั่วโมงเราไม่ได้คุยอะไรกันมาก จริงๆ เรียกว่าไม่ได้คุยเลยจะดีกว่าหลังจากที่ผมถามชื่อเขาไป แต่ก็ดีแล้วล่ะ
     แท่กๆๆ~ เสียงไรฟะ เกิดเสียงประหลาดอยู่ร่วมนาทีจนกระทั่งไอ้รถขนส้มนี่มันจอดแน่นิ่งอยู่ข้างถนน
     "รถเป็นไร"
     "เครื่องดับ" เขาพยายามบิดกุญแจรถอีกครั้งแต่ก็มีเพียงความเงียบงัน
     "ก็แล้วทำไมไม่เอารถดีๆ มารับฉันล่ะ นี่มันรถบุโรทั่งชัดๆ" เรื่องนี้ต้องถึงหูคุณอาชัยโรจน์!
     "อย่าดูถูกรถคันนี้เชียวนะ มันอยู่มาก่อนนายเกิดอีก"
     "โหหหห มิน่า" หมอนั่นไม่สนใจผมแล้วเดินลงจากรถไปเปิดกระโปรงรถดู ผมนั่งกอดอกอยู่ที่เดิม นั่งอยู่นานจนรู้สึกเหมือนรถกลายเป็นตู้อบซาวน่าขนาดย่อมก็เลยต้องเปิดกระจกโผล่หน้าออกไปรับลมข้างนอก 
"เสร็จยังง ร้อนนน" 
     "สงสัยต้องตามช่าง" ว้าเว้ย ทำไมอุปสรรคมันเยอะอย่างนี้
     "นายนี่นะ ทำไมไม่รู้จักตรวจเช็คเครื่องก่อนออกเดินทาง"
     "ถ้ารีบนักก็เดินไปเอง"
     "แล้วมันอยู่ทางไหนฉันจะไปรู้มั้ย"
     "ก็เดินไปตามถนนเนี่ย ตรงไปอย่างเดียวก็เจอเลย"
     "ไกลอะ ไม่เอา"
     "ไม่ไกลห้านาทีก็ถึง"
     "จริงเหรอ"
     "เห็นป้ายใหญ่ๆ นั่นมั้ยที่เขียนว่าสวนส้มกรีพลฤกษ์อะ" เออจริงด้วย เรามาถึงหน้าสวนแล้วนี่น่า "เดินเข้าไปก่อนสิ จะได้ถึงบ้านไปพักก่อน รอช่างมาคงอีกนาน” ก็ดูเป็นความคิดที่ดี ผมอยากเอนกายลงบนเตียงนุ่มๆ จะแย่ ปล่อยให้นายนั่นรอช่างไปคนเดียวละกัน
     ผมคว้ากระเป๋าใบเล็กมาสะพายแล้วเดินไปตามถนน พอหันไปด้านหลังก็เห็นนายดาวิชญ์กำลังโบกมือบ๊ายบายมาให้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าหมอนั่นมันเพี้ยน
     ผมเดินอยู่ท่ามกลางแดดเปรี้ยงในช่วงสายจนผิวขาวๆ เกือบจะไหม้เท่าหมอนั่น เดินมานานราวๆ ยี่สิบนาทีแล้วก็ไม่เห็นแม้แต่วี่แววของบ้านหลังที่ว่าสักที ซ้ายขวาก็มีแต่ต้นไม้ หรือผมควรเดินกลับไปหาผู้ชายคนนั้นดี
     ฟิ้ววววว เฮ้ยรถ!! ผมกระโดดเหยงๆ พลางโบกมือให้รถคันที่กำลังขับมาจอดรับ แต่รถคันนั้นกลับขับผ่านผมไปเร็วมาก และถึงจะเร็วแค่ไหนแต่ผมก็สังเกตได้ว่ามันมีสติกเกอร์แปะว่า สวนส้มกรีพลฤกษ์ นายดาวิดดดดด!!! 
     ผมรีบเดินให้เร็วที่สุดแต่เดินยังไงก็ไม่พ้นไอ้ต้นไม้บ้าพวกนี้สักที โชคดีที่มีคนขี่จักรยานผ่านมาเป็นคุณลุงคนหนึ่งท่าทางใจดี พอแกรู้ว่าผมจะเข้าไปที่บ้านของคุณอาชัยโรจน์แกก็ให้ซ้อนท้ายมาด้วย คุณลุงชมเปาะว่าผมแข็งแรงมากที่เดินเข้าสวนด้วยขาทั้งสองเพราะปกติพวกชาวบ้านเขาก็ใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์กันทั้งนั้น...
     ...ผมถึงได้รู้ว่าผมโดนหลอกกก
     ผมถึงบ้านหลังที่ว่าในไม่กี่นาทีต่อมาในสภาพเหงื่อโซมกาย หน้าโดนแดดเผาจนแสบไปหมด แผ่นหลังผมก็เปียกจนชุ่ม และเจอหมอนั่น คนที่ทิ้งผมไว้หน้าสวนกำลังยกกระเป๋าลงจากท้ายรถกระบะอย่างสบายอารมณ์ "นี่นาย!!"
     "มาแล้วเหรอ เร็วจัง"
     "เร็วบ้าอะไร ฉันเดินมาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง นี่ถ้าไม่เจอคุณลุงให้ติดจักรยานมาด้วย ฉันคงเป็นลมอยู่กลางทาง!" ผมโวยแบบไม่พักหายใจพร้อมปาดเม็ดเหงื่อออกจากใบหน้า ส่วนเขาก็ยังทำหน้าไม่ทุกข์ร้อนเหมือนเดิม
     "แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่รับฉันขึ้นมาด้วยยย!"
     "ไหนอะ ไม่เห็นจะเห็นเลย"
     "จะไม่เห็นได้ยังไง ฉันโบกจนรักแร้จะขาด นายก็ขับรถผ่านฉันไป!"
     "อ้าวนั่นนายเหรอ นึกว่าเพลี้ยกระโดด" หนอยย! เพลี้ยกระโดดคืออะไรวะ! ผมไม่รู้แต่ก็โมโหมาก
     "แกล้งทำเป็นรถเสียเพื่อทิ้งฉันไว้กลางทางใช่มั้ย ได้ ฉันจะฟ้อง!" ผมชี้หน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
     "ฟ้องใคร"
     "ฟ้องคุณอาชัยโรจน์เจ้าของสวนไง นายโดนไล่ออกแน่!"
     "หูยกลัว" เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วแกล้งทำเป็นตัวสั่น
     "หนุ่มๆ มากันแล้วเหรอ ขึ้นมาบนบ้านสิ" ผมได้ยินเสียงสุขุมดังขึ้นจากปลายบันไดบ้าน ผมเองจึงไม่รอช้าที่จะวิ่งขึ้นไปหาทันที
     "สวัสดีครับคุณอา"
     "โอ้โห ทำไมเหงื่อเต็มตัวแบบนี้ล่ะ แอร์ในรถเสียเหรอ" คุณอามองผมอย่างตกใจ
     "ก็ผู้ชายคนนั้นน่ะสิครับ เขาแกล้งตี๋!! คุณอาต้องจัดการให้ตี๋นะ"
     “ไปแกล้งเขาทำไม น้องพึ่งลงเครื่องมาเหนื่อยๆ!" คุณอาหันไปเอ็ดร่างสูงที่เดินตามขึ้นมาบนบ้าน
     “เขาแกล้งตี๋ตั้งแต่ที่สนามบินแล้วครับ ทำกระเป๋าตี๋เป็นรอย แล้วยังทิ้งตี๋ไว้หน้าทางเข้าสวนอีก” ผมได้โอกาสก็ฟ้องทันที คราวนี้ไม่รอดแน่นายดาวิชญ์ “ต้องไล่ออกสถานเดียวเลยครับ”
     “เอ่อ ไล่ไปไหนลูก”
     “ไล่ออกจากสวนไงครับ คนงานไม่เคารพเจ้านายแบบนี้หรือหักเงินเดือนเพื่อตักเตือนก่อนก็ได้”
     “คือว่าอาอาจจะลืมบอกเราไป แต่นั่นลูกชายของอาเอง ตอนเด็กๆ เราก็เคยเจอพี่เต้เขาอยู่นะแต่อาจจะจำกันไม่ได้”
     ว่า-ไง-นะ นี่พี่ดำเหรอ! ตอนนั้นยังเป็นเด็กตัวดำฟันเหยินอยู่เลยเถอะ ไม่มีทางที่จะเป็นคนเดียวกันไปได้หรอก
     "ตี๋ว่าไม่ใช่นะครับ ตี๋ไม่เคยเจอผู้ชายคนนี้สักหน่อย"
     "น้องตี๋จ๊ะ มาดูนี่มา" หมอนั่นทำเสียงหวานกวักมือเรียกผมให้เดินไปตรงชั้นวางของ ชั้นบนสุดนั้นมีกรอบรูปหลายอันวางอยู่ หนึ่งในนั้นมีภาพของผมทำหน้างอนอยู่ข้างๆ คุณป๊าถัดไปเป็นคุณอาชัยโรจน์และเด็กผู้ชายตัวดำอีกคน นั่นไง พี่เต้ตัวดำ...พี่เต้ ดาวิชญ์ แย้กกก! ทำไมผมถึงจำชื่อจริงเขาไม่ได้ตั้งแต่ตอนอยู่บนรถเนี่ย
     "แสดงว่าเข้าใจผิดกันไปหมด นี่พี่เต้ลูกชายอาเองนะส่วนนี่ก็น้องตี๋ลูกชายของคุณธนาธรนะ รู้จักกันไว้สิลูก จริงๆ ตอนเด็กก็เคยเจอกันแล้วเนอะ" ผมก็ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้คุณอาก่อนจะรีบพับโครงการไล่ตาคนนี้ออกจากไร่
     "เราสองคนนี่เหมือนตอนเด็กจริงๆ ชอบเถียงกัน หยอกกันเล่นแบบนี้แหละ"
     หยอก! คุณอากล้าเรียกสิ่งนี้ว่าหยอกเรอะ ให้ผมเดินเท้าเข้าสวนมาตั้งเกือบห้ากิโล
     ฝ่ายนั้นเหลือบมองมาทางผมพลางยกคิ้วแล้วขมุบขมิบปากโดยไม่ออกเสียงมาให้ 'เด็ก-ขี้-ฟ้อง'
     ไหนใครว่าผมร้าย หมอนี่มันร้ายกว่าผมอีก!


_________________________
ไม่ต้องเป็นห่วงพี่เต้นะคะ พี่เต้รับมือได้เพราะพี่ร้ายกว่า 555555
ปล.ถ้ามีคำผิดขอโทษด้วยนะคะ ไรท์พยายามเช็คแล้วแต่อาจมีหลุดไปบ้าง
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #49 ked (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 16:05

    ชอบพี่แต่คนรว้ายรว้าย เพราะในชีวิตจริงสู้ตี๋ไม่ได้สักที 5555

    #49
    0
  2. #14 ยุ้ย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 13:42

    เห็นแบบนี้แล้วสงสารตี๋อ่ะ

    #14
    0
  3. #12 Peachy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 00:13

    พี่เต้เวอร์นี้ร้ายกาจอ่ะ55555 แกล้งน้องก่อนตั้งแต่เจอกันเลย ลับฝีปากกันสนุกแน่ ^~^

    #12
    1
    • #12-1 Spicky (@nooksingto) (จากตอนที่ 2)
      16 ตุลาคม 2561 / 08:14
      ถ้าไม่ร้ายเดี๋ยวเอาน้องไม่อยู่ค่ะ 5555
      #12-1
  4. #11 Aileen_04 (@Aileen_04) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 22:06
    พอๆกันล่ะค่ะ ตี๋ตี๋ว่าร้ายแล้ว พี่เต้ร้ายกว่า ถถถถ55555
    #11
    1
    • #11-1 Spicky (@nooksingto) (จากตอนที่ 2)
      15 ตุลาคม 2561 / 22:09
      แบบนี้จะได้สมน้ำสมเนื้อค่ะ 555
      #11-1
  5. #10 lew180849 (@lew180849) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 22:03

    รออยู่นะคะ
    #10
    1
    • #10-1 Spicky (@nooksingto) (จากตอนที่ 2)
      15 ตุลาคม 2561 / 22:09
      ขอบคุณค่า <3
      #10-1
  6. #9 hello_sosai (@hello_sosai) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 21:41
    โอ้ยยยตี๋ๆเจอหนักเเน่เลย
    #9
    1
    • #9-1 Spicky (@nooksingto) (จากตอนที่ 2)
      15 ตุลาคม 2561 / 21:51
      ไม่น่ารอดเกินสามวัน
      #9-1