ไขความลับแห่งเวลส์ ภาค ผจญภัยสู่ดินแดนเหนือนภา

ตอนที่ 2 : จุดเริ่มต้นของความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 พ.ค. 55

หลังจากทานอาหารกันเสร็จ ลูน่า ก็ไปอาบน้ำ
    
เมื่อลูน่าอาบน้ำเสร็จ ก็เช็ดผมจนแห้งกำลังดี ไม่ชื้นเกินไป และก็รีบมาอ่านหนังสือต่อ
เอ ถึงหน้า ... หนึ่งร้อย ... สี่สิบแปด กระมัง ลูน่า คิดเองเออเองคนเดียว ด้วยความไม่แน่ใจว่าตัวเองอ่านถึงหน้าไหน ก็เปิดหนังสือไปหน้าที่ตัวเองคิดไว้อย่างบรรจง เพราะหนังสือนั้นเก่ามากแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะมีอายุมากกว่าตัวของเธอเองหรือไม่ และกระดาษก็นิ่ม จับขาดง่าย เลยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ พอเปิดมาก็ใช่พอดี เธอดีใจอย่างมากที่ตัวเองจำได้ว่าอ่านถึงหน้าไหน เพราะปกติจะไม่เคยจำได้สักที
    
ที่อ่านมาร้อยกว่าหน้า ก็ไม่ค่อยจะจำได้ อ่านใหม่ดีกว่า ลูน่าคิดซ้ำไปซ้ำมา และแน่ใจแล้วว่าตัวเองจำเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้สักเท่าไร จึงตัดสินใจจะอ่านไปอีกรอบ

     โลกของเรา ทุกสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า มีเพียงห้วงที่ว่างเปล่า เรียกว่า กินนุนกากับ ซึ่งแบ่งออกเป็นด้านเหนือกับด้านใต้ ด้านเหนือ คือ ดินแดนนิฟเฟลเฮม เป็นโลกแห่งน้ำแข็ง ส่วนทางใต้ คือ ดินแดนแห่งเปลวเพลิงมัสเปลเฮม ซึ่งเป็นที่อยู่ของยักษ์เซิร์ทที่ถือดาบแห่งเพลิง คอยนั่งตีดาบ ทำให้ประกายไฟจากการตีดาบลองเข้าไปในห้วงลึกทุกวัน เมื่อดินแดนทั้งสองมาเจอกัน ก็เกิดการรวมตัว เกิดเป็นยักษ์ตนหนึ่ง นามว่า อีมีร์ ส่วนสิ่งที่เกิดจากการหลอมละลายของน้ำแข็ง คือ นางวัว โอดฮัมลา ซึ่งต่อมา ยักษ์อีมีร์คนนี้ ก็คือบรรพบุรุษที่ให้กำเนิดลูกหลานยักษ์ ส่วน นางวัวก็ให้กำเนิดมนุษย์ได้แก่ บูรี บอร์ และ เบสตลา ซึ่ง ต่อมา บอร์ และ เบสตลา ก็กำเนิดบุตรชายสามคน ได้แก่ โอดิน วิลี และ เว ซึ่งต่อมา ซึ่งก็คือต้นเหตุสงครามวันสิ้นโลก แร็กนาร็อค ในเวลาต่อมานั่นเอง

     โอ้โห นี่แค่เกริ่นก็น่าสนุกแล้ว แล้วสงครามแร็กนาร็อคฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะนา ก็ต้องฝ่ายดีอยู่แล้วนี่นา ลูน่า ถามเอง ตอบเอง ด้วยความที่ตื่นเต้น อยากจะรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป แต่แล้ว ป้าแอนนา ก็เดินขึ้นมาและเปิดประตู มือซ้ายถือแก้วชาสุดเรียบง่าย แต่ก็ดูดี ส่วนมือขวาถือนมที่อุ่นกำลังดี
     “
อ่านเรื่องไรเหรอจ๊ะ นี่นมจ้ะป้าแอนนาเดินเข้ามานำแก้วที่มีนมวัวอุ่นๆมาวาง พร้อมกับลูบหัว และถามถึงเรื่องที่ ลูน่า อ่านอยู่ด้วยความสงสัย เนื่องจากเห็นท่าทางของหลานสาว ดูสนใจเรื่องราวนี้เป็นพิเศษมากกว่าเรื่องอื่นๆที่ได้เห็นมา
     “
แร็คนาร็อค สงครามวันสิ้นโลกค่ะลูน่า เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ด้วยความไร้เดียงสา และหันไปหยิบนมวัวที่กำลังอุ่นๆขึ้นมาเป่าให้หายร้อน แล้วป้ารู้หรือเปล่าคะ ว่าสุดท้ายสงครามใครเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายเทพใช่ไหมคะลูน่า ดื่มนมไปเพียงอึกเดียว ก็อยากรู้เกี่ยวกับผลสุดท้ายของสงคราม จึงเงยหน้าขึ้นมาถามป้าแอนนาด้วยความสงสัย
     “
เอ ... ขอนึกก่อนนะจ๊ะป้าแอนนาก็วางแก้วชาสุดเรียบง่ายบนโต๊ะอ่านหนังสือ ก่อนที่จะนำนิ้วชี้ข้างขวามาไว้ที่คาง แล้วนึก ... ลูน่า ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น เพราะอยากรู้ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายชนะเหรอ ... อ๋อ ฝ่ายยักษ์จ้ะสิ่งที่ ลูน่า ได้ยินนั้น ถึงกับทำให้เธอตกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่า ฝ่ายเทพจะเป็นฝ่ายแพ้
     “
ลูน่า ... ลูน่า เป็นอะไรไปจ๊ะป้าแอนนาเขย่าแขนลูน่า เนื่องจากเห็นสายตาของเธอเหม่อลอย และดูเศร้าโศกยังไงไม่รู้ แต่ก็ทำให้ ลูน่า หลุดจากจินตนาการของเธอ ที่คิดไปไกลเองว่า สงครามวันสิ้นโลก จบเช่นไร ถึงจะแพ้ แต่ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมจ้ะป้าแอนนาก็ปลอบใจพร้อมกับเข้าไปกอดเธออย่างอบอุ่นเพราะรู้ว่า ลูน่า เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใด
     “
จริงหรือคะ ที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมลูน่า ก็เงยขึ้นถาม พร้อมกับเช็ดน้ำตา แต่ก็ยังเศร้าใจอยู่บ้าง พร้อมกับสงสัยว่า เมื่อฝ่ายเทพเป็นฝ่ายแพ้แล้ว ทำไม ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม จึงทำให้เธอรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
ใช่จ้ะ ทุกอย่างก็กลับมาสงบสุข นี่ก็ดึกแล้ว ดื่มนมแล้วนอนเถอะจ้ะป้าแอนนาก็กลัว
ลูน่า จะคิดอะไรที่ทำให้ปวดหัว เพราะรู้ว่า ลูน่า นั้นเป็นเด็กสาวที่ชอบคิดจินตนาการเรื่องราวมากถึงมากถึงมากที่สุด ก็เลยรีบบอกให้เธอเข้านอน
    
เมื่อ ลูน่า เริ่มง่วงและเอนตัวนอนลงไป ป้าแอนนาก็ดับไฟที่ตะเกียง และเอื้อมมือไปหยิบแก้วชาและแก้วนมที่หมดแล้วอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะค่อยๆย่องออกจากห้องนอนไป

...

     “ทำอย่างไรดีคะ รู้สึกว่าเจ้าพวกยักษ์จะเริ่มเหิมเกริมขึ้นทุกวันๆแล้วค่ะเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง ได้ดังขึ้นมาจากเงามืด เสียงของผู้หญิงคนนั้น เป็นเสียงที่อ่อนหวาน และแข็งแกร่ง ดุจดอกกุหลาบที่มักจะมีหนามแหลมๆไว้เพื่อป้องกันตัว
     “
นั่นใครน่ะ แล้วทำไมที่ไหนมืดจัง ที่นี่ที่ไหนกันลูน่า ตะโกนออกไปด้วยความสงสัยท่ามกลางความมืด สายตาของเธอไม่เห็นแสงสว่างหรืออะไรเลย เห็นเพียงแต่ความมืดที่ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งดูว่างเปล่า
     “
ต้องรีบฝึกให้ผู้กล้าแห่งวัลฮัลลาแข็งแกร่งกว่านี้ !!สักพัก หลังจากที่ ลูน่า ตะโกนออกไป ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เป็นเสียงของผู้ชายที่ดูน่าเกรงขาม และยิ่งใหญ่อย่างบอกไม่ถูก อีกไม่นาน สงคราม แร็กนาร็อค ก็จะประทุเข้าไปทุกทีๆแล้วสินะเสียงผู้ชายคนนั้น พูดขึ้นอย่างเสียงดังก้องกังวานอย่างมาก เหมือนเสียงระฆังของโบสถ์คริสต์ที่เมื่อตีก็จะมีเสียงที่กังวาน
    
นั่นใคร เหล่าทวยเทพหรือเปล่านะ ระหว่างที่ ลูน่า กำลังคิดอยู่ว่า เสียงที่ดังออกมานั้นเป็นเสียงของเหล่าทวยเทพหรือเปล่า เธอกำลังจะเอ่ยขึ้นพูดถามอีกครั้ง เผื่อจะมีคำตอบ ตอบกลับมา ก็เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างดึง ลูน่า จากด้านหลังของเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มืดมิด ก็เริ่มมีแสงสว่างขึ้นจากที่ห่างไกล จะว่าจากจุดสุดสายตาของเธอเลยก็ว่าได้ จนเห็นภาพเลือนราง ซึ่ง ลูน่า ก็มองไม่ชัดว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร รู้แค่ว่า เป็นสิ่งที่ดูสวยงามมากเท่านั้นเอง ร่างของเธอถูกดึงเร็วขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแสงสว่างที่มากขึ้น จนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ภาพเลือนรางก็กลายเป็นสีขาว แสบตา เพียงชั่วพริบตา

...

     สงคราม แร็กนาร็อค ใกล้จะประทุทุกทีๆแล้วสินะ นี่คือคำพูดสุดท้ายที่เธอได้ยิน ก่อนจะตื่น
ลูน่า ลุกขึ้นมาบนเตียง นึกคิดทบทวนทุกสิ่งที่ได้เห็น ทุกสิ่งที่ได้ยิน เหงื่อที่ออกมาจนชุ่มหมอนจนชื้นไปหมด ไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากปากของเธอ มีเพียงแต่เสียงผนังบ้านและพื้นบ้าน ที่ทำมาจากไม้ ซึ่งเก่าจนจะผุพังเสียแล้ว ลูน่า เช็ดเหงื่อที่ออกมาค่อนข้างมาก เหมือนกับคนที่อยู่ในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดดแรง และมีอากาศร้อน ก่อนที่จะเอนตัวนอนลงไป

...
    
วันรุ่งขึ้น เป็นวันที่อากาศดีมากวันหนึ่ง แสงแดดรำไร สีเหลืองทองอมส้มลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา และยังผสมผสานกับลมพัดอ่อนๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สบาย ถือว่าเป็นวันที่อากาศดีมากวันหนึ่ง
    
เฮ้ออ ... อยากนอนจริงๆ แต่ทำอย่างที่คิดไม่ได้ ลูน่า ลุกขึ้นมา บิดขี้เกียจไปมาสักสองรอบ เธอรู้สึกดีมากที่น้อยนักจะมีอากาศที่สมบูรณ์แบบมากขนาดนี้ ปกตินั้น ถ้าไม่หนาวจัด หิมะตกจนเกินไป กลายเป็นพายุหิมะ ก็จะเป็นอากาศที่ร้อนสุดจะทน แสนอบอ้าว ถึงแม้อยากจะนอนต่ออีกนิด แต่ก็ทำไม่ได้ ต้องฝืนใจตัวเองไปอาบน้ำ และไปธุระต่อ

     เมื่อ อาบน้ำเสร็จ ลูน่า ก็แต่งตัวชุดกระโปรงสีขาว ลายดอกไม้ แล้วรีบลงไปด้านล่างทันที เมื่อลงมา ก็เห็น ลุงมาร์ค และ ป้าแอนนา นั่งรออยู่แล้ว ชุดที่ทั้งสองคนใส่ก็เป็นชุดสีขาวที่ดูเรียบง่าย แต่ก็ดูดี
     “
รีบไปโบสถ์กันเถอะจ้ะเมื่อป้าแอนนาเห็นลูน่าพร้อมแล้ว ก็ไม่รอช้า รีบชวนเธอไปโบสถ์ทันที พร้อมกับเขย่าแขนลุงมาร์คเป็นสัญญาณว่าให้ลุกขึ้นมา ซึ่งลุงมาร์คก็ทำตามแต่โดยดี

     วันนี้ เป็นวันหยุดวันอาทิตย์ ซึ่งทุกคนที่นับถือศาสนาคริสต์จะต้องไปโบสถ์กันทุกคน ลูน่า ก็จัดแจงปิดหน้าต่าง และล็อกประตูให้แน่นสนิท ก่อนที่จะเดินอย่างอารมณ์ดีไปกับลุงและป้าของเธอ เพราะปกติ เธอก็เป็นคนที่ชอบไปโบสถ์อยู่แล้ว ถ้าไม่ติดธุระให้ลุงกับป้า หรือ อ่านหนังสือเพลินล่ะก็ เธอก็จะมาที่นี่
    
เมื่อถึงโบสถ์ ถึงแม้ โบสถ์นั้น จะดูทรุดโทรม เก่าแก่ แต่ก็ยังแข็งแรง ไม่ผุพังถล่มลงมาง่ายๆ ใหญ่โตมโหฬาร สมกับที่เป็นโบสถ์ประจำเมือง ภายนอกถึงแม้จะทาด้วยสีขาวในสมัยหลายปีมาแล้ว แต่ในตอนนี้ก็มีคราบจากฝน แดด ลม และพืชต่างๆจำพวกไม้เลื้อย
    
เมื่อเข้ามาภายใน ทุกอย่างก็ยังดูดีเหมือนเดิม สีขาวที่ดูเรียบง่าย สบายตา ถึงแม้จะมีลอกออกมาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร กระจกหลากสีที่ประดับเป็นรูปภาพต่างๆ ก็ยังส่องแสงแวบวับเข้ามา เก้าอี้วางเรียงรายเป็นแถวๆลงมาอย่างเป็นระเบียบ
    
คนส่วนใหญ่ก็มากันพร้อมแล้ว ก็เริ่มสวดมนตร์กัน เมื่อสวดมนตร์เสร็จ บางคนก็ขอตัวกลับบ้านเพราะมีธุระ บางคนก็มาพบปะคุยกัน บางคนก็ขอตัวไปสารภาพบาป บางคนก็ไปขอคำปรึกษากับบาทหลวง ซึ่ง ลูน่า ก็ขอตัวไปขอคำปรึกษากับบาทหลวง
     “
บาทหลวงอยู่หรือเปล่าคะลูน่าเคาะประตูเรียก เนื่องจากในบางครั้งบาทหลวงก็ไม่อยู่ในห้องเช่นกัน ( จะเป็นเหมือนห้องซึ่งคนจะไปสารภาพความผิด หรือ ขอคำปรึกษาก็ได้ ) พร้อมกับเอ่ยขึ้นถามถึงบาทหลวง
    
เธอวางมือและกุมไว้พร้อมๆกัน รอเสียงที่จะเอ่ยตอบกลับมา ... ถึงแม้ในบางครั้งจะต้องผิดหวังที่ไม่มีเสียงตอบกลับมาในยามที่เดือดเนื้อร้อนใจก็ตาม
     “
พ่ออยู่ เข้ามาได้เลยบาทหลวงก็ได้ตอบกลับมา ( บาทหลวงเรียกแทนตัวเองว่า พ่อเหมือน
กับ พระ ที่เรียกแทนตัวเองว่า อาตมา ) ด้วยเสียงที่นิ่มนวล และอนุญาตให้ ลูน่า เข้าไป
     “
มีอะไรหรือลูก ถึงมาปรึกษาพ่อเมื่อ ลูน่า เข้ามาในห้อง และนั่งเก้าอี้ บาทหลวงก็ได้เอ่ยถามเธอขึ้นด้วยความสงสัยผ่านฉากกั้น
    
เสียงอย่างนิ่มนวลของบาทหลวง ซึ่งสัมผัสได้ถึงความจิตใจดี และเข้าถึงแก่นแท้ของโลกนี้ ...
     “
เพราะอะไรกันหรือคะ ที่สวรรค์ถึงทอดทิ้งให้มนุษย์เราไม่เท่าเทียมกันคะลูน่า เปิดฉากถามบาทหลวงด้วยคำถามที่หนักอึ้ง ด้วยความมั่นใจอย่างเด็ดขาด สายตาของเธอมั่นคงไม่สั่นคลอน บาทหลวงก็นิ่งเงียบไปสักพัก จึงตอบกลับมา
     “
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นชะตากรรมของคนๆนั้น ... ทำไมลูกถึงคิดเช่นนั้นล่ะบาทหลวงก็ได้ตอบคำถามที่เธอสงสัยไป และเงียบไปสักพักเพื่อที่จะได้ถามเธอกลับไป
    
ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง
    
ช่วงเวลาที่ ลูน่า รอบาทหลวงจะเอ่ยถามเธอนั้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ แต่สำหรับเธอนั้นมันช่างแสนยาวนาน
     “
คนรวยก็มีแต่รวยขึ้น ส่วนคนจนก็มีแต่จนลงลูน่า ก็ได้เอ่ยขึ้นแบบให้เข้าใจง่ายแล้วทำไมคนที่มีวาสนาดีอยู่แล้ว ถึงยังดีขึ้นเรื่อยๆละคะ ถึงแม้เขาจะทำอย่างไรก็ยังดี ส่วนคนที่ไม่มีวาสนา ทำดีขนาดไหนก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลยลูน่า ก็ได้เอ่ยเปรียบเทียบความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่มีการแบ่งแยก ระหว่าง ชนชั้นสูง กับชนชั้นต่ำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คนในสมัยนั้น เมื่อ ใครอยู่ในชนชั้นไหน ก็แทบไม่มีโอกาสที่จะได้เปลี่ยนไปในทางที่ดี หรือ แย่ลง ชนชั้นสูง ก็จะคบหากันอยู่แต่คนชั้นสูง ส่วนคนชั้นต่ำก็ได้แต่คบหากับชนชั้นต่ำด้วยกัน แทบไม่มีโอกาสที่จะทำให้ชีวิตของตน และครอบครัวดีขึ้นได้ ซึ่งแสนยาก
    
ทุกครั้งที่ ลูน่า คิดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะกี่ครั้ง น้อยมากเพียงใด ทุกครั้งก็ทำให้เธอเศร้าใจอยู่เสมอ ถึงแม้จะพยายามสงบใจตัวเองให้นิ่ง แต่ก็ยังน้อยใจในวาสนา และน้อยใจที่สวรรค์ทอดทิ้ง
    
ทุกสิ่งในโลกนี้ ที่อยู่ในสายตาของเธอ ใช่ว่าเธอจะเป็นคนที่มองแต่ในแง่ดี หรือแง่ร้ายก็ตาม แต่เธอก็คิดอยู่ในใจเสมอมาว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามชะตาฟ้าที่กำหนดไว้
     “
สวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งเราหรอกลูก ... ที่ท่านให้แต่ละคนนั้นเป็นเช่นไร เป็นผู้ดี หรือ คนยากจนก็ตาม แต่สวรรค์ก็ได้หนทางในการแก้นะบาทหลวงก็ได้ตอบคำถามไปเชิงวิเคราะห์
     “
หนทางนั้นคืออะไรหรือคะเมื่อ ลูน่า ได้ยินสิ่งที่บาทหลวงได้บอกไป ก็ไม่เข้าใจ จึงได้เอ่ยถามกลับไปด้วยความสงสัย ช่วยบอกหนูได้หรือเปล่าคะ
    
ลูน่าค่อยๆนั่งลงช้าๆ หลังจากที่สงบสติได้ เมื่อคราวที่เธอโมโหจนลุกขึ้น
     “
ทำความดียังไงล่ะลูก ... คำสอนหลักของแต่ละศาสนา ถึงแม้จะมีศาสดาไม่เหมือนกัน แต่ทุกๆศาสนาก็ได้สั่งสอนให้เราเป็นคนดีนะบาทหลวงก็ได้ตอบคำถามกลับไปด้วยการนำหลักการสำคัญหลักของศาสนา ไม่ใช่เพียงศาสนาคริสต์เพียงศาสนาเดียว แต่เป็นทุกๆศาสนา ที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ สอนให้เราเป็นคนดี นั่นเอง
     “
แล้วทำไม บางคนที่ทำดีมากแล้ว ทำไมจึงไม่ได้ผลกลับคืนล่ะคะลูน่า ก็เอ่ยถามกลับไป หลังจากที่ครุ่นคิดไปสักพัก เนื่องจากสิ่งที่เธอเห็น สิ่งที่เธอได้รับรู้ มันไม่ตรงกับสิ่งที่บาทหลวงได้ตอบไป
     “
ความดีที่เราทำ ไม่จำเป็นว่าจะส่งผลในภพนี้นะลูก ... อาจจะสั่งสมไปในภพหน้าก็เป็นได้นะบาทหลวงก็ได้ตอบคำถามไปอย่างใจดีเช่นเคยซึ่งก็ทำให้ ลูน่า รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะยังข้องใจอยู่บ้าง
     “
จริงๆแล้ว ชะตาฟ้าลิขิต ด้วยคำนี้ ไม่ใช่เพราะพระเจ้าได้กำหนดเอาไว้ ... แต่เพียงพระเจ้าได้กำหนดเส้นทางที่เป็นสิ่งพื้นฐานเอาไว้เท่านั้นเอง หลังจากนั้น ผู้คนจะดำเนินต่อไปอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละบุคคล ... เพราะฉะนั้น ถ้าลูกอยากมีความสุขทางกายและจิตใจ ลูกก็ควรจะตัดสินใจด้วยตัวเองว่าลูกทำในสิ่งที่ลูกคิดว่าดีนั้น พอหรือยัง
     “
ขอบคุณมากนะคะที่ให้คำแนะนำ งั้นหนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะเมื่อ ลูน่า ได้ถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยไปจนหมดแล้ว ก็ได้ขอตัวกลับบ้าน เพราะ นี่ก็นานมากแล้ว ลุงและป้าของเธอ คงรอนานแย่ ก่อนที่จะลุกขึ้นคำนับอย่างเรียบร้อยที่ดูงดงาม ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
    
เมื่อลูน่าปิดประตูห้องสารภาพ ก็รีบเดินมาหาลุงและป้าของเธอทันที เธอเห็นกำลังคุยอยู่กับป้ามาเรีย นักทำขนมปังที่แสนอร่อยประจำหมู่บ้าน จึงไม่ได้เข้าไปร่วมวงสนทนา ได้แต่พยักหน้าเป็นการทักทายเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปยังที่นั่งที่ตั้งเรียงยาวสำหรับสวดมนตร์ดังภาพในโบสถ์
    
หลังจากนั้น ลูน่าก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับแววตาที่เศร้าสร้อย ในหัวมีแต่เรื่องที่ชวนให้ปวดหัวเสียจริง เธอลุกขึ้นอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ก็ทำให้เป็นแบบนี้ได้เสียทุกครั้ง พยายามลืมเรื่องนี้ และยิ้มขึ้นหันกลับไป เดินไปยังครอบครัวของเธอ
    
ถึงแม้ผู้คนจะมีวิถีดำเนินไปในทางที่แตกต่างกัน จะรวย จะจน จะทุกข์ จะสุข แต่อย่างไร ในส่วนหนึ่งของชีวิตนั้น ทุกคนย่อมได้เหมือนกัน แต่มันขึ้นอยู่กับว่า ในแต่ละส่วนของชีวิต คนๆนั้นจะคิดอย่างไรกับมัน
   
ใครจะรู้เล่าว่า ถึงแม้ที่ ลูน่า จะยิ้มในบางเวลา แต่จิตใจภายในของเธอ กลับเจ็บปวดรวนร้าวใจ แต่เธอก็ยังคิดที่จะมีหวังต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ ด้วยการทำดี

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #153 กรีนทีมัชชะ (@kanjanaporn1515) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2556 / 19:32
    สู้ๆน้ะค้ะ ติดตามอยู่

    #153
    0
  2. วันที่ 30 สิงหาคม 2555 / 12:28
    ตรงที่อธิบายเรื่องที่เค้าว่าเป็นธรรมะกันน่ะค่ะ น่าจะแก้ไขให้ซอฟต์ลงนิดนึง แบบว่าวัยรุ่นอ่านแล้วไม่ชิ่งหนีอะไรแบบนี้ค่ะ ให้มันดูไม่เหมือนกับเทศน์น่ะค่ะ จะดีมากๆเลย
    #119
    0
  3. #116 CORE (@num26059) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2555 / 12:49
    อ่านจบแล้วเหมือนฟังธรรมมะครับ 555 ทำไมผมนึกถึงพระพยอม ก็ไม่รู้ 5555555555555555555555555555   ช่วงหลังๆติดกันจนตาลายเลยครับ T^T ผมรู้สึกไปคนเดียวหรือปล่าว? แต่ก็ยังสนุกอยู่ดีครับ ไลค์!
    #116
    0
  4. #108 M.C.N. (@chantanee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2555 / 13:35
    นี่คือนิยายหรือหนังสือสอนธรรมะกันแน่นะ
    ทำไมอ่านแล้วถึงได้รู้สึกเหมือนฟังธรรมเลย
    แต่ยังไงก็สู้ๆ น้า
    #108
    0
  5. #94 พoIพียง (@songpor) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2555 / 10:16
    ลูน่าเป็นเด็กน่ารักจัง
    ท่าทางจะหลุดไปโลกของแร๊กนาร๊อคป่ะเนี่ยย><
    #94
    0
  6. #86 Anonymous (@midnight-123-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2555 / 13:55
    นี่จากความคิดของเราเฉยๆ นะ อาจจะเป็นกับแค่เราคนเดียวก็ได้
    เราว่าไรเตอร์เว้นเยอะเกินไป ประโยคมันสั้นๆ ยังไงไม่รู้
    เวลาอ่านแล้วมันรู้สึกติดๆ ขัดๆ

    เป็นกำลังใจให้แต่งต่อ สู้ๆ
    #86
    0
  7. #63 Jaosao'<3 ( ลั้นล้า! ) (@sakuraza55) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 / 10:54
    เซาต้องใช้ความพยายามอานแล้ว
    ให้ไม่มึน

    ตัวหนังสือติดกันไปหน่อยนะ -0-
    ว่าแต่ = = อ่านบทนี้แล้วบรรลุถึงการทำดีเลยอะ -0-
    #63
    0
  8. #57 nrn_forever (@gueennrn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 / 19:54
    ลูน่าช่างเป็นคนดีจริงๆ ยังเด็กอยู่แต่คิดถึงสัจธรรมของโลกแล้ว
    #57
    0
  9. #47 Hoyloadhoydong'nat (@natnatnatty17) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 22:39



    อ่านแล้วแอบซึ้งเบาๆ  TT

    เริ่มเข้าใจสัจธรรม ราวกับกลับมาจาการบวชชี  5555 (เว่อร์ไปเน้อะ)


    ตัวหนังสือมันชิดกันจังเลย อย่าลืมกลับมาแก้นะ :D
    #47
    0
  10. #29 White Ribbon (@emmi01) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 / 18:44
    ช่วงใกล้จบ ตาลายมากเลยคะ
    ตัวหนังสือมันติดกันมาก ^^
    #29
    0