คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ 1 : คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง EP.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 584
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    20 พ.ค. 63

ณ วังมหาอรุณ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า

สวรรค์เก้าชั้นฟ้าสถานที่งดงามตระการตาบนท้องนภา ตั้งอยู่เหนือเมฆาที่ไม่มีเพลาหลับไหล แสงสุริยะฉายเจิดจรัสไร้ความมืดมิดแม้ยามค่ำคืนมาเนิ่นนาน

แต่กาลก่อนวังมหาอรุณนั้นเป็นดั่งสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าสวรรค์ ด้วยเป็นที่พำนักพักพิงของ มหาเทพตงหัว เทพยุคบรรพกาลผู้เคยรั้งตำแหน่งประมุขแห่งสวรรค์เคยอยู่เหนือบัลลังก์ทั้งหกบรรจบ หากเทพเซียนใดไร้กิจสำคัญก็มักจะหลีกเลี่ยงที่จะย่างกรายเข้าไปใกล้ตำหนักชั้นใน ด้วยเดิมทีมหาเทพตงหัวนั้นท่านหาชมชอบความครึกครื้นใดไม่ ท่านมักชอบหย่อนเบ็ดตกปลาอยู่เงียบๆ อ่านตำราพระสูตรอยู่เงียบๆ และนั่งจิบชาทอดกายาอยู่เงียบๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นวังมหาอรุณเมื่อกาลก่อนจึงมีแต่ความสงบเงียบงันมาหลายแสนปี แต่ทว่า เมื่อกาลเพลาเปลี่ยนผัน วังมหาอรุณเพลานี้กลับผันเปลี่ยนตามไปเสียสิ้น วังมหาอรุณที่เคยมีแต่ตำรา เครื่องเคลือบและศาสตราวุธ กลับมีแจกันดอกไม้ตกแต่งตั้งเรียงรายอยู่ภายในไปถ้วนทั่ว ม่านระย้าสีชมพูอ่อนทิ้งตัวพริ้วไหวตามแรงลม โถกำยานส่งกลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทร์ขาวไปทั่วทั้งตำหนักชั้นในและเหล่าสหายเทพเซียนคนสนิทต่างแวะเวียนกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

ตำหนักใหญ่ทางด้านข้างที่เคยไร้ร้างเทพเซียนใดมาพักอาศัย แต่เพลานี้กลับมีเจ้าของจับจองเสียแล้ว มหาเทพตกแต่งตำหนักใหญ่ภายในอาณาบริเวณอันกว้างขวางของวังมหาอรุณให้แก่บุตรชายของเขาด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ก็ให้ฉงหลินจัดหามาตระเตรียมไว้ให้อย่างครบถ้วน

“กุ๋นกุ่น เจ้าชอบตำหนักใหม่ของเจ้าหรือไม่”

“ท่านพ่อ ข้าชอบที่นี่มาก ที่นี่มีตำราให้ข้าอ่านมากมาย แต่แม้ว่าข้าจะชอบที่นี่ แต่ก็น้อยกว่าที่ข้าชอบบ้านเกิดของท่าน”

“ไว้ให้ผ่านวันเลื่อนขั้นลำดับเทพเซียนไปเสียก่อน ข้าจะพาเจ้ากับแม่ของเจ้ากลับบ้านของเรา แต่เพลานี้ เจ้าอยู่ที่นี่ หากเจ้าขาดเหลือสิ่งใด จงแจ้งฉงหลินเซียนกวงผู้ดูแลเจ้าเอาเถิด”

“ท่านพ่อ ข้าทราบแล้ว”

เฟิ่งจิ่วยืนกุมมือของนางเอาไว้ ใบหน้าแย้มยิ้มมองเด็กชายตัวน้อยผมสีเงินที่เดินตามบิดาของเขา ถึงแม้ว่าขณะนี้ทั้งสองนั้นจะพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย แต่สำหรับนางแล้วภาพเหล่านี้กลับมีพลังดึงดูดจิตใจของนางอย่างมหาศาล นางอิ่มเอมใจ ปราบปลื้มในดวงจิตที่บุตรชายตัวน้อยอายุเพียงราวสองร้อยปีเศษของนางกลับมีทีท่าที่ดูสุขุมเยือกเย็น แววตาสงบนิ่ง เป็นเด็กรู้ความที่เก่งกาจเกินวัยจนทำให้มหาเทพพึงใจในตัวเขาอยู่ไม่น้อย เฟิ่งจิ่วหย่อนตัวลงนั่งเคียงข้างร่างเล็กๆ เอื้อมมือลูบผมสีเงินเงานั้นด้วยความเอ็นดู

“กุ๋นกุ่น เจ้าเก่งมาก อายุเพียงน้อยกลับนอนอยู่เพียงลำพังได้เสียแล้ว กาลก่อนที่แม่อายุเท่าเจ้า แม่ยังต้องมีท่านแม่หรือท่านอานอนอยู่เคียงข้าง หากต้องนอนอ้างว้างยามค่ำคืน กลับข่มตาให้หลับลงไม่ได้”

“ข้ารู้”

“หืม เจ้ารู้ กุ๋นกุ่นเจ้ารู้อะไรหรือ”

“ที่ท่านแม่นอนเพียงลำพังเช่นข้ามิได้ เพราะก่อนนอนท่านแม่มักจะลืมดื่มน้ำ ทำให้ท่านนอนหลับไม่สบายกายนัก ยามหลับท่านแม่ก็มักจะเตะผ้าห่มออกอยู่เสมอ ทำให้ท่านป่วยไข้ง่ายกว่าผู้อื่น ท่านจึงต้องมีคนนอนอยู่เคียงข้างคอยดูแล เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่”

เฟิ่งจิ่วนิ่วหน้าลงเล็กน้อย ฉงนใจในถ้อยคำของบุตรชายที่คล้ายจะรู้จักนางเป็นอย่างดีทั้งที่อายุของเขานั้นยังน้อยเพียงเท่านี้ แต่กลับมีความคิดความอ่านแตกฉานไปเสียทุกเรื่อง

“ดังเช่นยามที่อยู่โลกมนุษย์ เป็นข้าที่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อมาห่มผ้าให้ท่าน”

“เอ่อ...”

แม้ถ้อยคำเหล่านั้นจะทำให้เฟิ่งจิ่วมีใบหน้าที่ยิ้มจืดเจื่อน แต่ทว่ามหาเทพกลับอดกลั้นไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มด้วยความขบขัน เขาเดินเข้ามาลูบหัวบุตรชายด้วยความพึงพอใจในความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เรื่องถ้อยคำการเจรจานั้นก็กลับดูคมคายเกินวัยเสียด้วย

“เจ้ามิต้องห่วงเรื่องพวกนั้นไปดอก เพลานี้มีข้าอยู่ข้างกายแม่ของเจ้า ข้าจะดูแลนางแทนเจ้าเอง”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

“แท้จริงแล้วการอยู่เพียงลำพัง ได้อ่านตำราเงียบๆ นับว่าเป็นการฝึกตนที่ไม่เลวทีเดียว”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

ข่าวเรื่องตำหนักใหม่ของโอรสสวรรค์นั้นไม่อาจรอดโสตองค์ชายสามเหลียนซ่งไปได้ด้วยสายพระเนตรพระกรรณกว้างไกลกว่าผู้ใดบนเขตแดนสวรรค์ ยามนี้เขาจึงรีบพาเฉิงอวี้ที่ดูสนอกสนใจในเรื่องนี้ไม่ต่างจากเขานักมายังวังมหาอรุณ หมายเพียงเพื่อมาชื่นชมตำหนักชั้นในที่มหาเทพตระเตรียมไว้สำหรับบุตรชายของเขา ครั้นมหาเทพท่านผู้เฒ่านั้นเป็นดั่งจิตรกรเอกผู้มากฝีมืออันลือเลื่องแห่งเผ่าสวรรค์ การตกแต่งขยับขยายวังมหาอรุณในครานี้ย่อมต้องมีผู้คนให้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมมากมายเป็นแน่

แต่ทว่า เมื่อเหลียนซ่งและเฉิงอวี้ย่างกรายเข้ามา กลับพบว่าตำหนักน้อยในวังมหาอรุณแห่งนี้กลับถูกตกแต่งไม่ต่างไปจากห้องทรงพระอักษรของมหาเทพ ครั้นยังผสมผสานให้คล้ายคลึงกับหอตำราแห่งสวรรค์ที่อยู่ชั้นหกเสียด้วย เหลียนซ่งตัดสินใจกวาดสายตามองพินิจอีกสักคราก็ยังมิอาจหามุมอันเหมาะสมกับเด็กชายตัวน้อยวัยเพียงสองร้อยกว่าปีนี้ไม่ได้แม้แต่น้อย

“เฉงอวี้คารวะมหาเทพ คารวะมหาเทวี คารวะโอรสน้อยแห่งสวรรค์”

“เหลียนซ่งคารวะมหาเทพ คารวะมหาเทวี”

“อืม เจ้ามาเร็วถึงเพียงนี้ หากมิใช่เทพสายสำราญที่ว่างงานจนเกินตัว ข้าคงคิดได้แต่เพียงว่าเรื่องภายในบ้านข้าคงเป็นเรื่องที่เจ้าให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด”

“มหาเทพ ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ในใต้หล้าผู้ใดบ้างไม่ล่วงรู้ว่าฝีมือศาสตร์และศิลป์ของมหาเทพตงหัวนั้นล้ำเลิศเพียงใด แค่เพียงข้าได้ยินว่าท่านตกแต่งตำหนักชั้นในให้บุตรชายของท่าน ข้านั้นหวังเพียงใคร่ขอได้ชื่นชมฝีมืออันวิจิตรของท่านเพียงเท่านั้น หาได้คิดเป็นอื่นใด”

“เยี่ยงนั้นก็เชิญเจ้าทรรศนาตามใจเถิด”

มหาเทพนึกขบขันถ้อยคำอันสวยหรูของเหลียนซ่ง แต่ก็มิได้คิดจะต่อปากต่อคำอันใดกับเขา เพียงเดินไปหย่อนตัวลงนั่งยังแท่นประทับประดับมุกสีขาวเท้ามือเกยคางตามวิสัยอย่างเงียบๆ

เหลียนซ่งคลี่พัดในมือกางออก โบกกระพือมันไปมาเบาๆ เดินทรรศนาตามที่เขาอนุญาต ปราดสายตามองแค่เพียงชั่วครู่กลับไม่รู้สึกถึงความวิจิตรลึกล้ำแต่อย่างใด จึงได้แต่ตั้งใจลองพินิจใคร่ครวญดูใหม่อีกสักครา แต่ก็ยังกลับหาความเหมาะสมกับเด็กชายตัวน้อยที่มีอายุเพียงสองร้อยกว่าปีผู้นี้ไม่ได้ ภายในตำหนักอันกว้างขวางกลับวางเพียงชั้นหนังสือมากมาย ม้วนตำรามหาศาลเรียงรายจนเต็มแทบทุกชั้น หน้าต่างบานใหญ่ลวดลายวิจิตรงดงาม ทิศทางลมไหลเวียนคล่อง แสงสว่างสาดส่องถึงกลางโถงของห้องจนสว่างไสว เขาเลิกคิ้วขึ้นหยุดพิจารณาตำหนักแห่งนี้แต่เพียงเท่านั้น ครั้นทำได้เพียงแต่ส่ายหน้าไปมาและมองไปยังมหาเทพ

“มหาเทพ ท่านสร้างหอตำราให้บุตรชายของท่านหรือไร อายุเขายังน้อยถึงเพียงนี้มีแต่ตำราจะหาความสำราญในวัยเด็กที่ต้องเที่ยวเล่นซุกซนได้อย่างไรกัน”

“หึ” เสียงสบดลมหายใจขึ้นปลายจมูกเสียงเข้มจัด มหาเทพหันหน้าปรายตามองไปทางเจ้าของตำหนักใหม่ที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเฟิ่งจิ่วและเฉิงอวี้

“เจ้าจงถามเจ้าของตำหนักนี้ดูเสียก่อนเถิด”

“ทูลท่านอาเหลียนซ่ง ตำราพวกนี้ ข้าล้วนเป็นผู้ที่ขอท่านพ่อมาเองทั้งสิ้น”

ร่างเล็กๆที่ยืนขึ้นพร้อมกับมือน้อยๆที่บรรจบอยู่ตรงเบื้องหน้าทำให้พัดในมือของเหลียนซ่งที่เคยแกว่งไกวโบกไปมาหยุดชะงักทันที ครั้นจะว่าสะดับฟังได้ไม่ชัดเจนก็หาใช่ แต่ไยเด็กชายตัวน้อยตรงเบื้องหน้ากลับชอบอ่านตำหรับตำรามากเสียกว่าการได้วิ่งเล่นซุกซนตามวัย แต่เมื่อพิจารณาได้ถ้วนถี่กลับได้คำตอบให้ตนจนกระจ่าง คงเพียงเพราะมหาเทพต้องการจะเคี่ยวกร่ำบุตรชายของเขาให้เก่งกาจปราดเปรื่องไม่แพ้เขากระมัง ดวงตาที่ส่อเจตนาว่าเขากำลังครุ่นคิด กลับทำให้ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าผาวสีม่วงนั้นพลันขยับร่างขึ้นมานั่งตัวตรงอีกครั้ง

“หากเจ้ากำลังคิดว่า ข้าบังคับให้เขาอ่านตำราพวกนี้ล่ะก็ เจ้าก็กำลังปรักปรำข้าอยู่”

“มิกล้า มิกล้า ข้าเพียงแต่คิดว่า ไยกุ๋นกุ่นน้อยถึงได้ชมชอบการอ่านตำราเยี่ยงท่านถึงเพียงนี้”

“เป็นบุตรชายของข้า หากไม่เหมือนข้า เจ้าให้เหมือนผู้ใดหรือ”

เดิมทีการคบหาสหายลืมวัยที่ใบหน้าไร้อารมณ์ดังเช่นมหาเทพก็นับว่ายากเย็นอยู่ไม่น้อย แต่การปะทะคารมอันคมกล้ากับมหาเทพแล้วหวังจะได้ชัยกลับมานั้นกลับยิ่งยากเสียกว่า เหลียนซ่งนับได้ว่าเฉลียวฉลาดพอตัว เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม ยืนกระพือโบกพัดไปมาเบาๆ เฉิงอวี้เห็นเพลานี้ช่างเหมาะเจาะพอควร เมื่อถ้อยคำถากถางระหว่างทั้งสองเงียบลง นางจึงสบโอกาสเอื้อนเอ่ยถ้อยคำถาม

“เฟิ่งจิ่ว ข้าได้ยินมาว่าวันนี้เจ้าจะพากุ๋นกุ่นไปเยี่ยมมหาเทพไป๋จื่อที่ชิงชิวหรือ”

“ใช่ ท่านอาสี่ให้หมีกู่ขึ้นมาส่งข่าวให้ข้าเมื่อวันก่อน เห็นว่าท่านปู่ของข้าจะกลับมาที่ชิงชิวในวันนี้ ให้ข้ารีบพากุ๋นกุ่นไปหาพวกท่าน”

“เช่นนั้นข้าจะขอติดตามเจ้ากับกุ๋นกุ่นไปที่ชิงชิวด้วยได้หรือไม่ ข้าไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนชิงชิวนานล่ะ”

เฟิ่งจิ่วหันหน้ามองมายังมหาเทพ ดวงตากลมใสแฝงคำถามภายในอยู่เล็กน้อย มหาเทพพยักหน้าตอบนางเผยเพียงรอยยิ้มบางมุมปาก ก่อนที่เขาจะยกถ้วยชาที่วางอยู่เบื้องหน้าขึ้นมาจิบอย่างอ้อยอิ่ง

“ดีเทียวแหละ”

“แล้ว มหาเทพเล่า เขาไม่ไปกับเราด้วยหรือ”

“วันพรุ่งมหาเทพมีราชกิจการเลื่อนขั้นตำแหน่งของเหล่าเทพเซียนนับร้อย ท่านคงต้องรั้งอยู่ยังตำหนักเมฆครามทั้งวัน เห็นว่าคงจะตามไปภายหลังกระมัง”

.....

เมื่อเข้ายามอู่เฟิ่งจิ่วถึงเพลาที่ต้องพากุ๋นกุ่นไปยังชิงชิวตามเพลานัดหมาย มหาเทพกับเหลียนซ่งจึงเดินมาส่งพวกนางที่หน้าวังมหาอรุณ มหาเทพจับลูบแก้มของนาง แต่เขากลับไม่เอ่ยถ้อยคำอำลาแต่อย่างใด ด้วยเหตุว่าเมื่อเขาเสร็จราชกิจสำคัญก็ต้องรีบไปรับนางกลับขึ้นมายังสวรรค์เก้าชั้นฟ้าด้วยตนเองทันทีเหมือนดั่งเช่นทุกคราที่ผ่านมา ความหวงแหนที่มหาเทพมีต่อมหาเทวีของเขานั้นลือเลื่องไปทั่วทั้งสี่สมุทรแปดดินแดนหกบรรจบ ถ้อยคำเหล่านั้นต่างกล่าวได้ตรงกันว่า มหาเทพกับมหาเทวีของเขาดั่งเป็นเงาของกันและกัน

“เสี่ยวป๋าย พรุ่งนี้ข้าจะรีบไปรับเจ้า”

“มหาเทพ ข้าจะรอท่านอยู่ที่ชิงชิว”

เมื่อทั้งสามออกเดินทางไปยังชิงชิว มหาเทพกลับไม่ได้เดินกลับเข้าไปยังตำหนักในของวังมหาอรุณ เหลียงซ่งจึงใคร่คิดเสียดายเพลาว่างอันน้อยนิดของมหาเทพ หมายจะดวลหมากกับเขาสักสองสามกระดานให้รู้ผล หลังจากที่มหาเทพแต่งมหาเทวีเข้าวังมา เขาก็รั้งอยู่แต่เพียงภายในตำหนัก ไม่ก็พากันกลับไปพำนักยังทะเลมรกตแห่งชางหลิง เวลาที่เหลือให้มิตรสหายเยี่ยงเขาจึงเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้น ด้วยความสงสัยเหลียนซ่งจึงเดินตามมหาเทพไปอย่างเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย

“มหาเทพ ท่านจะไปที่ใดหรือ อยู่ดวลหมากกับข้าสักสองสามกระดานก่อนจะเป็นไร”

“ข้าจะไปยังม่านน้ำตก ส่องดูคันฉ่องกาลพิสดารเสียหน่อย เรื่องดวลหมากกับเจ้าเห็นทีต้องไว้คราหลัง”

“ม่านน้ำตกเหนือแท่นแบกฟ้า ส่องคันฉ่องกาลพิสดาร เพลานี้ครอบครัวท่านบริบูรณ์พร้อมพรั่ง ใต้หล้าทั้งหกบรรจบล้วนสงบสุข ท่านยังมีสิ่งใดให้กังวลใจจนต้องไปส่องคันฉ่องกาลพิสดารอีกหรือ”

“ข้าจะไปย้อนดูยามเสี่ยวป๋ายกับกุ๋นกุ่นอยู่บนโลกมนุษย์ครานั้นเสียหน่อย”

“มีสิ่งใดไม่ถูกไม่ควรหรือ”

“มิมีสิ่งใดไม่ถูก ข้าแค่อยากเห็นยามที่ทั้งสองอยู่บนโลกมนุษย์เพียงเท่านั้น”

“นั่นยิ่งทำให้ข้านึกสงสัยท่านเสียยิ่งกว่า ท่าทางของท่านในยามนี้แม้ใบหน้ายังคงความสุขุมเยือกเย็นเช่นกาลก่อน แต่เหตุไฉนจิตใจจึงร้อนรุ่มดังไฟสุ่ม มหาเทพท่าทางเช่นนี้ ไม่สมเป็นท่านเอาเสียเลย”

มหาเทพหยุดชะงักฝีเท้าที่ก้าวเดิน เหลียวมององค์ชายสามเหลียนซ่งผู้ที่ถือพัดกวัดแกว่งไปมาใบหน้ายิ้มเยาะ ตบฝ่ามือลงบนบ่าของเขาสองสามครั้ง รั้งมุมปากแย้มยิ้ม

“แม้เจ้าจะเป็นผู้รอบรู้ แต่ข้าใคร่ควรถี่ถ้วนดีแล้วว่าปรึกษาเจ้าเรื่องนี้คงไม่เหมาะ”

“มีสิ่งใดไม่เหมาะ ข้าเป็นสหายผู้ภักดีของท่านมาเป็นหมื่นๆปี ติดตามท่านไปทุกที่ ถ้าจะกล่าวให้ถูก เหมาะแล้วที่ข้าจะเป็นที่ปรึกษาให้ท่านเสียด้วยซ้ำ”

ฝ่ามือนั้นตบลงบนบ่าของเหลียนซ่งอีกครั้ง แต่ครานี้กลับเผยใบหน้าที่ยิ้มเยาะเขากลับ คำกล่าวที่ว่า หากได้เห็นมหาเทพแย้มยิ้มเช่นนี้ นั้นมักไม่ใช่เรื่องดี เหลียนซ่งกลับนึกถึงถ้อยคำเหล่านั้นขึ้นมาได้เมื่อสาย จึงได้แต่ยืนกลืนน้ำลายเหนียวฝืดลงคอ

“ที่ข้าไม่อาจปรึกษาเจ้า คงเพราะเจ้ายังไม่เคยมีบุตรชายกระมัง โอ่ว...เจ้ายังไม่มีพระชายาเสียด้วยซ้ำนี่หนอ”

“นี่..นี่ท่าน!”

“หากจะกล่าวถึงความเหมาะสมดังคำเจ้าว่า คราแรกข้าก็คิดอยู่ว่าจะไปขอคำปรึกษาจากเยี่ยหัว เยี่ยหัวนั้นจึงจะกล่าวได้ว่าเหมาะสมกับการที่ข้าจะปรึกษาเรื่องครอบครัว แต่ข้าก็พลันคิดได้อีกว่า เรื่องในบ้านของข้า ข้าก็ควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เยี่ยงนั้นข้าขอตัว”

เหลียนซ่งยกมือขึ้นบรรจบ ค้อมตัวลงตรงเบื้องหน้าร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าผาวสีม่วงเข้ม เพลานี้เขาใช้วิชาเวทย์เร้นกายหายไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น หากมหาเทพยังคงยืนอยู่ตรงเบื้องหน้า เขาก็คงไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา นอกเสียจากถูกกันให้ออกห่างจากเรื่องนี้ด้วยคำว่า ‘เรื่องในบ้านของเขา’



ม่านน้ำตก คันฉ่องกาลพิสดาร

มหาเทพยืนตระหง่ากลางผาสูง สถานที่นี้มีแต่เขาเท่านั้นที่เข้ามาได้ ด้วยวิชาเวทย์แกร่งกล้าสุดล้ำลึก มรรคาเทพสูงสุดที่สะสมมาเนิ่นนานหลานแสนปี ดังนั้นเพลานี้ที่แห่งนี้จึงเงียบสงบ เหมาะแก่การใคร่ครวญสิ่งต่างๆ ให้กระจ่างแก่ดวงจิต เขาร่ายเวทย์เสกโต๊ะน้ำชา ที่นั่งประทับเมฆาสีขาว จ้องมองสายน้ำใสไหลลงสู่เบื้องล่างอย่างพรั่งพรู สะบัดแขนผายชายผ้าผาวสีม่วงเบาๆ ปรากฏม่านน้ำสีขาววงกลมสะท้อนความว่างเปล่าคล้ายกระจกใสสามบานใหญ่ บานแรกมหาเทพเสกภาพคล้ายจิ้งจอกภูติน้อยสีแดงใส่เข้าไปในทันที บานที่สองเป็นภาพเสมอเหมือนเฟิ่งจิ่วยามตั้งครรภ์ บานสุดท้ายนั้นเป็นภาพบุตรชายของเขายามอยู่บนโลกมนุษย์

มหาเทพตัดสินใจรีบหุนหันพลันแล่นขึ้นมาส่องดูคันฉ่องกาลพิสดาร ด้วยเหตุว่าเขายังคงติดใจหาความยามได้ยินสองแม่ลูกสนทนากันแล้วกล่าวถึงถ้อยคำยามที่ทั้งสองยังพำนักพักอาศัยอยู่ยังโลกมนุษย์โดยไร้เงาร่างของเขาคอยดูแลอยู่เคียงข้าง เหมือนดั่งเกิดช่องว่างระหว่างช่วงเพลานั้นที่เขาได้พลาดไป มหาเทพจึงรู้สึกเสียดายช่วงเพลานั้นอยู่บ้าง แต่ก็มิอาจกลับไปแก้ไขสิ่งใดในอดีตได้ สิ่งเหล่านั้นจึงรบกวนจิตใจของมหาเทพยิ่งนัก

มหาเทพเดินมาหย่อนตัวลงนั่งยังแท่นประทับ หยิบถ้วยเคลือบสีนิล รินน้ำชาใสใส่ไว้แล้วยกขึ้นมาถือเป่าเบาๆ ท่าทีของเขายังคงความสงบเยือกเย็นไว้เฉกเช่นดังเก่า แต่ภายในใจกลับกำลังระส่ำระสายคล้ายจะมีความกังวลกล้ำกรายภายในดวงจิตที่ไม่สงบนิ่ง

“เสี่ยวป๋าย...”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น