คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ 2 : คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง EP.2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 508
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    25 พ.ค. 63


ดวงจิตที่เคยว่างเปล่ากลับลุกโชนขึ้นเมื่อยามได้เห็นภาพในคันฉ่องกาลพิสดารปรากฏขึ้นในม่านน้ำตก ร่างของเฟิ่งจิ่วยืนประจันหน้ากับพญามารนิลเนี่ยชูอิ๋น ดวงหน้าของนางช่างไร้เดียงสาแต่ดวงตากลับมาดมั่น ไม่นานนักนางกลับเผยร่างที่แท้จริงในยามนั้นเป็นจิ้งจอกภูติสีแดงตัวเล็กปลายหางขนกลมที่รีบกระโจนตัวเข้าไปยังเขตแดนปทุมมาสิบสามมานย์อย่างห้าวหาญ เรื่องหลังจากเหตุการณ์ครานั้นเขาเองก็พอรับรู้อยู่บ้าง ชายแขนเสื้อผ้าผาวจึงถูกยกขึ้นมากวาดมือวาดผ่านช่วงเพลาในเขตแดนปทุมมาสิบสามมานย์ไป จนถึงช่วงเพลาหนึ่งในวังมหาอรุณ จิ้งจอกน้องสีแดงที่ซุกซนเบิกบานวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานในวังมหาอรุณ ทำให้ปลายมุมปากของเขาเผยยิ้มออกมา ยามได้เห็นร่างเล็กๆขนกลมนั้นออดอ้อนคอยอยู่เคียงข้างร่างของเขา ยามนั้นจึงนับว่าเป็นช่วงเพลาที่เขานั้นรู้สึกห่างไกลคำว่าเดียวดายไปหลายก้าว

ถ้วยน้ำชาที่กำลังอุ่นพอดีกลับไม่ถูกยกกระดกขึ้นจิบแต่อย่างใด ด้วยภาพตรงเบื้องหน้าปรากฏภาพจิ้งจอกน้อยที่คาบเอาม้วนภาพร่างศาสตราวุธของเหลียนซ่งไปยังตำหนักของดาวเทพชะตา หัวใจของเขาเริ่มสั่นไหวขึ้นมาทันทีที่ปลายเท้าน้อยๆ แตะลงบนตำแหน่งที่ได้ถูกแก้ไขด้วยปลายพู่กันสีแดง จากนั้นจิ้งจอกน้อยรีบนำผลงานอันแสนภูมิใจของตนกลับมายังวังมหาอรุณ ด้วยหมายจะได้อวดความเก่งกาจของตนให้เขาได้ชื่นชมและเอ่ยเชยชมนาง แต่เพลานั้นเขากลับคิดมาตลอดว่าจีเหิงก็มีฝีมือที่มิเลวเสียทีเดียว สามารถเข้าใจในแบบร่างศาสตราวุธอันซับซ้อนนั้นได้อย่างง่ายดายนัก เพลานั้นผู้ไม่รู้ความเยี่ยงเขาจึงกล่าวชื่นชมจีเหิงออกไป แต่ทว่าเมื่อจิ้งจอกน้อยพยายามทักท้วงผลงานของตน คงด้วยความเจ็บแค้นใจจึงกัดเข้าไปที่นิ้วมือของจีเหิง เพลานั้นเขากลับยัดเยียดความผิดนี้ให้นางจนนำร่างของจิ้งจอกน้อยออกไปทิ้งไว้ยังหน้าตำหนัก

ภาพในคันฉ่องส่องไปถึงอดีตกาลยามเมื่อสิงโตหิมะสีขาว สัตว์ภูติของจีเหิงเหิมเกริมกล้าไล่ตะปบจิ้งจอกน้อยของเขา ภาพเหล่านั้นทำให้ถ้วยชาในมือที่ถืออยู่สั่นเทา วางลงบนโต๊ะตรงเบื้องหน้าจนน้ำชาใสในถ้วยกระซ่านกระเซ็น คิ้วโค้งโก่งตัวดั่งคันศรขมวดปมนิ่งบนดวงตาอันดุดัน หากเพลานั้นนางไม่ได้ดาวเทพชะตาช่วยชีวิตไว้คงได้สิ้นชื่อไปโดยที่เขานั้นไม่ทันได้ล่วงรู้สิ่งใดเกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย

พญามารนิลเนี่ยชูอิ๋น หากนามนี้ไม่ได้สิ้นชื่อด้วยน้ำมือของเหมี่ยวลั่ว วันนี้พญามารนิลผู้รานน้ำใจเฟิ่งจิ่วนั้นคงได้ร่างแหลกสลายภายใต้คมกระบี่ชางเหอของเขาเป็นแน่ ความเดือดดาลเพลานี้ทำให้คันฉ่องบานแรกถูกปิดลงไปเหลือทิ้งไว้เพียงสายน้ำตกไหลลงสู่เบื้องล่าง

คันฉ่องบานที่สองถูกจ้องมองด้วยนัยน์ตาอันแข็งกร้าวราวกับดวงจิตที่ไม่สามารถสยบให้สงบนิ่งลงได้ ภาพในคันฉ่องเพลานี้มีสตรีที่เขาคุ้นเคย แม้ท่าทางการเคลื่อนไหวของนางจะดูเชื่องช้า ช่างดูขัดตากับวิสัยซุกซนของนางแต่กาลก่อนที่มักจะปราดเปรียวแคล่วคล่อง ทุกก้าวย่างล้วนมั่นคง แต่เพลานี้ยามมีครรภ์นางกลับสงบเสงี่ยม เคลื่อนไหวด้วยกิริยาอ้อยอิ่ง มือหนึ่งมักลูบคลำลงบนหน้าท้องอวบอูมนั้นอย่างอ่อนโยน นางกล่าวถ้อยคำมากมายให้บุตรในครรภ์ได้สดับตรับฟังด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม ช่วงเพลานั้นหากมีเขาอยู่เคียงข้างนางคงจะดีไม่น้อย คิดได้ดังนั้นมหาเทพกลับขบกรามแน่น ดวงหน้าเผยแววตาอาลัย ยกมือขึ้นมากุมขมับ จับถ้วยน้ำชาตรงเบื้องหน้าไว้นิ่ง

เสียงหนึ่งกลับดึงสติเขาให้หวนกลับ นั่นเป็นเสียงร้องของเด็กชายตัวน้อยผิวขาวราวกับหิมะต้นฤดูเหมันต์ในห่อผ้าแพรสีแดง นอนนิ่งในอ้อมแขนของเฟิ่งจิ่ว ใบหน้าของนางอิดโรยแต่กลับแย้มยิ้ม บรรจงประทับรอยจูบบนหน้าผากเล็กๆอย่างแผ่วเบา ในห้องนอนนั้นมีเพียงหญิงชราผมสีดอกเลาที่ยืนยิ้มกริ่มอิ่มใจอยู่เคียงข้าง มองทั้งสองแม่ลูกผูกสัมพันธ์ดวงจิตกันเป็นครั้งแรก มหาเทพชะงักงัน ในสมองพลันว่างเปล่าขาวโพลน หยาดน้ำตาที่มิเคยให้ผู้ใดได้เห็นกลับเอ่อท้นบดบังนัยน์ตาให้ไร้ความกระจ่างใส ภาพตรงเบื้องหน้ากลับพร่าเลือนในทันใด หากเพียงเขาไม่ใช่มหาเทพตงหัวคงไม่ต้องมัวค้ำยันเขตแดนสัจธรรมเมธา หากนางพญามารเหมี่ยวลั่วไม่สำแดงเดชไม่เกิดเหตุเภทภัยภยันตรายกับใต้หล้า เพลานั้นเขาคงได้สบตากับทารกน้อยในอ้อมแขนของเฟิ่งจิ่วเสียแต่แรกกำเนิด ช่วงเพลานั้นที่เขาได้พลาดไปไยเขาจึงเจ็บปวดใจได้ถึงเพียงนี้หนอ เขานั่งใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ แต่กลับได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของเฟิ่งจิ่ว ดวงหน้าที่เคยขมวดนิ่วจึงคลายลง

“เจ้าตัวเล็ก แม่จะตั้งชื่อให้เจ้าว่า กุ๋นกุ่น ในเมื่อบิดาของเจ้าคือมหาเทพตงหัว ผู้ที่อวตารเกิดมาจากศิลาหินผา เขานั้นไร้บิดามารดาจึงไร้ซึ่งสกุลด้วย ต่อแต่นี้เจ้าจงใช้สกุลไป๋ของเผ่าจิ้งจอกของเราเถิด จากนี้ไปเจ้าจะมีนามว่า ไป๋กุ๋นกุ่น”

นิ้วของนางไล่เกลี่ยพวงแก้มใสดังก้อนซาลาเปา เจ้าก้อนเนื้อตัวกลมนั้นกลับมีดวงตาดำขลับดุจผลองุ่นแรกติดดอกออกผล นัยน์ตาของเฟิ่งจิ่วสั่นไหว มีหยาดน้ำตาใสไหลหยดลงบนผืนผ้าแพร แต่กลับแย้มยิ้มด้วยความอิ่มเอมใจ โอบกระชับร่างน้อยๆ ไว้ในอ้อมแขนของนางอย่างแนบแน่น

“กุ๋นกุ่น ชื่อนี้ช่างเหมาะกับเจ้าเสียจริง ดูเจ้าสินั่น ตัวกลมๆกลิ้งได้แล้วกระมัง พวงแก้มดั่งหมั่นโถวเชียวล่ะ” นางเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าผ่านหน้าต่างไม้บานใหญ่ตรงเบื้องหน้า กล่าวต่อ “มหาเทพบุตรชายของท่านไยเขาช่างเหมือนท่านได้ถึงเพียงนี้ ดูไรผมอ่อนของเขา ข้าก็พอจะทำเนาเดาได้ไม่ยาก ว่าเขาคงต้องมีเกศาสีเงินเยี่ยงท่านเป็นแน่กระมัง”

เพลานี้ดุจเขากำลังถูกกระบี่นับร้อยเล่มเสียดแทงเข้าไปในร่างจนหนาวเย็นถึงกระดูก หรือไม่ก็กำลังถูกแผ่นเหล็กร้อนแดงนาบลงตรงกลางแผ่นอก มหาเทพพยายามระงับจิตใจที่ฟุ้งซ่านผ่านม่านน้ำตกตรงเบื้องหน้า ยกมือขึ้นผายออกปิดความช้ำชอกของคันฉ่องกาลพิสดารนั้นเสียในทันที

ค่อนฉ่องบานสุดท้ายเขานั้นได้เห็นรอยยิ้มเบิกบานของเด็กชายตัวน้อยผมสีดำขลับ ดวงตาจับจ้องมองอยู่ที่ของเล่นของสหายมนุษย์ตัวน้อยนายหนึ่ง

“พวกเจ้าเล่นอะไรกันอยู่หรือ”

“ลูกข่างไง เจ้าไม่เคยเล่นหรือไรกัน”

“ไม่เคยเลย” เขาส่ายหน้าไปมาด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อยลง พลางเอ่ยต่อ “ลูกข่างนี้ช่างสวยจริงเชียว พวกเจ้าทำกันเองหรือ”

“ไม่ใช่ๆ พ่อของข้าเป็นคนทำให้”

“พ่อของเจ้าหรือ”

“ใช่แล้ว พ่อของข้านั้นเก่งมาก เขามิได้ทำเป็นเพียงแต่ลูกข่าง ยังทำว่าวเป็นอีกด้วย หากเจ้าชอบ ไยไม่ไปบอกให้พ่อของเจ้าทำให้เล่า”

“แต่ข้าไม่มีท่านพ่อ ข้ามีแต่ท่านแม่”

“ทำไมเจ้าถึงไม่มีพ่อเล่า”

“มีแต่ท่านแม่ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ”

“ใครๆ เขาก็มีทั้งพ่อทั้งแม่กันทั้งนั้นนี่”

“ทุกคนต่างมีทั้งท่านพ่อและท่านแม่ เยี่ยงนั้นหรือ”

มหาเทพทอดถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ เสียงลมผ่านปลายจมูกนั้นเครียดเข้มจัด ผายมือปิดคันฉ่องบานสุดท้ายลงคงเหลือไว้แต่ม่านน้ำตกอันงดงาม มือนั้นกลับนำมาวางลงไว้ที่ขมับอีกครั้ง อีกมือกลับกุมกำไว้จนแน่น ครั้นพลันนั่งใคร่ครวญ เขานั้นคือมหาเทพตงหัวอดีตประมุขแห่งฟ้าดิน ผู้มีวิชาเก่งกาจรอบด้าน ชื่อเสียงอันลือเลื่องด้านชำนาญการรบทัพจับศึก วิชาเวทย์อันล้ำลึก วิชาด้านศาสตร์และศิลป์ของเขานั้นกล่าวได้ว่าไร้ผู้เทียบเทียมได้ แต่เพลานี้เพียงแค่ลูกข่างไม้ธรรมดากลับเสกปั้นสรรหามาให้บุตรชายเพียงคนเดียวมิได้ ช่างน่าละอายแก่ใจยิ่งนัก

มือหนึ่งทุบลงบนโต๊ะตรงเบื้องหน้าเสียงดังตึง ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมนั้นกลับลุกขึ้นยืนตระหง่าน สะบัดโบกชายผ้าผาวสีม่วงเร้นจากขอบฟ้าผาม่านน้ำตกกลับสู่ห้วงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าภายในทันที

เหลียนซ่งเทพสำราญผู้ว่างงานในเพลานี้ถือพัดคลี่เดินปรี่เข้ามาหามหาเทพภายในทันทีที่ร่างของเขาปรากฎขึ้นตรงเบื้องหน้าประตูทางเข้าวังมหาอรุณ

“ท่านกลับมาแล้วหรือ”

“อืม ไยเจ้ายังรั้งอยู่ที่นี่”

“รอท่านอย่างไรเล่า”

“รอข้าด้วยเรื่องอันใด”

“รอเป็นที่ปรึกษาให้ท่านอย่างไรเล่า เผื่อท่านไปส่องคันฉ่องกาลพิสดารมาแล้วมีเรื่องใดคับข้องใจ สหายเยี่ยงข้าย่อมอยู่เป็นที่ปรึกษาให้ท่าน นั่นไม่ดีกว่าหรือ”

เหลียนซ่งในเพลานี้ถือได้ว่าช่วยขจัดดวงจิตที่มืดมนของมหาเทพออกไปได้บ้าง แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งก็นับว่าดีอยู่ไม่น้อยที่เขานั้นทำให้มหาเทพสามารถสงบจิตใจหันมาต่อปากต่อคำกับเขาได้บ้าง จึงกล่าวได้ว่าเขานั้นคือสหายผู้รู้ใจ เพียงแค่เขาได้เห็นพระพักตร์และดวงเนตรของมหาเทพก็พลันรับรู้เจตจำนงของมหาเทพได้ทันที ว่าเพลานี้มหาเทพท่านผู้เฒ่ากำลังมีดวงจิตที่ไม่สงบนิ่ง

“หึ หากปรึกษาเจ้าได้ ข้าจะไปส่องคันฉ่องกาลพิสดารเพื่อกระไรกัน”

“เพื่อมาเล่าให้ข้าฟังอย่างไรเล่า ท่านได้เห็นสิ่งใดในคันฉ่องเหล่านั้นบ้างหรือ”

“ข้านั้นเห็นเพียงแต่ โทสะ การกำเนิดและความทุกข์”

“การกำเนิดนั้น ข้าพอเดาได้ว่าท่านไปส่องดูยามมหาเทวีของท่านให้กำเนิดบุตรชายของท่าน ความทุกข์นั้นท่านคงหมายถึง ยามที่มหาเทวีของท่านนั้นไร้เงาท่านดูแลอยู่ข้างกาย แต่ โทสะนั้นหมายถึงผู้ใดหรือ”

“โทสะนั้นก็คือข้า การกำเนิดนั้นก็คือข้า ความทุกข์นั้นก็เป็นข้าอีกเช่นกัน”

เหลียนซ่งพยายามครุ่นคิดจนใบหน้าที่เคยแย้มยิ้มนั้นพลันหุบลง เฉกเช่นเดียวกับพัดในมือที่เคยกางกระพืออยู่ก็หุบลงตรงกลางฝ่ามือของเขาในทันทีทันใด

“ทุกอย่างล้วนเป็นท่าน เยี่ยงไรถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”

“นางถูกรังแกก็เพราะข้า ให้กำเนิดบุตรชายก็เพราะข้า บุตรชายของข้ามีทุกข์ก็เพราะข้า นั่นจึงล้วนเป็นเพราะข้า”

“คำกล่าวของท่าน ข้ามิเห็นจะเข้าใจ”

“เช่นนั้นเรื่องนี้ จึงไม่เหมาะที่จะปรึกษาเจ้า”

“หากท่านจะเมตตา ขยายความให้ข้าอีกเพียงน้อย เชื่อเถิดว่า สหายของท่านผู้นี้จักต้องนำความกระจ่างมาให้ท่านได้เป็นแน่”

“เพียงแต่เพลานี้ข้าไม่ว่างเสียแล้ว ข้ากลับมาเพื่อสั่งงานแก่ฉงหลินเพียงเท่านั้น แล้วข้าจะรีบออกเดินทางทันที”

“มหาเทพ ท่านจะไปไหนหรือ”

“ไปชิงชิว”

“ชิงชิว! แต่วันพรุ่งท่านต้องประทับยังตำหนักเมฆครามตั้งแต่เพลายามเช้าเฉินจนถึงเพลายามอิ่ว หากท่านไปชิงชิวเพลานี้ ข้าเกรงว่า...”

“หากผู้ใดรั้งกายอยู่รอข้ากลับมายังสวรรค์ชั้นฟ้ามิได้ ก็ให้รอเลื่อนขั้นตำแหน่งปีหน้ายามฟ้าใหม่เสียเถิด”

“เดี๋ยว! มหาเทพ ท่าน...!”

มหาเทพเดินกลับเข้าไปยังตำหนัก ไม่รอฟังคำเอื้อนเอ่ยใดๆ ของเหลียนซ่งแม้แต่น้อย มหาเทพรีบร้อนหมายเพียงได้พบฉงหลินเซียนกวงเพื่อสั่งคำบัญชาอะไรบางอย่างแก่เขา เหลียนซ่งจึงได้เพียงแต่ข่มเสียงทอดถอนใจออกปลายจมูกเบาๆ

“เฮ้อ! มหาเทพ ยังคงเป็นมหาเทพ ผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า แม้แต่สหายลืมวัยเช่นข้า ที่ติดตามเขามานับหลายหมื่นปีก็ยังมิอาจจะเข้าใจได้”

....

มหาเทพสั่งการบางอย่างแก่ฉงหลิน ใช้เพลาเพียงหนึ่งเค่อก็เร้นร่างเดินไปทางตำหนักชั้นใน พื้นที่สวนหย่อมด้านหลังวังมหาอรุณซึ่งถูกตั้งเป็นโรงหลอมศาสตราวุธและด้านข้างเป็นเตาเผาขนาดย่อมสำหรับเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบที่มหาเทพมักใช้เพลายามว่างรั้งอยู่ที่นี่เป็นประจำ แต่ทว่า เพลานี้เตาหลอมกลับเย็นยะเยือก เตาเผากลับมืดสนิทไร้ผลงานอันวิจิตรอยู่ภายใน มีเพียงร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าผาวสีม่วงเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง สายตากวาดมองไปรอบด้านประดุจกำลังควานหาสิ่งใดอยู่ด้วยความเดือดดาล

“สัตว์ภูติในวังมหาอรุณ ไม่ควรมีจิตใจต่ำช้าเยี่ยงเจ้า! เจ้าทำร้ายผู้ที่อ่อนแอกว่า เจ้ายังจะมีหน้าเป็นสัตว์เทพแห่งสวรรค์ได้อีกหรือ”

สิงโตหิมะสีขาวตัวใหญ่ยืนด้วยสี่ขาสั่นเทา โค้งตัวคำนับหมอบกรานตัวลงกับพื้นดิน หวังเพียงชีวิตนี้ไม่สิ้นด้วยปลายคมดาบ ด้วยเบื้องหน้านั้นเป็นนายแห่งข้า มหาเทพตงหัวผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่อยู่เหนือสรรพสิ่งใดในใต้หล้า มันรีบหลับตารออาญาที่กำลังจะบังเกิด แต่ทว่ามหาเทพกลับหวนนึกถึงถ้อยคำของเฟิ่งจิ่วขึ้นมาได้ภายในชั่วพริบตาที่กระบี่ชางเหอเริ่มปรากฏขึ้นมาอยู่ในฝ่ามือของเขา ถ้อยคำนั้นของนางกล่าวถึง ยามที่เขาคิดการจะสังหารเสินเยี่ยในห้วงฝันอาหลานเหร่อ นางกล่าวกับเขาว่า “โชคดีที่ท่านยังคิดใคร่ครวญกลัวว่าข้าจะเสียใจ รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ไปกำจัดเค้า” ถ้อยคำเหล่านั้นของนางดั่งปลายแสงตะวันอันเจิดจรัสขจัดมรรคามารที่กำลังเผาผลาญดวงจิตอันคุกรุ่นของเขาไปเสียจนสิ้น หากนางได้ล่วงรู้ว่า เขามาเพื่อขจัดโทสะภายในจิตใจ หวังเพียงกำจัดสิงโตหิมะตัวนี้เพื่อแก้แค้นให้กับนาง นางคงไม่พึงใจที่เขาต้องแปดเปื้อนโลหิตสรรพสัตว์ที่ไร้หนทางสู้เช่นนี้เพื่อนางเป็นแน่

“ข้าจะส่งเจ้าไปกำเนิดใหม่ยังโลกมนุษย์ พึงระลึกความผิดของเจ้าในครานั้นให้ดี หากยังอยากกลับมายังสวรรค์ชั้นฟ้า จงหมั่นบำเพ็ญเพียรสักหลายหมื่นปี เจ้าคงได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก”

“ขอบพระทัยนายแห่งข้าที่ไว้ชีวิต ความผิดในครานั้นที่ข้าทำร้ายจิ้งจอกแดงตัวนั้น ข้าจะพึงระลึกถึงทุกชาติไป”

“เจ้าจงจำไว้เถิด จิ้งจอกแดงตัวนั้นคือมหาเทวีแห่งข้า นางเป็นผู้มอบชีวิตคืนให้แก่เจ้าในวันนี้”

“ข้าน้อยจะพึงระลึกถึงพระคุณของพระนางทุกชาติภพ”

มหาเทพร่ายเวทย์ดึงดวงจิตของสิงโตหิมะออกจากร่างพลางเสกให้หายไปในบัดดล ร่างไร้ดวงจิตที่หมอบกรานอยู่ที่พื้นเบื้องล่างสลายหายไปเป็นฝุ่นธุลีหมอกสีขาวราวกับหิมะที่ละลายไปภายในชั่วพริบตา

#ถ้ำจิ้งจอกแห่งชิงชิว

หมีกู่ผู้เฝ้าเวนยามอยู่หน้าถ้ำต้องตกตะลึงงันในทันทีที่เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าผาวสีม่วงเข้มยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของเขา หมีกู่จำได้ว่าเฟิ่งจิ่วกำชับกำชาเขาเสียหนักแน่นว่ามหาเทพตงหัวจะมารับนางกับบุตรชายของเขาในวันพรุ่งนี้ แต่ทว่ายามนี้เขากลับต้องมาเผชิญหน้ากับมหาเทพท่านนั้นอย่างมิทันได้ตั้งตัว ความหวาดกลัวนั้นพลันเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน มือที่บรรจบอยู่เบื้องหน้าจึงสั่นเทาอยู่บ้างเล็กน้อย

“มะ..หมีกู่ถวายบังคมมหาเทพ”

“เสี่ยวป๋ายล่ะ”

“หยะ..อยู่ด้านในพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้ารีบนำข้าเข้าไปทีเถิด”

ถ้อยคำที่เอ่ยให้หมีกู่นำทางเขาเข้าไปยังถ้ำจิ้งจอกนั้น คงเป็นเพียงถ้อยคำกล่าวตามมารยาทธรรมเนียมกระมัง เพราะว่าเพลานี้มหาเทพกลับเดินนำหน้าหมีกู่เข้าไปภายในถ้ำก่อนเสียแล้ว มหาเทพรีบร้อนด้วยเรื่องอันใดหมีกู่ก็มิอาจเข้าใจได้ ทว่าเขาทำได้เพียงแต่เดินตามชายผ้าผาวสีม่วงนั้นเข้าไปอย่างเงียบๆ

ภายในห้องโถงมีเหล่าลูกหลานสกุลไป๋และมหาเทพป๋ายจื่อนั่งอยู่บนแท่นประทับด้านบน เสียงหัวเราะครึกครื้นภายในถ้ำจิ้งจอกเมื่อชั่วครู่กลับสงบเงียบงันลงภายในทันทีที่ร่างสูงตระหง่านเกศาสีเงินยืนอยู่หน้าประตูห้องโถง ทุกคนล้วนรีบร้อนกุลีกุจอลุกขึ้นบรรจบมือและค้อมตัวลงให้แก่ผู้มาเยือนภายในทันที

“ถวายบังคมมหาเทพ”

มหาเทพกวาดสายตามองหาเพียงมหาเทวีของเขาที่กำลังนั่งปะปนอยู่กับญาติพี่น้องของนางกลางวงล้อมนั้น เมื่อได้สบตากับนางจึงวางพระทัย ขยับร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาภายในห้องโถง ยกมือขึ้นกวักไหวไปมาให้เหล่าสกุลไป๋ละธรรมเนียมนี้กับเขาเสีย

“วันนี้ข้ามาในฐานะบุตรเขยของชิงชิว พวกท่านมิต้องมากพิธีดอก พวกท่านเชิญนั่งลงตามสบายเถิด”

“ขอบพระทัยมหาเทพ”

เฟิ่งจิ่วตะลีตะลานลุกขึ้นรีบสาวท้าวย่างก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงเบื้องหน้ามหาเทพ นางใคร่สงสัยยิ่งนักไยผู้ที่เอ่ยถ้อยคำร่ำลากับนางเพียงไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา เพลานี้กลับมายืนตระหง่านอยู่ตรงเบื้องหน้าของนางเสียแล้ว

“มหาเทพ! ไยท่านถึงมาที่นี่เพลานี้ได้ วันพรุ่งท่านต้องประชุมเหล่าเทพเซียนที่ตำหนักเมฆครามมิใช่หรือ”

“ข้าคิดถึงเจ้า เสี่ยวป๋าย...”

                                  cr.WeTV China
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น