[Fic attack on Titan] แด่เธอในอีก 2,000 ปีต่อมา.. ในห้วงเวลาอันเป็นนิรันดร์

เรื่องราวของเส้นทางในโลกคู่ขนานอีกมิติ ทางเลือกของเอเลนและมิคาสะที่หนีจากสงครามและมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ห้วงเวลานี้จะยังคงอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่ความรักโบยบินอย่างอิสระ.. นานเท่านิจนิรันดร์

ยอดวิวรวม

383

ยอดวิวเดือนนี้

10

ยอดวิวรวม


383

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


11
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  14 เม.ย. 65 / 17:08 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ฟิคเรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อ่านมังงะจบแล้ว ถ้าใครดูอนิเมะถึงซีซั่น 4.2 แล้วไม่ได้อ่านมังงะต่อ อยากให้ปิดไปค่ะ (เพราะสปอยเยอะมากๆ)

ความตั้งใจจริงคืออยากแต่งฟิคสักเรื่องไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่เอเลน ที่ได้มอบอิสรภาพให้แก่เอลเดีย ถึงแม้ว่าวันข้างหน้าพาราดีจะต้องล่มสลายลง แต่การกระทำนี้คือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครทำได้ 

ความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะอยู่กับคนรักใจแทบขาด แต่ทำไม่ได้เพราะเป้าหมายอันสูงสุดคือต้องการปลดปล่อยทุกคนเป็นอิสระ จนต้องยอมสละชีวิตตัวเอง ยอมเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ยอมโดนประณามว่าเป็นปีศาจ ต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อปกป้องคนรัก เพื่อน และแผ่นดินเกิด

ขอสดุดีพระเอกอนิเมะคนนี้จากใจ ขอให้เอเลนหลับให้สบาย มุ่งไปสู่อิสรภาพที่ต้องการ

ฟิคเรื่องนี้คือเส้นทางอีกไทม์ไลน์นึงที่มิคาสะเห็นในนิมิต ซึ่งเกิดจากตรงจุดพลิกผันนั่นก็คือคำตอบของมิคาสะ ถ้าหากวันนั้นมิคาสะบอกเอเลนอีกแบบนึง เรื่องราวคงไปจบอยู่ตรงที่ทั้งสองพากันหนีไปและทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เอเลนบอกว่ามิคาสะคือคนที่ยูมีร์เฝ้ารอ มิคาสะเปรียบดั่งปีกผีเสื้อที่ทุกการกระพืบปีกจะส่งผลต่อเรื่องราวทั้งหมด ในเรื่องราวของอนิเมะคนกำหนดเส้นทางคือมิคาสะ แต่ในฟิคเรื่องนี้จะให้ตัวเอเลนที่เป็นคนกำหนดค่ะ เขาทั้งสองรักกันมากแต่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ไม่ว่ายังไงเอเลนก็ต้องตายอยู่ดี เลยอยากจะสร้างห้วงเวลาวนลูบไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดแก่เขาทั้งสอง ถึงแม้ว่าจะต้องละทิ้งแผ่นดินเกิด หันหลังให้พวกพ้อง และไม่สามารถปลดโซ่พันธนาการได้ แต่การได้ใช้ชีวิตกับคนที่รักมันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง อยากให้เอเลนมีความสุข แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ยังดี..

เนื้อเรื่อง อัปเดต 14 เม.ย. 65 / 17:08


          “แล้วเจอกันนะ”

          “...”

          “เอเลน”

 

          แด่เธอในอีก 2,000 ปีต่อมา

          “เอเลน” เสียงอันคุ้นเคยดังเข้ามากระทบโสตประสาทการได้ยิน ภาพของผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งค่อยๆ เลือนหายไป แล้วทุกอย่างก็เข้าสู่ความมืดมิด

          “เอเลน ตื่นสิ” เสียงนั้นยังคงเรียกซ้ำ ดึงเขาออกมาจากห้วงความฝัน

          “อื้อ” เด็กหนุ่มส่งเสียงรับรู้ แต่เปลือกตายังคงปิดสนิท

          “ถ้าไม่กลับจะมืดซะก่อนนะ” คราวนี้เจ้าของเสียงจับหัวไหล่ของเขาและเขย่าเบาๆ เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะตื่นสักที

          เอเลนลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดเวลายามสายเป็นสิ่งแรกที่รับรู้ สายสมเย็นพัดผ่านก่อนใบไม้สีเขียวของต้นไม้ที่เขานั่งพิงจนเผลอหลับจะขยับพัดไหว แล้วใบหน้าที่เห็นในความฝันก็ยื่นเข้ามาใกล้จนประจักษ์แก่สายตา เขายังไม่ตื่นดีนักเลยทำให้เห็นถึงสิ่งที่แปลกไปจนต้องเอ่ยถาม

          “อ้าว... มิคาสะ เธอไม่ได้ไว้ผมสั้นหรอกหรอ” เอเลนถามพร้อมความสงสัย เพราะมิคาสะที่เขารู้จักไว้ผมสั้นไม่ใช่เหรอ เขาคิดในใจพลางสลัดอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นทิ้งไป

          “......” เด็กสาวเงียบนิ่งไม่ตอบอะไร ก่อนกระชับกิ่งไม้ที่สะพายไว้ด้านหลัง “นี่สะลึมสะลือถึงขนาดนั้นเชียว?” มิคาสะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะคิดว่าเอเลนยังคงงัวเงียอยู่เลยจำผิดๆ ถูกๆ ว่าเธอผมสั้นหรือผมยาว แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมานั้นทำเอาเธอรู้สึกสับสนเข้าไปใหญ่

          “เปล่า...แค่รู้สึกเหมือนฝันเห็นอะไรบางอย่างที่ยาวนานมากๆ” เอเลนตอบพลางขยี้ผมอย่างคนที่จำอะไรไม่ได้ รู้สึกสมองไม่ค่อยแล่นเท่าไหร่นัก “แต่ทำไมนึกไม่ออกกันนะ...” ประโยคสุดท้ายเขาพูดเบาๆ คล้ายพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหยิบเป้ใส่ฟืนมาสะพายไว้ด้านหลัง และออกเดินตามมิคาสะไป

          “เอเลน?” แต่เสียงเรียกของมิคาสะก็ทำให้เขาชะงักฝีเท้า เขามองเธอที่กำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

          “ทำไม.. ถึงร้องไห้ล่ะ” มิคาสะถามเมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของเด็กหนุ่ม

          “เอ๋?” เอเลนยกมือขึ้นแตะที่ใบหน้า ปลายนิ้วสัมผัสถึงหยาดน้ำอุ่นๆ แล้วความตกใจก็ฉายชัดในดวงตาสีเขียว

          นี่เขาร้องไห้อยู่เหรอ เพราะอะไรกัน...

          สายลมยังคงพัดผ่านหอบเอาใบไม้ปลิวเคว้งคว้างในอากาศ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ที่เด็กทั้งสองยังคงยืนอยู่บนเนินใต้ต้นไม้เพื่อรอคอยคำตอบที่ไม่มีใครตอบได้

          นอกจากตัวเขาเอง..

 

          18 ปีต่อมา

          ทุกคนบอกว่าเอเลนเปลี่ยนไป แม้แต่ตัวฉันก็เชื่ออย่างนั้น แต่ฉันอาจคิดผิด.. เอเลนไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปจากตอนแรกเลย ถ้าหากนั่นคือตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้วล่ะก็.. ฉันเคยเห็นอะไรมาในตัวเอเลนกันนะ พวกเราไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย หรืออาจจะไม่อยากรู้สึกถึงเองก็ได้       

          นัยน์ตาสีเขียวทอดมองไปยังผืนน้ำสีฟ้าที่มีแสงแดดสาดส่องจนเป็นประกายระยับเบื้องหน้า สายลมเย็นพัดอ้อยอิ่งหยอกล้อเหล่านกนางนวลที่บินฉิวอย่างอิสระ เสียงพูดคุยจอแจแน่นขนัดรอบข้าง เสียงเรือน้อยใหญ่แล่นเข้าเทียบท่า ทุกสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในจิตใจของชายหนุ่มแม้แต่น้อย หัวสมองของเขาว่างเปล่าไปหมด

          ว่างเปล่าจนความเศร้าเริ่มเกาะกุมจิตใจ..

          “ลองนี่หน่อยสิ” เสียงของมิคาสะปลุกให้เขาหลุดออกมาจากภวังค์ หญิงสาวเจ้าของดวงตาสีนิลยืนยิ้มอยู่ด้านหน้า ในมือของเธอถืออะไรบางอย่างที่กำลังยื่นส่งให้กับเขา

          เอเลนกระพริบตามองใบหน้าสวยที่ติดจะแดงเรื่อ มันยิ่งทำให้เธอดูสมกับเป็นผู้หญิงมากยิ่งขึ้นจนสะกดสายตาของเขาไม่ให้ละไปได้

          ไม่อยากเลย.. ไม่อยากจากเธอไปเลย

          “เอเลน” หญิงสาวเรียกซ้ำเมื่อเห็นว่าเอเลนมองเธอท่าทางแปลกๆ 

          เอเลนกระพริบตาถี่ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังสิ่งที่มิคาสะถืออยู่ แล้วเอ่ยขึ้น “ไอศกรีมหรอ?”

          “เธอรู้จักมันด้วยหรอ” มิคาสะถามอย่างไม่คิดว่าชายหนุ่มจะรู้จักสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยในชีวิต

          “ก็รู้จักผ่านความทรงจำของพ่อน่ะ” เอเลนตอบ ลดสายตาลงยังพื้นเบื้องล่างด้วยจิตใจสั่นไหวเมื่อนึกถึงเรื่องราวของผู้เป็นพ่อ “ชาวเอลเดียในเขตกักกันไม่ค่อยได้กินอะไรแบบนี้หรอก”

          เอเลนรับไอศกรีมมาจากมิคาสะ ผ่อนลมหายใจก่อนกวาดมองแผ่นฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่เต็มไปด้วยปุยเมฆขาวอันบริสุทธิ์ “แต่ฉันไม่นึกเลย.. ข้างนอกกำแพงมันกว้างใหญ่ถึงขนาดนี้”

          มิคาสะมองร่างสูงอย่างใจหายเมื่อเห็นนัยน์ตาสีเขียวอ่อนแสงลง มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้ว่ามีแต่ความอ้างว้าง โดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว และทุกข์ตรม

          “เอเลน..” คำพูดของเธอหลุดลอยไปกับสายลมหอบใหญ่ที่พัดมา ทิ้งไว้แต่เพียงความรู้สึกปวดร้าวยามมองสายตาที่กำลังหม่นแสงลงเรื่อยๆ บนเมืองท่ามาร์เลย์

 

          ถ้ามันเป็นแค่ความฝัน ก็ขอให้ฉันตื่นจากฝันนี้ทีเถอะ.. โลกนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน

          ร่างสูงทอดมองเด็กน้อยผู้ลี้ภัยจากสงครามที่กำลังโบกมือให้ เขาปิดเปลือกตาลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่รินไหล ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ไม่สามารถบอกใครได้วนเวียนอยู่ภายในใจ เจ็บปวดเหมือนมีมีดเป็นพันเล่มมากรีดแทงร่างกาย เจ็บปวดที่จะต้องพรากอิสรภาพของพวกเขาเหล่านี้

          เอเลนเช็ดน้ำตาเมื่อรู้สึกได้ว่ามิคาสะกำลังเดินเข้ามา เขาสูดลมหายใจก่อนตัดสินใจถามคำถามบางอย่าง และแน่นอนว่าคำตอบของเธอจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของเส้นทางที่กำลังจะเกิดขึ้นสำหรับตัวเขา หรือสำหรับมวลมนุษย์ทั้งโลก... ในห้วงเวลานี้

          “มิคาสะ” เอเลนเอ่ย เบือนสายตาไปสบกับดวงหน้าขาวที่เขาฝันถึงเนิ่นนานทุกคืน “ทำไมเธอถึงได้ใส่ใจในตัวฉันนักล่ะ”

          “เอ๊ะ?” มิคาสะประหลาดใจที่โดนถามคำถามแบบนี้โดยไม่ทันตั้งตัว

          “เป็นเพราะสมัยเด็กฉันเคยช่วยเธอเอาไว้หรอ หรือว่า.. เพราะฉันเป็นครอบครัว”

          “เอ่อ.. คือ..”

          “สำหรับเธอแล้ว.. ฉันเป็นอะไรกันแน่” 

          นัยน์ตาทั้งสองคู่สบประสานกัน ความตกใจเป็นของฝ่ายหญิงและตามมาด้วยความเขินอายที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาจนทำให้ดวงหน้าร้อนผ่าว และความจริงจังเป็นของฝ่ายชายที่ต้องการคำตอบเพื่อหาทางเดินของชีวิต

          แต่ไม่ว่าจะทางเดินไหน สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องตายอยู่ดี...

          เพราะฉะนั้นแล้ว ครั้งนี้.. ขอทำตามหัวใจของตัวเองอีกสักครั้งจะได้มั้ย ใจที่เรียกร้องแต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า ใจที่อยากจะอยู่กับเธอไปชั่วกัลปาวสาน 

          มาถึงตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้ว แม้ว่าวันข้างหน้าโลกจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย เกาะสวรรค์จะดับสลาย ต้องถูกพันธนาการจองจำ ขอเพียงแค่เขาได้ใช้เวลาร่วมกับเธอ แค่เสี้ยววินาทีก็ยังดี เพียงเท่านี้.. เขาก็ไม่สนใจอะไรแล้ว

          “....”

          “....”

          “เธอเป็น..” 

          “...”

          “เป็น..”

          “มิคาสะ.. ฉันรักเธอ”

          หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อว่านี่จะเป็นความจริง ความรู้สึกต่างๆ ตีตื้นขึ้นมากลางอก ตามมาด้วยหยดน้ำที่รื้นขึ้นตรงขอบตา ก่อนมันจะไหลจรดต้องนวลแก้ม คำพูดที่เธออยากได้ยินมาตลอด คำพูดที่เธอรอยคอยมาทั้งชีวิต ในที่สุดความฝันที่สร้างเอาไว้มันกำลังจะกลายเป็นจริง

          “เอเลน..”

          ก่อนที่ใบไม้จะร่วงลงสู่พื้น ก่อนสายลมเย็นจะพัดผ่าน ก่อนดวงดาวจะฉายแสงระยับ ร่างสูงตรงหน้าก็คว้าเธอเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอกทันที ใบหน้าของเขาซุกอยู่บนไหล่เธออย่างโหยหา

          “ฉันก็รักเธอ”

          น้ำตาของหญิงสาวไหลรินมากมายไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เวลานี้เธอไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วนอกจากอ้อมกอดกันอบอุ่นของผู้ชายคนนี้ แม้กว่าเกาะสวรรค์จะถล่ม หรือแม้กระทั่งความตายของเธอจะมาหยุดอยู่ตรงหน้า เธอก็ไม่สนใจอีกแล้ว เพราะการกระทำต่อมาของชายหนุ่มเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเธอพร้อมที่จะมอบชีวิตให้กับเขา

          ร่างสูงผละออกจากอ้อมกอดก่อนจะประทับริมฝีปากเพื่อเป็นสัญญารักว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง และในวินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกันเพียงชั่วขณะ ความรู้สึกราวกับผีเสื้อกำลังโบยบินก็พุ่งเข้าสู่หัวใจ มันนุ่มนวลดุจแพรไหม และบางเบาดั่งปุยนุ่น เหมือนโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนเพื่อเขาทั้งสอง

          “เราหนีไปกันเถอะ” น้ำคำแน่วแน่ของเอเลนดังขึ้น “หนีไปที่ไกลๆ ที่ไม่มีใครหาเจอ หนีไปจากเรื่องบ้าๆ พวกนี้ หนีไปอยู่ด้วยกันสองคน.. ไปกับฉันนะ.. มิคาสะ” 

          นัยน์ตาสีเขียวไหววูบบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในใจเป็นอย่างดี และดูเหมือนว่ามิคาสะก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เธอจับมือเขาไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงและก้าววิ่งไปข้างหน้า

          หมู่เมฆลอยเอื่อยค่อยๆ เปิดทางให้ดวงจันทร์ทอแสง รังสีเงินยวงส่องสว่างไปทั่วผืนป่า นำทางให้ทั้งสองออกวิ่งไปตามทางที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า.. อิสรภาพ

 

          6 เดือนต่อมา

          บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่ชายป่าใจกลางหุบเขาบนดินแดนตะวันออกสุดขอบโลก สถานที่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยทิวเขาที่กำลังลับเหลี่ยมดวงตะวันและหมู่มวลแมกไม้ เหล่าผีเสื้อโผบินดอมดมดอกไม้หลากสี เกลียวหญ้าลิ่วล้อไปตามแรงลมฤดูหนาว ท้องฟ้าสีครามไม่มีที่สิ้นสุด ทุกอย่างสวยงามและเงียบสงบในเวลาเดียวกัน

          บ้านของเรา..

          บ้านที่เขาตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งเพื่อหนีมากับคนที่เขารัก การหนีเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มีชีวิตรอด ถึงแม้จะต้องหันหลังให้กับทุกอย่างแม้กระทั่งเพื่อนและแผ่นดินเกิด สงครามที่มาร์เลย์จบลงไปแล้ว และสงครามที่เกาะสวรรค์คงเริ่มต่อจากนี้อีกไม่นาน ทุกอย่างคงพินาศย่อยยับเหลื่อไว้ก็แต่พลังของไททันที่ยังอยู่ ถึงแม้จะเจ็บปวดใจสักแค่ไหนที่เลือกทางเดินนี้ แต่เขาก็ต้องตัดใจเพราะตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว ..ทำได้แค่เพียงให้เธอมีความสุขในทุกๆ วัน

          นัยน์ตาสีเขียวแลมองไปยังหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่หน้าบ้าน เธอมักจะเผลอหลับไปแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่เธอชวนเขาออกมาตัดฟืน เธอคงจะเอาคืนเขาแน่ๆ เพราะสมัยเด็กเขาเองก็ชอบแอบอู้นอนหลับใต้ต้นไม้แล้วปล่อยให้มิคาสะเก็บกิ่งไม้ไปทำฟืนอยู่คนเดียว เขายกมุมปากยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ 

          “มิคาสะ มาหลับตรงนี้เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะ” เอเลนสาวเท้าเข้าไปใกล้ วางมือลงที่ไหลเล็ก ส่งเสียงปลุกหญิงสาวให้ออกจากห้วงภวังค์

          “หือ.. นี่ฉันเผลอหลับอีกแล้ว” มิคาสะงัวเงียพึมพำพลาง

          “เธอเอาคืนฉันใช่มั้ยล่ะ” เอเลนพูดขำๆ พลางเก็บฟื้นที่ตัดไว้ใส่ลัง

          “รู้สึกเหมือนเป็นฝันที่ยาวนานเลย” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ปิดปากหาว สลัดความง่วงทิ้งไป

          “วันนี้พักก่อนเถอะ เธอคงจะเหนื่อย” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างเห็นใจ ก่อนมองที่หญิงสาว “เอ๊ะ มิคาสะ เธอร้องไห้หรอ”

          “อ๊ะ” มิคาสะร้องอย่างประหลาดใจ ก่อนเอาปลายนิ้วแตะไปที่ข้างแก้ม ..น้ำตาจริงๆ ด้วย “ทำไมกันนะ” เธอพูดเบาๆ อย่างแคลงใจ 

          ร่างสูงเข้าไปใกล้ก่อนจะเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา ทอดน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรนะ”

          “ขอบคุณนะ เอเลน” มิคาสะยิ้ม ทั้งสองสบประสานสายตามอบความอบอุ่นภายในจิตใจให้แก่กัน ก่อนสายลมหนาวหอบใหญ่จะพัดมาให้ผ้าคอของมิคาสะปลิวสะบัด

          “เข้าบ้านกันเถอะ เจ้าตัวเล็กหนาวแย่แล้ว” เอเลนประคองร่างเล็กให้ค่อยๆ ลุกขึ้น พลางเอามือลูบท้องของเธออย่างรักใคร่

          “เขาอยู่ในท้องของฉัน ไม่หนาวหรอก” มิคาสะแย้ง แต่ก็เดินเข้าบ้านอย่างว่าง่าย พร้อมกับแสงตะวันที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า

 

          4 ปีต่อมา

          เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กผู้ชายตัวน้อยเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงร้องไห้โยเยของทารกเพศหญิงที่นอนอยู่ในเปล มิคาสะรีบวิ่งมาอุ้มเจ้าตัวเล็กไว้แนบอกหวังให้หยุดร้องไห้ ก่อนจะเบือนหน้ามองไปยังร่างสูงที่อยู่หน้าบ้าน เขาค่อยๆ เดินอย่างเชื่องช้าก่อนจะหยุดลงตรงเด็กผู้ชายที่กำลังตักดินเล่นจนเนื้อตัวมอมแมม

          “เล่นอะไรอยู่ คาร์ชา” เอเลนถามเด็กน้อยก่อนย่อตัวลงข้างๆ นัยน์ตาสีเขียวอิดโรยทอดมองลูกชายอายุ 3 ขวบ ที่หน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาแทบทุกกระเบียดนิ้ว

          คาร์ชาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพ่อ ดวงตาสีเขียวใสแจ๋วไร้เดียวสา “หนอน .. ดิน.. เล่นหนอน” เด็กน้อยอ้อแอ้ไม่เป็นประโยค พลางชูของเล่นที่เขาทำให้ไปมา

          “ไหนหนอน” เอเลนถามพลางยกยิ้มมุมปากน้อยๆ

          “นี่.. หนอน หนอน..” คาร์ชาชี้ให้เห็นไส้เดือนตัวอ้วนกำลังชอนไชมุดเข้าไปในดิน

          “นั่นไส้เดือน” เอเลนยิ้มอย่างเอ็นดู แล้วแก้ไขคำพูดของลูกชายให้ถูกต้อง

          “ไจ้.. เดือน.. ไจ้เดือน แอ้” คาร์ชาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

          “คาร์ชา” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ก่อนเอื้อมมือลูบผมของลูกชาย นัยน์ตาสีเขียวอ่อนแสงลงจนแทบไม่เห็นพลังชีวิต เด็กน้อยยังคงยิ้มมองพ่อ “ต่อไปนี้ อย่าทำให้แม่ต้องลำบากนะ.. พ่อรักลูก”

          เอเลนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินไปนั่งม้านั่งหน้าบ้าน เขาพิงผนังบ้านอย่างไร้เรี่ยวแรง แล้วผ่อนลมหายใจแผ่วเบา

          จนถึงวันนี้ วันเวลาล่วงเลยครบ 13 ปีที่เขาได้ครอบครองพลังไททันแล้ว คำสาปของยูมีร์กำลังไหลเวียนอยู่ในตัวเขา และเขารู้ตัวดีว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่นานที่จะต้องจากโลกใบนี้ไป 

          แต่.. ขอเพียงแค่เวลาอีกสักนิดได้มั้ย แค่เสี้ยววินาทีก็ยังดี เขาอยากจดจำภาพต่างๆ บนโลกใบนี้ให้ได้มากที่สุด ภาพของภรรยาและลูก ..ช่างเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดในโลกใบนี้ 

          “เอเลน” เสียงเรียกของมิคาสะทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมา เด็กหญิงในอ้อมแขนเล็กที่อยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งแรกที่เขาเห็น

          “ไอมิเอะ” ชายหนุ่มเอ่ยชื่อลูกสาว เขาเอื้อมมือไปสัมผัสร่างน้อยที่นอนหลับปุ๋ยอย่างทะนุถนอม นัยน์ตาของเขาสั่นไหวระริกยามเมื่อนึกถึงช่วงเวลาของความอ้างว้างโดดเดี่ยว ที่เขาไม่สามารถอยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งได้อีกต่อไปแล้ว

          “ถึงเวลาแล้วใช่มั้ย” มิคาสะถามเศร้าสร้อย

          “มิคาสะ..” เอเรนเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งไททัน มิคาสะจับมือของเขาเอาไว้จนความอบอุ่นแล่นเข้าสู่ร่างกาย

          “ฉันรู้” หญิงสาวตอบ พร้อมกับน้ำตาที่กำลังรื้นขึ้นก่อนจะไหลรินลงมา และก็เป็นอีกครั้งที่มือใหญ่ของเอเลนเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน

          “อย่าร้องไห้เลย..” เขาหายใจแผ่ว พยายามพูดทุกสิ่งที่ต่อจากนี้ไม่สามารถพูดได้อีกแล้ว “ฉันมีความสุขมาก.. ที่ได้อยู่กับเธอ”

          “เอเลน..”

          “เธอช่วยสัญญากับฉันได้มั้ย.. พอฉันตายไป.. ทิ้งผ้าพันคอนั่นซะ เธอยังมีชีวิตอีกยาวไกลรอคอยอยู่.. ดังนั้น ลืมเรื่องฉันซะเถอะ และจงเป็นอิสระ..”

          “....”

          “ขอร้องล่ะ... มิคาสะ ลืมเรื่องของฉันไปเถอะนะ..”

          “ไม่.. ฉันทำไม่ได้.. ฉันทำไม่ได้จริงๆ”

          น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มลงมาอีกครั้ง เธอกำมือเขาแน่น พยายามยื้อช่วงเวลานี้เอาไว้ให้นานที่สุด เวลาที่มันบีบรัดหัวใจนี้เธออยากให้มันหยุดนิ่งไปตลอดกาล

          “โลกใบนี้โหดร้ายเหลือเกิน ..แต่เธอคือสิ่งสวยงามที่สุดสำหรับฉัน” เอเลนค่อยๆ ปรือตาลง ภาพของมิคาสะค่อยๆ เลือนไป “ฉันรักเธอนะ มิคาสะ.. รักมากเหลือเกิน..”

          ถึงแม้ว่าหนทางนี้จะเห็นแก่ตัวและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของคนที่รักมากสักเพียงใด แต่เพื่อที่เขาและเธอจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะวนเวียนอีกสักกี่พันครั้ง ต้องถูกพันธนาการจนไร้อิสรภาพจากพลังไททันและความเกลียดชังมวลมนุษย์ เขาก็ยังต้องการหนทางนี้.. หนทางของความรักที่เขาจะได้อยู่กับเธอในห้วงเวลาอันเป็นนิรันดร์

          ภาพใบหน้าของผู้หญิงผมสั้นยังเลือนรางอยู่ในสายตาของเขา ก่อนมันจะค่อยๆ หายไปเมื่อคำพูดสุดท้ายจบลง

          “แล้วเจอกันนะ”

          “...”

          “เอเลน”

          แล้วทุกอย่างก็เบาลง สบายลง ดับลงจนมืดมิด

   

          แด่เธออีก 2,000 ปีต่อมา

          “เอเลน”

          “....”

          “เอเลน ตื่นสิ”

 

          - The end -

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

×