คัดลอกลิงก์เเล้ว

ไวท์เบอร์มอส ปริศนาหนังสือต้องคำสาป(เรื่องสั้นตอนเดียวจบค่ะ)

หากคุณเป็นผู้รับฝากความหวังอย่างเธอ คุณจะทำอย่างไร ? เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังสือต้องคำสาปจนปริศนานั้นจะเป็นอย่างไรกันแน่

ยอดวิวรวม

70

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


70

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 ต.ค. 60 / 13:38 น.
นิยาย Ƿ ȹ˹ѧ͵ͧһ(ͧ鹵͹Ǩ) ไวท์เบอร์มอส ปริศนาหนังสือต้องคำสาป(เรื่องสั้นตอนเดียวจบค่ะ) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เมื่อเนื้อหาที่ขาดหายในแผ่นกระดาษเก่าๆที่ถูกเรียกว่า หนังสือต้องคำสาปเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพา อัสเทอร์ เดฟโฟดิลให้มาอยู่ขึ้นในสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า เรือพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างบางภายใต้ผ้าคลุมสีดำขลับ เธอเป็นใครกันแน่ แล้วเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรือลำนี้ หรือเรื่องทั้งหมดจะเกี่ยวกับปริศนาที่ติดตรึงอยู่ในใจเขาเกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือโบราณเล่มนั้น …………………..การผจญภัยกำลังจะเริ่มขึ้น พร้อมกับคำตอบที่เขาต้องการรู้

                หากคุณเป็นผู้รับฝากความหวังอย่างเธอ คุณจะทำอย่างไร ?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 ต.ค. 60 / 13:38


“ หยุดนะเจ้าหัวขโมย   ” เสียงตะโกนก้อง เป็นเหตุให้ร่างที่กำลังจะย่องเบาออกจากห้องกว้างต้องชะงักราวต้องมนต์สะกด
 สองมือของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวขโมยถูกชูขึ้นเหนือศีรษะอย่างลืมคิดไปว่าในมือของตนถือหนังสือเล่มหนาอยู่
ปั๊ก
!!  อ๊าก..... เสียงของแข็งตกกระทบอะไรบางอย่าง ซึ่งหากพิจารณาเสียงโอดโอยที่ตามมาจึงตัดสินได้อย่างไม่มีข้อกังขาว่า ปึกประดาษหนาเตอะนั่นต้องหล่นทับเท้าใครบางคนเป็นแน่   ทันใดนั้นเอง ความมืดมิด โดยรอบก็ถูกแทนที่ด้วยแสงจ้าและภาพของชั้นวางหนังสือจำนวนมากปรากกฎขึ้นอย่างชัดเจนพร้อมกับโฉมหน้าของหัวขโมยที่กำลังกระโดดเหยงๆ  ด้วยความเจ็บปวดจากการโดนหนังสือทับเท้า
“ อัสเทอร์
!!” เจ้าของเสียงตะโกนก้องเมื่อครู่ทักพร้อมกับเบิกตาโพลงเมื่อเห็นโฉมหน้าที่ชัดเจนของผู้ที่แอบย่องเข้าหอสมุดในยามวิกาล
“คะ.....ครับนายย่า ” คนที่ถูกเรียกชื่อหยุดกระโดดแล้วหันไปยิ้มแหยๆ อย่างรู้ชะตากรรม
คุณนายมากาล็อก หัวหน้าบรรณารักษ์ผู้ดูแลหอสมุดกรีฟฟิลล์ (คลังหนังสือที่รวบรวมหนังสือทุกประเภททั้งเก่า - ใหม่ สมกับเป็นหอสมุดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในอาณาจักร) ถึงกับต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจอีกครั้ง เมื่อนัยน์ตาสีเปลือกไม้ภายใต้แว่นตาหนาเตอะกวาดไปหยุดที่หนังสือเล่มหนาซึ่งกองอยู่ที่พื้น
“นะ..หนังสือต้องคำสาป ” หญิงชราพึมพำน้ำเสียงสั่นเครือ
“นายย่าครับ ดูนี่สิมีสมุดโน้ตด้วยครับ” สมุดโน้ตสีดำสนิทขนาดครึ่ง
A4 ดูหรูหราด้วยลวดลายอักขระโบราณสีเงินที่ถูกทำเป็นแบบนูนต่ำ ถูกหยิบขึ้นจากพื้นโดยมือหยาบที่เต็มไปด้วยรอยเหยี่ยวย่น
“เก็บหนังสือ แล้วตามย่ามาที่ห้องทำงาน......เดี๋ยวนี้” หญิงชราเพ่งสายตาไปที่สมุดโน้ตในมือแล้วออกคำสั่งเสียงเข้ม

“อา...เอ่อ...ครับ”

แสงสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสว่างพอให้แขกที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะทำงานของหัวหน้าบรรณารักษ์มองเห็นหน้ากันได้อย่างชัดเจน  แต่ถึงกะนั้นก็สร้างความสงสัยให้กับ อัสเทอร์   เดฟโฟดิล อยู่ไม่น้อยว่าทำไมถึงไม่เปิดไฟหลอดใหญ่ให้รู้แล้วรู้รอดจะเปิดโคมไฟสลัวๆให้อึดอัดไปทำไม ซึ่งเขาก็ตัดสินใจเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ไม่ถามออกไป อัสเทอร์ละความคิดนั้นแล้ววางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะสีน้ำตาลเข้ม ขณะที่เจ้าของโต๊ะใช้มือขยับแว่นแล้วจ้องสมุดโน้ตเล่มเล็กอย่างจดจ่อราวกับว่ากำลังเข้าฌาน
“ ทำไมถึงสนใจหนังสือเล่มนี้ ” หญิงชราถามเสียงเรียบ แต่ยังไม่ยอมละลายตาจากสมุดในมือ
“เรื่องนั้นคือ...ผมไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ เพียงแต่มันเป็นหนังสือที่อยู่ในความฝัน ดังนั้นผมก็แค่อยากรู้ว่ามันมี
อยู่จริงหรือเปล่า แล้วมัน....ก็มีอยู่จริงๆ” อัสเทอร์ตอบพลางเปิดหนังสืออย่างสนใจ แต่เพียงหน้าแรกความสนใจนั้นก็ถูกแทรกซึมไปด้วยความงุนงงและความสงสัยเนื่องจาก ตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้เป็นอักขระแบบตะวันตก หากแต่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ลักษณะอักษรคล้ายภาษากรีกไม่ก็ภาษาละตินแต่มันดูยากกว่าซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่ใช่ภาษาทั่วไปที่เขาจะรู้จักอย่างแน่นอน ทั้งๆที่ขลุกตัวอยู่ในหอสมุดแห่งนี้มาตั้งแต่จำความได้หนำซ้ำยังอ่านหนังสือในนี้จบไปแล้วนับพันเล่ม แต่ยังไม่เคยพบเจออักขระเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
“ อักษรอัลฟาเบต 1 ” เสียงทุ้มต่ำของหญิงชราเรียกความสนใจของคนที่กำลังงุนงงกับอักษรในหนังสือได้เป็นอย่างดี เขาชะงักเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง
“หนังสือเล่มนี้ถูกบันทึกโดยชนเผ่านักเดินเรือโบราณ....... ” คุณนายมากาล็อกเริ่มอธิบายถึงตัวอักษรที่ใช่ในการบันทึกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้อัสเทอร์คลายความสงสัยไปได้บ้างแต่สิ่งที่ได้ยินหลังจากนั้นทำให้เขาถึงกับต้องอ้าปากค้าง
“ ย่าไม่เคยพบประวัติของหนังสือเล่มนี้ที่กรีฟฟิลล์มาก่อนตลอด สี่สิบปีที่ย่าทำงานที่นี่ แล้วหนังสือเล่มนี้ก็ไม่เคยได้รับการแปลให้เป็นภาษาที่สามารถทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้มาก่อน ” คุณนายมากาล็อกวางของในมือแล้วกล่าวน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาคนที่เป็นผู้ค้นพบหนังสือถึงกับขนลุกซู่ และเกร็งไปทั้งตัว
“วะ..ว่ายังไงนะครับ หมายความว่าไง”
“ก็อย่างที่เห็นแค่ภาษาที่ใช้บันทึกก็ยาก ส่วนใหญ่ก็มีแต่นักโบราณคดีที่เข้าใจ ” อัสเทอร์เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่หัวหน้าบรรณารักษ์เอ่ย เขาพยักหน้ารับพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบสมุดโน้ตที่คุณนายมากาล็อกวางไว้มาเปิดดู
“และที่สำคัญ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้ต้องคำสาป ทุกคนที่ยื่นมือเข้ามาแปล จะต้องมีเหตุทำให้แปลไม่จบ”
“หือ...รวมถึง
 ‘ม่านมนตรา นี่ด้วยใช่ไหมครับ  ” หนุ่มน้อยถึงกับเบิกกว้าง และชี้นิ้วไปที่อักษรซึ่งเขียนไว้หน้าแรกของสมุดโน้ต คุณนายมากาล็อกใช้นิ้วกลางดันที่แว่นตาให้เข้าที่แล้วพยักหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นเบาๆ
“ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ปรากฏหลักฐานการแปลจากหนังสือเล่มนี้ ”
“อย่างนั้นหรือครับ เรื่องราวชักน่าสนใจซะแล้วสิ ” อัสเทอร์แสยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างสุนัขจิ้งจอกเจอเหยื่อที่ถูกใจ
“ผมขออนุญาตยืมหนังสือ กับสมุดเล่มนี้นะครับนายย่า.... ขอบคุณครับ”   ไม่รอการอนุญาต หนุ่มน้อยก็ถือวิสาสะรวบหนังสือต้องคำสาปและสมุดโน้ตมาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะลุกจากเก้าอี้
“ราตรีสวัสดิ์ครับนายย่า” 
หลังจากแน่ใจคนที่เพิ่งออกไปจะไม่ได้ยิน  หญิงชราก็พึมพำเสียงแผ่วกับรูปของหญิงชายคู่หนึ่งที่ส่งยิ้มมาอย่างมีความหวัง
“โชคชะตาเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สินะ มันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่มังกรอัสดรากันจะต้องตื่นจากนิทราเสียที”

1 อักษรอัลฟาเบต เป็นอักษรที่ชาวพวกฟินิเชียนได้ดัดแปลงแก้ใขอักษรเฮียราติกของอียิปต์ และอักษรลิ่มหรือคูนิฟอร์มของชาวสุเมเรียน 

ปราสาทหินอ่อนสีงาช้างถูกออกแบบให้หรูหราคล้ายแบบสถาปัตยกรรมโรมันตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางผืนดินกว้างใหญ่ที่รายล้อมไปน้ำทะเลสีคราม ซึ่งหากจะเรียกเกาะก็ไม่เชิงเพราะยังมีคันดินเล็กๆขนาดเท่าถนนสี่เลนเชื่อมไปยังดินส่วนที่เรียกว่าธรณีภาคอื่นๆอยู่  ปราสาทหรูขนาดมหึมาถูจัดโซนอย่างเป็นระเบียบ ชั้นบนสุดของตึกตรงกลางมีระเบียงยื่นออกมานับเป็นจุดที่สามรถมองเห็นอาณาจักรได้เป็นมุมกว้างร้อยแปดสิบองศา และวันนี้ปราสาทก็ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ สาวใช้ ในชุดเมตสีน้ำตาลผูกเอวด้วยผ้ากันเปื้อนสีขาวราวๆร้อยกว่าคนเดินกันให้ควักในห้องโถงกว้าง ทุกต่างมีงานที่ต้องทำ บ้างก็ปัดกวาด เช็ดถู บ้างก็จัดดอกไม้และอีกมากมาย ส่วนพ่อบ้านและคนส่วนในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสีเปลือกไม้ก็กำลังวุ่นกับการตัดตกแต่สวนและโยกย้ายข้าวของที่ใช้ตกแต่งสถานที่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจะมีงานเฉลิมฉลองใหญ่ของอาณาจักรสองวันสองคืนเริ่มในสองวันถัดจากนี้  แต่ในทางกลับกันบนหอคอยด้านซีกซ้ายของปราสาทกลับเงียบเป็นป่าสากเพราะถูกใช้เป็นหลุมหลบภัยอีกเช่นเคย ร่างบางในชุดเดรสลูกไม้สีขาวนั่งทอดน่องอย่าง เหม่อลอยบริเวณโต๊ะอ่านหนังสือที่อยู่ติดกับหน้าต่าง เรือนผมลอนระรอกคลื่นสีบลอนด์ประกายชมพูปล่อยยาวถึงกลางหลังสะบัดพลิ้วจากสายลมยามเย็น นัยน์ตาสีอำพันทอระริกแต่ดูไร้ซึ่งความรู้สึก ณ เวลานี้คงมีเพียงเสียงเพลงจากตุ๊กตาไขลานเท่านั่นพี่พอจะทำให้ห้องมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ 

ก๊อกๆ !!  เสียงเคาะประตูดังขึ้นทันทีที่เสียงดนตรีจบ ร่างของผู้มาเยือนเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกเป็นร่างของชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลา ต้นแบบนัยน์ตาสีอำพัน ผมสีควันบุหรี่ถูกเชตเป็นทรงดูภูมิฐาน ข้างกายของเขาเป็นร่างสูงโปร่งของหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อน เรือนผมสีเดียวกับเจ้าของหลุมหลบภัยถูกรวบอย่างลวกๆแล้วปักด้วยปิ่นสีเงินอย่างเก๋ไก๋ เธอพาดผ้าสีดำขลับไว้บริเวณแขนพร้อมกับถือกล่องไม้สี่เหลี่ยมที่สลักลวดลายโบราณไว้ในมือ
“ไงจ๊ะสาวน้อย แอบมาหลบอยู่ที่นี่จริงๆด้วย” เสียงหวานทักทายเจ้าของห้องอย่างสดใส หากแต่ร่างบางของคนตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย
“พรุ่งนี้น่ะเป็นงานครบรอบ 20 ปีวันอภิเษกขององค์โดเรียสและท่านหญิงเฮเลนโมญ่า ราชา-ราชินีแห่งไวท์ เบอร์มอสเชียวนะ หนำซ้ำในวันถัดไปยังเป็นวันที่เราได้แก้วตาดวงใจมาเชยชมอีกด้วย ลูกควรจะตื่นเต้นและยินดีหน่อยสิ ” เสียงทุ้มต่ำช่างไม่เหมาะกับการพูดเล่นขำๆสักเท่าไหร่
“ตื่นเต้นและยินดีกับงานเฉลิมฉลองที่กำลังจะกลายเป็น
โศกนาฏกรรมน่ะเหรอคะ ” เสียงตอบแผ่วเบา แต่ดูจริงจัง
“ว๊า...ไม่รับมุกกันเลยนะ เอาล่ะงั้นพ่อเข้าเรื่องเลยละกัน” คนที่พยายามเล่นมุกเมื่อครู่ เปลี่ยนมาเป็นสีหน้าจริงจังแล้วอ้อมไปด้านหลังร่างบางที่นั่งไม่ไหวติงอยู่บนเก้าอี้ มือหนาเอี้ยวไปด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อสวมสร้อยทองคำขาวเส้นเล็กเข้าที่คอของคนตรงหน้า คนที่เอาแต่นิ่งเริ่มไหวติงโดยการใช้นิ้วเรียวสัมผัสที่จี้ทองคำขาวขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยซึ่งถูกออกแบบเป็นรูปไม้กวาดที่แม่มดในนิยายใช้ขี่ บริเวณปลายไม้กวาดตวัดมาด้านข้างเป็นสองแฉกเหมือนหัวกุญแจโบราณ
“ นี่มันอะไรคะ...... ” เสียงหวามยังแผ่วเบาไม่เปลี่ยน
“สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้านะลูกรัก มันเป็นไม้กวาดทองคำขาวซึ่งจะมีเพียงผู้ที่เป็นเจ้าของเท่านั้นที่จะเรียกใช้มันได้แล้วตอนนี้มันก็เป็นของลูก เพียงแค่ใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสที่สร้อย แล้วหงายฝ่ามืออีกข้างเพื่อรับจากนั้นก็นึกในใจเท่านี้มันก็จะกลายมาเป็นพาหนะให้ลูกขี่ไปที่ไหนก็ได้ และลูกคงได้ใช้มันในวันที่ลูกต้องการเปิดอะไรสักอย่าง... ” เจ้าของของขวัญสาธยายถึงของขวัญ
“แม่คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้วนะจ๊ะ สิ่งที่แม่กำลังจะทำต่อไปนี้ ไม่ใช่ในฐานะแม่ของลูกแต่ในฐานะของราชินีแห่งราชอาณาจักร” เจ้าของเสียงหวานที่ปรับเข้าโหมดจริงจังไปอีกคนวางกล่องไม้ในมือแล้วนำผ้าคลุมมีฮูตสีดำขลับที่พาดอยู่ต้นแขนไปสวมให้กับร่างบางด้วยในตาที่คลอไปด้วยน้ำใสๆ นัยน์ตาสีอำพันที่เคยไร้ความรู้สึกเบนมาทางเจ้าของผ้าคลุมด้วยความอาลัย เมื่อผูกเชือกเสร็จมือบางก็เคลื่อนฮูตขึ้นมาปิดเรือนผมสีบลอนด์ประกายชมพู ทำให้มองหน้าหวานราวกับตุ๊กตาไม่ชัด จากนั้นเธอก็หยิบกล่องไม้มาส่งให้คนตรงหน้า
“ในนี้มีภารกิจที่ลูกต้องทำให้สำเร็จ เราจะรอวันนั้นวันที่เราจะได้มาเฉลิมฉลองอย่างพร้อมหน้ากันอีกครั้ง...” ไม่รอให้จบประโยคร่างบางก็ลุกจากเก้าอี้เข้าสวมกอดผู้เป็นแม่ทันที
“พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างไวท์เบอร์มอส อาจจะกลายเป็นนครต้องคำสาปตอนไหนก็ได้ฉะนั้นเราจึงไม่มีเวลาแล้ว” เสียงทุ้มต่ำของชายคนเดียวในห้องเอื้อนเอ่ยแทรกผ่านความเงียบ
“ ที่ท่าเรือทางทิศเหนือจะมีเรือจอดอยู่ เรือนั้นจะพาลูกไปสู่จุดหมาย แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะเมเดรีย” คนที่ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจพยักหน้าเบาๆ แล้วซ่อนอาการที่แสดงออกทางใบหน้าไว้ภายใต้ผู้คลุมสีดำ...............

อัสเทอร์พลิกกระดาษหน้าต่อไปเพื่อหาข้อความอื่นๆ แต่กลับเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่า เขาถอดหายใจอย่างปลงตกแล้วสบถเบาๆ
“โธ่เว้ย!! แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้...เธอจะทำภารกิจสำเร็จไหนนะ” แล้วน้ำเสียงของเขาก็ค่อยๆอ่อนลง
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เธอหายไปไหน
ม่านมนตรา” เขาพึมพำเมื่อเปิดมาที่หน้าแรกแล้วมองไปที่ชื่อของเจ้าของสมุดโน้ตเล่มเล็ก
พึ่บ..พึ่บ
!! จู่ๆหนังสือต้องคำสาบก็เปิดไปมาทั้งๆที่ในห้องไม่มีลมเล็ดลอดเข้ามาเลย อัสเทอร์สะดุ้งโหยงพร้อมกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ทันทีที่เปิดมายังหน้าที่เป็นรูปเรือสำเภาโบราณหนังสือก็หยุดเปิดอย่างไปเสียอย่างนั้น อัสเทอร์ค่อยๆชะโงกหน้าเข้าไปดูหนังสือด้วยความอยากรู้ ทันใดนั้นเองที่แสงอาทิตย์ในรูปฉายแสงจ้าเข้าตาเขาอย่างจัง
อ๊า.....
!!

เรือนผมสีดำฉาบไปด้วยแสงทองของตะวันที่กำลังจะรับขอบฟ้าอยู่รอนๆ สายลมพัดกลิ่นอายบางอย่างมากระทบที่ใบหน้าหล่อของหนุ่มน้อยที่เอาแต่หลับตาพริ้มเนื่องจากเหตุการณ์ประหลาดเมื่อครู่ ชั่วครู่เมื่อเรียกสติสัมปชัญญะแล้วระลึกถึงเรื่องราวเมื่อนาทีที่ผ่านมา ในที่สุดเขาก็ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นภาพที่ปรากฏหาใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยไม่ แต่กลับเป็นสิ่งก่อสร้างสักอย่างที่ทำด้วยไม้ ไร้ซึ่งหลังคา ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลาที่น่าจะเป็นรติกาลอันมืดมิดแต่ไฉนกลับเป็นช่วงที่ตะวันยอแสงรอนๆไปเสียได้ อัสเทอร์ถึงกับอ้าปากค้างและนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นเดินสำรวจโดยรอบ เขารู้สึกได้ว่าแผ่นไม้ที่รองรับเขาอยู่มันโคลงเคลงอย่างบอกไม่ถูก เสียงซาๆ เป็นระรอกๆ บวกกับโครงสร้างเสากระโดง ต้นใหญ่และผ้าใบรูปสามเหลี่ยมต่างขนาดหลายผืนที่ถูกขึงกับเสาสูงทำให้มั่นใจได้ว่ากลิ่นอายที่มากับลมคือกลิ่นของน้ำเค็มสีคราม และสิ่งก่อสร้างที่เขาอยู่นี้ก็คือ เรือนั่นเอง อัสเทอร์ตัดสินใจจะเดินสำรวจต่อหากไม่ติดที่ว่ามีอะไรบางอย่าง มาปิดที่ปากเขามือทั้งสองข้างก็ถูกรวบไปไว้ด้านหลังแล้วออกแรงลากร่างของเขาไปที่ซอกเล็กๆหลังลังไม้ใบใหญ่
“อ่ะ..อา..อา” แล้วอัสเทอร์ก็รู้ว่าที่ที่ปิดปากเขาอยู่คือมือนิ่มของคนที่อยู่ใต้ผ้าคุมสีดำ เมื่อเห็นว่าน่าจะอยู่ในที่ที่ลับตาแล้วมือบางที่รวบแขนและปิดปากเขาเอาไว้ก็ค่อยๆคลายออก จนเขากลับมามีอิสรภาพอีกครั้ง
“คะ....” เพียงแค่ทำท่าจะเอ่ยถามริมฝีปากบางเกินชายก็ถูกปิดอีกครั้งด้วยนิ้วชี้เรียวของคนในผ้าคลุม
“ อย่าส่งเสียงดังสิ ” เสียงหวานแผ่วเบาราวกระซิบ ทำให้รู้ว่าผู้ร้ายที่ลากเขามาเมื่อกี้เป็นผู้หญิง ฮูตของผ้าคลุมซ่อนใบหน้าของเธอผู้นี้ได้เป็นอย่างดี
“เธอไม่ใช่คนที่นี่” ประโยคที่เธอใช้ถามทำเอาให้อัสเทอร์ถึงกับพูดไม่ออก
“คะ...ครับ คือเรื่องนั้นน่ะผม........... ระวัง
!!! ” อัสเทอร์ตะโกนเมื่อนัยน์ตาสีโกเมนเหลือบไปแหที่ถูกทอดลองมาจากเหนือศีรษะ หนุ่มน้อยเอนตัวไปด้านหน้าวงแขนแข็งแกร่งรวบร่างภายใต้เสือคลุมสีดำมาแนบอกแล้วใช้แผ่นหลังเป็นเกราะกำบัง
 อั๊ก
!! เสียงโซ่เหล็กที่ใช้ถ่วงแหกระทบเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง
“อ้า...” ร่างของอัสเทอร์สะดุ้งโหยงด้วยด้วยเจ็บ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาก็ยังไม่วายที่จะห่วงความปลอดภัยของคนในอ้อมแขน
“ ไม่เป็นไรใช่ไหม ”
“อะ...อืม” ร่างเล็กขยับตัวเบาๆ ทำให้อัสเทอร์รู้สึกตัวว่าแขนของตัวเองรวบร่างของเธอเอาไว้ เขาจึงรีบลดมันลงอย่างรวดเร็ว อัสเทอร์พยายามจะขยับตัวออกห่างเนื่องจากรู้สึกร้อนเผ่าไปทั้งตัวแต่แหเจ้ากรรมทำให้ขยับๆเขยื้อนไม่ได้
“ขอโทษนะ เพราะแหนี่แท้ๆเลย”  เขายิ้มเจื่อนแล้วหาเรื่องคุยแก้อาการเขิน
“วู้
~~  ดูเหมือนว่าแหของเราจะจับผู้บุกรุกได้นะครับฟินี ฮ่าๆๆๆ 2 ” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้องกับร่างของใครบางคนที่กระโกนจากตำแหน่งที่แหตกลงมา แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าของผู้บุกรุกที่เขาพูดถึง คนที่ทอดแห งี่เง่านี่เป็นชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอัสเทอร์ผมสีทองของเขาถูกรวบปลายเป็นหางเต่าไว้ด้านหลังช่างเหมาะกับหน้าตี๋ๆจอมทะเล้นอย่างหามิได้แม้อยู่ภายใต้แสงสลัวของพระจันทร์ในคืนก่อนวันเพ็ญ เพียงแค่ไม่กี่อึกใจเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ตรงมาที่จุดเกิดเหตุ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะคุณโอ๊คเล่” เสียงแหลมที่ดูร่าเริงเกินเหตุแหวกอากาศมาแต่ไกล  และแล้วเสียงฝีเท้าก็หยุดลง อัสเทอร์ค่อยเงยหน้าขึ้นมองไปยังผู้มาใหม่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆหนุ่มผมทองหน้าทะเล้นที่มีคนเรียกว่า
โอ๊คเล่ ’  
“ ทำเกินไปแล้วโอ๊คเล่ ” นายหนุ่มผู้มาใหม่ดูมีอำนาจและน่าเกรงขาม เขาตวัดสายตาสีหยกมาทางอัสเทอร์และคนในผ้าคลุมที่เอาแต่ก้มหน้า แล้วมองกลับไปทางใบหน้าทะเล้นที่ตอนนี้ซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
“เอ๋...” คนถูกดุ เอียงคอด้วยความสงสัย
“นั่นสิคะฟินี  คุณโอ๊คเล่จับผู้บุกรุกธรรมดาๆได้ไม่เห็นมันจะเกินไปตรงไหน ” เสียงแหลมแหวกอากาศเข้ามาพร้อมกับร่างเล็ก เจ้าของผมสีอิฐที่มัดเป็นแกละสองข้าง การสนับสนุนของเธอเรียกเลือดให้ไหลเวียนบริเวณใบหน้าอีกครั้ง
“ก็เพราะไม่ธรรมดาไงล่ะชีล่า ” แล้วก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา เป็นเสียงที่ดูสุขุมใช่เล่น  ร่างสูงที่ถูกเรียกว่า
ฟินีหัวไปยิ้มให้กับเจ้าของเสียงสุขุมแล้วเดินมาหยุดในตำแหน่งที่เยื้องกับอัสเทอร์ จึงไม่แปลกใจว่าเป้าหมายของเขาคือร่างบางที่เอาแต่นิ่งเงียบและซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ร่างสูงคุกเข่าลงพร้อมกับใช้มือหนาค่อยๆ เปิดแหที่คลุกร่างของเธออยู่ออก อัสเทอร์ได้แต่มองตาขวางอาจเพราะเขาเอาแหออกจากร่างของเธอ ปล่อยให้ร่างของอัสเทอร์อยู่ภายใต้ตาข่ายจับปลาต่อไปอย่างไร้ตัวตน
“ ทำไมถึงเอาแต่ซ่อนพระพักตร์อันเลอโฉมไว้ใต้ผ้าคลุมเช่นนี้ล่ะขอรับ องค์หญิงเฮเลนเมเดรีย ” ประโยคเมื่อครู่เรียกความตะลึงงันให้กับหลายคนบนเรือ รวมทั้งอัสเทอร์ที่อ้างจนพูดไม่ออก ชื่อที่เหมือนเคยได้ยินมาก่อน มันลอยว่อน ทว่าตอนนี้ในหัวของเขามันสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก  ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคืนร่างบางมีการตอบสนองเป็นครั้งแรกหลังจากเอาแต่นั่งนิ่งตั้งแต่โดนจับตัวได้ เธอค่อยเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าแล้วจู่ๆก็โผเข้ากอดอย่างไร้ซึ่งคำทักทาย
“ไม่เอาน่าฝ่าบาทเดี่ยวกระหม่อมก็โดนประหารเจ็ดชั่วโคตรหรอก ” เจ้าของเรือนผมสีเขียวเข้มเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ระหว่างที่มือหนาก็กอดตอบอย่างไม่รั้งรอช่างขัดกับสิ่งที่เขาพูด จึงเป็นภาพที่เขาใจยากเสียนี่กระไร ในความคิดของอัสเทอร์
“พรุ่งนี้แล้วค่ะ...พรุ่งนี้..” เสียงหวานยังคงแผ่วเบาและสั่นเครือ
“พี่รู้แล้ว...ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วนะ ” เกือบห้านาทีที่บรรยากาศรอบข้างชะงักไปชั่วขณะ แต่สำหรับอัสเทอร์มันช่างเป็น
เวลาที่นานโขกว่าที่จะได้รับการปลดปล่อยจากการถูกพันธนาการโดยตาข่ายจับปลาอันหน้าหงุดหงิด 

2 ฟินี มาจากคำว่า ฟินีเชียน ชนเผ่านักเดินเรือโบราณ ซึ่งในที่นี้คำว่า ฟินีใช้แทนคำว่า กัปตัน(เป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น)

 

จากการแนะนำตัวเองทำให้ทราบว่าร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อที่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม รับกับเรือนผมสีเขียวเข้มที่ตัดสั้นเป็นทรงอย่างเข้ากัน นัยน์ตาสีหยกดูจริงจังทุกครั้งที่พูด แต่รอยยิ้มที่เผยรอยปุ๋มบริเวณแก้มก็สามารถละลายความน่ากลัวให้หายไปในพริบตา เขาผู้นี้มีชื่อว่า ชาร์เล็ต  ฟรีเซีย ผู้ดำรงตำแหน่งกัปตันซึ่งทุกคนในเรือเรียกว่า ฟินี ไม่รอช้าเขาก็แนะนำสมาชิกคนอื่นๆให้กับผู้มาใหม่ คนแรกเป็นหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านแม้ผมสีมะฮอกกะนีจะดูยุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งตื่นแต่ดูเป็นการเป็นงาน เขาดูไม่เนิร์ดเท่าไหร่เนื่องจากไม่มีแว่น มีชื่อว่า คอร์แนล  คอร์บิ้น ข้างกันเป็นสาวผมแกละร่างเล็กเจ้าของน้ำเสียงแสบแก้วหู เธอมีชื่อว่า ชีล่า  โชแชงถัดมาด้านซ้ายเป็นหญิงสาวสูงโปร่งใบหน้าคมดูสุขุมและเยือกเย็นผมสีลาเวนเดอร์ยาวสลวยถูกปล่อยยาวถึงเข็มขัด เธอชื่อ ไฮเดรนเยีย เยอบีล และคนสุดท้ายดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่นาทีมานี้ เขากอดออกและยืนห่างออกไปทางมุมห้อง หนุ่มผมทอง หน้าทะเล้นที่ชื่อว่า โอ๊คเล่  โทบี้นั่นเอง หลังจากแนะนำลูกเรือของตนเสร็จก็ถึงคราวที่จะแนะนำผู้มาใหม่ให้ทุกคนได้รู้จักบ้าง เขาเบนมาสบตาสายตามาทางร่างบางที่ยังซ่อนตัวผู้ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ  และแล้วเรือนผมระรอกคลื่นสีบลอนร์ประการชมพูก็ปรากฏเมื่อฮูตที่คลุมอยู่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าหวานอันขาวเนียนอย่าชัดเจน นัยน์ตากลมโตสีอำพันดูไร้ซึ่งความรู้สึกอย่างที่เคยเป็น ริมฝีปากสีกุหลาบบางได้รูปขยับเบาๆเพื่อเอ่ยแนะนำตัว
“ เฮเลนเมเดรีย ไวท์ ค่ะ ” ครั้งนี้เสียงหวานยังคงแผ่วเบา แต่เนื่องจากเป็นห้องเล็กๆภายในเรือจึงทำให้ทุกคนได้ยินประโยคที่เธอพูดอย่างชัดเจน อัสเทอร์มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าตนอยู่ที่ไหนหากแต่มันยังอัศจรรย์จนไม่อาจเชื่อได้ง่ายๆ เขามองไปที่ร่างบางตรงหน้าแล้วระลึกถึงเรื่องราวที่ได้อ่านในสมุดโน้ตของ
ม่านมนตา
องค์หญิงหญิง เราต้องเรียกเธอว่าองค์หญิงสินะเขาคิดในใจ แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นทันควันเมื่อคนที่กำลังจะถูกเรียกว่าองค์หญิงตัดบทเหมือนได้ยินเสียงความคิดนั้น
“ขอความกรุณาทุกคนเรียกว่าอย่าเรียกว่าองค์หญิงเลยนะคะ เพราะว่ามันจบลงแล้ว ที่มาที่นี่ก็เพื่อรบกวนทุกคน ” เฮเลนเมเดรียเอ่ยพลางก้มศีรษะอย่างขอร้อง และแล้วอัสเทอร์ก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อฟินีชาร์เล็ต ส่งช่วงในการแนะนำตัวตัวคำถามที่ทำร้ายจิตใจสิ้นดี
“แล้วนายล่ะเจ้าแขกไม่ได้รับเชิญ เป็นใครมาจากไหน ”
“ สุดท้ายก็ผู้บุกลุก ” เสียงหนึ่งเล็ดรอดมาจากมุมห้อง ซึ่งอัสเทอร์รู้ดีว่าเจ้าของเสียงคือใคร  
“เอ๋...ฟินีไม่รู้จักคุณคนนี้มาก่อนเหรอคะตายจริง” เสียงแสบแก้วหูนั่นสอดแทรกมาในบทสนทนา ยิ่งทำให้คนที่ไม่มีใครร็จักรู้สึกเหมือนโดนสาดน้ำกรดเข้าอย่างจัง เขาส่งยิ้มเจื่อนทีหนึ่งให้กับทุกคน แล้วนัยน์ตาสีโกเมนก็หันไปประสานกับนัยน์ตาสีอำพันที่ถึงแม้จะดูเหมือนทะเลที่นิ่งสงบ แต่มันกลับเรียกขวัญและกำลังใจของอัสเทอร์ให้กลับมาอีกครั้งหลังจากที่กระเจิดกระเจิงไปไกล
“ผม อัสเทอร์  เดฟโฟดิลครับ เรื่องที่ผมมาที่นี่ได้ยังไง ถ้าเล่าไปทุกคนอาจจะไม่เชื่อ... ”
“ก็ไม่ต้องเล่าสิ” เสียงขัดคอจากมุมห้องทำให้ผู้ที่กำลังเป็นจุดสนใจสะดุดเล็กน้อย แต่เขาก็อธิบายต่ออย่างไม่ถือสา
“เรื่องมันเริ่มจาก......ทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ล่ะครับ ขนาดผมเองยังไม่อยากจะเชื่อ ”  หลังจากเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง    ระเอียดยิบให้ทุกคนฟัง ก็สร้างความตะลึงงันไปทั่วหน้า ความเงียบครอบคลุมห้องเล็กอีกหน
“ว้าว...อัศจรรย์จังเลยค่ะคุณอัสเทอร์ ” น้ำเสียงของสาวผมแกละยังตงร่าเริงเกินเหตุ
“โชคชะตาคงส่งเธอมาที่ไวท์เบอร์มอสเพื่อจุดประสงค์เดียวกับเรา” คนที่เงียบมานานออกความเห็นด้วยเสียงสุขุม แต่เธอก็ส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นมาให้อัสเทอร์ซึ่งถือเป็นการต้อนรับอย่างดี
“เอาล่ะในเมื่อทุกคนมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน เป้าหมายเดียวกันของเราก็คือ
เกาะแบล็ควิทช์งั้นอย่ารอช้าคอร์แนลช่วยอธิบายแผนการเดินทางที ”  คอร์แนลรับคำสั่งพร้อมกับกางแผนที่เดินทะเลยผืนใหญ่ลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่กลางห้องจากนั้นก็เริ่มสาธยายเส้นทางการเดินเรืออย่างคล่องแคล้วไม่มีสะดุด อัสเทอร์กลืมน้ำลายเอื๊อกด้วยความทึ่งถึงแม้ว่าเขาจะอ่านหนังสือมามากก็จริงแต่คงไม่มีความสามารถอธิบายอะไรจริงจังได้ขนาดนี้  เขาฟังแผนการเดินเรือของคอร์แนลอย่างตั้งใจทั้งๆที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเป้าหมายสักเท่าไหร่แต่ถ้าลองประติดประต่อกับเรื่องราวที่เขาอ่านก่อนมาที่นี่ เป้าหมายนั้นคงเกี่ยวข้องกับภารกิจที่เฮเลนเมเดรียแบกรับอยู่เป็นแน่

 

3 น้ำตาย คือวันที่น้ำลงต่ำสุด เกิดจาการที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันท์และโลกอยู่ในระนาบตั้งฉากกัน ตรงกับขึ้นและแรม 8 ค่ำ

ช่างเป็นรติกาลที่แสนยาวนานในความรู้สึกของอัสเทอร์ ซึ่งหลังจากฟังแผนเดินเรือของคอร์แนลเสร็จทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ภายในเรือมีห้องที่ใช้เป็นห้องนอนสามห้อง ห้องแรกเป็นของฟินี อีกห้องเป็นของพวกสาวๆ จึงทำให้อัสเทอร์ต้องอยู่ห้องเดียวกับคอร์แนลและโอ๊คเล่อย่างมิอาจเลี่ยงได้ แม้ว่าเจ้าของห้องคนที่สองนั้นจะไม่ค่อยยินดีก็ตาม ห้องแคบเหมือนซองหนึ่งของชั้นหนังสือในหอสมุดกรีฟฟิลล์ สร้างความอึดอัดไม่น้อยเมื่อต้องอยู่สามคน เตียงสองชั้นติดผนังมีเจ้าของจับจองอยู่แล้วทำให้อัสเทอร์ต้องนอนโซฟาไม้แข็งโปก เขาเอาแต่พลิกตัวไปมาเนื่องจากนอนไม่หลับ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเดินออกจากห้อง ทันที่ที่ขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือเขาก็พบว่ามีอีกคนที่ประสบปัญหานอนไม่หลับเช่นเขา แสงจันทร์ในคืนก่อนวันเพ็ญกระทบเรือนผมสีบลอนด์ ส่องให้เห็นปรากระกายชมพูเรือนๆ อัสเทอร์ตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้และหย่อนก้นลงนั่งข้างๆคนมาก่อนอย่างถือวิสาสะ แต่เธอก็ยังคงนิ่งและจดจ้องนัยน์ตาสีอำพันไปยังทะเลสีดำที่ทอประกายระริกจากแสงจันทร์และแสงดาวในยามราตรี
“นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ เฮ...”
“ เรียกฉันว่าเมเดรียเฉยๆก็พอ ” เธอเอ่ยทั้งๆที่ยังคงจับจ้องที่ทะเลคว้าง เหมือนคนนี้จะถนัดคุยกับคนอื่นอย่างไม่มองหน้านะ เป็นเจ้าหญิงภาษาอะไรเสียมารยาทจริงๆเป็นสิ่งที่อัสเทอร์คิดขณะมองไปที่ร่างบาง 
“กะ..ก็ได้” ความเงียบเข้าครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง แต่ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ทำลายความเงียบนั้นจะเป็นเสียงแผ่วเบาของเธอ
“ ฉันไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เลย ”
“หือ....” อัสเทอร์เอียงคอด้วยความสงสัย 
“พรุ่งนี้คำสาปนั่นจะสัมฤทธิ์ผล ทุกคนในไวท์เบอร์มอสจะกลายเป็นรูปปั้นหิน ไวท์เบอร์มอสจะกลายเป็นนครที่หลบไหลชั่วนิรันดร์ถ้าฉันทำไม่สำเร็จ ถ้าฉันทำมันไม่สำเร็จก่อนวันน้ำตาย 3 ” จู่ๆคนที่เอาแต่นิ่งเงียบก็อธิบายเรื่องที่อัสเทอร์สงสัยให้ฟัง โดยที่ไม่ได้เอ่ยปากขอซึ่งก็สร้างความแปลกใจให้กับเขาไม่น้อย อาจเป็นเพราะเธออยากจะระบายความรู้สึกที่อัดอั้นไว้ให้ใครสักคนฟัง ร่างบางของเธอสั่นเพลา เสียงสะอื้นเล็กๆ เล็ดมาตามสายลม  
“ ผู้ที่รับฝากความหวังมักจะกดดันเสมอผมเข้าใจ ” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างๆ 
“แต่ตอนนี้เมเดรียน่ะ ไม่ใช่คนเดียวสักหน่อยที่รับมันไว้ ” ครั้งนี้ใบหน้าหวานราวกับตุ๊กตาหันมาทางเขา นัยน์ตาสีโกเมนประสาทเข้ากับนัยน์ตากลมโตสีอำพันนั่นอีกหน นัยน์ตาที่เคยไร้ความรู้สึกเสมอจับจ้องมาอย่างคาดคั้นคำตอบ อัสเทอร์รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ก่อนจะตั้งสติได้แล้วพูดต่อ
“ก็ทุกคนบนเรือต่างมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เมเดรียทำภารกิจให้สำเร็จไม่ใช่เหรอ” 

“......รวมทั้งเธอด้วยหรือเปล่า ” ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการตอบกลับด้วยประโยคนี้ อัสเทอร์อึ้งนิดๆแล้วพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มหวาน
“ผมน่ะมาที่นี่เพื่อเมเดรียอยู่แล้วนี่” คราวนี้เฮเลนเมเดรียเป็นฝ่ายอึ้งพร้อมกับเบิกตาโพลง เธอหลบสายตาไปอีกทางเพื่อซ่อนอาการบางอย่าง แสงจันทร์สลัวสว่างไม่พอที่จะทำให้เห็นสีหน้าของเธอ และแล้วร่างบางก็พลันลุกขึ้น
“ง่วงแล้ว...” เป็นประโยคบอกลาที่แสนสั้นก่อนที่ร่างบางจะเดินหายไป ทิ้งให้คนที่นั่งอยู่มองตามอย่างไม่เข้าใจ คำพูดของเขาทำให้เธอโกรธเหรอ เธอไม่พอใจหรือเปล่า ถ้าไม่พูดแบบนั้นเธอจะยังนั่งอยู่ข้างๆเขาใช่ไหม คำถามมากมายปะทุเข้ามาในหัวของอัสเทอร์ เขายังคงนั่งคิดอยู่เช่นนั้นจนแสงอรุณของวันใหม่สัมผัสที่ขอบฟ้า

“ เดซี่รู้ตัวแล้วครับฟินีว่าเมเม่จังไม่ได้อยู่ในปราสาท..... ตอนนี้กำลังให้สมุนตามหาให้วุ่นทั่วอาณาจักร ” คนที่แจ้งข่าวด่วนในเช้านี้คือชายหน้าทะเล้นเขาเรียกทุกคนด้วยชื่อแปลกๆอย่างสนิทสนมอย่างคนที่อัธยาศัยดีเลิศ แต่ไฉนเขามองผ่านอัสเทอร์ด้วยใบหน้าบู้บี้แล้วสะดุดนิดหน่อยก่อนจะกวาดสายตาผ่านไป
“นานหรือยังโอ๊คเล่ ”
“น่าจะไม่นะครับ เพราะฉลามขาวเพิ่งมาส่งข่าว ตอนนี้กำลังให้สายของท่านโอ๊คเล่ผู้สง่างามสังเกตการณ์อยู่ ” นอกจากจะมีความสามรถในการทอดแหแล้ว โอ๊คเล่ยังสามารถสื่อสารกับสัตว์น้ำได้อีกด้วยนับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เสียจริง
“งั้นนายก็รอฟังข่าวจากทางนั้นไปแล้วกันนะโอ๊คเล่”
“เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านโอ๊คเล่ผู้สง่างามคนนี้เถอะครับ ถ้ามีการเคลื่อนไหวยังไงจะรีบรายงานทันทีเลยครับฟินี” โอ๊คเล่ตอบรับพร้อมใบหน้าทะเล้นไม่เข้ากับสถานการณ์
“อีกไม่นานเดเรเรสคงรู้ตัวว่าเมเดรียไม่ได้อยู่ในอาณาจักร แล้วมันก็คงจะส่งลูกน้องตามพวกเรามาจนเจอ ” ช่างเป็นการวิเคราะห์ที่หลักแหลมสมกับเป็นกัปตันเสียจริง
“ คอร์แนล ตอนนี้เราห่างจากปราสาทขาวเท่าไหร่ ” ปราสาทขาวเป็นชื่อราชวังแห่งไวท์เบอร์มอส อัสเทอร์รู้สึกดีที่ตนพอมีความรู้อยู่บ้าง
“ประมาณสามช่วงเวทย์ครับ หากได้เวทย์บริสุทธิ์ของคุณไฮเดรนเยียช่วยพลางไว้แล้วล่ะก็ถึงจะเป็นผู้แกร่งเวทย์ดำอย่างเดเรเรสก็คงหาตำแหน่งของเราไม่ได้ง่ายๆ แต่เดี๋ยวผมจะลองหาเส้นทางลัดดูเผื่อว่าเราจะไปที่แบลควิทช์ได้เร็วขึ้นนะครับ” คอร์แนลอธิบายถึงระยะห่างในการเดินเรือซึ่งเรือลำนี้ใช้เวทย์มนต์ในการเดินเรือการจะตามให้ทันก็ต้องใช้เวทย์มนต์เช่นกัน การวัดระยะทางใช้หน่วยในการวัดที่ออกจะแปลกๆ  พูดเสร็จคอร์แนลก็กลับไปตั้งหน้าตั้งตาในการดูแผนที่
“ ฝากด้วยนะไฮเดรนเยีย ” ฟินีชาร์เล็ตหันไปทางจอมเวทย์บริสุทธิ์ด้วยสายตาเชื่อมั่น
“อื้อ จะจัดการณ์ให้เดี๋ยวนี้ล่ะ ” น้ำเสียงยังสุขุมไม่เปลี่ยน แท้ที่จริงแล้วเธอคือสายเลือดของจอมเวทย์บริสุทธิ์ ตระกูลผู้บัญญัติและคิดค้นเวทย์มนต์นี่เอง
“อย่าลืมนะคะว่ากองทัพน่ะต้องเดินด้วยเท้าเอ้ย
! ท้องเอ้ย! ถูกแล้ว แฮๆๆ ไม่ขำกันเลยเหรอคะ” สาวผมแกละร่างเล็ก ยิ้มเจื่อนๆด้วยไปหน้าแดงระเรื่อ พลางใช้มือขยี้ผมแก้อาการเขินหลังจากที่รู้สึกได้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ นั่นก็คือ การเล่นมุกแป๊ก
“เพื่อเป็นการชดใช้ความผิดที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง ฉันจะขอแสดงฝีมือการทำอาหารให้เต็มที่ไปเลยค่ะ ไฟท์ติ้ง” คนที่ทำความผิดโดยการเล่นมุกผิดสถานการณ์ชูกำปั้นขึ้นราวกับจะไปรบแล้วมุ่งลงไปที่ห้องครัวอย่างไม่รีรอ คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอคนนี้คือเชฟสาวประจำเรือ ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำให้ตอนนี้เหลือเพียง ฟินีชาร์เล็ต เฮเลนเมเดรีย และอัสเทอร์เท่านั้นที่ยังยืนนิ่งปราศจากการไหวติงอยู่บริเวณหัวเรือ
“ช่วยตามมาหน่อยนะคะ ทั้งสองคนเลย” เฮเลนเมเดรียเอ่ยพร้อมกับเดินนำอย่างไม่สนใจคนด้านหลัง เธอเดินนำมาจนถึงห้องที่ใช้ชุมนุมกันเมื่อวาน จากนั้นมือบางก็ล้วงอะไรบางอย่างจากกระเป๋าด้านในผ้าคลุมมาวางบนโต๊ะกลางห้องดูแล้วเป็นหนังสือเก่าๆขนาดเท่าผ่ามือ เมื่อสังเกตเห็นว่าคนที่ถูกเรียกให้ตามมาทั้งคู่ไม่เข้าใจว่าเธอต้องการสื่ออะไร ริมฝีปากสีกุหลาบก็เริ่มขมุมขยิบเพื่ออธิบาย
“มันเป็นหนังสือที่ท่านแม่ให้มาน่ะค่ะ ดูแล้วมันน่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าจะเลือกใช้เส้นทางของรุ่นพี่คอร์แนล”
“แต่เดี๋ยวนะ...คอร์แนลบอกว่าจะลองหาทางลัดดูมันไม่ได้แปลว่าหาเจอแล้วไม่ใช่เหรอ” อัสเทอร์หยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย คนที่ทำตัวเป็นเทพธิดาพยากรณ์ส่งนัยน์ตาสีอำพันที่ไม่อาจคาดเดาได้มาทางเขาแล้วหันไปให้ความสนใจกับหนังสือตรงหน้าต่ออย่างไม่คิดจะคลายความสงสัยให้กับคนตรงหน้า
“เป็นผู้หญิงที่คาดเดายากชะมัด” คนที่ยังไม่คลายความสงสัยงึมงำ
เพียงแค่มือบางพลิกหน้ากระดาษสิ่งอัศจรรย์ก็ปรากฏต่อสายตาอัสเทอร์อีกครั้ง เมื่อเนื้อหาในหนังสือลอยอยู่บนอากาศเหนือหน้ากระดาษโดยไม่ต้องสวมแว่นสามดี หนำซ้ำบางภาพยังคลื่นไหวไปมาได้อีกด้วย
“เยี่ยมมากเมเดรีย นี่คงเป็นข้อมูลสิ่งมีชีวิตแปลกๆที่เราอาจจะพบระหว่างการเดินทางสินะ”
“ ค่ะ ”
“ผมมีอีกเรื่องที่สงสัยครับ” คนขี้สงสัยยกมือขึ้นถามอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ
“ ทำไมเราไม่เดินทางกันทางอากาศล่ะครับ อย่างเช่นใช้ไม้กวาดของเมเดรีย” เขาพูดพลางชี้นิ้วไปยังคอที่ห้อยสร้อยอยู่ มือบางหยุดเปิดหนังสือแล้วเลื่อนไปสัมผัสจี้ที่อยู่บนคอ  
“ทะ...ทำไมเธอถึง...” เสียงหวานตะกุกตะกัก
“ทำไมผมถึงรู้น่ะหรอ  เรื่องนั้นผมเคยเล่าไปแล้วนี่ครับ” แสดงว่าเมื่อวานเธอผู้นี้ไม่ได้สนใจเรื่องที่อัสเทอร์สาธยายเลยแม้แต่น้อย แก้มขาวของเธอเริ่มแดงระเรื่อเธอจึงเบนความสนใจไปที่หนังสือต่อ
“งั้นหรอ..” เสียงนั้นยังคงแผ่วเบา
“ก็เพราะว่าชั้นบรรยากาศเหนือทะเลแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหมอกมนตรายังไงล่ะ เป็นหมอกขาวที่หนาทึบจนมองไม่เห็นอะไรเลย จะมีก็แต่ยุงยักษ์มอสกี้ท่านั้นที่มองผ่านหมอกนั่นได้ ” คราวนี้เป็นคนช่างสงสัยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คนตอบคำตามเป็นถึงกัปตัน เขาเอ่ย พลางเดินมาแปะฝ่ามือลงที่ไหล่กว้างของอัสเทอร์
“ซึ่งเรื่องของเรื่องก็คือ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นเจ้ายุงยักษ์นั่นเลยสักครั้ง ” เมื่อห้องเข้าสู่ความเงียบหลังบทสนทนาจบลง ประตูก็เปิดออกเสียงให้สายตาทั้งสามคู่หันควับไปทางเดียวกัน
“เจอแล้วครับเจอแล้ว เจอทางลัดแล้วล่ะครับ” คนมาใหม่ส่งเสียงตื่นเต้น   
“ใจเย็นๆแล้วค่อยๆเล่ามาสิ คอร์แนล” การทำนายของเฮเลนเมเดรียแม่นราวกับจับวาง เส้นทางลัดที่คอร์แนลพบมีชื่อว่าช่องแคบแบทที้ดอลล์บี้ ซึ่งการจะให้เรือผ่านไปได้ต้องมีคนไปเจรจาเบิกทางก่อน มิฉะนั้นแล้วล่ะก็อาจจะจบเห่กันทั้งเรือ
“ว่าแต่จะให้ใครไปบ้างล่ะครับฟินี ” ผู้ค้นพบทางลัดเอ่ยหลังพล่ามรายละเอียดให้ทุกคนในห้องฟังจนจบ
“การเดินทางต้องใช้เรือยางหางยาวที่เรามีอยู่สินะคงเร็วกว่าเรือแจว ฉะนั้นภารกิจนี้จะมีผู้ร่วมขบวนการได้แค่สองคนเท่านั้นซึ่งจะเป็นไฮเดรนเยียซึ่งในพลังงานมากมายในการร่ายเวทย์พรางตาไปไม่ได้ ส่วนนายคอร์แนลนายยังมีแผนที่เดินเรืออีกหลายช่วงที่ยังไม่ได้วิเคราะห์ไม่ใช่เหรอ ”
“ครับฟินี ”
“ให้ฉันไปได้ไหมคะพี่ชาร์เล็ต ” เสียงที่แทรกเข้ามาทำให้สามหนุ่มต้องเบิกตาโพลง
“ไม่ได้เด็ดขาดเมเดรีย อย่าลืมว่ากลิ่นอายของแม่มดขาวน่ะถูกกลบได้ด้วยพลังเวทย์ของผู้ใช้เวทย์บริสุทธิ์นะถ้าปล่อยให้เธอ ออกไปเราก็จบเห่เหมือนกัน พี่ไปเองจะดีกว่า ” กัปตันเรือเอยเสียงเข้ม ขณะที่มือทั้งสองข้างจับที่ไหล่ของคนอยากไปอย่างเตือนสติ
“ไม่ได้นะครับฟินี เรือที่ขาดกัปตันมันจะต่างอะไรกับไอโฟนไม่มีมีแบตล่ะครับ โธ่” อัสเทอร์ปัดป่ายสองมืออย่างไม่เห็นด้วย ศัพท์ที่ใช้ทำเอาคนฟังถึงกับต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
“ไอฟงไอโฟนอะไรของนายกันอัสเทอร์” นัยน์ตาสีหยกจับจ้องมาอย่างตำหนิ ทำให้คนที่ใช้ศัพท์ผิดที่ถูกเวลา อ้ำอึ้งไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
“คือ...คือ...เอาเป็นว่าให้ผมเป็นคนไปเองครับ เพราะยังไงอยู่ที่นี่ผมก็ไม่มีหน้าที่อะไร แต่ผมขับเรือหางยาวไม่เป็น ”
“เอาอย่างนั้นเหรอ...”
“งานนี้ต้องพึ่งโอ๊คเล่ด้วยครับเพราะหมอนั่นนอกจากจะเชี่ยวชาญในการใช้เรือหางยาวแล้ว ยังสื่อสารกับสัตว์น้ำได้ ผมว่าน่าจะเป็นพรานนำทางที่ดีได้แน่” ชื่อของคนที่ถูกเสนอให้เป็นพรานนำทางในครั้งนี้สะกิดความกังวลให้กับผู้ที่เสนอตัวอยู่ไม่น้อย เนื่องจากไม่ค่อยจะสนิทกันเสียเท่าไหร่

แย่แล้วค่ะ แย่แล้ว!!” เสียงสูงที่แหวกอากาศมาอย่างหน้าตาตื่นนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
“จะทำอะไรก็รีบทำเถอะค่ะ ไม่เช่นนั้นคุณไฮเดรนเยียแย่แน่ๆ”
แฮกๆ
!!
“ทุกคนครับฉลามขาวส่งข่าวมาว่า คนของเดซี่กำลังไล่ตามเรามาติดๆ และเหมือนจะเริ่มจับพิกัดเราได้แล้วครับ” คนที่ทำหน้าที่ส่งข่าวพูดพร้อมกับอาการหอบ
“ไม่ได้การณ์ละ คอร์แนลรบกวนเอาเรือออกให้ด้วยนะ เมเดรียช่วยไปดูอาการไฮเดรนเยียที ”
“ครับ” คอร์แนลตอบรับอย่างสุภาพ ส่วนคนพูดน้อยก็พยักหน้ารับทราบแล้วเดินหายออกไปจากห้อง

ชีล่าช่วยเก็บของใช้ของจำเป็นในการเดินเรือให้ที เอาให้พอสำหรับสองคนนะ
รับทราบค่ะฟินี
“นี่มันอะไรกันครับเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องละไรเลย” ชายหน้าทะเล้นเริ่มโวย
“ขอโทษทีโอ๊คเล่ที่ฉันไม่มีเวลาอธิบาย ต้องรีบไปเบี่ยงเบนความสนใจพวกสมุนของเดเรเรสก่อน ไว้ให้อัสเทอร์อธิบายให้ฟังแล้วกันนะ” เมื่อได้ยินคนที่เป็นกับตันพูดเช่นนั้นยิ่งสร้างรอยร้าวให้ความสัมพันธ์ระหว่างโอ๊คเล่และอัสเทอร์เป็นอย่างมาก
“ฝากด้วยนะ อัสเทอร์  ” มือหนาตบลงที่ไหล่อัสเทอร์อย่างฝากความหวัง และสิ่งที่ผู้รับฝากความหวังพึงจะทำก็คือการพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม

เรือหางยาวยังคงแล่นฉิวไปกลางท้องน้ำสีครามอันกว้างใหญ่โดยมีเหล่ามัจฉาแหวกว่านำทางไปยังที่ที่เรียกว่าช่องแคบแบทที้ดอลล์บี้คนขับเรือยังคงบังคับเรืออย่างเงียบๆไม่ยอมปริปากพูดอะไร ส่วนผู้โดยสารหลังจากที่สาธยายเหตุผลของการเดินเรือครั้งนี้เสร็จสิ้นก็ถือว่าเป็นการจบบทสนทนา แล้วหันมาสำรวจสัมภาระที่ที่สาวน้อยผมแกละจัดเตรียมให้ของที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตถูกยัดเข้ามาในกระเป๋าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเธอช่างเป็นคุณแม่บ้านที่ไร้ตำหนิเสียจริง แต่แล้วดวงตาสีโกเมนสะดุดเข้ากับสิ่งกล่องสีครีมใบขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อเปิดฝาที่ครอบกล่องออก อัสเทอร์ก็ถึงกับต้องเอียงคอด้วยความสงสัยเล็กน้อย กล่องนี้บรรจุหนังสือเก่าๆขนาดเท่าผ่ามือเล่มหนึ่งซึ่งอัสเทอร์มั่นใจว่าเป็นเล่มที่เขาเห็นก่อนออกจากเรือแน่ๆ ข้างกันมีถุงผ้าเล็กๆสีขาว และกระดาษที่เขียนอะไรบางอย่างเอาไว้ ซึ่งเมื่อได้อ่านข้อความกลับทำให้เขาอึ้งจนพูดไม่ออก
หนังสือกับที่อุดหูในถุงผ้านั่นคิดว่าอาจจำเป็นต้องใช้ต้องใช้มัน อย่างน้อยก็ตอนที่ไม่อยากได้ยินเสียงบ่นของโอ๊คเล่ ....ผู้รับฝากความหวังมักกดดันเสมอ...ถ้านายไม่กลับมาตัวหารความกดดันของเราก็จะมีน้อยลง ฉะนั้นนายต้องกลับมานะ อัสเทอร์ เธอผู้เป็นเจ้าของกล่องใบนี้คงเข้าใจสถานภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมขบวนการนี้เป็นอย่างดี รอยยิ้มบางๆระบายบนใบหน้าหล่ออย่างอัตโนมัติ เขาเก็บถุงผ้าสีขาวใส่ในกระเป๋าเสื้อแล้วลงมืออ่านหนังสืออย่างๆตั้งอกตั้งใจโดยอาศัยความสว่างแสงจันทร์แจ่มจ้าในคืนวันเพ็ญ  เพียงชั่วอึกใจที่เพลิดเพลินกับเนื้อหาในหนังสือ แสงนวลของจันทร์ฉายก็ถูกแทนที่ด้วยแสงทองจากดวงตะวันอีกครั้ง นับว่าตั้งแต่นั่งเรือหางยาวมายังไม่มีใครได้นอนเลย  
“ถะ..ถึงแล้วแบทที้ดอลล์บี้” เสียงตะกุกตะกักของคนขับเรือดังขึ้นเมื่อตรงหน้าของเรือหางยาวเป็นเกาะรูปร่างแปลกๆขนาดใหญ่ครอบทะเลตรงหน้าเอาไว้ โดยมีช่องว่างเล็กๆเชื่อมไปถึงอีกฝากหนึ่ง
“คนที่เราจะต้องไปเจรจาขอทางคือ เจ้าตุ๊กตาหน้าค้างคาวนี่ ” อัสเทอร์เปิดหนังสือให้ภาพลอยขึ้นมาในอากาศแล้วเอี๊ยวตัวบิดไปด้านหลังเพื่อส่งให้เพื่อนร่วมขบวนการดู หนุ่มผมทองเบ้ปากนิดๆแล้วพยักหน้า แล้วเรือก็จอดเทียบท่าหาดทรายสีขาวโพลน แต่สิ่งที่น่าแปลกคือทั่วทั้งเกาะเงียบยิ่งกว่าเป่าสาก  ไม่มีแม้แต่เสียงคลื่นที่กระทบฝั่งเหมือนทะเลกำลังจำศีล เหล่าต้นไม้นิ่งสนิทปราศจากลมที่ทำให้ไหวติง
“หากใช้สัญชาตญาณนักประมงแล้วล่ะก็ มันเหมือนวันก่อนที่คลื่นยักษ์จะซัดมาเลยแฮะ” นักประมงวิเคราะห์สถานการณ์
“ทำไมมาพูดเอาป่านนี้เล่า” อัสเทอร์เอ่ยเชิงตำหนิ
“นี่เจ้าผู้บุกรุก นายมีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงกับโอ๊คเล่ผู้สง่างามฮะ” คนที่ถูกตำหนิแยกเขี้ยว
“เดี๋ยวค่อยพล่ามได้ไหมตอนนี้หนีก่อน..มะ..ไม่ทันแล้ว ” ทั้งคู่เบิกตาโพลงเมื่อเห็นน้ำทะเลกำลังยกตัวขึ้นเหนือร่างเตรียมที่จะซัดเข้าสู่ฝั่งอย่างเกรี้ยวกราด
“ เข้าไปในรากโกงกางนั่นเร็วเข้าสิ ” นัยน์ตาสีโกเมนดูจริงจังมากกว่าทุกครั้ง
“ทำไมท่านโอ๊คเล่ผู้สง่างามจะต้องทำตามคำสั่งขะ...” ไม่ทันจะจะกล่าวจบประโยคร่างของคนหลงตัวเองก็ถูกผลักเข้าไปในรากโกงกางที่หยั่งขึ้นเหนือพื้น ในขณะที่อัสเทอร์ก็หลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายใต้รากโกงกางอีกต้นที่อยู่ใกล้กัน คลื่นยักษ์ท่วมโขดหินสูงซัดเข้าฝั่งจากรวดเร็ว ความแรงของมันทำลายต้นไม้นาๆชนิด ล้มระเนระนาด เว้นเสียแต่ต้นแสมและโกงกาง น้ำเค็มซักเข้าที่ร่าง เพียงเสี้ยววินาทีที่อัสเทอร์รู้สึกเหมือนลมหายใจของตนเองขาดหาย ความเหนื่อยล้าถาโถม จนร่างกายหมดเรี่ยวแรงและไม่อาจจะเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้ แต่แล้วข้อความที่ฝากมาในกล่องสีครีมก็ลอยว่อนเข้ามาในความคิด     
นายต้องกลับมานะ อัสเทอร์ มันเป็นเหมือนกับนาฬิกาปลุกที่ทำให้อัสเทอร์สะดุ้งตื่น เมื่อเปลือกตาเปิดออกเผยให้เห็นสีโกเมน เขาก็พบว่าคลื่นยักษ์สงบลงแล้ว คนที่เพิ่งผ่านความตายมา มีอาการสำลักนิดหนึ่ง เรือนผมสีดำเปียกชุ่มไปด้วยน้ำหากแต่ไม่ทำให้มาตรฐานความหล่อของเขาลดลง อัสเทอร์โซซัดโซเซ ออกจากรากโกงกางแล้วตรงไปช่วยอีกคนที่เพิ่งจะรู้สึกตัวเช่นกัน
“นี่ท่านโอ๊คเล่ผู้สง่างามยังไม่ตายใช่ไหม ” แม้จะเพิ่งผ่านสถานการณ์ที่โหดร้ายมาแต่เจ้าคนหน้าทะเล้นก็ยังไม่เลิกหลงตัวเอง
“อืม” อัสเทอร์ตอบเสียงเอือม ตอนนี้บรรยากาศรอบข้างคือความมืดของรติกาลที่กลับมาอีกครั้ง แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องรอบๆร่างของทั้งคู่

“โฮ๊ะๆๆ พวกเจ้านี่เก่งจังเลยนะที่รอดตายจากคลื่นดอล์บี้ดอลล์บี้มาได้ โฮ๊ะๆๆ ” เสียงแหบพร่า
“นี่แกเป็นใครกัน
? แน่จริงก็อย่าหดหัวอยู่ในกระดองเซ่ ” หนุ่มผมทองโวย
“โฮ๊ะๆๆ บังเอิญว่าข้าไม่มีกระดองให้หดหัวซะด้วยสิ ” เสียงแหบยิ่งกวนประสาทขึ้นเรื่อยๆ
“คุณคือ แบทที้ดอลล์บี้สินะครับ คือผมต้องการเจรจากับคุณ ได้โปรดออกมาคุยกันหน่อยเถอะครับพวกผมเหลือเวลาเวลาไม่มากแล้ว ” อัสเทอร์ลุกขึ้นมองไปโดยรอบ
“โฮ๊ะๆๆ อย่างนี้ค่อยน่าเจรจาหน่อย” เจ้าของเสียงแหบพร่าปรากฏที่ต้นไม้ใกล้ๆ ภาพของปีศาจตัวขนาดเท่าเด็กสามขวบโพลงลูกตาสีเขียวเรือง ๆ ผมสีน้ำตาล ตัวผอมเห็นซี่โครงเป็นซี่ๆ ห้อยเอาหัวลงมาจากต้นไม้ตรงหน้าอัสเทอร์ทำนองค้างคาว
 
“ นี่มันเวตาลชัดๆ 4 ” อัสเทอร์งึมงำ เจ้าปีศาจค้างคาวไม่พูดพร่ำทำเพลง มันแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเอ่ยเงื่อนไขของตนเองทันที
“ข้าคือแบทที้ดอลล์บี้ผู้รักษาสัจจะยิ่งชีพเงื่อนไขของข้าก็คือผู้ที่สามารถร่วมเดินทางกับข้าไปจนถึงอีกฟากของช่องแคบโดยไม่ปริปากพูดกับข้าสักคำจะได้รับสิทธิ์ในการขออะไรก็ได้จากข้าหนึ่งข้อ โดยการเดินทางจะทำได้แค่วันละครั้งและครั้งละคนเท่านั้น โฮ๊ะๆๆ เรื่องง่ายๆ พวกเจ้าจะยอมรับข้อเสนอของข้าหรือไม่” 

4 เวตาล เป็นอมนุษย์ชนิดหนึ่ง เป็นชื่อตัวละครตัวเอกของเรื่อง นิทานเวตาล

“ถ้าหลุดปากพูดล่ะ ?? ”
“โอ๊ะโอ
!! กะว่าจะไม่พูดซะแล้ว แต่นัยน์ตาสีโกเมนนั่นคงไม่ยอมแน่ๆ...ถ้าหลุดปากพูดเจ้าก็จะกลายเป็นเครื่องเซ่นของข้า ที่จะทำพิธีในทุกคืนเดือนดับน่ะสิ โฮ๊ๆๆ  ”
“ท่านโอ๊คเล่ผู้สง่างามคนนี้ขอรับเงื่อนไข” จู่ๆคนหลงตัวเองก็รับคำท้าอย่างไม่ยอมปรึกษาคนอื่น ไม่ทันที่อัสเทอร์จะได้พูดอะไร ร่างของผู้ร่วมทางหน้าทะเล้นและปีศาจค้างคาวหน้าตาน่าเกลียดก็หายวํบไป อัสเทอร์จึงทำได้เพียงสบถเบาๆอย่างหัวเสีย จนเวลาผ่านไปหนึ่งวันแบทที้ดอลล์บี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับข่าวร้ายที่ว่า เพื่อนร่วมทางของอัสเทอร์เสียท่าให้เจ้าหมอนั่นเสียแล้ว นัยน์ตาสีโกเมนจดจ้องไปยังร่างน่าเกียจอย่างมีเลศนัยน์พร้อมกับตกลงทำตามเงื่อนไข ถุงสีขาวถูกหยิบออกจากกระเป๋าเสื้อ
“เธอนี่มันแม่มดจอมพยากรณ์จริงๆเฮเลนเมเดรีย” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ระบายบนใบหน้าอันหล่อเหลาอีกครั้ง

“หนึ่งข้อเท่านั้นที่เจ้าจะขอได้จากข้า จะเป็นเพื่อนจอมหลงตัวเองนี่ หรือใบผ่านทางช่องแคบแบทที้ดอลล์บี้เพื่อพวกพ้องที่รออยู่” ปีศาจเจ้าเล่ห์ยิ้มร่าตามประสาผู้ถือไพ่เหนือกว่า ยิ่งเห็นคิ้วหนาของคนตรงหน้าเริ่มผูกเป็นโบว์ มันก็ยิ่งหัวเราะได้ใจ
อัสเทอร์มองไปยังเจ้าของหน้าทะเล้นที่ตอนนี้ซีดเป็นไก่ต้ม สายตาที่เคยมองอัสเทอร์อย่างคาดโทษตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด คนที่ตกที่นั่งลำบากก้มหน้าเพื่อซ่อนอาการบางอย่าง
“ ผมไม่เลือกทั้งสองข้อครับ ” เสียงจริงจัง ทำให้ 1 คนกับอีก 1 ตนถึงกับเบิกตาโพลงอย่างตกใจ
“ผม...ขอให้คุณแบทที้ดอลล์บี้มาเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่พร้อมจะทำตามทุกสิ่งที่เจ้านายปารถนาตลอดไปครับ หนึ่งข้อไม่ขาดตกบกพร่อง” ช่างเป็นคำขอที่เจ้าเล่ห์เสียจริง ปีศาจค้างคาวกลืนน้ำลายเอื๊อก เพราะไม่คิดว่าจะมีคนกล้าที่จะขอแบบนี้ คนเจ้าเล่ห์ยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะออกคำสั่ง
“คุณทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ครับจงปล่อยเพื่อนผม และวานส่งใบผ่านทางมาด้วยนะครับ ”
“เอ่อ...เรือผมพังไปแล้วคุณทาสรับใช้ช่วยหาเรือให้ผมที ” ปีศาจค้างคาวถึงกับหน้าเจื่อน กัดฟันกรอด แต่ก็ต้องยอมทำตามเงื่อนไขแต่โดยดี

 

“อัสคุงน่ะเจ๋งสุดๆไปเลยครับฟินี” หลังจากกลับมาจากการเจราจากับปีศาจแบทที้ดอลล์บี้ ท่าทีเกลียดชังของโอ๊คเล่ที่มีต่ออัสเทอร์ก็เปลี่ยนไป สรรพนามแปลกๆที่ใช้เรียกก็เหมือนกับคนอื่นๆ เขาสาธยายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีจุดบกพร่องซึ่งเรียกความสนใจจากลูกเรือคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี ยกเว้นคนที่อัสเทอร์เพิ่งสังเกตเห็นว่าไม่ได้อยู่ในที่ประชุม
“ผมขอตัวไปพักนะครับ”
“จริงสิ เธอดูเพลียๆนะแถมหน้ายังซีดเหมือนคนเสียเลือดมากอีก” จอมเวทย์สาววิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ไปพักเถอะ นายทำดีมากอัสดรากัน ” ถึงจะไม่เข้าใจสรรพนามที่ฟินีชาร์เล็ตใช้เรียกสักเท่าไร แต่เขาก็ไม่คิดจะถาม  

ลมทะเลยังคงพัดผมยาวสลวยของร่างบางให้พลิ้วไหว เธอยังคงนั่งหย่อนขาอยู่ตำแหน่งเดียวกับครั้งก่อนที่ได้คุยกัน เขาตัดสินใจหย่อนก้นลงข้างเธอโดยพยายามทำเสียงให้โ.น้อยที่สุด
“ ขอบใจนะ ”
“เรื่องอะไร” เธอตอบอย่างไม่ปรายตามองมาที่เขาเช่นเคย
“ก็เรื่องหนังสือ แล้วก็ที่อุดหูที่เมเดรียให้ผมไปยังไงล่ะ มันช่วยให้ผมไม่ได้ยินที่เจ้าปีศาจนั่นพูดเลยตลอดการเดินทาง”
“อืม” เธอยังคงตอบเสียงเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก
“พรุ่งนี้จะถึงวันน้ำตายแล้วสินะ หากพรุ่งนี้ไม่มีลมหายใจมันก็สาสมแล้วใช่ไหมกับสิ่งที่ฉันทำ ฉันน่ะเป็นตัวถ่วงทุกคนแท้ๆ ทำให้รุ่นพี่ไฮเดรนเยียต้องปาดเจ็บ ทำให้โอ๊คเล่เกือบกลายเป็นเครื่องสังเวยของปีศาจนั่น แล้วก็...” นัยน์ตาสีอำพันคลอไปด้วยน้ำใสๆเมื่อใบหน้าหวานเบนมาทางอัสเทอร์ เขาใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาที่แก้มเนียนอย่างอ่อนโยนแล้วใช้สองมือกุม
มือบางทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ 

“มันอยู่ที่ว่าเราจะพยายามหายใจต่อไปหรือจะกลั้นหายใจต่างหาก ถ้าเราเลือกที่จะกลั้นหายใจก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาสได้ลุกขึ้นมา ซึ่งวันนั้นผมเลือกที่จะพยายามหายใจเพื่อที่จะได้กลับมาเป็นตัวหารความกดดันให้กับเมเดรียอย่างไงล่ะ”นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นริมฝีปากสีกุหลาบส่งยิ้มอย่างเขินๆแก้มเนียนเริ่มแดงระเรื่อ ทำให้คนที่อยากจะรักษารอยยิ้มนั้นไว้พยายามข่มความรู้สึกเหนื่อยล้า จากการสูญเสียเลือดไว้เต็มที่เพื่อไม่ใครคนตรงหน้าต้องเป็นกังวล

ทันทีที่เรือของเหล่าผู้กล้าเคลื่อนผ่านช่องแคบแบทที้ดอลล์บี้ก็หมายความว่าอีกไม่กี่อึกใจพวกเขาก็จะถึงจุดหมายซึ่งเป็นที่กบดานของแม่มดดำชั่วร้าย เดเรเรสแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อสถานการณ์กลับเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆท้องนภาอันกว้างใหญ่ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำทะมึน จนมิอาจแยกได้ว่ากลางวันหรือกลางคืน ลำเรือโคลงเคลงจนลูกเรือไม่อาจยืนนิ่งได้เนื่องจากคลื่นทะเลที่เกรี้ยวกราดเริ่มหมุนวนเพื่อกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“ตอนนี้สถานการณ์กำลังย่ำแย่ ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปต่อให้แบล็ควิทช์อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกเราก็ไปไม่ทันเวลาแน่” น้ำเสียงของผู้ดำรงตำแหน่งกัปตันกลับมาจริงจังอีกครั้ง ขณะที่ทุกคนกำลังคิดไม่ตกกับสถานการณ์คับขันจู่ๆเหล่าอัศวินก็ปรากฏตัวขึ้น ยุงยักษ์สามตัวกำลังบินว่อนอยู่เหนือลำเรือ ทุกคนต่างตะลึงงัน หากแต่ยังมีอีกคนที่ยิ้มร่าอย่างพอใจ
“เราสามารถใช้ยุงมอสกี้เป็นพาหนะได้ครับ แต่ว่ายุงตัวหนึ่งรับน้ำหนักได้แค่สองคน” เจ้าของนัยน์ตาสีโกเมนเอ่ย ในขณะที่ทุกคนยังอึ้ง ก็มีตนหนึ่งที่ตั้งสติได้
“เรื่องเรือน่ะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันกับคอร์แนลเถอะ หากใช้เวทย์เปลี่ยนทิศก็จะช่วยเรือไม่ให้ถูกน้ำวนนั่นกลืนกินได้ แต่มันอาจช้าหน่อย” จอมเวทย์รับอาสา
“ถ้าเช่นนั้นเราที่เหลือก็ไปกันเลยเฉลี่ยน้ำหนักตัวแล้ว อัสเทอร์กับเมเดรียไปตัวโน้น โอ๊คเล่กับชีล่าตัวนั้น ส่วนฉันจะไปตัวนี้เอง” ไม่เสียแรงที่มีตำแหน่งเป็นกัปตัน เขาออกคำสั่งเด็ดขาดอย่างไม่มีลังเล และแล้วคาราวานยุงก็เคลื่อนสู่แบล็ควิทช์
“มอสกี้พวกนี้มาได้ยังไง เพราะเธอใช่ไหม” เสียงหวานที่เคยแผ่วเบาตอนนี้กลับดูเข้มอย่างเอาเรื่อง
“พวกเขาแค่มาทดแทนบุญคุณที่ผมบริจาคเลือดให้น่ะ ” คนใจบุญพูดทีเล่นทีจริงทำเอาคนถามเบ้หน้าอย่างไม่พอใจ
เพียงไม่กี่นาทียุงมอสกี้ก็พาทุกคนมาถึงที่หมายตามประสงค์ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเล่าสมุนของแม่มดเดเรเรสก็กรูกันเข้ามาเป็นกองทัพ ทุกคนต่างต่อสู้ด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่ในมือ
“อัสเทอร์....รับ” ฟินีชาร์เล็ตตะโกนพร้อมกับโยนดาบโบราณที่ด้ามสลักเป็นลายมังกรให้กับอัสเทอร์ซึ่งรับดาบมาอย่างงงๆ 
“ดาบของอัสดรากันต้นตระกูลของนายยังไงล่ะมีนายกับดาบเล่มนี้เท่านั้นที่จะปลิดชีพเดเรเรสได้ ”
“อัสคุง กับเมเม่จังล่วงหน้าไปก่อนเถอะครับเถอะ ทางนี้พวกเราจะถ่วงเวลาไว้เอง” อัสเทอร์พยักหน้า แล้วดึงร่างบางของ
เฮเลนเมเดรียให้ตามไป ทั้งสองคนชะงักเมื่อพวกลูกกระจ๊อกของแม่มดชั่วร้ายยังตามไม่เลิก
”เมเดรียต้องหาตำราเวทย์แก้คำสาปให้เจอ เจ้าพวกนี้ปล่อยผมจัดการเอง” ว่าแล้วร่างบางก็หายเข้าไปในตัวปราสาท

เมื่ออัสเทอร์ตามเข้ามาในปราสาทเขาก็พบร่างบางที่คุ้นเคยล้มกองอยู่กับพื้น เขาจึงรีบพุ่งเข้าไปพยุงอย่างรวดเร็ว มือหนากำข้อมือของเธอไว้แน่น ทั้งสองคนเดินทุลักทุเลมาจนถึงห้องโถงกว้างที่ซึ่งมีใครอีกคนยืนอยู่ เรือนผมสีบลอนด์ประกายชมพูสะบัดใบหน้าหวานมาทางเขา
“ อัสเทอร์ฉันเจอตำราแล้ว สร้อยไม้กวาดนี่มันสามารถไขลิ้นชักได้ ” รอยยิ้มหวานระบายบนใบหน้าอีกครั้งแต่แล้วมันก็หายวับไปเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างอัสเทอร์ดูเหมือนเธอราวกับแกะ
“เดเรเรสกำลังเล่นตลกกับเธอนะอัสเทอร์ ” ร่างบางข้างกายเอ่ย
“แต่ฉันคือเมเดรียตัวจริงนะ” อีกร่างก็ไม่ยอมอ่อนให้ตอนนี้เขาทำได้เพียงมองร่างบางทั้งสองที่กำลังเถียงกันว่าใครคือตัวจริงสลับกันไปมา จนเขาต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง มือขวาชูดาบขึ้นแล้วชี้ไปที่ร่างบางตรงหน้า และกระชับมือซ้ายซึ่งกุมมือของคนข้างกายไว้จนแน่น
“ขอโทษนะ ผมน่ะมีหัวใจแค่ดวงเดียว” ว่าแล้วดาบก็วาดเป็นวงกว้างเหมือนจะฟันร่างของหญิงสาวตรงหน้าให้ขาดเป็นเสี่ยง
ฉึก
!!! ปรายดาบถูกตวัดไปทางด้านข้าง ปักเข้ากลางอกของคนที่เขากุมมือไว้เมื่อครู่ ร่างบางทรุดลงพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูดหลังจากที่ถอดดาบออก อัสเทอร์ปล่อยมือแล้วเดินไปโอบไหล่ที่สั่นเทาด้วยความตกใจ
“ผมบอกแล้วครับว่าผมมีหัวใจแค่ดวงเดียว ฉะนั้นผมไม่ได้โง่ขนาดที่จะทำร้ายหัวใจตัวเองหรอกนะครับคุณแม่มดเดเรเรส ”
เสียงกรีดร้องโหยหวน ดึงก้องทั่วปราสาทก่อนที่ร่างของแม่มดชั่วร้ายจะสลายไป

ไวท์เบอร์มอสตื่นจากหลับใหลเมื่อเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรได้ร่ายมนต์เมื่อคลายคำสาป หลังผ่านเรื่องร้ายๆเหล่าผู้ร่วมเดินทางในเรือคาราวานผู้กล้าก็มาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ในขณะที่กัปตันกำลังวุ่นๆอยู่กับการบันทึกอะไรสักอย่างลงในสมุดที่มีรูปร่างคุ้นๆ อักษรแปลกๆแต่เคยผ่านตา ใช่แล้วมันคือหนังสือต้องคำสาปและคนที่บันทึกมันคือ ฟินีชาร์เล็ต ฟรีเซีย คนนี้สินะ หลังจากการประชุมของเหล่าสลายผู้ร่วมเดินทางเสร็จสิ้น อัสเทอร์ก็เดินขึ้นมาบนดาดฟ้า ซึ่งก็มีใครบางคนยืนอยู่อีกเช่นเคย       “ทำไมเธอถึงมั่นใจว่าฉันคือตัวจริง ทั้งๆที่เห็นกุมมือเดเรเรสไว้แน่”
“ที่เมเดรียหึงผมเหรอครับ” ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้แล้วกระซิบจากด้านหลัง
“อะไรของเธอกันล่ะ” คนที่ถูกหาว่าหึงแย้งเสียงแข็ง
“หลายคนบอกว่าความรักทำให้คนตาบอด แต่สำหรับผมความรักทำให้รู้ว่ามีเมเดรียตัวจริงอยู่แค่คนเดียว”

อัสเทอร์ลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนั่งอยู่ที่เก้าอี้บรรณารักษ์ แต่สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝันคืนภาพ ชายหนุ่มผมดำและหญิงสาวร่างเล็กยืน อยู่บนดาดฟ้าของปราสาทกว้างซึ่งปรากฏในหน้าสุดท้ายของหนังสือต้องคำสาปที่เปิดอยู่ตรงหน้า เขายิ้มเขินๆแล้วหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กขึ้นมาแล้วพึมพำเบาๆ
“ปริศนาของเรื่องราวในหนังสือต้องคำสาปได้ถูกไขแล้ว ผมจะเป็นผู้รับฝากความหวังในการแปลหนังสือเล่มนี้ต่อเอง”
“ได้ยังไงกันล่ะนายน่ะไม่ใช่ผู้รับฝากความหวัง แต่เป็นตัวหารความกดดันต่างหาก” อัสเทอร์แหงนหน้ามองต้นเสียงแล้วเห็นภาพที่คุ้นตา รอยยิ้มร่าก่อกวนจังหวะการเต้นของหัวใจเขาอย่างยิ่ง แม้ว่าวันนี้ปริศนาของหนังสือต้องคำสาปจะคลี่คลายได้ด้วยดี แต่การที่เจ้าของนัยน์ตาสีอำพัน ปรากฏตัวขึ้นเป็นสัญญาณว่า ปริศนาข้อใหม่ในชีวิตของอัสเทอร์ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว  

 

< The End>



ผลงานอื่นๆ ของ Elva /สลิล

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 มกราคม 2558 / 19:58
    อ๊ายยยยยยย อ่านรวดเดียวจบเลย สนุกมาก บรรยายฉากสถานที่เก่งจัง (พี่นี่ง่อยมาก อย่าให้เขียนเชียว ถึงได้ชอบเขียนแต่ฉากในป่า 55555) มีฉากขี่ยุงด้วย (ขออนุญาตขำ55555) สุดท้าย อัสเทอร์xเมเดรีย น่าร้ากกกกกกกก แอบหมั่นไส้โอ๊คเล่ พอเขาช่วยแล้วเปลี่ยนท่าทีเลยนะพ่อคุณ! 

    ขอวิจารณ์เพื่อการแก้ไขละกันเนอะ (วิจารณ์กากประสาคนกาก TvT)

    1. คำผิด ที่พิมพ์ตก พิมพ์ผิด (อันนี้ใครก็เป็น) / คำผิด (ที่ไม่แน่ใจว่าเพราะรีบหรือเปล่า พี่จะแก้ไว้ให้นะ) : ระลอก, ลับขอบฟ้า,
    บุกรุก, ละเอียดยิบ, หลับใหล, รัตติกาล, มุกแป้ก, คำว่า แว่นสามดี อยากให้ใช้ว่า แว่นสามมิติ แทนคำทับศัพท์ ประมาณนี้เนอะ

    2. วรรคตอน ย่อหน้า ถ้าเราเอาจาก word เวลาเอาลงเว็บมันจะเคลื่อน หรือติดกันเป็นพืด ระวังด้วยเน้อ (ของพี่ก็ติด แต่พี่ขี้เกียจแก้ //โดนตบ)

    ถ้ามีเรื่องยาวอย่าลืมลงให้อ่านนะ รอติดตามจ้ะ :D



    #1
    0