มนตราทรายร่ายรัก

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,729
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 พ.ย. 56

2

 

                ยามเย็นอากาศที่ร้อนจัดค่อยๆ แปรเปลี่ยนครั้นตะวันตกขอบทรายอันไกลโพ้น ความเย็นเข้ามาแทนที่พร้อมความสว่างที่เลือนหายไป ถูกแสงจากนีออนมาแทนที่เช่นกัน บรรดากรุ๊ปทัวร์ถูกเชื้อเชิญลงมาทานอาหารค่ำ โดยมีไกด์หนุ่มมาต้อนรับทำหน้าที่เจ้าของบ้านที่ดี ลูกทัวร์ทั้งหลายกล้าลิ้มชิมรสอันแปลกใหม่ทำเอาไกด์หนุ่มที่ตั้งใจสรรหามาบริการยิ้มไม่หุบ


                มีเพียงคนหนึ่งที่ทำเหมือนไม่อยากแตะต้องอาหารมื้อนี้สักเท่าใด และเธอก็ตกอยู่ในสายตาของซากีนับแต่ออกจากลิฟต์ กระทั่งมานั่งทานอาหารสายตาเขามองลูกทัวร์แสนสวยคนนี้อยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นเธอไม่ค่อยทานอะไรเขาก็อดห่วงใยไม่ได้


                “อาหารไม่ถูกปากเหรอครับคุณริต้า ยังไงผมจะสั่งให้ใหม่”


                “ไม่ค่ะ ฉันทานได้แต่ไม่ค่อยหิว” ญาริตาตอบแผ่วเบาพลางยิ้มให้ รอยยิ้มพิมพ์ใจช่างหวานเหลือคณาทำเอาชายหนุ่มถึงกับสะดุดตาจับจ้องอย่างไม่เกรงใจ


                “ฮะแฮ่มคุณไกด์ขามองนุ่นบ้างก็ได้ค่ะ นุ่นอยากให้คุณไกด์มองนุ่น”


                “หล่อนกินมูมมามใครอยากมองยะ” แคทเธอรีนแซวด้วยน้ำเสียงขบขันเต็มที่ แล้วพยักพเยิดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มได้หัวเราะพร้อมกัน


                “ทำยังกับหล่อนไม่มูมมามอย่างนั้นนี่ยัยแคท กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำเหมือนตายอดตายอยากมาจากไหน”


                “พอได้แล้วแคท...นุ่น” แม่สาวมินนี่ต้องปราม แล้วหันไปพูดกับไกด์หนุ่ม “คุณซากีอย่าเข้าใจผิดว่าพวกเราทะเลาะกันนะคะ แค่แซวกันเล่นๆ”


                “แซวกันบ่อยจนน่ารำคาญครับ ริต้าคนหนึ่งรำคาญลุกเดินไปโน่นแล้ว” หนุ่มปลั๊กพูดอีกคน


                คราวนี้ทุกคนพากันเหลียวมอง ก่อนที่ไกด์หนุ่มขอตัวตามติดดูแลลูกทัวร์ที่ลุกออกไปโดยไม่บอกกล่าวอีกหน ร่างเพรียวระหงโดดเด่นในชุดเกาะอกสีหวานเสื้อกระโปรงติดกันยาวกร่อมเท้า และเธอสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตปกบัวยาวพอดีเอว เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายเต็มหลังล้อมกรอบดวงหน้าเรียวมน


                ยิ่งยามมองทางด้านหลังยิ่งทำให้เธอดูน่าสนใจมากขึ้น ชวนให้หัวใจชายหนุ่มหลายสัญชาติที่สวนทางเต้นแรงและอดเหลียวมองอย่างชื่นชมไม่ได้ รวมถึงหัวใจซากีไกด์ประจำถิ่นที่หลงใหลความงดงามถลำลึกลงไปทุกที


                “คุณริต้าครับ...” ซากีร้องเรียก


                แต่เหมือนเธอจะไม่ได้ยิน และยังคงเดินต่อไป กระทั่งถึงล็อบบี้เธอหยุดแล้วหมุนรอบตัวคล้ายว่าหาใครบางคน ไกด์หนุ่มถึงกับแปลกใจแล้วก้าวยาวๆ ตามมา


                ครั้นใกล้ถึงตัวก็เอื้อมมือสัมผัสไหล่ แต่วินาทีนั้นภาพใบหน้าของใครบางคนที่เหี่ยวย่นดูน่ากลัว แถมมีดวงตาข้างหนึ่งปูดโปนเหลือกถลนปรากฏต่อหน้า เขาถึงกับชะงักผงะถอยหลังไปหลายก้าว จากนั้นสะบัดหน้าภาพนั้นจึงหายไป เมื่อมองลูกทัวร์สาวอีกทีพบว่าเธอกำลังก้าวออกไปด้านนอก


                “จะไปไหนครับคุณริต้า...”


                “ริต้าจะไปไหน” แคทเธอรีนตามมาอีกคนร้องเรียกพลางวิ่งมายังไกด์หนุ่มพร้อมพูด “ไปตามริต้าเร็วๆ ค่ะซากีเดี๋ยวเดินไปให้รถชนอีก”


                ทั้งสองจึงเร่งฝีเท้าตามออกมา และแล้วก็เป็นอย่างที่แคทเธอรีนเอ่ยปากไว้ เพื่อนที่เดินราวกับไม่รู้สึกตัวมายืนกลางถนนด้านหน้าโรงแรม จังหวะนั้นเองมีรถคันหนึ่งวิ่งตรงมาทางร่างเพรียวระหงที่ยืนนิ่ง ซากีเห็นอย่างนั้นตัดสินใจออกไปดึงเธอให้พ้นทาง


                หารู้ไม่ว่าผู้หญิงอีกคนห่วงเพื่อนยิ่งกว่าชีวิตของตน ปรี่
เข้าไปช่วยอีกคน แต่เพื่อนพ้นรัศมีอันตรายไปเสียก่อนตนจึงตกเป็นเป้าให้รถคันดังกล่าวพุ่งชนเสียเอง ทว่าคนขับหยุดรถได้ทันท่วงที ภาพดังกล่าวสร้างความตกใจให้ทุกคนอย่างมาก แคทเธอรีนยืนอกสั่นขวัญแขวนหน้าซีดและใจหายอยู่อย่างนั้น ไร้เรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนกายให้พ้นทาง มีเพียงซากีที่เข้ามาพาเธอจากสถานที่เกิดเหตุ


                “แคทไม่เป็นไรนะ” ญาริตาที่สติกลับคืนถามไถ่ด้วยความห่วงใย


                “คุณแคทครับ...” ซากีช่วยเรียกสติอีกคน


                แคทเธอรีนจึงมองเพื่อนและไกด์หนุ่มประจำถิ่น พลางส่ายหน้าน้อยๆ และพร่ำพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์ จวบจนได้ยินเสียงห้าวและห้วนจัดของเจ้าของรถ


                “อยากตายหรือไงถึงพรวดพราดออกมาอย่างนี้!


                ไม่รู้ว่าเขาต่อว่าอย่างไรเพราะเขาส่งภาษาที่ฟังไม่ออกสักคำ แต่กิริยาท่าทีดูออกว่าเขาโกรธดังนั้นญาริตาก้มหน้าขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่


                “ขอโทษค่ะ ฉันไม่ทันมองเลยเดินข้าม”


                และเงยสบนัยน์ตาคมเข้มที่จ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย
วินาทีถัดมาดวงตาคู่นั้นแปรเปลี่ยนกะทันหันแสงอันแพรวพราวคล้ายว่าพึงพอใจในบุคคลตรงหน้าอย่างมาก แถมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเปลี่ยนไปเช่นกัน รอยยิ้มอันหวานฉ่ำไม่แพ้ดวงตาเกลื่อนหน้า


                “ต้องขอโทษจริงๆ อย่าถือโทษ...”


                ชายหนุ่มเจ้าของรถรีบเอื้อมสัมผัสมือเรียวเล็กเนียนนุ่มทั้งสองข้างมาเกาะกุม ทว่าหญิงสาวอีกคนตีมือที่ถือวิสาสะเสียงดังเผี๊ยะ แล้วดึงเพื่อนให้พ้นรังสีแห่งความเจ้าชู้ที่ฉายชัดออกมาอย่างไม่ปิดบัง พร้อมพูดเสียงเขียว


                “ซากีคะช่วยบอกเขาหน่อยว่า พวกเราขอโทษที่มาเกะกะขวางทาง แต่เขาไม่ต้องพูดแบบถึงเนื้อถึงตัวก็ได้ ทำแบบนี้เขาเรียกว่าคนไม่มีมารยาท”


                “คุณแคทครับ...” ซากีเกิดอาการอึกอักพูดไม่ออก “เอ่อคือ
ว่า...”


                “ไม่ต้อง ผมฟังออก” เขาตอบกลับด้วยภาษาเดียวกัน


                หญิงสาวทั้งสองมองเจ้าของรถไม่วางตา หน้าตาคมสันต์ผิวเข้มดวงหน้ามีหนวดเคราที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบและสวยงาม น่าพิศสมัยนักหนา


                กับแคทเธอรีนที่ไม่นิยมชมชอบผู้ชายหน้าตาดีสักเท่าไรด้วยไม่ได้มองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เมื่อได้พบคนตรงหน้ารู้สึกว่าหัวใจมันเต้นผิดปกติอย่างไรไม่รู้ ทว่ากิริยาที่เห็นบ่งบอกให้รู้ว่าผู้ชายตรงหน้ามีนิสัยเช่นไร จึงลบภาพภายนอกหมดสิ้น จากนั้นดึงเพื่อนหลบไปทางหน้าหลังมิให้ดวงตาแพรวพราวคู่นั้นได้หว่านเสน่ห์


                “ฟังออกก็ดีแล้ว งั้นขอให้รู้ไว้ว่าฉันกับเพื่อนมาเที่ยว นำเงินเข้ามาประเทศคุณดังนั้นกรุณาให้เกียรติ อย่ามาหว่านเสน่ห์ที่ไม่น่าสนใจสักนิด”


                “พูดตรงดี” ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยเสียงเรียบหากก็เจือไปด้วยความไม่พอใจ


                “ใช่ฉันเป็นคนพูดตรง แค่ฉันเห็นคุณก็รู้ว่าคุณเจ้าชู้แค่ไหน”


                “ถึงผมจะเป็นคนอย่างที่คุณว่า แต่ไม่คิดจะสนใจผู้หญิงอย่างคุณ ผมสนใจเธอคนสวยกว่าคุณมากกว่า งั้นกรุณาหลีกทางให้ผมได้คุยกับเธอ”


                “ฉันก็ไม่สนใจคุณเหมือนกัน แล้วเสียใจย่ะ ฉันไม่ให้เพื่อนไปคบค้าสมาคมกับคุณแน่”


                แคทเธอรีนหวงเพื่อนนักหนาแล้วไม่มีท่าทีว่าจะยอมลงให้ผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่า ร้อนถึงซากีต้องมาเตือนลูกทัวร์


                “คุณแคทพอเถอะครับ” แล้วก้มหน้าให้ชายหนุ่ม “ต้องขอโทษคุณอิบรามิลด้วยครับ พอดีว่าคุณริต้ากับคุณแคทไม่เห็นรถเลยเดินข้าม...”


                “เธอคนสวยนั้นชื่อริต้าซินะ” อิบรามิลยิ้มทำตาหวานซึ้ง พลางมองเลยไปทางด้านหลังหญิงสาวอีกคน แต่กลับไม่พบเธออยู่ในที่ควรอยู่


                “อ้าวหายไปไหนแล้ว”


                คราวนี้ทั้งแคทเธอรีนกับซากีหันกลับไปมองด้วยความตกใจ เธออีกคนหายไปราวปาฏิหาริย์!



 

                เขาและเธอทั้งสามมิรู้ได้เลยว่าเธอที่ว่ายืนอยู่ตรงนั้นพยายามร้องเรียก แต่ไม่มีผู้ใดมองเห็น ญาริตาแปลกใจครามครัน แม้แต่ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นก็เพียรมองหาเธอ ชั่วครู่ทุกคนก็กระจัดกระจายออกไปคนละทิศละทาง มีแต่เธอที่หันรีหันขวางพลางร้องเรียกอยู่อย่างนั้น และแล้วน้ำเสียงแหบแห้งออกจะเย็นยะเยือกของใครคนหนึ่งดังขึ้น
ทางด้านล่าง


                “แม่หนู...”


                หญิงสาวจึงหันกลับไปมอง พลันดวงตาทอประกายด้วยความดีใจ


                “ยาย...ใช่ยายจริงๆ ด้วย”


                “เจ้าเก็บลูกแก้วสีทรายเอาไว้รึไม่”


                “ลูกแก้วสีทราย” เธอทวนคำอย่างงุนงงพลางคิดทบทวนราวกับลืมเรื่องนี้ไปชั่วคราว ในที่สุดแล้วก็คิดได้ “ไม่มีแล้วค่ะ มันกลายเป็นก้อนหินแล้วค่ะ”


                “ลูกแก้วต้องเป็นลูกแก้ว เจ้าลองเปิดกระเป๋าของเจ้าดู”


                หญิงสาวทำตามพบของที่ว่านอนอยู่ก้นกระเป๋า ยอมรับว่าแปลกใจแต่หยิบขึ้นมา


                “ยายคะยายเคยบอกหนูว่าลูกแก้วสีทรายเลือกหนูเป็นเจ้าของคนต่อไป หมายความว่าอะไรคะ แล้วทำไมยายถึงรู้ว่าหนูเคย...ผิดหวังเรื่องความรัก”


                เพียงแค่เอ่ยถึงก็เกิดปวดแปลบในหัวใจ ความเจ็บเริ่มกลับมากัดกร่อนสะกิดรอยแผลที่มิอาจรักษาให้หายขาดเฉกเช่นแผลทั่วไป หญิงชราพูดราวกับตาเห็นทั้งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ท่านรู้ได้เช่นไรว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเธอพบกับความผิดหวังที่ร้ายแรง ทำชีวิตเกือบพังทลายเป็นแถบๆ ร่ำไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด


                ผู้ชายที่คบหามาเกือบสามปีนับแต่เรียนหนังสือ กระทั่งสำเร็จการศึกษาเขาและเธอก็ยังคบหาและรักกัน จวบจนเธอจบการศึกษาและมีงานทำที่ดีส่วนเขาก็มีงานที่ดีเช่นกัน ด้วยการคบหาที่มีมานานหัวใจเกิดสุกงอม เขาจึงอยากใช้ชีวิตคู่ขอร้องให้บิดามารดาสู่ขอ


                และแล้วเขากับเธอก็หมั้นหมายเพื่อรอฤกษ์แต่งงานที่ดีตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ความรักระหว่างรอวันแต่งงานไม่ต่างจากวันเก่าก่อน รักยังหวานชื่นจนเพื่อนๆ ต่างอิจฉา เมื่อถึงวันหนึ่งเหตุร้ายก็เข้ามาในชีวิต วันนั้นเขามาหาที่บ้านเธอดีใจที่ได้พบเขาก็ออกไปรับ


                ไปค่ะพี่กร ญาริตายิ้มให้คู่หมั้นหนุ่มเข้ามากอดแขน เวลานั้นเหลือบเห็นรถคันหนึ่งขับเข้ามาจอดหน้าบ้าน ทุกคนจึงหันไปมอง เจ้าของบ้านทั้งสามไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเจ้าของรถที่ลงมายืนข้างรถ ผิดกับจามิกรที่ตกใจหน้าถอดสีเมื่อเห็นคนดังกล่าว ยิ่งคนผู้นั้นก้าวตรงมาเขายิ่งหายใจไม่ทั่วท้อง


                มาหาใครหรือหนู มาติกามองผู้หญิงแปลกหน้าไม่วาง


                สวัสดีค่ะหนูมาหาคุณกร หญิงสาวแปลกหน้าพูดพลางยิ้มแล้วเหลียวมองชายหนุ่ม


                กลับไปก่อนนะปริม จามิกรว่าพลางเข้ามาจับเธออีกคนดึงกลับรถ แต่คู่หมั้นสาวขัดขึ้น


                พี่กรคะ ญาริตาจับจ้องคู่หมั้นหนุ่มที่จับมือถือแขนผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าต่อตา เห็นแล้วรู้สึกปวดแปลบที่ใจ พี่กรกับผู้หญิงคนนี้รู้จักกันเหรอคะ ท่าทางสนิทสนมพี่กับเขาเป็นอะไรกันคะ กรุณาบอกริต้าอย่าให้ริต้าคิดไปเอง


                ถ้ากรไม่พูดงั้นปริมจะพูดเอง คุณริต้าคะฉันกับกรรักกันค่ะ และเราก็ได้เสียกันก่อนเขาจะหมั้นกับคุณเสียด้วยซ้ำ แต่เขาไม่กล้าขัดใจพ่อแม่จึงต้องรับหมั้นกับคุณ แต่พอฉันเกิดท้องขึ้นมาเขาเลยต้องรับผิด กรุณาเห็นใจเราด้วยค่ะคุณริต้า


                ภาพในวันนั้นยังติดตาฝั่งใจมิรู้ลืมให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน หนึ่งเดือนหนึ่งปีหรือหนึ่งร้อยปีหากยังมีลมหายใจอยู่ก็ลืมไม่ลง บัดนี้ดวงหน้าสวยมีหยาดน้ำใสเอ่อแล้วหยดแหมะ


                “เมื่อเจ้ามีความรัก เจ้าก็ควรรู้จักความผิดหวังเช่นข้า”


                น้ำเสียงของหญิงชราบอกถึงความเจ็บปวดลึกล้ำ พลางจับจ้องหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาที่น่ากลัวนั้นแฝงไปด้วยห่วงใยและเอ็นดูก่อนที่ท่านจะยิ้มเพียงนิดแล้วหันหลังย่างเท้าตรงไปข้างหน้า ญาริตาเกิดงุนงงกับพฤติกรรมแต่ออกเดินตามไม่ห่าง


                ไม่รู้ว่าท่านจะนำพาไปที่ใด ที่รู้ก็คือเวลานี้เธอออกจากโรงแรมเดินไปตามฟุตบาท ที่เต็มไปด้วยแสงสีที่ประดับบนตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางมีรถราวิ่งให้ขวักไขว่ ทางเดินผู้คนสวนไปมาและส่วนมากเป็นชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยว ซึ่งไม่แปลกอะไร


                แต่ที่แปลกจนนึกอยากรู้ ทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่เห็นเธอเช่นไกด์นำเที่ยวกับเพื่อนสนิท ใครหลายคนแทบจะเดินชนด้วยซ้ำ เธอเสียเองที่ต้องคอยหลบผู้คนให้วุ่น ผิดกับหญิงชราที่ดูปกติไม่ร้อนใจว่าผู้ใดจะชนหรือไม่ ที่ไม่น่าเชื่อก็คือท่านกลับห่างออกไปทุกที จนญาริตาต้องเรียก


                “ยายคะ...”


                แต่ท่านไม่ได้ยิน จึงตัดสินใจเร่งฝีเท้าตามให้ทัน มองเห็นหลังของท่านลับหายไปทางซอกตึกสูง ครั้นตามเข้าไปกลับไม่พบหญิงชรา กลายเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่สองคนหน้าตาน่ากลัว มีหนวดเครารุงรังน่าเกลียดและน่าขยะแขยงยืนจังก้าขวางทาง เมื่อเห็นหญิงสาวรูปร่างออระชรอ้อนแอนขาวเนียนยองใย ทำเอาความกลัดมันพุ่งพล่านลูบปากหัวเราะกันอย่างครึกครื้น พร้อมส่งภาษาที่เธอฟังไม่ออก แต่สังเกตจากอากัปกิริยาแล้วเตือนตัวเองให้หนี


                สติที่มีเพียงน้อยนิดบอกอย่างนั้นญาริตาเลยตัดสินใจหันหลังออกวิ่ง เร็วที่สุดเท่าที่คิดว่าจะทำได้ แต่ไม่เร็วไปกว่าชายกลัดมันทั้งสองที่กระโจนเข้าดึงร่างเพรียวระหงไปอยู่ในอุ้งมือ


                “กรี๊ด!” เธอกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้เลย ชายกลัดมันทั้งสองล้อมหน้าล้อมหลังต้อนเหยื่อตัวน้อยเข้าไปมุมมืดของตึก เธอผู้น่าสงสารพยายามร้องขอความช่วยเหลือ


                “ช่วยด้วย!...ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย!


                ไม่มีใครเห็นหรือได้ยิน ทุกคนมองข้ามและพากันเดินไปราวกับไม่รู้ไม่เห็นเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอสักคนเดียว ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวครอบงำจิตใจ จนไม่รู้จะทำสิ่งใดได้แต่ร่ำไห้อยู่อย่างนั้น ท่าทางเช่นนี้กระตุ้นความกักขฬะให้ลุกโชนชายฉกรรจ์ทั้งสองคว้ามือคนละข้าง พร้อมกระชากเสื้อผ้าให้หลุดจากกายสาว


                ผิวพรรณที่ขาวผ่องยองใยโดดเด่นในความมืดปลุกเร้าตัณหาราคะให้กระพือโหม จนต้องคำรามเสียงดัง และพวกเขาก็ไม่รอช้ากดเหยื่อตัวน้อยให้ลงนอนกับพื้นอันสกปรก ไม่อาทรร้อนใจว่าเหยื่อจะร้องไห้วิงวอนขอความเมตตาสักเพียงใด ญาริตาดิ้นรนสุดชีวิต ครั้นใบหน้าน่ากลัวก้มลงหมายจะแนบหน้ากับทรวงอิ่มจึงกรีดร้องสุดเสียงพร้อมที่สติของเธอหลุดลอย


                ในพริบตานั้นเองร่างใหญ่ร่างนั้นถูกจับเหวี่ยงอย่างแรงกระแทกกำแพงปูนเสียงดังผลั๊ก! ชายฉกรรจ์อีกคนตวัดสายตาจ้องเขม็งมิทันได้ลงมือ ตนเองก็ถูกต่อยเข้าที่ใบหน้าและถูกเตะเข้าที่ปลายคาง เพียงเท่านี้ชายฉกรรจ์ก็แน่นิ่งไม่รู้สึกตัวอีกเลย

 



                กลางดึกบรรดาลูกทัวร์จากเมืองไทยมิอาจหลับลงด้วยห่วงใยเพื่อนคนหนึ่งที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย เวลานี้ที่ล็อบบี้แคทเธอรีนพร้อมด้วยซากีที่ร้อนใจไม่แพ้ผู้ใด เฝ้าลุ้นรอฟังข่าวจากผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งบุคคลดังกล่าวระดมลูกน้องทั้งของตนและเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ไหว้วานได้ออกตามหาหญิงสาวต่างชาติ ทั้งที่เพิ่งรู้จักแค่ไม่กี่นาทีก็ลงทุนลงแรงทำสุดความสามารถ


                กว่าสี่ชั่วโมงไม่มีวี่แววของเธอผู้นั้นแม้แต่น้อย แต่เขาไม่ละความพยายามไม่ย่อท้อ ติดตามหาด้วยตนเองเช่นกัน สุดท้ายก็คว้า
น้ำเหลวกลับมา


                “ว่ายังไงตกลงเจอเพื่อนฉันไหม” แคทเธอรีนปรี่เข้าไปถามไถ่ทันทีที่เห็นผู้อาสา “พูดเร็วๆ ซิอย่าชักช้าโอ้เอ้”


                “ถ้าเจอผมก็พาเธอกลับมาแล้ว แต่นี่เห็นไหม” สุ้มเสียงอิบรามิลค่อนไปทางหงุดหงิดงุ่นง่านและโมโห พร้อมส่งสายตาขุ่นมัว ผู้หญิงแสนสวยคนนั้นหายไปที่ใดกัน


                “เอ๊ะ อย่ามาหงุดหงิดใส่ฉันนะ”


                “ทำไมผมจะทำไม่ได้ ผมมีบุญคุณกับคุณนะจะบอกให้”


                “โอ๊ยอยากขอบคุณเหลือเกิน” แคทเธอรีนเอ่ยประชดพร้อมเบ้ปาก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีแววหมิ่นประมาท “ไหนบอกว่าเก่งไง มีลูกน้องเยอะรู้จักอิสซาบาห์ทุกตารางนิ้ว โธ่ก็แค่ราคาคุย โม้ซะไม่มี”


                “คุณแคทครับ เบาๆ หน่อยครับ” ซากีต้องเข้ามาเตือน


                “แหมซากีคะ เบาได้ที่ไหน คนแบบเนี่ยต้องประจานให้รู้กันทั่ว รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะต้องเจอๆ แล้วเป็นไงป่านนี้ยังไม่เจอริต้า ฉันกับคุณไม่น่าไปเชื่อคนประเภทนี้เลยให้ตายซิ”


                “เอ๊ะคุณ...” ดวงตาอิบรามิลวาวโรจน์ ไม่คิดไม่ฝันว่าการพาตัวมาวุ่นวายกับสาวต่างชาติที่ไม่รู้จักแม้แต่น้อย ทำให้อารมณ์เสียได้มากเช่นนี้


                “ทำไมยะ หรือว่าฉันพูดไม่จริง” แคทเธอรีนทำลอยหน้าลอยตาพร้อมยิ้มเยาะ “คุณมันก็แค่มีปากไว้พูด อวดหล่ออวดรวยกับผู้หญิงไปวันๆ ทำอะไรจริงจังไม่เป็นและไม่สำเร็จสักอย่าง ไม่มีใครจะไว้ใจเชื่อใจคุณ...”


                “หุบปากเน่าๆ ของคุณไปเลย!


                น้ำเสียงชายหนุ่มเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองติดจะตวาด
อย่างนึกโกรธ ส่งผลให้หญิงสาวชะงักไปเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยนิสัยไม่ยอมผู้ใดจึงต่อปากต่อคำ


                “ปากคุณซิเน่า เหม็นบูดอีกต่างหาก”


                “อย่าคิดว่าผมไม่กล้ารังแกผู้หญิง!


                “โอ๊ยกลัวตายละ คนอย่างแคทเธอรีนไม่กลัวใครรู้ไว้ด้วย”


                ยิ่งเธอพูดมากเท่าไร ยิ่งทำให้เขาโกรธมากเท่านั้น และหัวเสียรุนแรงเสียจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จ้องผู้หญิงที่เถียงเก่งเขม็ง ไม่เคยมีเธอคนใดกล้าทำกับเขาเช่นเธอคนนี้ ทุกคนมีแต่คลานเข้ามาอ้อนวอนวิงวอนให้เขารักให้เขาหลง และยอมพลีกายให้เขาเชยชมแล้วยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่เธอผู้นี้ช่างกล้า


                “คุณรามิลครับผมขอโทษแทน...”


                “ไปขอโทษเขาทำไมคะซากี เขาต่างหากที่ต้องขอโทษเรา ไปเลยไป๊อย่ามาให้เห็นหน้าอีกนะ”


                แล้วออกปากไล่อย่างไม่เกรงใจ สร้างความโกรธเคืองให้ชายอีกคน จึงไม่อยู่รอให้อารมณ์เสียไปมากกว่านี้สะบัดหน้าก้าวจากไปราวกับพายุบุแคม


                “โธ่คุณแคท หาเรื่องใส่ตัวทำไมครับ”


                “ซากีกลัวนายคนนี้เหรอคะ อย่าไปกลัวถ้าเขาคิดไม่ดี เราก็แจ้งความเลย”


                “ไม่ทันแจ้งก็ถูกคุณรามิลเล่นงานเสียก่อนซิครับ คนอย่างคุณรามิลถึงจะเจ้าชู้อย่างนี้ ร้ายไม่แพ้พี่ชายหรอกครับ”


                “ใครเป็นพี่ชายนายนิสัยไม่ดีคนนี้”


                “คุณอิบราฮิมไงครับ”


                โอ้นายขี้เก๊กนั่นหรอกหรือ มิน่าถึงว่าหน้าตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แคทเธอรีนรู้สึกเฉยๆ เพราะเวลานี้ห่วงเพื่อนจนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป


                “เรื่องคุณริต้าไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมตามหาให้เอง คืนนี้คุณไปนอนก่อนดีกว่า แล้วช่วยบอกเพื่อนคุณด้วยอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ถ้าคุณริต้าหายไปไม่กลับมาจริง ผมจะพาไปแจ้งความครับ”


                “ค่ะ...” หญิงสาวได้แต่พยักหน้ารับคำ คงต้องปล่อยให้เขาจัดการอย่างว่า เธอกับเพื่อนเป็นแค่คนต่างชาติต่างถิ่นต่างภาษาไม่รู้จักประเทศนี้สักนิดคงทำอะไรไม่ได้ มากไปกว่าเฝ้ารอ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่วันเดียวก็เกิดเรื่องร้ายขึ้นเสียแล้ว ถ้าต้องอยู่ต่อไปอีกหลายวันไม่เจอเรื่องที่เลวร้ายมากกว่านี้หรอกหรือ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

215 ความคิดเห็น

  1. #23 ตะบองเพชรจิ๋ว (@sayaung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 / 13:09
    ใครมาช่วยริต้าพระเอกเรารึเปล่า
    #23
    0