ตอนที่ 2 : ราตรีที่ 1. คุณหนูใหญ่ไห่อี้ซิ่ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 773 ครั้ง
    22 พ.ย. 61

“ไม่ได้”

“ทำไมล่ะเจ้าคะ”

“ข้าจะไม่ยอมแต่งไปเป็นอนุใครอย่างเด็ดขาด”

“แล้วผู้นี้ล่ะเจ้าคะ”

“ไม่ได้”

“เพราะเหตุใดเล่าเจ้าคะ ?”

“คุณชายใหญ่แห่งสกุลเปา เป็นที่เล่าลือว่าเจ้าชู้ยิ่งนัก สามภรรยาสี่อนุจะต้องถูกเขายกขึ้นมาอ้าง แล้วเจ้าจะให้ข้าหนีทางนี้ไปเจอทางโน้นอีกอย่างนั้นหรือ ข้าไม่แต่ง!!!

สิ้นสุดเสียงบ่นดังจนเหมือนตวาด เหยียนฮุ่ยและเหล่าแม่สื่อก็พากันหดคอถอนหายใจออกมาเผื่อผ่อนคลายความเคร่งเครียด รายชื่อบุรุษม้วนใหม่ถูกส่งให้ไห่อี้ซิ่วอ่านเพิ่มเติม แต่คำตอบจากปากของนางก็ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

“ไม่ได้!!!

“คุณหนูเจ้าคะ นี่เหลือเวลาอีกแค่สามวันก็จะถึงงานแต่งของคุณหนูชุนเฟินแล้วนะเจ้าคะ”

“ข้ารู้แล้ว” ใช่ว่านางไม่กังวล “เพราะฐานะของท่านพ่อข้าสั่นคลอน เหล่าบุรุษที่อยากแต่งงานกับข้าจึงน้อยลง ถ้าไม่หวังรับข้าไปเป็นอนุ ก็มีแต่รุ่นลุงรุ่นบิดาข้าทั้งนั้น เจ้าจะให้ข้าแต่งเสร็จ แล้วกลายเป็นม่ายในคืนเข้าหอหรือเช่นไร แบบนั้นไม่ยิ่งขายขี้หน้ากว่าอีกหรือ”

“แล้วคุณหนูจะทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ”

“ข้าจะออกไปนอกจวน”

“หา ?” เหยียนฮุ่ยเหลือบมองหน้ากับแม่สื่อด้วยความแปลกใจ “คุณหนูกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”

“ข้าไม่สนใจว่าบุรุษผู้นั้นจะสกุลใด ขอเพียงแค่เขาอายุไม่เกินสามสิบปี ไม่มีภรรยา และไม่คิดจะมีอนุภรรยา ข้าจะแต่งให้เขา”

“คะ...คุณหนู แบบนั้นไม่ยิ่งขายหน้ากันไปใหญ่หรือเจ้าคะ”

“จริงอยู่ว่าอาจขายหน้าอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่แต่งเพราะถูกญาติผู้น้องของตนเองแย่งชิงทั้งคู่หมั้นทั้งงานแต่งที่เฝ้าจัดเตรียมการมาเป็นปี ๆ ไปต่อหน้าต่อตามิใช่หรือ”

“เรื่องนั้น...”

“เอาล่ะ” ไห่อี้ซิ่วหมุนกายลุกขึ้นจากโต๊ะหนังสือทันที “ข้าจะไปตามหาเขา”

“เขา ?”

“ก็บุรุษผู้ที่จะมาแต่งงานกับข้าอย่างไรเล่า ?”

ถึงจะคิดว่าเงื่อนไขของตนไม่ได้มากมายและไม่น่ายากเย็น แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดา แค่ได้ยินชื่อสกุลไห่ก็พากันปฏิเสธส่ายหน้าหนีเสียแล้ว

“ข้าน่ะเหรอ ?” บุรุษขายผักชี้หน้าตนเองทันที “แค่ดูแลตนเองข้ายังลำบากกาย จะให้ข้ารับคุณหนูเช่นท่านมาเป็นภรรยา ข้าเกรงว่าจะดูแลท่านไม่ไหวหรอก”

“แต่ว่า...”

“ไม่เอา ๆ” บุรุษคนเดิมปฏิเสธซ้ำ “ยังไงข้าก็ยังอยากได้ภรรยา มิได้อยากได้เจ้านาย ขืนแต่งกับท่าน ข้ามิต้องทำหน้าที่ของสตรีเพิ่มขึ้นมาอีกหรือ ?”

เขาโบกมือไล่อย่างไม่ไยดี หันไปฉีกยิ้มการค้าขายผักให้กับสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งแทนนาง  ไห่อี้ซิ่วหน้าชา เริ่มรู้สึกว่าการหาบุรุษสักคนที่เหมาะสมมาแต่งงานด้วยทำไมถึงได้ยากเย็นเช่นนี้หนอ

“ไปทางด้านโน้นกันดีไหมเจ้าคะ ?”

เหยียนฮุ่ยที่เห็นคุณหนูกำมือแน่น ก็กลัวว่านางจะอาละวาดตวาดลั่นตลาดเสียก่อน จึงชี้ชวนเปลี่ยนไปอีกทาง ไห่อี้ซิ่วเม้มปากปาดเหงื่อที่เริ่มผุดขึ้นกลางหน้าผาก แล้วก้าวอาด ๆ ไปทางที่เหยียนฮุ่ยชี้ชวน

“ไม่ทราบว่าท่านแต่งภรรยาแล้วหรือไม่ ?”

เหยียนฮุ่ยที่ไม่อยากให้คุณหนูของตนต้องขายหน้าไปมากกว่านี้ตรงเข้าไปเอ่ยถามคนขายเนื้อที่กำลังถอดเสื้อลับมีดอยู่ทางด้านหลังร้าน

“ข้ายังไม่มีภรรยา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบมือยังไม่หยุดกระทำ “เจ้ามีอันใดงั้นหรือ”

“งั้นถ้าหากท่านแต่งงาน ท่านคิดจะมีอนุอีกหรือไม่”

“หากข้าเลือกผู้ใดเป็นภรรยา ข้าย่อมอยากอยู่กับนางเพียงผู้เดียวไปตลอดชีวิต”

เหยียนฮุ่ยยิ้มกว้าง หันมาโบกมืออย่างเริงร่าให้กับผู้เป็นนาย “งั้น...คุณชายสนใจแต่งงานกับคุณหนูไห่อี้ซิ่วหรือไม่”

“ผู้ใดนะ” มือของเขาชะงักไปทันทีจนเกือบจะโดนมีดบาด “คุณหนูลูกสาวเจ้าของกิจการเรือสำเภาน่ะหรือ ?”

“ใช่ ๆ”

“ขอโทษด้วย ข้าคงไม่เหมาะสมกับนางกระมัง”

“ทำไมเล่า ?”

“เจ้าก็เห็น ว่าร้านค้าทั้งร้อน ทั้งเหม็น ทั้งอับ หากให้คุณหนูเจ้ามาอยู่ที่นี่ทุกวันข้าจะได้ยินแต่งเสียงโวยวายด่าทอต่อทุกสิ่งในร้านของข้า หากต้องทนฟังเสียงนั่นไปตลอดชีวิต ไม่คิดว่าข้าจะอายุสั้นลงบ้างหรือ ?”

“คุณหนูข้าไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย”

“ไปหาที่อื่นเถอะ ข้ารับมือคุณหนูของเจ้าไม่ไหวหรอก”

เหยียนฮุ่ยคอตกเดินหน้างอกลับมาหาผู้เป็นนายที่กำลังถือร่มรออยู่ที่อีกด้าน พอเห็นอาการของสาวใช้ก็พอเข้าใจได้ในทันทีว่าบุรุษผู้นี้ก็ไม่ยินดีที่จะแต่งงานกับนาง

“ทำไมการหาบุรุษสักคนมันถึงได้ยากเย็นเช่นนี้”

“ทั้งหมดล้วนเพราะฟู่เหิงเจียไม่ดี หากไม่เพราะเขาออกตัวกับผู้คนไปทั่ว ว่าคุณหนูเป็นคู่หมั้นของเขา ปานนี้คุณหนูของข้าคงได้ออกเรือนกับคุณชายดี ๆ ท่านอื่นไปแล้ว”

“เรื่องที่ผ่านมาแล้วไม่มีผู้ใดแก้ไขได้ ทุกอย่างมันจะเริ่มต้นต่อจากนี้ไป”

“แล้วคุณหนูจะเอาเช่นไรต่อไป”

“ไปหาอะไรกินกันก่อนเถอะ” ไห่อี้ซิ่วถอนหายใจ “ข้าไม่เชื่อว่าในใต้หล้าข้าจะหาบุรุษสักคนมาแต่งงานด้วยไม่ได้!

 

เพราะเป็นช่วงใกล้เที่ยงแล้ว ผู้คนในโรงเตี้ยมจึงมากมายนัก เหยียนฮุ่ยนำหน้าไห่อี้ซิ่วขึ้นไปยังชั้นบน ท่ามกลางการต้อนรับที่นอบน้อมของเสี่ยวเอ้อร์ นางรวบชายกระโปรงก่อนนั่งลงที่เก้าอี้กลมด้านในสุดติดหน้าต่างที่เปิดอ้าออกไปมองเห็นความวุ่นวายที่เบื้องล่าง โดยที่เหยียนฮุ่ยยืนอยู่ด้านหลังของนาง มิกล้านั่งเสมอเจ้านาย

“คุณหนูจะกินอะไรดีเจ้าคะ”

“เอาที่ข้าชอบมาสองสามอย่าง แล้วก็ชาเหมาเฟิงหนึ่งกา”

“เจ้าค่ะ” เหยียนฮุ่ยตอบรับ พลางหันหน้าไปสนทนากับเสี่ยวเอ้อร์ทันที “เอาหูฉลาม ปลาสามรส เต้าหูเผ็ด กับผัดผักกาดขาวเห็ดหอม แล้วก็ชาเหมาเฟิงชั้นดืที่สุดหนึ่งกา”

“ขอรับ”

เสี่ยวเอ้อร์หันกายเดินจากมาด้วยความรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่เขาก็ยืนอยู่ตรงนั้นแท้ ๆ แต่เหตุใดคุณหนูใหญ่สกุลไห่ถึงมิปรายสายตามามองแล้วอ้าปากสั่งอาหารกับเขาเองเล่า

หลังจากรอเกือบสองก้านธูปอาหารที่ไห่อี้ซิ่วต้องการก็มาถึง เสี่ยวเอ้อร์รู้ดีถึงนิสัยเอาแต่ใจอยู่สักหน่อยของไห้อี้ซิ่ว เขาจึงนำทุกอย่างมาวางลงบนโต๊ะพร้อมกันตอนที่มันยังร้อน ๆ เหยียนฮุ่ยตรวจสอบอาหารทุกอย่างบนถาด ก่อนจะเป็นผู้หยิบวางลงบนโต๊ะเอง หลังจากตรวจความเรียบร้อยบนโต๊ะอีกครั้ง สาวใช้คนสนิทก็ส่งตะเกียบให้คุณหนูของตน

ไห่อี้ซิ่วเป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของบ้านจึงได้รับการดูแลอย่างดีเป็นพิเศษเสมอมาตั้งแต่เกิด พี่ชายสี่คนของนางรวมไปถึงบิดาต่างอยากได้ลูกสาวน้องสาวทั้งสิ้น ทันทีที่นางลืมตาถือกำเนิดขึ้นมา พวกเขาต่างพากันเอาอกเอาใจยิ่งกว่าผู้ใด

ต่อมาตอนอายุได้แปดปี แม่ของนางที่กำลังจะให้กำเนิดทายาทของตระกูลไห่ก็สิ้นใจพร้อมทารกน้อยในครรภ์ ทำให้บิดาตัดสินใจแต่งงานใหม่หลายครั้ง แต่งานแต่งก็พังไม่เป็นท่าเพราะฝีมือนางมารร้ายในวัยสิบขวบเพียงเท่านั้น

สุดท้าย...บิดาก็ยอมแพ้ต่อนาง

ล้มเลิกความคิดที่จะมีภรรยาใหม่ไปตลอดกาล...

แต่เรื่องครานั้นก็ยังเป็นที่โจษจันมาถึงคราวนี้ ทำให้พอเอ่ยชื่อไห่อี้ซิ่วออกไป บุรุษแปดในสิบมักจะส่ายหน้าหนี อีกสองในสิบที่เหลือก็พวกสกุลใหญ่ ตระกูลดัง หวังจะยกระดับด้วยการแต่งกับสกุลไห่ตระกูลหลักเท่านั้น แต่น่าเสียดายเหลือเกิน ที่บรรพบุรุษของตระกูลฟู่กับตระกูลไห่ ต่างหมายใจกันมานาน ทำให้ทุกสกุลพากันถอยหนี เพราะรู้ดีว่าไห่อี้ซิ่วได้หมั้นหมายกับคุณชายฟู่เหิงเจียตั้งแต่กำเนิด

ผิดกับไห่ชุนเฟินญาติผู้น้อง ผู้คนทั้งเมืองต่างกล่าวขานว่านางเป็นกันเองยิ่งกว่าคุณหนูสกุลใด บุรุษทั่วทั้งแคว้นต่างหมายใจในตัวของนาง ติดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือนางไม่ได้มีอำนาจเงินทองเทียบเท่าได้กับญาติผู้พี่ของนาง

“จะเอาอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะคุณหนู”

“ถ้าในเขตเมืองไม่มีผู้ใดอยากแต่งงานกับข้า ชานเมืองก็อาจจะพอมีบ้าง”

“ชานเมือง” เหยียนฮุ่ยอุทานด้วยความตกใจ มองนายหญิงของตนคว้าแก้วน้ำชามาดื่ม “แต่ที่ชานเมืองมักมีแต่พวกชาวไร่ชาวนา ไม่ก็ขอทาน ยาจก คนบ้านะเจ้าคะ หากคุณหนูแต่งงานกับคนพวกนั้น ข้าเกรงว่า...”

“ขอให้ข้าได้แต่งงานเถิด จะกับผู้ใดก็ได้ทั้งนั้น”

แววตาของไห่อี้ซิ่ววาวโรจน์กระแทกจอกน้ำชาลงกับโต๊ะจนน้ำชาหกกระจาย ใบหน้างดงามขมวดคิ้วแน่น ความอ่อนหวานเหือดหายไปอย่างน่าหวั่นใจ เสี่ยวเอ้อร์สะดุ้งย่อกายหนี ในขณะที่แขกคนอื่น ๆ ได้แต่หันกลับไปสนใจอาหารของตนเองต่อ

นั้นคุณหนูใหญ่สกุลไห่เชียวนะ...

ทุกคนต่างรู้จักนางดี ผู้ใดจะกล้ามีเรื่องกับนาง...

 

ชุดสูงค่าราคาหลายตำลึงกำลังปลิวไสวไปตามแรงลม สองข้างทางมีต้นไม้ต้นใหญ่ขึ้นมาบ้างนาน ๆ ต้นหนึ่ง ต่ำลงไปเป็นคันนาที่เขียวไปสุดสายตา บุรุษหนุ่มหลายคนสวมงอบใหญ่ ก้มหน้าลงดินมุ่งมั่นตรากตรำกรำงานหนัก โดยหวังว่าผลผลิตที่ได้จะคุ้มค่ากับแรงกายที่ต้องสูญเสียไป

“คุณหนู...” เหยียนฮุ่นขยับกายเข้ามาใกล้คุณหนูของตนอีกนิด เมื่อคิดว่ากำลังมีสายตาหลายคู่จับจ้องมองมาทางพวกนาง “ข้าว่า...เรากลับไปลองค้นหาบุรุษในเมืองกันอีกสักครั้งหรือไม่”

“ไม่ล่ะ ข้าไม่มีเวลาอีกแล้ว”

“งั้น...ข้าจะลองไปถามผู้นั้นดู คุณหนูรออยู่ตรงนี้อย่าไปไหนคนเดียวนะเจ้าคะ”

เหยียนฮุ่ยย้ำชัดเจนอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง สาวใช้วิ่งกระหืดกระหอบลงไปในท้องนา พยายามเปล่งเสียงตะโกนเรียกชายผู้หนึ่งมาคุยด้วยอยู่นาน ไห่อี้ซิ่วได้แต่กำมือแน่นด้วยความหวังรออยู่บนถนนใต้ต้นไม้ใหญ่

หลังจากเหยียนฮุ่ยสนทนาอยู่กว่าหนึ่งก้านธูป นางก็เดินหน้าตูมคอตกกลับมา

“เขาบอกว่ามิกล้าผิดใจกับตระกูลฟู่เจ้าค่ะ เพราะตระกูลฟู่เป็นผู้ให้เช่าที่นาของผู้คนเกือบทั้งหมดนี่”

“เช่นนั้นหรือ”

เสียงของไห่อี้ซิ่วคล้ายล่องลอย เหยียนฮุ่ยเห็นคุณหนูเต็มไปด้วยแววตาหมดหวังก็เริ่มฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณหนูของข้าทั้งงดงาม ทั้งเพรียบพร้อม รูปโฉมทรัพย์สมบัติบริบูรณ์ยิ่งกว่าผู้ใด ข้าเชื่อว่าจะต้องมีผู้ใดสักคนในที่แห่งนี้ที่จะยินยอมแต่งงานกับคุณหนูเป็นแน่เจ้าค่ะ” เหยียนฮุ่ยหมุนกายเตรียมจากไปอีกครั้ง “ข้าจะไปหามาให้ จนกว่าจะเจอคุณหนูได้โปรดรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนนะเจ้าคะ”

ร่างของเหยียนฮุ่ยวิ่งจากไปแล้ว ไห่อี้ซิ่วได้แต่ถอนหายใจ นางวิ่งไปหาบุรุษอีกคนที่กำลังทำนาอยู่ห่างจากคนแรกออกไป หลังจากสักถามครู่ใหญ่ เหยียนฮุ่ยก็วิ่งไปหาชาวนาคนต่อไป คนต่อไป และคนต่อไป

ไห่อี้ซิ่วไม่อยากมองภาพนั้นเลยสักนิด หรือนางจะไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใดจริง ๆ ยิ่งคิดความรู้สึกในทรวงอกก็ยิ่งเจ็บแปลบขึ้นมา

 

“...”

สองเท้าออกก้าวเดินมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เมื่อใด จนมาถึงที่ใดแม้แต่นางเองก็ไม่รู้ ดวงตะวันใกล้ตกดินเต็มที เหยียนฮุ่ยจะต้องวุ่นวายอยู่กับการตามหานางแน่ ๆ หรือไม่นางก็ยังไม่รู้ เพราะมัวแต่วิ่งวุ่นหาบุรุษสักคนในใต้หล้า ให้มาแต่งงานกับนางมารร้ายเช่นนางอยู่

เบื้องหน้าเป็นบ้านเก่า ๆ ที่กำแพงถล่มไปแล้วฝั่งหนึ่ง ทำให้พอมองเห็นว่าด้านในมีบุรุษในชุดมอซอเก่าเก็บ กำลังพยายามก่อกองไฟ

ไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจ สองขาของนางถึงค่อย ๆ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ แล้วเฝ้าสังเกตบุรุษผู้นั้นอยู่ห่าง ๆ

เส้นผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงพันกันจนน่ากลัว เสื้อผ้ามีร่องรอยการขาดจนมองเห็นเนื้อในหลายแห่ง แต่นางก็แอบมองเห็นว่ากล้ามเนื้อตามลำตัวและท่อนแขนของเขา ยังแสดงออกถึงความเป็นชายชาตรี มิได้ผอมแห้งใกล้ตายแม้แต่น้อย กลิ่นสาบเหงื่อของบุรุษเพศทำให้นางต้องย่นจมูกเล็กน้อย คาดว่าเขาคงไม่ว่างอาบน้ำมาหลายเดือนแล้วกระมัง

“มีธุระอันใดกับข้า”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 773 ครั้ง

1,238 ความคิดเห็น

  1. #1217 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 11:01
    โหดแท้เหลา
    #1217
    0
  2. #916 ข้าน้อย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:50

    น่าสนุกนะติดตามต่อไป

    #916
    0
  3. #745 veraya2099 (@veraya2099) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:35
    เอ่อ นางดุ่มๆไปถามหาสามีแต่งโต้งๆแบบนี้ ชาวบ้านเค้าไม่เอาไปนินทากันหมดแล้วเหรอคะ
    #745
    0
  4. #284 รัณฌา (@mymacam) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 15:35

    ไม่กลัวโดนลากเข้าป่าไปข่มขืนเลยเรอะ

    #284
    0
  5. #145 Menota (@chrys) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 22:23
    ชีวิต​จริงๆ​ยิ่ง​กว่านิยาย​ค่ะ​ มิฉะนั้น​ความ​สดของเรา​คงหายไปนานแล้ว (=_=) ?
    #145
    0
  6. #41 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 21:49
    ข้าล่ะอยากออกไปตามหาแบบนาง
    #41
    0