nextstep_10
ดู Blog ทั้งหมด

รู้ไหม? ความหลากหลายชีวภาพกำลังถูก "เอเลียนสปีชีส์" รุกราน

เขียนโดย nextstep_10
HDTVLCD TVHDTVTV StandsPlasma TVFlat Screen TVHDTV AntennaSamsung TVPlasmaLCD TV ReviewsTV StandWhat Is PlasmaSamsung LED TVPanasonic TVPlasma Vs LCDHDTV AntennasHDTV ReviewsWho Makes The Best HDTVLCD TVsPanasonic HDTVSamsung LCD TVPanasonic Plasma TVBest LCD TVHDTV TunerBest HDTV AntennaLCD TV RatingsFlat Screen TVsHDTV RecorderFlat Screen46 Plasma TV1080p26 LCD HDTVBest HDTVLCD Vs PlasmaVizio LCD TVSony LCD TVWho Makes The Best Plasma TVFlat Panel TVWhat Is 1080p FormatSamsung TVsLg LCD TVSamsung HDTVPlasma TV ReviewsCheap LCD TV32 LCD TVLCD HDTVHDTV Tuner Box1080i Vs 1080pHDTV Digital ReceiverPanasonic PlasmaBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlog
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่ารอบๆ ตัวเรา เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เป็น "เอเลียนสปีชีส์" และได้สร้างปัญหาให้สังคมไทยมายาวนาน ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ "ผักตบชวา" ที่กีดขวางคมนาคมทางน้ำ และปัจจุบันมีปัญหาจากสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่เข้ามารุกรานสิ่งมีชีวิตท้อง ถิ่นมากขึ้น และสร้างความสูญเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากเป็นอันดับ 2 รองจากการบุกรุกพื้นที่ของมนุษย์
       
       ดร.จานากา เดอ ซิลวา (Dr.Janaka de Silva) ผู้แทนจากสหพันธ์นานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ ไอยูซีเอ็น (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) ประจำประเทศไทย กล่าวถึงคำนิยามของเอเลียนสปีชีส์ (alien species) หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นว่า หมาย ถึงสิ่งมีชีวิต ซึ่งเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่ถิ่นประจำ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจของมนุษย์ โดยความตั้งใจนั้นอาจเป็นการนำเข้าเพื่อประโยชน์เฉพาะอย่าง เ่ช่น เพื่อการเกษตร เป็นต้น
       

       ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น สามารถกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่รุกราน (Invasive) สิ่งมีชีวิตประจำถิ่นได้ เพราะไม่มีคู่แข่งเนื่องจากสิ่งแวดล้อมนอกถิ่นฐานเดิมของเอเลียนสปีชีส์นั้น ไม่มีศัตรูโดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเ่ช่น "ผักตบชวา" ที่มีคู่แข่งอยู่ในถิ่นกำเนิด แต่เมื่อออกไปอยู่ถิ่นอื่นจึงสามารถเจริญเติบโตโดยไม่มีคู่แข่ง
       
       แต่ ใช่ว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการเคลื่อนย้ายไป-มาทั่วโลกนั้น จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่รุกรานสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นทั้งหมด ทั้งนี้ ต้องพิจารณาด้วยว่าสิ่งมีชีิวตนั้นๆ สามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ หรือแม้ขยายพันธุ์ได้แต่หากเพียงแค่ปรับตัวเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาตินั้นๆ ก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นนั้น
       
       สำหรับ "ผักตบชวา" นั้นสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้ ข้อมูลว่า เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สร้างปัญหาในเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นสิ่งที่กีดขวางการคมนาคมทางน้ำ จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติในการควบคุมผักตบชวาออกมา แต่กฎหมายดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ เพราะวัชพืชน้ำดังกล่าวไปแพร่กระจายเกินกว่าจะดูแล
       
       ข้อมูล จาก ดร.จานากา ภายในงานประชุมวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่อง "ความหลากหลายทางชีวภาพ : ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน" ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ค.52 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ยังระบุด้วยว่า เอเลียนสปีชีส์ที่รุกรานสิ่งมีชีวิตอื่นนั้นเป็นปัจจัยของการสูญเสียความหลา กลหายชีวภาพอันดับที่ 2 รองจากการบุกรุกของคนเพื่อนำพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพไปใช้ประโยชน์
       
       ด้าน นางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการ สผ.กล่าวว่า ปี 2553 นั้นเป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะมีการประชุมที่ประเทศญี่ปุ่น และทุกประเทศตั้งเป้าลดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ และต้องรายงานว่าได้ทำอะไรบ้างเพื่อลดความสูญเสียดังกล่าว ซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในความหลาก หลายทางชีวภาพได้
       
       “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดยังไม่ รุกราน บางชนิดพันธุ์ต้องกำจัด และบางชนิดก็เข้ามานานแล้ว เช่น ผักตบชวา หอยเชอรี่ ซึ่งเราอาจจะรู้สึกภูมิใจต่อความหลากหลายทางชีวภาพของเรา แต่จะเกิดปัญหาความไม่ยั่งยืนและไม่สมดุลได้ หากเราไม่ทราบว่าความหลากหลายทางชีวภาพลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร" นางนิศากรกล่าว
       
       ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เม.ย.52 เรื่อง มาตรการป้องกัน ควบคุมและกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เพื่อให้เกิดการป้องกัน ควบคุม กำจัด เฝ้าระวังและติดตามชนิดพันธุ์ ซึ่งทาง สผ.ได้ทำทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกัน ควบคุมและกำจัดสำหรับประเทศไทย แนบท้ายมาตรการนี้ โดยแบ่งชนิดพันธุ์ออกเป็น 4 รายการ
       
       รายการที่ 1 คือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว 82 ชนิด อาทิ ไมยราบยักษ์ ผักตบชวา หอยเชอรี่ เป็นต้น ซึ่งสิ่งมีชีวิตในรายการนี้ต้องถูกกำจัดทิ้ง
       
       รายการที่ 2 คือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน 52 ชนิด เช่น กบบุลฟร๊อก หญ้าเนเปียร์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งมีชีวิตในรายการนี้ อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง ควบคุม ไม่ให้แพร่กระจาย
       
       รายการที่ 3 คือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีประวัติว่ารุกรานแล้วในประเทศอื่น แต่ยังไม่รุกรานในประเทศไทย 49 ชนิด อาทิ อีกัวน่า เม่นขนสั้น เป็นต้น ซึ่งต้องสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อทำความเข้าใจ
       
       รายการที่ 4 คือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ที่ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย 91 ชนิด เช่นหอยขวานจีน นกปรอดก้นแดง เป็นต้น ซึ่งต้องเผยแพร่ให้ความรู้ในเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
       
       ทาง สผ.ยังให้ข้อมูลด้วยว่า การระบาดของชิดพันธุ์ต่างถิ่นส่วนใหญ่ มักเกิดจากการนำเข้ามาของหน่วยงานราชการ เช่น ไมยราบยักษ์ที่เคยนำมาใช้เพื่อป้องกันตลิ่งพังก็กลายเป็นปัญหาวัชพืชที่รุกรานระบบนิเวศน์ทางภาคเหนือของไทย เป็นต้น
       
       ส่วน การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในเชิงการค้าก็ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทาง ชีวภาพ เพราะทำให้เราละเลยสัตว์พันธุ์พื้นเมือง จึงได้ร่างมาตรการนี้ขึ้น ส่วนหนึ่งนั้นเป็นภารกิจในฐานะภาคีคณะอนุกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยความหลาก หลายทางชีวิตตั้งแต่ปี 2547
       
       สำหรับการแก้ปัญหานั้น สผ.จะดูในเชิงนโยบาย และรับหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางที่ค่อยประสานงานและหารือกับแต่ละหน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง เช่น การกำจัดหอยเชอรี ทางกรมวิชาการเกษตรก็มีแนวทางให้เกษตรกรนำไปผลิตปุ๋ย เป็นต้น แต่จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่าหน่วยงานของไทยยังตระหนักตามอนุสัญญาฯ ไม่ดีพอ หรือบางครั้งแผนที่มีไม่สอดคล้องกับแนวทางของอนุสัญญา
       
       พร้อม กันนี้ ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ยังได้รับความเห็นจาก นายปียชนิตว์ เกษสุวรรณ ว่าที่นักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเข้าร่วมงานประชุมความหลากหลายทางชีวภาพครั้งนี้ บอกกับเราว่า ปัญหา เรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานในบ้านเรา ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ รองจากการตัดไม้ทำลายป่า
       
       " ทาง IUCN ได้ประเมินความเสียหายจากชนิดพันธ์ต่างถิ่นที่รุกรานไว้สูงถึง 2.5% ของ GDP โลก เรื่องนี้ในบ้านเราเท่าที่เคยติดตามมาก็มีการพูดคุยกันมานานพอสมควร เช่น ปัญหาผักตบชวา และการปล่อยปลาต่างถิ่นอย่าง "ปลาเทศบาล” และ "ปลาหมอสี" ลงในแหล่งน้ำ อีกทั้งก็มีปัญหาใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น ปัญหาของน้ำอับเฉาเรือที่นำแพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิตทางทะเลเข้ามาอย่างไม่ ตั้งใจ” ปียชนิตว์กล่าว
       
       อีกทั้ง การนำเข้าสัตว์เลี้ยงและสัตว์ทางเศรฐกิจที่ไม่มีการศึกษานั้น ปียชนิตย์บอกว่า อาจจะเกิดการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นได้ รวมทั้งยังต้องระมัดระวังในหลายๆ กิจกรรมที่มีการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น "สปาปลา" ซึ่งมีการนำเข้าปลาจากต่างประเทศ ถ้าควบคุมดูแลดีก็อาจไม่เกิดปัญหา แต่เท่าที่เขาทราบพบว่ามีสปาบางแห่งใช้ลูกปลาหมอสีเกรดรองมาใช้ ซึ่งหากควบคุมไม่เหมาะสมอาจเกิดปัญหาการปล่อยปลาที่ไม่ใช่ชนิดพันธุ์ตาม ธรรมชาติลงแหล่งน้ำจำนวนมากได้
       
       "ปัญหาที่อาจจะพบได้ อีกลักษณะหนึ่งก็คือ ธุรกิจสัตว์เลี้ยงและไม้ประดับ ซึ่งแม้จะมีการควบคุมการนำเข้าที่ดีแต่อาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้ไม่น้อย เพราะสัตว์หรือพืชที่มีการขยายประชากรจำกัดในอีกซีกโลกหนึ่งอาจจะถูกจำกัด ด้วยปัจจัยทางธรรมชาติและมีผู้ควบคุมตามธรรมชาติ แต่หากถูกนำเข้ามาในบ้านเรา อาจจะเกิดการขยายพันธุ์ที่รวดเร็ว หรือมีการปรับพฤติกรรมให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้" ปียชนิตย์กล่าว
       
       เขา เสนอแนะว่า อาจจะต้องใช้การวิจัยหรือข้อมูลเทียบเคียงจากพื้นที่ซึ่งมีสิ่งแวดล้อมคล้าย เราว่าการนำเข้าสิ่งมีชีวิตใดจะสร้างผลกระทบกับประเทศได้ หรือมีการรวบรวมข้อมูลสัตว์ที่เป็นผู้ควบคุมตามธรรมชาติไว้ เพื่อพิจารณาร่วมกันด้วย โดยเฉพาะสัตว์ที่นำเข้าในตลาดสัตว์เลี้ยงเลี้ยง เช่น ปลาหมอสี ปลาขนาดใหญ่สำหรับกีฬาตกปลา แมงมุม งู กบขนาดใหญ่ และกลุ่มสัตว์ฟันแทะ ซึ่งเป็นที่นิยมในสังคมเมืองที่การเลี้ยงสัตว์มีพื้นที่จำกัด ซึ่งสัตว์กลุ่มนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
       
       "ข้อดีคือ สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงและส่งออกได้ แต่หากปล่อยปละละเลยก็จะเป็นปัญหาเพราะมีโอกาสที่จะกลายเป็นสัตว์ผู้รุกราน ได้ เพราะสัตว์กลุ่มนี้สามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้อย่างดีมาก ดังนั้นสัตว์กลุ่มนี้ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้เลี้ยงและผู้เพาะพันธุ์ให้ดี" ปียชนิตว์กล่าว.

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น