nextstep_10
ดู Blog ทั้งหมด

ร้อนจัด-แล้งนาน "เพลี้ยแป้งชมพู" ระบาดโคราชหนัก

เขียนโดย nextstep_10
Power ToolsAce HardwareTractor SupplyNorthern ToolSolar PanelsTractor Supply CompanySears PartsSolar EnergyHusqvarnaSolar PowerBatteries PlusBlack And DeckerMechanicMilwaukee BrewersBatteriesRyobiWind PowerBoschHome HardwareMotorcycle PartsHuskyDewaltTractorsCraftsman ToolsMotor ScootersInterstate BatteriesBriggs And Stratton PartsNorthern ToolsSan Diego ChargersTractorMilwaukee ToolsGun PartsLaptop BatteriesAir CompressorSolar CellsBlack & DeckerMiller WeldersLawn Mower PartsIngersoll RandCell Phone BatteriesAce Hardware StoresStihl TrimmersMilwaukeeRyobi TrimmerTractor TiresTractor PartsSears Craftsman ManualsDremelStihl ChainsawsFein MultimasterBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlogBlog

ผู้เชี่ยวชาญ "ศัตรูพืช" จากกระทรวงเกษตร เผยภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำอากาศร้อนจัด-แล้งนาน ส่งผล "เพลี้ยแป้งชมพู" ระบาดหนักในโคราช กินพื้นที่เพาะปลูก 350,000 ไร่ จังหวัดต้องทุ่มงบแก้ปัญหาระยะสั้นกว่า 100 ล้านบาท ระบุเป็นเพลี้ยสายพันธุ์ต่างประเทศ เข้ามาเ ติบโตได้ดีในอากาศที่ร้อน-แล้งนานขึ้น ยังไม่ทราบชื่อวิทยาศาสตร์ ต้องรอข้อมูลกรมวิชาการเกษตร
       
       นางลา วัลย์ จีระพงษ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารศัตรูพืช สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยระหว่างเสวนา "ภัยแล้ง โลกร้อน มหันตภัยใกล้ตัว" ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 28 เม.ย.52 ณ อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันทำให้อากาศร้อนจัด-แล้งนาน ส่งผลให้เกิดการระบาดของ "เพลี้ยแป้งสีชมพู" ซึ่งมีข้อมูลการระบาดทั่วประเทศ 17 จังหวัด แต่ระบาดหนักที่สุดใน จ.นครราชสีมา ในพื้นที่เพาะปลูก 350,000 ไร่
       
       เพลี้ย แป้งดังกล่าว นางลาวัลย์ระบุว่า เป็นเพลี้ยสายพันธุ์ต่างประเทศที่เข้ามาเจอสภาพอากาศร้อนจัดและแล้งนานใน เมืองไทย ทำให้เจริญเติบโตได้ดี แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเพลี้ยดังกล่าวมากนัก เนื่องจากเป็นเพลี้ยสายพันธุ์ใหม่ แม้แต่ชื่อวิทยาศาสตร์ของศัตรูพืชชนิดนี้ยังไม่ทราบ ต้องรอข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรซึ่งประสานงานกันอยู่แล้ว ระหว่างนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวอยู่ โดยในส่วนของ จ.นครราชสีมา ทางจังหวัดได้ตั้งงบฉุกเฉิน 100 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน
       
       ทั้งนี้ ในช่วงภูมิอากาศแห้งแล้งเกษตรกรต้องเผชิญกับการระบาดของศัตรูพืชหลายชนิด อยู่แล้ว อาทิ หนอนใยผัก เพลี้ยไฟที่สร้างปัญหาต่อข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนเจาะข้าวโพด ซึ่งจะระบาดในช่วงแล้งมากๆ เป็นต้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศัตรูพืชจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ยกตัวอย่างปัญหาว่า ปีที่ผ่านมามีเกษตรกรยิงตายตัวเนื่องจากปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ปัญหาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเรื่องการจัดการที่ไ่ม่ดี ทั้งการจัดการปัญหาหนี้สินและการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ด้วย
       
       “ต่อ ไปหากเกิดภาวะโลกร้อนที่อากาศมีความผันผวนมาก เราจะรับมือกับปัญหาศัตรูพืชระบาดอย่างไร" นางลาวัลย์ตั้งคำถามให้คิดกับผู้เข้าร่วมเสวนา ซึ่งร่วมทั้งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ด้วย พร้อมทั้งเล่าสถานการณ์น่าห่วงว่า ศัตรูพืชซึ่งเคยเป็นแมลงต่างถิ่่น (exotic) บางชนิด ได้กลายเป็นแมลงประจำถิ่นแล้ว ส่วนเพลี้ยแป้งสีชมพูขณะนี้ได้สรา้ง
       ความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศร่วม 800,000 ไร่แล้ว
       
       ด้าน ดร.แสงจันทร์ ลิ้มจิรกาล ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความแปรปรวนของสภาพอากาศในปัจจุบันคือผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และได้ยกนิยาม "ภัยแล้ง" จากกรมอุตุนิยมวิทยามาว่าคือ ภัยจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบ
       
       ความ แห้งแล้งมี 3 แบบ คือ ความแห้งแล้งทางสภาพอากาศ ที่เกิดจากฝนไม่ตกเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดผลความแห้งแล้งต่อเนื่องอีก 2 แบบ คือ ความแห้งแล้งด้านการเกษตร ที่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝนและสภาพดินที่เกิดจากการวางแผนการใช้ที่ไม่ถูก ต้องของมนุษย์ และภัยแล้งแบบสุดท้ายคือภัยแล้งที่เป็นผลจากวัฏจักรของน้ำ
       
       “สำหรับ ภัยแล้งในไทยเกิดจากฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง หรือฝนตกน้อยกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อการเกษตร เศรษฐกิจ ส่งผลต่อเนื่องไปถึงปัญหาสังคม ทำให้เกิดการอพยพแรงงานจากภาคเกษตรเข้าเมือง เป็นผลให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น เด้กไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่มีปัญหาใดที่เกิดข้นอย่างเป็นเอกเทศ" ดร.แสงจันทร์กล่าว
       
       ส่วน นายประวิทย์ จีระพงษ์ ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศกลาง สำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้กล่าวถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภัยธรรมชาติว่า โดยรวมแล้วประเทศไทยมีฝนรวมเฉลี่ยรายปีลดลง และมีอุณหภูมิเฉลี่ยสุงขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มว่าจะเกิดภัยแล้งเพิ่มขึ้น และสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในไทยนั้นมองที่ "ฝน" เป็นหลัก
       
       สำหรับตัวแปรที่ทำให้เกิดฝนในเมืองไทยนั้น ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศกลางกล่าวมี 3 ตัวแปร คือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วง พ.ค.-ต.ค. มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือลมหนาวที่อากาศแห้ง พัดเข้าไทยในช่วงปลาย ต.ค.-ม.ค. และพายุหมุนเขตร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีความสำคัญมาก หากขาดพายุชนิดนี้จะทำให้เกิดภาวะแล้งแน่ๆ
       
       ทางด้านภัย ธรรมชาตินายประวิทย์ระบุว่า เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน โดยภัยธรรมชาติที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน คือภัยน้ำท่วม ภัยแห้งแล้ง และผลกระทบจากพายุ ทั้งนี้ทวีปเอเชียเป็นทวีปที่เกิดภัยธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นชัดเจน และประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่มีตัวเลขเสียหายทางเศรษฐกิจน้อยกว่า ทวีปยุโรปและอเมริกาที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
       
       ขณะ ที่ นายมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงการวางแผนเพื่อลดผลกระทบและการป้องกันภัยพิบัติจากสภาวะโลกร้อน ว่า ปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสาธารณภัยคือ "พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550” ซึ่งใช้ข้อมูลจากภัยพิบัติสินามิและภัยพิบัติที่ไทยเคยประสบมาก่อนหน้านี้ เป็นฐานในการปรับปรุงกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2553-2557 ด้วย

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น