ระบบการเลี้ยงไก่ชน
เขียนโดย
nextstep_10
ผลการศึกษา และวิจารณ์ผลการศึกษา
1 ข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ศึกษา
สภาพลักษณะทั่วไปของพื้นที่
ตำบลบ้านหว้า เป็นตำบลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น(ภาพที่1) ไปทางทิศตะวันตกของ ตำบลในเมือง ระยะทาง 18 กิโลเมตร(ภาพที่2) มีพื้นที่ประมาณ 28,281.25 ไร่ (45.25 ตารางกิโลเมตร) 1 บ้านเหล่านาดี หมู่ 2 บ้านหว้า หมู่ 3 บ้านหนองทุ่ม หมู่ 4 บ้านโคกสูง หมู่ 5 บ้านทองหลาง หมู่ 6 บ้านทองหลาง หมู่ 7 บ้านเหล่าโพนทอง หมู่ 8 บ้านหนองดู่ หมู่ 9 บ้านหนองเต่า หมู่ 10 บ้านเหล่านางาม หมู่ 11 บ้านเหล่านาดี หมู่ 12 บ้านโพนทอง หมู่ 13 บ้านดอนเงิน
ทิศเหนือ ติดต่อ ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น
ทิศใต้ ติดต่อ ต.พระยืน, ขามป้อม อ.พระยืน จ.ขอนแก่น
ทิศตะวันออก ติดต่อ ต.ดอนช้าง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
ทิศตะวันตก ติดต่อ ต.บ้านเหล่า อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น
มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 10,332 คน เป็นชาย 5,200 คน เป็นหญิง 5,132 คน
(แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ประจำปี 2546 ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น)
ตำบลบ้านหว้า ยึดถือประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมาเช่นเดียวกันกับพื้นที่ชุมชนอื่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ “ฮีตสิบสอง”
1. เดือนอ้าย บุญเข้ากรรม
2. เดือนยี่ บุญคูณลาน(ปัจจุบันไม่ค่อยมี)
3. เดือนสาม บุญข้าวจี่
4. เดือนสี่ บุญผะเหวด
5. เดือนห้า บุญสงกรานต์
6. เดือนหก บุญบั้งไฟ (ปัจจุบันพื้นที่นี้ห้ามไม่ให้มีการจัด เพราะอยู่ในเส้นทางสายการบิน )
7. เดือนเจ็ด บุญซำฮะ
8. เดือนแปด บุญเข้าพรรษา
9. เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน
10. เดือนสิบ บุญข้าวสาก
11. เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษา
12. เดือนสิบสอง บุญกฐิน
ตำบลบ้านหว้า
1.1 บ้านหว้า
ข้อมูลพื้นฐาน
จากการเอกสารบันทึกการประชุมหมู่บ้าน และการสัมภาษณ์ผู้รู้ พบว่าบ้านหว้ามีการตั้งถิ่นฐานมาแต่เดิม ในเอกสารรายงานถึงการตั้งหมู่บ้านหว้ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2328 สาเหตุที่หมู่บ้านมีชื่อบ้านหว้า เพราะเดิมในพื้นที่หมู่บ้านมีต้นหว้าขึ้นรอบหมู่บ้าน จึงนำชื่อต้นหว้ามาเป็นชื่อหมู่บ้าน กลุ่มคนอาศัยเป็นคนอยู่ในพื้นที่เดิม และมีการอพยพมาจากอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาจาก ผู้ใหญ่บ้านขุนไซ เป็นคนบ้านยางน้อย อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อก่อนนี้บ้านหว้าขึ้นกับเขตการปกครองบ้านโต้น เป็นหมู่ที่13 ผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือ ขุนสวา และต่อมาในสมัย ขุนอุ่น คำผาย เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่3 ก็มีการแยกหมู่บ้านเป็นบ้านหว้าหมู่ที่2 โดยขุนสาย กุม เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก อาณาเขตของหมู่บ้าน(ภาพที่3)
ทิศเหนือ จดกับ ห้วยน้อย/ถนนดำ
ทิศใต้ จดกับ บ้านเต่า/ห้วยใหญ่
ทิศตะวันออก จดกับ บ้านเหล่าโพนทอง
ทิศตะวันตก จดกับ บ้านเหล่านาดี
จำนวนประชากรทั้งสิ้นของหมู่บ้าน มี 748 คน มีครัวเรือนทั้งสิ้น 195 ครัวเรือนแบ่งเป็น เพศหญิง 381 คน และเพศชาย 367 คน ประชากรส่วนใหญ่อยู่ช่วงวัยแรงงาน 18 – 49 ปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 51.33 ของประชากรทั้งสิ้น (ข้อมูล จปฐ.2, 2546) การประกอบอาชีพ ประชากรร้อยละ 87 ยึดอาชีพทางการเกษตร (ทำนา, เลี้ยงสัตว์) ผลผลิตข้าวต่อไร่ ประมาณ 150 กิโลกรัม บ้านหว้ามีพื้นที่ทำนาทั้งสิ้น 1,500 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.60 ของพื้นที่ตำบลทั้งหมด และพื้นที่พักอาศัยรวม 540 ไร่ โดยเอกสารสิทธิ์ส่วนใหญ่เป็น โฉนด สภาพทั่วไปของดินที่พบปัญหาในด้านคุณภาพ ได้แก่ หน้าดินถูกชะล้าง ดินดาน และ ดินเค็ม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดินได้ไม่เต็มที่ก็คือ การขาดแรงงานหลัก ปลูกพืชไม่คุ้มทุน และไม่มีความรู้ในด้านอื่น(กชช.2ค 2546) แรงงานในภาคการเกษตรเป็นวัยช่วงอายุ 40ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีประชากร ร้อยละ 21 ของครัวเรือนที่ประกอบอาชีพรับจ้างโดยมีการทำงานใน โรงงานแหอวน โรงงานเย็บผ้า เป็นต้น ซึ่งมีทั้งที่รับมาทำที่บ้าน และโรงงาน พร้อมทั้งมีกลุ่มอาชีพสตรี (ข้อมูล กชช.2ค, 2546)
จากการสัมภาษณ์พบว่า ที่ดินในบ้านหว้าส่วนใหญ่ได้มีการขายฝากนายทุน อาจเป็นเพราะพื้นที่หมู่บ้านอยู่ใกล้กับตัวเมืองขอนแก่นจึงทำให้ที่ดินมี ราคาสูง ประกอบกับแรงงานส่วนใหญ่มีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย อาทิ รับจ้างในภาคอุตสาหกรรม, ค้าขาย, ข้าราชการ, รปภ.(รักษาความปลอดภัย) เป็นต้น
พื้นที่ในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นา ทรัพยากรป่าไม้มีน้อย ชาวบ้านมีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่า 2 แห่งด้วยกัน
1. ป่าช้า(วัดป่าน้อย) อดีตเคยเป็นป่าช้า และได้มีการตั้งวัดขึ้นมีการใช้ประโยชน์จากป่านี้คือหาของป่า เช่น การเก็บเห็ด
2. ดอนปู่ตา หรือ ดอนตาปู่ เป็นป่าที่ได้รับการเคารพ และมีการอนุรักษ์ไว้ทั้งนี้มีการใช้ประโยชน์โดยหาอาหารป่า
บ้านหว้ามีแหล่งน้ำที่สำคัญ 5 แหล่งคือ
1. สระสนามฟุตบอล อยู่บริเวณกลางหมู่บ้าน มีน้ำตลอดปีใช้ทำการเกษตรริมขอบสระ ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันน้อย
2. ชลประทาน อยู่บริเวณทิศใต้ของหมู่บ้าน มีน้ำในช่วงฤดูฝนถึงกลางฤดูหนาว ใช้ประโยชน์ที่ในด้านปศุสัตว์ และเกษตรกรรม
3. ห้วยน้อย อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน มีน้ำตลอดปี (แต่ในฤดูแล้งน้ำในลำห้วยมีน้อย) มีการใช้ประโยชน์ ในด้านการเกษตรเป็นหลักปัจจุบันได้มีการนำถุงดินกั้นแนวเป็นฝายกั้นน้ำใช้ ให้เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์
4. หนองอีเลิง(หนองใหญ่) อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอตลอดปี มีการสร้างฝายขนาดเล็กกั้นกักเก็บน้ำมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันหลายหมู่บ้าน เพื่อการเกษตรและอุปโภค
5. ห้วยใหญ่ อยู่ทิศใต้ของหมู่บ้านมีเป็นหนองน้ำใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอตลอดปี
จากรายงาน กชช.2ค(2546) พบว่า ร้อยละ99 มีน้ำสะอาดไว้ดื่ม และ บริโภคเพียงพอตลอดปี พร้อมกันนี้การใช้น้ำในครัวเรือนมีเพียงพอใช้ได้ คิดเป็นร้อยละ 100 ส่วนน้ำที่ใช้ในการเกษตรนั้นพึ่งพาจากน้ำฝน
1.2 บ้านเหล่าโพนทอง
ข้อมูลพื้นฐาน
กลุ่มคนอาศัยในพื้นที่แบ่งได้เป็น 4กลุ่มคือ กลุ่มแรกเริ่มมาจากบ้านดอนหัน ที่อพยพหนีโรคระบาดมาอยู่ตามหัวไร่ปลายนาในราวปี พ.ศ.2420 (คุ้มหลุมป่าแฝก) กลุ่มที่สอง อพยพมาจาก จังหวัดอุบลราชธานี มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณคุ้มบ้านต้น(ปัจจุบัน อยู่หมู่12) ในราวปี พ.ศ.2425(คุ้มต้นตระกูลทอง) กลุ่มที่สาม อพยพมาจากเมืองเก่า ในราวปี พ.ศ.2455 อยู่คุ้มหนองเขียน
เมื่อมีคนอาศัยกันอยู่มาก จึงมีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน สาเหตุที่ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านเหล่าโพนทอง เนื่องมาจากพื้นที่หมู่บ้านเป็นที่ดอน และเป็นเหล่า(“เหล่า” คือพื้นที่ดอนที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ประปราย) ตอนเช้าประชาชนพากันออกไปประกอบอาชีพนอกบ้านแล้วมองกลับมายังตัวหมู่บ้านที่ เป็นที่ดอนถูกแสงอาทิตย์ส่อง เห็นเป็นสีเงินและสีทองสะท้อนออกมา ประชาชนประชุมกันเรื่องการตั้งชื่อหมู่บ้าน ต่างมีความคิดเห็นว่า ให้ชื่อบ้านเหล่าโพนทอง มาจนถึงทุกวันนี้ต่อ มาสมัยผู้ใหญ่บ้าน สุข พาวันทา ได้แยกออกเป็น 2 หมู่คือ หมู่ 12 บ้านเหล่าโพนทองเดิม อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองท้องที่ ตำบล บ้านโต้น อำเภอ พระลับ จังหวัดขอนแก่นต่อมาจึงย้ายมา อยู่ในเขตการปกครองท้องถิ่น ตำบล บ้านหว้า อำเภอ เมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ(ภาพที่4)
ทิศเหนือ จดกับ บ้านโคกสูง ตำบลบ้านหว้า และ ตำบลบ้านเป็ด
ทิศตะวันออก จดกับ บ้านดอนช้าง ตำบลดอนช้าง
ทิศใต้ จดกับ บ้านบัวบึง ตำบลดอนช้าง
ทิศตะวันตก จดกับ บ้านหว้า ตำบลบ้านหว้า
ในหมู่บ้านมี จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 295 ครัวเรือนมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 1,177 คน เป็นชาย 549คน เป็นหญิง 628 คน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยแรงงาน การประกอบอาชีพ ประชากรร้อยละ100 ยึดอาชีพการเกษตร (ทำนา, เลี้ยงสัตว์) ผลผลิตข้าวต่อไร่ ประมาณ 300 -450 กิโลกรัม มีพื้นที่ในการทำนาทั้งสิ้น 2,046ไร่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.35 ของพื้นที่ตำบลทั้งหมด และ พื้นที่ของที่พักอาศัยรวมประมาณ 1,089 ไร่ โดยเอกสารสิทธิ์ส่วนใหญ่เป็น โฉนด สภาพทั่วไปของดินที่พบปัญหาในด้านคุณภาพ ได้แก่ หน้าดินถูกชะล้าง ดินดาน และดินเค็ม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดินได้ไม่เต็มที่ก็คือ การขาดแรงงานหลัก ปลูกพืชไม่คุ้มทุน และไม่มีความรู้ในด้านอื่น(กชช.2ค 2546) แรงงานในภาคการเกษตรเป็นวัยช่วงอายุ 40ปีขึ้นไป
จากการสัมภาษณ์เพิ่มเติมในการใช้ประโยชน์จากที่ดินพบว่า ในภาคการเกษตรมีการ ทำนา และเลี้ยงสัตว์ มีการขายที่ดินให้กับนายทุนไปเป็นส่วนใหญ่
ทรัพยากรแหล่งน้ำที่สำคัญในหมู่บ้าน
1. หนองเคียน อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ 5 – 6 ไร่ใช้รดพืชผลทางการเกษตร มีน้ำตลอดปี
2. แก่งน้ำต้อน อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นกุด(กุดคือ บึง หรือลำน้ำที่ปลายด้วน) น้ำมาจากแม่น้ำชีไหลเข้ามาจึงเป็นแอ่งน้ำ มีน้ำตลอดปี และได้มีการขุดลอกเพื่อพักน้ำแต่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์
3. สระใหญ่ อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านมีเนื้อที่ประมาณ 2 – 3 ไร่ปัจจุบัน มีน้ำตลอดปี มีการใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรเพียงเล็กน้อย
4. ห้วยน้อย อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นลำธารไหลผ่านประโยชน์โดยหลักคือการให้ สัตว์ดื่มกิน และทำการเกษตรในบริเวณใกล้เคียง มีน้ำตลอดปี
ป่าไม้ในหมู่บ้านมีเพียง ป่าช้าเหล่าโพนทอง (ศูนย์ปฏิบัติธรรม) มีเนื้อที่ประมาณ 46 – 47 ไร่ ไม่มีการใช้ประโยชนจากป่าเนื่องจากเป็นพื้นที่ๆ ประชาชนเคารพ
จากการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์ร่วมกับการสังเกตการณ์ของผู้ศึกษาพบว่า วิถีชีวิตของคนในชุมชนในบ้านหว้า และบ้านเหล่าโพนทอง มีพื้นฐานความรู้ในด้านเกษตรกรรมเป็นทุนเดิม พิจารณาจากสัดส่วนของประชากรที่ประกอบอาชีพทำนา (บ้านหว้าร้อยละ 87 และบ้านเหล่าโพนทองทั้งหมด) และมีการเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริมโดย สัตว์เลี้ยงที่พบมากที่สุดคือ ไก่พื้นเมือง วัว สุกร และควาย
การเลี้ยงไก่พื้นเมืองว่ามีการเลี้ยงเกือบทุกหลังคาเรือน การเลี้ยงไก่พื้นเมืองของคนในชุมชนส่วนใหญ่ มีลักษณะการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ และมีการหว่านอาหารให้กินในครั้งคราว ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองบางส่วนมีการเลี้ยงไก่ชน ในปี พ.ศ. 2546 ตำบลบ้านหว้า ได้ขออนุญาตเปิดสนามชนไก่ขึ้น ที่ตั้งอยู่ในบ้านหว้า หมู่ที่2 ถนนเส้นบ้านหว้า - บ้านเต่า
2. การเลี้ยงไก่ชน
จากผลการศึกษาโดยการสัมภาษณ์จากผู้รู้ พบว่าการเลี้ยงไก่ชนมีมาตั้งแต่อดีตจากคำกล่าวที่ว่า “เกิดมากะเห็นโลด” หมายความว่าเกิดมาก็พบเห็น โดยนัยของความหมายคือการพบเห็นการเลี้ยงไก่ชนตั้งแต่เด็ก ผู้เลี้ยงบางรายได้เห็นพ่อของตนเองเลี้ยง บางรายเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยง พร้อมทั้งได้นำไก่ชนมาปล้ำฝึกซ้อม และชนภายในหมู่บ้าน บางส่วนมีการนำไก่ชนออกไปชนที่บ่อนบ้าง บ่อนที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นคือ บ่อนบ้านคำไฮ และบ่อนท่าพระ เมื่อก่อนประชากรในพื้นที่มีไม่มากการเลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่ จึงคัดมาจากไก่พื้นเมืองตัวผู้ที่มีรูปร่างใหญ่ แข็งแรง แยกมาเลี้ยงโดยการขังสุ่ม ฝึกซ้อม และเอาออกไปชน
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไก่ชน เป็นไก่พื้นเมืองที่มีการนำมาพัฒนากระบวนการเลี้ยง เพื่อออกไปชนยังบ่อน
2.1 เหตุผลที่ผู้เลี้ยงไก่ชน ทำการเลี้ยงไก่ชน
จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ ถึงเหตุผลในเรื่องการเลี้ยงไก่ชน พบว่าผู้เลี้ยงมีเหตุผลหลักในการเลี้ยงไก่ชนอยู่ 7 ประการดังนี้
1. เลี้ยงเพราะมีความพึงพอใจ ตลอดจนรวมไปถึงการเลี้ยงเพื่อผ่อนคลายความเครียด
2. เป็นรายได้เสริม เนื่องจากมีการจำหน่ายออกสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการประกอบอาชีพหลัก
3. เพิ่มมูลค่าของไก่พื้นเมือง เพราะไก่ชนนั้นมีราคาสูงกว่าไก่พื้นเมืองหลายเท่า
4. เลี้ยงไว้เพื่อแข่งขัน หรือเดิมพัน(เน้นในเรื่องการพนันเป็นหลัก)
5. พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์คัดหาสายพันธุ์ที่เก่งในการชน ผู้เลี้ยงเป็นผู้หาสายพันธุ์ ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ชนถือว่าเป็นการทดสอบฝีมือผู้เลี้ยงไก่ชน
6. เลี้ยงไว้เพื่อชนเป็นเกม สร้างความบันเทิง พร้อมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เลี้ยงไก่ชน
7. เป็นรายได้ฉุกเฉินเวลาที่ต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน ผู้เลี้ยงไก่ชนนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในช่วงเวลาฉุกเฉิน หรือเร่งด่วนก็มีการบอกคนที่รู้จักกันในบรรดาผู้เลี้ยงไก่ชนด้วยกัน
ผลการศึกษาโดยการใช้แบบสอบถาม สามารถเรียงลำดับความสำคัญของเหตุผลได้ดังนี้ ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 69.5) เพื่อผ่อนคลายความเครียด รองลงมาคือเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริม(ร้อยละ26.3) ซึ่งสอดคล้องกับ ธเนศน์(2545) ได้รายงานถึงอัตลักษณ์ของคนเลี้ยงไก่ชนในจังหวัดขอนแก่นว่า “รักเหมือนลูก” เนื่องจากผู้เลี้ยงไก่ชนทะนุถนอมไก่ชนของตนเอง เป็นอย่างดี สามารถแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่ผู้เลี้ยงไก่ชนได้ทำการเลี้ยงไก่ชน
จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ได้กล่าวว่า “แม้นว่าเมือยๆ มาได้ยินเสียงไก่ขัน พ่มันแล่นนำเดิ่นเฮือนกะสำบายใจ” ในความหมายคือ ถึงแม้ว่าเหนื่อยกลับมา ได้ยินเสียงไก่ของตนเองขัน เห็นไก่วิ่งเล่นตามลานบ้านก็เกิดความสบายใจ พร้อมกันนี้ได้มีการเสริมความรู้สึกในการเลี้ยงไก่ชนลักษณะเดียวกันว่า “ก่อนไปเฮ็ดงานไก่กะสิได้กินเหยื่อก่อน เลิกงานกะสิฟ้าวมาให้เหยื่อมัน ไก่ได้กินข้าวก่อนคนโพ่นเด้” ความหมายคือ ก่อนไปทำงานไก่ต้องได้กินอาหาร โดยผู้เลี้ยงให้อาหาร และเลิกงานก็ต้องรีบกับมา เพื่อให้อาหารไก่ของตน ซึ่งทำการให้อาหารไก่
เรียบร้อยแล้วผู้เลี้ยงจึงได้รับประทานอาหาร จากคำกล่าวข้างต้นมีนัยแสดงถึงความใกล้ชิด ความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างคนเลี้ยง และไก่ชน ส่งผลไปถึงเหตุผลที่ผู้เลี้ยงไก่ชนได้ทำการเลี้ยงไก่ชน
2.2 อิทธิพลที่มีผลกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงไก่ชนตัดสินใจเลี้ยงไก่ชน
จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ กับผู้เลี้ยงไก่ชนอายุอยู่ในช่วง 37 – 72 ปี พบว่าสาเหตุที่กระตุ้นให้ผู้เลี้ยง ทำการเลี้ยงไก่ชน มีอิทธิพลหลักอยู่ 2 ประการคือ
1. จากการพบเห็นบิดา คือได้เห็นพ่อของตนเองเลี้ยง และได้ติดตามออกไปตามสนามแข่ง หรือการนำไก่ไปปล้ำฝึกซ้อม จึงได้มีความชอบตาม
2. จากเพื่อนหรือคนรู้จัก คือติดตามไปดูการซ้อม และชนไก่ทำให้เกิดความชอบ และโดยฐานเดิมเคยพบเห็นตั้งแต่วัยเด็กแต่ในช่วงนั้นยังไม่มีความสนใจใน เรื่องการเลี้ยงไก่ชน ประกอบทั้งได้รับแรงจูงใจ ในเรื่องการจำหน่ายไก่ชนที่มีราคาที่สูงกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไปมาก จึงเกิดความสนใจที่ทำการเลี้ยง
ผลจากการศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยที่มีการกระตุ้นผู้เลี้ยงไก่ชนอีกส่วนหนึ่งคือ ประสบการณ์จากการปฏิบัติและการได้พบเห็น เป็นปัจจัยที่ผลต่อความสนใจและการตัดสินใจในการการเลี้ยงไก่ชน
2.3 วัตถุประสงค์ของผู้เลี้ยงไก่ชน
เมื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุผลที่ผู้เลี้ยงไก่ชนทำการเลี้ยงไก่ชน ร่วมกับอิทธิพลที่มีผลกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงไก่ชนตัดสินใจเลี้ยงไก่ชน สามารถพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของผู้เลี้ยงไก่ชน ได้ดังนี้คือ
1. ผู้เลี้ยงที่ทำการเลี้ยงเพื่อชน แข่งขัน
2. ผู้เลี้ยงทำการเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้
จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวสามารถพิจารณาถึงความสัมพันธ์ ระหว่างผู้เลี้ยงไก่ชน กับวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงไก่ชนได้(ภาพที่5)
2.4 ประเภทผู้เลี้ยงไก่ชนที่ปรากฏ
จากการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ผู้รู้และผู้เลี้ยงไก่ชนพร้อมทั้งการสังเกตของศึกษา พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. ซื้อมาเลี้ยงเพื่อชน คือ ได้ชมลีลาไก่แล้วซื้อมาเพื่อชนแข่งขันแต่ไม่ชอบในการเพาะพันธุ์ เพราะไม่ทันใจ
2. เลี้ยงเอง และนำไปฝากเลียง คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของไก่มีการเลี้ยงเองบ้าง และนำไปฝากคนอื่นดูแลบ้าง เนื่องด้วยตัวเองมีภาระงานอย่างอื่นที่ต้องทำ ทำให้ไม่มีเวลาเลี้ยงเองอย่างเต็มที่ คนที่รับดูแลเป็นผู้ที่รู้จัก สนิทสนมกัน
3. เพาะพันธุ์และแสวงหาสายพันธุ์ที่ดีและชนเก่ง คือผู้เลี้ยงที่คอยหาสายพันธุ์เข้ามาเพาะเลี้ยง หรือ การใช้สายพันธุ์ตัวเองที่มีอยู่เข้ามาปรับปรุง เพื่อให้ไก่ตัวเองตีดี ตีเก่ง ส่วนหนึ่งผู้เลี้ยงประเภทนี้มีการจำหน่ายไก่ชนของตนเองเรื่อยๆ เก็บไว้เฉพาะตัวที่ถูกใจ
4. รับจ้างเลี้ยง คือ เลี้ยงไก่ชนของตนเองด้วยและ รับเลี้ยงไก่ชนของผู้อื่นที่เขาเอามาให้เลี้ยงด้วย
ผู้เลี้ยงไก่ชนแต่ละประเภทมีส่วนที่เหลื่อม (Overlap) กันอยู่ในตัวเอง เช่นผู้ซื้อมาเลี้ยงเพื่อชน ก็สามารถที่นำมาเพาะหาสายพันธุ์ในรุ่นต่อไป หรือผู้ที่ทำการเลี้ยงเองมีการเพาะหาสายพันธุ์ของตนเอง และซื้อมาเพื่อชน เป็นต้น
2.5 ประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ชน
จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ ถึงประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ชนพบว่า ส่วนมากรู้จักการเลี้ยงไก่ชนมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก เนืองจากพบเห็นการเลี้ยงไก่ชนอยู่ในชุมชน พร้อมทั้งในครอบครัวก็มีการเลี้ยงไก่พื้นเมือง จึงทำให้มีพื้นฐานในการเลี้ยงไก่เป็นทุนเดิม จากผลการศึกษาโดยแบบสอบถาม(ผู้รู้และผู้เลี้ยงไก่ชน) พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่ร้อยละ 57.1 มีประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ชนมากกว่า 20ปี รองลงมามีประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ชน ในช่วง 16-20ปี, 1-5ปี และ6 -10 ปี ร้อยละ19, 14 และ 9.9ตามลำดับ จากผลการศึกษาดังกล่าวแตกต่างจากรายงานของ อภิรัฐ(2546) ซึ่งได้การศึกษาการเลี้ยงไก่ชนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ชน อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ชน อยู่ระหว่าง 16 – 20 ปี อีกทั้งแตกต่างจากรายงานของ สุภชัย(2545)ได้ทำการศึกษาการเลี้ยงไก่ชนในจังหวัดอำนาจเจริญพบว่า ประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ชนของเกษตรกรอยู่ ระหว่าง 6-15 ปี เป็นส่วนใหญ่
2.6 แรงงานในการเลี้ยงไก่ชน
จากการสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงไก่ชน และการสังเกตของผู้ศึกษา พบว่าแรงงานที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ชนในบ้านคือพ่อบ้าน โดยใช้เวลาในช่วงเช้าทำการเปิดสุ่มไก่ชน ทำการเช็ดตัวหรืออาบน้ำไก่แล้วนำไปผึ่งแดด และให้อาหารโดยผู้เลี้ยงทำด้วยความชำนาญ ผู้เลี้ยงแต่ละรายใช้เวลาในการปฏิบัติมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนของไก่ชน และมีเวลาว่างเท่าใด เมื่อปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้องกับไก่ชนส่วนนี้เสร็จจึงออกไปทำงาน หรือประกอบกิจกรรมอย่างอื่น โดยกิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ประมาณ 7-8 นาฬิกา ช่วงเวลาไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงมีการประกอบอาชีพที่แตกต่างออกไป หากผู้เลี้ยงเป็นคนทำงานนอกบ้านจะทำการอาบน้ำไก่แต่เช้าเพื่อให้เสร็จทัน เวลาไปทำงาน ส่วนในตอนเย็นนิยมทำหลังจากกลับจากการทำงาน เวลาประมาณ 16-17 นาฬิกา ที่สำคัญผู้เลี้ยงต้องดูสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เช่นในฤดูร้อนผู้เลี้ยงไก่ชนต้องรอให้แดดอ่อนก่อน จึงนำไก่ไปอาบแดดซึ่งเวลา ฤดูหนาวเพราะพระอาทิตย์ตกเร็วกว่าฤดูร้อนทำให้แดดหมดเร็วกว่าเป็นต้น
3. สายพันธุ์ไก่ชน
3.1 พันธุ์ไก่ชนที่มีการใช้เลี้ยง
ไก่ชนที่เลี้ยงในพื้นที่นี้เดิมเป็นสายพันธุ์ในท้องถิ่น มีลักษณะ ตัวเล็ก ปราดเปรียว หาอาหารธรรมชาติเก่ง จึงได้มีการนำมาเลี้ยงเพื่อชนในหมู่บ้านระหว่างผู้เลี้ยงไก่ชนด้วยกัน ต่อมาเมื่อมีบ่อนเปิดขึ้นมาหลายแห่งมีผู้นำไก่จากแหล่งต่างๆ เข้ามาชนกันมากขึ้น ดังนั้นผู้เลี้ยงไก่ชนจึงได้มีการแสวงหา สายพันธุ์ต่างๆเข้ามาปรับปรุง เพื่อให้ได้ไก่ชนตามความต้องการของผู้เลี้ยง สายพันธุ์ที่นิยมในปัจจุบันมีด้วยกัน 3สายพันธุ์คือ
1. ไก่ไทย มีลักษณะขนาดกลาง ลีลาการชนสวยงาม เอาตัวรอดเก่ง เลี้ยงง่าย
2. ไก่เวียดนาม หรือ ไซง่อน มีลักษณะขนาดใหญ่ ผิวหนังหนาสีแดง ตีหนัก แต่ช้า
3. ไก่พม่า มีลักษณะตัวเล็ก ตีรวดเร็ว ปราดเปรียว แต่ไม่อดทน
ผลจากการศึกษาโดยการใช้แบบสอบถามพบว่า ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ (ร้อยละ46.6) มีความนิยมไก่พื้นชนสายพันธุ์ไทย สาเหตุหนึ่งเพราะไก่ชนสายพันธุ์ไทย ชนเก่ง หาได้ง่ายและมีอยู่ในท้องถิ่น นี้รองลงมา (ร้อยละ20) ลูกผสมสองสายพันธุ์ เท่ากันกับไก่ลูกผสมสามสายพันธุ์(ร้อยละ20) ซึ่งสอดคล้องกับการรายงานของ อภิรัฐ (2546) ได้ทำการศึกษาในอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น พบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ชนนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ไทยเป็นหลัก ซึ่งคล้ายกับการรายงานของ ธเนศร์(2545) ศึกษากลุ่มผู้เลี้ยงไก่ชน สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พม่า ไซง่อน ไทย และลูกผสม การใช้สายพันธุ์ลูกผสมนิยมใช้ไก่ไทยเป็นสายพันธุ์หลัก
จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ถึงพันธุ์ไก่ชนที่มีความนิยมเลี้ยงพบว่า พันธุ์ไก่ชนที่ทำการเลี้ยงขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เลี้ยงไก่ชนมีความชอบใน ลักษณะการชนของไก่ ผู้เลี้ยงเน้นเอกลักษณ์ตามแต่ละสายพันธุ์ข้างต้นเป็นหลัก
3.2 แหล่งสายพันธุ์
ผลการศึกษาโดยการใช้แบบสอบถามพบว่า แหล่งสายพันธุ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ51.7) ได้สายพันธุ์มาจากคนรู้จัก รองลงมา (ร้อยละ 33.3) ได้รับสายพันธุ์มาจากญาติพี่น้อง (ร้อยละ8) ได้มาจากไปพบเห็นจากการเดินทางไปทำงาน และ(ร้อยละ7) มีการซื้อจากฟาร์ม ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุภชัย(2545) ได้รายงานการศึกษาในอำเภอ พล จังหวัดขอนแก่น ถึงแหล่งพันธุ์ไก่ชน เกษตรกร ร้อยละ 41.3 ได้รับสายพันธุ์ไก่ชนมาจากเพื่อนบ้าน รองลงมาร้อยละ 38.1 และ 20.6 ได้พันธุ์ไก่ชนมาจากแหล่งตลาด(บ่อน)ไก่ชนทั่วไป และจากญาติพี่น้อง ตามลำดับ
หลักการคัดเลือกพ่อ – แม่พันธุ์ไก่ชน
พ่อพันธุ์ หลักที่สำคัญในการคัดเลือกไก่ชน ที่นำมาเป็นพ่อพันธุ์คือ สายพันธุ์ หรือเหล่ากอนั้น ต้องเคยผ่านการแข่ง ในบ่อนมาก่อน และที่สำคัญต้องเคยชนะมา
แม่พันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นแม่พันธุ์ที่ได้รับสืบทอดมา หรือได้มาจากญาติ พี่น้อง คนสนิทเพราะว่าการซื้อหาได้ยากเมื่อเทียบกับพ่อพันธุ์ เนื่องจากผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ หวงตัวไก่แม่พันธุ์เป็นอย่างยิ่ง สาเหตุหนึ่งคือ การคัดเลือกแม่พันธุ์มีความลำบากมากกว่าตัวพ่อพันธุ์ เพราะผู้เลี้ยงไม่สามารถพิจารณาลีลาการชนของตัวแม่พันธุ์ เห็นเพียงแต่ลักษณะภายนอกที่ปรากฏดังนั้นจึงต้องดูลูกของแม่ไก่เองซึ่ง โดยดูตั้งแต่การให้ไข่ ต้องดก ฟักไข่ได้ดี เลี้ยงลูกรอดสูง สิ่งเหล่านี้มีลักษณะจำเพาะทางพันธุกรรมของตัวแม่ไก่ เป็นตัวกำหนดลักษณะของพฤติกรรมการเลี้ยงลูก (Robert. 1979)
ผู้เลี้ยงไก่ชนพิจารณาจากลีลาการตีของตัวลูกไก่ หากแม่ไก่ให้ลูกรุ่นแรกตี (เชิงชน) ไม่ดี อาจต้องทำการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ หากยังใช้ไม่ได้ก็หาแม่พันธุ์ตัวใหม่ กว่าจะได้เห็นการตี หรือชน ของตัวลูกไก่ในแม่พันธุ์ตัวนั้น ต้องใช้เวลาเลี้ยงอย่างต่ำคือ 8-9 เดือน ดังนั้นการหาแม่พันธุ์ ต้องใช้เวลามากทำให้ผู้เลี้ยงหวงแหนมาก อีกประการหนึ่งคือ ผู้เลี้ยงเกรงว่าเมื่อขายแม่ไก่แล้วนั้น มีโอกาสที่สายพันธุ์เดียวกันอาจมาชนกันในบ่อน ทำให้สูญเสียในสายพันธุ์ของตนเอง ดั้งนั้นผู้เลี้ยงไก่ชนจึงนิยมขายไก่ตัวเมียเป็นไก่เนื้อ หรือบริโภค มากกว่าขายเป็นแม่พันธุ์ ซึ่งหลักในการคัดเลือกแม่พันธุ์สามารถสรุปได้ดังนี้ ( ภาพที่6 )
ภาพที่ 6 สรุปการคัดเลือกแม่พันธุ์ไก่ชน
จากการสัมภาษณ์พบว่า ผู้เลี้ยงไก่ชนชอบ ไก่ชนรอยเล็ก และรอยกลาง (ไก่ที่มีน้ำหนักตัว ประมาณ 2.8 – 3.4 กิโลกรัม) เพราะหากไก่ชนตัวใหญ่ ทำให้หาคู่ชนได้ยาก ดังนั้นการใช้ไก่ชนที่เคยผ่านการชน และชนะในบ่อนมาเป็นพ่อพันธุ์ จึงเป็นการอาศัยหลักการทางพันธุศาสตร์ (Genetic) ด้านพฤติกรรม (Behavior) การแสดงออกของไก่ชน คือ ผู้เลี้ยงไก่ชนทำการเลือกพ่อพันธุ์เป็นไก่ชนที่แข็งแรง มีการแสดงออกทางพฤติกรรมความขัดแย้ง (Agonotic Behavior) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ (คือไก่ป่า) (Robert. 1979) มีความก้าวร้าว (Aggressisness) ตัวผู้มีความสามารถในการต่อสู้(Fighting) ซึ่งความสามารถเหล่านี้สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้ (พงษ์ชาญ. 2527) ดังนั้นการที่ผู้เลี้ยงไก่ชน ใช้พ่อพันธุ์ไก่ชนโดยคัดเลือกจากตัวที่มีความสามารถ แสดงออกถึงความก้าวร้าวสูงโอกาสที่จะถ่ายทอดพฤติกรรมเหล่านี้ไปสู่ลูกไก่ชน จึงมีมากด้วยเช่นกัน
3.3 รังฟักไข่และการกกลูกไก่
ผลศึกษาโดยการสัมภาษณ์พบว่า รังฟักไข่ และอุปกรณ์ที่ใช้ทำรังฟักไข่ เป็นตะกร้าไม้ไผ่ ซึ่งไม่ได้ใช้แล้ว รองพื้นด้วยตะไคร้(ใช้กลิ่นป้องกันไร) หรือ ฟาง ผู้เลี้ยงบางรายเอาขี้เรื่อย ขี้ตอก,ขี้หวาย(เป็นเศษไม้ที่ได้จากการจักสาน) ส่วนใหญ่เป็นวัสดุเหลือใช้ หรือวัสดุที่มีในท้องถิ่นหาได้สะดวก จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ ได้กล่าวถึงอุปกรณ์ทำรังไก่เพื่อให้แม่ไก่ฟักไข่ พร้อมทั้งวิธีการรองรังไก่ว่า“แนวเฮ็ดฮังไก่นั่นส่วนหลายกะสิเป็นกะต้าฮ่าง ฮองข่างล่างกะสิ ฮองตะไคร้หือฟาง ซั่นต่อมากะสิเอาดินไส่ แล้วข้างเทิ่งกะสิเป็นขี่นุ่น หรือ หญ้าที่มันอ่อนๆ” หมายถึงสิ่งที่นำมาทำรังไก่เป็นตะกร้าที่ชำรุดหรือไม่ได้ใช้แล้ว รองด้วยตะไคร้หรือฟางมาปูพื้นข้างล่าง ชั้นต่อมาปูด้วยดิน และนุ่นหรือหญ้าที่มีความนุ่ม มารองเพื่อให้ไก่นอนฟัก นัยสำคัญของวิธีการดังกล่าว พบว่าวัสดุที่ใช้ในการปูพื้นสามารถช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับไก่ อีกทั้งเมื่อลูกไก่ฟักออกจากไข่ในระหว่างแม่ไก่ยังทำการกกอยู่นั้น วัสดุเหล่านี้ยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับลูกไก่ด้วย หลังจากแม่ไก่พาลูกไก่ลงจากรังฟักแล้ว ผู้เลี้ยงนำมาขังสุ่มเพื่อให้อาหารตามลำดับ จากการสังเกตของผู้ศึกษา พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่มีการทำรังแม่ไก่ฟักไข่ยังเป็นวิธีการปฏิบัติ เช่นเดิมอยู่ คือเป็นวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น สำหรับพื้นที่ทำการศึกษาได้มีการปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว นอกจากนี้ผู้เลี้ยงยังมีการใช้ตะไคร้ ซึ่งมีลักษณะกลิ่นฉุนเนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมละเหย เพื่อขับไล่ปาราสิตภายนอกตัวไก่ ไม่ว่าเป็นเห็บหรือไร (นันทวัน, 2541)
การกกลูกไก่ ผู้เลี้ยงไก่ชนปล่อยให้แม่ไก่กกลูกไก่เองตามธรรมชาติ ทั้งนี้เทอดศักดิ์ และคณะ(2535) ได้ทำการทดลองวิธีการกกลูกไก่ 3วิธี คือ ให้แม่ไก่กกลูกไก่เองตามธรรมชาติ, กกโดยใช้สุ่ม และใช้ถังซีเมนต์ พบว่าอัตราการเลี้ยงรอด อยู่ที่ระดับ ร้อยละ 62.25, 67.45 และ82.14 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงไก่ชนยังนิยมให้แม่ไก่กกลูกไก่เองตามธรรมชาติ ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุที่ให้แม่ไก่กกลูกไก่เองตามธรรมเพราะลูกไก่ได้เรียนรู้วิธีหาอาหารจาก แม่ไก่ และสะดวกในการปฏิบัติ นอกจากนี้ตัวที่รอดชีวิตมีสุขภาพที่แข็งแรง
3.4 อัตราการฟัก และ การเลี้ยงรอดในแต่ละฤดูกาล
ผลการศึกษาโดยการสัมภาษณ์พบว่า การฟักไข่นั้น ฤดูหนาว ให้ผลการฟักออกมากที่สุด ตามด้วยฤดูฝน และ ฤดูร้อนซึ่งให้สัดส่วนการฟักออกต่ำสุด จากผลการศึกษาสอดคล้องกับรายงานของ จำลอง และคณะ(2543) คืออิทธิพลของฤดูกาลมีผลต่อการฟักไข่ตามธรรมชาติของไก่พื้นเมือง ในสภาพการจัดการของเกษตรกร ในฤดูหนาวมีอัตราการฟักออกสูงกว่า ฤดูฝน และร้อน ตามลำดับ(73.27%, 66.33% และ 65.45% ตามลำดับ) รายงานของ อาวุธ (2522) ที่พบว่าความสามารถในการฟักออกของไก่พื้นเมืองในฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน เท่ากับ 94.53, 58.25 และ 85.49% และรายงานของ สวัสดิ์ และคณะ(2531)ที่ได้ศึกษาถึงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองในระบบเกษตรกรภาคตะวันออก เฉียงเหนือพบว่า เปอร์เซ็นต์การฟักออกต่ำสุดในเดือนเมษายน คือฟักออกเพียง 37 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากอากาศร้อนและแม่ไก่ขาดอาหารที่สำคัญต่อการฟักไข่ เช่น โปรตีน และไวตามินต่างๆ และยังพบว่าแม่ไก่ ไข่เฉลี่ยปีละ 3ชุด และสามารถฟักออกชุดและ 8ตัวโดยประมาณ
อัตราการเลี้ยงรอด จากการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ผู้รู้ได้ให้ข้อมูลว่า ฤดูหนาวมีอัตราการตายสูงเนื่องจากฤดูหนาวลูกไก่หนาว และเป็นหวัดตาย ตามด้วยฤดูฝน ซึ่งไก่เล็กเป็นหวัดตายสูงเช่นเดียวกันกับฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนลูกไก่มีอัตราการรอดสูงสุด
3.5 การแบ่งช่วงอายุของไก่ชน
ผลการศึกษาโดยการสัมภาษณ์พบว่า ผู้เลี้ยงไก่ชนได้แบ่งช่วงระยะอายุไก่ ได้เป็น 6 ระยะดังนี้
- ไก่เล็ก คือ ช่วงอายุ 1-3 เดือน ซึ่งอยู่กับแม่ไก่ให้แม่ไก่เลี้ยงเองตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่
- ไก่กระทง คือ ช่วงอายุ 3-6 เดือน ที่เรียกเป็นไก่กระทงเพราะว่าไก่โตเร็วในช่วงนี้แต่ไม่แข็งแกร่ง มีขนขึ้นแซม
- ไก่หนุ่ม คือ ช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป เริ่มหัดขัน วิ่งไล่ไก่ตัวอื่นๆ
- ไก่ขวบ คือ ไก่ช่วง 1 ปี เริ่มมีการฝึกซ้อมเพื่อออกประลอง
- ลูกแซม ลูกแหลม คือ ไก่ช่วงขนแซม หลังจากการผลัดขนตามฤดูกาลผลัดขน ครั้งแรก
- ลูกถ่าย คือ ไก่ที่ผลัดขน ครั้งที่3ส่วนใหญ่ใช้เป็นพ่อพันธุ์สำหรับตัวที่ชนะมาโดยตลอด เพราะไก่มีอายุมากความแข็งแกร่งลดลงไม่เอาออกชนแล้ว
4.การจัดการทั่วไป
4.1อาหาร และ การให้อาหาร
ผลการศึกษาโดยการใช้แบบสอบถามพบว่า อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกไก่เล็ก ผู้เลี้ยงไก่ชน(ร้อยละ50) มีการใช้อาหารวัตถุดิบล้วน เช่น ปลายข้าว และรำ รองลงมา (ร้อยละ 37.5) มีการใช้อาหารวัตถุดิบล้วน เสริมกับหัวอาหารเพื่อให้ลูกไก่กิน และ(ร้อยละ 12.5) ผู้เลี้ยงไก่ชนปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติส่วนใหญ่มีการหว่าน อาหารวัตถุดิบเสริมเป็นบางครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ สุมาลี(2532) ได้แสดงถึงอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงลูกไก่ คือปลายข้าว
ส่วนช่วงไก่กระทง จนถึงช่วงไก่หนุ่ม(3-9 เดือน)จากการใช้แบบสอบถามพบว่า ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่(ร้อยละ 57.6) มีการหว่านอาหารวัตถุดิบ รองลงมา(ร้อยละ 37.5) ปล่อยให้ไก่หากินเองตามธรรมชาติ และ(ร้อยละ 4.9) ให้อาหารวัตถุดิบ เสริมด้วยหัวอาหาร ซึ่งคล้ายกับผลการศึกของ สุมาลี(2532) ได้รายงานถึงอาหารหลักที่มีการใช้เลี้ยงไก่โต คือข้าวเปลือก
ทั้งนี้รูปแบบวิธีการให้อาหารของผู้เลี้ยงไก่ชนมี 2 รูปแบบ คือ การหว่านตามพื้น และเทใส่ภาชนะ เพื่อให้ไก่ได้จิกกิน
1. การหว่านตามพื้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหว่านตามลานบ้าน ซึ่งเป็นให้อาหารแบบรวม โดยมีไก่ทุกระยะ เข้ามาขุ้ยเขี่ยแย่งกันกินอาหาร สำหรับลูกไก่ผู้เลี้ยงขังสุ่มเลี้ยงกับแม่ไก่ ผู้เลี้ยงโปรยอาหารลงในสุ่มให้ไก่กิน
2. เทใส่ภาชนะ ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชนิดคือ เทใส่ในภาชนะให้ไก่กินรวมกัน และการใส่ในภาชนะที่แยกให้ไก่กินเพียงตัวเดียว
จากการสังเกตของผู้ศึกษา พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนมีการให้อาหารตอนเช้า และตอนเย็น เพียงเท่านั้น และปล่อยให้ไก่ได้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ ทั้งนี้ชนิดของอาหารที่ใช้ปลายข้าว ข้าวสาร ข้าวเปลือกเป็นชนิดเดียวกันกับผู้เลี้ยงบริโภค
4.2 การป้องกันโรค
ผลการศึกษาพบว่า ผู้เลี้ยงไก่ชน(เลี้ยงทั้งไก่ชนและไก่พื้นเมืองด้วยกัน) ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.2 ไม่ได้ใช้วัคซีนในการป้องกันโรค และมีการใช้วัคซีนเพียงร้อยละ 23.8 ทั้งนี้เมื่อมีการคัดไก่พื้นเมืองเพื่อนำมาเลี้ยงเป็นไก่ชนผู้เลี้ยงไก่ชน ทั้งหมดไม่มีการใช้วัคซีน จากผลการศึกษาดังกล่าวผู้ศึกษาได้สัมภาษณ์ผู้รู้ถึงสาเหตุที่ผู้เลี้ยงไก่ชน ไม่นิยมให้วัคซีนไก่พบว่า เนื่องจากความลำบากในการจัดการ อีกทั้งผู้เลี้ยงเห็นว่าไก่ตายด้วยโรคระบาดเกิดขึ้นทุกปีจนเป็นเรื่องธรรมดา ผู้เลี้ยงยังมีความเชื่อว่า ถึงให้วัคซีนก็ไม่สามารถป้องกันโรคไก่ได้ทั้งหมด ผู้เลี้ยงจึงไม่ให้ความสำคัญในการใช้วัคซีนป้องกันโรค ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สุมาลี(2532) รายงานถึงทัศนะ ของเกษตรกรกับการใช้วัคซีนว่า การใช้วัคซีนไม่ได้ผลเพราะใช้แล้วไก่ก็ตายเช่นเดิม อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ศึกษาได้สัมภาษณ์ถึงความรู้ความเข้าใจในการใช้วัคซีนกับผู้เลี้ยง ไก่ชน ผู้เลี้ยงทุกรายมีความรู้ และความเข้าใจในวิธีการใช้วัคซีนและการป้องกันโรคของวัคซีน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจในการใช้วัคซีน และการตัดสินใจในการใช้วัคซีน” ของผู้เลี้ยงเอง
สำหรับผู้เลี้ยงที่ทำการให้วัคซีน(ร้อยละ 23.8) วัคซีนที่ใช้ส่วนใหญ่คือนิวคาสเซิล, หลอดลมอักเสบ และอหิวาเป็ดไก่ การปฏิบัติในการวัคซีนของผู้เลี้ยงไก่ชน ทำการหยอดปาก, ตา และจมูก ทั้งนี้ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่มีความรู้ในเรื่องหลักการใช้วัคซีน แต่จากการสังเกตของผู้ศึกษาพบว่า การใช้วัคซีนของผู้เลี้ยงเองยังมีปัญหาหลายอย่าง อาทิเช่น
1.การเก็บรักษาวัคซีน จากการสังเกตของผู้ศึกษาพบว่ามีการเก็บวัคซีน ไว้ในตู้เย็น ชั้นบนตู้กับข้าว และในเล้าไก่ บางครั้งเมื่อมีการให้วัคซีนไม่หมดจะเก็บไว้ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลทำให้การป้องกันโรคไม่ได้ผล และมีผลกระทบต่อสุขภาพของตัวไก่ทำให้ไก่เกิดอาการแพ้วัคซีนเป็นต้น วัคซีนที่ผู้เลี้ยงไก่ชนนิยมใช้ป้องกันโรคของไก่ชน เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นดังนั้น การเก็บรักษาจึงมีความสำคัญมาก เพราะหากเก็บรักษาไม่ถูกต้องวัคซีนการเสื่อมสภาพ และใช้ไม่ได้ผล
2.ช่วงอายุของไก่ที่ทำการให้วัคซีน ไก่ที่มีอายุแตกต่างกันให้ผลต่อการตอบสนองภูมิคุ้มกันโรคต่อวัคซีนต่างกัน ออกไป แต่ผู้เลี้ยงทำการให้วัคซีนไก่ชนิดเดียวกันกับไก่ทุกรุ่นอายุ เช่นหากมีการใช้วัคซีนนิวคาสเซิล ก็ทำวัคซีนนิวคาสเซิลกับไก่ทุกตัวแม้มีอายุแตกต่างกันออกไป จึงทำให้การตอบสนองต่อวัคซีนได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร
3.วิธีการปฏิบัติ ผู้เลี้ยงใช้วิธีการหยอดวัคซีนเป็นหลัก อีกทั้งการเก็บรักษาวัคซีนส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงเมื่อใช้ไม่หมดีการเก็บไว้ใช้ อีก ซึ่งผู้เลี้ยงบางส่วนมีการเก็บไว้ในตู้เย็น บางส่วนมีการเก็บไว้ในห้องปกติ เป็นต้น หลักการเก็บวัคซีนที่ถูกต้อง วัคซีนต้องอยู่ในอุณหภูมิประมาณ 4องศาเซลเซียส และเก็บไว้ไม่ให้ถูกแสงแดด หากใช้วัคซีนเหลือควรทำลาย ไม่ควรเก็บไว้ เพื่อไม่ให้เชื้อมีโอกาสกลายพันธุ์ก่อให้เกิดโรคได้
โรคที่เกิดขึ้นประจำท้องถิ่น คือโรคห่า หรือ ที่เรียกกันว่า “ไก่ตายห่า” ผู้เลี้ยงถือว่าเป็นโรคระบาดตามช่วงฤดูกาล โดยโรคห่าระบาดในช่วง “ปลายหน้าฝน(ประมาณเดือนตุลาคม) หญ้าแห้วหมูสีสิปร่ง(หญ้าแห้วหมูกำลังงอก)ห่ากะสิเริ่มลงแล้ว(โรคห่าเริ่ม เกิดขึ้นให้เห็น)” ซึ่งเป็นการสังเกตมาตั้งแต่ในอดีตของผู้เลี้ยง ในส่วนตัวที่ตายผู้เลี้ยงไก่มีการจัดการโดยการฝัง ในส่วนตัวที่รอดก็เก็บรักษาไว้เพื่อเป็นสายพันธุ์ต่อไป ในส่วนของช่วงเวลาการเกิดโรคระบาดสอดคล้องกับการศึกษาของ สุมาลี(2532) ได้รายงานถึงระยะเวลาในการเกิดโรคระบาดในไก่ มีอยู่ 2 ช่วงคือ ระหว่างเดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม โรคมีความรุนแรงมาก และ อีกช่วงหนึ่งคือ เดือนตุลาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน ไก่มักเกิดโรคระบาดแต่ความรุนแรงน้อยกว่าในช่วงแรก
ทั้งนี้สำหรับการเลี้ยงไก่ชน ทำการเลี้ยงแยกออกจากไก่พื้นเมืองคือทำการขังสุ่มไว้ พร้อมทั้งให้อาหารในสุ่มไม่ให้ไก่ชนไปคลุกคลีกับไก่ตัวอื่นๆ รวมไปทั้งมีการให้อาหาร และสมุนไพรต่างๆให้กับไก่ชน นับได้ว่าเป็นการป้องกันการติดต่อโรคได้เป็นอย่างดี
4.3 เล้า หรือคอกไก่
ผลการศึกษาโดยการใช้แบบสอบถามพบว่า เล้าไก่ส่วนใหญ่(ร้อยละ 57.6) อยู่ที่ใต้ถุนบ้าน หรือใต้ฉางข้าว รองลงมา(ร้อยละ 23) มีการสร้างเล้าแยกออกจากตัวบ้านหรือเล้า ลักษณะเล้าส่วนใหญ่สร้างเป็นคอก 4 เหลี่ยม มุงหลังคาด้วยสังกะสี และ “ไพรหญ้า(แฝก หรือ หญ้าคา)” หลังคาทำเป็นลักษณะ ทรงเพิงหมาแหงน บางรายแล้วล้อมด้านข้างด้วย ตาข่ายเชือกสาน หรือ การล้อมด้วยไม้ไผ่ ให้ลมพัดผ่านได้สะดวก พื้นเป็นดิน และ(ร้อยละ 19.2)ใช้ขังในสุ่มกับแม่ไก่ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ วิยุทธ์(2525) ที่ได้รายงานถึงสถานที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองว่า ส่วนใหญ่(ร้อยละ 63.07) ทำการเลี้ยงที่ใต้ถุนบ้าน รองลงมา(ร้อยละ 32.30)ทำการเลี้ยงใต้ยุ้งฉาง และ(4.63)เลี้ยงในโรงเรือนเฉพาะ นอกจากนี้ บัญญัติ และสุวัฒน์(2542) ได้รายงานถึงสภาพการเลี้ยงไก่พื้นเมืองส่วนใหญ่ อยู่ที่ใต้ถุนบ้าน ยุ้งฉาง และโรงเรือนอิสระ
จากการสังเกตของผู้ศึกษา พบว่าผู้เลี้ยงไก่ เลี้ยงไก่ในเล้าเดียวกันตั้งแต่แม่ไก่เริ่มวางไข่ จนกระทั่ง เป็นไก่หนุ่ม-สาว
5. การคัดเลือกไก่พื้นเมือง เพื่อมาเป็นไก่ชน
ผลการศึกษา ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่(ร้อยละ 78.26) ทำการคัดเลือกไก่เพื่อเป็นไก่ชนโดยสังเกต จากการปล้ำไก่เพื่อพิจารณาเชิงการชน (ภาคผนวกภาพที่1) รองลงมา(ร้อยละ 13) คัดเลือกจากเหล่ากอ นอกจากนั้น และ(ร้อยละ7.6) พิจารณาจากภายนอกดูความสวยงาม
การสังเกตการปล้ำเริ่มจากการนำไก่มาคัดเป็นไก่ชนนั้นจากอายุ 8 เดือนขึ้นไป ก่อนการปล้ำมีการปฏิบัติโดยการอาบน้ำไก่ (ภาคผนวกภาพที่2) คือเป็นการเช็ดตัวไก่ด้วยน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรอุ่นเช็ดตามใบหน้า ลำตัว แต่ไม่เช็ดปีก และ ขนหาง (เพราะเชื่อว่าทำให้ขนปีกและขนหางกรอบ) ลงนวม ปล้ำเป็นแบบไม่หนัก(เป็นการเอาไก่มาชนกัน) เพราะว่าไก่ “เข็ดแข้ง(กลัวการต่อสู้)” และถอดใจไม่สู้ จำเป็นต้องค่อยๆซ้อม ค่อยๆเช็ด การปล้ำบางครั้งมีการสวมเครื่องป้องกันไม่ว่าเป็นนวมปาก หรือการพันเดือยไม่ให้แหลมคม
วัตถุประสงค์ของการปล้ำไก่ เพื่อต้องการทดสอบความสามารถ ลีลาการตีและชั้นเชิงของไก่ หากตัวไหนชนะ หรือลีลาการชนเข้าตา(ประทับใจ) คนเลี้ยงจึงนำมาขังสุ่มฝึกซ้อม หรือที่เรียกกันว่า “ไก่ขังสุ่ม” หากตัวไหนแพ้เอากับไปดูแลรักษา และเมื่อหายดีแล้วอาจนำกลับมาทดสอบปล้ำอีกครั้ง หากยังไม่มีการพัฒนาผู้เลี้ยงจึงนำไปเลี้ยงรวมเป็นไก่บ้าน ทั่วไปเพื่อขายเนื้อ บางรายเลี้ยงไว้เพื่อเป็นไก่ล่อ(เป็นไก่ที่เป็นคู่ซ้อมของไก่ชน)ต่อไป ผู้เลี้ยงไก่ชนบางรายพิจารณาไก่ชนจากลักษณะท่าทางของไก่ที่ปรากฏเห็นด้วยตา เพื่อเอาไปซ้อม อย่างไรก็ดีวิธีการคัดไก่เพื่อใช้เลี้ยงเป็นไก่ชน ที่สำคัญผู้เลี้ยงต้องได้สังเกตการปล้ำไก่ก่อน ซึ่งกระบวนการปล้ำไก่นี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคัดเลือกจากสายพันธุ์ของตัวไก่แล้วยังเป็นการคัดเลือกตัวที่ แข็งแรง พร้อมทั้งลักษณะการชน อีกด้วย
6. การปฏิบัติเมื่อเอาไก่เข้ามาขังสุ่มของผู้เลี้ยงไก่ชน
ผู้ที่เลี้ยงไก่ชนไว้ในสุ่ม มีการนำเอามุ้งมาครอบสุ่มในตอนเย็น เพื่อไม่ให้ลมโกรก และยุงกัด มีการปล่อยออกเดินเล่นบ้างแล้วแต่โอกาส ผู้เลี้ยงบางราย ใช้ตาข่ายล้อมเป็นลาน สี่เหลี่ยมไว้ในร่มให้ไก่ชนได้เดิน หรือวิ่งเล่นอยู่ในนั้น เพื่อออกกำลังกาย และป้องกันไม่ให้ไก่ชนของตนตีกันเองอีกด้วย ภายในสุ่มมีการทำคอน ไว้โดย ยกสูงจากพื้นประมาณ 10เซนติเมตร เพื่อให้ไก่ได้เกาะนอน ในสุ่ม
ผู้เลี้ยงไก่ชน ได้เสนอความคิดเห็นว่าการเลี้ยงไก่ชนในสุ่ม และตอนกลางคืนมีการกลางมุ้งให้ไก่ชนได้พักผ่อน เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันโรค นอกจากการให้อาหารแยกจากไก่พื้นเมืองแล้ว ไก่ชนได้พักผ่อนพอเพียง พร้อมทั้งลมไม่สามารถพัดเชื้อโรคเข้าสู่ไก่ชนได้เพราะมีการกลางมุ้งป้องกัน
6.1 อาหาร และ การให้อาหาร
ผลการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ ร่วมกับการสังเกตของผู้ศึกษาพบว่า ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่ใช้ข้าวเปลือกเป็นอาหารหลัก ต้องมีการล้างข้าวเปลือกเอาคายออกให้หมด(ฝุ่นละอองที่ติดในเมล็ดข้าวอาจทำ ให้เกิดการระคายเคือง) วิธีการคือนำข้าวเปลือกไปแช่ในน้ำเพื่อคัดเมล็ดที่ลีบไม่สมบูรณ์ออกแล้วใช้ มือขัดล้าง หรือหากไม่ใช้น้ำ ผู้เลี้ยงใช้ตะไคร้ขัดเพื่อเอาคายออก(ใบตะไคร้ มาขัดสีกับข้าวเปลือกเพื่อให้คายหรือฝุ่นละอองหลุดออกจากเมล็ดข้าวเปลือก) เพราะหากไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อไก่ชนกินเข้าไป ข้าวเปลือกที่ใช้เลี้ยงไก่ชน คือข้าวจ้าวและข้าวเหนียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เลี้ยงทำนาปลูกข้าวชนิดใด เมื่อก่อนมีการใช้ข้าวจ้าวแดง ลักษณะข้าวจ้าวแดง คือเมล็ดเล็ก สั้น และเปลือกบาง ไก่ชนย่อยได้ง่ายขับถ่ายได้สะดวก ผู้เลี้ยงเชื่อว่าหากต้องการให้ไก่ชนตัวใหญ่ควรใช้ข้าวเหนียว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจารายงานของ NRC, 1994(อ้างใน สาโรช. 2547) ถึงโภชนะของข้าวเปลือก มีระดับโปรตีนหยาบ(Crud Protein : CP) 7.8% และมี แคลเซียมอยู่ระดับ 12.9% นอกจากใช้ข้าวเปลือกแล้วยังมีการเสริมหัวอาหารไก่ชนเพิ่มเข้ามา มีการให้อาหารบำรุงเป็นระยะ ผู้เลี้ยงบางรายใช้ข้าวเปลือกที่ล้างคายเรียบร้อย มาคลุกกับไข่ดิบ ตากแดดให้แห้งแล้วนำไปให้ไก่ชนที่ขังอยู่ในสุ่มได้กิน เพื่อเพิ่มโปรตีนให้กับไก่ชนของตน นอกจากการใช้ข้าวเปลือกเป็นอาหารหลักในการเลี้ยงไก่ชนแล้วผู้เลี้ยงไก่ชน ต้องมีการเสริมอาหารคาว อาทิเช่น เนื้อ หมู จิ้งจก เขียด เป็นต้น (ระดับCP อยู่ระหว่าง 50-70%)ให้กับไก่ชน ทั้งนี้ตามลักษณะสรีระวิทยาของระบบทางเดินอาหารของสัตว์ปีก (ภาพที่7) พบว่าเมื่อไก่ชนได้กินอาหารเข้าไป มีการเก็บไว้ที่กระเพาะพัก(Crop) ในส่วนนี้ไม่มีการย่อยอาหารแต่อย่างใด ต่อมาอาหารจะเคลื่อนสู่กระเพาะจริง (Proventriculus) ซึ่งมีการหลั่งน้ำย่อยแต่เมื่อพิจารณาถึงการย่อยแล้ว กระเพาะจริงมีบทบาทการย่อยอาหารน้อยมาก เนื่องจากอาหารมีการไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ไปสู่ กึ๋น (Gizzard) เป็นอวัยวะที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมีบทบาทสำคัญในการบดย่อยอาหารที่มีขนาด ใหญ่ ซึ่งเป็นการนำไปสู่การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพในลำไส้เล็กต่อไป ทั้งนี้ผู้เลี้ยงไก่ชนได้นำสมุนไพรมาเสริมให้ไก่ชนกินเป็นประจำ สมุนไพรหลักที่ผู้เลี้ยงไก่ชนใช้ ได้แก่ บอระเพ็ด แตงกวา กล้วยน้ำว้า ซึ่งเป็นความรู้ที่มีการสืบทอดการใช้กันมานานแล้ว ภาชนะที่ใช้ใส่อาหารและน้ำเพื่อให้ไก่ชนที่ขังสุ่ม ทำมาจากกระป๋องน้ำมัน เครื่องออร์โตลูป ของมอเตอร์ไซต์เปล่า หรือขวดน้ำอัดลมพลาสติก ขนาด 1.25 ลิตร ทำการตัดให้เป็นทรงกระบอก แล้วทำการเจาะรูแขวนไว้ในสุ่มไก่เพื่อให้ไก่ชนได้จิกกิน
6.2 การถ่ายพยาธิ
ผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการใช้ยาถ่ายพยาธิ เพราะเชื่อว่าไก่ที่ได้กินอาหารคาวย่อมมีพยาธิ หลังจากการปล้ำไก่เสร็จผู้เลี้ยงทำการป้อนยาถ่ายพยาธิให้กับไก่ชนเดือนละ ครั้ง ซึ่งยาถ่ายพยาธิผู้เลี้ยงไก่ชนหาซื้อตามร้านขายยาสัตว์ทั่วไป จากการสังเกตของผู้ศึกษาพบว่าผู้เลี้ยงไก่ชน มีความเชื่อในเรื่องการถ่ายพยาธิไก่ชน ตรงกันข้ามกับการใช้วัคซีนป้องกันโรค ส่วนหนึ่งอาจมาจากการเลี้ยงไก่ชนมีการเลี้ยงแยกออกจากไก่พื้นเมืองทั่วไป ทำให้โอกาสติดโรคเกิดขึ้นกับไก่ชนมีน้อย แต่สำหรับการถ่ายพยาธินั้นผู้เลี้ยงไก่ชนมีการ พิจารณาถึงอาหารคาวที่ให้ไก่ชนกินเป็นของสด และมีโอกาสที่ไก่ชนติดพยาธิสูงทำให้ผู้เลี้ยงไก่ชนให้ความสำคัญกับ การถ่ายพยาธิ
6.3 การฝึกซ้อม
1. การปล้ำไก่ คือ การเอาไก่ไปซ้อมชน หรือ ประลองเพื่อดูชั้นเชิงโดยอาจมีหรือไม่มี การพันเดือย หรือสวมนวมปาก ขึ้นอยู่กับความพอใจหรือความต้องการของผู้เลี้ยงเพื่อได้เห็นลีลาการชนแบบ เต็มรูปแบบ ไม่ว่าเป็นการจิก การใช้เดือยแทงคู่ต่อสู้ เป็นต้น
2. การวิ่งสุ่ม คือ การเอาสุ่ม 2 ใบซึ่งแต่ละใบมีขนาดใหญ่ต่างกัน โดยสุ่มเล็กข้างในใส่ ไก่ตัวล่อไว้ แล้วปล่อยไก่ชนให้อยู่ข้างนอกสุ่ม วิ่งไล่เชื่อว่าทำให้ไก่ชนนั้น ย่ามใจในความสามารถของตนเอง ว่าเป็นผู้ที่เคยไล่ และเป็นการฝึกกำลังของไก่ชนอีกด้วย
3. โยนเบาะ คือ การโยนไก่ชนขึ้นไป ให้ไก่ได้กระพือปีก จากคำบอกเล่าของผู้เลี้ยงเชื่อว่าปีกไก่แข็งแรง ในช่วงเวลาที่ไก่ตี หรือประลองไก่บินได้สูงและตีได้เปรียบคู่ต่อสู้ (ภาคผนวกภาพที่4)
4. วิ่งลาน คือ ให้ไก่วิ่งในบริเวณที่เตรียมไว้ ในปัจจุบันมีการใช้ตาข่ายล้อมเป็นคอกลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 3 เมตร จำนวน 2 คอกขนานกัน ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วทำการปล่อยไก่ คอกละตัวให้ไก่ได้วิ่งไล่กันในคอก (ภาคผนวกภาพที่5)
5. ว่ายน้ำ มีผู้เลี้ยงเพียงรายเดียวให้ไก่ได้ว่ายน้ำ ได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วน วิธีการคือ ใช้ท่อปูนซีเมนต์ 2 ลูกต่อกัน ใส่น้ำสูงขนาด ¾ ของท่อแล้วปล่อยไก่ลงไปว่ายน้ำทำในฤดูร้อนเท่านั้นเพราะหากทำในฤดูหนาว อาจทำให้ไก่เป็นหวัดได้ อีกทั้งการว่ายน้ำยังช่วยให้ไก่ชนได้คลายร้อนอีกด้วย
6.4 การอาบน้ำไก่ หรือ การกาดน้ำ และ การลงกระเบื้อง
การอาบน้ำไก่ชน หรือ การกาดน้ำไก่ ผู้เลี้ยงไก่ชนเชื่อว่าเป็นการนวดกล้ามเนื้อ เพื่อควบคุมน้ำหนักของไก่ชน วิธีการคือ การใช้น้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรอุ่นๆ เช็ดตัวตั้งแต่หัวจนถึงขนสร้อยต่างๆ ยกเว้นบริเวณขนปีก และ ขนหาง เพราะอาจทำให้ขนปีก และขนหางกรอบ ฝ่อ แตกหักง่าย ผ้าที่ใช้เป็นผ้าทั่วไป แต่ผ้ามุ้งหลอด(มุ้งถักที่ไม่ใช่มุ้งในล่อน)ดีที่สุด(คำบอกเล่าจากผู้รู้) ทั้งนี้ไก่แต่ละเชิงนั้นชอบการอาบน้ำต่างกัน อย่างเช่นไก่พม่านั้น เป็นไก่ที่บินเร็วตีเร็ว ชอบอาบน้ำเย็น ไก่ชนไทยและไก่ชนเวียดนาม ชอบอาบน้ำอุ่นเป็นต้น สมุนไพรที่มีการนิยมนำมาใช้ในการอาบน้ำได้แก่ ตะไคร้ ข่า ไพล ลูกมะกรูด ใบมะกรูด ว่านไฟ และขี้เหล็กสาน เป็นต้น
เมื่ออาบน้ำไก่เรียบร้อยแล้ว มีการลงกระเบื้อง (ภาคผนวกภาพที่6) เพื่อให้ไก่ได้คลายกล้ามเนื้ออีกทั้งทำให้ใบหน้า และผิวหนังผิวหนังหนา และด้าน เพื่อป้องกันไก่ชนไม่ไห้แตกง่ายเมื่อถูกจิกตี อุปกรณ์ มีกระเบื้อง ซึ่งในอดีตใช้เศษหม้อดินที่แตก ปัจจุบันมีการใช้จานเหล็กและมีด้ามจับเป็นไม้ อัง(เอาขึ้นย่าง)กับเตาไฟ แล้วใช้ผ้าที่ใช้เช็ดตัวไก่ทาบบนกระเบื้องที่วางอยู่บนเตา วางให้พออุ่นๆแล้วเอาผ้ามาเช็ดตัวไก่ชน ตรงจุดต่างๆ วิธีการนี้เชื่อว่า นอกจากเป็นช่วยให้ผิวหนา และด้านแล้วยังช่วยให้ไก่ชนคลายอาการพกช้ำ จากนั้นจึงเริ่มเอาไก่ชนตากแดด หรืออาบแดด จนไก่เริ่มหอบจึงนำกลับเข้ามาในร่ม ทำในเวลาเช้า และเย็น เป็นประจำ
7. ไก่เข้าสู่สนามแข่ง(บ่อน) และกิจกรรมของผู้เลี้ยงไก่ชนภายในสนาม
7.1 การนำไก่เข้าสนามแข่ง
ในวันที่นำไก่เข้าสนามแข่ง เป็นที่รู้กันในกลุ่มหมู่ผู้เลี้ยงไก่ชน เนื่องจากมีการพบประกันเป็นประจำ รวมถึงมีการเอาไก่ชนของตนเองมาซ้อมด้วยกันเป็นประจำ โดยปกติการนำไก่ไปชนอย่างน้อยต้องมีทีมงานไปด้วยกัน 3 คน บางครั้งหากไก่ที่เก่งหรือมีชื่อเสียง(จากคำบอกเล่าต่อๆกัน)อาจไป เป็นคันรถเพื่อไปดูการชนไก่ ในช่วงเช้าผู้เลี้ยงให้เพียงข้าวสวย(ข้าวจ้าวหุงสุก)บด ป้อนไก่ชนเพียงเท่านั้นไม่ให้กินข้าวเปลือก เนื่องจากย่อยลำบาก และปลายของข้าวเปลือกที่มีลักษณะแหลมคมอาจแทงกระเพาะพักขณะไก่โดนแตะ หรือ ตีได้
พร้อมกันนั้นมีการเสริมอาหาร เช่นกล้วยน้ำหว้า แตงกวา บอระเพ็ด เป็นต้น เมื่อเอาไก่ไปถึงสนามแข่ง มีลานเปรียบไก่ มีคณะกรรมการ ในการช่วยจัดหาคู่อยู่ด้วย แต่การตกลงที่แข่ง หรือเลือกคู่แข่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของไก่ทั้ง 2 ฝ่าย ผู้เลี้ยงไก่ชนในพื้นที่ทำการศึกษาไม่ค่อยถือเรื่องฤก หรือโชคลาง เจ้าของไก่ทำการเลือกคู่ต่อสู้ที่ใกล้เคียง หรือได้เปรียบเสียเปรียบกันไม่มากนัก เมื่อได้คู่แข่งแล้วจึงไปแจ้งนายสนาม เพื่อจัดเข้าเวทีแข่ง ในช่วงเวลาที่รอการแข่งนั้นเจ้าของไก่ถือโอกาสเข้าไปพบประพูดคุยกับผู้ เลี้ยงรายอื่น ถามสารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนรู้จัก และสังเกตคู่ที่เข้าไปชนก่อน หรือพักผ่อนรอเวลาเมื่อใกล้ถึงเวลาผู้เลี้ยงทำการป้อนข้าวสวยบดให้ไก่ และป้อนแตงกวา บอระเพ็ด กล้วยน้ำว้า การชนมีกำหนดชน 8 ยกๆละ 20 นาที พักยกละ 20 นาที
7.2 ช่วงพักยก และการรักษาพยาบาลระหว่างพักยก
ระหว่างพักยกมีการเช็ดตัวเช็ดหน้าไก่ ปั่นเสลดจากลำคอไก่โดยการใช้ขนหางไก่ที่ได้เตรียมมาไว้ปั่นเข้าไปในลำคอไก่ ชน เพื่อเอาเมือก และ เสลดออกจากคอไก่ให้ไก่ชนหายใจได้สะดวก การเช็ดเนื้อตัวไก่เป็นการบีบนวดกล้ามเนื้อของไก่อีกด้วย อีกทั้งเป็นการช่วยเช็คสภาพของไก่ชนว่ามีบาดแผลหรือไม่ ทั้งนี้หากมีบาดแผล จึงทำการเย็บโดย อุปกรณ์ที่ใช้เป็นเข็มกับด้าย เย็บผ้าทั่วไป
หากจงอยปากหลุด ก็ทำการมัดหรือที่เรียกกันว่าถักสบ(สบ ความหมายในที่นี้คือ จงอยปาก) เพื่อให้ไก่ชนสามารถใช้ปากจิกตีคู่ต่อสู้ได้ เป็นการช่วยห้ามเลือดอีกทางหนึ่ง วิธีการถักสบผู้เลี้ยงทำการดึงจงอยปากเดิมให้หลุดออก โดยเอาจงอยปากอันใหม่ที่เตรียมไว้มาลวกน้ำร้อนให้อ่อน จึงนำมาถักมัดยึดกับหงอนไก่ให้แน่นพอประมาณ สำหรับจงอยปากสำรองส่วนใหญ่ได้มาจากไก่ตัวที่ตาย ผู้เลี้ยงเก็บจงอยปากไว้เพื่อเป็นสำรอง
หากไก่หัวบวมมีการไขหัว(ไข ความหมายในที่นี้คือ การเปิด) วิธีการคือใช้เข็มเจาะเข้าที่ท้ายทอยไก่ ชน แล้วใช้ก้นเข็มเย็บผ้าปั่น เพื่อให้เยื่อภายในติดออกมา ทำการตัดเมือกสีขาวที่ดึงออกมาพร้อมดูดเอาเลือดครั่งออก ทำให้ไก่ชนดูสดชื่นขึ้นมา (ภาคผนวกภาพที่7)
หากตาของไก่ชนโดนตีจนบวมปิด ทำการเปิดหนังตา โดยเย็บติดกับหนังใบหน้าให้ตาเปิดอยู่ตลอด (ภาคผนวกภาพที่8)
ทำการอบ หรือรมควันให้ไก่ชนในบริเวณที่โดนตี พร้อมทั้งป้อน กล้วย และแตงกวาให้กับไก่ชน แล้วเอาไก่ชนนอนพักผ่อนก่อนเข้าแข่งในยกต่อไป นอกจากนี้มีตัวแทนคนหนึ่งไปสังเกตการกระทำของคู่แข่งที่ปฏิบัติต่อไก่ชน เพื่อป้องกันการวางยา หรือกลโกงต่างๆของคู่แข่ง
ข้อสังเกตจากผู้ศึกษาโดยการสัมภาษณ์กับผู้เลี้ยงไก่ชน ผู้เลี้ยงพยามเปรียบเทียบการชนไก่ กับการชกมวยว่าการชกมวยมีการแตก และการรักษาเช่นเดียวกันกับการชนไก่ แต่หากมองถึงเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ การรักษาเพื่อเอากับไปชนในสนามแข่งอีกครั้ง ถือเป็นการทารุณสัตว์ แม้ว่าผู้เลี้ยงไก่ชนได้ให้คำตอบไปในทิศทางเดียวกันว่าไก่ชนมีใจสู้ สามารถชนต่อไปได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงอาการที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดการตายของไก่ชนได้ ดังนั้น ข้อเสนอแนะจากผู้ศึกษา การแข่งขันไก่ชนควรมีตรวจสอบสภาพของไก่ชนเมื่อพักยก กรรมการในสนามสามารถปรับไก่ชนแพ้ได้เนื่องจากสภาพได้รับบาดเจ็บ หรือควรมีมาตรฐานในการป้องกันการบาดเจ็บ รวมไปถึงการนับคะแนนที่ได้มาตรฐาน ผู้ศึกษาคาดว่าน่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันการชนไก่ ให้เป็นที่ยอมรับในสังคมเพิ่มมากขึ้น
7.3 การแพ้ชนะของไก่ชน
การแพ้ชนะมีอยู่ 4 กรณี
1. ไก่แล่นออกปาก” คือการที่ไก่วิ่งหนีแล้วร้อง กรรมการจับเข้ามาอีก 3 ครั้งถ้ายังวิ่งหนีหรือไม่สู้ก็จับแพ้
2. โจม” คือ การแพ้โดยไก่นอนไม่ลุกขึ้นสู้อีก กรรมการจับยกขึ้น 3 ครั้งถ้าไม่สู้อีกปรับแพ้
3. ยอมแพ้ คือ เจ้าของยอมแพ้เพื่อไม่ให้ไก่ตัวเองเสียไก่ ใช้ในการต่อไปไม่ได้
4. เสมอ คือ ไม่มีการแพ้อย่างใดอย่างหนึ่งในสามประการนี้ ไก่ชนครบ 8 ยกถือว่าเสมอกัน
ข้อเสนอเพิ่มเติมจากการศึกษาพบว่าการใช้กติกา การแพ้ชนะซึ่งภาพทั้งหมดแล้วนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของไก่ชนที่ไม่ยอมต่อสู้ จึงมีการปรับแพ้ ทั้งนี้ควรมีการตั้งมาตรฐานในการแพ้ชนะ ของไก่ชนเพื่อลดการบาดเจ็บของตัวไก่ชน
7.4 การรักษาพยาบาลไก่หลังชน
เมื่อไก่ชนกลับมาถึงบ้านแล้วเจ้าของจะรักษาตามอาการ กรณีที่จงอยปากหลุดเจ้าของเปลี่ยนโดยมัดไม่แน่นมาก มัดทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์แล้วเอาเชือกออกรอให้จงอยปากใหม่งอกขึ้นมาทดแทนที่ แต่กว่าจะขึ้นมาสมบูรณ์ อาจใช้เวลามากกว่า 3 เดือน ส่วนบาดแผลมีการรักษาตามอาการ เช่นให้ยาพาราเซตามอลเพื่อแก้ปวด การให้ยาปฏิชีวนะพวก สเตรปโตมัยซิน(Streptomycin) เพื่อลดการอักเสบและการติดเชื้อของแผลไก่ชน เจ้าของไก่ชนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทำการอาบน้ำให้ไก่ชนแต่ไม่มีการฝึกซ้อม ปล่อยพักผ่อนประมาณ 1-2 สัปดาห์ให้แผลนั้นหายดีก่อน ซึ่งผู้เลี้ยงเฝ้าสังเกตไก่ชนของตนถ้าไก่นอนคลุกฝุ่นเล่น วิ่งเล่น วิ่งไล่ไก่ตัวอื่น จึงนำไปซ้อมเพื่อออกชนในลำดับต่อไป
ถ้าไก่อยู่ในสภาพอาการบาดเจ็บสาหัสอาจต้องใช้เวลาพักนานถึง 3 เดือน หากไก่ชนบาดเจ็บไม่มากใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แต่ในกรณีที่ไก่นั้นชนะมาแต่พิการผู้เลี้ยงนิยมใช้เป็นพ่อพันธุ์
8. การซื้อ - ขาย ไก่ชน
ผลจากการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ผู้รู้ พบว่าการกำหนดราคาไก่ชนไม่มีความแน่นอน ทั้งคุณค่าและราคา ผู้ซื้อเป็นผู้เสนอราคาให้แก่เจ้าของไก่ชน ผู้ขายสามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ อภิรัฐ(2546)รายงานว่าผู้ขายไก่ชนสามารถกำหนดราคาไก่ชนของตนเอง และผู้ซื้อทำการติดต่อซื้อกับเช้าของไก่ชนเองโดยไม่มีการผ่านนายหน้า โดยผู้ซื้อไก่ชนส่วนใหญ่ได้ต้องสังเกต และพิจารณาลักษณะการชนของไก่ หรือสืบตามสายเลือดถึงพ่อ-แม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่ชนที่ชนะในบ่อน ราคาจะสูงขึ้นตามจำนวนเงินเดิมพัน หากไปชนชนะในบ่อนที่ได้มาตรฐาน (ในที่นี้หมายถึงบ่อนที่มีการยอมรับในกลุ่มคนผู้เลี้ยง และมีการเดิมพันในอัตราที่สูง) ราคาจะสูงขึ้น เช่นหากไก่ชนในบ่อนด้วยเงินเดิมพัน 1,100 บาท ราคาไก่ชนอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทเป็นขั้นต่ำ อย่างไรก็ตามการขายไก่ชนมีอีกหลายรูปแบบ อาทิเช่น ผู้เลี้ยงบางรายมีการขายลูกไก่ อายุประมาณ 2-3 เดือน หรือในช่วงอายุ 6-12 เดือน ขายในราคาที่สูงกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไป สำหรับผู้เลี้ยงไก่ชนการซื้อไก่เล็ก ถือว่าเป็นการเสี่ยงโชคเนื่องจากไม่เห็นการชน หรือ เชิงชนของตัวไก่ แต่ทราบเพียงสายพันธุ์ของไก่เท่านั้น
ทั้งนี้ผู้เลี้ยงไก่ชนหลายรายที่ไม่ต้องการขายไก่ของตนเอง ถึงแม้ว่ามีผู้มาเสนอราคาที่สูงมาก กรณีหนึ่งเชื่อว่าเป็น “ไก่หมาน” (นำโชค) ของตัวเองและมีความผูกพัน การขายไก่ชนต้องอาศัยชื่อเสียงของเหล่ากอไก่ชน ไก่ชนที่มีราคาสูงเป็นไก่ที่ต้องผ่านบ่อน
การขอไก่ชนกันฟรี พบบ่อยครั้งเนื่องจากผู้ที่ขออาจเป็นญาติพี่น้อง หรือผู้ที่สนิทสนม อนึ่งการได้เป็นเจ้าของไก่ชนที่เก่งไว้ครอบครองเป็นการสร้างความภูมิใจ และชื่อเสียงให้ผู้เลี้ยงไก่ชน ผลการศึกษาดังกล่าวผู้ศึกษาเห็นว่า บ่อนเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับการเพิ่มมูลค่าไก่ชน พร้อมทั้งเป็นตัวกำหนดราคาของไก่ชน ทั้งนี้มาตรฐานของราคา และสายพันธุ์ของไก่ชนเอง ยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจน หากแต่ราคา และ วิธีการจำหน่ายขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้เลี้ยงไก่ชนเป็นสำคัญ
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ไก่ชนที่มีราคาสูง หรือไม่นั้น มีการตัดสินโดยการชน แม้ว่าไก่ชนมีลักษณะที่สวย แต่หากแพ้ราคาก็ต่ำกว่าไก่ชนตัวที่ชนะ พร้อมกันนั้นตลาดไก่ชนที่เกิดขึ้นจากบ่อน สามารถเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าไก่ชนมีราคาสูงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชนเป็นสำคัญ
9. ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับผู้เลี้ยง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการศึกษา (พฤศจิกายน 2546 ถึงเดือน ตุลาคม 2547) พบว่า ในพื้นที่ศึกษาได้รับผลกระทบจากวิกฤตการ โรคไข้หวัดนก เนื่องจากภายในพื้นที่ศึกษาอยู่ภายในเขตทำลายสัตว์ปีกรัศมี 5 กิโลเมตร ทำให้ไก่พื้นเมือง และไก่ชนถูกจับไปทำลาย สร้างความเสียหายให้กับผู้เลี้ยง (ทั้งด้านสภาพจิตใจ และเศรษฐกิจ) สำหรับผู้เลี้ยงไก่ชนบางรายได้นำไก่ชนใส่กระสอบไปซ่อน บางรายเก็บไข่ไก่ไว้ฟักเอง (ทำตู้ฟักแบบชาวบ้านคือ เอาผ้าห่อไข่ไก่) หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤต ผู้เลี้ยงไก่ชนได้นำไก่ชนของตนเองที่ซ่อนไว้ออกมาเลี้ยงที่บ้านเช่นเดิม ในส่วนของลูกไก่ที่เกิดจากการฟักด้วยตู้ฟักผู้เลี้ยงก็ทำการเลี้ยงภายใน บริเวณบ้านของตนเช่นเดิม นับว่าเป็นการเริ่มต้นเลี้ยงไก่ชนขึ้นมาใหม่
จากนั้นผู้ศึกษาจึงได้ใช้แบบสอบถาม เพื่อทดสอบถึงสภาพปัญหาในการเลี้ยงไก่ชน ภายในทัศนะของผู้เลี้ยงไก่ชน พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนส่วนใหญ่(ร้อยละ73.5) ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องบ่อนชนไก่ เป็นสำคัญเพราะหากบ่อนไม่สามารถเปิดทำการชนไก่ได้ ผู้เลี้ยงไก่ชนก็ไม่สามารถทำการขายไก่ชนได้ เนื่องจากผู้เลี้ยงไก่ชนไม่สามารถนำไก่ชนของตนเองไปชนให้คนซื้อพิจารณา ในทางเดียวกันผู้ซื้อไก่ชน ถ้าซื้อไก่ชนไปก็ไม่สามารถนำไปชนได้ จึงทำให้การซื้อขายไก่ชนหยุดลง ถ้าหากมีการขายไก่ชนก็ทำการขายในลักษณะของไก่เนื้อซึ่งมีราคาที่แตกต่างกัน และ(ร้อยละ 26.5) ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องโรคระบาด
ผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงกลไกที่สำคัญในการเลี้ยงไก่ชนคือ บ่อนเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการ ซื้อ-ขาย ไก่ชน
10. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงไก่ชน
1. การคัดเลือกสายพันธุ์ จากการศึกษาโดยการสัมภาษณ์พบว่า ผู้เลี้ยงเองมี กระบวนการคัดเลือกคัดเลือกสายพันธุ์ไก่ชนคือการปล้ำไก่ คือการคัดไก่ที่มีความแข็งแรงไว้เป็นไก่ชน พร้อมทั้งมีการใช้เป็นพ่อพันธุ์ และในตัวแม่ไก่ยังคัดตัวที่ให้ไข่ดกเลี้ยงลูกเก่ง จึงเห็นได้ว่าเป็นวิธีการคัดเลือก ไก่ที่มีลักษณะที่ดีไว้เป็นสายพันธุ์ พร้อมทั้งการรักษาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง
2. อาหาร จากการศึกษาโดยการสัมภาษณ์พบว่า ผู้เลี้ยงไก่ชนให้ข้าวเปลือกเป็นอาหารหลัก มีการล้างคายข้าวเปลือกหรือฝุ่นละอองเพื่อลดการระคายเคือง และเป็นการคัดเอาเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ชนิดข้าวเปลือกที่ใช้ ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงทำนาข้าวชนิดใดเป็นหลัก นอกจากนี้ในเวลาที่นำออกชนผู้เลี้ยงใช้ข้าวสวยบดให้ไก่ชนเพื่อป้องเมล็ดข้าว แทงกระเพาะพัก
การเสริมอาหารคาว พบว่าเสริมอาหารคาวเป็นอาหารที่มีโปรตีน และแร่ธาตุสูง(เช่น หอย, จิ้งจก และเนื้อหมูย่าง เป็นต้น) โดยอาหารคาวที่หาได้ทั้งหมดเป็นอาหารที่มีอยู่ในถิ่น ง่ายต่อการหามาให้ไก่ชนของตนเอง
การเสริมด้วยสมุนไพรเช่น กล้วย แตงกวา และบอระเพ็ด อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่มีไวตามินที่สูง ผู้เลี้ยงมีการใช้อาหารเหล่านี้ประกอบกันกับการเลี้ยงไก่ชน เพื่อให้ไก่ชนได้รับสารอาหารครบทุกประเภท
3. โรค และการป้องกัน ความรู้ในเรื่องโรคระบาดจากผลการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนมีความรู้ในเรื่องช่วงระยะเวลาการเกิดโรคเป็นอย่างดี มีการจดจำช่วงฤดูการเกิดโรค ความชุกของโรค โดยการสังเกตจากประสบการณ์
ผู้เลี้ยงไก่ชนมีการเลี้ยงไก่ชนมีการเลี้ยงแบบแยกออกจากไก่พื้นเมืองตัว อื่นๆ ทำให้โอกาสที่จะติดเชื้อมีน้อยลง ในเวลานอนมีการคลุมสุ่มทำให้ไก่ชนเลี่ยงการปะทะกับอากาศที่เย็นทำให้โอกาส สัมผัสเชื้อน้อยลงอีกด้วย
4. การฝึกซ้อม เป็นวิธีการสืบทอดปฏิบัติกันมาจากอดีต และมีการพัฒนาวิธีการ เช่นการล่อไก่ ในอดีตผู้เลี้ยงไก่ชนต้องอุ้มไก่ตัวล่อ ให้ไก่ชนได้วิ่งไล่ กระโดดจิกตี ปัจจุบันผู้เลี้ยงมีการปรับมาเป็นใช้ถุงพลาสติกผูกติดกับปลายไม้ แล้วปัดล่อไก่แทนเป็นต้น อย่างไรการฝึกซ้อมไก่ชนยังช่วยให้ไก่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพราะมีการ เคลื่อนไหวมาก
5. การอาบน้ำ และลงกระเบื้อง ผู้เลี้ยงไก่ชนเชื่อว่าการอาบน้ำเป็นวิธีที่ควบคุมน้ำหนักไก่ชน และยังช่วยในการควบคุมพยาธิภายนอก(เห็บ, ไร) อีกด้วย พร้อมกันนี้สมุนไพรที่ใช้ในการอาบน้ำไก่ จะเป็นชนิดที่ช่วยให้ขนไก่เงางามเป็นหลัก เช่น มะกรูด และตะไคร้เป็นต้น นอกจากนี้การลงกระเบื้องเป็นการคลายกล้ามเนื้อให้ไก่ชน และทำให้ผิวหนังไก่ด้านขึ้น
6.การรักษาพยาบาลไก่บาดเจ็บระหว่างพักยกการแข่งขัน พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนปฏิบัติด้วยความชำนาญ และรวดเร็ว ความรู้ในส่วนนี้จากการสัมภาษณ์ผู้รู้ได้กล่าวว่า “แนวหมู่นี้ได้เฮ็ดดู๋ ได้เห็นดู๋ มันกะเป็น(ของเหล่านี้ได้ทำบ่อย ได้เห็นบ่อยก็ทำเป็น)” ซึ่งจากคำกล่าวดังกล่าวพบว่าการผู้เลี้ยงได้รับ ถ่ายทอดจากการปฏิบัติโดยตรงเป็นสำคัญ
7. การใช้สมุนไพร สำหรับการใช้สมุนไพรในการเลี้ยงไก่ชนสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่มคือ
1. ใช้ภายนอก สมุนไพรที่มีการใช้ภายนอก (การอาบน้ำไก่ และรมควัน) ที่สำคัญได้แก่ ใบหนาด ใบมะกรูด ลูกมะกรูด ขี้เหล็กสาน ตะไคร้ เป็นต้น นิยมใช้สมุนไพรที่ช่วยในการคลายกล้ามเนื้อ(ใบหนาด และใบมะกรูดเป็นต้น)
2. ใช้กิน สมุนไพรที่สำคัญได้แก่ บอระเพ็ด กล้วยน้ำว้า แตงกวา และฟ้าทะลายโจรเป็นต้น พิจารณาจาก กล้วยน้ำว้า และแตงกวา เป็นแหล่งอาหารพลังงาน ที่อุดมด้วยไวตามินต่าง นอกจากนี้กล้วยยังสามารถช่วยในระบบทางเดินอาหาร ในการใช้สมุนไพรต่างๆ นั้นเป็นชนิดเดียวกันกับที่คนกินบำรุงกำลัง
สำหรับสมุนไพรใน สองกลุ่มแรกนั้นพิจารณาว่าสมุนไพรกลุ่มที่ใช้อาบน้ำไก่มีฤทธิ์ สามารถป้องกันและกำจัดพยาธิภายนอกได้ กลุ่มบำรุงกำลังสมุนไพรบางส่วน เช่นฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ดมีฤทธิ์ในการรักษาไข้ บำรุงน้ำดี ซึ่งทำให้ไก่ชนมีสุขภาพดีไม่เกิดโรค นับได้ว่าป้องกันโรคอย่างหนึ่ง
8. นันทนาการความเพลิดเพลิน และการถ่ายทอดความรู้ พบว่ากิจกรรมการชนไก่นั้นก่อให้เกิดสังคมของผู้เลี้ยงไก่ชนด้วยกัน มีการไปมาหาสู่ พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วยการใช้กิจกรรม(การชนไก่) เป็นเครื่องมือสำหรับการรวบรวมผู้เลี้ยงเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ โดยบ่อนเป็นสถานที่สำคัญอย่างมากในการแลกเปลี่ยน และถ่ายทอดความรู้ ทั้งนี้การชนไก่ยังสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้เลี้ยง และผู้ชมอีก
11. สมุนไพรที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ชน
องค์ประกอบทางเคมี ของสมุนไพรสามารถได้เป็นกลุ่ม ดังนี้คือ Alkaloid, Essential oil, Glycoside, Tannin, Gum, Latex, Steroid, Saponin, Flavonoid และ Cyanogenic glycoside. สารแต่ละกลุ่มนั้น มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป (พเยาว์. 2529 และ รุ่งรัตน์. 2535.)
1. สมุนไพรใช้ภายนอก เช่นตะไคร้ มะกรูด ใบหนาด ใบมะขาม ขี้เหล็กสาน ขมิ้น ไพร เป็นต้น จากการศึกษาเอกสารพบว่าสมุนไพรเหล่านี้มี สารกลุ่ม Essential oil และFlavonoid มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ต้านเชื้อจุลลินทรีย์ ไล่แมลง
2. สมุนไพรใช้กิน เช่นบอระเพ็ด กล้วยน้ำว้า แตงกวา และฟ้าทะลายโจร เป็นต้น จากการศึกษาเอกสารพบว่าสมุนไพรเหล่านี้มี สารกลุ่ม Alkaloid, Glycoside, Tannin Steroid และVitamin สารเหล่านี้มีรสขม สรรพคุณช่วยบำรุงน้ำดี บำรุงตับ รักษาไข้
12. ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใจระบบการเลี้ยงไก่ชน
ผู้ที่ทำการเลี้ยงไก่ชนมีการประกอบอาชีพที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ข้าราชการ ค้าขาย เกษตรกรรมรับจ้าง เป็นต้น แต่มีความชอบในการเลี้ยงไก่ชนโดยเกิดจากประสบการณ์ในการสัมผัสโดยตรง หรือทางอ้อม ทั้งนี้ผลจากการศึกษาพบว่า ไก่ชน คือไก่พื้นเมืองที่มีการคัดเลือก และพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อ วัตถุประสงค์เฉพาะทาง(เพื่อการชน) ของผู้เลี้ยงไก่
ในการเลี้ยงไก่ชน ช่วงอายุ 1-7 เดือนไม่มีความแตกต่างกับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยทั่วไป จนอายุ 8เดือนขึ้นไป ผู้เลี้ยงได้เริ่มมีการทำการคัดเลือก และพัฒนาเพื่อทำการเลี้ยงเป็นไก่ชน
เมื่อผู้เลี้ยงได้คัดเลือกไก่ชน จะทำการเลียงการเลี้ยงซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากไก่พื้นเมืองทั่ว ไป ไม่ว่าเป็นเรื่องอาหาร การฝึกซ้อม และอื่นๆ ผู้เลี้ยงมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิด จนไก่ชนของตนเองพร้อมออกสนามประลอง หรือบ่อนไก่
บ่อนไก่ชน ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของระบบการเลี้ยงไก่ชน คือในบ่อน มีในเรื่องของการพนัน แหล่งกระจายสายพันธุ์ แหล่งความรู้ การประเมินราคา พบปะสังสรรค์ ของผู้เลี้ยงไก่ชน ตลอดจนถึงเรื่องราวของการตลาดของไก่ชนด้วย เพราะเมื่อไก่ชนผ่านบ่อน พร้อมทั้งได้รับชัยชนะ ไก่ชนตัวนั้นราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ผู้เลี้ยงไก่ชนเอง ได้รับทั้งองค์ความรู้ต่างๆ จากบ่อนไก่ชน นำมาสู่กระบวนการเลี้ยงไก่ชนของผู้เลี้ยงไก่ชนอีกด้วยสามารถสรุปเป็นแผนภูมิ ระบบการเลี้ยงไก่ชน ดังนี้(ภาพที่7)
ภาพที่ 8 สรุประบบการเลี้ยงไก่ชนในพื้นที่ศึกษา
เมื่อพิจารณาถึงกลไกลที่เกิดขึ้นภายในระบบการเลี้ยงไก่ชน พบว่าผู้เลี้ยงไก่ชนเป็นกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบในการชนของไก่ ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารกันเป็นประจำ มีการสั่งสมประสบการณ์มาจากการพบเห็น และการลงมือปฏิบัติจริงเป็นหลัก ซึ่งก่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ทั้งในด้าน การจัดการต่างๆที่เกิดขึ้นภายในระบบการเลี้ยงไก่ชน
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
18 มี.ค. 53
947
0
ความคิดเห็น