นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

[OS:GFRIEND & TWICE] 바보야 ; Fool (YERIN x SANA)

โดย kwaRI-n

ถ้าครั้งนั้น ฉันรู้ว่าการได้บอกความรู้สึกกับเธอมันแสนง่ายดายขนาดนี้ ฉันคงอยู่เคียงข้างเธอแทนที่จะเป็นน้องเขา

ยอดวิวรวม

50

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


50

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 ก.ย. 63 / 17:31 น.
นิยาย [OS:GFRIEND & TWICE] 바보야 ; Fool (YERIN x SANA)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้









ถ้าครั้งนั้น ฉันรู้ว่าการได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงกับเธอมันแสนง่ายดายขนาดนี้

ฉันคงได้อยู่เคียงข้างเธอแทนที่จะเป็นน้องเขา




YERIN  x  SANA




themy butter

                                                                   
สักวันหนึ่ง - BOYd KOSIYABONG ft. มาริสา | Billkin [Live Session]




tb

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 ก.ย. 63 / 17:31


 

 

แกร๊ก! แอ๊ดดดด

 

 

เสียงเปิดประตูเรียกความสนใจจากคนในห้องสโมสรนักศึกษา แม้มีแค่สามคนแต่ต่างพากันมองนักศึกษาสามปีสามซึ่งสวมเสื้อช็อปสีครามของคณะวิศวะเป็นตาเดียวอย่างไม่ตั้งใจ

“น้องอยู่ที่สตูดิโอค่ะ” หนึ่งในสามบอกประโยค ราวกับอัดเสียงไว้สำหรับให้คนๆนี้ฟังโดยเฉพาะ พร้อมรับน้ำขวดที่แขกประจำซื้อมาฝาก
             “ขอบคุณค่ะ” เขากล่าวและส่งยิ้มให้ก่อนเดินไปสตูดิโอ พอลับตาแล้วนักศึกษาสาวสองคนต่างพากันวี้ดว้าย
             “มาตลอดเลยนะ น่ารักจัง”
             “อื้อ อิจฉาน้องชะมัด มีแฟนมาดูแลตลอด ดูแฟนฉันสิ เลิกเรียนแล้ววิ่งแจ้นไปตีป้อมไรไม่รู้ทุกที”
             “ไม่ต่างกันเลยย่ะ!” เสียงเพื่อนๆกรี๊ดกร๊าดเสียงดังทำเอาอีกคนนึงที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่พ่นลมอย่างนึกรำคาญ
             “นี่!” มินาโตะซากิ ซานะหันตามเสียงเรียก
             “อิจฉาล่ะสิ”
             “อิจฉาอะไร?” ซานะเลิกคิ้ว
             “ต้องอิจฉาแล้วล่ะ พอแฟนน้องชินบีมาที่นี่ทีไรเธอเงียบทุกที”
             “เดี๋ยวน้าาา ปกติฉันก็เงียบอยู่แล้วรึเปล่าจ๊ะ” ซานะท้วงด้วยสีหน้าอิหยังวะ “อีกอย่าง แค่เธอสองคนหวีดกันก็เสียงดังหนวกหูจะตายละ ถ้าเพิ่มฉันไปคนมีหวังได้หูตึงกันทั้งสโมเเน่”
             “ก็เห็นโสดก็นึกว่าอิจฉาคนมีแฟน”
             “เกี่ยวกันเหรอ?”
             “ไม่แน่อ่ะ เผื่อเธอจะเบื่อความโสดแล้ว”
             “ถ้าเบื่อจริง นางคงไม่เทพี่ปีสามคนนั้นหรอก”
             “เอ้า เทไปแล้วเหรอ” 
             “ทานโทษนะค้า~ ฉันอยู่ตรงหน้าแท้ๆ จะนินทาอีกนานมั้ยยะ” ถึงโดนพูดถึงต่อมาแบบนี้ แต่ซานะก็ไม่ได้โกรธเคืองเพื่อนทั้งสองคนหรอก
             “เอ้า ละไปไหน” เพื่อนสาวถามขึ้นเมื่อเห็นสาวผมสีชมพูลุกขึ้นยืน
             “ห้องน้ำย่ะ” พูดจบ ซานะก็เดินออกจากห้องสโมสรไป ทิ้งให้เพื่อนทั้งสองเบี่ยงหัวข้อประเด็นมาเป็นเธอแทน
             “พวกผู้ชายบอกว่าซานะหยิ่ง แต่ฉันว่าไม่นะ นางเป็นคนเฟรนลี่จะตาย ไม่ใช่คนตอแหลด้วย”
             “แต่พอมีคนมาสารภาพรักก็เย็นชาใส่คนนั้นเลยนะ ทำเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อนเลย ขนาดผู้หญิงก็โดนเหมือนกัน” 
            “แกว่าชาตินี้จะได้เห็นแฟนของซานะมั้ยวะ”
            “ฉันว่าขอให้นางได้ชอบใครสักคนก่อนเถอะ กำแพงหนาจริงๆ”
            

 

 

 

 

 

ซ่า!!

 

มือคู่สวยกวักน้ำล้างหน้าจนเปียกทั่วใบหน้า ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่หยิบผ้ามาเช็ดตั้งแต่อย่างใด ใบหน้าเคร่งเครียดสวนทางกับภาพลักษณ์แสนขี้เล่นเมื่อเธออยู่คนเดียว ซานะค่อยๆเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องมองภาพตัวเองที่สะท้อนในกระจกเงา เงานั้นมันช่างเปียกปอนและหม่นหมองเหมือนกับหัวใจของเธอไม่มีผิด

 

 

 

 

“หมุนไปทางซ้ายอีกนิด โอเค~” เสียงชัตเตอร์ดังพร้อมแสงแฟลชกระพริบจนระคายตา แต่นั่นไม่ทำให้ฮวังชินบีลดความเป็นมืออาชีพแต่อย่างใด มีแต่คนกล่าวชมว่าเธอสามารถเป็นนางแบบได้เลย
             “เซ็ตนี้เรียบร้อย น้องชินบีกลับได้จ้า”
             “โอเคค่า” เธอตอบรับรุ่นพี่ช่างภาพแล้วหันมาส่งยิ้มให้แฟนตัวเองที่มองเธออยู่ก่อนสาวเท้าไปที่ห้องแต่งตัว
             “ขยันนะเนี่ย” จองเยรินหันไปหาเพื่อนร่วมภาคที่ตบบ่าเธอ
             “ก็กูไม่รู้จะทำไร” เยรินตอบไปอย่างสบายๆ ไม่สนใจความแปลกที่ตัวเองมาทำการบ้านของเซคในสตูดิโอถ่ายภาพของสโมสรแบบนี้
             “กูหมายถึงมาเฝ้าแฟนเนี่ย จะขยันไปไหน”
             “เอ้า! กูไม่รู้จะไปไหนนี่”
             “แฟนมึงไม่อึดอัดเหรอวะที่ต้องตัวติดกันตลอดแบบนี้”
             “ก็เคยคุยแล้ว น้องก็ให้กูมาเฝ้านี่แหละ”
             “จ้าๆ รีบแต่งซะนะ”
             “ไปไกลๆเลยป่ะ” ผลักเพื่อนออกอย่างรำคาญ ก่อนเก็บชีทและอุปกรณ์ใส่กระเป๋าเตรียมกลับ

 

ใครๆก็ต่างอิจฉาดาวมหาลัยคนใหม่ที่มีแฟนมาดูแลตลอดเวลา

 

ถึงเรียนคนละคณะ แต่ด้วยความที่อยู่หอเดียวกัน เวลามีเรียนก็มาด้วยกัน เลิกช้าเลิกเร็วก็กลับด้วยกัน ชินบีซึ่งได้ตำแหน่งดาวมหาลัยจึงมักคลุกคลีกับห้องสโมสรบ่อยๆ ถ้าวันไหนเยรินเลิกเรียนเร็วก็ตามมาดูแลซึ่งเหตุผลคือไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนจึงมาเฝ้าแฟนดีกว่าจนคุ้นเคยกับคนในที่นี้โดยปริยาย เรียกว่าแทบไม่มีเวลาไหนที่คู่นี้ห่างกันเลย

 

“กลับเลยมั้ย?” เยรินถามแฟนสาวที่เปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษาธรรมดาเรียบร้อย
             “ก็ดีนะ” ชินบียื่นกระเป๋าผ้าให้ เยรินรับมาแล้วสะพายแขนอีกข้างแล้วเดินออกจากสตูดิโอด้วยกัน

 

 

“เบาจ้าเบาาา~~า” ทันทีที่มาถึงห้องโถงก็รับมือเสียงโห่แซวจากเพื่อนๆพี่ๆที่มาจากไหนก็ไม่รู้ เยรินทำแค่อมยิ้ม ไม่พูดอะไรตามประสาคนขี้อาย
             “พวกพี่อิจฉาล่ะซี่~~” แตกต่างกับชินบีที่เป็นคนกล้าแสดงออกจึงตอกกลับพวกรุ่นพี่ไปทันที
             “หนอยๆ ได้แฟนดีละขิงใหญ่เลยนะ”
             “ร่อนการ์ดเมื่อไหร่จ๊ะ”
             “โต๊ะจีนเลี้ยงไรรรร” และประโยคมากมายที่ได้ยินจนชินไปแล้ว
             “ไปล้าว~ เจอกันใหม่นะค้า” ชินบีตัดบทด้วยความระอาพลางคิดว่า ‘ไม่เบื่อบ้างรึไงนะพี่พวกนี้’

 

 

เยรินที่กำลังจะจับลูกบิดต้องหยุดมือเมื่อบานประตูเปิดออก ปรากฎคนมาใหม่ก็ชะงักเช่นเดียวกันที่เห็นสาววิศวะคนนี้เป็นคนแรก

“พี่ซานะ หนูกลับก่อนนะคะ” ชินบีโบกมือลา เยรินเองส่งยิ้มให้ ทันที่ที่เห็นรอยยิ้ม ซานะเผลอจิกลูกบิดประตูโดยไม่รู้ตัว ก่อนเบี่ยงตัวให้ทั้งคู่เดินออกจากห้องไป

 

 

ภาพทั้งคู่หยอกล้ออย่างสนิทสนมติดตาใครหลายๆคนโดยเฉพาะสมาชิกในสโมสรนักศึกษา

 

 

 

ทว่านั่นคือเบื้องหน้า

 

 

 

“เย็นนี้ไปทำรายงานที่ห้องเพื่อนนะ”
             “แล้วจะกลับกี่—” / “ค้างที่นั่นเลย”
             “.....อื้ม...ไลน์บอกด้วยละกัน”

 

 

ไม่มีใครรู้เลยว่าความสัมพันธ์ของคู่นี้กำลังกระท่อนกระแท่น

 

 

“ให้ไปส่งมั้ย?”
             “ไม่ต้อง จะไปเอง”

 

 

 

ยกเว้นหญิงสาวผมสีชมพูที่ยืนมองทั้งคู่จนเดินลับสายตาไป

 

 

 

ไม่มีใครรู้แต่ซานะรู้มาโดยตลอด

อันที่จริงรู้มานานแล้ว

 

 

 

มือที่กำลูกบิดไว้ขยับแน่นขึ้นเพื่อระบายความเจ็บปวดข้างในใจ

 

เจ็บที่ได้ยินน้ำเสียงอันแสนผิดหวังของเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในวันปัจฉิมนิเทศ 

 

“เซย์ชีสสส” คนถือกล้องพูดจบก็กดชัตเตอร์ แสงแฟลชแวบขึ้นมาทำให้รูปนี้ถ่ายเสร็จสมบูรณ์แล้ว
             “สวยมากรูปนี้ เอาขึ้นเฟสด้วยนะ”
             “แน่นอน จะแท็กให้ครบเลย” เจ้าของกล้องพูดจบแล้วก็วิ่งไปถ่ายกับคนอื่นต่อ เพื่อนคนอื่นๆก็แยกย้ายไปกัน ทิ้งซานะให้ยืนยิ้มให้กับบรรยากาศแสนอบอุ่นในวันจบการศึกษานี้
             “ซานะ หันหลังๆ” เจ้าของชื่อหันหลังตามที่เพื่อนบอก ปากกาเมจิกขยับตามผู้ใช้งานซึ่งซานะก็ไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอเขียนคำว่าอะไร ในขณะที่อยู่นิ่งๆให้เพื่อนเขียนข้อความบนเสื้อนักเรียนของเธอสะดวก ใครบางคนก็เดินผ่านหน้าซานะไป

 

เสี้ยววินาทีนั้น บรรยากาศที่รอบข้างอึกทึกก็เงียบลง เหมือนเธอไม่ได้ยินเสียงใคร ไม่เห็นหน้าใคร

ราวกับหัวใจหยุดเต้น และโลกทั้งใบหยุดหมุน

 


            “เยริน! ทางนี้!!”
            “อื้อ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“กลับมาแล้วค่ะ” ประโยคแรกที่ออกจากปากทุกครั้งเมื่อถึงห้อง แต่ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่อาศัยอยู่ ซานะมาอยู่ประเทศนี้ตั้งแต่เรียนมัธยมชั้นปีที่ห้าแล้วด้วยเหตุผลบางประการของทางบ้านซึ่งซานะเองก็ไม่เข้าใจหรอก แต่ถึงอย่างนั้น ซานะก็ปรับตัวได้ดีจนเป็นที่รักของเพื่อนๆทุกคนและได้ผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจด้วย

 

ซานะวางกระเป๋าถือลงบนโต๊ะก่อนไปนั่งบนเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ค ปรากฎว่ามีข้อความจากคนที่เธอไม่รู้จักทักมา

 

‘คือพี่ได้ไอดีจากเพื่อนพี่’

‘พี่อยากรู้จักน้องมากกว่านี้ ได้มั้ยครับ’

 

ซานะไม่ตอบและกดบล็อค ก่อนแชทลงกลุ่มสโมสรว่า ‘อย่าเอาไอดีให้ใครมั่วซั่วสิฟะ!’

 

เธอโยนโทรศัพท์ลงข้างตัวแล้วล้มตัวนอนพร้อมพ่นลมออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ด้วยความเป็นอดีตดาวมหาลัยพ่วงตำแหน่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ของมหาวิทยาลัย จึงย่อมเป็นที่รู้จักของคนในมหาลัยทั่วไป เผลอๆคนข้างนอกก็รู้จักอีก

 

แต่ซานะไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

 

สาวผมสีชมพูเหลียวไปมองที่ตู้ข้างเตียง บนตู้นั้นมีสมุดเฟรนด์ชิพขนาดกลางวางพิงผนังอย่างเรียบร้อย ซานะลุกขึ้นนั่งแล้วเอื้อมมือหยิบมันมาแล้วเปิดอ่าน ลายมือของเพื่อนๆที่เขียนถึงเธอนั้น ซานะไล่อ่านแต่ละแผ่นด้วยรอยยิ้ม แม้มีความทรงจำกับโรงเรียนนี้แค่สองปี แต่เธอก็มีความสุขในทุกช่วงเวลาที่เรียนอยู่และคิดว่าคงไม่มีทางลืมช่วงเวลาแสนสุขนี้ไปได้แน่นอน
            
            “...........” 

 

สมุดเฟรนด์ชิพที่เหลือเพียงสองแผ่นสุดท้าย ซึ่งเธอทิ้งให้ใครคนนึงเขียนอวยพรเธอ

แต่พอมีโอกาส เธอกลับกลัวและหนีห่าง

 

 

 

ณ ตอนนี้ ซานะยังนึกโทษตัวเองที่ยังกลัวอยู่

 

 

การสานสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับมินาโตะซากิ ซานะ

แต่พอเป็นเรื่องของจองเยริน ซานะก็ยังขี้ขลาดอยู่ดี


            

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้ไม่มีเรียน แต่ซานะต้องมาที่ตึกของคณะวิศวะเพราะต้องมาคุยงานกับอาจารย์ที่สอนคณะนี้ แถมเพื่อนในสโมสรดันลืมของไว้ที่ห้องอีก ลำบากเธอที่ต้องเอามาให้เนื่องจากมีธุระที่นี่ แถมเพื่อนตัวดีนั้นดันอยู่ภาคและชั้นปีเดียวกับ...

 

หวังว่าคงไม่เจอนะ ซานะภาวนาว่าอย่างนั้น

 

สาวผมสีชมพูคุยธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เธอติดต่อเพื่อนคนนั้นไม่ได้แถมหลงทางอีกจึงเดินมาที่มินิมาร์ทหน้าอาคารเรียน แล้วเห็นคนๆนึงใส่เสื้อช็อปสีครามนั่งริมฟุตบาทจึงเดินเข้าไปถามทาง

 

“ขอโทษนะคะ โรงอาหารของวิศ—” ซานะชะงักไปเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เธอถาม
            “!?” เยรินเองก็ตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเจอคนที่พบกันบ่อยๆโดยบังเอิญแบบนี้
            “เธอ...ที่อยู่สโมใช่มั้ย”
            “ชะ ใช่” 
            “มีอะไรเหรอ?” ได้ยินคนตรงหน้าถามขึ้น ซานะจึงรีบค้นกระเป๋าแล้วควักสมุดแลกเชอร์ออกมา
            “ฝากให้แบคโฮทีได้มั้ย พอดีฉันติดต่อมันไม่ได้”
            “ได้ๆ ยังไงฉันก็ไปเรียนต่ออยู่ละ” เยรินรับสมุดมา 
            “ขอบใจนะ... ฉันไปก่อนล่ะ”
            “เดี๋ยวก่อนสิ” ขาของซานะที่กำลังจะก้าวหนีกลับชะงักเพราะได้ยินเสียงของเยรินรั้งไว้
            “เธอชื่อซานะใช่มั้ย?”
            “อะ อื้อ” 
            “ว่างรึเปล่า คุยกันก่อนได้มั้ย?” ซานะเผลอกำสายกระเป๋าแน่น

 

 

โอกาสมาหาเธออีกครั้งนึงแล้ว บอกตามตรงว่าเธอยังกลัวอยู่

แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อหนีไม่ได้ก็ต้องเผชิญหน้า ซึ่งซานะก็เตรียมใจไว้แล้ว

 


            “ได้สิ”

 

 

ซานะพ่นลมออกมาเล็กน้อยเพื่อตั้งสมาธิ แล้วรวบกระโปรงพลีทยาวก่อนนั่งลงข้างๆเยริน นึกอิจฉาที่ผู้หญิงคณะวิศวะสามารถใส่กางเกงมาเรียนได้

 


            “เธอเรียนคณะอะไรเหรอ?” เยรินเป็นฝ่ายเริ่มถามก่อน
            “นิเทศน่ะ เรียนด้านวารสาร”
            “ว้าว เก่งนะเนี่ย”
            “เธอก็เก่งนะที่เรียนวิศวะอิเล็กน่ะ” 
            “ขอบใจนะ” เยรินส่งยิ้มให้ ซานะเองก็ยิ้มรับ แต่หัวใจนั้นเต้นโครมครามแทบไม่ไหวแล้ว

 

 

เยรินเงียบและอึดอัด เพราะความไม่รู้จักกัน

ซานะเงียบและอึดอัด เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับเยริน

 

 

“กะ การบ้านเยอะมั้ย?” คราวนี้ซานะเป็นคนถาม
            “อืม..ก็ปั่นแทบไม่ทันเลย เธอล่ะ?”
            “เหมือนกันแหละ โชคดีที่กิจกรรมในมอน้อยลงเลยเจียดได้”
            “อ๋อ”

 

 

 

“...........”

 

“...........”

 

 


            “ซานะ”
            “??”
            “เธอเป็นดาวมหาลัยของปีที่แล้วใช่มั้ย?”
            “ใช่”
            “โทษทีนะ ฉันไม่ได้ตามข่าวคราวของมหาลัยเลย แต่เห็นหน้าเธอบนโปสเตอร์บ่อยๆ พอเห็นเธอที่สโมก็คุ้นตาอยู่” 
            “อ๋อ อืม...” ซานะยกยิ้มบางๆ ไม่ได้เสียใจเลยที่อีกฝ่ายไม่สนใจความโด่งดังของเธอ
            “..........”

 

ถึงเรารู้จักกันนานแล้วก็จริง ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้แลกเปลี่ยนบทสนทนากัน 

ซึ่งเยรินเป็นคนเฟรนด์ลี่ น้ำเสียงและท่าทางสบายๆของเขาทำเอาซานะผ่อนคลายลง หัวใจก็กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ

 

“เธอ...” ซานะเอ่ยขึ้น “คบกับน้องชินบีมากี่ปีแล้วล่ะ?”
             “อืม....ก็เพิ่งครบหนึ่งปีไปเมื่อเดือนก่อนนี่แหละ”
             “อ๋อ ยินดีย้อนหลังนะ” แม้เจ็บหนึบในใจแต่ซานะก็แค่นยิ้มออกมาอย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่
             “ขอบใจนะ”
             “แล้วเธอ...คบกับน้องชินบีได้ยังไง?”
             “อืมมมมม” เยรินนึกถึงช่วงเวลานั้น
             “จะว่าไงดี โดนน้องสารภาพรักมั้ง”
             “...........”
             “จู่ๆ ชินบีก็มาบอกชอบแล้วขอคบ...ฉันเองก็ไม่เคยมีแฟนมาก่อน ก็เลยลองคบกับน้องดู
             “...........” ได้ยินแบบนั้นซานะถึงกับหยุดหายใจ เธอรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบกลางศีรษะจนสมองว่างเปล่า
             “ตอนคบไปได้สักพักถึงรู้ว่าแฟนตัวเองเป็นดาวมหาลัย ฮ่าๆ ความไม่สนใจอะไรเลยนี่มันแย่เนอะ”
             “โชคดีจังเลยนะน้องชินบีเนี่ย” สาวผมสีชมพูกล่าวออกมาพลางก้มหน้าเพื่อไม่ให้คนนั่งข้างเห็นแววตาเศร้าๆ
             “งั้นเหรอ?” เยรินตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ก็ไม่รู้ว่าชินบีจะคิดแบบนั้นมั้ยนะ?”
             “อ้อ เปล่าๆ” พอเห็นคนนั่งข้างทำหน้าสงสัย เขาก็รีบปฏิเสธ
             “อ้าว พี่ซานะ มาทำไรคะเนี่ย” ชินบีทักทายซานะด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ได้สงสัยอะไรเลยเมื่อเห็นรุ่นพี่ที่สนิทคุยกับแฟนตัวเองกันสองคน
             “พี่มาคุยกับอาจารย์น่ะ แล้วฝากของให้เพื่อนเยรินด้วย”
             “อ๋อ...รออีกนิดนะพี่เยริน ไปกดเงินก่อน” เธอยื่นไส้กรอกที่เพิ่งเวฟเสร็จให้แฟนสาวแล้วเดินไปที่ตู้กดเงินซึ่งไม่ไกลจากตรงนี้
            

“ซานะ” น้ำเสียงของเยรินดูจริงจังขึ้นมาเพราะต้องแยกกันแล้ว ซานะเองก็ตั้งใจฟังประโยคที่อีกฝ่ายจะพูดต่อไปนี้
             “ขอบคุณนะที่ดูแลชินบีให้”
             “..........” ซานะเงียบไป เธอกลืนน้ำลายแล้วกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนล้า

 

“ไม่เป็นไรหรอก นั่นก็น้องของฉันเหมือนกัน”

 

 

ถ้าฉันกล้าพอที่ทำแบบนั้น  ฉันก็คงโชคดีเหมือนน้องใช่มั้ย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“สวัสดีค่ะ ชื่อมินาโตะซากิ ซานะค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ”
            “ว้าววว~~” ทุกคนต่างฮือฮากับนักเรียนใหม่จากประเทศเกาะที่พูดภาษาของตนได้คล่องปร๋อราวกับเป็นคนประเทศนี้จริงๆ ซานะยกยิ้มอย่างพึงพอใจที่ได้การตอบรับจากเพื่อนใหม่อย่างดี

 

ไม่ว่าเพื่อนในห้องหรือต่างห้องต่างสนใจเธอ ไม่ได้ทำให้ซานะซึ่งเจอกับผู้คนมากมายเขินอายแม้แต่น้อย วันแรกของการเรียนชั้นมอห้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี


            “จะไปกินข้าวมั้ย?” เสียงของใครคนนึงซึ่งไม่ได้คุยกับซานะหรอก แต่เสียงที่ดังพอควรทำให้เธอต้องไปมอง


            เขาคนนั้นกำลังคุยกับเพื่อนตัวเอง และไม่สนใจเธอเลย


            “...........” หน้าตาเฉยชาราวกับเบื่อหน่ายกับทุกสิ่งบนโลก แต่แววตาแสนขี้เล่นกับรอยยิ้มจางๆ กลับทำให้ใจของเด็กใหม่กระตุกโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

จองเยริน คือชื่อของเขาคนนั้น

 

 

 

เป็นนักเรียนธรรมดา ไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่นักกิจกรรมตัวยง และแม้ว่าเยรินไม่รู้จักเธอ และเราไม่เคยคุยกัน

 

กลับมีบางอย่างที่ดึงดูดใจซานะ

 

ถึงไม่มีเพื่อนสนิทเป็นตัวเป็นตน แต่เยรินก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ อุปนิสัยเรียบร้อย ใจดี มีน้ำใจ ซึ่งซานะสังเกตจากการที่เขามาแวะคุยกับเพื่อนในห้องเธอน่ะนะ

 

เป็นแค่คนธรรมดาๆที่ไม่มีอะไรเลย แต่กลับมีอิทธิพลกับหัวใจเธอขนาดนี้

 

รู้ตัวอีกทีซานะก็ตกหลุมรักเยรินเข้าเต็มเปาแล้ว

 

 

 

จนสุดท้าย เราเรียนจบมอปลายแล้ว ก็ไม่ได้คุยกันแม้แต่คำว่า ‘สวัสดี’ งานปัจฉิมนิเทศเป็นวันสุดท้ายที่เราเจอกันแล้ว ซานะคิดแบบนั้นแหละ

 

 

แต่ไม่

 

 

ตึก!

 

ปากกาน้ำเงินร่วงหล่นจากมือ ซานะอ่านรายชื่อนักเรียนมอหกที่สอบติดซึ่งประกาศในเว็บของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง

 

 

อันดับ 51. มินาโตะซากิ ซานะ คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาวารสารศาสตร์

อันดับ 52. จอง เยริน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม

 

 

เธอถอนหายใจด้วยความท้อแท้ 

 

ซานะไม่เคยกลัวว่าตัวเองจะไม่สอบติดมหาวิทยาลัยและคณะที่ฝัน แต่เธอไม่คิดว่าจองเยรินจะได้เรียนต่อมหาลัยเดียวกับเธอ ถึงแม้เรียนคนละคณะกัน และพื้นที่ของมหาวิทยาลัยก็กว้างโข แต่อย่างนั้น ซานะก็ภาวนาว่าขอให้เราไม่เดินสวนกัน หรือไม่ได้เจอกันในที่ใดที่นึงเลย

 

เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับการตัดใจแล้ว

 

ทว่า หากเป็นเรื่องของจองเยริน

โชคชะตาก็ไม่เคยใจดีกับเธอ...แม้แต่ครั้งเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงค่ำ สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซานะซึ่งกำลังเดินกลับห้องพักต้องออกตัววิ่งฝ่าฝนเพราะแถวนี้ไม่มีที่ให้หลบแม้แต่ต้นไม้หรือป้ายรถเมล์กลายเป็นว่าต้องจำใจตากฝนไป เธอยกกระเป๋าบังน้ำฝนแล้วออกตัววิ่งแต่กระนั้นซานะก็วิ่งไม่สะดวกเพราะวันนี้ใส่ชุดนักศึกษาและสวมรองเท้าคัทชูด้วย

“ซานะ!!” เจ้าของชื่อหยุดชะงักเมื่อได้ยินคนเรียก ปรากฎว่าเป็นจองเยรินที่บังเอิญอยู่ที่นี่ได้ยังไงก็ไม่ทราบ
             “ขึ้นรถมาเร็ว” เยรินตะโกนแข่งกับเสียงฝนพลางกวักมือให้เธอขึ้นรถที่เขาขับอยู่ ซานะไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ของอีกฝ่าย ซึ่งจุดหมายไม่ใช่หอพักที่เยรินเช่าอาศัยอยู่กับแฟนสาวอย่างที่ซานะคิดไว้ แต่เป็นบ้านสองชั้น ดูค่อนข้างเก่าแต่สภาพดีและแข็งแรง 

 

“เฮ้อ รอดแล้ว” หลังจากเข็นรถเข้าโรงรถแล้ว ลูกสาวเจ้าของบ้านกล่าวออกมาอย่างโล่งใจ แต่ฝนก็ยังคงตกหนักอยู่แบบนั้น
             “เปียกหมดเลย” ซานะเองก็บ่นพลางบิดกระโปรงให้น้ำออก 
             “แล้วเธอ—” เยรินชะงักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใส่เสื้อนักศึกษาซึ่งบางแสนบาง โชคดีที่เขาไม่ได้มองเต็มๆตาเท่าไหร่
             “มีอะไรเหรอ?” 
             “อ่ะ เปียกก็จริงแต่ใส่ไปเถอะ” เยรินยื่นเสื้อลายสก็อตให้ซานะคลุม เสื้อช็อปที่เขาใส่เป็นสีเข้มและเนื้อผ้าหนา จึงไม่เป็นปัญหา ซานะพอรู้เหตุผลจึงรับมา
             “แล้วเมื่อกี้จะถามอะไร?” เมื่อคลุมเรียบร้อย ซานะก็ถามขึ้น ส่วนอีกฝ่ายกำลังสาละวนกับการล็อกล้อรถอยู่
             “แค่อยากรู้ว่าทำไมเธอถึงกลับดึก ปกติอยู่สโมก็เลิกดึกขนาดนี้เลยเหรอ” 
             “เปล่า ช่วงนี้แต่ละเซคยุ่งมาก เลยไม่ได้เข้าสโมเลย”
             “อืม... ฉันก็เหมือนกัน” 
             “..…….....”

 

เราไม่ได้เจอกันหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ทว่า...การพูดคุยกันครั้งที่สองนี้ ไม่อึดอัดเหมือนครั้งแรกแล้ว


            “น้องก็ไม่ได้ไปสโมเหรอ” เยรินลุกขึ้นยืนแล้วปัดมือตนเองหลังจากล็อคล้อรถเรียบร้อยแล้ว
            “ไม่นะ เห็นว่ารุ่นพี่ไม่ได้เรียกน่ะ”
            “อ๋อ” แม้ดวงไฟในโรงรถไม่สว่างมากนัก แต่ซานะก็เห็นแววตาของเยรินฉายความเศร้าออกมาชั่วครู่
            “เข้าบ้านกันเถอะ ข้างนอกมันหนาว” แล้วก็กลับมาเป็นปกติ ซานะเผลอกำเสื้อเสื้อลายสก็อตที่คลุมอยู่แน่น

 

ไม่ชอบใจเลยนะที่เธอเก็บอาการเก่งแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

“คิดแล้วเชียวว่าต้องฝ่าฝนมา” คุณแม่ของเยรินเห็นสภาพที่เปียกซ่กทั้งตัวเหมือนไปตกน้ำมา 
            “แหะๆ”
            “เนี่ย ดูซิ แล้วพา—” คุณนายจองชะงักเนื่องจากเห็นคนที่เจ้าลูกตัวดีพามาด้วยซึ่งไม่ใช่ฮวังชินบีที่หล่อนเคยพบ แถมใส่เสื้อตัวเก่งของลูกสาวอีก
            “สวัสดีค่ะ” ซานะค้อมศีรษะทักทาย
             “คนใหม่เหรอ?” คุณแม่กระซิบถาม
             “เพื่อนน่ะแม่” เยรินตอบไป
             “เฮ้อ~ จะอะไรก็ช่าง แต่พาลูกเขามาตากฝนแบบนี้ ถ้าเป็นไข้ขึ้นมาจะรับผิดชอบมั้ย” ถึงปากจะตำหนิ แต่ผู้เป็นแม่ยื่นผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ให้ทั้งคู่ห่ม
             “บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วใช่มั้ยว่าให้รอฝนหยุดก่อน” 
             “แหมแม่ ก็ไม่ไกลนี่นา”
             “หยุดเถียงแล้วไปอาบน้ำทั้งคู่เลยแล้วลงมากินข้าวด้วย เดี๋ยวแม่เตรียมเสื้อผ้าให้” คำพูดที่เป็นกันเองนั่นกลับทำให้ซานะอึกอัก เธอมองหน้าเยรินสลับกับแม่ของเขา แต่ดูเหมือนเยรินไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่
             “เธออาบน้ำที่ชั้นบนละกัน ฉันจะอาบชั้นล่างเอง” เยรินหันมาบอกก่อนเดินนำไปที่ห้องของเขา

 

“ดะ เดี๋ยวสิเยริน” เมื่ออยู่กันแค่สองคนแล้ว ซานะก็เรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นๆ 
             “ฉัน...” เธอไม่กล้าพูด แต่ก็พยายามแค่นเสียงออกมา “ขอบคุณนะ แต่ฉันรับไม่ได้หรอก ขอแค่หลบฝนสักหน่อย ถ้าหยุดแล้วฉันก็จะกลับ” 
             “ไม่เป็นไรหรอก นอนที่นี่สักคืนเถอะ”
             “แต่มันกะทันหันแบบนี้ คุณแม่เธอ...” แต่กระนั้น ซานะก็ยังเกรงใจอยู่ดี
             “แม่ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ไม่ต้องกังวลนะ ท่านใจดีจะตาย”
             “แต่...” / “ไม่ดื้อสิ ฉันน่ะสิที่จะโดนดุที่ปล่อยให้เธอกลับหอดึกๆแบบนั้น”
             “..........”

 

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นคำที่ติดปากเวลาเขาพูดกับแฟนของเขารึเปล่า

แต่ซานะกลับใจเต้นขึ้นมาดื้อๆ ร่างกายเย็นเพราะเปียกปอน มีแค่หัวใจที่เริ่มอุ่นขึ้นมาแล้ว

 

 

“รีบอาบน้ำเถอะ แล้วลงมากินข้าว สองทุ่มครึ่งแล้วเธอคงกินอยู่ใช่มั้ย”
             “อื้ม” เมื่อไม่มีเหตุผลที่โต้แย้งได้แล้ว ซานะจึงยอมแต่โดยดี

 

 

 

 

•••••••••••••••••

 

 

 

 

แขกจำเป็นขึ้นมาที่ห้องนอนของเยรินหลังจากกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าของห้องกำลังล้างจานอยู่แล้วไม่ให้เธอช่วยอีกแถมยังไล่ให้ไปอยู่ห้องนอนรอก่อน ซานะจำใจต้องทำตาม เธอปิดประตูอย่างแผ่วเบาก่อนสำรวจเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง มีแค่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือซึ่งตั้งปลายเตียง ชั้นวางหนังสือ และตู้กระจกโชว์กันพลาที่ประกอบเสร็จเรียบร้อย ผนังก็ติดโปสเตอร์อนิเมะเรื่อง Mobile Suit Gundam ซึ่งกันพลามีเยอะพอๆกับหนังสือในชั้นวาง ซานะจึงรู้ตัวตนของเยรินเพิ่มอีกข้อคือ เขาชอบหุ่นยนต์

 

 “!!!!” เธอสะดุดตาหนังสือเล่มนึงที่เล่มใหญ่มันเกินออกมาจากพวก สันหนังสือบอกว่าเล่มนี้คือหนังสือรุ่น ซานะหยิบมันออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

หนังสือรุ่นตอนจบมอหกยังสภาพดีอยู่ ซานะเองก็จำไม่ได้ว่าของตัวเองนั้นเก็บไว้ตรงไหน เธอเปิดดูทำเนียบนักเรียนห้อง 6-2 ซึ่งเป็นห้องของเยรินพลางอมยิ้ม ใบหน้าเขายังเยาว์วัยไม่เคยเปลี่ยนแม้ผ่านมาสี่ปีแล้ว ซานะพาร่างตนเองที่สวมชุดนอนของเยรินเดินมานั่งบนเตียงพลางเปิดอ่านเนื้อหาข้างในไป

 

แกร๊ก! แอ๊ดดดด

 

ปรากฎร่างของเจ้าของห้องกำลังแบกผ้าห่มกับหมอนหนึ่งใบเข้ามาในห้องแล้ววางบนพื้นที่ว่างของเตียงขนาดหกฟุต แน่นอนว่าซานะนอนเตียงเดียวกับเขานั่นแหละ


            “โชคดีที่แม่ทำความสะอาดก่อนที่ฉันจะกลับมานอนนะเนี่ย”
            “เธอไม่ได้กลับบ้านเลยเหรอ”
             “กลับบ่อยแหละ แต่ไม่ได้นอนค้างเท่าไหร่น่ะ” เยรินบอก ทว่าสายตาไปโฟกัสกับหนังสือรุ่นในมืออีกฝ่าย
             “ขอโทษนะที่เผลอหยิบ”
             “ไม่เป็นไรหรอก อย่าแตะเจ้าพวกนี้ก็พอละ” เขาชี้ไปที่ส่วนประกอบของกันพลาที่ถูกแยกส่วนเอาไว้ซึ่งวางบนโต๊ะ หนังสือ ซานะสั่นศีรษะบอกว่าไม่ได้แตะเลย เยรินยกยิ้มอย่างพอใจก่อนเดินไปนั่งข้างๆ
             “เธอเรียนจบมอปลายที่ไหน?”
             “ที่นี่นี่แหละ”
             “หืม?” เยรินส่งเสียงในลำคออย่างไม่เชื่อหู ซานะจึงชี้รูปเดี่ยวของตัวเองให้ดู
             “อ๋าา จริงด้วย ฉันจำไม่ได้เลยแฮะ”
             “ก็เราไม่เคยคุยกันเลยนี่นา”
             “นั่นสิ”
             “แต่เธอก็มาเที่ยวห้องสี่บ่อยๆนี่นะ” เยรินหันขวับทันทีเมื่อได้ฟังประโยคที่อีกฝ่ายเหมือนรู้จักเขา
             “หรือว่า...เธอคือคนญี่ปุ่นที่ย้ายเข้ามาตอนมอห้าอ่ะ” ซานะพยักหน้า
             “อ่า” เยรินตบหน้าผากตัวเองดังฉาด “ขอโทษนะที่ไม่ได้สนใจเธอเลย ไม่งั้นเราคงสนิทกันไวกว่านี้
             “.........” ซานะเผลอหยุดหายใจเพียงชั่วครู่ ก่อนปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติ
             ไม่หรอก ตอนนี้เรารู้จักกันแล้วนี่” เธอกล่าวยิ้มๆ ในใจนึกสมเพชตัวเองที่ไม่ทำความรู้กับเยรินให้เร็วกว่านี้
             “นั่นสินะ” เยรินยื่นหน้ามาดูหนังสือรุ่นอีกครั้งทำให้ใบหน้าใกล้กันโดยบังเอิญ กลิ่นสบู่หอมอ่อนๆแตะปลายจมูกโด่ง ทำให้ซานะเผลอจ้องหน้าที่ไร้เครื่องสำอางค์ซึ่งทำให้อีกฝ่ายดูใสและเด็กลงมากๆ
             “ซานะ” เยรินเรียก
             “อ๊ะ!?”
             “เป็นอะไรรึเปล่า” เขาสงสัยที่อีกคนจ้องหน้าเขานิ่งแบบนั้น แถมใบหน้าเริ่มขึ้นสีอีก
             “ปะ ปะ เปล่า” เธอส่ายหน้าอย่างร้อนรน
             “เธอหน้าแดงนะ” ยิ่งเยรินยื่นหน้ามาดูใกล้ๆ ซานะยิ่งทำตัวไม่ถูกกว่าเดิม
             “อะ อื้อ ระ ร้อนน่ะ!”
             “หืม?” เยรินขมวดคิ้วก่อนเหลียวไปมองนอกหน้าต่าง อากาศก็เย็นมากๆเพราะพายุเพิ่งหยุดผ่านพ้นไปเอง
             “งั้นฉันเปิดแอร์ให้มั้ย?”
             “มะ ไม่เป็นไรหรอก”
             “จริงนะ?”
             “อื้ม!” ซานะตอบพลางขยับตัวออกห่างโดยไม่ให้อีกคนรู้ตัว พอห่างกันก็รู้สึกว่าอากาศในห้องถ่ายเท พอหายใจสะดวกแล้ว ใบหน้าที่ร้อนผ่าวก็ค่อยๆเย็นลง
             “ตามสบายนะ ถ้าง่วงก็นอนก่อนได้เลย” เยรินเดินไปที่โต๊ะหนังสือเพื่อประกอบกันพลาที่ค้างไว้
             “อืม” ถึงอย่างนั้น ซานะก็นอนหลับไม่ลง เธอปิดหนังสือรุ่นก่อนนั่งพิงหัวเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแชทคุยกับเพื่อน

 

 

 

 

เราไม่คุยอะไรกันเลย ทั้งห้องก็มีเพียงเสียงพัดลม และเสียงแกร็กๆจากชิ้นส่วนกันพลากระทบกัน จนผ่านไปหลายนาที ซานะคุยเพื่อนจนจบบทสนทนาและไม่มีเรื่องอะไรให้คุยต่อแล้ว เธอวางโทรศัพท์ก่อนเงยหน้ามองเยรินที่กำลังประกอบโมบิลสูทจำลองอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

“เธอชอบมันมากสินะ” สาวผมสีชมพูเอ่ยขึ้นมา
             “อื้อ มันสนุกดีน่ะ” เยรินตอบ มือก็ยังสาละวนกับการติดชิ้นส่วน
             “ชอบตั้งแต่เด็กเลยเหรอ”
             “ใช่ บังเอิญไปดูการ์ตูนเข้าก็เลยโดนตกเต็มๆ”
             “ดีจังนะที่เจอความชอบตั้งแต่เด็กน่ะ”
             “ก็นะ แต่ชินบีไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ บอกว่าของเล่นเด็กน่ะ”
             “..........” ซานะเผลอโกรธขึ้งขึ้นมาชั่วครู่
             “แต่ฉันไม่สนใจหรอก ก็โดนผู้ใหญ่บอกแบบนั้นมาตลอดนี่นะ”
             “แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ” 
             “........” ได้ยินแบบนั้น เยรินก็นิ่ง
             “งั้นเหรอ ขอบใจนะ” เขายกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจ

 

 

ในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ซานะนั่งกอดเข่าพลางคิดอะไรบางอย่างที่กำลังตีรวนกันในสมอง

 

 

 “มีอะไรก็พูดมาเถอะ ถ้าอยากสนิทกันต้องเปิดใจให้กันนี่”

 

 

แม้สาละวนกับสิ่งที่ทำตรงหน้า แต่เยรินก็รู้สึกได้ว่าอีกคนอยากคุยกับเขา

 


            “.........” ซานะคลายความกังวลลงเมื่อได้ยินประโยคนั้น

 

 

“ฉันไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” เธอกำมือแน่น

“เธอดีแบบนี้แท้ๆทำไมน้องถึง….”

 

ทว่าเยรินไม่พูดอะไรออกมา แม้แต่มือคู่นั้นก็หยุดนิ่งเมื่อได้ยินประโยคแสนทิ่มแทงใจ 

 

“ฉันขอโทษนะ ลืมไปเถอะ” ซานะเห็นปฏิกิริยานั้นก็รู้สึกผิด
             “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็ไม่รู้จะระบายกับใคร” เยรินตั้งสติแล้วลงมือทำงานอดิเรกของตนต่อ
             “..........”
             “ฉันกับชินบีเป็นแฟนกันก่อนที่เราจะเรียนรู้ตัวตนของกันและกันซะอีก”
             “..........”
             “มีบางเรื่องของฉันที่น้องไม่ชอบ หรือบางเรื่องของน้องที่ฉันไม่ชอบ แต่ก็ปรับจูนเข้าหากันได้นะ”
             “อย่างเรื่องที่เธอมาเฝ้าที่สโมนั่นเหรอ”
             “อืม” เยรินลองหมุนข้อต่อส่วนขาของหุ่น “อยู่หอก็เบื่ออ่ะนะแล้วไม่รู้จะไปอยู่ไหน ฉันเลยคุยกับชินบีว่าถ้าเลิกเร็วแล้วน้องไปสโมก็ขอมาเฝ้า น้องก็ไม่ว่าอะไรทั้งๆที่ไม่ชอบการที่ตัวติดกันเท่าไหร่” ซานะย้อนกลับไปนึกถึงเพื่อนๆที่ต่างพูดคุยว่าใครๆก็อิจฉาที่คู่นี้รักและดูแลกันดีมากๆ
             “เพราะตัวติดกันตลอด ชินบีเลยเบื่อฉัน
             “!!!” ซานะตกตะลึง
             “ธะ เธอรู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”
             “ก็...” เยรินกลืนน้ำลาย “สิ่งที่ฉันรับรู้ไงล่ะ”
             “..…......”

 

 

ใจซานะดิ่งวูบ แม้รับรู้มาตลอดว่าความสัมพันธ์ของคู่นี้ถึงทางตันแล้ว ทว่าเธอไม่ดีใจเลยที่เห็นเยรินขมขื่นเพราะความสัมพันธ์ของเขากับชินบีจะจบลง

 

 

“ทำหน้าแบบนั้นทำไมล่ะ?” เยรินกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายซึ่งดูเศร้ากว่าเขาอีก เขาส่งรอยยิ้มจางๆ แต่นัยน์ตาไม่ได้ยิ้มตามเลย นั่นทำให้ซานะยิ่งเจ็บกว่าเดิม
             “ถึงจุดๆนึงมันก็งี้แหละ จุดที่เราหมดความรู้สึก ‘รัก’ แล้ว พอนานเข้าๆ ความรู้สึกที่ว่ามันก็หายไปเอง”
             “ไม่ใช่ทุกคนสักหน่อย”  เขาหันไปสบตากับซานะทันทีเมื่อฟังประโยคนั้นจบ พอเห็นสายตาจริงจังของอีกฝ่าย เขาก็เดาออก
             “นั่นสินะ ซานะเองก็คงมีคนที่ชอบอยู่ล่ะสิท่า”
             “.........” ซานะเงียบ เยรินเงยหน้ามองอีกครั้ง เห็นสีหน้าลำบากใจแบบนั้นก็รู้สึกผิด
             “ขอโทษนะที่ฉันเผลอพูดอะไรจี้ใจไป”
             “เปล่าหรอก ฉันแค่…” ซานะลูบแขนตัวเอง
             “.........”
             “ฉันไม่เคยคิดตัดใจ” 

 

เพราะฉันชอบเธอเกินกว่าจะทำแบบนั้นได้แล้ว

 

“เก่งจัง ฉันทำแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ”

 

ไม่หรอก ถ้าเก่ง ฉันคงเลิกชอบเธอได้ไปนานแล้ว

 

“อื้ม ฉันเก่ง” ซานะฝืนยิ้มสุดความสามารถ แต่การแสดงเธอเก่งพอที่ชวนให้เยรินยิ้มตาม
             “นอนกันเถอะ” เยรินยืดตัวสลัดความเมื่อยล้า
             “เสร็จแล้วเหรอ”
             “ต่อแค่ครึ่งตัวพอน่ะ” เขาหยิบโทรศัพท์เพื่อเช็คดูข้อความ ส่วนซานะนั้นก็เตรียมจะนอนเช่นกัน เตียงขนาด 6 ฟุตที่กว้างขวางพอแถมอากาศคืนนี้เย็นสบาย หวังว่าเธอคงจะหลับลงนะ
             “เยริน”
             “หืม?”
             “เธอตอนนี้กับตอนมอปลายไม่ต่างกันเลยนะ”
             “งั้นเหรอ? สงสัยคงใช่เพราะแม่ก็พูดบ่อยๆว่าเมื่อไหร่จะโตสักที” เยรินพูดขำๆ เราทั้งสองคนหัวเราะเบาๆ
             “นอนกันเถอะ” ซานะพูด
             “อืม ฝันดีนะซานะ” เยรินกล่าวแล้วหลับตาลง
             “ฝันดี”

 

 

เที่ยงคืนกว่าแล้ว แต่ซานะไม่มีทีท่าว่าง่วงแม้แต่น้อย เธอนอนมองเพดานอย่างเหม่อลอย ก่อนหันมองอีกฝ่าย ลมหายใจผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะทำให้รู้ว่าเยรินหลับไปแล้ว ก่อนขยับเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงหันมาทางเธอ

 

ซานะเองขยับตัวนอนตะแคงแล้วมองใบหน้าเยรินที่เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข

 

“เยริน” เธอเรียกชื่อ ทั้งๆรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินหรอก
             “ฉันรักเธอนะ” เอื้อนเอ่ยคำว่า ‘รัก’ กันตรงหน้า ซึ่งเยรินอาจหลับฝันถึงแฟนของเขาก็ได้ 

 

 

ความรู้สึกของฉันมันล้นอกจนแทบทนไม่ไหว

ฉันพลาดที่บอกความรู้สึกเอาจนป่านนี้ และฉันทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากแค่หวังให้ตัวเองอยู่ข้างๆเธอ

 

แม้ในฐานะ ‘คนแปลกหน้า’ ก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

“มาๆ กินข้าวกันก่อน” คุณแม่กล่าวกับลูกสาวและแขกจำเป็นที่เดินลงมาพร้อมใส่ชุดไปเรียนเรียบร้อย
             “กินก่อนไปสิ เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะนะ” เนื่องจากโดนเชื้อเชิญ ซานะเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
             “ขอบคุณค่ะ” ซานะกล่าวพร้อมรับข้าวต้มที่คุณนายจองตักให้ คุณแม่เยรินอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดูเพราะความมีมารยาทของอีกฝ่าย
             “ไปมอแล้ว เอาแกงเขียวหวานไปให้ชินบีด้วย”
             “แม่เอาไปให้เองสิ ไหนๆก็ไปข้างนอกอยู่แล้ว” เยรินบ่ายเบี่ยง ซานะได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
             “เอ้า แล้วไม่ไปหาน้องเหรอ?”
             “เลิกกันแล้วน่ะ”
             “ฮะ!?” / “!!!” ทั้งซานะและคุณเเม่ต่างตกใจไม่แพ้กัน
             “น้องไลน์บอกเมื่อคืนนั่นแหละ”
             “มันเรื่องอะไรกันน่ะเยริน” มารดาถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
             “ไว้เลิกเรียนแล้วหนูจะมาคุยด้วยนะ แต่อย่างว่าแหละ หนูกับชินบีเลิกกันแล้ว” เขากล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนลงมือกินข้าวเช้า
             “.........” คุณเเม่กับซานะมองหน้ากันที่เห็นอีกฝ่ายไม่แยแสแบบนั้น แต่ไม่สามารถพูดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว

 

 

 

 

 

ซานะรอเยรินที่กำลังเข็นรถออกมาตรงหน้าบ้าน จนป่านนี้เขายังทำตัวเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“กลับหอเลยมั้ย ฉันจะไปส่ง”

“เยริน” เจ้าของชื่อเงยหน้ามอง “เธอรักน้องชินบีมั้ย?”

 

 

เยรินนิ่งเงียบ ก้มมองรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งที่แฟนสาวเขาเคยซ้อนบ่อยๆ 

 

 

“ตอนนี้น่าจะเบาลงแล้ว”

 

 

ซานะกลับเจ็บแปลบเมื่อได้ยินน้ำเสียงและเห็นที่แสนแววตาอ่อนล้าแบบนี้

 

 

 

“ทำไมเธอชอบทำตัวเหมือนไม่เป็นอะไร”
             “จำที่ฉันบอกเมื่อคืนได้มั้ย?” ซานะพยักหน้า
             “ฉันรู้อยู่เเล้วว่ามันต้องเกิดขึ้นสักวัน ไม่ฉันก็ชินบีที่ต้องบอกเลิกกัน”
             “แต่เธอรักน้องนี่” / “แค่ความรักอย่างเดียวมันไม่พอหรอก”
             “น้องทำถูกแล้ว ความสัมพันธ์ของฉันกับน้องไปด้วยกันไม่ได้แล้ว ฝืนไปก็มีแต่เจ็บกันเปล่าๆ”
             “แล้วตอนนี้เธอไม่เจ็บเหรอ!?” 

 

ซานะขึ้นเสียงใส่อย่างหงุดหงิดพร้อมหัวใจที่ร้าวระบม เธออยากจะร้องไห้และรับความเจ็บปวดทั้งหมดแทนคนตรงหน้า

 

“………” เยรินขยำกระเป๋าเสื้อช็อปที่อยู่ตรงอกข้างซ้าย “เจ็บสิ”

“แล้วทำไม...”

“แต่ฝืนต่อไป มันเจ็บกว่านี่ ว่ามั้ย?” แม้เป็นความจริง แต่ซานะกลับไม่ตอบ

 

 

เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากเคารพการตัดสินใจของเยริน

 

 

“ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งที่หอนะ”

“เยริน”

“เรายังเป็นเพื่อนกันได้ใช่มั้ย?”

 

เราทั้งคู่สบตากัน ถึงเยรินจะมองนัยน์ตาสวยที่แฝงความหมายบางอย่าง แต่ก็มิอาจจะรู้ ‘ความจริง’ ที่ซานะอยากบอก

 

“ได้สิ”

 

เยรินตอบพร้อมส่งรอยยิ้มแสนอบอุ่นให้ ซานะทำเพียงยกยิ้มจางๆและไม่พูดอะไรต่ออีกเลย

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ kwaRI-n

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 03:36

    So sad TT

    #1
    2
    • #1-1 kwaRI-n
      19 ตุลาคม 2563 / 23:06
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ <3
      #1-1
    • #1-2 kwaRI-n
      19 ตุลาคม 2563 / 23:06
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ <3
      #1-2